กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จฯ แทนพระองค์ พระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จฯ แทนพระองค์  พระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จฯ แทนพระองค์ พระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.22 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ พระราชทานปริญญาบัตร แก่ผู้สำเร็จการศึกษาของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประจำปีการศึกษา 2567 – 2568 เมื่อวันที่ 21-22 มกราคม 2569 โดยมี ศ.(พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ศ.ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมด้วยผู้บริหาร บุคลากร และนักศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เฝ้ารับเสด็จฯ ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ในโอกาสนี้ มีผู้ได้รับพระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ประจำปีการศึกษา 2568 จำนวน 7 ท่าน ได้แก่ ชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ปริญญาบริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์, วรวัชร ตันตรานนท์ ปริญญาบริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์, ดร.เภสัชกรพิสิฐ อุ่ยรุ่งโรจน์ ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาเภสัชศาสตร์, สมยศ วงษ์ทองสาลี ปริญญาวิศวกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาวิศวกรรมโยธา, สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ ปริญญารัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์, ศ.เกียรติคุณ ดร.เฮนริก แบล์สลูว์ ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาความหลากหลายทางชีวภาพและชีววิทยาชาติพันธุ์ และ ศ.กิตติคุณ นพ.มาซาโอะ มิยาชิตะ ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาแพทยศาสตร์

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯแทนพระองค์ พระราชทานปริญญาบัตร แก่ผู้สำเร็จการศึกษาของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมี ศ.(พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ศ.ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เฝ้ารับเสด็จฯ

พร้อมกันนี้ มีผู้ได้รับพระราชทานเกียรติบัตรศาสตราจารย์เกียรติคุณ จำนวน 2 ท่าน ได้แก่ ศ.เกียรติคุณ ดร.สรศักดิ์ ลี้รัตนาวลี สาขาคณิตศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ และ ศ.ดร.ประดิษฐ์ เทิดทูล สาขาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ครั้งที่ 60 ประจำปีการศึกษา 2567 – 2568 มีบัณฑิตเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร วันที่ 21 -22 มกราคม 2569 จำนวน 5,278 คน

ในโอกาสเดียวกันนี้ เมื่อวันที่ 21 มกราคม ทรงเปิด “อาคารสัตวเวชบำรุง” ศูนย์การเรียนรู้และส่งเสริมสุขภาพทางสัตวแพทย์ภาคเหนือ (NORTHERN REGIONAL VETERINARY HEALTHCARE AND LEARNING CENTER: NOVEL CMU) คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อใช้เป็นเป็นศูนย์กลางด้านการศึกษา การค้นคว้า และการวิจัยทางสัตวแพทยศาสตร์ เพื่อพัฒนาแนวทางการรักษาและการป้องกันโรคในสัตว์เลี้ยง พร้อมให้บริการวิชาการด้านสุขภาพสัตว์แก่ประชาชนในภาคเหนือ และเป็นแหล่งฝึกปฏิบัติด้านคลินิกและภาคสนามสำหรับนักศึกษาสัตวแพทย์

ในวันที่ 22 มกราคม เสด็จฯ ในพิธีทูลพระขวัญ ณ วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร ซึ่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดถวายในโอกาสมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 70 พรรษา  เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยฝ้ายที่ใช้ประกอบพิธีจัดเตรียมขึ้นเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2569 ในพิธี ตันติพทราภิเษก ซึ่งเป็นพิธีสมโภชฝ้ายมงคลผูกข้อพระกร จัดขึ้น ณ ศาลาธรรม มหาวิทยาลียเชียงใหม่ โดยพิธีทูลพระขวัญจัดขึ้นตามแบบอย่างโบราณราชประเพณี อันเป็นเอกลักษณ์แห่งภูมิปัญญาล้านนา  เพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ รวมทั้งถวายเป็นสรรพสิริมงคลแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ทรงเปิด “อาคารสัตวเวชบำรุง” และทอดพระเนตรความก้าวหน้าในการรักษาสัตว์ด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัย

ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ทูลเกล้าฯ ถวายบายศรี

ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ทูลเกล้าฯ ถวายบายศรี

ศ.ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล ทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องบายศรีพิธีสืบชะตา

ศ.ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล ทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องบายศรีพิธีสืบชะตา

ศ.วิลาวัณย์ เสนารัตน์ ผู้แทนอาจารย์อาวุโส มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เฝ้าทูลเกล้าฯ ถวายฝ้ายมงคลผูกข้อพระกร

ศ.วิลาวัณย์ เสนารัตน์ ผู้แทนอาจารย์อาวุโส มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เฝ้าทูลเกล้าฯ ถวายฝ้ายมงคลผูกข้อพระกร

ผู้บริหาร มช.และผู้ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (แถวนั่ง) ชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์, วรวัชร ตันตรานนท์, ดร. เภสัชกรพิสิฐ อุ่ยรุ่งโรจน์,ศ.ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดี มช., ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภา มช.,  สมยศ วงษ์ทองสาลี, สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ, ศ.เกียรติคุณ ดร.เฮนริก แบล์สลูว์ และ ศ.กิตติคุณ นายแพทย์มาซาโอะ มิยาชิตะ

ผู้บริหาร มช.และผู้ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (แถวนั่ง) ชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์, วรวัชร ตันตรานนท์, ดร. เภสัชกรพิสิฐ อุ่ยรุ่งโรจน์,ศ.ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดี มช., ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภา มช., สมยศ วงษ์ทองสาลี, สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ, ศ.เกียรติคุณ ดร.เฮนริก แบล์สลูว์ และ ศ.กิตติคุณ นายแพทย์มาซาโอะ มิยาชิตะ

คุณแหน : 26 มกราคม 2569

คุณแหน : 26 มกราคม 2569

คุณแหน : 26 มกราคม 2569

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.56 น.

๐๐ ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร ทายาทในพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ เป็นประธานในพิธีมอบโล่รางวัลนราธิปพงศ์ประพันธ์ ครั้งที่ 24 ประจำปี 2568 แก่นักเขียน นักหนังสือพิมพ์ กวี นักแปลหรือบรรณาธิการ อาทิ   นวพร เรืองสกุล,รศ.ดร.บุญยงค์ เกศเทศ,สมชาย กรุสวนสมบัติ (ซูม ไทยรัฐ),ศ.พิเศษ ศรีศักร วัลลิโภดม ตามคำเชิญของ นรีภพ จิระโพธิรัตน์ นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย พร้อมพิธีมอบรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวดรางวัลพระองค์วรรณ รางวัลของคนรุ่นใหม่ ครั้งที่ 2 ประเภทเรื่องสั้น 30 ม.ค.09.00 น. ห้องประชุมสมาคมนักเรียนเก่าอำนวยศิลป์ 

๐๐ ยินดีกับ ดร.ภญ.อัญชลี เพิ่มสุวรรณ ที่ได้รับโปรดเกล้าฯ เป็น ศาสตราจารย์ ในสาขาวิชาเภสัชศาสตร์สังคมและการบริหาร คณะเภสัชศาสตร์ ม.เชียงใหม่

