อธิบดีกรมฝนหลวง ลงพื้นที่บึงกาฬ ลุยแก้ฝุ่นพิษ P.M.2.5

อธิบดีกรมฝนหลวง ลงพื้นที่บึงกาฬ ลุยแก้ฝุ่นพิษ P.M.2.5

อธิบดีกรมฝนหลวง ลงพื้นที่บึงกาฬ ลุยแก้ฝุ่นพิษ P.M.2.5

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.16 น.

วันที่ 12 เมษายน 2569 เวลา 13.00 น. นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 อย่างใกล้ชิด ณ บริเวณริมโขงลานพญานาค อำเภอปากคาด จังหวัดบึงกาฬ หลังพบว่าพื้นที่กำลังเผชิญภาวะฝุ่นละอองในระดับวิกฤต

ในการนี้ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้สั่งการให้เปิดหน่วยดัดแปรสภาพอากาศ จังหวัดขอนแก่น เพื่อเร่งดำเนินภารกิจบรรเทาปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 โดยจัดเตรียมเครื่องบินขนาดเล็กจำนวน 3 ลำ ประจำฐานปฏิบัติการ พร้อมขึ้นบินปฏิบัติการในพื้นที่เป้าหมายอย่างต่อเนื่อง

สำหรับพื้นที่ดำเนินการครอบคลุมจังหวัดบึงกาฬ หนองคาย นครพนม อุดรธานี และจังหวัดใกล้เคียงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดความเข้มข้นของฝุ่นละอองในอากาศและบรรเทาผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่อย่างเร่งด่วน

ทั้งนี้ กรมฝนหลวงและการบินเกษตรจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และปรับแผนการปฏิบัติการให้สอดคล้องกับสภาพอากาศ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดต่อไป.

กรมการข้าว เตรียมแจก ‘เมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน 7 พันธุ์’ เนื่องในพระราชพิธีพืชมงคลฯ ปี 69 เปิดลงทะเบียนแล้ววันนี้

กรมการข้าว เตรียมแจก ‘เมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน 7 พันธุ์’ เนื่องในพระราชพิธีพืชมงคลฯ ปี 69 เปิดลงทะเบียนแล้ววันนี้

กรมการข้าว เตรียมแจก ‘เมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน 7 พันธุ์’ เนื่องในพระราชพิธีพืชมงคลฯ ปี 69 เปิดลงทะเบียนแล้ววันนี้

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.36 น.

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า เนื่องในวันพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญประจำปี 2569 นี้ กรมการข้าวได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต จากพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว นำเมล็ดพันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทานทั้งหมด 
7 พันธุ์ จำนวน 2,800 กิโลกรัม นำเข้าพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งจะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 
13 พฤษภาคม 2569  และนำไปบรรจุซองพลาสติก จำนวน 400,000 ซอง เพื่อแจกจ่ายให้ผู้สนใจและชาวนาทั่วประเทศ รับไปเป็นมิ่งขวัญและสิริมงคล ประกอบด้วย 

1) ขาวดอกมะลิ 105 เป็นข้าวเจ้าที่ทนแล้งได้ดีพอสมควร เมล็ดข้าวสารใส แกร่ง คุณภาพการสีดี คุณภาพการหุงต้มดี อ่อนนุ่ม มีกลิ่นหอม ทนต่อสภาพดินเปรี้ยวและดินเค็ม จำนวน 1,200 กิโลกรัม บรรจุ 153,000 ซอง    

2) กข6 เป็นข้าวเหนียวให้ผลผลิตสูงและทนแล้งดีกว่าพันธุ์เหนียวสันป่าตอง คุณภาพการหุงต้มดี จำนวน 500 กิโลกรัม บรรจุ 77,000 ซอง  

3) กข79 (ชัยนาท 62) เป็นข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง ปริมาณอมิโลสตํ่า (16.82 %) คุณภาพเมล็ดทางกายภาพดี เป็นข้าวเจ้า เมล็ดยาวเรียว ท้องไข่น้อย คุณภาพการสีดีมาก สามารถผลิตเป็นข้าวสาร 100 เปอร์เซ็นต์ ชั้น 1 ได้ จำนวน 400 กิโลกรัม บรรจุ 62,000 ซอง    

4) กข85 เป็นข้าวเจ้าพื้นแข็ง เป็นข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง ปลูกได้ทั้งนาปี และนาปรัง ทนต่อสภาพอากาศเย็น คุณภาพการสีดีมาก ท้องไข่น้อย ให้ผลผลิตสูงถึง 862 กิโลกรัมต่อไร่ จำนวน 200 กิโลกรัม บรรจุ 30,000 ซอง

