รมว.เกษตรฯแก้ปมเผาในพื้นที่เกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/787204

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ รับฟังและมอบนโยบายการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาการเผาในพื้นที่การเกษตรอย่างยั่งยืน โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ในงานเสวนาวิชาการ เรื่อง “เกษตรไม่เผา เธอรัก (ภู) เขา ดาวก็รักเธอ” ภายใต้โครงการสร้างการรับรู้และขยายผลการแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่การเกษตรอย่างยั่งยืน โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ที่อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ โดยมีการนำเสนอประเด็นสำคัญต่างๆ

สำหรับการป้องกัน แก้ไข ฟื้นฟู รับมือภัยแล้งและภัยพิบัติทางธรรมชาติ ประกอบกับสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 มีแนวโน้มที่สูงขึ้น จึงกำหนดให้มีมาตรการป้องกันและแก้ปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ปี 2566/67 โดยแบ่งมาตรการออกเป็น 3 ระยะ 1.มาตรการระยะสั้น ลดการเผาไหม้ในพื้นที่เกษตรกรรม 17 จังหวัดภาคเหนือลดลง ร้อยละ 50 และพื้นที่อื่นๆ ลดลงร้อยละ 10 และมีการจัดตั้งชุดปฏิบัติการเฝ้าระวังจุดที่มีการเผาเดิม ตรวจสอบพื้นที่ที่พบจุดความร้อน (Hot Spot) สร้างความร่วมมือกับทุกหน่วยงานในสังกัด นอกจากนี้ จะให้บริการเครื่องจักรกลช่วยจัดการแปลงหลังการเก็บเกี่ยว สนับสนุนจุลินทรีย์และชีวภัณฑ์2.มาตรการระยะกลาง ส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพืชปลูกจากพืชล้มลุกที่ต้องทำการเผาเศษวัสดุทางการเกษตรเป็นพืชที่มีมูลค่าสูง จัดตั้งศูนย์บริหารเครื่องจักรกลและอุปกรณ์ (Motor Pool) เพื่อลดการเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร และ 3.มาตรการระยะยาว ส่งเสริมให้เกษตรกรเตรียมพร้อมกับกิจกรรมการผลิตที่ปลอดการเผา มุ่งสู่มาตรฐาน GAP PM2.5 FREE ซึ่งเป็นมาตรฐานการผลิตสินค้าเกษตรที่ปลอดการเผาทุกขั้นตอน เน้นการบริหารจัดการเศษวัสดุ โดยจะมีมาตรการจูงใจ ทั้งสนับสนุนค่าใช้จ่าย เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ การคืนหรือลดหย่อนภาษีให้แก่เอกชนที่รับซื้อ ที่ช่วยแก้ปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรอย่างยั่งยืน

‘ธรรมนัส’ประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน พื้นที่ทะเลอ่าวไทย ประจำปี 67

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/787129

'ธรรมนัส'ประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน พื้นที่ทะเลอ่าวไทย ประจำปี 67

‘ธรรมนัส’ประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน พื้นที่ทะเลอ่าวไทย ประจำปี 67

วันพุธ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 15.06 น.

เกษตรฯ ประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน พื้นที่ทะเลอ่าวไทย ประจำปี 2567 พร้อมประกอบพิธีบวงสรวงพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ และปล่อยเรือตรวจการเพื่อออกปฏิบัติการปกป้องแหล่งวางไข่และอาศัยเลี้ยงตัวอ่อนของสัตว์น้ำในทะเลอ่าวไทย

เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2567 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานใน “พิธีประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน พื้นที่ทะเลอ่าวไทย ประจำปี 2567 ” ณ ท่าเทียบเรือประมงชุมพร ตำบลปากน้ำ อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร โดยกล่าวว่า มาตรการดังกล่าว เป็นมาตรการที่กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมประมงดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี ครอบคลุมพื้นที่บริเวณอ่าวไทย โดยแบ่งเป็นบริเวณพื้นที่อ่าวไทยตอนกลาง 2 ช่วงระยะเวลา ได้แก่ ระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ – 15 พฤษภาคม 2567 ตั้งแต่ปลายแหลมเขาม่องไล่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถึงอำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี และระหว่างวันที่ 16 พฤษภาคม – 14 มิถุนายน 2567 ในบริเวณอาณาเขตตามแผนที่แนบท้ายของประกาศปีดอ่าวไทยตอนกลางและเขตต่อเนื่องตั้งแต่ปลายแหลมเขาม่องไล่ ถึงอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตามแผนที่แนบท้ายของประกาศปิดอ่าวประจวบ และบริเวณพื้นที่อ่าวไทยรูปตัว ก 2 ช่วงระยะเวลา ได้แก่ ระหว่างวันที่ 15 มิถุนายน – 15 สิงหาคม 256 ในพื้นที่อ่าวไทยตอนในฝั่งตะวันตกของจังหวัดประจวคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร และระหว่างวันที่ 1 สิงหาค – 30 กันยายน 2567 ในพื้นที่อ่าวไทยตอนในด้านเหนือของจังหวัดสมุทรสาคร กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา และชลบุรี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูและบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำฝั่งทะเลอ่าวไทยซึ่งเป็นแหล่งวางไข่และอาศัยเลี้ยงตัวอ่อนของสัตว์น้ำหลายชนิด ด้วยการคุ้มครองพ่อแม่พันธุ์สัตว์น้ำที่มีความสมบูรณ์เพศพร้อมผสมพันธุ์วางไข่ และปกป้องสัตว์น้ำวัยอ่อนให้มีโอกาสเจริญเติบโตเป็นสัตว์น้ำรุ่นต่อไป