๐๐ พ.อ.ไท ชาญกล พร้อมเพื่อนๆชาว DJS#2 มาสังสรรค์กับน้องๆ DJS#3 งานนี้ กษมวัต เจิมรังษี, ชนม์วรรธน์ งามเลิศประเสริฐ, ชนากานต์ ธิติไชยวัฒน์, ธัญญสินี ศิลปโสภณ, นฤมล ศรีวิชัย, พงศ์วราวุฑฒิ หมื่นยุทธิ, พงษ์ศักดิ์ แก้วแสนเมือง, พัฒนา วัฒนากร, พิชามญชุ์ จันทรภักดี, รัชนีวรรณ ปานบุตร, ศุภชัย ธรรมศิริ ไม่พลาด

๐๐ เพื่อการอัพสกิลการทำการตลาดยุคใหม่ของคุณด้วยการใช้ข้อมูลและอินไซท์ กำหนดกลยุทธ์ที่ได้ผลจริง ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ นายกสมาคมการตลาดฯ ชวนสมัครหลักสูตร From Data to Impact : An Insight – Driven Marketing Masterclass รุ่นที่ 9 โดย ณัฐพล ม่วงทำ และ บังอร สุวรรณมงคล 5 – 6 ก.พ. สอบถามโทร 02-679-7360-3 หรือ ID Line@: @matsociety..๐๐

๐๐ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จัดกิจกรรมดีๆเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนกุมภาพันธ์ ตลอดทั้งเดือน เชิญชวนลูกค้าธนาคาร ใช้บริการต่างๆของธนาคาร อาทิ โอนเงิน  จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ  บ่อยครั้ง เพื่อนำจำนวนครั้ง จัดเป็นเงินบริจาคสมทบเป็นทุนการศึกษาแก่เยาวชน ยากไร้ด้อยโอกาสทั่วประเทศ  ในมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯเพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์  เพื่อชุบชีวิตให้เยาวชนที่ขาดแคลน

๐๐ สวดพระอภิธรรม พล.อ.บรรจบ บุนนาค อดีตรมว.กระทรวงกลาโหมและประธานชมรมสายสกุลบุนนาค ณ ศาลาร้อยปี ปิยมหาราชอนุสรณ์ วัดเบญจมบพิตร 23-29 ม.ค.18.00 น. แล้วบรรจุ..๐๐

๐๐ ชมรมสมองใสใจสบาย ศูนย์ดูแลภาวะสมองเสื่อม รพ.จุฬาฯ จัดกิจกรรมภาพยนตร์กับผู้สูงอายุ ครั้งที่ 58 วันที่ 27 ม.ค.09.00-15.00 น. เรื่อง The Impossible 2004 สึนามิ ภูเก็ต พร้อมสนทนาหลังชมภาพยนตร์ โดย วรัดดา รัตนิน,รศ.นพ.สุขเจริญ ตั้งวงษ์ไชย,กนกวรรณ กนกวนาวงศ์  แล้วฟังการเสวนาเรื่อง “ภัยพิบัติ ใกล้ตัวกว่าที่คิด ตั้งรับให้พร้อมก่อนภัยมา” โดย รศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช ที่ห้อง 1201 ชั้น 12 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ รพ.จุฬาฯ สภากาชาดไทย

๐๐ จัดคิวไว้ไปวัดพระพุทธบาท อ.พระพุทธบาท สระบุรี เปิดให้สักการะรอยพระพุทธบาท  24 ชั่วโมง วันที่ 17 ก.พ.-3 มี.ค.เป็นเวลา 15 วัน

๐๐ ขอแสดงความยินดี กับ พลตรีหญิง ดร. อังคณา สุเมธสิทธิกุล ที่ได้รับเลือกเป็นนายกสมาคมพยาบาลทหารบก 

คุณแหน 

รู้ไหม? แค่สูบบุหรี่ อาจเพิ่มความเสี่ยง ‘โรคซึมเศร้า’ โดยไม่รู้ตัว

รู้ไหม? แค่สูบบุหรี่  อาจเพิ่มความเสี่ยง ‘โรคซึมเศร้า’ โดยไม่รู้ตัว

รู้ไหม? แค่สูบบุหรี่ อาจเพิ่มความเสี่ยง ‘โรคซึมเศร้า’ โดยไม่รู้ตัว

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าการสูบบุหรี่ช่วยลดความเครียดและทำให้รู้สึกผ่อนคลาย แต่ในความเป็นจริงแล้ว นิโคตินในบุหรี่กลับส่งผลกระทบต่อสมองและร่างกายในทางลบ นอกจากนี้ ในทางจิตเวช อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคซึมเศร้าได้

นายแพทย์ณชารินทร์ พิภพทรรศนีย์ จิตแพทย์ โรงพยาบาล BMHH – Bangkok Mental Health Hospital กล่าวว่า การสูบบุหรี่เป็นพฤติกรรมที่มีความเสี่ยงสูงต่อสุขภาพกาย ไม่ว่าจะเป็นโรคปอด โรคหัวใจ หรือโรคมะเร็ง นอกจากนี้ยังรวมถึงสุขภาพจิตอีกด้วย ซึ่งงานวิจัยจำนวนมากชี้ให้เห็นว่าการสูบบุหรี่สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคซึมเศร้าและภาวะทางจิตอื่น ๆ ได้เช่นกัน

นายแพทย์ณชารินทร์ พิภพทรรศนีย์ จิตแพทย์ โรงพยาบาล BMHH – Bangkok Mental Health Hospital 

จากการศึกษาหนึ่งพบว่า คนที่สูบบุหรี่มีโอกาสเกิดภาวะซึมเศร้าสูงขึ้นถึง 2-3 เท่าเมื่อเทียบกับคนที่ไม่สูบ และมีอัตราการฆ่าตัวตายสูงกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ 2.5-4.3 เท่า โดยอัตราการฆ่าตัวตายจะสูงขึ้นตามจำนวนมวนบุหรี่ที่สูบต่อวัน ความสัมพันธ์นี้อาจเกิดจากหลายปัจจัย รวมถึงผลกระทบทางเคมีในสมองที่เกิดจากนิโคติน เนื่องจากนิโคตินในบุหรี่จะส่งผลกระทบต่อสมองโดยตรง ทำให้เกิดการกระตุ้นระบบการให้รางวัลสมอง ผู้สูบบุหรี่จึงรู้สึกผ่อนคลายหรือมีความสุขในช่วงสั้น ๆ แต่เมื่อระดับนิโคตินลดลง ผู้สูบจะรู้สึกเครียด วิตกกังวล หรือหดหู่ ทำให้ต้องการสูบบุหรี่มากขึ้นเพื่อบรรเทาอาการเหล่านี้ โดยวงจรนี้สามารถนำไปสู่การเกิดโรคซึมเศร้าในระยะยาว

อาการของภาวะซึมเศร้าที่เกิดจากการสูบบุหรี่ มีดังนี้  รู้สึกเศร้า หมองหม่น เบื่อหน่าย ขาดความสนใจในกิจกรรมที่เคยชอบ นอนไม่หลับ หรือหลับมากเกินไป เบื่ออาหาร หรือทานมากผิดปกติ เหนื่อยล้า อ่อนเพลีย รู้สึกผิด หรือไร้ค่า มีความคิดอยากทำร้ายตัวเอง หรือฆ่าตัวตาย