5) กข99 (หอมคลองหลวง 72) เป็นข้าวเจ้าหอมพื้นนุ่ม ไม่ไวต่อช่วงแสง ศักยภาพการให้ผลผลิต 957 กิโลกรัมต่อไร่ ข้าวสุก มีกลิ่นนหอม เนื้อสัมผัสค่อนข้างเหนียวและนุ่ม คุณภาพการสีดีมาก สามารถผลิตเป็นข้าวสาร 100 เปอร์เซ็นต์ ชั้น 1 ได้ จำนวน 100 กิโลกรัม บรรจุ 15,000 ซอง

6) กข109 (หอมพัทลุง 72) เป็นข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง คุณภาพการสีดีมาก ข้าวสวยมีสีขาว นุ่ม เหนียว และมีกลิ่นหอม ศักยภาพการให้ผลผลิตสูงสุดในแปลงนาเกษตรกร 1,086 กิโลกรัมต่อไร่เหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่นาชลประทานภาคใต้จำนวน 100 กิโลกรัม บรรจุ 15,000 ซอง

7) กข26 (เชียงราย 72) เป็นข้าวเหนียว ไม่ไวต่อช่วงแสง อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 130 วัน ความสูงประมาณ 111 เซนติเมตร ศักยภาพการให้ผลผลิต 1,152กิโลกรัมต่อไร่สูงกว่าพันธุ์สันป่าตอง 1 อายุเก็บเกี่ยวสั้นกว่าพันธุ์สันป่าตอง 1 และกข14 ประมาณ 5-6 วัน  ต้านทานต่อโรคไหม้ระยะกล้าในภาคเหนือตอนบน บรรจุ 48,000 ซอง

สำหรับประชาชนที่สนใจพันธุ์ข้าวพระราชทาน สามารถสอบถามได้ที่ กรมการข้าว กองเมล็ดพันธุ์ข้าวที่เบอร์โทรศัพท์ 02-561-3794 และศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวทั้ง 33 แห่ง ศูนย์วิจัยข้าวทั้ง 27 แห่ง และสถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ จังหวัดสุพรรณบุรี อีกทั้งนอกจากนี้ ผู้ที่สนใจยังสามารถรับเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทานผ่านการลงทะเบียนออนไลน์ได้ที่ https://rice.moac.go.th/ หรือ Scan QR Code ตามที่ปรากฏ ได้ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2569 ไปจนถึงวันที่ 30 เมษายน 2569 โดยกรุงเทพฯ สามารถรับพันธุ์ข้าวพระราชทานได้ตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม – 16 มิถุนายน 2569 ณ อาคารสำนักงานกรมการข้าว ชั้น 1 ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขนและส่วนภูมิภาคสามารถรับได้ที่สำนักงานเกษตรจังหวัด กรมส่งเสริมการเกษตร ในวันและเวลาราชการ

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ลุยเชียงใหม่ ติดตามปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศบรรเทาปัญหาฝุ่น PM 2.5 พื้นที่ภาคเหนือ

'อธิบดีกรมฝนหลวง'ลุยเชียงใหม่ ติดตามปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศบรรเทาปัญหาฝุ่น PM 2.5 พื้นที่ภาคเหนือ

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ลุยเชียงใหม่ ติดตามปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศบรรเทาปัญหาฝุ่น PM 2.5 พื้นที่ภาคเหนือ

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.12 น.

วันที่ 9 เมษายน 2569 เวลา 09.00 น. นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร พร้อมด้วย นายไพจิตร เค้ากล้า รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านวิชาการ และคณะ ลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เพื่อติดตามการปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือ โดยมี นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายพรพิทักษ์ แม้นศิริ รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ และคณะ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่เข้าร่วมประชุม ติดตามการปฏิบัติภารกิจในการดัดแปรสภาพอากาศ เพื่อบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่มีค่าเกินมาตรฐาน ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ พร้อมสั่งการให้ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือให้วางแผนและปฏิบัติการบรรเทาปัญหาฝุ่น ละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ให้อยู่ในค่าเกณฑ์มาตรฐาน โดยตัวชี้วัดเพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าหากปริมาณฝุ่นลดลงก็จะสามารถมองเห็นดอยสุเทพได้