ทั้งนี้ จากผลการดำเนินมาตรการฯ ในปี 2566 ที่ผ่านมา พบว่าปริมาณการจับปลาทูในอ่าวไทยมีปริมาณมากถึง 41,310 ตัน คิดเป็นมูลค่า 3,316.57 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากปี 2565 ถึง 5,602 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 659.08 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 16 ของปริมาณการจับ (ปี 2565 ปริมาณ 35,708 ตัน มูลค่า 2,657.49 ล้านบาท และพบว่าพ่อแม่ปลาทูมีความสมบูรณ์ในอัตราที่สูงเกือบร้อยละ 100 อีกทั้งยังพบการแพร่กระจายของลูกปลาทู-ปลาสังและสัตว์น้ำเศรษฐกิจชนิดอื่นในพื้นที่ที่ประกาศใช้มาตรการ จึงเป็นการยืนยันได้ว่ามาตรการฯ ที่ใช้มีความสอดคล้อง ถูกต้อง และเหมาะสมทั้งในด้านพื้นที่ ช่วงเวลา และเครื่องมือที่มีการประกาศใมาตรการฯ

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังได้ร่วมประกอบพิธีบวงสรวงพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เพื่อความเป็นสิริมงคลในการประกาศใช้มาตรการฯ และปล่อยเรือตรวจการออกปฏิบัติการจำนวน 13 ลำ ประกอบด้วย เรือตรวจประมงทะเล 702 , เรือตรวจประมงทะเล 619 , เรือตรวจประมงทะเล 613 , เรือตรวจประมงทะเล 611 , เรือตรวจประมงทะเล 324 , เรือตรวจประมงทะเล 220 , เรือตรวจประมงทะเล 208 , เรือตรวจประมงทะเล 113 , เรือตรวจประมงทะเล 105 , เรือ ศรซล.ภาค 2 , เรือกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง , เรือตำรวจน้ำ และเรือตรวจคนเข้าเมือง มอบแผ่นป้ายเงินอุดหนุนโครงการพัฒนาอาชีพและส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนประมง (กิจกรรม พัฒนาอาชีพชุมชนประมง) ประจำปี 2567 ให้แก่ประธานองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น 9 ชุมชนในเขตจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี และประจวบคีรีขันธ์ มอบหนังสือรับรองเพื่อประกอบการยื่นขอจดทะเบียนเรือไทย สำหรับเรือประมงพื้นบ้าน 7 ราย มอบโฉนดที่ดินเพื่อการเกษตร (ส.ป.ก.) ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ จำนวน 50 ราย และร่วมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ จำนวน 654,000 ตัว ประกอบด้วย กุ้งแชบ๊วย 500,000 ตัว กุ้งกุลาดำ 150,000 ตัว ปลากระบอกดำ 3,000 ตัว และปลากะพงขาว 1,000 ตัว เพื่อคืนความอุดมสมบูรณ์และเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำลงสู่ทะเลอ่าวไทย นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดแสดงนิทรรศการนำเสนอข้อมูลความรู้ทางด้านประมงที่เกี่ยวข้องกับมาตรการฯ อาทิ ผลงานวิชาการสำรวจข้อมูลสัตว์น้ำ มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน พื้นที่ทะเลอาวไทย การจดทะเบียนเรือประมงพื้นบ้านและเรือประมงพาณิชย์ กิจกรรมขยะทะเลคืนฝั่งทะเลสวยด้วยมือเรา การควบคุมการทำประมงในช่วงประกาศใช้มาตรการฯ นิทรรศการสิ่งมีชีวิต อาทิ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำปลากระบอกดำ ปลาการ์ตูน ปลาหมอชุมพร 1 การบริหารจัดการทรัพยากรปูม้า ตลอดจนการแปรรูปสัตว์น้ำและจัดแสดงสินค้าประมงธงเขียว

