บทความพิเศษ : ยุทธศาสตร์ทางรอดของไทย เมื่อไร้น้ำมัน ไฟฟ้า และ อินเทอร์เน็ต

บทความพิเศษ : ยุทธศาสตร์ทางรอดของไทย เมื่อไร้น้ำมัน ไฟฟ้า และ อินเทอร์เน็ต

บทความพิเศษ : ยุทธศาสตร์ทางรอดของไทย เมื่อไร้น้ำมัน ไฟฟ้า และ อินเทอร์เน็ต

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ยุทธศาสตร์ทางรอดของไทย: เมื่อไร้น้ำมัน ไฟฟ้า และ อินเทอร์เน็ต

เสนอแนะโดย: ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย

ในวันที่สงครามลุกลามจนน้ำมันขาดแคลน ไฟฟ้าดับวูบ น้ำประปาหยุดไหล และสัญญาณสื่อสารตัดขาด… วิกฤตที่โลกตื่นตระหนกนี้ คือ “โอกาส” สำคัญที่จะดึงเอาภูมิปัญญาไทยที่มีมานานกว่า 700 ปี กลับมาสร้างความอยู่รอดอย่างมีศักดิ์ศรี โดยไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีสมัยใหม่
ย้อนกลับไปในรัชสมัย สมเด็จพระนารายณ์มหาราช  กรุงศรีอยุธยาเคยเป็นศูนย์กลางความมั่งคั่งของโลกได้โดยไม่ง้อน้ำมัน ไฟฟ้า หรืออินเทอร์เน็ต  และนี่คือ 5 ยุทธศาสตร์ทางรอดที่คนไทยสมัยปัจจุบันสามารถทำได้ทันที:

1. วิศวกรรมพลังงานธรรมชาติ (พลังงานฟรีจากภูมิปัญญา) เมื่อไม่มีไฟฟ้า เราต้องใช้แสงแดด ลมและน้ำเป็นต้นกำลัง:
• ระหัดลมและระหัดชกมวย: ฟื้นวิชาการสร้างระหัดไม้เพื่อฉุดน้ำเข้านาหรือถังเก็บน้ำ โดยใช้เพียงแรงลมและแรงคน ช่วยให้การเกษตรดำเนินต่อได้โดยไม่ต้องใช้ปั๊มไฟฟ้า
• หลุก (กังหันน้ำ): ในพื้นที่น้ำไหล ให้สร้างกังหันไม้ไผ่เพื่อดึงน้ำขึ้นที่สูง เป็นพลังงานสะอาดที่ทำงานให้เราตลอด 24 ชั่วโมง
• สถาปัตยกรรมรับลม: กลับมาใช้พัดจักสานไม้ไผ่ และปรับวิถีชีวิตให้อยู่กับ “บ้านใต้ถุนสูง” เพื่อรับลมธรรมชาติแทนเครื่องปรับอากาศ
. ใช้พลังงานแสงอาทิตย ทำกล้วยตาก  ปลาแห้ง  หมูแดดเดียว  เตาอบแสงอาทิตย์  โซล่ารเซลล์
2. ยุทธศาสตร์ทางน้ำ: คืนชีพเส้นทางคมนาคมไร้เชื้อเพลิง  เมื่อรถยนต์กลายเป็นเศษเหล็ก แม่น้ำลำคลองจะกลับมาเป็นเส้นเลือดใหญ่:
• เรือพาย เรือแจวและเรือกรรเชียง: ฝึกทักษะการบังคับเรือด้วยแรงกาย เป็นการขนส่งที่ปลอดภัย และไร้เสียงรบกวน
• เรือใบ: เรียนรู้วิธีดูทิศทางลมเพื่อเดินทางไกลเลาะชายฝั่ง ข้ามทะเล หรือลำน้ำสายใหญ่ เป็นการคมนาคมที่ใช้ต้นทุนต่ำ
3. คลังเสบียงยั่งยืน: โรงงานอาหารในครัวเรือน…ในวันที่ร้านสะดวกซื้อ ซุปเปอรมารเกต ปิดตัว เราต้องเป็นเจ้าของแหล่งอาหารเอง:
• สวนผักยุทธศาสตร์: ปลูกพืชกินได้ที่ทนทาน เช่น ถั่วพู, แคบ้าน, ชะอม และมะละกอ ไว้ทุกครัวเรือน
• แหล่งโปรตีนพื้นที่น้อย: เลี้ยงไก่ไข่ นกกระทา , เลี้ยงกบในล้อยาง เลี้ยงจิ้งหรีดหรือเลี้ยงปลาในบ่อดิน
• ภูมิปัญญาถนอมอาหาร: ฝึกทำปลาแห้ง, ปลาเค็ม, หมูแดดเดียว,ไส้กรอกอีสาน  ,ปลาร้า  ,กุ้งดอง  ข้างตาก ข้าวเม่า ข้าวตัง  ข้าวคั่ว  เพื่อสะสมเสบียงยามยากลำบาก
4. เทคโนโลยีที่มีชีวิต: แรงงานสัตว์และการพึ่งพาตนเอง
• กสิกรรมธรรมชาติ: คืนชีพการใช้แรงงานวัวควายในการทำนา นอกจากไม่ต้องง้อน้ำมันแล้ว ยังได้ปุ๋ยคอกกลับคืนสู่ดิน
• พาหนะสื่อสาร: เตรียมใช้ม้ารถม้า เกวียน เป็นยานพาหนะสาธารณะและทางเลือกในการสื่อสารที่รวดเร็วในชุมชน

5. วิชาชีวิตและการป้องกันตัว เมื่อระบบรักษาความปลอดภัยสมัยใหม่ใช้การไม่ได้ ทักษะพื้นฐานคือสิ่งสำคัญที่สุด:
• ศิลปะป้องกันตัว: ฝึกมวยไทย  ฟันดาบและกระบี่กระบอง ไม่ใช่เพื่อการร่ายรำ แต่เพื่อฝึกสติและเตรียมพร้อมป้องกันภัยด้วยอุปกรณ์ใกล้ตัว
• ทักษะการยังชีพ: ฝึกการขึ้นต้นไม้เพื่อหาอาหารและสังเกตการณ์ รวมถึงการทำระบบกรองน้ำดื่มสะอาดด้วยชั้นหินดินทรายตามธรรมชาติ

บทสรุป:
ประวัติศาสตร์ไทยกว่า 700 ปี พิสูจน์แล้วว่า บรรพชนไทยสามารถสร้างบ้านแปรงเมืองให้ยิ่งใหญ่และอยู่รอดอย่างมีเกียรติได้โดยไม่พึ่งพาน้ำมัน ไฟฟ้า หรืออินเทอร์เน็ต

‘รูมาตอยด์’ โรคข้ออักเสบจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน

‘รูมาตอยด์’ โรคข้ออักเสบจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน

‘รูมาตอยด์’ โรคข้ออักเสบจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis หรือ RA) คือโรคข้ออักเสบเรื้อรังชนิดหนึ่งที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะทำลายเนื้อเยื่อของตัวเองโดยไม่ได้ตั้งใจ ส่งผลให้เกิดการอักเสบในบริเวณ “ข้อเล็ก” เช่น ข้อมือ นิ้วมือ และนิ้วเท้า และอาจเกิดการบวม แดง ร้อน เกิดอาการเจ็บปวด และมักมีความฝืดของข้อในช่วงเช้า เป็นเวลานานกว่า 30 นาทีและเนื้อเยื่อรอบข้อ อาจส่งผลต่ออวัยวะอื่นๆ ในร่างกาย หากผู้ป่วยปล่อยไว้นานโดยไม่รักษา อาจทำให้บริเวณข้อเสียหายหรือผิดรูป และส่งผลต่ออวัยวะอื่น เช่น ปอด หัวใจ หรือหลอดเลือดได้