รวมถึงสั่งการให้ส่งเฮลิคอปเตอร์เพิ่ม 2 ลำ เพื่อเสริมกำลังสนับสนุนภารกิจดับไฟป่าในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ด้วยการจัดส่งอากาศยานแบบเฮลิคอปเตอร์เพิ่มเติมจำนวน 2 ลำ ได้แก่ รุ่น Bell 407 และ H130 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติการควบคุมและยับยั้งสถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่เสี่ยง ในการเร่งแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศและสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฮลิคอปเตอร์ทั้งสองลำจะเข้าปฏิบัติภารกิจร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การควบคุมสถานการณ์เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ณ หน่วยดัดแปรสภาพอากาศ จ.เชียงใหม่

– 006

เปิดลงทะเบียนแล้ว กรมการข้าว เตรียมแจก เมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน 7 พันธุ์ เนื่องในพระราชพิธีพืชมงคลฯ ปี 69

เปิดลงทะเบียนแล้ว กรมการข้าว เตรียมแจก เมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน 7 พันธุ์ เนื่องในพระราชพิธีพืชมงคลฯ ปี 69

เปิดลงทะเบียนแล้ว กรมการข้าว เตรียมแจก เมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน 7 พันธุ์ เนื่องในพระราชพิธีพืชมงคลฯ ปี 69

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.04 น.

กรมการข้าว เตรียมแจก เมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน 7 พันธุ์ เนื่องในพระราชพิธีพืชมงคลฯ ปี 69 เปิดลงทะเบียนแล้ววันนี้

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า เนื่องในวันพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญประจำปี 2569 นี้ กรมการข้าวได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต จากพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว นำเมล็ดพันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทานทั้งหมด 7 พันธุ์ จำนวน 2,800 กิโลกรัม นำเข้าพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งจะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคม 2569  และนำไปบรรจุซองพลาสติก จำนวน 400,000 ซอง เพื่อแจกจ่ายให้ผู้สนใจและชาวนาทั่วประเทศ รับไปเป็นมิ่งขวัญและสิริมงคล ประกอบด้วย 

1) ขาวดอกมะลิ 105 เป็นข้าวเจ้าที่ทนแล้งได้ดีพอสมควร เมล็ดข้าวสารใส แกร่ง คุณภาพการสีดี คุณภาพการหุงต้มดี อ่อนนุ่ม มีกลิ่นหอม ทนต่อสภาพดินเปรี้ยวและดินเค็ม จำนวน 1,200 กิโลกรัม บรรจุ 153,000 ซอง    

2) กข6 เป็นข้าวเหนียวให้ผลผลิตสูงและทนแล้งดีกว่าพันธุ์เหนียวสันป่าตอง คุณภาพการหุงต้มดี จำนวน 500 กิโลกรัม บรรจุ 77,000 ซอง  

3) กข79 (ชัยนาท 62) เป็นข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง ปริมาณอมิโลสตํ่า (16.82 %) คุณภาพเมล็ดทางกายภาพดี เป็นข้าวเจ้า เมล็ดยาวเรียว ท้องไข่น้อย คุณภาพการสีดีมาก สามารถผลิตเป็นข้าวสาร 100 เปอร์เซ็นต์ ชั้น 1 ได้ จำนวน 400 กิโลกรัม บรรจุ 62,000 ซอง     

4) กข85 เป็นข้าวเจ้าพื้นแข็ง เป็นข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง ปลูกได้ทั้งนาปี และนาปรัง ทนต่อสภาพอากาศเย็น คุณภาพการสีดีมาก ท้องไข่น้อย ให้ผลผลิตสูงถึง 862 กิโลกรัมต่อไร่ จำนวน 200 กิโลกรัม บรรจุ 30,000 ซอง

5) กข99 (หอมคลองหลวง 72) เป็นข้าวเจ้าหอมพื้นนุ่ม ไม่ไวต่อช่วงแสง ศักยภาพการให้ผลผลิต 957 กิโลกรัมต่อไร่ ข้าวสุก มีกลิ่นนหอม เนื้อสัมผัสค่อนข้างเหนียวและนุ่ม คุณภาพการสีดีมาก สามารถผลิตเป็นข้าวสาร 100 เปอร์เซ็นต์ ชั้น 1 ได้ จำนวน 100 กิโลกรัม บรรจุ 15,000 ซอง

6) กข109 (หอมพัทลุง 72) เป็นข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง คุณภาพการสีดีมาก ข้าวสวยมีสีขาว นุ่ม เหนียว และมีกลิ่นหอม ศักยภาพการให้ผลผลิตสูงสุดในแปลงนาเกษตรกร 1,086 กิโลกรัมต่อไร่เหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่นาชลประทานภาคใต้จำนวน 100 กิโลกรัม บรรจุ 15,000 ซอง