การเลิกสูบบุหรี่เป็นขั้นตอนที่สำคัญในการฟื้นฟูสุขภาพ ไม่เพียงแต่จะลดความเสี่ยงต่อโรคร้ายแรง เช่น มะเร็งและโรคหัวใจ แต่ยังมีผลดีต่อสุขภาพจิตในระยะยาวด้วย อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจพบกับความยากลำบากในการพยายามเลิกสูบบุหรี่ และอาจประสบกับความเครียด วิตกกังวล ในช่วงที่ไม่ได้สูบ ซึ่งวิธีหนึ่งในการช่วยให้สามารถเลิกสูบบุหรี่ได้ง่ายขึ้น ก็คือใช้ยา ซึ่งสามารถช่วยลดความอยากบุหรี่ รวมถึงลดความเครียด และวิตกกังวล ที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เลิกสูบบุหรี่ได้ นอกเหนือจากการใช้ยา การบำบัดทางจิตวิทยา ก็เป็นอีกส่วนที่สำคัญ ที่จะช่วยให้ผู้ที่ต้องการจะเลิกสูบบุหรี่สามารถจัดการกับอารมณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการเลิกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การเลิกสูบบุหรี่เป็นสิ่งสำคัญที่สามารถช่วยให้สุขภาพกาย สุขภาพจิต ดีขึ้น และลดความเสี่ยงต่อโรคซึมเศร้าได้อย่างมีนัยสำคัญ การขอความช่วยเหลือจากจิตแพทย์ นักจิตวิทยา และการสนับสนุนจากคนรอบข้างเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ผู้สูบบุหรี่สามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากและกลับมามีสุขภาพที่ดีขึ้น

พ่อแม่ควรระวัง เด็กไอไม่หยุด ‘หวัดธรรมดา’ หรือเสี่ยง ‘โรคปอด’

พ่อแม่ควรระวัง เด็กไอไม่หยุด ‘หวัดธรรมดา’ หรือเสี่ยง ‘โรคปอด’

พ่อแม่ควรระวัง เด็กไอไม่หยุด ‘หวัดธรรมดา’ หรือเสี่ยง ‘โรคปอด’

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เชื่อว่าหลายบ้านคงเคยชินกับเสียงไอของลูก เด็กบางคนติดหวัดมาจากที่โรงเรียน เป็นๆ หาย ๆ แต่มักไอไม่หยุด โดยคุณพ่อคุณแม่ก็คิดว่าเป็นเพียงอาการหวัดที่เดี๋ยวคงหาย แต่จริง ๆ แล้ว หากเด็กไอต่อเนื่องหลายสัปดาห์ หรือเริ่มมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย เช่น หายใจเร็วและแรง เหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก ก็อาจไม่ใช่อาการของไข้หวัดธรรมดา หากแต่อาจเป็นสัญญาณเตือนของ โรคปอด ซึ่งหากปล่อยไว้ไม่รักษาอาจนำไปสู่อาการแทรกซ้อนรุนแรงได้

 พญ. สุธิดา ชินธเนศ กุมารแพทย์ แพทย์ผู้ชำนาญการโรคระบบการหายใจในเด็ก ศูนย์กุมารเวช โรงพยาบาลวิมุต มาไขข้อสงสัยให้ผู้ปกครองเข้าใจว่าอาการไอแบบไหนที่ควรระวังโรคปอด พร้อมแชร์วิธีดูแลลูกน้อยให้ปลอดภัยจากอันตรายที่กำลังทำร้ายปอดไม่รู้ตัว

 พญ. สุธิดา ชินธเนศ กุมารแพทย์ แพทย์ผู้ชำนาญการโรคระบบการหายใจในเด็ก ศูนย์กุมารเวช โรงพยาบาลวิมุต 

เช็กให้ชัวร์ เด็กไอแบบนี้ “หวัดธรรมดา” หรือ “เสี่ยงโรคปอด”

อาการไอ เป็นกลไกของร่างกายที่ป้องกันอันตรายหรือกำจัดสิ่งแปลกปลอม ไม่ว่าจะเป็นเชื้อโรค สิ่งกระตุ้น หรือฝุ่นมลพิษ แต่สิ่งที่ทำให้รู้ว่าเป็นอาการไอจากการป่วยทั่วไปกับโรคปอดที่ซ่อนอยู่ ดูได้จากระยะเวลาและความรุนแรง โดยปกติถ้าเป็นไอจากไข้หวัด เด็กอาจมีน้ำมูก ไข้ต่ำ หรือไอมีเสมหะ และดีขึ้นภายใน 2–4 สัปดาห์ แต่ถ้าเด็กไอถี่ขึ้น แรงขึ้น และไอต่อเนื่องนานกว่า 4 สัปดาห์ หรือที่เรียกว่า ไอเรื้อรัง เป็นสัญญาณว่ามีความเสี่ยงเป็นโรคปอดได้

หอบหืด-ปอดอักเสบ-วัณโรค โรคปอดร้ายซ่อนอยู่ในการ “ไอเรื้อรัง”

การไอเรื้อรังในเด็กเกิดได้จากหลายปัจจัย ใกล้ตัวที่สุดคือการที่เด็กต้องไปโรงเรียนหรืออยู่ในที่ชุมชน ทำให้มีโอกาสรับเชื้อใหม่เข้ามาซ้ำเติมในช่วงที่ร่างกายยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ทำให้อาการป่วยยืดเยื้อและกลายเป็นไอเรื้อรัง นอกจากนี้ยังรวมถึงมลภาวะอย่างฝุ่น PM2.5 ควันบุหรี่ หรือภูมิแพ้ ส่วนที่น่ากังวลที่สุดคืออาจเป็นโรคปอดที่ซ่อนอยู่ อาทิ หอบหืด ปอดอักเสบ และวัณโรค พญ.สุธิดา ชินธเนศ กล่าวเสริมว่า “วัณโรคมักถูกมองว่าเป็นโรคของผู้ใหญ่ แต่เด็ก ๆ ก็เป็นได้ ส่วนมากวัณโรคในเด็กมักติดเชื้อมาจากผู้ใหญ่ โดยเฉพาะคนในบ้านเดียวกัน ซึ่งเวลาเด็กเป็นโรคนี้มักไม่มีอาการชัดเจน อาจมีไข้เรื้อรัง เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ซีด หรือไอเรื้อรัง หรือถ้าเป็นเด็กเล็กบางคนอาจไม่มีอาการไอเลย ดังนั้นผู้ปกครองต้องสังเกตความผิดปกติของลูกอย่างใกล้ชิด”

ไอเรื้อรังแบบไหน อันตรายต่อปอด ควรพาลูกพบแพทย์ด่วน

หากเด็กมีอาการไอเรื้อรังติดต่อกันนานเกิน 4 สัปดาห์ หรือมีอาการไอร่วมกับมีสัญญาณผิดปกติ เช่น หายใจเหนื่อย หายใจเร็ว อกบุ๋ม เจ็บหน้าอก ปากเขียว ไข้สูงหรือไข้เรื้อรัง เสมหะมีเลือดปน น้ำหนักลด เบื่ออาหาร ซึมลง หรือไม่ร่าเริงเหมือนเดิม เป็นสัญญาณว่าปอดอาจมีความผิดปกติ ควรรีบพาเด็กไปพบแพทย์ทันที

