Food Economy เมื่อ ‘อาหาร’ เชื่อมกำลังซื้อ ‘SME – ท่องเที่ยว’ หนุนเศรษฐกิจไทย

Food Economy เมื่อ ‘อาหาร’ เชื่อมกำลังซื้อ ‘SME – ท่องเที่ยว’ หนุนเศรษฐกิจไทย

Food Economy เมื่อ ‘อาหาร’ เชื่อมกำลังซื้อ ‘SME – ท่องเที่ยว’ หนุนเศรษฐกิจไทย

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ยังผันผวน ต้นทุนพลังงานสูง และกำลังซื้อที่เปราะบาง “อาหาร” ไม่ได้เป็นเพียงสินค้าเพื่อการบริโภคในชีวิตประจำวัน แต่กำลังเป็นห่วงโซ่เศรษฐกิจสำคัญที่เชื่อมโยงกำลังซื้อ เอสเอ็มอี ภาคเกษตร ร้านอาหาร และการท่องเที่ยว

“เคทีซี” หรือ บมจ.บัตรกรุงไทย เปิดเวทีเสวนา KTC FIT TALK ครั้งที่ 25 “Food Economy : เมื่ออาหารกลายเป็นแรงขับเศรษฐกิจไทย” ระดมความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมอาหาร ร้านอาหาร และการท่องเที่ยวเชิงอาหาร เพื่อวิเคราะห์บทบาทของ Food Economy ในการสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจจากผู้บริโภคสู่ผู้ประกอบการ เกษตรกร และชุมชน

น.ส.วริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” กล่าวว่า หมวดร้านอาหารยังคงเป็นหมวดการใช้จ่ายอันดับ 1 ของสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี โดยในช่วง 4 เดือนแรกของปี ยอดใช้จ่ายหมวดร้านอาหารเติบโต 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่จำนวนครั้งการใช้จ่ายต่อสมาชิกต่อเดือนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5% สะท้อนว่าอาหารยังเป็นส่วนสำคัญของไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคไทย แม้ผู้บริโภคจะระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น

“ในมุมของเคทีซี อาหารคือมากกว่าการบริโภคหนึ่งมื้อ แต่เป็นพฤติกรรมการใช้จ่ายที่เชื่อมกับคุณภาพชีวิต การท่องเที่ยว สุขภาพ ความสัมพันธ์ และประสบการณ์ของผู้บริโภค ขณะเดียวกัน ทุกยอดใช้จ่ายในร้านอาหารยังเชื่อมกลับไปถึงผู้ประกอบการ วัตถุดิบ แรงงาน เอสเอ็มอี และเศรษฐกิจชุมชน Food Economy จึงเป็นประเด็นสำคัญที่สะท้อนทั้งกำลังซื้อและการหมุนเวียนของเศรษฐกิจในประเทศ” น.ส.วริษฐากล่าว

น.ส.ไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร หรือ NFI กล่าวว่า อุตสาหกรรมอาหารไทยยังมีจุดแข็งจาก Local Content ในระดับสูง และกำลังเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ผลิตเพื่อส่งออก” ไปสู่ “ผู้สร้างนวัตกรรม” ผ่านข้อมูล เทคโนโลยี และกลยุทธ์ด้าน Intelligence เพื่อเพิ่มมูลค่าและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน

Food Economy เชื่อมโยงภาคเกษตร ผู้ผลิต SME ร้านอาหาร และการท่องเที่ยว พร้อมกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก โดยภาคเกษตรไทยมีการจ้างงานราว 11 ล้านคน หรือประมาณ 28% ของกำลังแรงงานทั้งประเทศ ขณะที่ SME แปรรูปอาหาร ในปี 2568 มีประมาณ 128,000 ราย และมีการจ้างงานกว่า 5 ล้านคน ส่วนธุรกิจร้านอาหารและร้านเครื่องดื่มของไทยในปี 2569 คาดว่าจะมีมูลค่าตลาดราว 700,000 ล้านบาท เติบโต 2-3% และมีการจ้างงานราว 650,000 คน สะท้อนบทบาทของห่วงโซ่อาหารในฐานะ Shock Absorber ของเศรษฐกิจ

“ภายใต้แรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนในระดับสูง นโยบายเศรษฐกิจไม่ควรมุ่งเพียง “การทำให้อาหารมีราคาถูก” แต่ควรเปลี่ยนเป้าหมายไปสู่ “การทำให้คนในห่วงโซ่อาหารมีรายได้สูงขึ้น” เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่การเป็น High-Value & Integrated Brand Owners”

นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวว่า ธุรกิจร้านอาหารเป็น “ดัชนีเศรษฐกิจปลายทาง” ที่สะท้อนกำลังซื้อของประชาชน ปัจจุบันความถี่ในการรับประทานอาหารนอกบ้านลดลงจากเฉลี่ยสัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง เหลือ 1-2 ครั้ง ขณะที่ผู้ประกอบการยังเผชิญต้นทุนสูงทั้งวัตถุดิบ ค่าแรง พลังงาน ค่าเช่า และค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มเดลิเวอรี ทำให้หลายร้านอยู่ในภาวะ “ยอดขายไม่โต แต่ต้นทุนโต”

ผู้ประกอบการร้านอาหารจึงต้องเร่งปรับตัวด้านการบริหารต้นทุน การใช้ดิจิทัลและข้อมูล และการสร้างจุดเด่นด้านคุณภาพ มาตรฐาน และประสบการณ์ เพราะอนาคตของร้านอาหารไม่ได้แข่งขันกันเพียง “ความอร่อย” แต่แข่งขันกันที่ “ความคุ้มค่า ความน่าเชื่อถือ และประสบการณ์ของลูกค้า” พร้อมเสนอให้ภาครัฐและเอกชนสนับสนุน 5 ด้าน ได้แก่ ลดภาระต้นทุนและเพิ่มการเข้าถึงเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ พัฒนาทักษะดิจิทัล ยกระดับมาตรฐานสุขอนามัย คุณภาพ และความปลอดภัยอาหาร สนับสนุน Food Tourism และช่วยผู้ประกอบการรายเล็กเข้าถึงความรู้ เงินทุน และช่องทางตลาด

 “ธุรกิจร้านอาหารไม่ใช่เพียงเรื่องของการขายอาหาร แต่คือระบบเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงเกษตรกร ผู้ผลิต การจ้างงาน การท่องเที่ยว และวัฒนธรรมไทย หาก Food Economy แข็งแรง ก็จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศได้ทั้งระบบ” นางฐนิวรรณกล่าว

ผศ.ดร.จุฑามาศ วิศาลสิงห์ ประธานเครือข่าย Thailand Gastronomy Network หรือ TGN กล่าวว่า จากข้อมูลของ Mordor Intelligence ตลาด Foodservice ของประเทศไทยในปี 2569 คาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 38.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า 1.3 ล้านล้านบาท ขณะเดียวกัน ประเทศไทยมีร้านอาหารที่ได้รับการคัดเลือกอยู่ในมิชลินไกด์กว่า 482 ร้าน และค่าใช้จ่ายด้านอาหารและเครื่องดื่มยังเป็นค่าใช้จ่ายอันดับ 2 ของนักท่องเที่ยว สะท้อนว่า Gastronomy Tourism กำลังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ

 “ปัจจุบันผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้เลือกอาหารจากความอิ่มหรือความอร่อยเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ คุณภาพ ความคุ้มค่า และประสบการณ์ที่สะท้อนตัวตนมากขึ้น ส่งผลให้อาหารกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Experience Economy ที่สร้างมูลค่าได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ วันนี้อาหารไม่ใช่เพียงค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แต่กำลังกลายเป็นกลไกเศรษฐกิจสำคัญที่สะท้อนพฤติกรรมและวิถีชีวิตของผู้บริโภคยุคใหม่” ผศ.ดร.จุฑามาศ กล่าว