7) กข26 (เชียงราย 72) เป็นข้าวเหนียว ไม่ไวต่อช่วงแสง อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 130 วัน ความสูงประมาณ 111 เซนติเมตร ศักยภาพการให้ผลผลิต 1,152กิโลกรัมต่อไร่สูงกว่าพันธุ์สันป่าตอง 1 อายุเก็บเกี่ยวสั้นกว่าพันธุ์สันป่าตอง 1 และกข14 ประมาณ 5-6 วัน  ต้านทานต่อโรคไหม้ระยะกล้าในภาคเหนือตอนบน บรรจุ 48,000 ซอง

สำหรับประชาชนที่สนใจพันธุ์ข้าวพระราชทาน สามารถสอบถามได้ที่ กรมการข้าว กองเมล็ดพันธุ์ข้าวที่เบอร์โทรศัพท์ 02-561-3794 และศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวทั้ง 33 แห่ง ศูนย์วิจัยข้าวทั้ง 27 แห่ง และสถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ จังหวัดสุพรรณบุรี อีกทั้งนอกจากนี้ ผู้ที่สนใจยังสามารถรับเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทานผ่านการลงทะเบียนออนไลน์ได้ที่ https://rice.moac.go.th/ หรือ Scan QR Code ตามที่ปรากฏ ได้ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2569 ไปจนถึงวันที่ 30 เมษายน 2569 โดยกรุงเทพฯ สามารถรับพันธุ์ข้าวพระราชทานได้ตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม – 16 มิถุนายน 2569 ณ อาคารสำนักงานกรมการข้าว ชั้น 1 ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขนและส่วนภูมิภาคสามารถรับได้ที่สำนักงานเกษตรจังหวัด กรมส่งเสริมการเกษตร ในวันและเวลาราชการ

‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’โปรดเกล้าฯ พระราชทานแจกันดอกไม้ แสดงความยินดี’สุชาติ’นั่ง รมว.ทส.

'เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ'โปรดเกล้าฯ พระราชทานแจกันดอกไม้ แสดงความยินดี'สุชาติ'นั่ง รมว.ทส.

‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’โปรดเกล้าฯ พระราชทานแจกันดอกไม้ แสดงความยินดี’สุชาติ’นั่ง รมว.ทส.

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.35 น.

เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้แทนพระองค์ อัญเชิญแจกันดอกไม้พระราชทาน เพื่อแสดงความยินดีแก่ นายสุชาติ ชมกลิ่น ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ในการนี้ โปรดเกล้าฯ ให้ พลเอก ศิวะ ภระมรทัต กรมวังผู้ใหญ่ ประจำวังศุโขทัย เป็นผู้แทนพระองค์ อัญเชิญแจกันดอกไม้พระราชทานมอบแก่ นายสุชาติ ชมกลิ่น ภายหลังได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ณ ห้องศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช อาคารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

– 006

‘สำนักพัฒนาอาหารสัตว์ กรมปศุสัตว์’ปลดล็อกวิกฤตอาหารสัตว์ เร่งผลักดัน’หมู่บ้านอาหารสัตว์ยั่งยืน’ลดต้นทุน-สร้างความยั่งยืน

'สำนักพัฒนาอาหารสัตว์ กรมปศุสัตว์'ปลดล็อกวิกฤตอาหารสัตว์ เร่งผลักดัน'หมู่บ้านอาหารสัตว์ยั่งยืน'ลดต้นทุน-สร้างความยั่งยืน

‘สำนักพัฒนาอาหารสัตว์ กรมปศุสัตว์’ปลดล็อกวิกฤตอาหารสัตว์ เร่งผลักดัน’หมู่บ้านอาหารสัตว์ยั่งยืน’ลดต้นทุน-สร้างความยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.28 น.

เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ทั่วประเทศยังเผชิญวิกฤตต้นทุนอาหารสัตว์พุ่งสูง โดยเฉพาะช่วงฤดูแล้งที่หญ้าสดขาดแคลน ส่งผลให้สัตว์ขาดสารอาหาร สุขภาพไม่สมบูรณ์ และให้ผลผลิตลดลงอย่างต่อเนื่อง

ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว สำนักพัฒนาอาหารสัตว์ กรมปศุสัตว์ เร่งเดินหน้าศึกษา วิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีด้านอาหารสัตว์ที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ ครอบคลุมตั้งแต่การปลูกพืชอาหารสัตว์ การจัดการแปลง การผลิต การเก็บสำรอง ไปจนถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง พร้อมพัฒนาต้นแบบการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ สู่การสาธิตและขยายผลให้เกษตรกรสามารถนำไปใช้ได้จริงในพื้นที่ของตนเอง