ตรวจคัดกรองโรคปอดในเด็ก รู้ไว รักษาได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ

การตรวจคัดกรองโรคปอดในเด็กทำได้ด้วยการซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด โดยหากแพทย์สงสัยว่าอาจมีความผิดปกติ จะพิจารณาส่งตรวจเพิ่มเติม เช่น ตรวจเยื่อบุโพรงจมูก เอกซเรย์ปอด ตรวจเลือด ตรวจหาเชื้อจากทางเดินหายใจ และสุดท้ายคือการตรวจเสมหะ แต่มักไม่ค่อยได้ใช้เพราะเด็กมักขับเสมหะออกมาได้ยาก “ถ้าพบว่าเด็กมีอาการป่วยเป็นโรคปอด แพทย์จะวางแผนการรักษาให้เหมาะสมตามแต่ละคน และตามความรุนแรงของตัวโรค สิ่งสำคัญคือผู้ปกครองต้องดูแลลูกอย่างใกล้ชิดภายใต้คำแนะนำของแพทย์ เด็ก ๆ จะได้ดีขึ้นโดยไว” พญ.สุธิดา ชินธเนศ อธิบาย

อย่างไรก็ตาม อาการไอเรื้อรังอาจนำไปสู่โรคปอดในเด็กได้ ดังนั้น อยากให้คุณพ่อคุณแม่ดูแลลูกให้ดีเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน เริ่มจากพาไปฉีดวัคซีนที่จำเป็นให้ครบถ้วน ดูแลให้ลูกได้กินอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ อยู่ในที่ที่อากาศสะอาด ถ่ายเท ไม่เย็นเกินไป ถ้าเด็กมีอาการไอ เบื้องต้นให้ดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อให้เสมหะไม่เหนียว และอย่าซื้อยาแก้ไอมากินเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ หากอาการไอไม่ดีขึ้นจนเข้าข่ายไอเรื้อรัง หรือมีอาการผิดปกติร่วมด้วยก็รีบพาไปพบแพทย์เพื่อรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะการรักษาที่ดี เริ่มจากการเข้าใจทุกความซับซ้อน เพื่อการรักษาที่ตรงจุด เพื่อลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน ลูกจะได้กลับมาสดใสและใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่อีกครั้ง

ผู้ปกครองที่มีข้อสงสัย สามารถขอรับคำปรึกษาแพทย์โรงพยาบาลวิมุต โดยสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและนัดหมายแพทย์ได้ที่ศูนย์กุมารเวช ชั้น 3 โรงพยาบาลวิมุต เวลาทำการ 08:00 – 20:00 น. โทร. 02-079-0038 หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือใช้บริการปรึกษาหมอออนไลน์

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลิงจ๋อเจอครูกูเกิล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลิงจ๋อเจอครูกูเกิล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลิงจ๋อเจอครูกูเกิล

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

              ลิงจ๋อ เป็นลูกลิง อยู่ที่ศาลพระกาฬ จังหวัดลพบุรี ซึ่งมีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก วันหนึ่งมีเด็กนักท่องเที่ยวต่างชาติ ลืมโทรศัพท์มือถือไว้บนเก้าอี้ ลิงจ๋อจึงเก็บมาโยนเล่นกับเพื่อน เพราะเปิดโทรศัพท์ไม่เป็น    ต่อมาลิงจ๋อซึ่งชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้นำโทรศัพท์เครื่องนั้นไปให้ครูนกฮูก ให้ครูช่วยสอนวิธีเปิดวิธีใช้ให้หน่อย จะได้เอาไปเล่นเกม และ หาข้อมูลข่าวสาร เพื่อจะได้เป็นลิงที่ทันสมัย

            ครูนกฮูก บอกว่าโทรศัพท์มือถือมีสองระบบ คือ ระบบไอโฟน (Iphone)ของบริษัทแอปเปิล และระบบไม่ใช่ไอโฟน(แอนดรอยด์ Android) ซึ่งเป็นเครื่องโทรศัพท์ยี่ห้อต่างๆ เช่น ออปโป้ (Oppo) วิโว่ (Vivo)  เสี่ยวมี่ (Xiaomi) ซัมซุง (Samsung)

              ครูนกฮูกบอกว่า โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ๆ สามารถต่อพ่วงกับ คอมพิวเตอร์ นาฬิกา และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ต่างๆ ได้ ถ่ายรูป ถ่ายวีดีโอได้ สามารถใช้คำสั่งเสียง หรือ ใช้เสียงพูดถามเรื่องต่างๆ แปลภาษา   เปิดแผนที่ และทำอย่างอื่นได้อีกเยอะแยะ ซึ่งบางอย่างครูก็ตามไม่ทัน

                   ครูนกฮูกเตือนลิงจ๋อให้ระวัง โจรมิจฉาชีพ ที่แฝงตัวมากับโทรศัพท์หรืออินเทอร์เน็ต โดยคนร้ายอาจโทร หรือส่ง อีเมล์ โฆษณา มาหลอกลวงให้จ่ายเงิน ลงทุนที่ได้กำไรสูง ให้เปิดบัญชีม้า หรือทำสิ่งที่ไม่สุจริต ดังนั้นจึงไม่ควรรับโทรศัพท์หรือเปิดอินเทอร์เน็ต จากเบอร์โทรศัพท์หรือเว็ปไซด์ที่ไม่รู้จักเชื่อถือได้ 

                     ครูนกฮูกสอนให้ลิงจ๋อเปิดเครื่องโทรศัพท์ แล้วใช้โปรแกรมกูเกิลค้นหาข้อมูล ต่างๆ ตามขั้นตอนต่อไปนี้

           1. การเปิดเครื่องโทรศัพท์ ให้กดปุ่มเปิด/ปิดค้างไว้ (ส่วนใหญ่อยู่ด้านข้างหรือด้านบนของเครื่อง) จนกว่าหน้าจอจะสว่างขึ้น รอสักครู่ เครื่องจะเริ่มทำงาน

            2. การปลดล็อกหน้าจอ ให้ลากนิ้วบนหน้าจอ ปัดขึ้นจากด้านล่างของหน้าจอ หรือป้อนเลขรหัส ที่ตั้งไว้

            3. หน้าจอหลัก จะแสดงรูปสัญลักษณ์ แสดง ห้องของชุดข้อมูลต่างๆ  คล้ายช่องโทรทัศน์ เพื่อให้ผู้ใช้เลือกว่าจะเปิดดูโทรทัศน์ช่องไหน แต่ละห้องจะมีรูปสัญญลักษณ์ประจำกลุ่ม (แอป หรือ แอพพลิเคชั่น Application) เช่น รูปภาพ กล้องถ่ายรูป โทรศัพท์ กูเกิล ยูทูป จีเมล์ ไลน์ 

ห้องแอปต่างๆ ในโทรศัพท์มือถือ

            4. การใช้ ห้อง (แอป App) กูเกิล Google ห้องกูเกิล เป็นของบริษัทกูเกิลมีห้องย่อยหลายห้อง เช่น ห้องแปลภาษา (กูเกิลทรานสเลท Google Translate) ห้องแผนที่ (กูเกิลแมพ Google Map) ห้องอ่านรูป (กูเกิลเลนส์ GoogleLens) แต่ละห้องมีวิธีการใช้ไม่เหมือนกัน ถ้าอยากรู้ให้ลองเปิดดู แล้วถามคนที่เคยใช้