ด้าน นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า “มาตรการปิดอ่าวไทย” ถือเป็นภารกิจหลักที่กรมประมงมี การดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากพี่น้องชาวประมงในการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำเศรษฐกิจ รวมถึงส่งเสริมให้มีการใช้ประโยชน์จากสัตว์น้ำอย่างคุ้มค่า สอดคล้องกับนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการส่งเสริมและเร่งฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรควบคู่ไปกับการสร้างความเข้มแข็งอาชีพชาวประมงให้กินดี อยู่ดี และมีรายได้อย่างยั่งยืน

– 006

เกษตรฯปูพรมใน56จังหวัด KickOff ไถกลบตอซังลดฝุ่นPM2.5

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/787002

วันพุธ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน Kick Off “ไถกลบตอซัง สร้างดินยั่งยืน ฟื้นสิ่งแวดล้อม” จัดโดยกรมพัฒนาที่ดิน มีศูนย์กลางการจัดงานที่บ้านแม่กุ้งบก ต.สันกลาง อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ ร่วมกับอีก 55 จังหวัด ที่มีความเสี่ยงต่อการเผา (Hot Spot) ทั่วประเทศ เมื่อเร็วๆ นี้ โดยนายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรฯ ร่วม Kick Off ที่ อบต.หนองโสน อ.เลาขวัญ จ.กาญจนบุรี และนายชาดา ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย ร่วม Kick Off ที่บ้านศิลาทอง อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี ซึ่งมีผู้เข้าร่วมกว่า 20,000 ราย

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ประเทศไทยประสบปัญหามลพิษทางอากาศ สาเหตุหนึ่งเกิดจากการเผาพื้นที่ป่าไม้และวัสดุทางการเกษตรเพื่อเตรียมแปลงปลูกพืชในฤดูถัดไป ซึ่งเป็นการสร้างมลพิษทางอากาศนำไปสู่ภาวะโลกร้อน พื้นที่ป่าเสื่อมโทรม สูญเสียอินทรียวัตถุและธาตุอาหารในดินทำลายโครงสร้างดินที่เหมาะสม และทำลายห่วงโซ่อาหาร จึงขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) และให้บรรลุเป้าหมายการลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ.2613 ตามที่ได้ให้คำมั่นไว้ในเวทีโลก ซึ่งการจัดงานในวันนี้ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ทุกภาคส่วนได้ร่วมมือกันเพื่อหยุดการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม สร้างความตระหนักรู้ถึงปัญหาจากการเผาที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรดิน จึงขอให้ทุกคนร่วมแรงร่วมใจ ไถกลบตอซัง สร้างดินยั่งยืน ฟื้นสิ่งแวดล้อม เพื่อนำมาซึ่งความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยต่อไป

ด้านนายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรลด ละ เลิก การเผาเศษวัสดุทางการเกษตร เช่นตอซังข้าว ข้าวโพด และอื่นๆ เปลี่ยนมาใช้วิธีไถกลบตอซังพืชแทนการเผา ซึ่งเศษวัสดุการเกษตรเหล่านี้มีส่วนประกอบของธาตุอาหารพืชและอินทรียวัตถุที่เป็นประโยชน์ต่อพืช แต่เกษตรกรยังขาดการจัดการที่เหมาะสม มีการเผาทิ้งหลังจากการเก็บเกี่ยว ซึ่งจะทำให้เกิดการสูญเสียอินทรียวัตถุและธาตุอาหารในดินแล้ว ทำให้โครงสร้างของดินเปลี่ยนแปลงไป เนื้อดินจับตัวกันแน่นและแข็ง ทำลายจุลินทรีย์ดินและแมลงที่เป็นประโยชน์ต่อพืช และที่สำคัญเป็นสาเหตุทำให้เกิดหมอกควัน และฝุ่นละออง PM2.5ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งสุขภาพอนามัยของประชาชน

ทั้งนี้ การจัดงานรณรงค์ “ไถกลบตอซังสร้างดินยั่งยืน ฟื้นสิ่งแวดล้อม” ประจำปีงบประมาณ 2567 เป็นการปลุกจิตสำนึก และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกร ทำการเกษตรโดยไม่เผา หันมาไถกลบตอซัง เป็นปุ๋ยปรับปรุงบำรุงดิน และสาธิตวิธีการไถกลบตอซังที่ถูกต้องและเหมาะสมให้แก่เกษตรกรนำไปปฏิบัติใช้ในพื้นที่ของตนเอง นอกจากนี้ยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม ลดหมอกควัน ฝุ่นละออง PM2.5 และภาวะโลกร้อน ที่เกิดจากการเผาตอซังพืชซึ่งภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย

รมว.เกษตรฯถกแก้ปัญหา ชาวประมงพื้นบ้านระนอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/787005

