คปก.เดินหน้าโฉนดต้นไม้เขตปฏิรูปฯ

https://www.naewna.com/local/845830

คปก.เดินหน้าโฉนดต้นไม้เขตปฏิรูปฯ

คปก.เดินหน้าโฉนดต้นไม้เขตปฏิรูปฯ

วันศุกร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ รมว.เกษตรและสหกรณ์กล่าวภายหลังประชุมคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คปก.) ครั้งที่ 5/2567 ที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ว่า เตรียมบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการศึกษาแนวทางการจัดทำ (ร่าง) กรอบการดำเนินงาน
หลักเกณฑ์เงื่อนไข ขั้นตอน และรูปแบบโฉนดต้นไม้ในเขตปฏิรูปที่ดิน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการทำเกษตรยั่งยืนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นการยกระดับมูลค่าที่ดินและสินทรัพย์ในพื้นที่ ส.ป.ก.เพื่อเพิ่มช่องทางการสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรจากการปลูกไม้มีค่าในอนาคต อาทิ การซื้อขายคาร์บอนเครดิต การค้าเนื้อไม้ทั้งในและต่างประเทศ (EUDR) และเป็นแหล่งเรียนรู้/ท่องเที่ยวในเขตปฏิรูปที่ดิน เป็นต้น อีกทั้งยังเป็นการขยายโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนโดยใช้ไม้เศรษฐกิจอายุ 3 ปีขึ้นไปมีความสูงไม่น้อยกว่า 2 เมตร และเป็นพันธุ์ไม้ 58 ชนิด ตามบัญชีแนบท้าย พ.ร.บ.สวนป่า (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2558 หรือ พ.ร.บ.ป่าไม้ (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2562 หรือเป็นพันธุ์ไม้ตามเกณฑ์มาตรฐานการประเมินมูลค่าต้นไม้เป็นหลักทรัพย์

ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องพิจารณาการขออนุญาตใช้ที่ดินเพื่อสาธารณูปโภคและกิจการอื่นๆ ในเขตปฏิรูปที่ดิน ให้มีวางกรอบแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจนเหมาะสมกับการขอใช้งานพื้นที่ เพื่อป้องกันการเสียโอกาสของเกษตรกรในการมีที่ดินทำดิน รวมถึงเร่งรัด ส.ป.ก.ในแต่ละจังหวัดในการประกาศเขตพื้นที่ชุมชน เพื่ออำนวยความสะดวกเกษตรกรในพื้นที่ให้มีที่อยู่อาศัยที่ถูกต้อง และนำรายได้จากการเช่าพื้นที่กองทุน ต่อยอดสู่การช่วยเหลือเกษตรกรและพัฒนาภาคการเกษตรในพื้นที่อื่น

“สำหรับภารกิจของ ส.ป.ก.ด้านการจัดหาที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกร มีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนในการจำแนกผู้มีสิทธิที่จะเข้ามาใช้พื้นที่ ซึ่งได้เน้นย้ำในเรื่องกฎระเบียบและความเหมาะสมในการขอใช้พื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดิน เพื่อป้องกันการเสียประโยชน์ของพี่น้องเกษตรกรให้ได้มากที่สุด” รมว.เกษตรฯ กล่าว

ผู้ช่วยฯประชุมอนุกรรมการ จัดงานวันเกษตรแห่งชาติ

https://www.naewna.com/local/845831

ผู้ช่วยฯประชุมอนุกรรมการ  จัดงานวันเกษตรแห่งชาติ

ผู้ช่วยฯประชุมอนุกรรมการ จัดงานวันเกษตรแห่งชาติ

วันศุกร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายพรเทพ ศรีธนาธร ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการประชาสัมพันธ์การจัดงานวันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2567 ครั้งที่ 2/2567 ร่วมกับผู้แทนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม เพื่อติดตามความคืบหน้าการประชาสัมพันธ์การจัดงานวันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2567 ซึ่งจะจัดขึ้นที่ไร่แม่เหียะ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ก่อนหน้านี้ นายพรเทพ ได้รับมอบหมายจาก รมว.เกษตรฯ ให้เข้าร่วมการหารือกับ นายจาง สู่ กวง (Mr. Zhang Shuguang) รองผู้ว่าการมณฑลอานฮุย สาธารณรัฐประชาชนจีน เกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างกันด้านการเกษตร การส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตร และการแลกเปลี่ยนนวัตกรรม รวมทั้งได้ร่วมกล่าวสุนทรพจน์ในการประชุม China Anhui (Thailand) Agriculture Investment Environment Promotion and Economic Trade Cooperation Exchange Activity ที่ห้องประชุมหอการค้าไทย–จีน ร่วมกับรองผู้ว่าการมณฑลอานฮุย รองประธานกรรมการหอการค้าไทย-จีน คณะนักลงทุนจากมณฑลอานฮุย และผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย

‘นฤมล’ถกอนุฯนบข. ยกเลิกปุ๋ยคนละครึ่ง ช่วยชาวนาไร่ละ500 ชู2โครงการลดต้นทุน

https://www.naewna.com/local/845833

‘นฤมล’ถกอนุฯนบข.  ยกเลิกปุ๋ยคนละครึ่ง  ช่วยชาวนาไร่ละ500  ชู2โครงการลดต้นทุน

‘นฤมล’ถกอนุฯนบข. ยกเลิกปุ๋ยคนละครึ่ง ช่วยชาวนาไร่ละ500 ชู2โครงการลดต้นทุน

วันศุกร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร่วมถก : ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ ด้านการผลิต ครั้งที่ 1/2567 โดยยกเลิกโครงการปุ๋ยคนละครึ่ง เปลี่ยนเป็นช่วยสนับสนุนค่าเก็บเกี่ยวข้าว ไร่ละ 500 บาทไม่เกิน 20 ไร่ และเตรียมเสนออีก 2 โครงการ เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิต

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังประชุมคณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ ด้านการผลิต ครั้งที่ 1/2567 ว่าตามที่คณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) มีมติเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2567 ให้คณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติด้านการผลิต ทบทวนโครงการสนับสนุนปุ๋ยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว (โครงการปุ๋ยคนละครึ่ง) กรอบวงเงิน 29,980.1645 ล้านบาท เนื่องจากเกิดปัญหาอุปสรรคต่างๆ และเกษตรกรส่วนใหญ่ร้อยละ 72.20 อยู่ในช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวออกสู่ตลาด ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินงานโครงการไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 20 ไร่ หรือไม่เกิน ครัวเรือนละ 20,000 บาท

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้สนับสนุนค่าเก็บเกี่ยวข้าว อัตราช่วยเหลือไร่ละ 500 บาท ไม่เกิน 20 ไร่ วงเงินรวมดอกเบี้ย 3.05% รวม 27,550.96 ล้านบาท เสนอ นบข.พิจารณาให้ความเห็นชอบ พร้อมกันนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นชอบในหลักการมาตรการเพิ่มระดับผลิตภาพ (Productivity) ของการผลิตข้าวของศูนย์ข้าวชุมชน ในการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว 2 โครงการ เป้าหมาย 543 ศูนย์ รวม 2,428.1830 ล้านบาท ได้แก่ 1.โครงการศูนย์รวบรวมผลผลิตและกระจายสินค้าข้าว และ 2.โครงการสนับสนุนการลดต้นทุนการผลิตด้านการเกษตรสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว โดยจะนำเสนอ นบข. พิจารณาอนุมัติเห็นชอบ ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป

‘อิทธิ’นำทีมปศุสัตว์KickOff ขจัดพิษสุนัขบ้าปี2568ตั้งเป้า5พันตัว

https://www.naewna.com/local/845832

‘อิทธิ’นำทีมปศุสัตว์KickOff  ขจัดพิษสุนัขบ้าปี2568ตั้งเป้า5พันตัว

‘อิทธิ’นำทีมปศุสัตว์KickOff ขจัดพิษสุนัขบ้าปี2568ตั้งเป้า5พันตัว

วันศุกร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิด (Kick Off) โครงการเร่งรัดกำจัดโรคพิษสุนัขบ้าใน จ.ฉะเชิงเทรา ปีงบประมาณ 2568 ภายใต้โครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัย จากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธาน ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี มีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนโครงการฯ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้เกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้าแก่ประชาชนส่งเสริมให้ประชาชนเลี้ยงสุนัขและแมวอย่างถูกวิธี เพื่อให้ จ.ฉะเชิงเทรา ปลอดโรคพิษสุนัขบ้าและเป็นต้นแบบของการร่วมมือจากทุกหน่วยงานใน จ.ฉะเชิงเทรา โดยมี น.ส.ฉัตรประอร นิยม รอง ผวจ.ฉะเชิงเทรา นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์อธิบดีกรมปศุสัตว์ และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงประชาชนที่สนใจ เข้าร่วม ที่ เทศบาล ต.พนมสารคาม อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา

