สวรส.ปักหมุดยุทธศาสตร์จีโนมิกส์ เฟส 2 ชูระบบ ‘TRE’ พลิกโฉมระบบนิเวศวิจัย

สวรส.ปักหมุดยุทธศาสตร์จีโนมิกส์ เฟส 2 ชูระบบ ‘TRE’ พลิกโฉมระบบนิเวศวิจัย

สวรส.ปักหมุดยุทธศาสตร์จีโนมิกส์ เฟส 2 ชูระบบ ‘TRE’ พลิกโฉมระบบนิเวศวิจัย

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.18 น.

สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ร่วมงานเสวนาครั้งสำคัญ “การส่งเสริมการใช้ประโยชน์ข้อมูลจีโนมิกส์ประเทศไทยและสภาพแวดล้อมการวิจัยที่เชื่อถือได้ (Trusted Research Environment)” จัดโดยสมาคมวิชาการชีวสารสนเทศ และสำนักงานวิจัยแห่งชาติ ในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ ครั้งที่ 21 (Thailand Research Expo 2026) ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ เพื่อประกาศความสำเร็จโครงการ Genomics Thailand ระยะที่ 1 พร้อมเปิดพิมพ์เขียวยุทธศาสตร์ระยะที่ 2 มุ่งขับเคลื่อนการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างก้าวกระโดด

ศ.ดร.นพ.ดำเนินสันต์ พฤกษากร ผู้บริหารจัดการศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านชีวสารสนเทศแห่งประเทศไทย และนายกสมาคมวิชาการชีวสารสนเทศ เปิดเผยผลสำรวจความต้องการใช้ประโยชน์ข้อมูล Genomics Thailand จากนักวิจัยกว่า 50 สถาบันทั่วประเทศ โดยพบว่า นักวิจัยกว่าร้อยละ 70 มีความตื่นตัวและประสงค์จะเข้าถึงข้อมูลเพื่อต่อยอดงานวิจัย โดยเฉพาะในกลุ่มโรคมะเร็ง โรคติดเชื้อ และพันธุศาสตร์ประชากร ทว่ายังติดปัญหาเรื่องกระบวนการขอเข้าใช้ข้อมูล ขาดความเข้าใจในสถานะของโครงการ รวมถึงความกังวลด้านความซับซ้อนของกฎหมายและการขาดแคลนกำลังคนในการประมวลผล ซึ่งผู้ใช้งานเกือบ 100% เห็นพ้องว่าไทยจำเป็นต้องมีระบบนิเวศการวิจัยที่ปลอดภัยหรือระบบ TRE เพื่อควบคุมการเข้าถึงข้อมูล แต่ร้อยละ 70 ยังไม่รู้จักระบบนี้ดีพอ จึงเสนอแนะให้เร่งจัดทำคู่มือการใช้งานแบบ Step-by-step จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ และสร้างเครือข่ายจับคู่ระหว่างแพทย์และนักชีวสารสนเทศเพื่อสลายข้อจำกัดด้านทักษะ ขณะที่ ศ.กิตติคุณ นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ ประธานคณะกรรมการดำเนินงานฯ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้เน้นย้ำผ่านการบันทึกภาพถึงความสำคัญของการสร้างเครือข่ายนักวิจัยแบบรวมกลุ่ม (Hub of Talents) บูรณาการผู้เชี่ยวชาญข้ามสายงานทั้งแพทย์ นักชีววิทยา นักสถิติ และโปรแกรมเมอร์ โดยชี้ว่าเป้าหมายปลายทางต้องไม่จำกัดอยู่แค่เพียงความก้าวหน้าทางวิชาการ แต่ต้องนำผลลัพธ์ไปประยุกต์ใช้ได้จริงในหน่วยบริการสุขภาพภาครัฐ และต่อยอดเชิงพาณิชย์ร่วมกับภาคเอกชนเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน

ด้าน ดร.นุสรา สัตย์เพริศพราย ผู้จัดการงานวิจัย สำนักวิจัยและพัฒนาจีโนมิกส์ สวรส. กล่าวว่า สวรส. ในฐานะ “ผู้ควบคุมข้อมูล (Data Controller)” ได้สรุปผลสำเร็จของโครงการ Genomics Thailand ระยะที่ 1 (Phase 1) ที่สามารถถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนมของคนไทยได้ครบตามเป้าหมาย 50,000 ราย ใน 5 กลุ่มโรคสำคัญ (มะเร็ง, โรคหายาก, โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs), โรคติดเชื้อ, เภสัชพันธุศาสตร์) นำไปสู่การค้นพบรูปแบบความหลากหลายทางพันธุกรรมใหม่ของคนไทยกว่า 65 ล้านตำแหน่ง ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนในฐานข้อมูลระดับโลก เช่น gnomAD พร้อมสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม เช่น เพิ่มอัตราการวินิจฉัยโรคหายากสำเร็จถึง 37% ผลักดันการตรวจยีน BRCA1/2 ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมเข้าสู่สิทธิประโยชน์บัตรทอง และพัฒนานวัตกรรมแอปพลิเคชัน RARE for 9 และ ExtRA Model ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในภูมิภาค ทั้งยังช่วยลดต้นทุนการถอดรหัสพันธุกรรมลงเกือบครึ่ง และประกาศนโยบายธรรมาภิบาลข้อมูล (Data Governance) ภายใต้มาตรฐานสากล “5 SAFEs” คือ โครงการที่ปลอดภัย (Safe Project), บุคลากรที่เชื่อถือได้ (Safe People), สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย (Safe Setting), ข้อมูลที่ถูกปกปิดตัวตน (Safe Data) และผลลัพธ์ที่ปลอดภัย (Safe Output) เพื่อสร้างความมั่นใจในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน

สำหรับแผนระยะที่ 2 (พ.ศ. 2570-2575) สวรส. ตั้งเป้าขยายผลการถอดรหัสพันธุกรรมเพิ่มเป็น 200,000 ราย มุ่งเปลี่ยนผ่านจากการรักษาสู่การทำนายและป้องกันโรคตั้งแต่เนิ่น ๆ พร้อมยกระดับด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น Long-read whole genome sequencing และ Multi-omics เพื่อความสมบูรณ์ของภาพรวมปัจจัยที่ส่งผลต่อสุขภาพของคนไทย ตลอดจนต่อยอดสู่การวางแผนดูแลสุขภาพของประชาชนที่แม่นยำ ลดอัตราการเกิดโรคเรื้อรังที่เป็นปัญหาของประเทศ รวมถึงส่งเสริมการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์และการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนวัตกรรมของประเทศ

ในมิติโครงสร้างพื้นฐานและการเข้าถึงข้อมูลอย่างปลอดภัย ดร.ชาลี วรกุลพิพัฒน์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยการสื่อสารและเครือข่าย สวทช. ในฐานะ “ผู้ประมวลผลข้อมูล (Data Processor)” ระบุว่า สวทช. ได้เตรียมระบบคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง (HPC) มาตรฐานสากล ISO27001 รองรับการประมวลผลขนาดใหญ่โดยมีการปกปิดตัวตน (De-identification) อย่างรัดกุม สอดรับกับแนวคิดของ ดร.ศิษเฎศ ทองสิมา ผู้อำนวยการธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ สวทช. ที่ได้เผยโฉมนวัตกรรม Trusted Research Environment (TRE) สภาพแวดล้อมการวิจัยที่เชื่อถือได้ เปลี่ยนผ่านจากยุคคัดลอกไฟล์ข้อมูล มาสู่การสร้างพื้นที่เสมือนที่เป็นกลาง มีความเสถียร และปลอดภัย ให้นักวิจัยเข้ามาวิเคราะห์ข้อมูล พร้อมรักษาความเป็นส่วนตัวของข้อมูลอาสาสมัครผู้ป่วยชาวไทยขั้นสูงสุด

ขณะที่ คุณนัฐเวศย์ ศรีวิชัย นักวิชาการคอมพิวเตอร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้นำเสนอแพลตฟอร์ม Hub of Talents Bioinformatics Data Catalog คลังรวบรวมเมตาดาต้า (Metadata) กว่า 66 ชุดข้อมูล ให้นักวิจัยสืบค้นการมีอยู่ของข้อมูลได้โดยไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลดิบ

ช่วงท้ายของเวทีเสวนา คณะผู้เชี่ยวชาญได้ร่วมกันระดมสมองเพื่อเร่งรัดการใช้ประโยชน์ข้อมูลอย่างยั่งยืน โดย ดร.นุสรา สัตย์เพริศพราย ตั้งเป้าบูรณาการข้อมูลทางคลินิก (Clinical Data) เข้ามาเติมเต็มข้อมูลจีโนมิกส์ ศ.ดร.นพ.ดำเนินสันต์ พฤกษากร เสนอแนวทางสร้างมาตรฐานการจัดเก็บข้อมูลคลินิกของโรงพยาบาลให้เป็นระบบเดียวกัน อ.นพ.จักรกฤษณ์ เอื้อสุนทรวัฒนา คณะกรรมการพิจารณาการเข้าถึงข้อมูล ยืนยันจุดยืนพร้อมสนับสนุนการเข้าถึงข้อมูลบนพื้นฐานความปลอดภัยและประโยชน์ต่อสังคม ด้าน ดร.นพ.สุรัคเมธ มหาศิริมงคล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงสาธารณสุข ได้ฉายภาพความสำเร็จในการเชื่อมโยงข้อมูลป้องกันการแพ้ยารุนแรง (Stevens-Johnson Syndrome) ช่วยชีวิตผู้ป่วยได้นับหมื่นราย พร้อมกระตุ้นให้ไทยเร่งรักษาความเป็นผู้นำด้านจีโนมิกส์ในอาเซียน

ขณะที่ ดร.นพ.นวนรรน ธีระอัมพรพันธุ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ได้ร่วมเคลียร์ปมกฎหมาย โดยชี้ว่า PDPA คือสะพานเชื่อมความไว้วางใจและเป็นกรอบการทำงานที่โปร่งใส ไม่ใช่สิ่งปิดกั้นการวิจัย และปิดท้ายด้วย ดร.ยสวัต ป้อมเย็น จากสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ สะท้อนมุมมองการวิเคราะห์และค้นหาการกลายพันธุ์ที่นำไปสู่การรักษาเป้าหมาย (Actionable Variants) สำหรับผู้ป่วยมะเร็งชาวไทย และเสนอไอเดียจัดกิจกรรม “แฮกกาธอน (Hackathon)” นำชุดข้อมูลบนระบบ TRE มาให้นักวิจัยหน้าใหม่ได้ประลองไอเดีย ซึ่งถือเป็นการสร้างบุคลากรคุณภาพเข้าสู่วงการจีโนมิกส์ไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความร่วมมือของ สวรส. และภาคีเครือข่ายในครั้งนี้ จึงเป็นหมุดหมายสำคัญในการหลอมรวมองค์ความรู้และทรัพยากร เพื่อขับเคลื่อนข้อมูลพันธุกรรมของคนไทยให้เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการพลิกโฉมระบบสาธารณสุขไทยสู่ยุคการแพทย์แม่นยำอย่างยั่งยืน