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ ได้ขับเคลื่อนโครงการ “หมู่บ้านอาหารสัตว์ยั่งยืน” ในพื้นที่ 32 จังหวัดทั่วประเทศ เน้นส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มจัดทำแปลงพืชอาหารสัตว์ในชุมชน เพื่อผลิตอาหารสัตว์คุณภาพใช้เอง ลดการพึ่งพาจากภายนอก และสร้างแหล่งสำรองในช่วงวิกฤต ซึ่งแนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดต้นทุนการเลี้ยงสัตว์ แต่ยังส่งเสริมการใช้ทรัพยากรในพื้นที่อย่างคุ้มค่า เกิดการเรียนรู้ร่วมกันของคนในชุมชน และสร้างความมั่นคงด้านอาหารสัตว์ในระยะยาว

นอกจากนี้ การยกระดับภาคปศุสัตว์ให้มีคุณภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยการเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการบริหารจัดการที่เหมาะสม ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาศักยภาพเกษตรกรไทยในอนาคต

รับชมเพิ่มเติมได้ที่ ลิงก์วิดีโอ : https://youtu.be/Y8apZeKqfRM

จับตา! โควตานม’69 เมื่อผลประชาพิจารณ์-หลักเกณฑ์ใหม่ยังคลุมเครือ

จับตา! โควตานม’69 เมื่อผลประชาพิจารณ์-หลักเกณฑ์ใหม่ยังคลุมเครือ

จับตา! โควตานม’69 เมื่อผลประชาพิจารณ์-หลักเกณฑ์ใหม่ยังคลุมเครือ

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.03 น.

ประเด็นร้อน “โครงการนมโรงเรียน ปีการศึกษา 2569” กำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนักในสังคม หลังพบข้อสังเกตสำคัญเกี่ยวกับความโปร่งใสของกระบวนการกำหนดหลักเกณฑ์ และความชัดเจนของระบบจัดสรรโควตา

จุดที่ถูกวิพากษ์มากที่สุด คือ การไม่เปิดเผยผลการประชาพิจารณ์ ทั้งในส่วนของความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และข้อสรุปที่ถูกนำไปใช้จริง ทั้งที่กระบวนการดังกล่าวควรเป็นกลไกสำคัญในการสะท้อนเสียงของเกษตรกรและผู้ประกอบการในระบบ

ขณะเดียวกัน แม้จะมีการประกาศหลักเกณฑ์ใหม่ออกมา แต่กลับพบว่า ยังไม่มีการระบุ “สัดส่วนโควตา” อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของปัญหาที่ถกเถียงกันมายาวนาน โดยเฉพาะประเด็นสัดส่วน 70:30 ที่ยังคงเป็นข้อถกเถียงในอุตสาหกรรมโคนม

การไม่มีตัวเลขกำกับชัดเจน ทำให้เกิดข้อกังวลว่า อาจเปิดช่องให้เกิดการตีความและการจัดสรรที่ไม่เป็นธรรมในทางปฏิบัติ และอาจนำไปสู่ปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้ประกอบการและเกษตรกร

นอกจากนี้ แม้หลักเกณฑ์ใหม่จะเพิ่มมาตรการควบคุมคุณภาพน้ำนมและบทลงโทษที่เข้มงวดขึ้น แต่กลับถูกตั้งคำถามว่า สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาด และการเข้าถึงตลาดของเกษตรกรรายย่อย

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดคำถามสำคัญต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า เหตุใดผลประชาพิจารณ์จึงไม่ถูกเปิดเผยหลักเกณฑ์ใหม่สะท้อนเสียงของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจริงหรือไม่ และโครงสร้างการจัดสรรที่ยังไม่ชัดเจน จะนำไปสู่ความเป็นธรรมได้อย่างไร

ท่ามกลางแรงกดดันที่เพิ่มขึ้น โครงการนมโรงเรียนซึ่งเกี่ยวข้องกับทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการ และเด็กนักเรียนทั่วประเทศ อาจกำลังเผชิญ “วิกฤตความเชื่อมั่น” หากไม่สามารถสร้างความชัดเจนและความโปร่งใสได้ในระยะอันใกล้

‘ฝนหลวงฯ’เดินหน้าทำฝน แก้ปัญหาหมอกควัน’เชียงใหม่-ลำพูน-แม่ฮ่องสอน-เชียงราย’ ตั้งเป้าหมายมีฝนตกเย็นนี้

'ฝนหลวงฯ'เดินหน้าทำฝน แก้ปัญหาหมอกควัน'เชียงใหม่-ลำพูน-แม่ฮ่องสอน-เชียงราย' ตั้งเป้าหมายมีฝนตกเย็นนี้

‘ฝนหลวงฯ’เดินหน้าทำฝน แก้ปัญหาหมอกควัน’เชียงใหม่-ลำพูน-แม่ฮ่องสอน-เชียงราย’ ตั้งเป้าหมายมีฝนตกเย็นนี้

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.29 น.