วันพุธ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์เป็นประธานเปิดการสัมมนาชาวประมงพื้นบ้านประเทศไทย ครั้งที่ 9/2566 พร้อมทั้งรับฟังปัญหาความเดือดร้อนจากตัวแทนสมาชิกสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย โดยมีผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรฯผู้บริหารส่วนราชการจังหวัดระนอง และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่สถานีวิจัยเพื่อการพัฒนาชายฝั่งอันดามัน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หาดประพาส ต.กำพวนอ.สุขสำราญ จ.ระนอง มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และหาแนวทางการประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านให้คงอยู่อย่างยั่งยืนระหว่างสมาชิกสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านกว่า 67 กลุ่ม ซึ่งอาชีพประมงพื้นบ้าน เป็นกลุ่มอาชีพที่กระทรวงเกษตรฯ เล็งเห็นถึงความสำคัญและมุ่งพัฒนาแนวทางการประกอบอาชีพอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำ ด้านเครื่องมือประมง และด้านเรือที่ใช้ในการทำประมง ตลอดจนแหล่งเงินทุนและการต่อยอดผลิตภัณฑ์ประมง เพื่อเพิ่มมูลค่าของสัตว์น้ำ สร้างความมั่นคงในอาชีพประมงพื้นบ้านอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ได้จัดตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณาข้อเสนอนโยบายการประมงและพัฒนาคุณภาพชีวิตประมงพื้นบ้าน เพื่อหาทิศทางในการช่วยเหลือพี่น้องประมงพื้นบ้าน ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคประชาชน

‘ไชยา’ชูสุรินทร์โมเดลส่งออกปศุสัตว์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/787006

วันพุธ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมประชุมหารือดำเนินการเปิดจุดรวมสินค้าปศุสัตว์เพื่อการส่งออก ที่จุดผ่านแดนถาวรช่องจอม อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ โดยมีนายสันทัด แสนทอง รอง ผวจ.สุรินทร์ ให้การต้อนรับ ที่ศาลากลางจังหวัดสุรินทร์ สำหรับวัตถุประสงค์ในการประชุมครั้งนี้ เพื่อรับทราบความก้าวหน้าการดำเนินงานเปิดจุดรวมสินค้าปศุสัตว์ด่านช่องจอม และเตรียมความพร้อมขับเคลื่อน “สุรินทร์โมเดล” ในวันที่ 16-18กุมภาพันธ์ 2567 ที่จุดผ่านแดนถาวรช่องจอม อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์

นายไชยา กล่าวว่า จ.สุรินทร์ เป็นจังหวัดที่มีศักยภาพ มีความพร้อมทั้งในส่วนเกษตรกรและภาคเอกชนในการเปิดตลาดสินค้าเกษตร โดยเฉพาะสินค้าปศุสัตว์ ส่งออกสู่ต่างประเทศ เนื่องจากเป็นจังหวัดที่มีการทำปศุสัตว์มากที่สุดของประเทศไทย และสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ รวมถึงสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรเป็นจำนวนมาก ซึ่งนายเศรษฐาทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ได้เจรจาเปิดตลาดส่งออกสินค้าปศุสัตว์ไปยังประเทศจีน และซาอุดีอาระเบีย เพื่อเปิดตลาดส่งออกในเบื้องต้นไว้แล้ว ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ ต้องเตรียมมาตรการป้องกันโรคระบาดสัตว์ และสร้างสถานกักกันโรคสัตว์ในพื้นที่สำหรับส่งออกสินค้า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศคู่ค้า ขณะเดียวกันกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์ จะร่วมกันเจรจาผลักดันสินค้าเกษตรส่งออกไปยังต่างประเทศให้มากขึ้น เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ และส่งเสริมให้การทำปศุสัตว์เป็นอาชีพหลักของเกษตรกรไทย นอกจากนี้ได้เตรียมพัฒนาโรงงานวัคซีนให้ได้รับมาตรฐานสากล ให้พร้อมใช้ในประเทศ และพร้อมส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงขอให้เกษตรกรลดการใช้สารเร่งเนื้อแดง เพื่อให้การส่งออกสินค้าปศุสัตว์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และลดอุปสรรคทางการค้าจากต่างประเทศต่อไป

‘ธรรมนัส’ติดตาม ความก้าวหน้างาน เพิ่มน้ำอ่างแม่กวงฯ ให้แล้วเสร็จใน3ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/787000

วันพุธ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ติดตามความก้าวหน้าโครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ด้านการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรและการอุปโภค-บริโภค ที่ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ต.ลวงเหนือ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ซึ่งกรมชลประทาน ดำเนินโครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำดังกล่าวในปี 2555 เพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการปริมาณน้ำใน จ.เชียงใหม่ และ จ.ลำพูน ให้เพียงพอต่อความต้องการและมีประสิทธิภาพมากขึ้น นับเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งแก้ปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งบริเวณใกล้เคียง ให้มีน้ำอุปโภค-บริโภคในฤดูแล้ง พร้อมกับแก้ปัญหาน้ำหลากในช่วงฤดูฝน ซึ่งเป็นการช่วยเหลือประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นอย่างยั่งยืนตามยุทธศาสตร์ชาติ