กรมประชาสัมพันธ์ ขอเชิญประชาชน นักออกแบบ ผู้ประกอบการ และผู้สนใจด้านแฟชั่น ร่วมสัมผัสเสน่ห์ของผ้าไทยและงานหัตถศิลป์ไทยในงาน ‘Legacy of Thai Textiles & Fashion’ ระหว่างวันที่ 11–13 สิงหาคม 2569 ณ เจริญนครฮอลล์ และธาราฮอลล์ ชั้น M ไอคอนสยาม

กรมประชาสัมพันธ์ ขอเชิญประชาชน นักออกแบบ ผู้ประกอบการ และผู้สนใจด้านแฟชั่น ร่วมสัมผัสเสน่ห์ของผ้าไทยและงานหัตถศิลป์ไทยในงาน 'Legacy of Thai Textiles & Fashion' ระหว่างวันที่ 11–13 สิงหาคม 2569 ณ เจริญนครฮอลล์ และธาราฮอลล์ ชั้น M ไอคอนสยาม

กรมประชาสัมพันธ์ ขอเชิญประชาชน นักออกแบบ ผู้ประกอบการ และผู้สนใจด้านแฟชั่น ร่วมสัมผัสเสน่ห์ของผ้าไทยและงานหัตถศิลป์ไทยในงาน ‘Legacy of Thai Textiles & Fashion’ ระหว่างวันที่ 11–13 สิงหาคม 2569 ณ เจริญนครฮอลล์ และธาราฮอลล์ ชั้น M ไอคอนสยาม

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.10 น.

สำนักนายกรัฐมนตรี โดยกรมประชาสัมพันธ์ กำหนดจัดกิจกรรมการจัดแสดงผลงานนิทรรศการและการเสวนาวิชาการภายใต้แนวคิดทุนทางวัฒนธรรม Legacy สาขาแฟชั่น ในหัวข้อการส่งเสริมภูมิปัญญาและหัตถศิลป์แห่งผ้าไทยผ่านมุมมองร่วมสมัย สู่งานฝีมือในโลกยุคปัจจุบัน (Promoting The Art of Thai Wisdom Reinterpreting Traditional Craftsmanship for today) โดยกำหนดจัดกิจกรรมระหว่างวันที่ 11-13 สิงหาคม 2569 ณ เจริญนครฮอลล์ และธาราฮอลล์ ชั้น M ไอคอนสยาม กรุงเทพมหานคร เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและเผยแพร่พระราชปณิธานด้านการส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย ในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 12 สิงหาคม ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีต่อการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ตลอดจนการพัฒนางานหัตถศิลป์และภูมิปัญญาท้องถิ่นให้เป็นที่ประจักษ์ทั้งในประเทศและนานาชาติ และสร้างกระแสความนิยมสินค้าแฟชั่นที่ต่อยอดจากภูมิปัญญาไทยให้เป็นที่รู้จักและเข้าถึงได้อย่างกว้างขวาง

การจัดงานครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Legacy: Creative Continuity & Creativity” หรือ “ภูมิปัญญาที่ได้รับการต่อยอดโดยความคิดสร้างสรรค์ร่วมสมัย” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าวัฒนธรรมการรังสรรค์และการสวมใส่ชุดไทย ตลอดจนภูมิปัญญาการถักทอผ้าไทย มิได้เป็นเพียงมรดกทางวัฒนธรรมที่ควรอนุรักษ์ หากยังได้รับการสืบสาน พัฒนา และต่อยอดอย่างสร้างสรรค์มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถก้าวทันโลกยุคใหม่โดยยังคงรักษาอัตลักษณ์ความเป็นไทยไว้ได้อย่างงดงาม  

ปัจจุบัน องค์ความรู้ด้านชุดไทยและผ้าไทยได้รับการฟื้นฟูและนำมาต่อยอดเป็นผลงานร่วมสมัยโดยนักออกแบบ ช่างทอผ้า ช่างฝีมือ สมาชิกชุมชน และเยาวชนคนรุ่นใหม่ ที่เล็งเห็นคุณค่าและร่วมกันรักษาภูมิปัญญาไทยมิให้เลือนหาย พร้อมพัฒนาให้ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน จนได้รับการยอมรับทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ ในฐานะแฟชั่นร่วมสมัยที่สะท้อนรากฐานทางประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ของไทยผ่านแนวคิดอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ งานนี้ยังเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงวางรากฐานการอนุรักษ์และพัฒนาผ้าไทยให้เป็นที่ประจักษ์ในระดับนานาชาติ พร้อมสืบสานพระราชปณิธานผ่านแนวพระดำริของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในการยกระดับผ้าไทยสู่แฟชั่นร่วมสมัยที่สามารถแข่งขันบนเวทีโลกได้อย่างสง่างาม

ภายในงาน ผู้เข้าชมจะได้พบกับนิทรรศการแฟชั่นและผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์จาก 10 ชุมชนต้นแบบทั่วประเทศ ได้แก่ กลุ่มทอผ้าศรีวิชัย จังหวัดสุราษฎร์ธานี, กลุ่ม ธ.มณโฑ จังหวัดอุดรธานี, กลุ่มขวัญตา จังหวัดหนองบัวลำภู, กลุ่ม ME-D NATHAP จังหวัดสงขลา, กลุ่ม T.Chattuwan จังหวัดร้อยเอ็ด, กลุ่มมนตราธิกาญจน์ จังหวัดกาฬสินธุ์, บริษัท ไทยซิลค์วิลเลจ จำกัด จังหวัดเชียงใหม่, อู๋ไหมไทย กลุ่มทอผ้าบ้านแม่สารบ้านตอง จังหวัดลำพูน, กลุ่มอิมปานิ จังหวัดราชบุรี และ กลุ่มไหมทองสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งได้รับการพัฒนาโดยความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการชุมชน นักออกแบบ สไตลิสต์ และผู้เชี่ยวชาญด้านแฟชั่น จัดแสดงผลงานกว่า 100 ชิ้นงาน ที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่นผ่านการออกแบบร่วมสมัย ครอบคลุมทั้งเครื่องแต่งกายสำหรับโอกาสทางการและไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวัน

นิทรรศการครั้งนี้สะท้อนความหมายของ Legacy ในฐานะการสืบสานและต่อยอดคุณค่าหลักของมรดกทางวัฒนธรรม โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิม พร้อมส่งต่อองค์ความรู้สู่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการขับเคลื่อนของศิลปินแห่งชาติ นักออกแบบ และผู้เชี่ยวชาญด้านการรังสรรค์ผืนผ้าไทย ที่ร่วมทำงานกับ 10 ชุมชนต้นแบบจากทุกภูมิภาคของประเทศ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดภูมิปัญญาการทอผ้าที่สำคัญ นำองค์ความรู้ดั้งเดิมมาพัฒนาเป็นผลงานร่วมสมัยที่ยังคงรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของแต่ละชุมชนไว้อย่างครบถ้วน ผลงานจากโครงการ Legacy จึงนับเป็นตัวอย่างของการเชิดชูมรดกภูมิปัญญาการทอผ้าไทยให้ดำรงอยู่ในโลกปัจจุบัน ด้วยการผสานความคิดสร้างสรรค์เข้ากับภูมิปัญญาดั้งเดิม จนเกิดเป็นผลงานที่สะท้อนทั้งคุณค่าทางวัฒนธรรม ความงดงาม และศักยภาพในการต่อยอดสู่ระดับสากล

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเสวนาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากผู้ทรงคุณวุฒิ นักออกแบบ และผู้ประกอบการชั้นนำ อาทิ คุณสุดฤทัย เลิศเกษม อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์, ดร.ศรินดา จามรมาน ที่ปรึกษาโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก”, คุณศิริชัย ทหรานนท์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ THEATRE, คุณวิชระวิชญ์ อัครสันติสุข ผู้ก่อตั้งแบรนด์ WISHARAWISH และ คุณเจนสุดา ปานโต สิริสันต์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ JANESUDA พร้อมด้วยคณาจารย์และผู้เชี่ยวชาญด้านแฟชั่นจากสถาบันการศึกษาชั้นนำ ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผ้าไทยและผลิตภัณฑ์ชุมชน ตลอดจนแนวทางการพัฒนาสินค้าแฟชั่นไทยให้ตอบโจทย์ตลาดโลกในยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์

ตลอดทั้ง 3 วัน ผู้เข้าชมจะได้เพลิดเพลินกับแฟชั่นโชว์สุดพิเศษที่ถ่ายทอดเสน่ห์ของผ้าไทยผ่านมุมมองร่วมสมัย จากผลงานของชุมชนต้นแบบและนักออกแบบในโครงการ พร้อมการเดินแบบจากนายแบบ นางแบบ และศิลปินชื่อดัง อาทิ โอปอล-สุชาตา ช่วงศรี Miss World 2025, ออม-กรณ์นภัส เศรษฐรัตนพงศ์, ลีน่า-ลลินา ชูเอ็ทท์, หมิว-ณัชชา เตชะมงคลาภิวัฒน์ และ แบงค์-ศรราม เอนกลาภ รวมถึงศิลปินและบุคคลมีชื่อเสียงอีกมากมาย ที่จะร่วมถ่ายทอดพลัง Soft Power ของไทยผ่านแฟชั่นร่วมสมัย สร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่หันมาสวมใส่และภาคภูมิใจในผ้าไทย

งาน “Legacy of Thai Textiles & Fashion” ถือเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญในการเผยแพร่คุณค่าและศักยภาพของผ้าไทยและงานหัตถศิลป์ไทย สร้างการรับรู้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตอกย้ำบทบาทของแฟชั่นไทยที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ให้แก่ชุมชน และส่งเสริมความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์วัฒนธรรมไทยอย่างยั่งยืน

ผู้สนใจสามารถเข้าชมงานโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ระหว่างวันที่ 11–13 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00–21.00 น. ณ เจริญนครฮอลล์ และธาราฮอลล์ ชั้น M ไอคอนสยาม

สทน. ก้าวสู่ปีที่ 21 เปิดภารกิจล่าสุด ดัน “นิวเคลียร์” ยกระดับคุณภาพชีวิต

สทน. ก้าวสู่ปีที่ 21 เปิดภารกิจล่าสุด ดัน “นิวเคลียร์” ยกระดับคุณภาพชีวิต

สทน. ก้าวสู่ปีที่ 21 เปิดภารกิจล่าสุด ดัน “นิวเคลียร์” ยกระดับคุณภาพชีวิต

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.05 น.