นายอิทธิ กล่าวว่า ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารีทรงห่วงใยปัญหาโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญระดับชาติ ทรงมีพระประสงค์ให้โรคพิษสุนัขบ้าหมดไปจากประเทศไทย จึงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมจัดทำแผนยุทธศาสตร์การดำเนินโครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธานฯ โดยสถานการณ์และแนวโน้มโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์ใน จ.ฉะเชิงเทรา ยังคงพบสัตว์ป่วยตายจากโรคพิษสุนัขบ้า ประกอบกับเพื่อให้การขับเคลื่อนโครงการฯ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ กรมปศุสัตว์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันจัดโครงการเร่งรัดกำจัดโรคพิษสุนัขบ้าใน จ.ฉะเชิงเทรา ปีงบประมาณ 2568

“กิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีในการการเฝ้าระวัง ป้องกันควบคุม และกำจัดโรคพิษสุนัขบ้า ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สัตว์เลี้ยงได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และผ่าตัดทำหมันเพื่อควบคุม ประชากรสัตว์ ทำให้ประเทศไทยปลอดโรคพิษสุนัขบ้าได้ตามพระปณิธานฯ โดยภายในงานมีกิจกรรมหลัก ประกอบด้วย การผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมว การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ารวมถึงประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้เกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้าให้แก่ประชาชน และส่งเสริมให้ประชาชนเลี้ยงสัตว์อย่างถูกวิธี ตลอดจนปล่อยคาราวานหน่วยปศุสัตว์เคลื่อนที่ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 ถึงเดือนกันยายน 2568 มีเป้าหมายรวมผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมว ทั้งสิ้น 5,000 ตัวซึ่งประชาชนและเจ้าของสัตว์เลี้ยงในจังหวัดต่างๆ ที่สนใจ สามารถพาสัตว์เลี้ยงไปรับบริการได้ที่จุดให้บริการ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดของท่าน” นายอิทธิ กล่าว

อ.ต.ก.ทำMOUเอกชนจีนส่งออกผลไม้

https://www.naewna.com/local/845640

อ.ต.ก.ทำMOUเอกชนจีนส่งออกผลไม้

อ.ต.ก.ทำMOUเอกชนจีนส่งออกผลไม้

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 08.30 น.

น.ส.อนงค์นาถ จ่าแก้ว เลขานุการ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เรื่องความร่วมมือในการส่งเสริมและจำหน่ายสินค้าในนามศูนย์แสดงสินค้าแห่งประเทศไทยในประเทศจีน ภายใต้ชื่อ “Thai Mall” ระหว่าง องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) กับบริษัท Shanghai Taihuixuan Technology Co., Ltd. โดยมีนายปณิธาน มีไชยโย ผอ.องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร ร่วมลงนามกับ Mr. Chen Zhifa Chairman ตัวแทนบริษัท Shanghai Taihuixuan Technology Co., Ltd. พร้อมด้วยนายเศรษฐเกียรติกระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ และ Mr.Gao Jingsong ร่วมเป็นสักขีพยาน

สำหรับพิธีลงนามครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดตั้งร้านค้า “THAI MALL” ในแพลตฟอร์ม E-commerce ของประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดกลางในการซื้อขายสินค้าเกษตรและอาหารของไทยให้ถึงมือผู้บริโภคโดยตรง โดย อ.ต.ก. มีหน้าที่ในการจัดหาคัดเลือกผลไม้ที่มีคุณภาพ พร้อมทั้งจัดส่งไปยังเมืองเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศจีน อีกทั้งยกระดับภาคเกษตรไทยในการขยายตลาดสินค้าเกษตรเชื่อมต่อห่วงโซ่อุปทานให้มีความสมบูรณ์ โดยมีเป้าหมายในการเปิดแบรนด์สินค้าในร้านค้าดังกล่าว ไม่น้อยกว่า 10 ร้าน ภายในเดือนกันยายน ปี 2568 พร้อมทั้งให้ภาคการเกษตรของประเทศไทยมีส่วนร่วมในแพลตฟอร์มห่วงโซ่อุปทานของโลก (Global E-commerce
Platform) ผ่านการขยายสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชน ในระบบ E-commerce ต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดประเทศจีน ซึ่งมีความต้องการสินค้าเกษตรของไทยในปริมาณสูง