ห้องแอปกูเกิลมีห้องย่อยหลายห้อง

การค้นหาข้อมูล: ใช้นิ้วกดที่รูปช่อง Google (รูปตัวอักษร “G”) แล้ว พิมพ์คำที่ต้องการค้นหาในช่องค้นหา * กดปุ่ม “ค้นหา”
การใช้แผนที่ (Google Maps): เปิดช่อง Maps (รูปแผนที่) แล้วพิมพ์สถานที่ที่ต้องการไปในช่องค้นหา * กดปุ่ม “ค้นหา” เครื่องจะแสดงเส้นทางที่จะไปยังจุดหมาย โดยให้เลือกได้ว่าจะเดินทางไปด้วยยานพาหนะอะไร เช่นรถยนต์ส่วนตัว จักรยาน หรือเดินเท้า  
การแปลภาษา (Google Translate): เปิดแอปพลิเคชัน Translate เลือกภาษาที่ต้องการแปล แล้ว พิมพ์หรือพูดคำที่ต้องการแปล
การสั่งอาหารออนไลน์: ติดตั้งแอปสั่งอาหาร เช่น แกร็ป GrabFood, ไลน์แมน LINE MAN * ลงทะเบียนและเข้าสู่ระบบ แล้ว เลือกอาหารที่ต้องการ ระบุที่อยู่จัดส่ง ชำระเงิน

ข้อแนะนำ

หากไม่เข้าใจส่วนใด ให้สอบถามจากคนรอบข้างที่ใช้โทรศัพท์มือถือเป็น
ลองเล่นและทดลองใช้แอปต่างๆ เพื่อทำความคุ้นเคย
อย่ากลัวที่จะกดผิด เพราะสามารถแก้ไขได้เสมอ

อาทร  จันทวิมล

อย่ามองข้าม ฝุ่นพิษพุ่งสูง ยิ่งขนาดเล็ก ยิ่งอันตราย ดูแลก่อนป่วย

อย่ามองข้าม ฝุ่นพิษพุ่งสูง ยิ่งขนาดเล็ก ยิ่งอันตราย ดูแลก่อนป่วย

อย่ามองข้าม ฝุ่นพิษพุ่งสูง ยิ่งขนาดเล็ก ยิ่งอันตราย ดูแลก่อนป่วย

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในฤดูฝุ่น ทุกเช้าวิถีคนเมืองต้องเปิดแอปพลิเคชันเช็ค “ค่าฝุ่นในอากาศ” ถึงแม้ฝุ่นนอกบ้านเราจะสามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่รู้ไหม พื้นที่ในบ้านหรืออาคารสำนักงานยิ่งสำคัญ แถมเสี่ยงมลพิษทางอากาศมากกว่าเดิม ทั้งกลิ่นสีและสารระเหยจากการซ่อมบ้าน กลิ่น/ควันจากการทำอาหาร ไอระเหยจากน้ำหอมปรับอากาศต่างๆ หรือฝุ่น เชื้อราที่สะสมจากเฟอร์นิเจอร์ พรม หรือระบบ
ปรับอากาศ นี่คือภัยเงียบที่เราอาจไม่เคยนึกถึง แต่ส่งผลกับร่างกายอย่างมาก

ข้อมูลคุณภาพอากาศในกรุงเทพฯ ปี พ.ศ. 2567 จาก สำนักข่าว Thai PBS ระบุว่า ตลอดทั้งปี คนกรุงเทพฯ มีวันที่อากาศ “ดีจริง ๆ” เพียง 43 วันเท่านั้น ส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงหน้าฝนระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม ถือว่าเป็นช่วงที่หายใจได้
สบายใจที่สุด นอกนั้นอยู่ในกลุ่มคุณภาพอากาศระดับปานกลาง แต่เราต้องระวังเป็นพิเศษในช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ หรือช่วงที่ความกดอากาศต่ำมาก ๆ ซึ่งค่าฝุ่นพิษพุ่งสูงจนแตะระดับ 165 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่ามลพิษทางอากาศไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

รองศาสตราจารย์ ดร.สราวุธ เทพานนท์ คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

รองศาสตราจารย์ ดร.สราวุธ เทพานนท์ คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลว่า “เรื่องคุณภาพอากาศเป็นสิ่งที่ประชาชนไม่ควรมองข้าม ไม่ใช่มีเพียง PM2.5 เท่านั้น มลพิษจำนวนมากไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ยิ่งมีขนาดเล็กก็ยิ่งอันตราย เข้าสู่ร่างกายได้ลึก ส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว ทั้งอาการภูมิแพ้ หอบหืด ไปจนถึง
โรคเรื้อรังต่าง ๆ แม้ว่าเราจะควบคุมคุณภาพอากาศภายนอกได้ไม่มากนัก ทั้งเรื่องของสภาพอากาศ ต้นตอของมลพิษต่าง ๆ แต่เราสามารถเริ่มต้นดูแล ควบคุมคุณภาพอากาศภายในบ้านของเราได้ทันทีและเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเราใช้เวลามากกว่า 90%
อยู่ภายในอาคาร

ดังนั้น การใช้เครื่องกรองอากาศที่มีมาตรฐาน กรองอนุภาคได้ขนาดเล็ก และเชื่อถือได้มีมาตรฐานรับรองจะเพิ่มคุณภาพอากาศลดความเสี่ยง ควรใช้เครื่องกรองอากาศในอาคารโดยเฉพาะห้องนอนและห้องนั่งเล่น ควรตรวจสอบการระบายอากาศและลดการใช้ผลิตภัณฑ์หรือกิจกรรมที่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ  ให้เลือกเครื่องกรองอากาศที่มีค่า CADR หรือ อัตราการส่งอากาศบริสุทธิ์ให้เหมาะสมกับขนาดของห้อง ที่สิ่งสำคัญควรเปลี่ยนแผ่นกรองอากาศตามรอบที่กำหนด เพื่อให้เครื่องทำงานได้เต็มประสิทธิภาพตามค่า CADR และเหมาะสมกับขนาดพื้นที่ที่ใช้งาน ก็จะช่วยให้เราหายใจได้อย่างมั่นใจ ได้รับอากาศสะอาดในทุกวันเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น”