ในอดีต ภาพจำของคำว่า “นิวเคลียร์” มักถูกผูกติดอยู่กับความน่ากลัวและเรื่องราวของการสู้รบ แต่ในโลกยุคปัจจุบัน เทคโนโลยีนิวเคลียร์ภายใต้การกำกับดูแลของ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. ได้เข้ามาแทรกซึมและช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตประจำวันของเราในแทบทุกอณูอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เนื่องในโอกาสที่ สทน. ครบรอบ 20 ปีแห่งการก่อตั้ง และเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมวิชาการนานาชาติ INST2026 เราได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) มาร่วมพูดคุยเจาะลึกถึงภารกิจล่าสุด และทิศทางการนำวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์มาเป็น “ตัวเปลี่ยนเกม” เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของประเทศไทย

 รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.)

ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา สทน. มีบทบาทสำคัญอย่างไร ในการเปลี่ยนผ่านภาพจำของเทคโนโลยีนิวเคลียร์ในประเทศไทย?

รศ.ดร.ธวัชชัย เผยว่า สทน. ดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 โดยทำหน้าที่เป็นองค์กรหลักด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ของประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่การออกกฎหมาย กำกับดูแล ควบคุมการใช้งาน ไปจนถึงกำหนดนโยบายความปลอดภัย ตลอดเวลาที่ผ่านมา เราเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง ทั้งการดำเนินงานเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัย และการขยายศักยภาพการให้บริการฉายรังสีเพื่อรองรับภาคอุตสาหกรรม การแพทย์ และการเกษตร

“ผมอยากย้ำว่า เทคโนโลยีนิวเคลียร์ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิต เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืน สทน. ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ สนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่อนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ควบคู่ไปกับการสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยสูงสุดแก่ประชาชน”

ทิศทางการดำเนินงานในระยะต่อไป สทน. ได้วางยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไว้อย่างไร?

รศ.ดร.ธวัชชัย เล่าว่า สทน. มุ่งขับเคลื่อนประเทศผ่าน 3 ยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ การยกระดับเทคโนโลยีนิวเคลียร์ทางการแพทย์เพื่อรองรับสังคมสูงวัย การเพิ่มมูลค่าและยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร อาหาร และสมุนไพรไทยด้วยเทคโนโลยีการฉายรังสี รวมถึงการสนับสนุนการพัฒนาพลังงานสะอาดของประเทศ โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นจากเศรษฐกิจดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ยุทธศาสตร์ที่ 1 ด้านการแพทย์

เรามุ่งยกระดับเทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อรองรับสังคมสูงวัย ปัจจุบัน สทน. เป็นหน่วยงานหลักในการผลิต ‘สารเภสัชรังสี’ ส่งมอบให้กับโรงพยาบาลเกือบ 40 แห่งทั่วประเทศ เพื่อใช้ตรวจและรักษามะเร็ง เช่น มะเร็งต่อมลูกหมากและมะเร็งไทรอยด์ สิ่งนี้ช่วยลดการนำเข้าน้ำยาราคาแพงจากต่างประเทศ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้กว่า 300-400 ล้านบาทต่อปี และสามารถรองรับผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ได้มากกว่า 30,000 รายต่อปี ช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการรักษาของประชาชนได้อย่างทั่วถึง

ยุทธศาสตร์ที่ 2 ด้านอาหาร เกษตร และสมุนไพร

การฉายรังสีในอาหารได้รับมาตรฐานการรองรับจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และ UN ในการฆ่าเชื้อโรค พยาธิ และยืดอายุการเก็บรักษา โดยเฉพาะอาหารดิบและอาหารพื้นถิ่น เช่น แหนม หม่ำ ปูดอง ปลาส้ม เป็นต้น ซึ่งหลังจากฉายรังสีแล้วจะช่วยยืดอายุสินค้าจากเดิมเพียง 1 สัปดาห์ เพิ่มขึ้นเป็นหลายเดือนหรือเป็นปี โดยไม่ต้องแช่เย็น ช่วยให้ผู้ประกอบการ SME และ OTOP สามารถขยายตลาดต่างประเทศได้ เพิ่มมูลค่าสินค้าและเพิ่มกำไร โดยมีต้นทุนการฉายรังสีเพิ่มขึ้นประมาณ 5% เท่านั้น ซึ่งขณะนี้ สทน. กำลังเร่งขับเคลื่อนโครงการจัดตั้ง ‘ศูนย์ฉายรังสีภูมิภาค’ เพิ่มเติม 4 แห่งในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อลดต้นทุนการขนส่งของผู้ประกอบการในต่างจังหวัด โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 2 ปีนี้

นอกจากนี้ สทน. ยังได้เปลี่ยนผ่านสู่ ‘เทคโนโลยีสีเขียว’ โดยเปลี่ยนจากการใช้ไอโซโทปรังสีเดิม (เช่น โคบอลต์-60) มาเป็นการใช้ ‘เครื่องเร่งอนุภาคอิเล็กตรอน’ ซึ่งทำงานด้วยระบบไฟฟ้า สามารถเปิด-ปิดการสร้างรังสีได้ทันที ไม่ก่อให้เกิดกากกัมมันตรังสีตกค้าง โดย สทน.ร่วมมือกับสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอนในการพัฒนาต้นแบบเครื่องเร่งอนุภาคเพื่อสร้างนวัตกรรมภายในประเทศอย่างยั่งยืน

ด้านนวัตกรรมเพื่อการเกษตร สทน. ทำการปรับปรุงพันธุ์พืช โดยใช้การฉายรังสีเพื่อเร่งอัตราการกลายพันธุ์ตามธรรมชาติ ทำให้ได้สายพันธุ์ใหม่ที่ทนแล้ง ทนน้ำเค็ม-น้ำกร่อย และทนต่อโรค เช่น พริกพันธุ์ทนโรคแอนแทรคโนส และข้าวพันธุ์ทนน้ำท่วม/น้ำเค็ม นอกจากนี้ยังคิดค้น สารอุ้มน้ำทางการเกษตร หรือ โอเอซิส เป็นนวัตกรรมเจลดูดซับน้ำสูงผลิตจากแป้งมันสำปะหลัง ผ่านการฉายรังสีเพื่อสร้างโครงสร้างอุ้มน้ำ เมื่อนำไปผสมในดินจะช่วยเก็บกักน้ำในฤดูฝนและค่อยๆ คายน้ำให้รากพืชในฤดูแล้ง หลังจากทดลองในอ้อยแล้วพบว่าช่วยเพิ่มผลผลิตได้สูงถึง 40% และเพิ่มอัตราการรอดของต้นยางพาราในปีแรกได้อย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยธรรมชาติภายใน 2 ปี แตกต่างจากสารเคมีสังเคราะห์ที่ทิ้งไมโครพลาสติกสะสมในดิน

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าจับตาคือเรื่อง “พลังงานแห่งอนาคต” สทน. มีการเตรียมความพร้อมรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI อย่างไร?

รศ.ดร.ธวัชชัย กล่าวว่า “ในยุคที่ความต้องการพลังงานเพิ่มสูงขึ้นจากอุตสาหกรรมไฮเทคและระบบ AI ยุทธศาสตร์ที่ 3 ด้านพลังงาน โดย สทน. ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานวิชาการ (Technical Organization) สนับสนุนทางเทคนิคใน 2 ทิศทางหลัก

  1. โรงไฟฟ้าขนาดเล็ก SMR (ฟิชชั่น) ตามร่างแผนพลังงานของประเทศ มีเป้าหมายบรรจุพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก 2,400 เมกะวัตต์ (ประมาณ 8-10 โรง) เพื่อสร้างความมั่นคงทางไฟฟ้าที่จ่ายไฟได้ต่อเนื่อง รองรับ Data Center และระบบ AI
  2. ความหวังพลังงานสะอาด (พลังงานฟิวชั่น) สทน. เป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่มี ‘เครื่องโทคาแมก’ (Tokamak) ซึ่งนักวิจัยไทยสามารถประกอบและพัฒนาระบบจนเดินเครื่องได้สมบูรณ์ ก้าวขึ้นเป็น ‘ASEAN Hub’ ในการทดลองสภาวะพลาสมาความร้อนสูง 5 ล้านองศาเซลเซียส ปฏิกิริยาฟิวชั่นให้พลังงานมหาศาล ปลอดภัย และไม่มีกากกัมมันตรังสี ซึ่งคาดว่าจะสามารถนำมาใช้ผลิตไฟฟ้าได้จริงในอีก 20 ปีข้างหน้า”

การที่ประเทศจะพึ่งพาเทคโนโลยีขั้นสูง เรามีความจำเป็นต้องพึ่งพาองค์ความรู้จากต่างชาติทั้งหมดหรือไม่?

“บทเรียนสำคัญของเราคือ ประเทศต้องสร้างอธิปไตยทางเทคโนโลยีและพลังงาน เปลี่ยนจาก ‘ผู้ซื้อ’ เป็น ‘ผู้สร้าง’ สทน. มุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรทุกระดับผ่านหลักสูตรร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำ และส่งนักวิจัยร่วมทำงานระดับโลก เพื่อพิจารณาความพร้อมในการผลิตหรือบำรุงรักษาเชื้อเพลิงเองโดยไม่ต้องพึ่งพาต่างชาติ 100% ประเทศไทยใช้งานเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัยอย่างปลอดภัยมายาวนานกว่า 63 ปี ภายใต้การกำกับดูแลที่เข้มงวดของ ปส. ซึ่งเป็นหลักประกันว่าเรามีศักยภาพและระบบบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีนิวเคลียร์ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่จะเป็นกลไกที่ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นผู้นำเทคโนโลยีสะอาดในภูมิภาคได้อย่างยั่งยืนครับ” รศ.ดร.ธวัชชัย กล่าว

มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ บนเวที INST2026

ภายในงานประชุมวิชาการนานาชาติด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ ประจำปี 2569 (INST2026) ศักยภาพของ สทน. ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากผู้แทนระดับนานาชาติ

Prof. Dr. Muhammad Rifai (BRIN, อินโดนีเซีย) มองว่า สทน. (TINT) มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ในอาเซียน และยกย่องการเปิดตัวเครื่อง Tokamak ว่าเป็นก้าวสำคัญที่จะเปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิกอาเซียนร่วมกันพัฒนาพลังงานฟิวชั่นเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน 