ตะลอนเที่ยว : Wrocław เมืองสวยแห่งโปแลนด์

ตะลอนเที่ยว : Wrocław เมืองสวยแห่งโปแลนด์

ตะลอนเที่ยว : Wrocław เมืองสวยแห่งโปแลนด์

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เมืองวรอตสวัฟ (Wrocław) ประเทศโปแลนด์ นับเป็นสถานที่ที่ควรไปเยี่ยมเยือนเมืองหนึ่ง หากคุณได้ไปถึงโปแลนด์

สถานที่สำคัญที่ต้องห้ามพลาดเด็กขาดคือ จัตุรัสกลางเมือง (Market Square) และต้องตามล่าไปชมคนแคระโลหะที่นับเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของเมือง  (Wrocław’s Dwarfs) รวมถึงต้องไม่พลาดการไปชมเกาะมหาวิหาร (Ostrów Tumski) เพราะสถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยความงดงามของสถาปัตยกรรมแบบโกธิค และมากมายไปด้วยสีสันของยุคกลางที่สุดแสนอลังการและต้องไม่พลาดชม Wrocław Market Square (Rynek) ศูนย์กลางเมืองเก่าที่รายล้อมไปด้วยอาคารโบราณสีสันสดใส และที่สำคัญคือศาลาว่าการเมืองสไตล์โกธิก

กิจกรรมหนึ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมทำเมื่อไปถึงเมืองนี้คือการเดินตามหาคนแคระแห่ง Wrocław’s Dwarfs โดยตามหาตุ๊กตาคนแคระมากกว่า 400 ตัว ที่กระจายอยู่ทั่วเมือง Ostrów Tumski (Cathedral Island) และจุดที่มีมนต์เสน่หย่าย่า์อีกแห่งคือย่านเก่าแก่ริมแม่น้ำ ที่อุดมไปด้วยโบสถ์เก่า และสะพานข้ามแม่น้ำออร์เดอร์ ที่มีบรรยากาศสุดยอดของความโรแมนติก ส่วน Centennial Hall คืออาคารจัดแสดงประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมคอนกรีตชิ้นเอกของโลก ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลก

หากคุณสนใจท่องเที่ยวประเทศโปแลนด์แบบเจาะลึก โดยไปเที่ยวกับ Mr. Flower โปรดติดต่อโทรศัพท์หมายเลข 091-7233615

Around W. By หมูอ้วน : สานต่อพลังแห่งการแบ่งปัน แคนนอนหนุนภารกิจ มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม ในพระอุปถัมภ์ฯ ปี 2 วางรากฐานอนาคตเด็กไทยอย่างยั่งยืน

Around W. By หมูอ้วน : สานต่อพลังแห่งการแบ่งปัน แคนนอนหนุนภารกิจ มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม ในพระอุปถัมภ์ฯ ปี 2 วางรากฐานอนาคตเด็กไทยอย่างยั่งยืน

Around W. By หมูอ้วน : สานต่อพลังแห่งการแบ่งปัน แคนนอนหนุนภารกิจ มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม ในพระอุปถัมภ์ฯ ปี 2 วางรากฐานอนาคตเด็กไทยอย่างยั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด (CANON) สานต่อพันธกิจด้านการพัฒนาสังคมอย่างต่อเนื่อง เดินหน้ามอบความช่วยเหลือแก่มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม ในพระอุปถัมภ์ฯ เป็นปีที่ 2 ทั้ง “บ้านเด็กอ่อนเสือใหญ่” และ “บ้านแห่งความหวัง (อ่อนนุช)” เพื่อร่วมส่งเสริมคุณภาพชีวิตของเด็กปฐมวัย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ให้มีสภาพแวดล้อมในการเติบโตและการเรียนรู้ที่เหมาะสม เพื่อการสร้างทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ ให้พร้อมเป็นกำลังหลักในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป

ปัจจุบัน ทั้งสองแห่งมีเด็กในความอุปการะรวม 79 คน โดยแคนนอนได้นำคณะผู้บริหารและพนักงานจิตอาสา ลงพื้นที่ให้การสนับสนุนใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1.การจัดซื้อและส่งมอบเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดูแลเด็กเล็ก อาทิ นมผง ผ้าอ้อมสำเร็จรูป เครื่องนุ่งห่ม น้ำยาทำความสะอาด และอุปกรณ์ต่างๆ ตามความต้องการของมูลนิธิฯ 2.การนำกลุ่มจิตอาสาร่วมทำกิจกรรมเสริมสร้างทักษะและพัฒนาการให้แก่เด็กๆ ผ่านกิจกรรมระบายสีและการพูดคุยเพื่อฝึกทักษะการเข้าสังคม และ 3.การสนับสนุนด้านโภชนาการและสุขอนามัย ด้วยการเลี้ยงอาหารกลางวันและอาหารเย็น เพื่อให้เด็กได้รับสารอาหารที่ดีและครบถ้วนเหมาะสมตามวัย

นายพงษ์เทพ ประเสริฐวรนันท์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและ CSR (CANON) กล่าวว่า มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม ในพระอุปถัมภ์ฯ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2524 เพื่อดูแลและพัฒนาเด็กด้อยโอกาสในชุมชนแออัดของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยรับดูแลเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึง 5 ปี มุ่งส่งเสริมพัฒนาการเด็กผ่านการดูแลด้วยความรัก การศึกษา และการยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างเหมาะสม ต่อมาในปี พ.ศ. 2527 ได้จดทะเบียนเป็นองค์กรสาธารณกุศล ภายใต้พระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดยมีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงรับเป็นประธานกิตติมศักดิ์ของมูลนิธิฯ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2526

ปัจจุบันมูลนิธิฯ ดำเนินงานผ่านบ้านเด็กอ่อน 4 แห่ง ได้แก่ บ้านสมวัย (ชุมชนคลองเตย) บ้านศรีนครินทร์ (ชุมชนกองขยะหนองแขม) บ้านแห่งความหวัง (ซอยอ่อนนุช 88 แยก 10) และบ้านเด็กอ่อนเสือใหญ่ (ชุมชนเสือใหญ่ประชาอุทิศ) รวมดูแลเด็กวันละประมาณ 250 คน ซึ่งส่วนใหญ่มาจากครอบครัวยากจนและได้รับผลกระทบจากปัญหาทางสังคม เช่น ความรุนแรง การใช้สารเสพติดในครอบครัว หรืออาศัยอยู่ในชุมชนที่ไม่ปลอดภัย ในรูปแบบการดูแลเด็กแบบรายวันไป-กลับ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองมีเวลาไปประกอบอาชีพสร้างรายได้ และกลับมาดูแลบุตรหลานด้วยความอบอุ่นอย่างใกล้ชิดเมื่อเลิกงาน อันเป็นแนวทางที่ช่วยเสริมสร้างสถาบันครอบครัวที่เปราะบางให้กลับมาเข้มแข็งได้อีกทางหนึ่ง

“การดำเนินงานของมูลนิธิฯ ถือเป็นการช่วยเหลือสังคมที่ตรงจุดและมอบผลลัพธ์ที่ยั่งยืนในระยะยาว เพราะครอบครัวที่เข้มแข็งคือรากฐานของสังคมที่แข็งแกร่งและมั่นคง บริษัทฯ จึงให้ความช่วยเหลือแก่เด็กและเยาวชนอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี ทั้งในด้านการศึกษา โภชนาการ และสุขอนามัย เพื่อให้ทุกคนได้รับโอกาสที่เท่าเทียมในการเติบโต สอดคล้องตามหลักปรัชญา “เคียวเซ” ที่เอื้อประโยชน์แก่ผู้คน สังคม สิ่งแวดล้อมและโลกใบนี้อย่างแท้จริง” นายพงษ์เทพ กล่าวทิ้งท้าย