วันที่ 6 เมษายน 2569 นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า จากที่เมื่อวานนี้ (5 เม.ย. 2569) กรมฝนหลวงและการบินเกษตร โดยหน่วยดัดแปรสภาพอากาศ จ.เชียงใหม่ ส่งเครื่องบิน 7 ลำ ปฏิบัติการเช้า-บ่าย เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ให้กับพื้นที่ จ.เชียงใหม่ และจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งผลหลังการปฏิบัติการพบว่ามีฝนตกบริเวณ อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ อ.ลี้ จ.ลำพูน และ อ.เถิน จ.ลำปาง โดยช่วงเช้าที่ผ่านมายังได้รับการรายงานจากอาสาสมัครฝนหลวงในพื้นที่ จ.ลำพูน เพิ่มเติมด้วยว่า มีฝนตกบริเวณ ต.นาทราย ต.ก้อ อ.ลี้ จ.ลำพูน เป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่ปิง วัดปริมาณน้ำฝนได้ประมาณ 10-20 มิลลิเมตร รวมถึง ค่าคุณภาพอากาศหลังปฏิบัติการระบายฝุ่นละออง ณ เวลา 17.00 น. จ.เชียงใหม่ วานนี้มีค่า AQI 162 (สีแดง) จากช่วงเช้าในเวลา 08.00 น. ที่มีค่า AQI 228 (สีม่วง) ซึ่งทำให้ค่าคุณภาพดีขึ้น

สำหรับในเช้าวันนี้ ค่าคุณภาพอากาศของ จ.เชียงใหม่ ณ เวลา 08.00 น.มีค่า AQI 190 อยู่ในระดับส่งผลกระทบต่อสุขภาพ (สีแดง) จึงสั่งการให้หน่วยฯ จ.เชียงใหม่ วางแผนปฏิบัติการ อย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มตั้งแต่เวลา 10.30 น. ได้แก่ เครื่องบิน CN 2221 ปฏิบัติการสเปรย์น้ำเย็น บริเวณ อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ เครื่องบิน CASA 1541 ปฏิบัติการสเปรย์น้ำเย็น บริเวณ อ.ลี้ จ.ลำพูน เครื่องบิน CASA 1545 ปฏิบัติการสเปรย์น้ำเย็น บริเวณ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ต่อจากนั้นเวลา 10.45 น. เครื่องบิน CASA 1544 ปฏิบัติการก่อเมฆเพื่อดูดซับและระบายฝุ่นละอองบริเวณ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เครื่องบิน CASA 1547 ปฏิบัติการก่อเมฆเพื่อดูดซับและระบายฝุ่นละอองบริเวณ อ.กัลยาณิวัฒนา จ.เชียงใหม่ – อ.เมืองจ.แม่ฮ่องสอน และเครื่องบิน L2611 ปฏิบัติการก่อเมฆเพื่อดูดซับและระบายฝุ่นละอองบริเวณ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน – อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ซึ่งผลปฏิบัติการ

ทั้งนี้ จากข้อมูลดาวเทียมและเรดาร์เมื่อเวลา 12.00 น. พบว่า เริ่มมีเมฆก่อตัว โดยจะวางแผนปฏิบัติการเลี้ยงเมฆต่อเนื่อง และคาดว่าจะมีฝนบริเวณพื้นที่อ.อมก๋อย อ.แม่แจ่ม อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ อ.ขุนยวม อ.ปาย อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน อ.เชียงคาย จ.เลย อ.พาน จ.เชียงราย