Dr. Muhammad Rawi Bin Mohamed Zin (ผู้อำนวยการ Malaysia Nuclear Agency) ประทับใจในบรรยากาศทางวิชาการที่เข้มแข็ง การมีส่วนร่วมอย่างคึกคักของนักศึกษาไทย และเสนอแนะว่าหากได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณในการดึงดูดวิทยากรระดับโลก จะยิ่งช่วยยกระดับงานวิจัยของเครือข่ายภูมิภาคเอเชียภายใต้ IAEA สู่เวทีสากลได้อย่างแข็งแกร่ง 

WANG Yibo (Senior Engineer, ประเทศจีน) ระบุว่าการประชุมครั้งนี้ช่วยเปิดมุมมองแนวโน้มการพัฒนานิวเคลียร์ล่าสุด และช่วยวางรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะความหวังที่จะเห็นความร่วมมือด้านนิวเคลียร์ระหว่างจีนและไทยก้าวหน้าต่อไปในอนาคต

รศ.ดร.ธวัชชัย ทิ้งท้ายว่า “สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. จะยังคงมุ่งมั่นสานต่อพันธกิจในการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูงมาเป็นรากฐานในการพัฒนาประเทศอย่างไม่หยุดยั้ง การก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 3 ของ สทน. จึงเปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ที่ “นิวเคลียร์” จะไม่ใช่เพียงวิทยาการในห้องทดลอง แต่คือหัวใจสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน อาหาร และสาธารณสุขให้กับคนไทย ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ประเทศไทยจะสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมนิวเคลียร์เพื่อสันติของภูมิภาคอาเซียน พร้อมส่งมอบสังคมที่ยั่งยืนและคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าให้แก่อนุชนรุ่นหลังสืบไป”

เปิดตัว North Star Park วิสัยทัศน์ใหม่บูรณาการกีฬา การศึกษา และคอมมูนิตี้เข้าด้วยกัน

เปิดตัว North Star Park วิสัยทัศน์ใหม่บูรณาการกีฬา การศึกษา และคอมมูนิตี้เข้าด้วยกัน

เปิดตัว North Star Park วิสัยทัศน์ใหม่บูรณาการกีฬา การศึกษา และคอมมูนิตี้เข้าด้วยกัน

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.59 น.

เปิดตัวอย่างเป็นทางการสำหรับโครงการ North Star Park และ Bangkok International School for Athletes (BISA) โรงเรียนนานาชาติแห่งแรกของประเทศไทยที่ออกแบบขึ้นโดยเฉพาะสำหรับนักเรียน–นักกีฬา โดยได้รับเกียรติจาก ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานในพิธีเปิด ท่ามกลางคณะทูตานุทูต อดีตนักกีฬาระดับโลก และนักธุรกิจชั้นนำจากหลากหลายวงการ ณ ห้องรอยัล พาวิลเลียน สมาคมราชกรีฑาสโมสร 


ฟิลิปป์ สุวรรณเฮือน (Philippe Souvanheuane) ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Founder & CEO) นักพัฒนาธุรกิจโรงแรม ผู้มีความหลงใหลในกีฬาและมีประสบการณ์ในฐานะนักกีฬาเทนนิส กล่าวว่า North Star Park เกิดขึ้นจากวิสัยทัศน์ในการสร้างระบบนิเวศรูปแบบใหม่ ที่หลอมรวม กีฬาในระดับโลก การศึกษานานาชาติ สุขภาวะ และการมีส่วนร่วมของชุมชน เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนพัฒนาศักยภาพสูงสุด พร้อมสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนให้แก่ครอบครัว สังคม และประเทศไทย

North Star Park จึงไม่ได้เป็นเพียงศูนย์กลางด้านกีฬา แต่เป็นการลงทุนระยะยาวเพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ผ่านการผสานกีฬาเทนนิสและกอล์ฟระดับสูง การศึกษานานาชาติ วิทยาศาสตร์การกีฬา พื้นที่นันทนาการ เวลเนส และ สำหรับ Bangkok International School for Athletes (BISA) เกิดขึ้นจากแนวคิดว่า “เยาวชนไม่ควรต้องเลือกระหว่างการศึกษาที่พวกเขาสมควรได้รับ กับความฝันด้านกีฬาที่ต้องการไปให้ถึง” โดยมุ่งสร้างรูปแบบการศึกษาใหม่ที่ผสานความเป็นเลิศทางวิชาการเข้ากับกีฬาระดับสูง เปิดโอกาสให้นักเรียนเติบโตทั้งในเส้นทางการศึกษาและเส้นทางกีฬาอย่างสมดุล

BISA รวมการศึกษานานาชาติ กีฬาระดับสูง วิทยาศาสตร์การกีฬา โรงเรียนประจำ และเวลเนสไว้ในวิทยาเขตเดียวในกรุงเทพฯ เพื่อตอบโจทย์ครอบครัวในเอเชียที่ต้องการให้บุตรหลานได้รับการศึกษาคุณภาพสูงควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพด้านกีฬา โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปศึกษาต่อไกลถึงยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา พร้อมมุ่งพัฒนาให้เป็น ศูนย์กลางการพัฒนาเยาวชนระดับภูมิภาค ดึงดูดครอบครัวจากไทย อาเซียน จีน เกาหลี ญี่ปุ่น และตะวันออกกลาง และยกระดับประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางด้านการศึกษาและกีฬาระดับนานาชาติของเอเชีย

หนึ่งในกลไกสำคัญของการขับเคลื่อนโครงการ คือการผนึกกำลังกับพันธมิตรระดับโลกในวงการกีฬา ได้แก่ เอมิลิโอ ซานเชซ (Emilio Sánchez) อดีตนักเทนนิสชื่อดังและผู้ก่อตั้ง Emilio Sánchez Academy สถาบันพัฒนานักเทนนิสระดับโลก ซึ่งเข้ามาร่วมวางวิสัยทัศน์ด้านเทนนิส พร้อมด้วย “โปรจีโน่” อาฒยา ฐิติกุล อดีตนักกอล์ฟหญิงมือหนึ่งของโลก ในฐานะที่ปรึกษาด้านกอล์ฟ ร่วมกับ คริส อัศวพิมลพร โค้ชผู้ฝึกสอนโปรจีน ซึ่งรับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายกอล์ฟของ BISA  

ด้านผู้อำนวยการหลักสูตรวิชาการนำโดย สุดารัตน์ ตันอรรถนาวิน กรรมการผู้จัดการ Pentara Global Education Advisory มีประสบการณ์มากกว่า 40 ปี ในแวดวงการศึกษานานาชาติ บริหารโรงเรียน โดยมีปรัชญาการศึกษาของโรงเรียนตั้งอยู่บน Pentara Framework ซึ่งบูรณาการความเป็นเลิศทางวิชาการ คุณลักษณะและวัฒนธรรม สุขภาวะ นวัตกรรมและทักษะแห่งอนาคต และความเป็นเลิศด้านสมรรถนะการกีฬา  

สำหรับ BISA ใช้ระบบการเรียนการสอนตามหลักสูตรอเมริกันที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพด้านเทนนิสและกอล์ฟระดับสูง พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกด้านหอพัก การพัฒนาภาวะผู้นำ การดูแลสุขภาวะ และการเตรียมความพร้อมสู่การศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก 

โครงการ North Star Park และ BISA ไม่เพียงนำเสนอมิติใหม่ของวงการศึกษาและกีฬา แต่ยังมีศักยภาพในการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย ผ่านการดึงดูดนักเรียน–นักกีฬาและบุคลากรจากทั่วโลก ส่งเสริมระบบนิเวศการท่องเที่ยวเชิงกีฬาและ Wellness Hub ตลอดจนสร้างความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในระดับนานาชาติ ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว

โรงเรียนนานาชาติ BISA มีกำหนดเปิดการเรียนการสอนในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2570 ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการได้รับอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดและข้อมูลเพิ่มเติมได้ผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์หลักของ North Star Park และ BISA www.bisa.school Line : @bisa.school Email : contact@bisa.school

เด็กไทยสุดเจ๋ง! คว้าแชมป์โลกร้องเดี่ยวเยาวชน ‘WCOPA 2026’

เด็กไทยสุดเจ๋ง! คว้าแชมป์โลกร้องเดี่ยวเยาวชน 'WCOPA 2026'

เด็กไทยสุดเจ๋ง! คว้าแชมป์โลกร้องเดี่ยวเยาวชน ‘WCOPA 2026’

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.17 น.

ถือเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ ที่ต้องบันทึกไว้ เมื่อ ด.ญ. ฌาริน สินธวถาวร (Charyn Sinthavathavorn) ตัวแทนประเทศไทย ได้สร้างปรากฏการณ์ เขย่าวงการร้องเพลงบนเวทีระดับโลก World Championships of Performing Arts (WCOPA) ครั้งที่ 28 ซึ่งจัดขึ้น ณ เมืองลาสเวกัส รัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา เมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ด้วยการคว้ารางวัล 2026 Junior Grand Champion Solo Vocalist of the World หรือ แชมป์โลกร้องเดี่ยวรุ่นเยาวชน (อายุต่ำกว่า 15 ปี) มาครองได้สำเร็จ และนับเป็น คนไทยคนแรกที่คว้าตำแหน่งนี้มาได้ในรอบ 28 ปี ของการแข่งขัน

ทั้งนี้ การแข่งขัน World Championships of Performing Arts (WCOPA) ครั้งที่ 28 ในปีนี้ มีผู้เข้าร่วมการแข่งขันทั้งสิ้น จาก 54 ประเทศทั่วโลก โดยในส่วนของสาขาการร้องเดี่ยว ด.ญ. ฌาริน สินธวถาวร (Charyn Sinthavathavorn)  นักเรียนชั้น ป.5 จากโรงเรียนสถานศึกษานานาชาติ (International School Bangkok) ตัวแทนประเทศไทย ได้สร้างประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญด้วยการคว้าแชมป์โลกกลับมาสู่ประเทศไทยได้สำเร็จ

สำหรับ เบื้องหลังความสำเร็จในครั้งนี้ เริ่มต้นจากเรื่องราวเล็ก ๆ ของเด็กหญิงวัย 11 ปี หลังจากที่ เธอย้ายโรงเรียนทำให้ฌารินรู้สึกเหงา คุณพ่อและคุณแม่จึงพาเข้าร่วม Broadway Summer Camp ในการแสดงเรื่อง Matilda ช่วงปิดภาคเรียน ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอได้รู้จัก โลกของ Musical Theatre และค้นพบความหลงใหลในการร้องเพลงและการแสดงบนเวที จากนั้น ตลอดระยะเวลาเพียง 2 ปีครึ่ง ฌารินได้พัฒนาทักษะการร้องเพลงมาอย่างต่อเนื่อง ทั้ง Musical Theatre, Pop, Rock และ R&B ควบคู่กับการแสดง จนสามารถคว้าแชมป์จากเวทีประกวดภายในประเทศหลายรายการ ก่อนก้าวขึ้นเป็นตัวแทนประเทศไทยในการแข่งขัน WCOPA 2026 และสร้างประวัติศาสตร์บนเวทีระดับโลกให้เกิดขึ้นอีกครั้ง