สกู๊ปพิเศษ : ปลดล็อกธุรกิจอาหารยุคใหม่ ดันหลักสูตร ‘Plant-Rich Diet’ เพิ่มทางเลือกอาหารเพื่อสุขภาพและยั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : ปลดล็อกธุรกิจอาหารยุคใหม่ ดันหลักสูตร ‘Plant-Rich Diet’ เพิ่มทางเลือกอาหารเพื่อสุขภาพและยั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : ปลดล็อกธุรกิจอาหารยุคใหม่ ดันหลักสูตร ‘Plant-Rich Diet’ เพิ่มทางเลือกอาหารเพื่อสุขภาพและยั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับ โรงเรียนการเรือน มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เดินหน้าพัฒนาหลักสูตร “การออกแบบอาหารที่อุดมด้วยพืช เพื่อสุขภาพและความยั่งยืน” หรือ “Plant-Rich Diet” รองรับกระแสการดูแลสุขภาพของผู้บริโภคยุคใหม่ พร้อมผสาน AI ออกแบบเมนูอาหารเฉพาะบุคคล มุ่งสร้างองค์ความรู้ใหม่ด้านอาหารสุขภาพ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

รศ.ดร.ฐิตา ฟูเผ่า ประธานหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาโภชนาการและการประกอบอาหารเพื่อสุขภาพและการชะลอวัย โรงเรียนการเรือน ม.สวนดุสิต กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ประกอบกับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 ทำให้ผู้คนหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องอาหาร ส่งผลให้แนวคิด “Plant-Rich Diet” ได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว ซึ่ง Plant-Rich Diet ไม่ได้หมายถึงการงดเนื้อสัตว์ทั้งหมด แต่คือการเพิ่มสัดส่วนพืช ผัก ผลไม้ ถั่ว เห็ด สาหร่าย และวัตถุดิบทางเลือกจากพืช ขณะเดียวกันยังสามารถบริโภคเนื้อสัตว์ที่มีคุณภาพได้ในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อสร้างสมดุลทางโภชนาการ

ภายหลังเปิดรับสมัคร พบว่ามีผู้สนใจสมัครเรียนจำนวนมาก โดยผู้เข้าเรียนส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการร้านอาหารที่ต้องการนำองค์ความรู้ไปปรับเปลี่ยนเมนู เพิ่มทางเลือกอาหารสุขภาพ และตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพมากขึ้น

ด้าน น.ส.นรีนุช สมศรี ผู้ประกอบการร้านอาหารสุขภาพ “กิน ณ ดี” ย่านสีลม หนึ่งในผู้เข้าร่วมอบรมหลักสูตรดังกล่าว เปิดเผยว่า เมื่อก่อนเข้าใจว่าต้องกินผัก 100% แต่พอมาเรียนแล้วเข้าใจว่าเราไม่จำเป็นต้องงดเนื้อสัตว์ทั้งหมด แค่เพิ่มพืชให้มากขึ้นและจัดสัดส่วนอาหารให้สมดุลก็เพียงพอ จากที่ในหนึ่งกล่องอาหารของร้าน เนื้อสัตว์จะอยู่ประมาณ 70% ข้าว 20% และผักเพียง 10% แต่หลังเรียนจบตั้งใจจะเพิ่มเมนูที่มีผักเป็น 50-60% และลดเนื้อสัตว์ลง เพื่อให้ลูกค้าได้รับอาหารที่สมดุลมากขึ้น ความรู้ที่ได้รับทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ช่วยให้เข้าใจเรื่องโภชนาการและการดูแลสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการออกแบบเมนูอาหารที่เหมาะสมกับผู้บริโภค รวมถึงยังสามารถนำมาช่วยปรับพฤติกรรมการกินของตนเองได้อีกด้วย

“ตั้งใจว่าจะนำองค์ความรู้ที่ได้ ไปประยุกต์ใช้กับเมนูอาหารภายในร้าน โดยเรียนรู้เทคนิคการปรุงผักให้ลดกลิ่นเขียวหรือรสชาติที่ผู้บริโภคบางกลุ่มไม่ชอบ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าหันมารับประทานผักได้ง่ายขึ้น ที่ผ่านมาเข้าใจว่าลูกค้ากลุ่มนักออกกำลังกายต้องการโปรตีนเป็นหลัก แต่จริงๆ แล้วหากจัดสมดุลอาหารให้เหมาะสม ทั้งโปรตีนและผัก ก็จะช่วยเรื่องสุขภาพได้ดีกว่า” น.ส.นรีนุช กล่าว

ด้าน น.ส.สิรินยา ลิม ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจชีวภาพ สอวช. กล่าวว่า จากที่ สอวช. ได้ขับเคลื่อนนโยบายเกี่ยวกับอาหารอนาคต รวมถึงโปรตีนทางเลือกมาระยะหนึ่งพบว่า ถ้าส่งเสริมเฉพาะด้านอุปทาน ซึ่งเป็นด้านวิจัยอย่างเดียว จะทำให้นวัตกรรมไม่แพร่กระจายไปสู่วงกว้าง และไม่สามารถเข้าสู่ตลาดได้จริง จึงจำเป็นต้องหันมามองด้านอุปสงค์ที่เป็นความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น ซึ่งโครงการที่ สอวช. ได้ทดลองนำร่องคือ การจัดสัดส่วนอาหาร Plant-Based ในทุกการประชุมของหน่วยงานให้ได้ 30% ผลตอบรับกลับมามีทั้งส่วนที่ดี และส่วนที่ต้องไปปรับปรุง ทั้งในข้อกังวลเรื่อง UPF หรือ Ultra-Processed Food เกี่ยวกับสารอาหารหรือการแปรรูปมากเกินไป หรือบางกลุ่มที่มองว่ารสชาติอาหารยังไม่ถูกปาก จึงเป็นการตอกย้ำความสำคัญในการทำให้นวัตกรรมหรือแนวคิดเรื่องโปรตีนทางเลือกสามารถเข้าไปอยู่ในใจผู้บริโภคได้จริง

“ได้ร่วมกันจัดทำหลักสูตรที่มุ่งเน้นการเรียนการสอนทั้งในเชิงทฤษฎีและปฏิบัติ มีแนวคิดสำคัญคือประกอบอาหารที่นอกจากจะอร่อยแล้ว ต้องดีต่อสุขภาพและส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมด้วย ซึ่งผู้เข้าร่วมในหลักสูตร ประกอบด้วย เชฟ อินฟลูเอนเซอร์เชฟ ร้านอาหาร ธุรกิจบริการจัดเลี้ยงอาหาร รวมถึงผู้ประกอบการที่สามารถนำเมนูเหล่านี้ไปอยู่ในร้าน เป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคได้ รวมถึงอาจารย์มหาวิทยาลัยที่จะนำเอาแนวคิดนี้ไปสอนต่อให้กับนักศึกษา การออกแบบหลักสูตร จึงเรียกว่าเป็นรูปแบบการ Train the Trainer เพื่อให้เกิดการขยายผลและมีความยั่งยืนต่อไปในอนาคต” น.ส.สิรินยา กล่าวและว่า การขับเคลื่อนนโยบายของ สอวช. จะมองในมิติของระบบนิเวศทั้งระบบ โดยเฉพาะเรื่องการพัฒนาคนและพัฒนาหลักสูตร ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างความเข้าใจแนวคิดใหม่ๆด้านอาหารแห่งอนาคตและ Plant-Rich Diet ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย ยิ่งหากมีเครือข่าย มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย หรือมีคนที่เข้าใจแนวคิดนี้เพิ่มมากขึ้น ก็จะช่วยให้การขับเคลื่อนนโยบายเดินหน้าได้มากขึ้น ทำให้หลักสูตรและโครงการต่างๆขยายผลได้ไกลขึ้น มีเครือข่ายมากขึ้น และเชื่อมต่อไปสู่กิจกรรมหรือโครงการใหม่ๆในอนาคตได้