นพ. เกรียงศักดิ์ เล็กเครือสุวรรณ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน คลินิกระงับปวด และผ่าตัด ข้อสะโพก ข้อเข่า ข้อไหล่ โรงพยาลเวิลด์เมดิคอล ให้ข้อมูลว่า สาเหตุของการเกิดโรครูมาตอยด์  ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่ปัจจัยที่เกี่ยวข้องอาจรวมถึง  พันธุกรรม  สิ่งแวดล้อม  ฮอร์โมน  โดย ผู้ป่วยที่มีโรครูมาตอยด์มักมีอาการดังต่อไปนี้ ปวดข้อเรื้อรัง บริเวณ ข้อ เช่น ข้อนิ้ว ข้อมือ ข้อเข่า ข้อบวมและอักเสบ บวม แดง ร้อน และกดเจ็บ, อาการข้อติดในตอนเช้า ตื่นเช้ามาแล้วรู้สึกว่าข้อแข็ง ขยับลำบาก อาการอาจใช้เวลาหลายนาทีหรือหลายชั่วโมงกว่าจะดีขึ้น รวมทั้งอากาอาจรเกิดในหลายข้อพร้อมกัน มักเกิดในข้อเล็ก ๆ เช่น ข้อนิ้ว ข้อมือ โดยมีลักษณะอาการสมมาตร (ทั้งสองข้างของร่างกาย)

ผู้ป่วยโรครูมาตอยด์ห้ามกินอะไรบ้าง?  อาหารที่มีไขมันทรานส์สูง เช่น ขนมกรุบกรอบ เบเกอรีที่มีเนยขาว หรืออาหารแปรรูป ไขมันทรานส์สามารถกระตุ้นการอักเสบและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ, น้ำตาลและอาหารที่มีน้ำตาลสูง เช่น น้ำอัดลม ขนมหวาน ลูกอม หรืออาหารที่มีการเติมน้ำตาลมาก เพราะน้ำตาลสามารถกระตุ้นการอักเสบและเพิ่มระดับสารเคมีที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบในร่างกาย, เนื้อแดงและเนื้อแปรรูป เช่น ไส้กรอก เบคอน หรือแฮม เนื้อแดงมีกรดอะแรคิโดนิก (Arachidonic acid) ซึ่งอาจกระตุ้นการอักเสบ, อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น เนย มาการีน ชีส หรือผลิตภัณฑ์นมที่มีไขมันเต็มส่วน โดยไขมันอิ่มตัวอาจกระตุ้นการอักเสบและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังอื่นๆ

อาหารที่มีเกลือสูง อาหารหมักดอง อาหารกระป๋อง เกลืออาจกระตุ้นการอักเสบและส่งผลเสียต่อสุขภาพกระดูกและข้อ, เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปอาจกระตุ้นการอักเสบและลดประสิทธิภาพของการรักษาด้วยยา, กลูเตน (สำหรับผู้ป่วยบางราย) ผู้ป่วยบางคนอาจไวต่อกลูเตน (พบในแป้งสาลี ข้าวบาร์เลย์ และข้าวไรย์) ซึ่งอาจกระตุ้นอาการอักเสบในบางกรณี, อาหารทอดหรือปิ้งย่างที่มีการไหม้เกรียม สารที่เกิดจากการไหม้หรือทอดน้ำมันท่วม เช่น อะคริลาไมด์ (Acrylamide) อาจเพิ่มการอักเสบในร่างกาย

อาหารที่ควรรับประทานแทน มีดังนี้ ผักและผลไม้ เช่น บลูเบอร์รี่ ส้ม ผักใบเขียว, ปลาที่มีไขมันสูง เช่น แซลมอน แมคเคอเรล (โอเมก้า-3 ลดการอักเสบ), ถั่วและเมล็ดพืช เช่น อัลมอนด์ วอลนัท, ธัญพืชเต็มเมล็ด เช่น ข้าวโอ๊ต ควินัว,เครื่องเทศ เช่น ขมิ้นและขิง (มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ)

การรักษา เริ่มจากการใช้ ยา เช่น ยาต้านการอักเสบ (NSAIDs), ยากลุ่มสเตียรอยด์ และยากดภูมิคุ้มกัน,กายภาพบำบัด ช่วยลดอาการปวดและเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ, การผ่าตัด (ในกรณีรุนแรง) เช่น การเปลี่ยนข้อ

แม้โรครูมาตอยด์จะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ และแม้ว่าโรคจะสงบแล้วก็อาจกลับมาเป็นได้อีก  แต่การรักษาในปัจจุบันสามารถช่วยควบคุมโรค ลดอาการ และป้องกันความเสียหายของข้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ การดูแลตัวเองและการรักษาอย่างสม่ำเสมอมีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีและลดผลกระทบจากโรคในระยะยาว

หากมีข้อสงสัยเกี้ยวกับอาหารของโรค สามารถขอรับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน คลินิกระงับปวด และผ่าตัด ข้อสะโพก ข้อเข่า ข้อไหล่ ได้ที่โทร 02-836-9999 ต่อ *2621

LIFE & HEALTH : เกาะยาวน้อย เสน่ห์การเที่ยวเชิงวิถีชีวิตควบคู่การอนุรักษ์ธรรมชาติและนกเงือกแห่งอันดามัน

LIFE & HEALTH : เกาะยาวน้อย เสน่ห์การเที่ยวเชิงวิถีชีวิตควบคู่การอนุรักษ์ธรรมชาติและนกเงือกแห่งอันดามัน

LIFE & HEALTH : เกาะยาวน้อย เสน่ห์การเที่ยวเชิงวิถีชีวิตควบคู่การอนุรักษ์ธรรมชาติและนกเงือกแห่งอันดามัน

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ท่ามกลางแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่เติบโตอย่างรวดเร็วและความคึกคักของแหล่งท่องเที่ยวทางภาคใต้ชื่อดังในทะเลอันดามันของประเทศไทย ยังมีเกาะเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่อย่างสงบ เรียบง่าย และเปี่ยมด้วยเสน่ห์เฉพาะตัว นั่นคือ เกาะยาวน้อย อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา ยังคงรักษาอัตลักษณ์ของการท่องเที่ยวเชิงวิถีชีวิตและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติไว้ได้อย่างน่าชื่นชม เกาะแห่งนี้มีพื้นที่ราว 40 ตารางกิโลเมตร มีประชากรประมาณ 8,000 คน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านและเกษตรกรรม โดยใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างรู้คุณค่าและยั่งยืน เกาะแห่งนี้อาจไม่โดดเด่นด้วยแสงสีหรือความหรูหรา แต่กลับเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยวที่แสวงหาความสงบ ความงดงามของธรรมชาติ และการท่องเที่ยวเชิงวิถีชุมชนอย่างแท้จริง

ข้อมูลจาก https://thai.tourismthailand.org แนะนำว่า เกาะยาวน้อย เป็นเกาะที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเกาะยาวใหญ่ มีพื้นที่รวม 47.1575 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 28,456.97 ไร่ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาทอดตัวตามความยาวของเกาะจากทิศเหนือลงไปทิศใต้ มีป่าไม้ปกคลุม ทางด้านตะวันออกมีที่ราบชายฝั่งทะเลและที่ราบตามหุบเขา เป็นพื้นที่การเกษตร ส่วนพื้นที่ชายฝั่งรอบเกาะมีชายหาดที่สวยงามเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ อีกทั้งยังตั้งอยู่ใกล้กับหมู่เกาะห้องของจังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นเกาะที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว จึงสามารถเดินทางแบบเชื่อมโยงได้ บนเกาะยาวน้อยแบ่งออกเป็น 13 หมู่บ้าน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมุสลิม ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน เลี้ยงกุ้งมังกรและปลาในกระชัง รวมทั้งทำการเกษตร เช่น สวนยางพารา ทำนา เลี้ยงสัตว์ และทำธุรกิจการท่องเที่ยว

ธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ พื้นฐานของการอนุรักษ์

เกาะยาวน้อย จังหวัดพังงา ตั้งอยู่ระหว่างจังหวัดภูเก็ตและกระบี่ โดดเด่นด้วยภูเขาหินปูนรูปร่างแปลกตาที่โผล่พ้นน้ำทะเลสีฟ้าใส สร้างทัศนียภาพอันงดงามตลอดแนวชายฝั่ง ชายหาดบนเกาะมีลักษณะเป็นหาดทรายสลับกับป่าชายเลน เหมาะแก่การพักผ่อนและชมวิวธรรมชาติที่ยังคงความสมบูรณ์ โดยเฉพาะในช่วงเช้าและยามเย็น นักท่องเที่ยวสามารถชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกได้อย่างชัดเจน ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบและอากาศบริสุทธิ์

ภูมิประเทศของเกาะยาวน้อยประกอบด้วยภูเขาหินปูน ป่าชายเลน และพื้นที่ป่าภายในเกาะ ซึ่งคิดเป็นพื้นที่สีเขียวมากกว่า ร้อยละ 60 ของพื้นที่ทั้งหมด ส่งผลให้เกาะยาวน้อยยังคงเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด ทั้งนก สัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์ขนาดเล็ก โดยเฉพาะ นกเงือก ซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองและพบเห็นได้ในพื้นที่ป่าของเกาะ