นอกจากตำแหน่งแชมป์โลก World Championships of Performing Arts (WCOPA) ครั้งที่ 28 ที่ได้รับแล้ว ในการแข่งขันบนเวทีเดียวกันนี้ “ฌาริน” ยังทำผลงานโดดเด่น ด้วยการคว้า เหรียญทอง 10 เหรียญ, เหรียญเงิน 6 เหรียญ,  เหรียญทองแดง 3 เหรียญ รวมถึงโล่คะแนนสูงสุด (High Score Plaques) ถึง 6 รางวัล ทั้งการแข่งขันประเภท ร้องเดี่ยว และ ร้องกลุ่ม พร้อมกันนี้ ยังได้รับทุนการศึกษาและทุนสนับสนุน จาก New York Film Academy และ Watersound Entertainment เพื่อสนับสนุนการศึกษาด้านศิลปะการแสดงและพัฒนาศักยภาพในระดับนานาชาติ อีกด้วย

สำหรับ World Championships of Performing Arts (WCOPA) หรือ ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “Olympics of Performing Arts” ถือเป็นการแข่งขันศิลปะการแสดงระดับโลก ที่รวบรวมผู้มีความสามารถจากนานาประเทศ ในสาขาการร้องเพลง การเต้น การแสดง ดนตรี และศิลปะการแสดงแขนงต่าง ๆ โดยศิลปินไทยที่เคยผ่านเวทีแห่งนี้ ได้แก่ เก่ง-ธชย ประทุมวรรณ หรือ เก่ง The Voice, สาธิดา พรหมพิริยะ (แนน), กานต์ จั่นทอง (กานต์ KPN), และพริมาภา กรโรจนชวิน

ส่วนทางด้าน ผลงานของทีมประเทศไทย ในปี 2026 ซึ่งมีผู้แทนเข้าร่วมแข่งขัน 18 คน และการแสดงแบบกลุ่มอีก 2 ทีม สามารถคว้าเหรียญรางวัลรวมทั้งสิ้น 119 เหรียญ ได้แก่ เหรียญทอง 47 เหรียญ เหรียญเงิน 30 เหรียญ เหรียญทองแดง 42 เหรียญ พร้อมคว้ารางวัล รองชนะเลิศอันดับ 1 การประกวดชุดพาเหรดประจำชาติ (National Parade of Nations) และ Certificate of Excellence for National Director สะท้อนถึงศักยภาพของประเทศไทยบนเวทีศิลปะการแสดงระดับโลก

อย่างไรก็ดี วันนี้ อาจนับได้ว่า เป็นความสำเร็จ ของ เด็กผู้หญิงคนหนึ่ง จากอดีตที่เข้าค่ายละครเวทีเพียงเพื่อใช้เวลาช่วงปิดเทอม ให้เป็นประโยชน์ มาวันนี้ ด.ญ. ฌาริน สินธวถาวร ได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง Junior Grand Champion Solo Vocalist of the World 2026 และได้รับการบันทึกชื่อให้เป็นคนไทยคนแรก ที่คว้าแชมป์โลกร้องเดี่ยวเยาวชนบนเวที WCOPA ได้สำเร็จในรอบ 28 ปีของการแข่งขัน

เมื่อภาษาคือเส้นแบ่งความเป็นความตาย เรื่องจริงจากชีวิตล่ามสาวไทยในอเมริกาสู่แผ่นฟิล์ม

เมื่อภาษาคือเส้นแบ่งความเป็นความตาย เรื่องจริงจากชีวิตล่ามสาวไทยในอเมริกาสู่แผ่นฟิล์ม

เมื่อภาษาคือเส้นแบ่งความเป็นความตาย เรื่องจริงจากชีวิตล่ามสาวไทยในอเมริกาสู่แผ่นฟิล์ม

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.08 น.

ท่ามกลางแสงสีของ “อเมริกันดรีม” ที่ใครหลายคนใฝ่ฝันจะมีชีวิตที่สุขสบายในสหรัฐอเมริกา ยังมีอีกด้านมืดที่ซ่อนอยู่ภายใต้กำแพงของภาษา คุณเอ๋-เบญจวรรณ ภูมิแสน หญิงไทยผู้กลายเป็น “เสียง” ให้กับคนไทยในต่างแดนมานานกว่า 30 ปี เธอได้ก้าวข้ามขีดจำกัดของอาชีพนักแปล สู่การเป็น “ล่ามศาล” ผู้เผชิญหน้ากับความเจ็บปวดและความเป็นความตายของเพื่อนร่วมชาติในห้องพิจารณาคดี

จากเด็กหญิงบ้านนอกสู่ล่ามศาลคนไทยคนแรกของแคลิฟอร์เนีย

เบญจวรรณเติบโตในครอบครัวที่เรียบง่ายในจังหวัดยโสธร ความหลงใหลในภาษาตั้งแต่เยาว์วัยนำพาเธอไปสู่ระดับปริญญาโทที่ญี่ปุ่น และก้าวเข้าสู่สหรัฐอเมริกาด้วยความมุ่งมั่น เมื่อพบว่าระบบศาลแคลิฟอร์เนียขาดแคลนล่ามภาษาไทยและลาวอย่างหนัก เธอจึงใช้ความพยายามอย่างมหาศาลสอบผ่านสภาตุลาการแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย กลายเป็นล่ามไทยคนแรกที่ขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการรับรู้ “ความจริงที่เจ็บปวด” ของคนไทยในต่างแดน

ราคาที่ต้องจ่ายด้วยหยาดน้ำตา

เบื้องหลังความสำเร็จอันงดงามบนเส้นทางอาชีพ มีราคาที่เบญจวรรณต้องจ่ายด้วยหยาดน้ำตาและสภาพจิตใจที่พังทลาย เธอต้องเผชิญกับคดีอุกฉกรรจ์ ทั้งคดีฆาตกรรม ข่มขืน และคดีอาญาร้ายแรง ที่ทำให้เธอเห็นภาพความรุนแรงและแววตาแห่งความทุกข์ทรมานของเหยื่อ การทำหน้าที่ล่ามศาลจึงเปรียบเสมือนการนั่งฟังและถ่ายทอดความเจ็บปวดเหล่านั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ส่งผลให้เบญจวรรณเผชิญกับภาวะ “บาดแผลทางใจมือสอง” (Vicarious Trauma) จนเคยตกอยู่ในภาวะซึมเศร้าและคิดจะเลิกอาชีพนี้เพราะรับไม่ไหว

ล่าม The Thai Interpreter

เพื่อนำเรื่องราวมาตีแผ่เป็นอุทาหรณ์สอนใจ ประสบการณ์ของเบญจวรรณถูกนำมาถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์ในชื่อ “ล่าม The Thai Interpreter” ภาพยนตร์เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่าชีวิตคนไทยในสหรัฐฯ ไม่ได้สุขสบายเสมอไป โดยเฉพาะกลุ่มที่มีข้อจำกัดด้านภาษาที่ต้องเผชิญภาวะมืดแปดด้านเมื่อประสบเหตุร้าย

ความท้าทายสำคัญคือการต่อสู้ระหว่าง “จริยธรรมวิชาชีพ” กับ “ความรู้สึกส่วนตัว” กฎเหล็กของล่ามคือต้องวางตัวเป็นกลาง แต่ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง บางครั้งสัญชาตญาณก็บีบคั้นให้เธอต้องเลือกว่าจะถ่ายทอดเรื่องราวอย่างไรให้เที่ยงตรงที่สุด โดยเฉพาะการทำงานที่ต้องช่วยเหลือลูกความโดยไม่ขัดต่อกฎระเบียบที่เข้มงวดของศาล

มากกว่าภาพยนตร์: เกราะกำบังทางปัญญา

ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังสอดแทรกความรู้ทางกฎหมายอเมริกันไว้อย่างละเอียด ทั้งกฎหมายจราจรที่เข้มงวด ไปจนถึงคดีโกงภาษีและการค้ามนุษย์ โดยกระบวนการยุติธรรมเกือบทั้งหมดถูกจำลองไว้อย่างสมจริง เพื่อให้เป็นเกราะกำบังทางปัญญาแก่คนไทย โดยเฉพาะแรงงานที่จะเดินทางไปต่างแดน เพื่อให้เท่าทันกลโกงและไม่ตกเป็นเหยื่ออีกต่อไป

ภาพยนตร์เรื่อง “ล่าม The Thai Interpreter” ได้รับรางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์ทางเลือกหลายแห่ง และมีกำหนดเข้าฉายในประเทศไทยในวันแม่ 12 สิงหาคมนี้

นี่ไม่ใช่เพียงแค่การบอกเล่าประสบการณ์ส่วนตัว แต่คือเสียงสะท้อนจากหัวใจของคนไทยที่เดินทางไกลเพื่อตามหาฝัน มาร่วมสัมผัสบทเรียนชีวิตผ่านแผ่นฟิล์ม เพื่อตระหนักถึงคุณค่าของภาษาที่เป็นมากกว่าเครื่องมือสื่อสาร มาเปิดหัวใจรับฟังความจริงที่ซ่อนอยู่หลังบัลลังก์ศาล และร่วมเป็นกำลังใจให้เส้นทางของคนไทยในโลกกว้างเป็นเส้นทางที่ปลอดภัยและมีความหมายไปพร้อมกัน

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : แบ่งยากันใช้ได้หรือไม่

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : แบ่งยากันใช้ได้หรือไม่

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : แบ่งยากันใช้ได้หรือไม่

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หลายคนอาจพบปัญหาเจอถุงยาทั้งเก่าและใหม่ และมียาสารพัดชนิด ตั้งแต่ยาแก้ปวดลดไข้ ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาแก้แพ้ ไปจนถึงยากลุ่มโรคเรื้อรังที่กินบ้างไม่กินบ้าง จนกลายเป็นยาเหลือสะสมมากมาย แต่พอเราหรือคนใกล้ชิดมีอาการเจ็บป่วย เราก็จะเอายาของเก่าที่เรามีกลับมากิน หรือแบ่งให้คนอื่นกิน ซึ่งอาจเป็นความตั้งใจที่ดี แต่ทว่าผลลัพธ์อาจจะตรงกันข้าม เพราะการนำยาเก่าของเราไปให้คนอื่นใช้ อาจเป็นอันตรายอย่างมาก มีข้อน่าสังเกตที่ต้องตั้งประเด็นคือ