น.ส.สิรินยา กล่าวต่อไปว่า สอวช. เตรียมต่อยอดแนวคิดดังกล่าวไปสู่การผลักดันเป้าหมาย “Plant-Rich 30%” โดยผลักดันให้เกิดเครือข่ายที่เราเรียกว่า “Plant 30% Leaders Club” ที่มีข้อตกลงร่วมกันในการเพิ่มสัดส่วนอาหารจากพืชไม่น้อยกว่า 30% ของมื้ออาหารหรือผลิตภัณฑ์ทั้งหมด เช่น ในทุกการจัดเลี้ยงในหน่วยงาน ถ้ามีอาหาร 10 รายการ อย่างน้อย 3 รายการ เป็นอาหารจากพืช หรือถ้าจัดประชุม 10 วัน มีอย่างน้อย 3 วัน เป็นเมนูอาหารจากพืช หากเป็นร้านค้า ซุปเปอร์มาร์เก็ต แพลตฟอร์มออนไลน์ ร้านสะดวกซื้อทั่วไป อาจใช้วิธีปรับสัดส่วนสินค้า หรือเมนูที่เป็นอาหารจากพืช ที่นำเสนอแก่ผู้บริโภค เช่น ในสินค้าโปรตีนที่ขายทั้งหมด 100 SKU มี 30 SKU เป็นสินค้าโปรตีนจากพืช หรือเมนูอาหารที่ขายออนไลน์ 10 รายการ มี 3 รายการ เป็นเมนูจากพืช เป็นต้น ซึ่งหลักสูตรข้างต้นนี้ นอกจากการให้ความรู้ ความเข้าใจแล้วยังเป็นอีกหนึ่งกลไกในการสร้างเครือข่ายร้านอาหาร ผู้ประกอบการ และเชฟที่เข้าใจเรื่องโภชนาการและอาหารเพื่อสุขภาพ โดยหวังให้เกิดการพัฒนาเมนูอาหารที่ดีต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในระบบร้านอาหารไทยมากขึ้น

“ในระยะต่อไป เราอยากเห็นเครือข่ายร้านอาหารที่ร่วมกันขับเคลื่อน “Plant-Rich Diet 30%” ไปกับเราเพิ่มมากขึ้น และร้านที่เข้าร่วมควรได้รับการยกย่องหรือรับรองในบางรูปแบบ เช่น ตราสัญลักษณ์รับรอง หรือใบประกาศนียบัตรเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคว่า ร้านนี้ไม่เพียงแค่อาหารอร่อย แต่ยังใส่ใจสุขภาพและโภชนาการของผู้บริโภคด้วย” น.ส.สิรินยา กล่าว

นอกจากนี้ สอวช. ยังมีแนวคิดในการพัฒนาเมนูใหม่ๆร่วมกับเชฟและผู้เชี่ยวชาญ เพื่อยกระดับมาตรฐานอาหาร Plant-Rich Diet ให้เข้าถึงง่ายและได้รับการยอมรับมากขึ้น พร้อมเปลี่ยนทัศนคติของผู้บริโภคให้เห็นว่า Plant-Rich Diet ไม่ได้แปลว่าไม่อร่อย แต่สามารถเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ดีต่อโลก และยังมีรสชาติที่ทุกคนเข้าถึงได้     

“อยากเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ มหาวิทยาลัย โรงเรียน โรงพยาบาล ร้านอาหาร และภาคเอกชน เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ “Plant 30% Leaders Club” เพื่อร่วมกันสร้างระบบอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ดีต่อการสร้างโอกาสให้เศรษฐกิจไทย ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตทางการเกษตร และเปิดโอกาสธุรกิจใหม่ๆ และยังดีต่อสิ่งแวดล้อม เพราะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพราะทุกการเลือกบริโภคของเรา ส่งผลทั้งต่อสุขภาพของตัวเองและต่อโลกในอนาคต” น.ส.สิรินยา กล่าวทิ้งท้าย

อว.ปั้น ‘ผู้ประกอบการมหา’ลัย’ รุ่นใหม่ สู่เวทีโลก เปิดศึก Pitching ระดับประเทศ ‘ELP 2569’

อว.ปั้น ‘ผู้ประกอบการมหา'ลัย’ รุ่นใหม่ สู่เวทีโลก เปิดศึก Pitching ระดับประเทศ 'ELP 2569'

อว.ปั้น ‘ผู้ประกอบการมหา’ลัย’ รุ่นใหม่ สู่เวทีโลก เปิดศึก Pitching ระดับประเทศ ‘ELP 2569’

วันเสาร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.35 น.

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดงานกิจกรรม การนำเสนอ (Pitching) และการสัมภาษณ์ (Interview) ในระดับประเทศ ภายใต้ “โครงการการเรียนรู้จากประสบการณ์เพื่อเร่งการเป็นผู้ประกอบการจากมหาวิทยาลัยในเครือข่ายอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคร่วมกับพันธมิตรระหว่างประเทศ” โดยมี ศ.ดร.คมกฤต เล็กสกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) รศ.ดร.ปิติวัฒน์ วัฒนชัย ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะกรรมการบริหารโครงการ ELP ผู้บริหารและบุคลากรจากมหาวิทยาลัยเครือข่ายอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ทั้ง 16 แห่ง และนักศึกษาผู้เข้าร่วมโครงการ เข้าร่วม ณ Exhibition Hall อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ จ.เชียงใหม่

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวว่า สำนักงานปลัดกระทรวง อว. ร่วมกับมหาวิทยาลัยในเครือข่ายอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค 16 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ ม.เชียงใหม่ ม.แม่โจ้ ม.แม่ฟ้าหลวง ม.พะเยา ม.นเรศวร มรภ.พิบูลสงคราม มรภ.อุตรดิตถ์ ม.ขอนแก่น ม.มหาสารคาม ม.เทคโนโลยีสุรนารี ม.อุบลราชธานี ม.สงขลานครินทร์ ม.วลัยลักษณ์ ม.ทักษิณ ม.บูรพา และ ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ดำเนินโครงการ “การเรียนรู้จากประสบการณ์เพื่อเร่งการเป็นผู้ประกอบการจากมหาวิทยาลัยร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรระหว่างประเทศ” อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2566 เพื่อบ่มเพาะนักศึกษาให้นำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมไปพัฒนาเป็นสินค้า บริการ และธุรกิจที่ตอบโจทย์ตลาด พร้อมผลักดันการสร้างผู้ประกอบการจากมหาวิทยาลัย (University Entrepreneurs) ที่สามารถต่อยอดงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ และสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน

รองปลัดกระทรวง อว. กล่าวต่อว่า โครงการ ELP มุ่งพัฒนาศักยภาพนักศึกษาให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและตลาดแรงงานยุคใหม่ ผ่านการเสริมสร้างทักษะสำคัญ ทั้งการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การทำงานเป็นทีม การสื่อสาร การใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ และการทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ควบคู่กับการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง (Experiential Learning) ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้จากผู้ประกอบการและเครือข่ายพันธมิตรระดับนานาชาติ รวมถึงนำแผนธุรกิจและนวัตกรรมไปทดสอบกับตลาดจริง (Market Validation) เพื่อนำข้อเสนอแนะมาพัฒนาธุรกิจให้มีศักยภาพในการแข่งขัน