อย่างไรก็ดี รมว.เกษตรฯ ได้เร่งรัดการก่อสร้างอุโมงค์ผันน้ำที่ล่าช้าเป็นระยะเวลานาน หากบริษัทใดไม่สามารถดำเนินการตามสัญญา ให้ยกเลิกสัญญา โดยต้องเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 3 ปี

ทั้งนี้ ลุ่มน้ำในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ มีพื้นที่ชลประทาน 406,950 ไร่ มีแผนการเพาะปลูกฤดูแล้ง ปี 2566/67 จำนวน 224,018 ไร่ คิดเป็น 55% ของพื้นที่ชลประทาน ปริมาณน้ำต้นทุน 632.337 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) โดยมีความต้องการใช้น้ำ 407.20 ล้าน ลบ.ม.ทั้งอุปโภค-บริโภค รักษาระบบนิเวศและอื่นๆเกษตรกรรม และอุตสาหกรรม รวมถึงมีการสำรองน้ำฤดูฝน 32.63 ล้าน ลบ.ม.

‘อ.ต.ก.’ส่งรักวาเลนไทน์ จัดพื้นที่จำหน่ายไม้ดอก-ไม้ประดับ-ไม้มงคล 13-18 ก.พ.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/786958

‘อ.ต.ก.’ส่งรักวาเลนไทน์ จัดพื้นที่จำหน่ายไม้ดอก-ไม้ประดับ-ไม้มงคล 13-18 ก.พ.นี้

‘อ.ต.ก.’ส่งรักวาเลนไทน์ จัดพื้นที่จำหน่ายไม้ดอก-ไม้ประดับ-ไม้มงคล 13-18 ก.พ.นี้

วันอังคาร ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 16.41 น.

‘อ.ต.ก.’ส่งสุขส่งใจส่งรักวาเลนไทน์ จัดพื้นที่จำหน่ายไม้ดอก-ไม้ประดับ-ไม้มงคล 13-18 กุมภาพันธ์ ตอกย้ำตลาดคุณภาพพรีเมียมแห่งใหญ่ที่สุดในกรุงเทพมหานคร       

13 กุมภาพันธ์ 2567 นายปณิธาน มีไชยโย  ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร เปิดเผยว่า เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร  ในช่วงเทศกาลวาเลนไทน์นี้ อ.ต.ก. ได้จัดพื้นที่ จำหน่ายสินค้าคุณภาพรีเมี่ยม ภายใต้แคมเปญ “อ.ต.ก. ส่งสุข ส่งใจ ส่งรักวาเลนไทน์”  จำหน่าย ไม้ดอก ไม้ประดับ ไม้มงคล นานาพรรณ  ระหว่างวันที่ 13 – 18 กุมภาพันธ์ 2567  ณ ศูนย์แสดงสินค้าผลิตภัณฑ์เกษตรคุณภาพสูง(Thailand Best Agricultural Showroom)

ทั้งนี้  อ.ต.ก. ถือเป็นตลาดคุณภาพพรีเมี่ยมแห่งใหญ่ที่สุดในกรุงเทพมหานคร โดย อ.ต.ก. มีเป้าหมายจะพัฒนาให้เป็นตลาดเป็นศูนย์กลางอาหารและสินค้าเกษตรคุณภาพที่ดีที่สุดในประเทศไทย   จึงจัดตั้งอาคารศูนย์แสดงสินค้าผลิตภัณฑ์เกษตรคุณภาพสูง ขึ้น  มีพื้นที่จำหน่ายสินค้าเกษตร ส่งเสริมและสนับสนุนสินค้าเกษตร เป็นพื้นที่สำหรับแสดงสินค้าทางเกษตรในรูปแบบศูนย์แสดงสินค้ากว่า  3,000 ตารางเมตร  เพื่อให้ลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างชาติสามารถเข้าถึงสินค้าเกษตรกรคุณภาพได้อย่างสะดวก รวดเร็ว เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดของการจำหน่ายทางการเกษตร และสินค้าเพื่อการส่งออกของประเทศไทยให้ไปถึงระดับนานาชาติได้ ผ่านช่องทางออฟไลน์ และออนไลน์ ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้มีความมั่นคงในอาชีพเกษตรกรรม  สร้างรายได้ สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

ปัจจุบัน  อ.ต.ก. มีผู้มาใช้บริการเฉลี่ยวันละประมาณ 5,000 คน  ดังนั้นใน 1 ปี จะมีผู้มาใช้บริการประมาณไม่ต่ำกว่า 1,825,000 คน  ตลาด อ.ต.ก. เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีสำหรับผู้บริโภค ในฐานะแหล่ง ช้อป ชิม ชิล สินค้าเกษตรและอาหารคุณภาพพรีเมียม  และเป็นจุดมุ่งหมาย (Destination) ของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่มาท่องเที่ยวในกรุงเทพมหานครอีกด้วย