1. “อาการเหมือนกัน” ไม่ได้แปลว่าเป็น “ป่วยโรคเดียวกัน” ตัวอย่างเช่น อาการปวดหัวของแต่ละคนมีสาเหตุร้อยแปดพันเก้า เช่น คนสูงอายุบางคนมีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจ เมื่อเกิดอาการปวดหัว เราคิดจะแบ่งยาแก้ปวดลดอักเสบกลุ่ม NSAIDs ซึ่งเป็นยาที่ไม่เหมาะเป็นอย่างยิ่ง ถ้าคนอื่นกินยาพาราเซตามอลแล้วอาการไม่ดีขึ้น เราต้องไปพบแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อเลือกยาที่ปลอดภัยของแต่ละคน แล้วพิจารณาถึงโรคประจำตัวอื่น ๆ ที่เป็นร่วมอยู่ด้วย

2. “โรคเดียวกัน” แต่ “ร่างกาย” แต่ละคนไม่เหมือนกัน เช่น โรคความดันโลหิตสูง หรือโรคเบาหวาน ซึ่งผู้ป่วยแต่ละคนมีความจำเป็นต้องใช้ยาแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน ขึ้นกับสภาวะของโรค แพทย์และเภสัชกรต้องคำนวณจากน้ำหนักตัว อายุ โรคประจำตัวอื่น ๆ ที่ซ่อนอยู่ และที่สำคัญต้องพิจารณาถึงผลเลือด เพื่อดูการทำงานของตับและไต ยาความดันเม็ดเดียวกันที่แต่ละคนกินเพื่อควบคุมความดัน อาจเป็นขนาดที่แรงเกินไปสำหรับอีกคนหนึ่งที่มีปัญหาไตเริ่มเสื่อม ผลลัพธ์คือเมื่อนำยาไปกิน อาจเกิดภาวะความดันตกอย่างรวดเร็ว แล้ววูบ หมดสติ จนล้มหัวฟาดพื้นได้

3. ปัญหา “แพ้ยา” ในแต่ละคนไม่เหมือนกัน เราไม่มีทางรู้ว่าคนที่เราแบ่งยาให้เขาใช้นั้น มีประวัติเคยแพ้ยาอะไรบ้าง หรือเขามีพันธุกรรมที่เสี่ยงต่อการแพ้ยารุนแรงชนิดไหน หากเขารับยาของเราไปกินแล้วเกิดอาการแพ้ยารุนแรงซึ่งอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต จากความตั้งใจเดิมที่อยากได้บุญเพื่อแบ่งปันเพื่อนมนุษย์ ก็อาจกลายเป็นบาปไปได้

4. ปัญหา “ยาตีกัน” ในผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยโรคเรื้อรังส่วนใหญ่มักไม่ได้กินยาแค่ชนิดเดียว การที่เราเอายาของเราให้คนอื่น ถึงแม้เป็นเพียงวิตามิน หรืออาหารเสริมก็ตาม อาจเพิ่มความเสี่ยงปัญหา “ยาตีกัน” หรือปฏิกิริยาระหว่างยาอย่างรุนแรง ถ้าเรานำยาแก้ปวดข้อ แก้ปวดกระดูก กลุ่มต้านการอักเสบ (NSAIDs) ที่เหลืออยู่ไปให้ญาติผู้ใหญ่ที่กำลังกินยาละลายลิ่มเลือด หรือยาต้านเกล็ดเลือดเป็นประจำ ยาแก้ปวดตัวนี้จะเข้าไปเสริมฤทธิ์ยาละลายลิ่มเลือดอย่างรุนแรง ทำให้เส้นเลือดเปราะบาง แล้วเกิดอาการเลือดออกในกระเพาะอาหารหรือในสมองได้ง่ายมาก

5. ยาเก่าเก็บ เสื่อมสภาพ เสี่ยงรับสารพิษ เนื่องจากยาที่เก็บไว้ในบ้านเป็นเวลานาน เราจะมั่นใจได้แค่ไหนว่ายายังมีคุณภาพและปลอดภัย บางครั้ง แม้ว่ายังไม่ถึงวันหมดอายุ แต่ถ้าเราเก็บรักษายาไว้ในที่อุณหภูมิไม่เหมาะสม เช่น ร้อนจัด จัดชื้น หรือแสงแดดส่องถึง จะทำให้ยาเสื่อมสลายตัวก่อนถึงวันหมดอายุจริง การส่งต่อยาเสื่อมสภาพให้คนอื่น นอกจากจะทำให้เขาได้รับยาไม่มีประสิทธิภาพ กินแล้วไม่หายป่วย ยังทำให้ได้รับสารเคมีที่เกิดจากการสลายตัวของเม็ดยา ยังอาจกลายเป็นสารพิษที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้

ถ้าเช่นนั้น เราจะทำอย่างไรดีกับ “ยาเหลือใช้” โดยไม่อยากทิ้งให้เสียของ เราจะบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์และปลอดภัยสูงสุดอย่างไร

1. ตรวจสอบและคัดแยกยาเสื่อมสภาพเป็นประจำ สังเกตลักษณะเม็ดยา หากเปลี่ยนสี มีจุดด่าง แตกหัก ซองบวม หรือแคปซูลบวม ให้แยกทิ้งทันที โดยใส่ถุงมิดชิด เขียนหน้าถุงชัดเจนว่า “ยาหมดอายุ เสื่อมสภาพ” ก่อนทิ้งถังขยะ เพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นหรือสัตว์เลี้ยงกิน

2. นำยากลับไปหาหมอตอนวันนัด วิธีนี้ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เวลาไปโรงพยาบาลตามนัดให้นำยาเดิมที่เหลือทั้งหมดไปให้แพทย์และเภสัชกรดูด้วย เพื่อจะได้ช่วยตรวจว่าทำไมยาจึงเหลือ เพื่อแพทย์จะได้ปรับลดปริมาณการสั่งจ่ายยาในรอบต่อไปลง ช่วยประหยัดงบประมาณโรงพยาบาล และประหยัดค่ายาให้เราได้มหาศาล

ย้ำว่า ยาแต่ละชนิดไม่เหมาะกับคนทุกคน และแต่ละคนมีข้อจำกัดทางสุขภาพต่างกัน ดังนั้น การแบ่งยาของตนเองให้ผู้อื่นอาจก่ออันตรายได้โดยไม่ตั้งใจ

รศ. ภญ. ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

หนึ่งมื้อที่ดี กินให้พอดี กินให้ครบ เคล็ดลับง่ายๆ เพื่อสุขภาพดีและชีวิตที่สมดุล

หนึ่งมื้อที่ดี กินให้พอดี กินให้ครบ เคล็ดลับง่ายๆ เพื่อสุขภาพดีและชีวิตที่สมดุล

หนึ่งมื้อที่ดี กินให้พอดี กินให้ครบ เคล็ดลับง่ายๆ เพื่อสุขภาพดีและชีวิตที่สมดุล

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หากพูดถึงการดูแลสุขภาพในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าเทรนด์การใช้ชีวิตของคนไทยเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยคนหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองมากขึ้น จนกลายเป็นสังคม Healthy เพื่อหวังมีชีวิต Longevity หรือการมีอายุยืนให้สุขภาพดีทั้งกายและใจ ซึ่งต้องมีวินัยทั้งในเรื่องการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การพักผ่อนให้เพียงพอ รวมถึงการปรับ Mindset เพื่อสร้างสุขภาพจิตที่แข็งแรง เพราะทุกอย่างล้วนเชื่อมโยงกันและส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว

นอกจากการออกกำลังกายผ่านกิจกรรมที่หลากหลายตามความชื่นชอบของแต่ละบุคคลเพื่อสร้างสุขภาพดีแล้ว การเลือกรับประทานอาหารก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ต้องให้ความใส่ใจ เพราะอาหารมีบทบาทสำคัญต่อการเสริมสร้างสุขภาพจากภายใน

หนึ่งมื้อที่ดี กินให้พอดี กินให้ครบ

เป็นเคล็ดลับง่ายๆ ที่จะทำให้สุขภาพดี ควรกินอาหารครบ 5 หมู่ โดยในแต่ละมื้อควรได้รับสารอาหารที่เพียงพอและสมดุล โดยให้ร่างกายได้รับโปรตีนเพื่อช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย รวมถึงคาร์โบไฮเดรต ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสำหรับร่างกาย และยังต้องการวิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหาร อีกด้วย สามารถใช้การกำหนดปริมาณอาหารที่มีความเหมาะสมต่อมื้อได้ด้วยหลัก 2 : 1 : 1 ซึ่งมีการแบ่งสัดส่วนของจาน อาหารเป็นผัก 2 ส่วน หรือครึ่งหนึ่งของจาน ข้าวหรือแป้ง 1 ส่วน และเนื้อสัตว์ 1 ส่วน  พร้อมกับการดื่มน้ำให้เพียงพอ เฉลี่ยประมาณ 6 – 8 แก้วต่อวัน

สุขภาพดี ถือเป็นกุญแจสำคัญของชีวิต หากกินน้อยเกินไปอาจทำให้ร่างกายขาดสารอาหาร และหากทานมากเกินไปอาจนำไปสู่ปัญหาน้ำหนักเกิน โดยการกินอาหารให้เพียงพอและได้สารอาหารครบต่อมื้อ ช่วยให้ร่างกายมีพลังงานมีแรง ลดความอ่อนล้าได้

ผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหาร ตัวช่วยมื้อคุณภาพ

แต่ด้วยการใช้ชีวิตของคนไทยที่แข่งขันกับเวลา ซึ่งต้องการความสะดวกในการทานอาหารเพื่อได้ทำกิจกรรมอื่น ๆ ต่อไปได้อย่างรวดเร็ว กิฟฟารีน (Giffarine) ผู้นำแบรนด์สุขภาพและความงามสัญชาติไทย เข้าใจในไลฟ์สไตล์คนไทยเป็นอย่างดี จึงพัฒนา “ฟิตต์ มีล บาย กิฟฟารีน” (Fitt Meal By Giffarine) ซึ่งเป็น ผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหาร รสชาเขียวมัทฉะ (อาหารควบคุมหรือลดน้ำหนัก)หรือ “Meal Replacement Matcha Green Tea Flavor” ที่ตอบโจทย์เรื่องความอิ่มท้องและได้สารอาหารครบถ้วน ที่มาพร้อมรสชาเขียวมัทฉะ รสชาติยอดนิยมในปัจจุบัน ให้ความหอมมัทฉะแท้จากญี่ปุ่น เพื่อเป็นตัวช่วยจัดการมื้อที่เร่งรีบให้เป็นมื้อคุณภาพ และสายสุขภาพ รวมทั้งคนที่ให้ความสำคัญเรื่องสารอาหาร  ผู้ที่ใส่ใจดูแลรูปร่างหรือควบคุมน้ำหนัก