แหล่งท่องเที่ยวเด่น สะท้อนความเรียบง่าย

เกาะยาวน้อยมีแหล่งท่องเที่ยวที่ไม่เน้นความหวือหวา แต่โดดเด่นด้วยความสงบและเป็นธรรมชาติ เช่น

   •   หาดป่าทราย และ หาดท่าเขา ชายหาดเงียบสงบยาวหลายร้อยเมตร เหมาะแก่การพักผ่อน

   •   จุดชมวิวบนเกาะ ซึ่งสามารถมองเห็นหมู่เกาะหินปูนในอ่าวพังงาได้มากกว่า 10 เกาะ ในมุมมองเดียว

   •   ป่าชายเลนชุมชน พื้นที่หลายร้อยไร่ที่ทำหน้าที่เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำและแหล่งเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม

   •   มัสยิดกลางและชุมชนท้องถิ่น ศูนย์รวมจิตใจของชาวไทยมุสลิมบนเกาะ

กิจกรรมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

กิจกรรมบนเกาะยาวน้อยมุ่งเน้นการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยนักท่องเที่ยวสามารถเลือกทำกิจกรรม เช่น

  • ปั่นจักรยานรอบเกาะ ระยะทางประมาณ 15–20 กิโลเมตร เพื่อชมทุ่งนา สวนยางพารา และวิถีชีวิตของชาวบ้าน ซึ่งเป็นกิจกรรมยอดนิยมและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • พายเรือคายัคในป่าชายเลน ใช้เวลาประมาณ 1–2 ชั่วโมง สัมผัสความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติอย่างใกล้ชิด
  • ดำน้ำตื้น ในแหล่งแนวปะการังน้ำตื้นซึ่งยังคงสมบูรณ์ เพิ่อชมปะการังและฝูงปลาหลากสีในทะเลใสรอบเกาะ
  • ล่องเรือเที่ยวหมู่เกาะใกล้เคียง เช่น เกาะห้องและเกาะผักเบี้ย ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่เกิน 30–45 นาที และอ่าวพังงา ซึ่งขึ้นชื่อด้านความงดงามของภูเขาหินปูนกลางทะเล

การอนุรักษ์นกเงือก บทบาทสำคัญของชุมชน

นกเงือก ถือเป็นตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า จากการสำรวจในพื้นที่ พบว่ายังมีนกเงือกอาศัยอยู่บนเกาะยาวน้อย ไม่น้อยกว่า 2–3 ชนิด และมีจำนวนนกเงือกที่กว่า 200 ตัว โดยชุมชนท้องถิ่นร่วมกับเครือข่ายอนุรักษ์ ได้ดำเนินกิจกรรมดูแลผืนป่าและแหล่งอาหารของนกเงือกอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น การดูแลต้นไม้ใหญ่ซึ่งเป็นแหล่งทำรัง, การเฝ้าระวังการลักลอบล่าสัตว์, การให้ความรู้แก่เยาวชนและนักท่องเที่ยว จึงกลายเป็นสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวอีกทาง

ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ชุมชนได้จัดกิจกรรมอนุรักษ์และศึกษาธรรมชาติมากกว่า 10 ครั้งต่อปี เพื่อสร้างความตระหนักรู้ว่านกเงือกไม่ได้เป็นเพียงสัตว์ป่าคุ้มครอง แต่เป็น “ผู้ปลูกป่า” ที่ช่วยกระจายเมล็ดพันธุ์ไม้และฟื้นฟูผืนป่าอย่างเป็นธรรมชาติ

ที่พัก อาหาร และการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ

เกาะยาวน้อยมีที่พักให้เลือกหลากหลาย มีที่พักกว่า หลายสิบแห่ง ตั้งแต่โฮมสเตย์ในชุมชนไปจนถึงรีสอร์ตที่ออกแบบกลมกลืนกับธรรมชาติซึ่งรองรับนักท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสชีวิตชาวเกาะอย่างใกล้ชิด ได้อย่างเหมาะสมโดยไม่แออัด ด้านอาหาร เกาะยาวน้อยมีอาหารทะเลสดใหม่และอาหารพื้นบ้านรสชาติกลมกล่อม เช่น ปลาทอดขมิ้น แกงส้มปลา และข้าวยำปักษ์ใต้ ซึ่งสะท้อนเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นได้อย่างชัดเจน

การเดินทางไปเกาะยาวน้อย

จากจังหวัดภูเก็ต เรือออกจากท่าเรือบางโรง ตำบลป่าคลอก อำเภอถลาง (นั่งรถสองแถวจากตัวเมืองภูเก็ตไปลงอนุสาวรีย์สองวีรสตรีระยะทาง 10 กิโลเมตร จากนั้น นั่งรถมอเตอร์ไซค์คนละ 50 บาทไปท่าเรือบางโรง) ถึงท่าเรือมะเนาะ หรือท่าเรือสุขาภิบาล บนเกาะยาวน้อย – เรือโดยสารออกทุกชั่วโมง คนละ 50 บาท ใช้เวลา 1 ชั่วโมง – เรือหางยาวคนละ 200 บาท ใช้เวลา 45 นาที – เรือเร็ว คนละ 300 บาท ใช้เวลา 30 นาที 
จากจังหวัดพังงา เรือออกจากท่าเรือด่านศุลกากร ตำบลเกาะปันหยี อำเภอเมืองพังงา ถึงท่าเรือสุขาภิบาล บนเกาะยาวน้อย มีเรือออกวันละ 1 เที่ยว เวลา 12.00 น. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที ค่าเรือคนละ 150 บาท และมีเรือให้เช่าเหมาลำขนาด 10-12 คน จากจังหวัดกระบี่ เรือออกจากท่าเรือท่าเลน อำเภออ่าวลึก ถึงท่าเรือบนเกาะยาวน้อย ค่าเรือคนละ 100 บาท

เกาะยาวน้อย ต้นแบบการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

ด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์ ควบคู่กับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และการมีส่วนร่วมของชุมชน เกาะยาวน้อยจึงเป็นตัวอย่างการท่องเที่ยวสามารถเติบโตควบคู่กับการอนุรักษ์ได้อย่างสมดุล ทั้งการรักษาวิถีชีวิตชุมชน การดูแลทรัพยากรธรรมชาติ และการอนุรักษ์นกเงือกซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า

ในวันที่การท่องเที่ยวกำลังเผชิญความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม เกาะยาวน้อยจึงเป็นบทเรียนสำคัญว่า “ความยั่งยืน” ไม่ได้เกิดจากความยิ่งใหญ่ หากเกิดจากความร่วมมือและความรับผิดชอบของทุกคน      

เกาะยาวน้อยอาจไม่ใช่เกาะที่เต็มไปด้วยความหวือหวา แต่เป็นเกาะที่เต็มไปด้วยความสุขอันเรียบง่าย และเป็นปลายทางที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการหลีกหนีความวุ่นวาย เพื่อกลับมาค้นพบความสงบในหัวใจอีกครั้ง