ในปี พ.ศ. 2560 ตลาด อ.ต.ก. ได้รับการจัดอันดับ จากสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็นสหรัฐอเมริกาให้เป็นตลาดสดที่ดีที่สุด อันดับที่ 4 ของโลก ซึ่งเป็นการการันตีว่าตลาด อ.ต.ก. เป็นตลาดสดที่คู่ควรแก่การมาเยือน อีกทั้งพื้นที่ของ อ.ต.ก. เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสามารถเชื่อมโยงศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งที่ใหญ่ที่สุดของอาเซียน รองรับผู้มาจับจ่ายใช้สอยทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ จึงสะดวก และเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเป็นแหล่งเลือกซื้อสินค้าคุณภาพเพื่อส่งแทนความรักในเทศกาลในวาเลนไทน์นี้  /////-005

รัฐควรต่ออายุนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์เป็นทุก 3 ปีเช่นเดิม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/786906

รัฐควรต่ออายุนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์เป็นทุก 3 ปีเช่นเดิม

รัฐควรต่ออายุนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์เป็นทุก 3 ปีเช่นเดิม

วันอังคาร ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 15.03 น.

รัฐควรต่ออายุนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์เป็นทุก 3 ปีเช่นเดิม

เหตุการณ์ที่ผู้ผลิตอาหารสัตว์และเกษตรกรภาคปศุสัตว์ต้องผนึกกำลังกัน เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งประกาศนำเข้ากากถั่วเหลืองแบบด่วนที่สุดเมื่อปลายปีที่แล้ว สะท้อนความบกพร่องของนโยบายรัฐที่กำหนดอายุของประกาศนำเข้า “สั้นเกินไป”  จนเกิดปรากฎการณ์น่าหวาดเสียว สุ่มเสี่ยงที่ประเทศไทยต้องเสียค่าปรับ และเสี่ยงมากกับการไม่มีวัตถุดิบจนต้องเผชิญการหยุดชะงักของภาคการผลิต ซึ่งจะเกิดความเสียหายตามมาอีกมหาศาล

แม้เกษตรกรหลายฝ่ายต่างออกมาชื่นชมรัฐบาลที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า เร่งสปีดให้ออกประกาศนำเข้าได้ทันเวลา แต่เหตุการณ์นี้ก็ควรเป็นบทเรียนให้ภาครัฐตระหนักว่า การกำหนดอายุประกาศที่สั้นเพียง 3 ปีนั้นไม่เพียงพอ ควรจะขยับออกเป็น 10 ปี หรือจัดทำเป็นนโยบายถาวร ด้วยการนำเข้าวัตถุดิบจำเป็นต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว เนื่องจากประเทศไทยมีผลผลิตพืชเหล่านี้ไม่เพียงพอ และต้องนำเข้าเช่นนี้เป็นประจำทุกปี

พัฒนาการการต่ออายุประกาศนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ ซึ่งเป็นส่วนที่ “กระทรวงพาณิชย์” ต้องรับผิดชอบดำเนินการนั้น มีมาต่อเนื่องหลายยุคสมัย โดยในช่วงแรก อายุประกาศจะเป็นปีต่อปี และถ้าสังเกตให้ดี จากตารางจะพบว่า ปีใดที่มีการประกาศนำเข้าหลัง 31 ธันวาคม จะเป็นปีที่เกิดความล่าช้า และมีความเสียหายอย่างหนักเกิดขึ้นตามมา เช่น ปี 2552 ที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศนำเข้าล่าช้าไป 12 วัน ส่งผลให้ประเทศไทยต้องเสียค่าปรับจากการที่เรือขนส่งมาถึงแล้วเข้าเทียบท่าไม่ได้ และต่อเนื่องไปถึงกระทรวงการคลังที่กว่าจะประกาศลดอากรภาษีก็ปาเข้าไปกลางเดือนกุมภาพันธ์ ทำให้เกิดดอกเบี้ยเงินกู้ที่ภาคธุรกิจต้องกู้มาเสียภาษีนำเข้าก่อน เป็นความเสียหายที่ไม่ควรเกิดขึ้น 