“กระทรวงเกษตรฯ ให้ความสำคัญอย่างมากสำหรับการส่งออกผลไม้ไทย จึงมุ่งมั่นพัฒนามาตรฐานของผลผลิตทางการเกษตรให้มีคุณภาพสูง มีคุณภาพและมีความปลอดภัย ตอบสนองความต้องการของตลาดโลก” น.ส.อนงค์นาถ กล่าว

‘นฤมล’ลงพื้นที่อุดรฯ เปิดตัวโครงการชะลอขายยาง

https://www.naewna.com/local/845641

‘นฤมล’ลงพื้นที่อุดรฯ  เปิดตัวโครงการชะลอขายยาง

‘นฤมล’ลงพื้นที่อุดรฯ เปิดตัวโครงการชะลอขายยาง

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดตัวโครงการ Kick Off ชะลอการขายยาง ประจำปีงบประมาณ 2568 โดยมีผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่โรงแรมสยามแกรนด์ จ.อุดรธานี มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยควบคุมปริมาณผลผลิตยางพาราที่เข้าสู่ตลาดให้เหมาะสมกับการใช้ยาง และลดความผันผวนด้านราคา ทำให้ราคายางพารามีเสถียรภาพ อีกทั้งเป็นการเสริมสภาพคล่องให้กับสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางระหว่างรอจำหน่ายผลผลิตในช่วงระดับราคาที่เหมาะสม

“การยางแห่งประเทศไทย ได้ขับเคลื่อนโครงการชะลอการขายยางอย่างต่อเนื่อง และขยายผลให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรชาวสวนยาง มีส่วนร่วมในการจัดการผลผลิตยาง สร้างเสถียรภาพด้านราคาในระบบตลาดอย่างยั่งยืนพร้อมทั้งส่งเสริมให้เกษตรกรทำสวนยางตามกฎหมายว่าด้วยสินค้าปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า หรือ EUDR (EU Deforestation Regulation) เพื่อให้สามารถขยายตลาด และเป็นผู้กำหนดราคายางโลก นอกจากนี้ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชชนิดอื่นควบคู่ไปกับการทำสวนยาง เพื่อให้เกิดการทำเกษตรกรรมยั่งยืน ยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวสวนยางให้มีความอยู่ดีกินดี สถาบันเกษตรกรมีความเข้มแข็ง ตามนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ ที่ต้องการให้เกษตรกรต้องอยู่ดี สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ทรัพยากรเกษตรยั่งยืน” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ทั้งนี้ ศ.ดร.นฤมล ได้มอบเงินอุดหนุนจากกองทุนพัฒนายางพารา มาตรา 49 (3) แก่สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง 5 กลุ่ม และเกษตรกรชาวสวน 3 ราย รวมถึงมอบโฉนดเพื่อการเกษตรให้กับตัวแทนเกษตรกร30 ราย

‘อัครา’KickOff เพิ่มประสิทธิภาพ การบริหารจัดการ น้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำ

https://www.naewna.com/local/845642

‘อัครา’KickOff  เพิ่มประสิทธิภาพ  การบริหารจัดการ  น้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำ

‘อัครา’KickOff เพิ่มประสิทธิภาพ การบริหารจัดการ น้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

จัดการน้ำ : นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ร่วม Kick Off โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำโดยภาครัฐเอกชนและเกษตรกร ที่ประตูเรือสัญจรเจ้าเจ็ด ต.รางจรเข้ อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำพื้นที่ลุ่มต่ำเจ้าพระยา ช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วม

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธาน Kick Off “โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำโดยภาครัฐเอกชนและเกษตรกร” โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่ประตูเรือสัญจรเจ้าเจ็ด ต.รางจรเข้ อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา ว่าโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวที่สำคัญ ที่มักจะประสบปัญหาน้ำท่วมขังช่วงฤดูฝน ให้สามารถเตรียมพื้นที่เพาะปลูกตามปฏิทินการเพาะปลูกข้าวนาปรังได้สอดคล้องกับฤดูกาลและสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นการส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐภาคเอกชน และเกษตรกรในพื้นที่

ทั้งนี้ กิจกรรมครั้งนี้ได้กำหนดจุด Kick Off เดินเครื่องสูบน้ำพร้อมกัน 4 จุด ได้แก่ บริเวณทุ่งโพธิ์พระยา จ.สุพรรณบุรี 3 จุด และบริเวณทุ่งผักไห่ ประตูเรือสัญจรเจ้าเจ็ด จ.พระนครศรีอยุธยา 1 จุด ผ่านการถ่ายทอดสดพร้อมกัน ทั้ง 4 จุด