คุณแหน : 18 มีนาคม 2569

คุณแหน : 18 มีนาคม 2569

คุณแหน : 18 มีนาคม 2569

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี รองประธานกรรมการมูลนิธิ รพ.สมเด็จพระยุพราช และคณะฯ ไปตรวจเยี่ยมการดำเนินงาน รพ.สมเด็จพระยุพราชนครไทย จ.พิษณุโลก และสร้างขวัญกำลังใจให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ พร้อมมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ แก่ผู้ทำคุณประโยชน์ต่อ รพ.และมูลนิธิ รพ.สมเด็จพระยุพราช สาขานครไทย..
  • เพื่อนๆยินดีกับ อนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ที่ได้เป็น ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย คนใหม่..
  • ที่ประชุมคณะกรรมการกำกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) มีมติแต่งตั้ง ดร.ศุภกร สิทธิไชย ให้ดำรงตำแหน่ง รักษาการแทนผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า มีผลตั้งแต่ 16 มี.ค. ไปจนกว่าจะมีการแต่งตั้งผู้อำนวยการใหญ่คนใหม่..
  • รศ.ดร.บัณฑิต ลิ้มมีโชคชัย มอบเงินบริจาคเพื่อจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ในการสร้างอาคารศูนย์นวัตกรรมด้านมะเร็งและรังสีรักษา (อาคาร 90 ปี ม.ธรรมศาสตร์) รพ.ธรรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ  
  • ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ นำทีมผู้บริหารไมโครซอฟท์ โอม ศิวะดิตถ์, ชนิกานต์ โปรณานันท์, ดนัย เทพธนวัฒนา, เชาวลิต รัตนกรไกรศรี ต้อนรับชาวคณะบริการหลักสูตรผู้นำการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลรุ่นที่ 9 มาศึกษาดูงานเทคโนโลยีดิจิทัลที่จะไปประยุกต์ใช้ในองค์กร..
  • ประภา ปูรณโชติ, ศ.กิตติคุณ ดร. ดิเรก ลาวัณย์ศิริ, สุชาติ บุญบรรเจิดศรี, เอนก พิเชฐพงศา, รสริน เธียรนุกุล เป็นผู้แทนเพื่อน วตท.14 ไปร่วมเสียใจกับ ศิริวรรณ พานิชตระกูล ที่สูญเสียคุณพ่อจุน วนวิทย์ ผู้ก่อตั้งฮาตาริ ในวัย 89 ปี..
  • รศ.พญ.เยาวลักษณ์ ชาญศิลป์ วันเกิดปีนี้ทำต้มเป็ดตุ๋นสูตรเชียงใหม่ไปใส่บาตร และไปกราบขอพรจาก คุณหญิงจงรักษ์ สังข์ประสิทธิ์..
  • ชาว Digital CEO#4 ร่วมยินดีกับ พล.ต.โชคชัย ขวัญพิชิต ที่ได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก (อัตรา พลโท) ตั้งแต่ 1 เม.ย. 69 เป็นต้นไป..
  • รศ.พญ. ฐิติมา ชินะโชติ, สมสุณีย์ ดวงแข และ สมหวัง เตชะอินทรา เป็นผู้แทนชาว ปธพ.1 ไปร่วมแสดงความเสียใจกับ นพ.กิตติโชติ ตั้งกิตติถาวร ที่สูญเสียคุณแม่สมบัติ ตั้งกิตติถาวร ณ วัดชัยมงคล อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร..
  • ณัฐวุฒิ พนาพิทักษ์กุล ให้การต้อนรับเพื่อนๆ DJS#3 ที่มาดูงาน บจ.พิทักษ์ปาล์มออยล์ พร้อมมีกิจกรรมรียูเนียนที่ จ.ตรัง งานนี้ ภัทธวุฒิ กนกวรรณากร, ปริตตาภา ประมวลวรชาติ, พีระ เชาว์เฉลิมพงศ์, แก้วใจ มโนวิไลกุล, สิริพร ธีรปกรณ์, รัชลิตา นาราธิภานนท์, วิสุทธิดา นครชัย, อาณัติ จันดี, นัฐพงษ์ ทองสะโคม, อัศวเมธี เหล่าวิริยภาพกุล, จุฑารัตน์ สุนทรปทุม ร่วมด้วย..
  • ใครกำลังมองหา ส่วนลดสวนสัตว์ สำหรับทริปครอบครัว ล่าสุดการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) จับมือกับ องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย (อสส.) มอบสิทธิพิเศษสุดคุ้ม ส่วนลดค่าเข้าชมสวนสัตว์ 20% ให้แก่ผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า MRT ที่ถือบัตร Mangmoom EMV (บัตรแมงมุม) โดยสามารถรับสิทธิ์ได้ง่ายๆ ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ตั้งแต่วันนี้ยาวไปจนถึง 31 ธ.ค. นี้..

น้องใหม่

‘จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย’สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่วงการแพทย์ไทย จัดงาน ‘MDCU MedUMORE: The Global Phenomenon’

'จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย'สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่วงการแพทย์ไทย จัดงาน 'MDCU MedUMORE: The Global Phenomenon'

‘จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย’สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่วงการแพทย์ไทย จัดงาน ‘MDCU MedUMORE: The Global Phenomenon’

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.55 น.

11 มีนาคม 2569 – MDCU MedUMORE แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ทางการแพทย์แห่งอนาคต ที่พัฒนาโดยคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่วงการแพทย์ไทย จัดงาน “MDCU MedUMORE: The Global Phenomenon”. ประกาศความสำเร็จแพลตฟอร์มการเรียนรู้ ออนไลน์ทางการแพทย์ที่มียอดผู้ใช้งานทะลุ 5.5 ล้านการรับชม พร้อมโชว์ศักยภาพคว้ารางวัลระดับโลก
4 สถาบัน พร้อมเดินหน้าเปิดตัวฟีเจอร์ AI อัจฉริยะ และจับมือพันธมิตรระดับโลก มุ่งยกระดับแพทย์ไทยสู่สากล

ศาสตราจารย์ ดรนายแพทย์สมบัติ ตรีประเสริฐสุข รองอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประธานในพิธีเปิดเผยว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีวิสัยทัศน์มุ่งสู่การเป็น AI University และผู้นำด้าน การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ซึ่งความสำเร็จของ MDCU MedUMORE ในวันนี้ เป็นเครื่องพิสูจน์ ศักยภาพของคนไทยที่ไม่แพ้ชาติใดในโลก โดยแพลตฟอร์มนี้ไม่ได้เป็นเพียงความภูมิใจของชาวจุฬาฯแต่เป็น สมบัติของวงการแพทย์ไทยที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำและกระจายโอกาสในการเข้าถึงองค์ความรู้ที่ทันสมัยไปสู่แพทย์ทั่วประเทศ

ศาสตราจารย์ พญ.นิจศรี ชาญณรงค์ รองคณบดีด้านการบริการวิชาการและการศึกษานานาชาติ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวถึงความสำเร็จในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 4 ว่า “MDCU MedUMORE ได้รับ เสียงตอบรับจากบุคลากรทางการแพทย์อย่างท่วมท้น กว่า 5.5 ล้านการรับชม และสมาชิก ทางการแพทย์กว่า 25,000 คน ที่สำคัญคือการก้าวข้ามขีดจำกัดจากระดับประเทศสู่การยอมรับในเวทีโลก ด้วยการคว้ารางวัล เกียรติยศถึง 4 รางวัล ได้แก่

  1. Shortlist Finalist จากเวที Digital Education Awards 2025
  2. Prize Winner สาขานวัตกรรม จากเวที Quality Innovation Award (QIA) 2025
  3. Winner สาขากลยุทธ์ดิจิทัลยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย จาก THE Awards Asia 2025
  4. Winner รางวัลมาตรฐานการศึกษาสูงสุด จาก AMEE (Aspire-to-Excellence)

และเพื่อตอกย้ำพันธกิจดังกล่าว ในปีนี้ MedUMORE ได้ประกาศเดินหน้ายกระดับความร่วมมือเชิงลึก กับสถาบันระดับโลก อาทิ มหาวิทยาลัยคอร์เนล (Cornell University) ในการร่วมพัฒนาและผลิตหลักสูตร (Co-Creation) เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ทางการแพทย์ระดับ World-Class รวมทั้งใช้แพลตฟอร์ม เครือข่ายสากลอย่าง Scalar LX เป็นช่องทางส่งออก ‘ภูมิปัญญาแพทย์ไทย’ (Medical Soft Power) สู่สายตาบุคลากรทางการแพทย์ทั่วโลก

ภายในงานยังมีการเปิดตัวนวัตกรรม “The AI Trinity” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ (พิเศษนพ.สุรินทร์ อัศววิทูรทิพย์ ผู้ช่วยด้านการบริการวิชาการและการศึกษานานาชาติ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งประกอบด้วย 3 ฟีเจอร์หลักที่จะเปลี่ยนโฉมการเรียนรู้ ได้แก่ 1) AI Scenario Based Learning ห้องเรียน จำลองสถานการณ์ให้แพทย์ฝึกตัดสินใจในพื้นที่ปลอดภัย 2) Smart Studio (Multi Visual Interactive Learning) สัมผัส ประสบการณ์การเรียนรู้แบบใหม่ ดูวิดีโอพร้อม Learning Materials และมีผู้ช่วยอัจฉริยะ ที่ตอบคำถามผู้เรียนได้ทันที และ 3) AI Powered Content Creator ระบบอัตโนมัติที่ช่วยอาจารย์แพทย์ ผลิตสื่อการสอน ข้อสอบ และบทสรุปได้ภายในไม่กี่นาที