จากนั้นก็มาถึงปี 2554 ยุคของ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง เป็น รมว.พาณิชย์ ที่มีการพิจารณาว่า การนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์จำเป็นต้องมีการวางแผนระยะยาว เพื่อให้ภาคธุรกิจดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดชะงัก จึงปรับเปลี่ยนการต่ออายุประกาศนำเข้าจาก 1 ปี เป็น 3 ปี  ทำให้อุตสาหกรรมอาหารสัตว์สามารถดำเนินการได้ราบรื่นมากขึ้น ภาคธุรกิจจะทำการติดตามและเสนอการต่ออายุประกาศในทุกๆ กลางปีที่ 3 เพื่อให้ต่ออายุได้ทันเวลาและต่อเนื่อง  จากนั้นการต่ออายุประกาศจึงเป็น 3 ปีต่อครั้งเรื่อยมา  และมีตัวอย่างที่ดีที่สุด เป็นยุคของ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ ปี 2557 ที่ทำการอนุมัตินำเข้าแล้วเสร็จตั้งแต่เดือนกันยายน  ไม่ใช่ธันวาคม ทำให้การวางแผนธุรกิจของภาคปศุสัตว์ราบรื่นดีมาก ไม่ต้องลุ้นว่าจะทันหรือไม่ทันเวลา

แต่ไม่ทราบว่า เพราะเหตุใดในปี 2566 จึงเกิดความล่าช้า รัฐบาลเสนอการต่ออายุประกาศเข้า ที่ประชุม ครม. ในนัดสุดท้ายของปี (26 ธันวาคม 2566) และต้องประกาศให้ทันภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2566 เพราะมีเรือบรรทุกกากถั่ว ลอยลำอยู่ในทะเล เตรียมเข้าเทียบท่าประเทศไทยในวันที่ 3 มกราคม 2567 แม้สุดท้ายจะประกาศทันเวลา แต่ก็เล่นเอาทุกภาคส่วนหายใจไม่ทั่วท้อง ตัวเลขค่าปรับประเทศไทยลอยมาในสมองแล้วหลายสิบล้านบาท ทำให้ถึงกับยกมือท่วมหัว ขออย่าให้ต้องลุ้นจนวินาทีสุดท้ายแบบนี้อีกแล้ว

สุดท้ายกลับเกิดสิ่งที่น่าประหลาดที่สุดคือ คณะรัฐมนตรีชุดนี้ มีมติให้ “ลดเวลาอายุประกาศนำเข้ากากถั่วเหลืองจาก 3 ปีลงไปเป็น 1 ปี”  เมื่อกระทรวงพาณิชย์ออกประกาศนำเข้ากากถั่วเหลืองลดลงเหลือเพียง 1 ปี ทำให้ประกาศลดภาษีอากรกากถั่วเหลือง ที่ลงนามโดย นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีอายุเพียง 1 ปีเช่นเดียวกัน

เมื่อกลับมามองสถานการณ์ปัจจุบันที่ยังมีสงครามต่อเนื่อง มีความยากลำบากในการจัดหาวัตถุดิบรวมถึงระยะเวลาการขนส่งที่นานขึ้น ภาคธุรกิจจะต้องวางแผนล่วงหน้า 3-6 เดือน เมื่อประกาศมีอายุสั้นลง การสั่งซื้อวัตถุดิบในช่วงรอยต่อที่ประกาศใกล้หมดอายุก็จะมีความเสี่ยง ไม่ส่งผลดีต่อภาคธุรกิจที่ต้องนำเข้าอย่างต่อเนื่องและเป็นภาระที่รัฐบาลจะต้องมานั่งพิจารณาทุกปี ในขณะที่มีภารกิจอื่นอีกมากมายที่ต้องเร่งดำเนินการ

ท่ามกลางการผลักดันของรัฐบาลที่ต้องการให้ประเทศไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ดียิ่งขึ้น อุตสาหกรรมภาคปศุสัตว์เป็นอีกอุตสาหกรรมหนึ่งที่สามารถช่วยให้รัฐสร้างรายได้เข้าประเทศอย่างเป็นกอบเป็นกำ ดังนั้น รัฐไม่ควรสร้างอุปสรรคใดๆ ให้ภาคการผลิตนี้  ไม่ควรเพิ่มภาระขั้นตอนการทำงาน และไม่ควรขัดขวางการวางแผนระยะยาวในการนำเข้าวัตถุดิบ 

ทางที่ดีที่สุด ควรทบทวนคำสั่งการต่ออายุประกาศนำเข้ากากถั่วเหลืองจากปีต่อปีให้เป็น 3 ปีต่อครั้ง และกระทรวงพาณิชย์จะต้องอนุมติให้เร็วก่อนประกาศหมดอย่างน้อย 3 เดือน และหากพิจารณาปรับลดภาษีนำเข้ากากถั่วเหลืองเป็น 0 (ซึ่งไม่ได้ปรับลดมากว่า 15 ปีแล้ว) จะช่วยลดต้นทุนให้ภาคปศุสัตว์อีกทาง ซึ่งจะเกิดประโยชน์ในการสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาติตามนโยบายของรัฐบาล ได้เร็วกว่า ซอล์ฟพาวเวอร์ที่กำลังพยายามผลักดันกันเสียอีก

ที่มา : สมรรถพล ยุทธพิชัย นักวิชาการอิสระ

‘พัชรวาท’คิกออฟสู้ภัยแล้ง เปิดศูนย์ฯบรรเทาทุกข์ชาวบ้าน เพิ่มสายด่วน Green Call

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/786815

'พัชรวาท'คิกออฟสู้ภัยแล้ง เปิดศูนย์ฯบรรเทาทุกข์ชาวบ้าน เพิ่มสายด่วน Green Call

‘พัชรวาท’คิกออฟสู้ภัยแล้ง เปิดศูนย์ฯบรรเทาทุกข์ชาวบ้าน เพิ่มสายด่วน Green Call

วันอังคาร ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 09.32 น.