“แอมเวย์” ให้ความสำคัญกับการดูแลคุณภาพอากาศภายในบ้าน และมุ่งสร้างสุขภาพและสุขภาวะที่ดีให้กับทุกคน นำเสนอเครื่องกรองอากาศ แอทโมสเฟียร์ สกาย และ แอทโมสเฟียร์ มินิ มาพร้อมเทคโนโลยีแผ่นกรองอากาศคุณภาพสูงที่สามารถกรองได้เล็กที่สุดถึง 0.0024 ไมครอน (ทดสอบโดยห้องทดลองอิสระตามมาตรฐาน EN1822 European HEPA ผลทดสอบแบบ Single Pass Efficiency)  ด้วยระบบแผ่นกรองอากาศ 3 ชั้นที่ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถกรองมลพิษในอากาศที่มีขนาดเล็กมากๆ กรองสิ่งปนเปื้อนในอากาศได้ถึงมากถึง 330 ชนิด (ทดสอบโดยห้องทดลองอิสระด้วยวิธีการประเมินด้วยแบบจำลองคอมพิวเตอร์)  เช่น ไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา ไรฝุ่น ฝุ่นละออง ควันบุหรี่ และสารก่อภูมิแพ้ รวมถึง สามารถลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ กลิ่นสัตว์เลี้ยง และกลิ่นจากการประกอบอาหาร นอกจากนี้ ยังได้การรับรองมาตรฐานคุณภาพระดับสากลจากสถาบันชั้นนำ อาทิ Allergy UK, AHAM, ECARF, Energy Star รวมทั้งเครื่องหมาย มอก. ของไทย พร้อมการรับประกันความพึงพอใจ 90 วัน เพื่อความมั่นใจของผู้ใช้งานทุกคน

การใส่ใจคุณภาพอากาศภายในอาคารเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อดูแลสุขภาพของคนในครอบครัว ช่วยลดความเสี่ยงจากมลพิษที่มองไม่เห็นและส่งเสริมสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน

สัปดาห์ดอกป๊อปปี้บานวันทหารผ่านศึก 2569 รายได้ช่วยเหลือครอบครัวทหารผ่านศึก

สัปดาห์ดอกป๊อปปี้บานวันทหารผ่านศึก 2569 รายได้ช่วยเหลือครอบครัวทหารผ่านศึก

สัปดาห์ดอกป๊อปปี้บานวันทหารผ่านศึก 2569 รายได้ช่วยเหลือครอบครัวทหารผ่านศึก

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“3 กุมภาพันธ์ ดอกป๊อปปี้บานวันทหารผ่านศึก” มูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึก ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ชวนร่วมส่งน้ำใจ รำลึกถึงวีรกรรม ความเสียสละของทหารผ่านศึกทุกเหล่าทุกสมรภูมิและทุกพื้นที่ ด้วยการช่วยอุดหนุนซื้อดอกป๊อปปี้ของมูลนิธิฯ เพื่อนำรายได้ช่วยเหลือครอบครัวทหารผ่านศึก ซึ่งจะมีสายจำหน่ายต่างๆ ออกไปจำหน่ายทั่วไปในกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยมีอาสาสมัครหลากหลายสาขาอาชีพรวมน้ำใจเพื่อเชิญชวนให้กลัดดอกป๊อปปี้บนปกหรือกระเป๋าเสื้อ ใน “สัปดาห์ดอกป๊อปปี้บานวันทหารผ่านศึก” เริ่มตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม ถึง 4 กุมภาพันธ์ 2569

คุณหญิงแสงเดือน ณ นคร ประธานมูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึก ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี กล่าวว่า “สัปดาห์ดอกป๊อปปี้บานเนื่องในวันทหารผ่านศึกผ่านศึก” เวียนมาบรรจบอีกปี  ระหว่างวันที่ 27 มกราคม ถึงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2565 โดยมูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึก ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้ดำเนินการในการจัดจำหน่ายดอกป๊อปปี้เพื่อนำรายได้ไปช่วยเหลือครอบครัวทหารผ่านศึกทีเสียชีวิตหรือพิการรวมถึงได้ให้การสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึกในด้านต่างๆมาโดยตลอด

“ดอกป๊อปปี้ ดอกละ 20 บาท เป็นงานฝีมือของครอบครัวทหารผ่านศึก เป็นงานฝีมือจากเหล่าแม่บ้านครอบครัวของทหารผ่านศึก การทำดอกป๊อปปี้นี้กลายเป็นเหมือนงานอดิเรกและอาชีพเสริมไปในตัว เพราะมีค่าแรงจากมูลนิธิที่จ่ายให้อย่างยุติธรรม และยังมีอาสาสมัครที่มาร่วมกันดอกไม้ที่สำนักงานมูลนิธิ ทั้งเป็นการพบปะสังสรรค์และได้ทำประโยชน์แก่สังคม นอกเหนือไปจากสวัสดิการที่ทางมูลนิธิฯ จัดให้เพื่อเป็นการช่วยเหลือให้ทุเลาจากความขาดแคลนที่เกิดจากความสูญเสียรายได้ของหัวหน้าครอบครัว และดอกป๊อปปี้เหล่านั้นได้นำมาขายทุกปี ตั้งแต่ปี พ.ศ 2512 ที่ผ่านมา รายได้จากการขายดอกป๊อปปี้และผลิตภัณฑ์อื่นของมูลนิธิฯ รวมทั้งการบริจาคของผู้มีจิตกุศล เป็นความช่วยเหลือของประชาชนโดยทั่วไป ที่รับรู้และเห็นใจในความเสียสละของทหารหาญ ที่ทำหน้าที่ปกป้องประเทศชาติแทนพวกเรา” คุณหญิงแสงเดือน กล่าว

นันทวัน เฆมใหญ่ สุวรรณปิยะศิริ ประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์ มูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึก ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี กล่าวเสริมว่า “สัปดาห์ดอกป๊อปปี้บานวันทหารผ่านศึก” ปีนี้ มูลนิธิฯ ได้รับความกรุณาจาก พลเอก บุญสิน พาดกลาง (แม่ทัพกุ้ง) นายทหารราชองครักษ์พิเศษ และที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก มาช่วยประชาสัมพันธ์เชิญชวนซื้อดอกป๊อปปี้ในปีนี้  นอกจากดอกป๊อปปี้ที่จะจำหน่ายในราคาดอกละ 20 บาทแล้ว  ทางมูลนิธิฯ ได้นำมาจัดเป็นกระเช้าดอกป๊อปปี้ในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งผลิตภัณฑ์อื่นๆ อาทิ แก้วน้ำ ร่ม พัด ผ้าพันคอซาติน และพิเศษสุดผลงานการออกแบบลายดอกป๊อปปี้บนเสื้อและกระเป๋าจาก 3 ศิลปิน ได้แก่ มัดหมี่ นพเก้า ไกรตระกูล, ดุ๊ก ภาณุเดช วัฒนสุชาติ และครูปาน สมนึก คลังนอก โดยรายได้จากการจำหน่ายดอกป๊อปปี้จะนำไปช่วยเหลือครอบครัวทหาร ตำรวจ พลเรือนและอาสาสมัคร ที่อุทิศตนปฏิบัติหน้าที่ปกป้องประเทศชาติต่อไป

ยี่สิบบาทซื้อดอกป๊อปปี้ช่วยอะไรได้บ้าง?

มูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึก ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี  จำหน่ายดอกป๊อปปี้ในราคา 20 บาท งานฝีมือรูปแบบต่างๆ และผลิตภัณฑ์ของมูลนิธิฯ  รายได้จากการจำหน่ายนำไปช่วยเหลือครอบครัวทหารผ่านศึก ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล ซ่อมแซมที่อยู่อาศัย สร้างงานสร้างอาชีพ ช่วยสมทบเงินและสิ่งของจำเป็นให้กับทหารชายแดนและครอบครัวทหารที่เสียชีวิต ช่วยเหลือเมื่อเกิดภัยพิบัติ มอบทุนการศึกษาแก่บุตรธิดาทหารผ่านศึก สร้างและสนับสนุนการสร้างโรงเรียน ศุนย์เด็กเล็กในนิคมทหารผ่านศึก

ผู้สนใจสามารถสั่งซื้อดอกป๊อปปี้และผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้ที่ มูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึก ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี โทร.02-2453303 และ 092-7502642 ช่องทางออนไลน์ตามลิ้งค์นี้ https://shop.line.me/@poppythailand  เฟ้สบุ้ค : มูลนิธิสงเคราะห์ทหารผ่านศึก,  อินสตราแกรม : popythailand2511 หรือติดต่อผ่านไอดีไลน์: @poppythailand นอกจากนั้น ยังสามารถร่วมบริจาคได้ที่ ธนาคารกสิกรไทย สาขาสนามเป้า ชื่อบัญชีมูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึก เลขที่บัญชี 029-2-71777-6

Science Update : นักบินอวกาศชื่อดังของนาซาวางมือ

Science Update : นักบินอวกาศชื่อดังของนาซาวางมือ

Science Update : นักบินอวกาศชื่อดังของนาซาวางมือ

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ซูนิ วิลเลียมส์ (Suni Williams) นักบินอวกาศชื่อดังขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือนาซา ได้ประกาศเกษียณอายุอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2025 หลังจากปฏิบัติหน้าที่มานานกว่า 27 ปี โดยนาซาได้ออกแถลงการณ์ยืนยันเรื่องนี้เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (20 ม.ค.)

ภารกิจสุดท้ายของวิลเลียมส์ คือการทดสอบยาน โบอิ้ง สตาร์ไลเนอร์ ซึ่งเดิมกำหนดไว้เพียง 8 วัน แต่เนื่องจากปัญหาทางเทคนิคของตัวยาน ทำให้เธอต้องติดค้างอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาตินานถึง 286 วัน หรือกว่า 9 เดือน เธอและ บุตช์ วิลมอร์ นักบินอวกาศคู่หู เดินทางกลับสู่โลกอย่างปลอดภัยด้วยยาน SpaceX Crew Dragon เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2025 หลังจากที่นาซาตัดสินใจว่า ยานสตาร์ไลเนอร์ไม่ปลอดภัยพอที่จะใช้ขนส่งมนุษย์กลับโลก

ซูนิ วิลเลียมส์ เกษียณอายุในฐานะผู้ครองสถิตินักบินอวกาศหญิงที่มีเวลาปฏิบัติภารกิจนอกตัวยาน (Spacewalk) นานที่สุด 62 ชั่วโมง 6 นาที และมีเวลาสะสมในอวกาศรวมสูงถึง 608 วัน มากเป็นอันดับสองในบรรดานักบินอวกาศของนาซา โดยตลอดการปฏิบัติภารกิจ 3 ครั้ง วิลเลียมส์เคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการสถานีอวกาศนานาชาติถึงสองครั้ง และมีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานให้กับโครงการ Artemis ที่จะส่งมนุษย์กลับไปดวงจันทร์

สกู๊ปพิเศษ : หนุนคุณภาพชีวิตแรงงานไทยในต่างแดน ปิดจุดเสี่ยงสำคัญด้วยแอปฯ ‘Thai Consular’

สกู๊ปพิเศษ : หนุนคุณภาพชีวิตแรงงานไทยในต่างแดน ปิดจุดเสี่ยงสำคัญด้วยแอปฯ ‘Thai Consular’

สกู๊ปพิเศษ : หนุนคุณภาพชีวิตแรงงานไทยในต่างแดน ปิดจุดเสี่ยงสำคัญด้วยแอปฯ ‘Thai Consular’

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับการคุ้มครองแรงงานไทยในต่างแดน ท่ามกลางแนวโน้มแรงงานไทยที่เดินทางไปทำงานต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยในช่วง 11 เดือนของปี 2568 พบว่า มีแรงงานไทยเดินทางไปทำงานต่างประเทศรวมแล้วทั้งสิ้น 64,855 คน โดยเร่งปิดจุดเสี่ยงสำคัญที่แรงงานอาจเผชิญ ทั้งการถูกหลอกลวง การทำงานผิดกฎหมาย การละเมิดสิทธิแรงงาน และการเข้าถึงความช่วยเหลือที่ล่าช้า ผ่านการผลักดันแอปพลิเคชัน “Thai Consular” ควบคู่การลงทะเบียนคนไทยในต่างประเทศ เพื่อให้ภาครัฐสามารถติดตาม แจ้งเตือนภัย และประสานความช่วยเหลือได้อย่างตรงจุดและทันท่วงที หนุนแรงงานไทยได้รับความคุ้มครองอย่างครอบคลุมในทุกพื้นที่ทั่วโลก

กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกมีความต้องการในการพึ่งพาแรงงานจากประเทศไทยมากยิ่งขึ้น เนื่องจากเป็นกลุ่มแรงงานที่มีฝีมือ ประกอบกับปัญหาการขาดแคลนแรงงานในประเทศ โดยจากสถิติแรงงานที่ได้รับอนุญาตให้เดินทางไปทำงานต่างประเทศ ของกรมการจัดหางาน ในช่วง 11 เดือนของปี 2568 (มกราคม – พฤศจิกายน) พบว่า มีแรงงานไทยเดินทางไปทำงานต่างประเทศรวมทั้งสิ้น 64,855 คน โดยตลาดหลักยังคงอยู่ในกลุ่มประเทศแถบเอเชียเป็นจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่ง มีจำนวนแรงงานเดินทางไปทำงานรวมสูงสุดถึง 34,062 คน รองลงมาคือกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง 20,214 คน กลุ่มประเทศยุโรป 7,082 คน และกลุ่มประเทศอเมริกาเหนือ 2,264 คน ทั้งนี้เมื่อพิจารณาจำนวนแรงงานเดินทางออกนอกประเทศเพิ่มขึ้น

ความเสี่ยงต่างๆ ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยพบว่าปัญหาหลักๆที่แรงงานไทยในต่างประเทศมีโอกาสเผชิญความเสี่ยง ได้แก่  1.ตกเป็นเหยื่อสัญญาหลอกลวง งานไม่ตรงปก เพราะการเดินทางด้วยวีซ่านักท่องเที่ยวจะทำให้อยู่ในสภาพไร้การคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานของประเทศปลายทาง 2.ค่าจ้างไม่เป็นไปตามที่ตกลง หรือถูกยึดเอกสารสำคัญ จากนายจ้างบางรายที่ใช้ช่องโหว่จากสถานะที่ไม่ถูกต้องกดดันแรงงาน เช่น ไม่จ่ายค่าจ้าง ยึดพาสปอร์ต หรือบังคับให้ทำงานเกินชั่วโมงที่กำหนด 3.สภาพการทำงานเสี่ยงอันตราย ไม่มีประกันสุขภาพ แรงงานจำนวนมากต้องทำงานหนักเกินมาตรฐาน หรือทำงานในสภาพเสี่ยง โดยไม่มีหลักประกันเมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วย 4.การถูกจับกุม – ส่งกลับ เนื่องจากวีซ่าไม่ถูกต้องหรือหมดอายุ และ 5.ไม่สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ทันท่วงที ซึ่งแรงงานที่ไม่ได้ลงทะเบียนหรือไม่ได้ใช้ระบบที่รัฐรับรอง มักไม่มีข้อมูลในฐานข้อมูล ทำให้การช่วยเหลือจากสถานทูตหรือสถานกงสุลทำได้ยากและล่าช้าในกรณีเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น ภัยพิบัติทางธรรมชาติ เหตุจลาจล อุบัติเหตุ เจ็บป่วยฉุกเฉิน ฯลฯ