“การจัดกิจกรรมครั้งนี้ จะช่วยให้เกษตรกรในพื้นที่ลุ่มต่ำเจ้าพระยา บริเวณทุ่งผักไห่และทุ่งโพธิ์พระยา ได้รับประโยชน์จากการระบายน้ำที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ลดปัญหาน้ำท่วมขัง เพิ่มโอกาสในการเพาะปลูก โดยเริ่มต้นเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวได้ทันฤดูน้ำหลาก ลดความเสี่ยงและความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้น ส่งเสริมความมั่นคงด้านการเกษตร และความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน” นายอัครา กล่าว

รมว.เกษตรฯติดตามงาน แก้ปัญหาแหล่งน้ำพื้นที่สงขลา

https://www.naewna.com/local/845639

รมว.เกษตรฯติดตามงาน  แก้ปัญหาแหล่งน้ำพื้นที่สงขลา

รมว.เกษตรฯติดตามงาน แก้ปัญหาแหล่งน้ำพื้นที่สงขลา

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายอัครา พรหมเผ่า และนายอิทธิ ศิริลัทธยากรรมช.เกษตรฯ ลงพื้นที่ติดตามแผนงานการแก้ปัญหาแหล่งน้ำพื้นที่คาบสมุทรสทิงพระ ที่โครงการคลองระบายน้ำคลองเปรม ต.วัดสน อ.ระโนด จ.สงขลา ซึ่งโครงการดังกล่าวพร้อมอาคารประกอบ ดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำต้นทุนสำหรับการอุปโภค-บริโภค และภาคการเกษตรช่วงฤดูแล้ง และประสบปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ในช่วงฤดูน้ำหลาก ปัจจุบัน กรมชลประทาน อยู่ระหว่างศึกษาแนวทางการปรับปรุงและพัฒนาคลองระบายน้ำฯ ความยาว 2.5 กิโลเมตร ให้สามารถรองรับอัตราการระบายน้ำในอัตราเพิ่มขึ้นเป็น 10 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)/วินาที เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรองรับน้ำและส่งน้ำสนับสนุนไปยังคลองพลเอกอาทิตย์กำลังเอก ต่อไป

จากนั้น ศ.ดร.นฤมล และคณะเดินทางไปยังสถานีสูบน้ำสนามชัย อ.สทิงพระ จ.สงขลา ติดตามความพร้อม การเตรียมรับสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่คาบสมุทรสทิงพระ (ครอบคลุมพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อ.ระโนด อ.กระแสสินธุ์ อ.สทิงพระ และ อ.สิงหนคร) พร้อมทั้งเปิดสวิตช์เครื่องสูบน้ำประจำสถานีฯ 4 เครื่องเพื่อผลักดันน้ำเค็มออกสู่ทะเล ควบคุมคุณภาพน้ำเหมาะต่อการอุปโภค-บริโภค และภาคการเกษตร

“สำหรับการบริหารจัดการน้ำใน จ.สงขลา กรมชลประทาน ได้วางแผนแนวทางการบริหารจัดการน้ำและเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์อย่างเป็นระบบ ให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด เน้นย้ำทุกภาคส่วนให้ศึกษาแนวทางการบรรเทาความเดือดร้อนพี่น้องประชาชนครอบคลุมทุกมิติ อาทิ การควบคุมคุณภาพน้ำเค็ม-น้ำกร่อย การส่งเสริมอาชีพการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร” รมว.เกษตรฯ กล่าว

ต่อมา รมว.เกษตรฯ และคณะ เดินทางไปยังหอประชุมรัตนโกสินทร์ (ศาลาประชาคม อ.สทิงพระ) ที่ว่าการ อ.สทิงพระ จ.สงขลา พบปะและรับฟังปัญหาจากพี่น้องเกษตรกร พร้อมทั้งมอบปัจจัยการผลิต 8 รายการ อาทิ โฉนดเพื่อการเกษตร พันธุ์สัตว์น้ำ ต้นกล้า เมล็ดพันธุ์พืช ผลิตภัณฑ์จากยางพารา เป็นต้น

ด้านนายอัครา กล่าวว่า ได้มารับฟังความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนทั้งในเรื่องน้ำ ปริมาณสัตว์น้ำ และประเด็นอื่นๆ ด้านการเกษตรที่เกี่ยวข้อง และขอให้มั่นใจว่าจะเดินหน้าสานต่อภารกิจภาคการเกษตรต่อไป เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีของพี่น้องประชาชน ขณะที่นายอิทธิ กล่าวเสริมว่า ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และทุกภาคส่วนที่ร่วมบูรณาการขับเคลื่อนภารกิจต่างๆ ขอให้เดินหน้าปฏิบัติงานเพื่อประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชนตามแผนการดำเนินงาน

‘ส.ป.ก.’กางไทม์ไลน์ตรวจสอบ’ภูนับดาว’ ล่าสุดแจ้งทบทวนการอนุญาตให้ใช้ที่ดิน

https://www.naewna.com/local/845680

'ส.ป.ก.'กางไทม์ไลน์ตรวจสอบ'ภูนับดาว' ล่าสุดแจ้งทบทวนการอนุญาตให้ใช้ที่ดิน

‘ส.ป.ก.’กางไทม์ไลน์ตรวจสอบ’ภูนับดาว’ ล่าสุดแจ้งทบทวนการอนุญาตให้ใช้ที่ดิน

วันพุธ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 20.57 น.

ส.ป.ก.ทบทวนการอนุญาตให้ใช้ที่ดิน “ภูนับดาว”ทำหนังสือแจ้งให้ผู้ได้รับอนุญาตใช้ที่ดินหลังพบใช้ดินผิดวัตถุประสงค์ ให้โอกาสโต้แย้งแสดงหลักฐานต่อ ส.ป.ก.สระบุรีภายใน 30 วัน

4 ธ.ค.67 สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ออกแถลงการณ์ชี้แจงข่าวเกี่ยวกับ “ไร่ภูนับดาว” ว่า ได้มอบหมายให้ส.ป.ก.สระบุรี มีหนังสือแจ้งให้ผู้ได้รับอนุญาตทราบว่า จะมีการทบทวนการอนุญาตให้ใช้ที่ดินเพื่อจัดทำโครงการศูนย์การเรียนรู้เรียนรู้เกษตรกรรมนวัตกรรมยั่งยืนไร่ภูนับดาว โดยให้โอกาสโต้แย้งแสดงหลักฐานต่อสำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดสระบุรี (ส.ป.ก. สระบุรี) ภายใน 30 วัน รวมทั้งได้ขอความร่วมมือให้หยุดประกอบกิจการ จนกว่าคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัด (คปจ.) สระบุรี จะได้พิจารณาทบทวนคำสั่งให้เป็นที่ยุติต่อไป

ส.ป.ก. ชี้แจงลำดับเวลาการตรวจสอบกรณีของ “ไร่ภูนับดาว” ว่า  เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2567  สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐเขต  1  (ปปท. เขต1) และส.ป.ก. สระบุรี ร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีได้รับเบาะแสว่ามีการออก ส.ป.ก. 4-01 ในพื้นที่ปลูกสวนป่าปางหัวช้าง-คลองไทร ตำบลหนองย่างเสือ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ซึ่งตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว มีเนื้อที่ประมาณ 112-3-68 ไร่ อยู่ในป่าท่าฤทธิ์ ป่าลำทองหลางและป่าลำพญากลาง (ป่าโซน F) เป็นที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน หมู่ 2 ตำบลหนองย่างเสือ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี  ที่ ส.ป.ก.ได้มาตามมาตรา 26 (3) พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ธ2518 และประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดินคลุมทั้งอำเภอตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินในท้องที่อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ. 2520 ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวที่ส.ป.ก.สระบุรีรังวัดและจัดที่ดินให้กับเกษตรกรจำนวน 3 รายไม่เป็นพื้นที่ปลูกสวนป่าปางหัวช้างตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด

จากการตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าว พบเกษตรกรผู้ได้รับการจัดที่ดิน มีการประกอบกิจการฟาร์มปศุสัตว์ โดยเลี้ยงโคนม ม้า เป็ด นกกระจอกเทศ และเปิดให้บริการนักท่องเที่ยวในลักษณะรีสอร์ท บ้านพักตากอากาศ ลานกางเต้นท์ ลานกิจกรรมและร้านอาหารในที่ดิน จำนวน 13 แปลง ในชื่อสถานที่ว่า ไร่ภูนับดาว

ทั้งนี้ วันที่ 21 พฤษภาคม 2567  ส.ป.ก. สระบุรีได้แจ้งให้เกษตรกรผู้ได้รับการจัดที่ดินและผู้ครอบครองที่ดินทั้ง 13 แปลงมาชี้แจงข้อเท็จจริง รวมทั้งตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่แล้ว สรุปว่า มีการใช้ที่ดินผิดวัตถุประสงค์ 6 แปลง จำนวน 2 ราย