“สำหรับปี 2569 ซึ่งเป็นปีที่ 4 ของการดำเนินโครงการ ได้ยกระดับกระบวนการพัฒนาศักยภาพและการคัดเลือกผู้เข้าร่วมให้เข้มข้นยิ่งขึ้น โดยผู้ที่จะได้รับโอกาสเดินทางไปศึกษาเรียนรู้ในต่างประเทศต้องผ่านการคัดเลือก 3 ระดับ ได้แก่ ระดับมหาวิทยาลัย ระดับภูมิภาค และระดับประเทศ เพื่อคัดเลือกผู้มีศักยภาพจำนวน 25 คน จากผู้สมัครกว่า 540 คนทั่วประเทศ ทั้งนี้ การนำเสนอผลงานและการสัมภาษณ์ในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเวทีการแข่งขัน แต่เป็นโอกาสสำคัญในการรับข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิ และแสดงศักยภาพในการนำองค์ความรู้และประสบการณ์ไปต่อยอดสู่การเป็นผู้ประกอบการที่สร้างผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม” ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าว

คุณแหน : 25 กรกฎาคม 2569

คุณแหน : 25 กรกฎาคม 2569

คุณแหน : 25 กรกฎาคม 2569

วันเสาร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • เป็นข่าวที่ยืนยันชัดเจนแล้วว่า แคทเธอลีน เจ้าหญิงแห่งเวลส์ พระชายา เจ้าชายวิลเลียม เจ้าชายแห่งเวลส์ ทรงหายจากอาการประชวรด้วยโรคมะเร็ง ทรงกล่าวให้กำลังใจคนป่วยโรคมะเร็งว่า มะเร็งไม่ได้ส่งผลกระทบแค่เพียงร่างกาย แต่มันเปลี่ยนวิธีคิดและความรู้สึกของเราด้วย มันส่งผลกระทบต่อทุกมิติของชีวิต ฉันรู้ซึ้งเรื่องนี้เป็นอย่างดี จึงรู้ว่าการจะผ่านพ้นมัน และการรักษาโรค จึงต้องการมากกว่ายา แต่ที่แน่ ๆ คือ พระโอรส และพระธิดาคือ เจ้าชายจอร์จ เจ้าหญิงชาร์ลอตต์ และเจ้าชายหลุยส์ และพระสวามีคือเจ้าชายวิลเลียม ต่างทรงดีพระทัยกับข่าวประเสริฐนี้อย่างที่สุด
  • ครูตั๋ง-รศ. ดร. เกียรติวรรณ อมาตยกุล เจ้าของโรงเรียนอมาตยกุล ย่านพลโยธิน ซอย 53 โรงเรียนดีเด่นดังที่ไม่ต้องทุ่มงบโฆษณา โรงเรียนที่ค่าเทอมถูกอย่างน่าอัศจรรย์ใจ โรงเรียนที่เน้นหลักรักเด็กแบบไม่มีข้อจำกัด เพราะเชื่อว่าเด็กต้องได้รับความรักก่อนเป็นอันดับแรก แล้วทุกอย่างจะดีตามมา ทุกวันนี้ครูตั๋งยังจัดกิจกรรมสุดพิเศษอมรมเชิงปฏิบัติการ โดยไม่เก็บค่าอบรมแม้แต่บาทเดียวให้ผู้ปกครองนักเรียน ชื่อโครงการ เลี้ยงลูกอย่างไรให้ฉลาด เก่ง ดี มีความสุข และมีภูมิคุ้มกัน แต่ขอย้ำว่าโครงการนี้ผู้ปกครองต้องแย่งชิงที่นั่งให้จงได้ เพราะที่นั่งหายากยิ่งกว่าคอนเสิร์ตระดับโลก สนใจโครงการนี้ก็โปรดติดต่อที่ facebook Amatyakulschool
  • สลิลา อติการบดี CEO Salil Hospitality Group โรงแรมที่หลายคนมองว่าเป็นโรงแรมเล็ก แต่จริง ๆ แล้วมีสาขาหลายแห่งในกรุงเทพฯ แนวคิดหลักของสลิลาในการบริหารงานคือ ให้ไปก่อน ไม่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง และทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ
  • คุณหมึกแดง-ม.ล. ศิริเฉลิม สวัสดิวัตน์ บอกว่าปวดหัวมากเมื่อเจอคำถามจากคนที่สนใจทำครัว ที่ถามว่าพี่ขา เวลาปรุงอาหารเราต้องใช้เกลืออะไรดีคะพี่ หนูต้องการให้อาหารมีรสเค็มน่ะค่ะ เจอคำถามนี้เข้าไปพี่หมึกแดงถึงกับอึ้งไปสามสิบห้าวินาที แล้วจึงตอบไปว่า น้องคิดว่าเกลืออะไรที่ให้รสเค็ม ก็ใช้ได้ตามสะดวกนะครับ ถ้าจะให้เค็จัดก็ใส่มาก ถ้าต้องการเค็มน้อยก็ใส่นิดหน่อยนะครับ พี่ลาละครับ 

Victor Lee

ปลื้มปีติสูงสุด ณภัค มุทธาเสถียร เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานของที่ระลึก จากกรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ

ปลื้มปีติสูงสุด ณภัค มุทธาเสถียร เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานของที่ระลึก จากกรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ

ปลื้มปีติสูงสุด ณภัค มุทธาเสถียร เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานของที่ระลึก จากกรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.57 น.

นับเป็นเกียรติประวัติอันสูงสุดของชีวิตและวงศ์ตระกูล สำหรับ ฮันนี่-ณภัค มุทธาเสถียร ที่ปรึกษาทรงคุณวุฒิ ประจำคณะกรรมาธิการติดตามการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด และที่ปรึกษาประธานคณะกรรมาธิการการสื่อสาร สภาผู้แทนราษฎร ในโอกาสเข้าเฝ้าฯ และรับพระราชทานของที่ระลึกจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีเนื่องในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ครั้งที่ 44 ของคณะกรรมการมูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ และเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาแห่งความภาคภูมิใจที่ทรงคุณค่าและจะจารึกอยู่ในความทรงจำของครอบครัวและวงศ์ตระกูลสืบไปขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เดินหน้าส่งเสริมสิทธิและความเท่าเทียมของกลุ่มชาติพันธุ์ ร่วมขับเคลื่อน พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ฯ สู่การปฏิบัติจริง

มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เดินหน้าส่งเสริมสิทธิและความเท่าเทียมของกลุ่มชาติพันธุ์ ร่วมขับเคลื่อน พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ฯ สู่การปฏิบัติจริง

มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เดินหน้าส่งเสริมสิทธิและความเท่าเทียมของกลุ่มชาติพันธุ์ ร่วมขับเคลื่อน พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ฯ สู่การปฏิบัติจริง

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.40 น.

มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เดินหน้าขับเคลื่อนประเด็นสิทธิและความเท่าเทียมอย่างเป็นรูปธรรม โดยร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับองค์กรประชาสังคมภาคเหนือจำนวน 18 แห่ง เพื่อผลักดันการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ให้เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ มุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ยกระดับการเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐาน และจัดการปัญหาสถานะบุคคลของกลุ่มชาติพันธุ์อย่างเป็นระบบ  

พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา นับเป็นก้าวสำคัญภายหลังประเทศไทยประกาศใช้กฎหมายฉบับแรกที่กำหนดกรอบการคุ้มครองสิทธิ ความหลากหลายทางวัฒนธรรม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ โดยกฎหมายฉบับนี้มีกลไกการกำกับดูแล 4 ระดับ ได้แก่

คณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ (กลไกนโยบาย) สภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย (กลไกการมีส่วนร่วม) คณะอนุกรรมการการจัดทำข้อมูลวิถีชีวิตและประวัติศาสตร์กลุ่มชาติพันธุ์ (กลไกวิชาการ) และคณะกรรมการบริหารพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ (กลไกเชิงพื้นที่) เพื่อเอื้อต่อการบูรณาการการทำงานระหว่างรัฐ ภาคประชาสังคม และชุมชน ซึ่งทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อ   บูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคประชาสังคม และชุมชน ให้การคุ้มครองสิทธิและการส่งเสริมวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ให้เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นระบบทั่วประเทศ

นางรสลิน โกแวร์ ผู้อำนวยการมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย กล่าวว่าพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ถือเป็นก้าวสำคัญของสังคมไทยในการยกระดับการคุ้มครองสิทธิ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และความหลากหลายทางวัฒนธรรมของชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ กฎหมายฉบับนี้ไม่เพียงมุ่งเน้นการคุ้มครองสิทธิเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทในการส่งเสริม ฟื้นฟู และสร้างโอกาสให้ชุมชนสามารถดำรงวิถีชีวิตและอัตลักษณ์ของตนเองได้อย่างภาคภูมิ พร้อมทั้งมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของตนเองและประเทศชาติอย่างแท้จริง

การเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานและการมีตัวตนทางสังคม ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะในบริบทของเด็กและเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล มูลนิธิศุภนิมิตฯ จะเดินหน้าสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายผ่านการดำเนินงาน 5 ด้าน ประกอบด้วย

  • การสื่อสารสาธารณะเชิงเปลี่ยนทัศนคติ เพื่อลดอคติทางสังคมและส่งเสริมการอยู่ร่วมกันบนความเคารพในความหลากหลาย
  • การทำงานเชิงนโยบายร่วมกับภาคีเครือข่าย เพื่อผลักดันให้กฎหมายเกิดผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง
  • การพัฒนาเด็กและเยาวชน ทั้งด้านการศึกษา คุณภาพชีวิต และสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เพื่อให้เด็กและเยาวชนชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์เติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ
  • การยกระดับการเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐาน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน
  • การแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนได้รับสถานะทางกฎหมาย และสามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานได้อย่างเท่าเทียม

“เราพร้อมทุ่มเททรัพยากร องค์ความรู้ และเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อผลักดันให้กฎหมายฉบับนี้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม สร้างสังคมไทยที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถกำหนดอนาคตของตนเองได้อย่างเท่าเทียม” นางรสลินกล่าว

ด้านนายสุมิตร วอพะพอ ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาสถานะบุคคล มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย และคณะทำงานพัฒนาการเข้าถึงระบบบริการสุขภาพคนไทยไร้สิทธิ กล่าวว่า มูลนิธิศุภนิมิตฯ ทำหน้าที่เชื่อมโยงกลไกระดับนโยบายสู่การปฏิบัติในพื้นที่ โดยมุ่งส่งเสริมการเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐาน การพัฒนาสถานะบุคคลของกลุ่มไร้รัฐไร้สัญชาติ รวมถึงการเสริมสร้างศักยภาพของชุมชน เด็ก และเยาวชน

“กฎหมายนี้มีประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนงานด้านสุขภาพและการพัฒนาสถานะบุคคลที่มูลนิธิศุภนิมิตฯ ดำเนินงานอยู่ จึงอยากให้มีการบูรณาการการใช้กลไกของกฎหมายอย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม” นายสุมิตรกล่าว

การร่วมขับเคลื่อนพระราชบัญญัติฉบับนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยในการส่งเสริมสิทธิ ความเท่าเทียม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มูลนิธิฯ เชื่อว่า การสร้างสังคมที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงสิทธิอย่างเท่าเทียม คือรากฐานสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน พร้อมเดินหน้าทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันให้หลักการดังกล่าวเกิดขึ้นจริงในทุกพื้นที่ของประเทศไทย

‘สิริขัตติยกษัตริย์ ดวงใจรักแห่งแผ่นดิน’ นิทรรศการเทิดพระเกียรติ ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

‘สิริขัตติยกษัตริย์ ดวงใจรักแห่งแผ่นดิน’ นิทรรศการเทิดพระเกียรติ  ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

‘สิริขัตติยกษัตริย์ ดวงใจรักแห่งแผ่นดิน’ นิทรรศการเทิดพระเกียรติ ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.25 น.

นับเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์สำคัญของวงการศิลปะร่วมสมัยของไทย เมื่อเหล่าศิลปินแห่งชาติ อาทิ จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ปัญญา วิจินธนสาร รวมถึงศิลปินชั้นเยี่ยมแห่งรัชสมัย ได้แก่ วัชระ ประยูรคำ,อลงกรณ์ หล่อวัฒนา,พินิตย์ พันธประวัติ ,นภดล วิรุฬห์ชาตะพันธ์,ชูศิษฐ์ วิจารณ์โจรกิจ, วิรัญญา จิราธิกิตติ์ และ อาจารย์นที ทับทิมทอง ฯลฯ พร้อมใจกันรังสรรค์นิทรรศการเทิดพระเกียรติ “สิริขัตติยกษัตริย์ ดวงใจรักแห่งแผ่นดิน” เพื่อแสดงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  ที่ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชทรัพย์ บำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทยตลอดพระชนม์ชีพ

ผลงาน อ.จักรพันธุ์ โปษยกฤต

ผลงาน อ.จักรพันธุ์ โปษยกฤต

พิธีเปิดนิทรรศการจะจัดขึ้นในวันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม เวลา 14.30 น. โดย พลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล เสด็จทรงเป็นองค์ประธานเปิดนิทรรศการ ณ Thara Hall, Walk Way และ Arts Way ชั้น M ไอคอนสยาม  และจะเปิดให้ประชาชนและผู้สนใจเข้าชมระหว่างวันที่ 1–8 สิงหาคม ณ Thara Hall, Walk Way และ Arts Way ชั้น M ไอคอนสยาม

นิทรรศการครั้งประวัติศาสตร์นี้ ถือเป็นการรวบรวมผลงานศิลปะอันทรงคุณค่าและหาชมได้ยากจากศิลปินผู้ทรงคุณวุฒิของประเทศไทย ถ่ายทอดศาสตร์แห่งศิลปกรรมผ่าน 5 แขนงสำคัญ ได้แก่ จิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ ศิลปะไทย และศิลปะภาพยนตร์ดิจิทัลสามมิติ (3D Digital Art) โดยเชื่อมโยงศิลปะดั้งเดิมเข้ากับเทคโนโลยีร่วมสมัยอย่างวิจิตรบรรจง

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือ ภาพยนตร์แอนิเมชันเทิดพระเกียรติความยาว 6 นาที ซึ่งถือเป็นการพลิกโฉมการนำเสนอวงการศิลปะของไทยครั้งสำคัญ เมื่อผลงานจากปลายพู่กัน งานประติมากรรม และแม่พิมพ์โลหะ ได้รับการถ่ายทอดสู่โลกแห่งภาพเคลื่อนไหวสามมิติอย่างงดงามสมพระเกียรติ ผ่านการออกแบบสร้างสรรค์โดย อาจารย์ชูศิษฐ์ วิจารณ์โจรกิจ ร่วมกับ Decide Kit Studio สตูดิโอสร้างสรรค์เจ้าของรางวัลระดับนานาชาติ พร้อมทีมศิลปินจากหลากหลายสาขาที่ร่วมกันถ่ายทอดผลงานด้วยหัวใจแห่งความภาคภูมิใจในความเป็นไทย