อย่างไรก็ตามกรมการกงสุลสร้างความมั่นใจให้กับแรงงานไทยในต่างประเทศ ด้วยการผลักดันให้ “Thai Consular” เป็นแอปฯ สามัญสำหรับกลุ่มแรงงานที่กำลังจะเดินทางไปทำงานในต่างแดน รวมถึงการลงทะเบียนคนไทยในต่างประเทศผ่านแอปฯ ซึ่งจะช่วยให้เจ้าหน้าที่รู้ว่าผู้เดินทางอยู่ในประเทศหรือเมืองใด สามารถแจ้งเตือนภัยเฉพาะพื้นที่ได้อย่างแม่นยำ ประสานความช่วยเหลือได้ตรงจุด และติดตามได้รวดเร็วกว่าการรอข้อมูลความช่วยเหลือจากโซเชียลมีเดีย โดยข้อมูลจากการลงทะเบียนในระบบ เป็นข้อมูลที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ทันทีในทุกสถานการณ์ฉุกเฉิน นอกจากนี้ กรมการกงสุลยังเร่งสร้างเครือข่ายแรงงานไทยในประเทศต่างๆ เพื่อเป็นสะพานเชื่อมความร่วมมือในพื้นที่จริง ช่วยเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องและสร้างความเข้าใจต่อสิทธิ ความเสี่ยง และช่องทางขอความช่วยเหลือในต่างแดน รวมถึงเป็นกลไกสำคัญในการติดตามเพื่อนแรงงานที่มีพฤติกรรมเสี่ยงหรือขาดการติดต่อ เพื่อให้การช่วยเหลือทำได้เร็วและครอบคลุมยิ่งขึ้น

“การดูแลแรงงานไทยให้ปลอดภัย ไม่สามารถดำเนินการได้โดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ต้องอาศัยกลไกความร่วมมือเชิงนโยบายและการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ กรมการกงสุล จึงเดินหน้าบูรณาการความร่วมมือกับกองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ กรมการจัดหางาน และบริษัทจัดหางาน ผ่านการขับเคลื่อนข้อมูลเชิงรุกเพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถทำงานร่วมกันบนฐานข้อมูลเดียว และตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วและเท่าทันความเสี่ยง ความร่วมมือดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการจัดส่งแรงงาน การเตรียมความพร้อมก่อนเดินทาง ไปจนถึงการคุ้มครองในภาวะวิกฤตหรือการช่วยเหลือให้กลับประเทศอย่างปลอดภัย โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองแรงงานไทยในต่างแดนให้เทียบเท่าสากล และทำให้แรงงานไทยทุกคนได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงตั้งแต่ก้าวแรกที่ออกจากประเทศไทยจนถึงวันที่กลับบ้าน”

ทั้งนี้ กรมการกงสุลขอเชิญชวนแรงงานไทยที่มีแผนจะเดินทางไปทำงานต่างประเทศร่วม “ลงทะเบียนคนไทยในต่างประเทศ” ผ่าน “แอปพลิเคชัน Thai Consular” ที่ดาวน์โหลดติดเครื่องตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง คือความปลอดภัยขั้นพื้นฐานของคนไทยในต่างประเทศ เพราะข้อมูลที่กรอกไว้จะเป็นเข็มทิศสำคัญในยามเกิดเหตุไม่คาดคิดจะทำให้เจ้าหน้าที่สามารถให้การช่วยเหลือแรงงานไทยได้ทันที เพราะ “แอปพลิเคชัน Thai Consular” พร้อมให้บริการกับคนไทยแล้วทั่วทุกมุมโลก ดาวน์โหลดได้ฟรีตั้งแต่วันนี้ ทั้งระบบ IOS และ Android

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ช่างเทวดา

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ช่างเทวดา

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ช่างเทวดา

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                กาลครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ มีช่างซ่อมรถชื่อดังนามว่า “เจ๋ง”  ที่ได้รับฉายาว่า “ช่างเทวดา” ด้วยฝีมือซ่อมรถที่เฉียบขาดราวกับมีเวทมนตร์ ไม่ว่ารถยี่ห้อไหน รุ่นไหน เสียอาการหนักแค่ไหน เจ๋งก็สามารถซ่อมให้กลับมาใช้งานได้ดีดังเดิม

              แต่วันหนึ่ง เจ๋งก็ต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหม่ เมื่อลูกค้าเอารถยนต์ไฟฟ้ารุ่นล่าสุดมาให้เขาซ่อม เพราะถุงลมนิรภัย เกิดทำงานพองลมขึ้นมาเองโดยไม่มีอุบัติเหตุ เจ๋งงัดเอาความรู้และประสบการณ์ทั้งหมดที่เรียนและสั่งสมมาใช้ แต่ก็ไม่เป็นผล ซ้ำร้ายยังทำให้ระบบอื่นๆ ของรถเสียหายเพิ่มขึ้นไปอีก

               เจ๋งรู้สึกหวั่นไหว เขาเริ่มสงสัยในความสามารถของตัวเอง และตระหนักว่าเทคโนโลยีได้ก้าวล้ำไปไกลเกินกว่าที่เขาจะตามทัน ความคิดที่จะวางมือเลิกซ่อมรถยนต์ผุดขึ้นมาในหัว แต่แล้วเจ๋งก็ตัดสินใจลุกขึ้นสู้อีกครั้ง เขาไปเข้าเรียนระยะสั้นที่วิทยาลัยสารพัดช่าง เพื่อเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ของรถยนต์ และเข้าร่วมกลุ่มออนไลน์ของช่างซ่อมรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์กับเพื่อนร่วมอาชีพ     

             จากการพูดคุยกับช่างคนอื่นๆ เจ๋งจึงได้รู้ว่าปัญหาถุงลมทำงานเองนั้นเกิดขึ้นกับรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่บางรุ่นเท่านั้น เขาจึงติดต่อไปยังบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ ซึ่งมอบให้วิศวกรของบริษัทค้นหาปัญหาอย่างลึก แล้วพบความผิดพลาดในการออกแบบ และการเสื่อมสภาพของชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์บางชิ้นหลังจากใช้งานไปได้สักปี ทำให้บริษัทต้องเรียกคืนรถยนต์รุ่นดังกล่าวทั่วโลกกว่าแสนคันไปเปลี่ยนถุงลมรุ่นใหม่ เมื่อข่าวนี้เผยแพร่ออกไป บริษัทรถยนต์ดังกล่าว เกือบจะต้องปิดกิจการเพราะความไม่เชื่อมั่นของผู้บริโภค ทำให้ขายรถไม่ออก

            นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ในโลกที่เทคโนโลยีพัฒนาไปอย่างไม่หยุดนิ่ง การยึดติดกับความรู้เดิมๆ อาจทำให้เราก้าวไม่ทัน ต้องเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ

อาทร  จันทวิมล