1 ซอง แทนอาหาร 1 มื้อ ได้รับสารอาหารครบ 5 หมู่  

โปรตีนสูง ด้วยโปรตีนจากถั่วเหลือง กรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วน และมี BCAAs ที่ดีต่อกล้ามเนื้อ

คาร์บย่อยง่าย ใยอาหารสูง ให้พลังงานดีตลอดทั้งวัน โดยเลือกคาร์โบไฮเดรต จากผงข้าวโอ๊ตที่ผ่านการย่อย ทำให้ร่างกายดูดซึมได้ง่าย และน้ำตาลมะพร้าวที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำ  พร้อมทั้งมีใยอาหารสูง จากโพลีเด็กซ์โตรส และอินูลิน ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นพรีไบโอติก ที่ดีต่อระบบขับถ่าย

แหล่งอาหารไขมันดี โดยมีกรดไขมันจำเป็น จากน้ำมันมะพร้าวและน้ำมันทานตะวัน ให้กรดไขมันจำเป็นที่ดีต่อสุขภาพ  และมีโอเมก้า 3 จากถั่วเหลือง

วิตามินครบ โดยมีวิตามิน 13 ชนิด ทั้ง Vitamin B1, B2, B3, B5, B6 และ B12 รวมถึง Vitamin A, C, D, E และ Vitamin K  กรดโฟลิก และไบโอติน ครบใน 1 ซอง

เติมแร่ธาตุสำคัญให้ร่างกาย ด้วยแร่ธาตุ 11 ชนิด ได้แก่ แคลเซียม แมกนีเซียม สังกะสี ทองแดง แมงกานีส ไอโอดีน เหล็ก ซีลีเนียม โซเดียม ฟอสฟอรัส และ โพแทสเซียม

สำหรับ “ฟิตต์ มีล รสชาเขียวมัทฉะ” ผู้ทานอาหารเจ มังสวิรัติ สามารถทานได้โดยไม่มีส่วนผสมจากสัตว์และนมวัว มี Lactose free ผู้แพ้แลคโตสในนมวัวทานได้เช่นกัน รวมถึงไม่มีคอเลสเตอรอล ไม่แต่งสีสังเคราะห์ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความสะดวกและได้สารอาหารครบ ผู้ที่ดูแลรูปร่าง ต้องการควบคุมน้ำหนัก ผู้ที่ออกกำลังกาย ต้องการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ผู้ที่ต้องการลดการทานโปรตีนจากเนื้อสัตว์ ทานง่ายเพียงผสมด้วยน้ำเย็น น้ำอุณหภูมิห้อง หรือน้ำอุ่น 250 มล. และเชคให้ผงละลาย เติมน้ำแข็งดื่มได้ตามชอบ รสชาติอร่อย กลมกล่อม และอิ่มท้องนาน

เพราะการทานอาหารที่ดี พร้อมการดูแลรูปร่าง ต้องไม่ควรอด เพราะนั่นอาจเป็นการทำร้ายสุขภาพตัวเองทางอ้อม ควรทานอาหารให้เพียงพอเพื่อสร้างพลังงานและเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรงไปพร้อมกัน 

คุณแหน : 27 กรกฎาคม 2569

คุณแหน : 27 กรกฎาคม 2569

คุณแหน : 27 กรกฎาคม 2569

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • ชูชีพ พงษ์ไชย ผวจ.เชียงราย เป็นประธานแถลงข่าว “โครงการบูรณาการการค้าการลงทุน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569” ของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ซึ่งเป็นการรวมพลังครั้งสำคัญของ 4 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน..
  • ชุติพร เสชัง ผวจ.นครสวรรค์ ร่วมชมการแข่งขันกีฬามวยไทยสมัครเล่นและให้กำลังใจนักกีฬา ในการแข่งขันกีฬา รร.กีฬาแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 27 “นครสี่แควเกมส์”..
  • ยินดีกับ ฉันทานนท์ วรรณเขจร, ศ.นันทวัฒน์ บรมานันท์, ศ.วุฒิสาร ตันไชย, เชิดศักดิ์ หิรัญสิริสมบัติ, คำนูณ สิทธิสมาน, ผศ.สุวิชา เป้าอารีย์, พ.ต.ท.สมศักดิ์ แววพานิช, อรัญญา เกตุแก้ว, กฤชเทพ สิมลี ที่ได้แต่งตั้งเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ..
  • ดร.ลักขณา ลีละยุทธโยธิน ประธานอนุกรรมการรณรงค์เพิ่มผู้บริจาคโลหิต ในคณะกรรมการจัดหาและส่งเสริมผู้ให้โลหิตแห่งสภากาชาดไทย นัดประชุมคณะกรรมการเพื่อเตรียมจัดกิจกรรมต่างๆ โดยมี สุพัตรา จิราธิวัฒน์, ยอดพจน์ วงศ์รักมิตร, ดร.ตุลย์ วงศ์ศุภสวัสดิ์, สมพร มาอุทธรณ์, มณี แซ่เอียบ, มกร พงษ์ธนพฤกษ์, ปิยนันท์ คุ้มครอง ร่วมด้วย..
  • ศ.นพ.รังสรรค์ ฤกษ์นิมิต, ศ.ดร.สมหญิง ธัมวาสร และ ภก.เชิญพร-ชนวิน เต็งอำนวย ร่วมลงนามและเป็นสักขีพยานในการลงนามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในผลงานวิจัยด้านโพรไบโอติกระหว่างศูนย์กลางนวัตกรรมแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กับ บจ.โรงงานเภสัชกรรม เกร๊ทเตอร์ฟาร์ม่า เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีโพรไบโอติกเชื้อผสมจากเชื้อสายพันธุ์ประจำถิ่นของคนไทยสู่การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพภายใต้แบรนด์ เกร๊ทเตอร์ โพรเมทา แอล34..
  • ประภาพรรณ พิชัยคำ ต้อนรับมิตรสหายที่มาเยี่ยมที่ บจ.เพาเวอร์เทค เอ็นจิ้น แอสเซมบลี อย่างอบอุ่น งานนี้ ชยันต์ ศิริมาศ, ณรงค์ แผ้วพลสง, สินชัย ลือสุขประเสริฐ, ยุพธัช ยิบอินซอย, ดร.ศิพัฒน์ ไตรอุโฆษ , พิริยาภรณ์ ธรรมมารักษ์, พิมรา ศรีสุกใส, ณภัทร รัตนกุล ไม่พลาด..
  • วันเกิดปีนี้ พิสิฐ ทางธนกุล ไปทำบุญถวายเพลพระ 9 รูป ณ วัดสระเกศ และบริจาคช่วยการศึกษาของเด็กพิการ วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่หนองคาย ในพระราชูปถัมภ์..
  • ด้วยเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัลเทคโนโลยี ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ โชคงามวงศ์ CTO บมจ.เรียล สมาร์ท ได้รับเชิญเป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ “AI Solutions & Showcase” ในงานสัมมนา “AWS Digital Government Forum Thailand 2026: Accelerating Public Sector Innovation With Cloud, Data and AI”..
  • รร.กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ยินดีกับ ดช.อิสระ จุ่นมีวงษ์ นักเรียนชั้น ป.5/1 ได้รับรางวัลเหรียญทอง ในหัวข้อ “For Peace” จากงานประกวดวาดภาพศิลปะเด็กระดับนานาชาติ รายการ The 3rd ULSAN World Children’s Art Exchange Exhibition จัดโดย PTPI Ulsan Chapter Chairman Kang , Eung Gyu สาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งมี 10 ประเทศ ที่ส่งผลงานเข้าร่วมประกวด PEOPLE TO PEOPLE..
  • มิตรสหายยินดีกับ ดร.ปุริม จารุจำรัส ที่ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็น ศาสตราจารย์ ในสาขาวิชาเคมีวิเคราะห์ คณะวิทยาศาสตร์ ม.อุบลราชธานี..
  • พระราชทานเพลิงศพ ร.อ.หญิงชื่นสุข จันทร์สุวานิชย์ มารดา พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ 27 ก.ค.14.00 น. เมรุวัดโสมนัสราชวรวิหาร เจ้าภาพร่วมมอบเงินทำบุญให้โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ เพื่อจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์..

น้องใหม่

THANN ขยายมิติสู่แบรนด์เวลเนสครบวงจร เปิดตัว ธัญ คลินิกการแพทย์แผนไทย

THANN ขยายมิติสู่แบรนด์เวลเนสครบวงจร เปิดตัว ธัญ คลินิกการแพทย์แผนไทย

THANN ขยายมิติสู่แบรนด์เวลเนสครบวงจร เปิดตัว ธัญ คลินิกการแพทย์แผนไทย

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.49 น.

THANN (ธัญ) หนี่งในแบรนด์ชั้นนำที่มีประสบการณ์ด้านสปาและผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพผิว เส้นผม และเครื่องหอมจากธรรมชาติ รวมถึง THANN Wellness เวลเนสรีสอร์ทที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ต่อยอดการดูแลสุขภาวะแบบองค์รวมด้วยการเปิด ธัญ คลินิกการแพทย์แผนไทย (THANN Thai Traditional Medicine Clinic) ชั้น 2, The Storeys, ONE Bangkok โดยร่วมมือกับภูมิทินกร (Bhumitinnakorn) กลุ่มแพทย์แผนไทยที่มีความเชี่ยวชาญในศาสตร์การแพทย์แผนไทยแบบครบวงจรที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 30 ปี การเปิดคลินิกแพทย์แผนไทยในครั้งนี้เป็นการเติมเต็มความเป็นเวลเนสแบรนด์ของธัญให้ครบวงจรยิ่งขึ้น

หัวใจสำคัญของการแพทย์แผนไทย คือ การฟื้นฟูและปรับสมดุลของธาตุทั้ง 4 ได้แก่ ดิน น้ำ ลม และไฟ ซึ่งเชื่อมโยงกับสุขภาพร่างกาย จิตใจ และไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคล การรักษาไม่เพียงเพื่อบรรเทาอาการของโรค แต่ยังมุ่งค้นหาความเชื่อมโยงของอาการกับความผิดปรกติของธาตุทั้ง 4  องค์ประกอบสำคัญของการแพทย์แผนไทยคือ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หัตถการที่เหมาะสมกับอาการ และคุณภาพของยาสมุนไพร 

สำหรับธาตุดิน คือส่วนที่เป็นโครงสร้างของร่างกาย เช่น กระดูก กล้ามเนื้อ ผิวหนัง ขณะที่ธาตุน้ำ คือของเหลวในร่างกาย เช่น เลือด น้ำเหลือง ส่วนธาตุลม คือการเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น การหายใจ การไหลเวียนของเลือด และธาตุไฟ คือความร้อนและการเผาผลาญพลังงาน