นอกจากนี้ ยังมีการจัดเสวนาพิเศษหัวข้อ “Standardizing the Future: AI & Global Recognition” โดยได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศ อาทิ นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณู เพื่อสันติดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ (ผู้แทนปลัด กระทรวงศึกษาธิการ), พล..นพอิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการแพทยสภา และผู้บริหารจาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองในการยกระดับมาตรฐานการศึกษาไทยให้ก้าวทันโลกยุค AI

ทั้งนี้ ภายในงานได้มีการมอบมอบรางวัลเชิดชูเกียรติแก่สุดยอดผู้เรียนรู้ (Ultimate Learner) และคอร์สยอดนิยม (Most Popular Course) เพื่อเป็นการขอบคุณและสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ ตลอดชีวิตต่อไป และมอบรางวัล Partner of the Year 2025 ให้แก่พันธมิตรผู้สนับสนุน อาทิ ช่อง 7HD, บริษัท พิกเซอร์ (ประเทศไทย), ไทยรอยัลไอศกรีม, เมดโทรนิค, The Coffee Club และ วี เอส คอฟฟี่ เฮ้าส์

เกี่ยวกับ MDCU MedUMORE:

MDCU MedUMORE คือแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ทางการแพทย์ พัฒนาโดยคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยพันธกิจหลักในการปฏิวัติการเรียนรู้ทางการแพทย์ตลอดชีพ และส่งเสริมความ เท่าเทียมในการเข้าถึงองค์ความรู้ทางการแพทย์ในประเทศไทย MDCU MedUMORE นำเสนอเนื้อหาทาง การแพทย์ที่ทันสมัย หลากหลาย และครอบคลุมทุกสาขา ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย และความร่วมมือจาก คณาจารย์แพทย์และผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้า พร้อมพันธมิตรองค์กรด้านการแพทย์ระดับประเทศ MDCU MedUMORE มุ่งมั่นที่จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการแพทย์ไทย ให้พร้อม รับมือกับทุกความท้าทายในโลกการแพทย์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

หากท่านสนใจคอร์สเรียนแพทย์ออนไลน์

สามารถเข้าชมแพลตฟอร์ม

 สมัครฟรีตอนนี้  www.medumore.orgติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม:

[งานการบริการวิชาการ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]

[อีเมล medumore@chula.md]

[เว็บไซต์ www.medumore.org]

ภาคธุรกิจร่วมสนับสนุนภารกิจสภากาชาดไทย ผ่าน Donation HUB

ภาคธุรกิจร่วมสนับสนุนภารกิจสภากาชาดไทย ผ่าน Donation HUB

ภาคธุรกิจร่วมสนับสนุนภารกิจสภากาชาดไทย ผ่าน Donation HUB

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.55 น.

สภากาชาดไทย นำโดย ขรรค์ ประจวบเหมาะ ผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ พร้อมด้วย จันทร์ประภา วิชิตชลชัย รองผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย ศ.นพ.รุ่งโรจน์ พิทยศิริ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์โรคพาร์กินสันฯ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย สายสมร พุ่มพิศ ผู้จัดการโครงการเฉลิมพระเกียรติฯ เพื่อสำรวจประชาชนที่มีความเสี่ยงโรคพาร์กินสัน และ ชนวัฒน์ อนันต์ วิทยาศาสตร์การแพทย์ ประจำศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์โรคพาร์กินสันฯ ร่วมรับมอบเงินบริจาคจำนวน 3,000,000 จาก ปราโมทย์ ศักดิ์กำจร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย พิตราภรณ์ บุณยรัตพันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส นพ.วุฒิวงศ์ สมบุญเรืองศรี รองกรรมการผู้จัดการ จิตต์เกษม สุรธรรมานันท์ รองกรรมการผู้จัดการ และ ฉัตรกนก ลพถนอมชาติ รองกรรมการผู้จัดการ เพื่อสนับสนุนโครงการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย เพื่อสำรวจประชาชนที่มีความเสี่ยงเป็นโรคพาร์กินสัน ซึ่งดำเนินงานโดยศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์โรคพาร์กินสันฯ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย รับมอบ ณ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่

แบรนด์เครื่องนอนคุณภาพ SANTAS ในเครือ บริษัท ยัสปาล จำกัด (มหาชน) นำโดย ตรุณ ปุริ Chief Marketing & Sales Officer พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร มอบเครื่องนอนคุณภาพจากแบรนด์ SANTAS รวมมูลค่า 241,800 บาท เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามภารกิจของสภากาชาดไทย รับมอบ ณ Donation HUB

ทาเคโอะ โนดะ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ ยาสุยูกิ ฮายาชิ ประธานเจ้าหน้าที่กลยุทธ์              บริษัท อีซี่ บาย จำกัด (มหาชน) มอบเงินบริจาค502,383.88 บาท เพื่อร่วมสมทบทุนโครงการเงินทุนฉุกเฉินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ สภากาชาดไทย  รับมอบ ณ Donation HUB สภากาชาดไทย

ดวงตา 93 ข้อเทียม รวมพลังคณะแพทยฯ ศิริราช น้อมถวายพระราชกุศลแด่พระบรมราชชนนีพันปีหลวง”

ดวงตา 93 ข้อเทียม รวมพลังคณะแพทยฯ ศิริราช  น้อมถวายพระราชกุศลแด่พระบรมราชชนนีพันปีหลวง”

ดวงตา 93 ข้อเทียม รวมพลังคณะแพทยฯ ศิริราช น้อมถวายพระราชกุศลแด่พระบรมราชชนนีพันปีหลวง”

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.52 น.

93 โรงพยาบาลศิริราช และศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ผนึกกำลังครั้งยิ่งใหญ่ จัดแถลงข่าวโครงการ “93 ดวงตา  93 ข้อเทียม รวมพลังคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล น้อมถวายพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ภารกิจผ่าตัดต้อกระจก 93 ดวงตา และเปลี่ยนข้อเข่า – ข้อสะโพกด้วยหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด จำนวน 93 ข้อ ช่วยเหลือผู้สูงอายุด้อยโอกาส เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ให้สามารถเข้าถึงการรักษาถวายเป็นพระราชกุศล เมื่อวันที่ 10 มีนาคม ณ ศาลาศิริราช 100 ปี โรงพยาบาลศิริราช

ในการนี้มี ศ. นพ. อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดี คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นประธานในงาน พร้อมด้วย ศ.นพ.กีรติ เจริญชลวานิช หัวหน้าภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัด ในฐานะประธานโครงการ, รศ. พญ. กนกรัตน์ พรพาณิชย์ หัวหน้าภาควิชาจักษุวิทยา และประธานร่วมโครงการฯ, ศ. ดร. นพ.ยงยุทธ ศิริวัฒนอักษร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช, รศ.นพ.ธีระ กลลดาเรืองไกร ผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก, รศ.นพ.นริศ กิจณรงค์ รองหัวหน้าภาควิชาจักษุวิทยา, นพ.นิมิตร ทองพูลสวัสดิ์ รองผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก, นพ.ตะวัน อินทิยนราวุธ รองผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์กาญจนา-ภิเษก และ พญ.มนัสวี จรดล รองผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก ร่วมให้รายละเอียดการจัดโครงการ

ศ. นพ. อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดี คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มุ่งมั่นสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการดูแลสุขภาพของราษฎร โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบางผู้สูงอายุที่ประสบภาวะข้อเสื่อมและต้อกระจก ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการใช้ชีวิตอย่างมาก จึงสร้างต้นแบบความร่วมมือการบูรณาการความเชี่ยวชาญ ระหว่างคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก เพื่อระดมสรรพกำลังทั้งด้านนวัตกรรมหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดที่ทันสมัย เทคโนโลยีเลนส์แก้วตาเทียมชั้นสูง และทีมสหวิชาชีพที่เปี่ยมด้วยประสบการณ์ มามอบโอกาสในการรักษาให้แก่ประชาชนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีสามารถกลับมาเคลื่อนไหวและมองเห็นได้ชัดเจนอีกครั้ง”