โดยต่อมาในช่วงบ่ายได้ติดตามสภาพอากาศและวางแผนทำงานต่อเนื่องอีก 8 เที่ยวบิน ในเวลา 14.30 น. โดยใช้เครื่องบิน CASA ลำที่ 1 ปฏิบัติการเลี้ยงเมฆบริเวณ อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ และ อ.แม่สรวย – อ.เมือง จ.เชียงราย เครื่องบิน CASAลำที่ 2 ปฏิบัติการเลี้ยงเมฆบริเวณ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน – อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เครื่องบินL410 ลำที่ 1 ปฏิบัติการเลี้ยงเมฆบริเวณ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ เครื่องบิน L410 ลำที่ 2 ปฏิบัติการเลี้ยงเมฆบริเวณ อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ และในเวลา 15.00 น. จะใช้เครื่องบิน CN 1 ลำ ปฏิบัติการสเปรย์น้ำเย็นบริเวณ อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ เครื่องบิน CASA ลำที่ 1ปฏิบัติการสเปรย์น้ำเย็นบริเวณ อ.ลี้ จ.ลำพูน และเครื่องบิน CASA ลำที่ 2 ปฏิบัติการสเปรย์น้ำเย็นบริเวณ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ทั้งนี้ หวังผลปฏิบัติการจากการเลี้ยงเมฆให้พัฒนาตัวเพื่อเพิ่มโอกาสให้เกิดฝนตกในพื้นที่เป้าหมายเย็นวันนี้

– 006

ทองคำสีอำพัน! เกษตรกรตรังโชว์เลี้ยง ‘ชันโรง’ ออเดอร์ทะลัก-ผลผลิตไม่พอขาย

ทองคำสีอำพัน! เกษตรกรตรังโชว์เลี้ยง 'ชันโรง' ออเดอร์ทะลัก-ผลผลิตไม่พอขาย

ทองคำสีอำพัน! เกษตรกรตรังโชว์เลี้ยง ‘ชันโรง’ ออเดอร์ทะลัก-ผลผลิตไม่พอขาย

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.11 น.

ทองคำสีอำพัน! เกษตรกรตรังโชว์เลี้ยง ‘ชันโรง’ พันธุ์ขนเงิน เก็บน้ำผึ้งเดือน 5 ขายดีซีซีละ 1.50 บาท ออเดอร์ทะลักข้ามปี-ผลผลิตไม่พอขาย

วันที่ 6 เม.ย. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ณ หมู่ที่ 3 ต.บางเป้า อ.กันตัง จ.ตรัง นายอับดลรักหีม อวนข้อง เกษตรกรวัย 59 ปี ประสบความสำเร็จในการใช้พื้นที่ว่างรอบบ้านเลี้ยง ‘ผึ้งจิ๋ว’ หรือ ‘ชันโรง’ (ภาษาใต้เรียก ‘อุง’) พันธุ์ขนเงิน เพื่อเก็บน้ำผึ้งคุณภาพสูงจำหน่าย โดยเฉพาะในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ซึ่งเป็นช่วงหน้าแล้งที่น้ำผึ้งมีความเข้มข้นสูงสุด หรือที่เรียกว่า ‘น้ำผึ้งเดือน 5’

นายอับดลรักหีม เปิดเผยว่า น้ำผึ้งชันโรงที่ได้จะมีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ คือหวาน หอม และอมเปรี้ยวเล็กน้อย เนื่องจากผึ้งไปเก็บเกสรจากดอกมะพร้าว ดอกปาล์ม และดอกไม้ในป่าชายเลนข้างบ้าน ซึ่งน้ำผึ้งชนิดนี้มีราคาสูงกว่าน้ำผึ้งทั่วไปถึง 2 เท่า เพราะชันโรงมีขนาดเล็ก น้ำหวานน้อย และหาแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ยาก ปัจจุบันตนจำหน่ายในราคา ซีซีละ 1.50 บาท (หรือขวดละ 100-1,200 บาทตามขนาด) โดยใน 1 กล่องจะเก็บน้ำผึ้งได้ประมาณ 300-400 ซีซี ซึ่งตอนนี้มียอดจองล่วงหน้าจากลูกค้าจนผลิตไม่ทันขาย

สำหรับชันโรงเป็นผึ้งที่ไม่มีเหล็กใน ไม่ดุร้าย จึงปลอดภัยต่อผู้เลี้ยงและคนในครอบครัว นอกจากจะช่วยผสมเกสรเพิ่มผลผลิตให้พืชสวนแล้ว น้ำผึ้งชันโรงยังมีสรรพคุณทางยาสูง มีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าน้ำผึ้งทั่วไป ช่วยบำรุงผิวพรรณ รักษาอาการหอบหืด สมานแผล และเป็นแหล่งโพรไบโอติกที่ดีต่อลำไส้ ทำให้เป็นที่ต้องการอย่างมากในกลุ่มผู้รักสุขภาพ

จากการเลี้ยงชันโรงมากว่า 5 ปี ปัจจุบันมีมากกว่า 60 กล่อง สร้างรายได้จากการขายน้ำผึ้งไม่ต่ำกว่าปีละ 50,000 บาท นอกจากนี้นายอับดลรักหีมยังขยายพันธุ์ขายกล่องเลี้ยงพร้อมพ่อแม่พันธุ์ในราคาชุดละ 1,000 บาท หรือกล่องเปล่ากล่องละ 120 บาท ซึ่งการเลี้ยงใช้เวลาเพียง 3-4 เดือนก็เริ่มเก็บผลผลิตได้ แต่หากเลี้ยงครบ 1 ปีจะยิ่งได้ปริมาณน้ำผึ้งที่มากขึ้น

ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาดูงานหรือสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ สามารถติดต่อได้ที่ เฟซบุ๊ก: Tingaoun Kong (ติ่ง อวนข้อง) หรือโทรศัพท์ 084-8379369

สิงคโปร์ไฟเขียว ไทยส่งออกผลิตภัณฑ์ เลือดสุกรปรุงสุก คาดสร้างมูลค่าทะลุ 150 ล้านบาท

สิงคโปร์ไฟเขียว ไทยส่งออกผลิตภัณฑ์ เลือดสุกรปรุงสุก คาดสร้างมูลค่าทะลุ 150 ล้านบาท

สิงคโปร์ไฟเขียว ไทยส่งออกผลิตภัณฑ์ เลือดสุกรปรุงสุก คาดสร้างมูลค่าทะลุ 150 ล้านบาท

วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.00 น.

สิงคโปร์ไฟเขียวไทยส่งออก “ผลิตภัณฑ์เลือดสุกรปรุงสุก” เป็นประเทศแรกของโลก หลังระงับยาวนานกว่า 28 ปี คาดสร้างมูลค่าเพิ่มปี 69 ทะลุ 150 ล้านบาท

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า สำนักงานอาหารสิงคโปร์ (Singapore Food Agency: SFA) อนุมัติให้ประเทศไทยส่งออก “ผลิตภัณฑ์เลือดสุกรปรุงสุกผ่านความร้อน” ไปยังประเทศสิงคโปร์ได้อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นการตอกย้ำมาตรฐานความปลอดภัยอาหารไทย (Thai Food Safety) ในเวทีโลก เป็นประเทศแรกที่เปิดตลาดสิงคโปร์ได้สำเร็จหลังวิกฤตนิปาห์ไวรัสปี 2541

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา สำนักงานอาหารสิงคโปร์ (SFA) ได้มีหนังสือแจ้งอนุมัติรับรองให้ประเทศไทยสามารถส่งออกผลิตภัณฑ์เลือดสุกรปรุงสุกที่ผ่านความร้อน (Heat-treated Pork Blood Products) ไปยังประเทศสิงคโปร์ได้ทันที ซึ่งความสำเร็จครั้งนี้ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงศักยภาพการดำเนินงานเชิงรุกของกรมปศุสัตว์ในการยกระดับมาตรฐานการผลิตอาหาร (GHPs) และระบบควบคุมโรคระบาดที่เข้มแข็งจนเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

“ความสำเร็จในครั้งนี้มีจุดเริ่มจากการตรวจประเมินอย่างเข้มข้นโดยคณะผู้แทน SFA ได้เดินทางมาตรวจประเมินโรงฆ่าสุกรในจังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568  ซึ่งผลการประเมินยืนยันชัดเจนว่า ระบบการผลิต กระบวนการจัดเก็บ และการแปรรูปเลือดสุกรของไทยมีสุขอนามัยและความปลอดภัยในระดับสูง (Premium Quality & Safety) สอดคล้องกับมาตรฐานที่เข้มงวดของสิงคโปร์ทุกประการ จึงอนุมัติรับรองให้ประเทศไทยสามารถส่งออกผลิตภัณฑ์เลือดสุกรปรุงสุกที่ผ่านความร้อน (Heat-treated Pork Blood Products) ไปยังประเทศสิงคโปร์ได้ทันที ” อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าว

อย่างไรก็ตามการเปิดตลาดครั้งนี้จึงนับเป็นก้าวสำคัญในการฟื้นฟูและขยายโอกาสทางการค้า โดยคาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์สุกรของไทยในปี 2569 เพิ่มขึ้นกว่า 150 ล้านบาท ซึ่งประเทศสิงคโปร์  เป็นประเทศที่ให้ความสำคัญอย่างมากกับเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยอาหารที่เข้มงวดที่สุดแห่งหนึ่งของโลกให้การรับรองไทย เป็นการส่งสัญญาณบวกไปยังตลาดประเทศอื่นๆ ทั่วโลก กรมปศุสัตว์พร้อมเดินหน้าผนึกกำลังกับภาคเอกชนในการรักษามาตรฐาน และขยายตลาดสินค้าปศุสัตว์ไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างรากฐานความมั่นคงทางเศรษฐกิจและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