วันที่ 30 พฤษภาคม 2567 ส.ป.ก. สระบุรีมีหนังสือแจ้งให้เกษตรกรทั้ง 2 รายปฏิบัติให้ถูกต้องตามระเบียบเข้าทำประโยชน์ ข้อ 7 (3) และ (5) คือ ไม่เปลี่ยนแปลงสภาพที่ดินจนเป็นเหตุให้เสื่อมสภาพต่อการประกอบเกษตรกรรม รวมทั้งไม่ปลูกสร้างสิ่งก่อสร้างเกินสมควร หากเตือนแล้วยังฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามส.ป.ก.สระบุรี จะดำเนินการสั่งให้เกษตรกรสิ้นสิทธิการเข้าทำประโยชน์ที่ดินตามระเบียบต่อไป

ต่อมามีการยื่นคำขอรับอนุญาตใช้ที่ดินจำนวน 3 แปลง รวมเนื้อที่ 3-0- 25 ไร่ เพื่อเป็นศูนย์เรียนรู้ “โครงการศูนย์การเรียนรู้เกษตรกรรมนวัตกรรมยั่งยืนไร่ภูนับดาว” ที่ประชุม คปจ.สระบุรี ครั้งที่ 3/2567 เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2567 มีมติอนุญาตให้มีการใช้ที่ดินโดยการเช่าซึ่งเป็นที่ดินแปลงเดียวกันกับที่ประกอบกิจการ “ไร่ภูนับดาว”

เมื่อ ส.ป.ก. ทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวว่า จึงได้มีหนังสือในเดือนตุลาคม 2567 และหนังสือด่วนที่สุด ที่ กษ 1204/6922 ลงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2567 แจ้งให้ส.ป.ก.สระบุรีตรวจสอบข้อเท็จจริงและนำข้อเท็จจริงเสนอ คปจ. สระบุรีพิจารณาทบทวนคำสั่งอนุญาตให้ใช้ที่ดินเนื่องจากยังมีประเด็นอาคารสิ่งปลูกสร้างในที่ดินซึ่งใช้เป็นที่ทำการของบริษัทภูนับดาวที่ยังไม่ได้ดำเนินการตามกฎหมายให้ถูกต้องตามกฎหมายของหน่วยงานอื่นและอยู่ระหว่างการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาคารสิ่งปลูกสร้างที่เสนอในที่ประชุม คปจ.สระบุรี จึงยังไม่เป็นที่ยุติว่า ส.ป.ก.หรือหน่วยงานอื่นจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างไร

ปัจจุบัน ส.ป.ก. สระบุรี จึงได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ได้รับอนุญาตทราบว่า จะมีการทบทวนการอนุญาตให้ใช้ที่ดินเพื่อจัดทำโครงการศูนย์การเรียนรู้ดังกล่าว ทั้งนี้ ได้ให้โอกาสโต้แย้งแสดงหลักฐานต่อ ส.ป.ก.สระบุรีภายใน 30 วัน และได้ขอความร่วมมือให้หยุดประกอบกิจการ จนกว่าคปจ. สระบุรี จะได้พิจารณาทบทวนคำสั่งให้เป็นที่ยุติต่อไป. (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘กมธ.ที่ดินฯ’ลุยตรวจ‘ไร่ภูนับดาว’ 13 ธ.ค. ยันไม่เกี่ยวประเด็นการเมือง-หวานใจ)

‘ไร่ภูนับดาว’แถลงการณ์ไม่รู้จัก’หวานใจบิ๊กการเมือง-ไม่เกี่ยวข้องเส้นเงินกว่า 1,000 ล.

https://www.naewna.com/local/845683

'ไร่ภูนับดาว'แถลงการณ์ไม่รู้จัก'หวานใจบิ๊กการเมือง-ไม่เกี่ยวข้องเส้นเงินกว่า 1,000 ล.

‘ไร่ภูนับดาว’แถลงการณ์ไม่รู้จัก’หวานใจบิ๊กการเมือง-ไม่เกี่ยวข้องเส้นเงินกว่า 1,000 ล.

วันพุธ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 20.36 น.