ธัญ คลินิกการแพทย์แผนไทย ถูกออกแบบเพื่อสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างให้แก่ผู้เข้ารับบริการ ผ่านความเชี่ยวชาญของแพทย์ อุปกรณ์การแพทย์ที่ทันสมัย มาตราฐานการให้บริการ และการออกแบบตกแต่งสถานที่ ซึ่งอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้ในการทำหัตถการได้ถูกพัฒนามาเพื่อยกระดับความแม่นยำ ความปลอดภัย และผลลัพธ์การรักษาที่ดี อาทิ เก้าอี้ร้านนั่งยา เตียงร้อนย่างยาที่ควบคุมอุณหภูมิด้วยระบบดิจิทัลผ่านหน้าจอ Touchscreen อ่างแช่ตัวด้วยน้ำสมุนไพรที่สามารถคงอุณหภูมิน้ำที่ 40 องศาเซลเซียสได้อย่างแม่นยำ ส่วนบรรยากาศภายในของคลินิกถูกออกแบบเพื่อสร้างความผ่อนคลายแก่สัมผัสทั้ง 5 (Sensory Experience) ตามเอกลักษณ์ของ THANN

คุณฐิติพัฒน์ ศุภภัทรานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธัญ-ออริซ่า จำกัด กล่าวถึงวิสัยทัศน์ว่า “ผมเล็งเห็นถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพภายใต้แนวคิด Wellness & Longevity เป้าหมายของเราทุกคนไม่เพียงต้องการมีอายุที่ยืนยาว แต่ต้องการมีสุขภาพที่ดีและแข็งแรงตลอดช่วงชีวิต การดูแลร่างกายแบบองค์รวมจึงเป็นการสร้างความแข็งแรง สมดุล และภูมิคุ้มกันเพื่อห่างไกลจากโรค มากกว่าการรอให้เกิดโรคแล้วจึงทำการรักษา ผมเชื่อมั่นในศาสตร์การแพทย์แผนไทยอันเป็นภูมิปัญญาที่ทรงคุณค่าจากบรรพบุรุษ ตลอดเวลาหลายร้อยปีศาสตร์การแพทย์แผนไทยได้รับการบูรณาการโดยผสมผสานศาสตร์การแพทย์แผนจีน อายุรเวทของอินเดีย หัตถการไทย และสมุนไพรไทยเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว มุ่งเน้นสร้างความแข็งแรงและสมดุลของธาตุทั้ง 4 มากกว่าการเยียวยาอาการของโรค ผมหวังว่า การร่วมมือระหว่าง ‘ธัญ’ กับ ‘ภูมิทินกร’ กลุ่มแพทย์แผนไทยที่สืบทอดองค์ความรู้การแพทย์แผนไทยจากรุ่นสู่รุ่น จะเป็นการสร้างประสบการณ์ และมาตรฐานระดับสากลให้กับการแพทย์แผนไทยในยุคปัจจุบัน การเปิด ธัญ คลินิกการแพทย์แผนไทย (THANN Thai Traditional Medicine Clinic) นับเป็นจุดสำคัญในการก้าวสู่การเป็นแบรนด์เวลเนสเพื่อสุขภาวะอย่างครบมิติ เป็นการผสมผสานศาสตร์การแพทย์แผนไทย และนวัตกรรมเครื่องมือทางการแพทย์ เพื่อมุ่งฟื้นฟูสมดุลและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนเมืองอย่างแท้จริงครับ”

คุณอัจฉรา เจียมถาวร กรรมการ บริษัท ภูมิทินกร เฮลท์ เมเนจเมนท์ จำกัด เผยวิสัยทัศน์การยกระดับการแพทย์แผนไทยสู่มาตรฐานสากลว่า “ภูมิทินกรมุ่งมั่นยกระดับการแพทย์แผนไทยสู่มาตรฐานสากล โดยผสานภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยเข้ากับนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการแพทย์ เพื่อส่งมอบการดูแลสุขภาพที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และสามารถวัดผลได้อย่างเป็นระบบ ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์แผนไทยผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ นอกจากนี้เรายังมุ่งสร้างความร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรนานาชาติ และธุรกิจประกันสุขภาพ เพื่อผลักดันการแพทย์แผนไทยให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบสุขภาพสมัยใหม่ พร้อมร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น Medical & Wellness Destination หรือศูนย์กลางด้านการแพทย์ทางเลือกและการดูแลสุขภาพระดับโลก ที่ได้รับความเชื่อมั่นและไว้วางใจจากผู้ใช้บริการทั้งชาวไทยและนานาชาติ”

พร้อมกันนี้ภายในงานยังได้มีการเปิดตัวแขกรับเชิญคนพิเศษ “คุณมิว – ศุภศิษฏ์ จงชีวีวัฒน์” ที่มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ในฐานะคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพและชื่นชอบศาสตร์การแพทย์แผนไทยว่า “ด้วยลักษณะการทำงานในวงการบันเทิงที่ต้องเดินทางบ่อย และพักผ่อนน้อย ทำให้ผมมีปัญหากล้ามเนื้อตึงสะสม โดยเฉพาะอาการปวดบริเวณสะบักไหล่ซ้ายจากการใช้โทรศัพท์เป็นเวลานานและการออกกำลังกายอย่างหนัก ช่วงแรกผมตั้งใจมารักษากับคุณหมอแผนไทยด้วยการนวดแก้อาการและหัตถการกักน้ำมันยาร้อน นอกจากความสามารถและความเอาใจใส่ของคุณหมอ สิ่งที่ผมประทับใจคือเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัยที่ใช้ในการรักษา ทำให้ผมรู้สึกมั่นใจในความปลอดภัยและได้ผลลัพธ์จากการรักษาในเวลาอันรวดเร็ว เมื่อได้มีโอกาสปรึกษาคุณหมอเพิ่มเติมเกี่ยวกับอาการภูมิแพ้ที่เป็นมาต่อเนื่อง คุณหมอให้การรักษาด้วยหัตถการ 3 อย่างในวันเดียวกันคือ การรมยา การเผายา และการนวดแก้อาการ ผมสังเกตได้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่ดี เช่น การหายใจที่โล่งขึ้น อาการคัดจมูกในตอนกลางคืนลดลง และมีเสียงที่สดใสขึ้นเมื่อตื่นนอน ”

นอกจากนี้ด้าน แพทย์แผนไทย กวินทรา พิบูลย์งาม ได้กล่าวถึงแนวคิดการดูแลสุขภาพภายใต้ศาสตร์การแพทย์แผนไทยว่า “หากพูดถึงการมีอายุยืนควรมาพร้อมกับการมีสุขภาพที่ดี สามารถลุกขึ้นเดิน ใช้ชีวิต และทำกิจกรรมต่างๆ กับครอบครัวได้อย่างเหมาะสมตามวัย ในมุมของการแพทย์แผนไทย เรามองว่าสุขภาพที่ดีเริ่มต้นจากเรื่องพื้นฐาน คือ กินดี นอนหลับดี และขับถ่ายเป็นปกติ เพราะทั้ง 3 สิ่งนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่สะท้อนถึงความสมดุลของร่างกาย เราจึงให้ความสำคัญตั้งแต่การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การดูแลรักษา ไปจนถึงการฟื้นฟูร่างกาย โดยอาศัยการตรวจวินิจฉัยและเลือกแนวทางการดูแลที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ซึ่งสามารถช่วยดูแลกลุ่มอาการต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดกล้ามเนื้อ โรคลม ความผิดปกติของระบบขับถ่าย รวมถึงอาการอื่นๆ อีกหลายด้าน เพื่อให้ผู้รับบริการมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว”

ภายในงานยังได้รับเกียรติจากเหล่าเซเลบริตี้ร่วมแบ่งปันมุมมองการดูแลตัวเอง โดยเริ่มจากสาวสวย คุณสาริศา ล่ำซำ เผยว่า “เมื่อก่อนเราเป็นคนที่มักจะรอให้ร่างกายส่งสัญญาณว่าอ่อนล้าหรือไม่สบายก่อน ถึงจะเริ่มหันมาดูแลตัวเอง แต่พอใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ ก็ทำให้รู้ว่าการดูแลสุขภาพที่ดีที่สุดคือการดูแลอย่างสม่ำเสมอ ทั้งร่างกายและจิตใจ การได้มาสัมผัสประสบการณ์ที่ธัญ คลินิกการแพทย์แผนไทย ทำให้เราได้เปิดมุมมองใหม่ๆ ต่อศาสตร์การแพทย์แผนไทย เพราะที่นี่สามารถนำภูมิปัญญาไทยที่สืบทอดกันมายาวนานมาผสานกับนวัตกรรมและมาตรฐานการบริการระดับพรีเมี่ยมได้อย่างลงตัว จนกลายเป็นประสบการณ์ด้าน Wellness ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ และทำให้รู้สึกว่าการดูแลสุขภาพเป็นเรื่องที่เข้าถึงง่ายและสามารถเริ่มต้นได้ในชีวิตประจำวัน”

และสาวนักกิจกรรม คุณหฤทัย ไชยันต์ ณ อยุธยา เล่าว่า “ช่วงนี้เราให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมมากขึ้น เพราะมองว่าสุขภาพที่ดีไม่ได้หมายถึงเพียงการออกกำลังกายหรือการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างสมดุลให้กับร่างกายจากภายในด้วย ส่วนตัวเราชอบแนวคิดของการแพทย์แผนไทยที่เชื่อว่าการมีสุขภาพที่ดีเริ่มต้นจากความสมดุลของธาตุทั้ง 4 ได้แก่ ดิน น้ำ ลม และไฟ การได้มาสัมผัสประสบการณ์ที่ธัญ คลินิกการแพทย์แผนไทย ทำให้เรารู้สึกว่าการดูแลสุขภาพไม่ใช่แค่การรักษาเมื่อมีอาการ แต่เป็นการกลับมาดูแลตัวเองในทุกมิติ อีกทั้งบรรยากาศที่สงบ กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของ THANN และการดูแลอย่างใส่ใจจากทีมผู้เชี่ยวชาญ ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย เหมือนได้เติมพลังและสร้างสมดุลให้ทั้งร่างกายและจิตใจ ก่อนกลับไปใช้ชีวิตอย่างเต็มที่อีกครั้ง”

“ธัญ คลินิกการแพทย์แผนไทย” พร้อมเปิดให้บริการแล้ววันนี้ที่ชั้น 2, The Storeys, ONE Bangkok

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและสำรองบริการ:

ธัญ คลินิกการแพทย์แผนไทย: โทร. 0-2000-6061 

LINE Official Account: @thannthaimed