ภาพยนตร์เทิดพระเกียรติชุดนี้จะถูกนำขึ้นฉายพร้อมกันบนจอ มัลติมีเดียสกรีน ภายในไอคอนสยาม และจุดสำคัญทั่วกรุงเทพมหานครตลอดช่วงปลายเดือนกรกฎาคม เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ร่วมชื่นชมศิลปะที่ก้าวข้ามข้อจำกัดของพื้นที่ พร้อมร่วมถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ครบ 74 พรรษา ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2569  ซึ่งนับเป็นช่วงเวลาแห่งความเป็นสิริมงคลยิ่งของปวงชนชาวไทย

ภายในนิทรรศการจะได้ชื่นชมผลงานมาสเตอร์พีซจากศิลปินผู้ทรงคุณูปการ อาทิ ศิลปินแห่งชาติ จักรพันธุ์ โปษยกฤต,  ปัญญา วิจินธนสาร รวมถึงศิลปินชั้นเยี่ยมแห่งรัชสมัย ได้แก่ อาจารย์วัชระ ประยูรคำ, อาจารย์อลงกรณ์ หล่อวัฒนา, อาจารย์พินิตย์ พันธประวัติ, อาจารย์นภดล วิรุฬห์ชาตะพันธ์, อาจารย์ชูศิษฐ์ วิจารณ์โจรกิจ, อาจารย์วิรัญญา จิราธิกิตติ์ และอาจารย์นที ทับทิมทอง ซึ่งล้วนเป็นศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานอันทรงคุณค่าให้แก่วงการศิลปะไทยแทบทั้งสิ้น

เพื่อร่วมบันทึกความทรงจำแห่งประวัติศาสตร์ ผู้จัดงานได้จัดพิมพ์โปสต์การ์ดที่ระลึกชุด “สิริขัตติยกษัตริย์ ดวงใจรักแห่งแผ่นดิน” ผลงานของอาจารย์ชูศิษฐ์ วิจารณ์โจรกิจ จำนวนเพียง 1,000 ชุด ชุดละ 4 ภาพ มอบเป็นของที่ระลึกสุดพิเศษแก่ประชาชนทั่วไปผู้มาร่วมงานวันเปิดนิทรรศการ โดยมีเฉพาะภายในงานเท่านั้น สามารถติดตามอัพเดท วัน-เวลา เพิ่มเติมได้ที่เพจ Facebook: Chusit Wijarnjoragij ชูศิษฐ์ วิจารณ์โจรกิจ

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเสวนาวิชาการอันทรงคุณค่า 2 หัวข้อ ที่จะจัดขึ้นในวันพุธที่ 5 สิงหาคม ตั้งแต่เวลา 15.00-17.00 น. ได้แก่   “จักรพันธุ์ โปษยกฤต : ศิลปินแห่งชาติและนายช่างเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์” ถ่ายทอดคุณูปการและมรดกทางศิลปวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าโดย อาจารย์วัลลภิศร์ สดประเสริฐ ศิษย์เอก จัดขึ้นในวันพุธที่  5 สิงหาคม เวลา 15.00 -16.00 น. และ “จากศิลปะไทยสู่การเคลื่อนไหวของภาพพอร์ตเทรตร่วมสมัยในสยามประเทศ” โดยอาจารย์ปัญญา วิจินธนสาร (ศิลปินแห่งชาติ) ผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์อันล้ำค่าแก่เยาวชน นักศึกษา ศิลปินรุ่นใหม่ และประชาชนผู้สนใจ จัดในวันพุธที่ 5 สิงหาคม เวลา 16.00 – 17.00 น.

 “สิริขัตติยกษัตริย์ ดวงใจรักแห่งแผ่นดิน” จึงมิใช่เพียงนิทรรศการศิลปะ หากเป็นการรวมพลังแห่งศรัทธา เป็นเวทีแห่งการเรียนรู้ ถ่ายทอดความงดงามของศิลปกรรมไทย การสืบสานมรดกแรงบันดาลใจจากศิลปินผู้สร้างคุณูปการแก่แผ่นดิน ให้คงอยู่คู่สังคมไทยสืบไป และสะท้อนหัวใจรักของคนไทยทั้งชาติที่ร่วมกันจารึกอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์แห่งแผ่นดิน

ผู้ที่สนใจสามารถสั่งจองผลงานล่วงหน้า ภาพพิมพ์รีโปรดักชั่นพระบรมรูปคู่ “สิริขัตติยกษัตริย์ ดวงใจรักแห่งแผ่นดิน” พร้อมลายเซนต์ลิมิเทตอิดิชั่น จำกัดเพียง 100 ชุด ขนาดรวมกรอบ 50×77 ซม. เป็นกรอบไม้ทองประดับลายมงกุฎช่อดอกไม้มวลบุปผาราชินีอันงดงามลึกซึ้งพร้อมโลโก้ซิกเนเจอร์ฝีมือการปั้นโดย อาจารย์ชูศิษฐ์ วิจารณ์โจรกิจ ได้ที่โทร. 065-2394591 โดยสามารถเข้าชมรูปภาพตัวอย่างผลงานหรือติดต่อได้ที่ FB: Chusit Wijarnjoragij ชูศิษฐ์ วิจารณ์โจรกิจ นอกจากนี้ ภายในนิทรรศการยังมีผลงานอันงดงามน่าตื่นใจอีกมากมาย สามารถมาชมและจับจองได้ภายในงานนิทรรศการ

สำหรับรายได้จากการจำหน่ายจำหน่ายผลงาน ภายหลังหักค่าใช้จ่าย จะทูลเกล้าฯ ถวายแด่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อทรงใช้สอยตามพระราชอัธยาศัย อันเป็นการน้อมเกล้าฯถวายเป็นพระราชกุศลและแสดงออกถึงความจงรักภักดีอย่างสูงสุด

นิทรรศการในครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจาก ICONSIAM, BANGKOK AIRWAYS, RCL, PLAN B, DECIDE KIT, CHUSIT RPA, DEPERTMENT OF CULTURAL PROMOTION พร้อมขอเชิญประชาชนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ และร่วมสัมผัสความงดงามของศิลปะที่เปี่ยมด้วยคุณค่าทางจิตใจและวัฒนธรรม ระหว่างวันที่ 1–8 สิงหาคม ณ Thara Hall, Walk Way และ Arts Way ชั้น M ไอคอนสยาม

สธ. จับมือ GWI ผนึก 8 ภาคีหลัก ประกาศความพร้อมไทยเป็นเจ้าภาพ Global Wellness Summit 2026 ที่ ภูเก็ต ชู ไทยเป็นศูนย์กลาง wellness ของโลก

สธ. จับมือ GWI ผนึก 8 ภาคีหลัก ประกาศความพร้อมไทยเป็นเจ้าภาพ Global Wellness Summit 2026 ที่ ภูเก็ต ชู ไทยเป็นศูนย์กลาง wellness ของโลก

สธ. จับมือ GWI ผนึก 8 ภาคีหลัก ประกาศความพร้อมไทยเป็นเจ้าภาพ Global Wellness Summit 2026 ที่ ภูเก็ต ชู ไทยเป็นศูนย์กลาง wellness ของโลก

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.49 น.

กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับคณะผู้บริหาร Global Wellness Institute (GWI) และ 8 ภาคีเครือข่าย ประกาศความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดเวลเนสโลก Global Wellness Summit (GWS 2026) ที่จังหวัดภูเก็ต เดือนพฤศจิกายนนี้ มุ่งยกระดับมรดกภูมิปัญญาไทยสู่สากล ชู ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง wellness ของโลกภายใต้ 3 เสาหลักเศรษฐกิจสุขภาพ ได้แก่ ผสานภูมิปัญญากับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, ยกระดับสู่มาตรฐานสากลและเศรษฐกิจมูลค่าสูง และผลักดันสู่เชิงพาณิชย์และการส่งออก

วันนี้ (24 กรกฎาคม 2569) ที่ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพมหานคร นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.ศักดา อัลภาชน์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ดร. นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก คณะผู้บริหาร Global Wellness Institute และภาคีเครือข่ายผู้สนับสนุนหลัก 8 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) องค์การเภสัชกรรม สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) สำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (สทนว.) กลุ่มบีดีเอ็มเอส เวลเนส บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) บริษัทชีวาศรม อินเตอร์เนชั่นแนล เฮลท์ รีสอร์ท และ บริษัท แวลู ซอร์สซิ่ง จำกัด ร่วมกันแถลงข่าว Global Wellness Summit 2026 (GWS 2026) ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10–13 พฤศจิกายน 2569 ณ จังหวัดภูเก็ต ภายใต้แนวคิด “The Science, Art and Soul of Wellness : วิทยาศาสตร์ ศิลปะ และจิตวิญญาณแห่งสุขภาพที่ดี”

นายพัฒนา เปิดเผยว่า การที่ประเทศไทยได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพจัดงาน GWS 2026 เป็นสิ่งยืนยันถึงศักยภาพของการเป็นหมุดหมายด้านสุขภาพอันดับหนึ่งที่ทั่วโลกไว้วางใจ ในนามของรัฐบาลไทย ต้องขอขอบคุณคณะผู้บริหาร Global Wellness Summit ที่ให้ความไว้วางใจเลือกประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้ ข้อมูลล่าสุดจาก Global Wellness Institute (GWI) ชี้ว่า ในปี 2567 (ค.ศ. 2024) เศรษฐกิจเวลเนสโลกมีมูลค่าสูงถึง 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 230 ล้านล้านบาท ขณะที่ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็น ตลาดเวลเนสอันดับ 24 ของโลก ด้วยมูลค่าเศรษฐกิจ 42.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.45 ล้านล้านบาท) เติบโต 10.1% สะท้อนศักยภาพของไทยในการก้าวสู่หนึ่งในศูนย์กลางอุตสาหกรรมเวลเนสของโลก เฉพาะภาคการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมีความแข็งแกร่งเป็นอันดับ 15 ของโลก รัฐบาลจึงตั้งเป้าใช้จังหวัดภูเก็ตเป็นพื้นที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่ม Hi-End และนักลงทุนที่มีศักยภาพ เพื่อเพิ่มค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริป กระตุ้นการลงทุนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างความมั่งคั่งให้แก่ประเทศ

การเป็นเจ้าภาพจัดงาน Global Wellness Summit 2026 (GWS 2026) สะท้อนวิสัยทัศน์ของรัฐบาลไทยในการขับเคลื่อนประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางเวลเนสระดับโลก (Global Wellness Hub) โดยมุ่งสร้างผลกระทบเชิงบวกใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ 1) ด้านเศรษฐกิจ ผ่านการยกระดับมูลค่าอุตสาหกรรมสมุนไพร นวดไทย ผลิตภัณฑ์และบริการสุขภาพ ควบคู่กับการกระตุ้นการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการกระจายรายได้สู่ชุมชน 2) ด้านซอฟต์พาวเวอร์ โดยผลักดันภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกสู่การยอมรับในระดับนานาชาติ บนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และมาตรฐานการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและการส่งเสริมสุขภาวะระยะยาว (Preventive & Longevity Care) และ 3) ด้านระบบนิเวศสุขภาพ (Wellness Ecosystem) ผ่านการเชื่อมโยงเครือข่ายตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ผู้ผลิตสมุนไพร ผู้ประกอบการสปาและเวลเนส คลินิกและสถานพยาบาล ไปจนถึงเครือข่ายพันธมิตรระดับนานาชาติ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเวลเนสไทยอย่างครบวงจรและยั่งยืน

“ขอเชิญชวนกลุ่มนักลงทุน องค์กรภาคธุรกิจ องค์กรภาครัฐ กลุ่มนักวิชาการ และผู้สนใจด้านสุขภาพจากทั่วโลก มาพบกันที่จังหวัดภูเก็ต ในการประชุม GWS 2026 ระหว่างวันที่ 10-13 พฤศจิกายน 2569 เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างเครือข่าย และออกแบบอนาคตของโลกแห่งสุขภาวะร่วมกัน” นายพัฒนากล่าว

ด้าน ซูซี เอลลิส (Susie Ellis) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Global Wellness Institute (GWI) กล่าวถึงเหตุผลที่เลือกประเทศไทยว่า “ไม่มีสถานที่ใดที่จะเหมาะสมไปกว่าประเทศไทยในการสำรวจอนาคตนี้อีกแล้ว ที่ซึ่งประเพณีการดูแลสุขภาพแบบดั้งเดิมที่มีมาอย่างยาวนาน กำลังถูกผสานรวมเข้ากับความพยายามอันน่าประทับใจ เพื่อก้าวสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์-สุขภาพ (Medical-Wellness) และการแพทย์เชิงป้องกันแห่งใหม่ล่าสุดของโลก”

นพ.ศักดา กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขมุ่งขับเคลื่อนระบบสุขภาพที่ยั่งยืน สอดรับกับทิศทางประเทศที่ยกระดับอุตสาหกรรมสุขภาพและเวลเนสเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจแห่งอนาคต โดยเชื่อมโยงศักยภาพด้านการแพทย์ การแพทย์แผนไทย สมุนไพร และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เข้ากับเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ การจัดงาน GWS 2026 จึงเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงความร่วมมือ การลงทุน และเครือข่ายสุขภาพระดับโลก ที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์และเวลเนสของภูมิภาคอย่างยั่งยืน

ขณะที่ ดร.นพ.พงศธร กล่าวว่า กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เร่งขับเคลื่อนเวลเนสเชิงพื้นที่ผ่าน Thai Wellness Destination (TWD) ยกระดับสถานประกอบการสู่ “ศูนย์เวลเนสอัตลักษณ์ไทย” และThai Wellness Community (TWC) พัฒนาชุมชนต้นแบบ สร้างมูลค่าจากสมุนไพร การแพทย์แผนไทยและภูมิปัญญาท้องถิ่น ภายใต้ 3 เสาหลักเศรษฐกิจสุขภาพ ได้แก่ การผสานภูมิปัญญากับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การยกระดับสู่มาตรฐานสากลและเศรษฐกิจมูลค่าสูง และการผลักดันสู่เชิงพาณิชย์และการส่งออก โดย GWS 2026 จะเป็นเวทีเชื่อมไทยกับผู้นำและนักลงทุนระดับโลก ซึ่งคาดว่าประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลาง wellness ของโลกและเกิดการต่อยอดการลงทุน การท่องเที่ยวคุณภาพสูง และมูลค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งนักลงทุน ผู้นำธุรกิจองค์กรภาครัฐ นักวิชาการ และบุคลากรทางการแพทย์ทั่วโลก สามารถติดตามรายละเอียดการเข้าร่วมงาน ได้ที่ https://www.globalwellnesssummit.com/ หรือ https://thailandgws.dtam.moph.go.th และกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก โทรศัพท์ 0 2591 7007 ต่อ 2510