ศ. นพ. อภิชาติ อัศวมงคลกุล

ศ.นพ.กีรติ เจริญชลวานิช หัวหน้าภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัด ประธานโครงการฯ เผยว่า “ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ สอดคล้องกับข้อมูลสถิติผู้สูงอายุในประเทศไทยซึ่งมีประมาณ 12 ล้านคน และกว่าร้อยละ 70 พบว่ามีปัญหาโรคข้อเข่าและข้อสะโพกเสื่อม ไม่ใช่เพียงปัญหาทางกายภาพ หากแต่เป็นภาพสะท้อนของปัญหาสังคม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิต เนื่องจากผู้สูงอายุจำนวนมาก “รอคอย” และยังเข้าไม่ถึงการรักษา ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์ฯ จึงดำเนินโครงการ 72 ข้อเทียม เทิดพระเกียรติวโรกาส 72 พรรษา ทศมราชา ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า – ข้อสะโพก ให้ผู้ป่วย 72 ข้อเทียม ในปี 2567-2568 และประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก ในปีนี้เราจึงรวมพลังคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล สานต่อภารกิจผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า – ข้อสะโพกด้วยหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด จำนวน 93 ข้อเทียม พร้อมด้วยผ่าตัดต้อกระจก 93 ดวงตา โดยภาควิชาจักษุวิทยา เพื่อให้ผู้สูงอายุที่ด้อยโอกาสเข้าถึงการรักษาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย น้อมถวายพระราชกุศลแด่พระบรมราชชนนีพันปีหลวง”  

พญ.มนัสวี จรดล, รศ.นพ.นริศ กิจณรงค์, ศ.นพ.กีรติ เจริญชลวานิช,รศ.นพ.ธีระ กลลดาเรืองไกร, ศ.นพ. อภิชาติ อัศวมงคลกุล, ศ.ดร. นพ.ยงยุทธ ศิริวัฒนอักษร,รศ. พญ. กนกรัตน์ พรพาณิชย์, นพ.นิมิตร ทองพูลสวัสดิ์ และ นพ.ตะวัน อินทิยนราวุธ

รศ.พญ.กนกรัตน์ พรพาณิชย์ หัวหน้าภาควิชาจักษุวิทยา ประธานร่วมของโครงการฯ กล่าวว่า “ในโครงการนี้เราได้ระดมทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง พร้อมด้วยเทคโนโลยีเลนส์แก้วตาเทียมที่มีประสิทธิภาพสูง และทีมสหวิชาชีพที่มีความพร้อมสูงสุดในการดูแลผู้ป่วยแบบครบวงจร ตั้งแต่ขั้นตอนการตรวจวินิจฉัย การเตรียมความพร้อมก่อนผ่าตัด ไปจนถึงการดูแลหลังผ่าตัด
เพื่อให้เกิดผลลัพธ์การรักษาที่ดีที่สุด โดยเราไม่ได้มุ่งหวังเพียงแค่การรักษาโรค แต่เป้าหมายสำคัญคือการ ยกระดับคุณภาพชีวิต เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันและมองเห็นได้ชัดเจนขึ้น โดยกำหนดวันผ่าตัดใหญ่ร่วมกันในวันที่ 20 – 21 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก”

ทั้งนี้ ผู้ป่วยโรคต้อกระจก, โรคข้อเข่า และข้อสะโพกเสื่อม ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ “93 ดวงตา 93 ข้อเทียม รวมพลังคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล น้อมถวายพระราชกุศลแด่ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” จะต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทย และเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก โดยจะต้องได้รับการตรวจวินิจฉัย การประเมินจากทีมแพทย์ นักสังคมสงเคราะห์ของโครงการ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  หน่วยตรวจโรคออร์โธปิดิคส์ โรงพยาบาลศิริราช โทร. 02-419-7968 แผนกศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์ ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก โทร. 02-849-6728 และ แผนกจักษุวิทยา ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก โทร. 02-849-6610

คืนสู่เหย้า CLCA-BLCU-Y1 2019 ฉลอง ไชนิส นิวเยียร์ ต้อนรับปีม้าไฟ

คืนสู่เหย้า CLCA-BLCU-Y1 2019 ฉลอง ไชนิส นิวเยียร์ ต้อนรับปีม้าไฟ

คืนสู่เหย้า CLCA-BLCU-Y1 2019 ฉลอง ไชนิส นิวเยียร์ ต้อนรับปีม้าไฟ

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.00 น.

ชมรมสายสัมพันธ์ไทย-จีน CLCA-BLCU-Y1 2019 นำโดย ดร.นุชนาถ วสุรัตน์ ประธานชมรม พร้อมด้วยคณะกรรมการสมาคม จัดงาน “สายสัมพันธ์ไทย-จีน 2019 Chinese New Year Celebration” ในคอนเซ็ปต์ “VOGUE International Fashion Week” โดยได้รับเกียรติจาก สนั่น อังอุบลกุล  ประธานกรรมการอาวุโสหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เป็นประธานเปิดงาน เมื่อค่ำวันที่ 14 มีนาคม 2569 ณ Grand Ballroom โรงแรม เจดับบลิว แมริออท สุขุมวิท

สนั่น อังอุบลกุล ประธานเปิดงาน พร้อมด้วยคณะกรรมการชมรมฯ นำโดย ดร.นุชนาถ วสุรัตน์, ศิริลักษณ์ ไม้ไทย, ลลิสา จงบารมี, ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี สมาชิก CLCA-BLCU-Y1 2019 และแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงาน อาทิ ท่านผู้หญิงภรณี มหานนท์, คุณหญิงโรส บริบาลบุรีภัณฑ์, คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล

สนั่น อังอุบลกุล ประธานเปิดงาน, คุณหญิงโรส บริบาลบุรีภัณฑ์, คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล ถ่ายภาพร่วมกับคณะกรรมการ ดร.นุชนาถ วสุรัตน์, ศิริลักษณ์ ไม้ไทย, ลลิสา จงบารมี, ดร.ลาลีวรรณ กาญจนารี และ รัญชา บริบาลบุรีภัณฑ์

ท่านผู้หญิงภรณี มหานนท์, คุณหญิงโรส บริบาลบุรีภัณฑ์, ฉวิวรรณ ปูรานิธิ และ ลลิสา จงบารี

คุณหญิงผะอบทิพย์ ศาตะมาน, ดร.สุรภีร์ โรจนวงศ์,สิริลักษณ์ ไม้ไทย, ดร.นุชนาถ วสุรัตน์, นันทชา สินพัฒนา และ ธิตินันท์ วัธนเวคิน

อรยาพร กาญจนจารี, ดร.วิฑูรย์ สิมะโชคดี,คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล, อุษณีย์ วรวงศ์วสุ, พูนสุข ประธานราษฎร์นิกร, สมถวิล ปธานวนิช

สมาชิก ชมรม วปรอ.4010 นำโดย ภรณี ลีนุตพงษ์, พันธุ์ทิพย์ สุรทิณฑ์, ดร.พรรณประภา อินทรวิทยนันท์ และ พล.อ.วัฒนา นาราคาม ร่วมงาน

ดร.นุชนาถ วสุรัตน์ ประธานชมรมสายสัมพันธ์ไทย-จีน กล่าวว่า งาน “สายสัมพันธ์ไทย-จีน 2019 Chinese New Year Celebration” เป็นงานที่ศิษย์เก่าหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงสายสัมพันธ์ไทย-จีน (CLCA) รุ่น 1 และรุ่น 2 พร้อมด้วยศิษย์เก่าหลักสูตรผู้บริหารรุ่นใหม่สายสัมพันธ์ไทย-จีน (Y1-BLCA) ซึ่งได้รวมตัวกันเป็น ชมรมศิษย์เก่าหลักสูตรสายสัมพันธ์ไทย-จีน(สพทจ.) ได้กลับมาพบปะสังสรรค์เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างศิษย์เก่าทั้ง 3 รุ่น และก่อให้เกิดสายสัมพันธ์อันดีระหว่างสมาชิก  โดยจัดขึ้นหลังวันตรุษจีน หรือวันปีใหม่จีน เป็นการแสดงพลังแห่งความสามัคคีกลมเกลียวของเพื่อน พี่ น้อง CLCA-BLCU-Y1

ประธานชมรม พร้อมด้วยนางแบบกิตติมศักดิ์  ดร.ปัญจรัตน์ มังกรกนก, รัญชา บริบาลบุรีภัณฑ์