ไร่ภูนับดาว ออกแถลงไม่เกี่ยวข้องกับหวานใจอดีตรองนายกฯ ชื่อย่อ ‘ช.’ ลั่นฟ้องแพ่ง-อาญา ผู้ที่นำภาพและข้อมูลไม่จริงไปตัดต่อ ทำให้เสียหาย

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม เพจไร่ภูนับดาว Phu Nub Dao Cafe’& Farm ออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับศูนย์การเรียนรู้ เกษตรกรรม นวัตกรรมยั่งยืนไร่ภูนับดาว และหวานใจของอดีตรองนายกรัฐมนตรี และเส้นเงินกว่า 1,000 ล้านบาทเอี่ยวไร่ภูนับดาวนั้น ศูนย์การเรียนรู้เกษตรกรรมนวัตกรรมยั่งยืน ไร่ภูนับดาว ขอชี้แจงข้อเท็จจริงดังนี้

– ที่ตั้งของศูนย์การรียนรู้เกษตรกรรม นวัตกรรมยั่งยืน ไร่ภูนับดาวนั้น ตั้งอยู่บนเอกสารสิทธิ ส.ป.ก 4-01 ที่ถูกต้องตามกฎหมาย และผู้ใช้ประโยชน์ในที่ดินล้วนเป็นเกษตกรทั้งสิ้น

– ไร่ภูนับดาว ได้ดำเนินการขออนุญาตเพื่อใช้ที่ดิน ในกิจการที่เกี่ยวเนื่องเกษตรกรรมตามกรอบของกฎหมาย โดยมีการขออนุญาตจัดตั้งเป็นศูนย์การเรียนรู้เกษตรกรรมนวัตกรรมยั่งยืน ไร่ภูนับดาว และ ได้รับการอนุญาตพร้อมทำสัญญาเช่ากับสำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดสระบุรี ถูกต้องตามกฎหมาย ณ วันที่ 11 กันยายน 2567 เนื้อที่ 3 ไร่เศษ โดยผู้ได้รับสิทธิการเช่าเป็นเกษตรกร

– ไร่ภูนับดาวเป็นฟาร์มโคนม ของเกษตรกร มีแม่โคมากกว่า 400 แม่ และสัตว์เลี้ยงอื่นๆ ตลอดจนสวนผลไม้เพื่อแปรรูป

– ไร่ภูนับดาว ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ นางสาว ช. หวานใจของอดีตรองนายกรัฐมนตรี และไม่มีบุคคลใดรู้จักกับ นางสาว ช. และไม่มีเส้นทางการเงินใดเกี่ยวข้องตามที่ปรากฏเป็นข่าวใดๆ เลย

– การจัดทำพื้นที่ให้สวยงามก็เพื่อที่จะดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเชิงเกษตรมาซื้อผลิตภัณฑ์แปรรูปจากนมวัว และผลไม้ของทางไร่

– ไร่ภูนับดาว ได้จัดทำเป็นศูนย์การเรียนรู้ เกษกรรม นวัตกรรมยั่งยืน เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับเกษตรกรและ ประชาชนทั่วไปได้เรียนรู้อาชีพการเลี้ยงโคนม และการแปรรูปจากนมวัว เพื่อเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับน้ำนมดิบ ซึ่งชาวมวกเหล็กยึดถือเป็นอาชีพการเลี้ยงโคนมจากรุ่นพ่อแม่สู่รุ่นลูกหลาน เพราะการเลี้ยงโคนมเพื่อหวังน้ำนมดิบอย่างเดียวทำให้เกษตรกรมีภาระหนี้สินล้นพ้นตัว ทำให้ต้องขายฟาร์ม และเลิกการเลี้ยงโคมเป็นอาชีพในที่สุด

ศูนย์การเรียนรู้เกษตรกรรม นวัตกรรมยั่งยืน ไร่ภูนับดาว ยืนหยัดที่จะสืบสานต่อยอดอาชีพการเลี้ยงโดนมซึ่งกำลังจะสูญหายจากประเทศไทย ให้เป็นอาชีพที่น่าภาคภูมิใจของเกษตรกรไทยต่อไปชั่วลูกสืบหลาน

ศูนย์การเรียนรู้ฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและละอาญากับผู้ที่ไม่หวังดี นำภาพหรือ ข้อมูลอันไม่เป็นความจริงไปตัดต่อ อาทิ การนำภาพของรีสอร์ตที่อื่นมากล่าวรวมกับไร่ภูนับดาว เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่า ไร่ภูนับดาว เป็นรีสอร์ต ทำให้เกิดความเสียหายกับศูนย์การเรียนรู้ เกษตรกรรมยั่งยืนไร่ภูนับดาว และก่อให้เกิดผลกระทบกับรายได้ที่จะนำมาเลี้ยงโคนม และพนักงาน ตลอดจนค่าใช้จ่ายต่างๆ อาทิ อาหารสัตว์ และปุ๋ย จึงเรียนมาเพื่อทราบทั่วกัน