สุขเทพ จันทร์ศรีชวาลา และจณิสตา เถาสุวรรณ์

สนั่น อังอุบลกุล มอบโชคอั่งเปาให้แก่ ดร.รณิดา นกไทยเจริญ

อิสราภรณ์-จักรพงศ์ ชนะธีระพงศ์, อรรถสิทธิ์ ดำรงรัตน์ และ แทนคุณ จิตต์อิสระ

ดร.วิฑูรย์ สิมะโชคดี วินัย พันธุรักษ์ และ รศ.นพ.ศุภชัย ถนอมทรัพย์

มยุรี เตยะราชกุล, สมถวิล ปธานวนิช และ เสาวนีย์ อักษรานุวัตร

พวงเพ็ญ จันทร์จรุงจิต, นฤพร กาญจนจารี และ อรยาพร กาญจนจารี

เพลงเพราะๆ จาก วินัย พันธุรักษ์ ศิลปินแห่งชาติ

งาน “สายสัมพันธ์ไทย-จีน 2019 Chinese New Year Celebration” จัดในคอนเซ็ปต์ “VOGUE International Fashion Week” ไฮไลท์อยู่ที่การแสดงแฟชั่นโชว์นานาชาติ ทั้ง ไทย จีน ฝรั่ง อินเดีย รวมถึงแฟชั่นโชว์ที่ได้แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ฮอลิวู้ดชื่อดัง อาทิ เจมส์ บอนด์ 007, Mr&Mrs Smith การขับร้องเพลงจากนักร้องมืออาชีพและนักร้องกิตติมศักดิ์ นำโดย สองศิลปินแห่งชาติ วินัย พันธุรักษ์ และ สุดา ชื่นบาน การจับฉลากมอบรางวัลผู้โชคดีเป็นของขวัญปีใหม่ติดไม้ติดมือกลับบ้าน

แม่เม้า-สุดา ชื่นบาน ศิลปินแห่งชาติโชว์พลังเสียง

มอเตอร์ไซค์นุ่งสั้น’ เวอร์ชั่นสุดมันส์จาก สริยา สิวายุ

ฮ่องเต้-ฮองเฮา โดย ดร.วิฑูรย์ สิมะโชคดี และ ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี

น.ท.พญ.อรวรรณ จิตเชวงกุล สวยสง่าในชุดไทยพระราชนิยม

รศ.นพ.ศุภชัย ถนอมทรัพย์ และ จณิสตา เถาสุวรรณ์ จากภาพยนตร์เรื่อง Dr.No 007

แฟชั่นโชว์สุดเฟี้ยวจากน้องๆ Y1

ปิดฉากสุดประทับใจ ‘Nan Craft Festival for All District’ ความสำเร็จที่มากกว่างานเทศกาล ยกระดับหัตถศิลป์น่านสู่ ‘Soft Power’ ระดับสากล

ปิดฉากสุดประทับใจ 'Nan Craft Festival for All District' ความสำเร็จที่มากกว่างานเทศกาล ยกระดับหัตถศิลป์น่านสู่ 'Soft Power' ระดับสากล

ปิดฉากสุดประทับใจ ‘Nan Craft Festival for All District’ ความสำเร็จที่มากกว่างานเทศกาล ยกระดับหัตถศิลป์น่านสู่ ‘Soft Power’ ระดับสากล

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.07 น.

สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน ประกาศความสำเร็จหลังจบงาน “Nan Craft Festival for All District คราฟต์ดีวิถีน่าน” ณ สวนสาธารณะริมน้ำน่าน เมื่อวันที่ 13-15 มีนาคมที่ผ่านมา พบยอดผู้เข้าชมงานและรายได้หมุนเวียนพุ่งสูง พร้อมประกาศความร่วมมือกับยักษ์ใหญ่ภาคเอกชน ต่อยอดงานคราฟต์จากภูมิปัญญาคนน่าน สู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน

3 ความสำเร็จหลักของโครงการเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันและยกระดับการท่องเที่ยวน่านสู่การท่องเที่ยวคุณภาพสูง ถือเป็นความสำเร็จจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำอย่างแท้จริง อันดับแรกคือ การปั้นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (Upskill & Design) โดยโครงการไม่ได้เริ่มต้นที่งานเทศกาล แต่เริ่มจากการลงพื้นที่พัฒนาทักษะกลุ่มหัตถกรรม 6 กลุ่ม และคัดเลือกผลงานต้นแบบที่โดดเด่น 32 ชิ้น จากทั้งหมด 90 ผลงาน มาบ่มเพาะด้านการตลาดและการออกแบบร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ จนสามารถยกระดับผลิตภัณฑ์ดั้งเดิมให้มีความร่วมสมัย

ความสำเร็จอันดับสองคือ การพิสูจน์ผลงานบนเวทีระดับประเทศ ก่อนจัดงานใหญ่ที่น่าน โดยผลผลิตจากโครงการได้ถูกนำไปทดสอบตลาดที่งาน “ไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 77” ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 5-8 มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับกระแสตอบรับอย่างดีเยี่ยม เป็นการเปิดทางให้งานคราฟต์น่านเป็นที่รู้จักในวงกว้าง

อันดับสาม งานเทศกาลหัตถกรรมริมน้ำน่าน ที่โชว์ 6 อัตลักษณ์งานคราฟต์น่าน ได้แก่  ผ้าทอพื้นเมือง เครื่องเงิน จักสาน แกะสลักไม้ งานปั้น และจิตรกรรมฝาผนังสกุลช่างน่าน ภายใต้ชื่องาน “Nan Craft Festival for All District คราฟต์ดีวิถีน่าน” เมื่อวันที่ 13-15 มีนาคมที่ผ่านมา โดยมี Craft Market กว่า 40 ร้าน พร้อมโซนอาหาร และยังเปิดพื้นที่การเรียนรู้ผ่าน Workshop ฟรี โดยครูช่างผู้เชี่ยวชาญ ทั้งหมด 8 workshop ด้วยกัน เช่น การแกะสลักหัวเรือ อัตลักษณ์น่านแท้ๆ โดยบ้านม่วงตึ๊ด การลงยาจี้เงิน โดยดอยซิลเวอร์  เรียนรู้การทำมัดย้อมชิโบริ โดย อ.เทิดศักดิ์ อินแสง สานดอกไม้ โดย แม่รัชนี สานศิลป์ เป็นต้น ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

อีกทั้งคนที่เข้าร่วมงานเทศกาลดังกล่าว ยังได้ดื่มด่ำกับดนตรีสดริมแม่น้ำน่าน ตั้งแต่เพลงพื้นเมืองไปจนถึงเพลงร่วมสมัย ตลอดทั้ง 3 วันของการจัดงาน โดยปิดท้ายอย่างยิ่งใหญ่ในวันที่ 15 มี.ค. ที่ผ่านมา กับการแสดงของศิลปินชื่อดัง “หญิง ธิติกานต์” ซึ่งเป็นการสร้างแรงบันดาลใจและสร้างรายได้ให้ชุมชนได้อย่างน่าประทับใจ

สำหรับก้าวต่อไปของโครงการฯ จะเป็นการจับมือกับพันธมิตรภาคเอกชนระดับประเทศ ซึ่งในพิธีเปิดงานฯ นางวิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน และ นายเสริฐ ไชยยานันตา ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน ได้กล่าวว่า ทางจังหวัดน่านจะมีการลงนาม MOU ร่วมกับ บริษัท เซ็นทรัลทำ วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด  และบริษัท เดอะ แกลเลอรี พัฒนา จำกัด เพื่อเตรียมขยายช่องทางจำหน่ายและเชื่อมโยงการลงทุนสู่ชุมชนโดยตรง ถือเป็นการต่อยอดงานคราฟต์ของจังหวัดน่าน สู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน เพื่อให้มั่นใจว่าภูมิปัญญาคนน่านจะสามารถพึ่งพาตนเองได้ทางเศรษฐกิจอย่างมั่นคง

“งาน Nan Craft Festival for All District ไม่เพียงแต่เป็นการโชว์ความสวยงามของผลิตภัณฑ์ แต่คือการแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของต้นทุนทางวัฒนธรรมน่าน ที่สามารถเติบโตควบคู่ไปกับการท่องเที่ยวสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว” นางวิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ได้กล่าวไว้ในพิธีเปิดงาน

สุดท้าย สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน ได้กล่าวย้ำว่า “เราไม่ได้มองแค่ยอดขายในงาน 3 วันเท่านั้น แต่เรากำลังสร้าง Ecosystem ที่แข็งแรง เพื่อให้ น่านเป็นจุดหมายปลายทางของงานคราฟต์ระดับโลก”

‘เทพไทย’ พัฒนาสู่ความสำเร็จยั่งยืน คว้ารางวัล ‘ธรรมาภิบาลดีเด่นแห่งปี’

‘เทพไทย’ พัฒนาสู่ความสำเร็จยั่งยืน คว้ารางวัล ‘ธรรมาภิบาลดีเด่นแห่งปี’

‘เทพไทย’ พัฒนาสู่ความสำเร็จยั่งยืน คว้ารางวัล ‘ธรรมาภิบาลดีเด่นแห่งปี’

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.59 น.

บริษัท เทพไทย โปรดัคท์ จำกัด ผู้ผลิต ยาสีฟันสมุนไพรไทย  ภายใต้แบรนด์ เทพไทย องค์กรที่มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพธุรกิจ พร้อมยืนหยัดเคียงข้างผู้บริโภคมาอย่างต่อเนื่อง หนึ่งเดียวในการเป็นเจ้าของภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย  ที่ใช้สมุนไพรต่างๆ ในประเทศไทย สร้างสรรค์ให้เป็นนวัตกรรมเพื่อสุขภาพของคนไทย จนประสบความสำเร็จอยู่แถวหน้า คว้ารางวัลใหญ่อีกครั้ง จากสถาบันป๋วย อึ้งภากรณ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และ สมาคมธนาคารไทย 4 สถาบันพันธมิตร ที่ร่วมกันคัดเลือกให้ เทพไทย โปรดัคท์ ได้รางวัลชนะเลิศ   “ธรรมาภิบาลดีเด่นแห่งปี 2569” โดยเข้ารับรางวัลดังกล่าวท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติทั้งจากสมาคมธนาคารไทย ภาครัฐและเอกชนมากมาย เมื่อวันจันทร์ที่ 9 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ ห้องภัทรรวมใจ อาคาร 2 ชั้น 2 ธนาคารแห่งประเทศไทย 

รางวัลธรรมาภิบาล คือ รางวัลเชิดชูเกียรติ สำหรับผู้ที่มีการบริหารจัดการที่ดี มีความโดดเด่นด้านความโปร่งใส ความรับผิดชอบและการมีส่วนร่วม โดยเน้น นวัตกรรมท้องถิ่นที่แก้ปัญหาได้จริง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ พร้อมกับการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน รางวัลนี้จึงเป็นการกระตุ้นให้เกิดการพัฒนา การทำงานให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลอย่างยั่งยืน รวมถึงผู้บริหารมีประสิทธิภาพจนเป็นแบบอย่างการทำธุรกิจ มีวิสัยทัศน์ก้าวไกล มุ่งสู่ความสำเร็จขององค์กร และรางวัลดังกล่าวยังส่งพลังบวก สร้างแรงบันดาลใจ ในการต่อยอดพัฒนาธุรกิจให้ยืนหยัดเป็นหนึ่งอยู่แถวหน้า เกิดการรับรู้ที่ดีในระดับนานาชาติและฐานลูกค้ามากมาย พร้อม ๆ กับการนำองค์กรให้เดินหน้าไปอย่างมั่นคง 

นายกร สุริยพันธุ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทพไทย โปรดัคท์ จำกัด กล่าวถึงการเดินทาง ของ ‘เทพไทย’ ว่า “ตลอดระยะเวลา 22 ปี ในการทำธุรกิจ ตั้งแต่เราเป็น OTOP จนมาเป็นบริษัทที่ทุกท่านรู้จักในวันนี้ เรียกได้ว่าไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ต้องผ่านการตัดสินใจที่ยากในหลายๆ ครั้ง เพื่อจะยกระดับองค์กร รวมถึงการยกระดับบุคลากร ให้เติบโตไปพร้อมกับมาตรฐานที่มี การหากลยุทธ์ในการแข่งขัน เพื่อสร้างโอกาส การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสินค้าบ้านๆ ให้ทุกคนสามารถรู้จักและเข้าถึง ไม่ใช่สิ่งที่ง่ายสำหรับเราเลย”

สำหรับความสำคัญในการบริหารตามหลักธรรมาภิบาล ผู้บริหาร เทพไทย กล่าวว่า “มิติของหลักธรรมาภิบาลที่มุ่งเน้นหลักๆ มีอยู่ 3 มิติ นั่นก็คือ ด้านพนักงาน เนื่องจากเรามุ่งเน้นการสร้างความเข้มแข็งจากภายใน ใส่ใจความเป็นอยู่ของบุคลากรของเรา เป็นที่หนึ่ง เพราะไม่สามารถทำธุรกิจได้ด้วยตัวคนเดียว การมีบุคลากรที่เข้มแข็งและทุ่มเท เพื่อเป้าหมายองค์กรได้นั้น ความเป็นอยู่ด้านสวัสดิการจะต้องครอบคลุมหรือมากกว่าตามที่กฎหมายกำหนด และสามารถมัดใจบุคลากรได้ เรียกได้ว่า ใจซื้อใจแบบวินๆ  เช่น สวัสดิการตามกฎหมายที่มี สวัสดิการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โบนัส การท่องเที่ยวประจำปี เงินคลอดบุตร เงินช่วยงานบวช แจกข้าวสารคนละ 10 กิโลต่อเดือน  ไปเยี่ยมไข้ หรือพนักงานแต่งงาน เรามองทุกคนคือครอบครัว เพียงแต่เป็นครอบครัวที่ใหญ่เท่านั้นเอง ด้านผู้บริโภค ก็มองว่าการส่งมอบสินค้าที่มีคุณภาพแก่ผู้บริโภคคืองานหลักที่สำคัญมากของเรา อะไรก็แล้วแต่ที่เสี่ยงต่อคุณภาพผลิตภัณฑ์ แม้เพียงแค่หนึ่งเปอร์เซ็นต์เราก็ไม่เสี่ยง รวมไปถึงการสื่อสาร การให้ความรู้ และช่องทางการสอบถามของผู้บริโภค ที่สามารถตอบปัญหาหรือข้อสงสัยได้อย่างรวดเร็ว เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่น และเกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค และสุดท้าย ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม  มุ่งเน้นในการใช้พลังงานทดแทนหรือหลัก ESG  การใช้พลังงานสะอาด       การมองหาโครงการเพื่อลดพลังงานในภายในองค์กรอย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญองค์กร เลือกที่ตั้งอยู่ที่อำเภอนาหม่อม เพื่อส่งเสริมการจ้างงานในชุมชนเป็นหลัก เพราะด้วยแนวคิดที่ว่า ถ้าหากผู้ประกอบการทุกคนคิดว่าจะเข้าไปหากำไรที่เพิ่มขึ้น หรือต้นทุนที่ลดลงจากการเข้าไปสร้างอยู่ในปริมณฑล ใครจะเป็นคนช่วยพัฒนาคนในพื้นที่และท้องถิ่น เป็นการสร้างชุมชนและสังคมที่เข้มแข็ง นอกจากนี้ก็ยังมีโครงการ CSR ต่างๆ ที่เข้าไปช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ในเรื่องของความเป็นอยู่ เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของแต่ละคน ที่จะช่วยให้เขาดีขึ้น” 

ส่วนการได้รับการยกย่องจนได้รับ ‘รางวัลธรรมาภิบาลดีเด่น’ ผู้บริหารเทพไทย เปิดใจว่า  “ในฐานะตัวแทนขององค์กร รู้สึกภาคภูมิใจแทนบุคลากรทุกท่าน เพราะมันสะท้อนถึงสิ่งที่เราร่วมกันทำมา เป็นการการันตีด้วยผลงานและรางวัลว่า เป้าหมายของเราในการสร้างองค์กรที่เข้มแข็งร่วมกับสังคมที่เข้มแข็งนั้น ได้เดินมาถูกทางแล้ว ขอขอบคุณ สถาบันป๋วย อึ้งภากรณ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และ สมาคมธนาคารไทย 4 สถาบัน ที่เล็งเห็นและพิจารณาคัดเลือกร่วมกันให้ บริษัท เทพไทย โปรดัคท์ จำกัด ได้รับรางวัล ‘ธรรมาภิบาลดีเด่นแห่ง’ ในปีนี้”  

พร้อมกับกล่าวทิ้งท้ายถึงอนาคต ‘เทพไทย’ ไว้ว่า “อยากให้ ‘เทพไทย’ เป็นตัวแทนของคนไทยทั้งในประเทศ และต่างประเทศ อยากให้ทุกคนภูมิใจกับผลิตภัณฑ์ไทย โดยฝีมือคนไทย ที่สามารถไปไกลระดับโลก สามารถแข่งขันกับต่างชาติได้”