“พัชรวาท” คิกออฟสู้ภัยแล้ง เปิดศูนย์ฯบรรเทาทุกข์ชาวบ้าน เพิ่มสายด่วน Green Call รับแจ้งภาวะน้ำแล้ง มั่นใจ “กรมทรัพยากรน้ำ – กรมทรัพยากรน้ำบาดาล” พาประชาชนฝ่าวิกฤตได้     

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 13.30 น.พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เดินทางมาเป็นประธานเปิดศูนย์บรรเทาภัยแล้ง ซึ่งศูนย์ดังกล่าวอยู่ภายใต้ความร่วมมือระหว่างกรมทรัพยากรน้ำและกรมทรัพยากรน้ำบาดาล โดยมีนายภาดล ถาวรกฤชรัตน์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ และนางอรนุช  หล่อเพ็ญศรี อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับ  

พล.ต.อ.พัชรวาท กล่าวเปิดศูนย์ตอนหนึ่งว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับปัญหาภัยแล้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศ ได้สั่งการให้จัดตั้งศูนย์บรรเทาภัยแล้ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยให้กรมทรัพยากรน้ำและกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เป็นหลักในการบูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน บรรเทาภาวะขาดแคลนน้ำ ทั้งนี้จะให้ความสำคัญกับน้ำอุปโภคบริโภค และน้ำเพื่อการเกษตร ตามลำดับ โดยให้มีการเร่งจัดทำแผนปฏิบัติการป้องกันและบรรเทาภัยแล้ง ให้สำรวจและพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ต้นน้ำและแหล่งน้ำสาธารณะที่มีศักยภาพ เพื่อให้มีปริมาณน้ำต้นทุนเพิ่มขึ้น สำรวจพื้นที่ขาดแคลนน้ำและจัดทำโครงการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จุดจ่ายน้ำบาดาลต้องพร้อมใช้งาน จุดไหนมีปัญหาให้เร่งซ่อมแซม 

“ผมมั่นใจว่า ศูนย์บรรเทาภัยแล้งของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ จะสามารถช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในภาวะภัยแล้งของปีนี้ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และต้องจัดเตรียมแผนระยะยาวเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนด้วย ขอให้ทุกภาคส่วนร่วมมือร่วมใจเพื่อฝ่าฟันวิกฤตภัยแล้งในครั้งนี้ไปด้วยกัน” พล.ต.อ.พัชรวาท กล่าว

อย่างไรก็ตาม เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยแล้ง มีการจัดเตรียมจุดจ่ายน้ำบาดาลเพื่อการอุปโภคบริโภค 607 แห่ง บ่อน้ำบาดาลทั่วประเทศ เฉพาะบ่อราชการ 105,243 บ่อ และบ่อสังเกตการณ์ระดับน้ำบาดาลและคุณภาพน้ำบาดาล 1,956 บ่อ 1,183 สถานี   ขณะเดียวกัน กรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้เตรียมความพร้อมมาตรการเชิงรุกใน 5 โครงการหลัก ได้แก่ โครงการซ่อมบำรุงบำรุงรักษาและฟื้นฟูระบบประปาบาดาลเดิม  1,714 แห่ง  โครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบน้ำบาดาลด้วยการเจาะน้ำบาดาลเพิ่มเติม ในโครงการระบบประปาบาดาลเดิมที่ปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน ในพื้นที่ที่มีศักยภาพน้ำบาดาล  210 แห่ง  โครงการเพิ่มน้ำต้นทุนให้กับประชาชนทั้งน้ำอุปโภคบริโภคขนาดใหญ่โครงการพระราชดำริ  12 แห่ง โครงการน้ำบาดาลเพื่อความมั่นคงระดับชุมชน 243 แห่ง  โครงการน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ 336 แห่ง โดยทั้งหมดจะสามารถเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุน 36.37 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี มีครัวเรือนได้รับประโยชน์ 73,388 ครัวเรือน (293,552 ราย) และมีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 20,160 ไร่

ศูนย์ฯ จะบูรณาการการทำงาน ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรพัฒนา เอกชน และประชาชน เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ทั้งนี้กระทรวงฯ ยังได้เปิดช่องทางในการรับแจ้งภาวะน้ำแล้งของกระทรวงฯ ผ่าน สายด่วน Green Call 1310 กด 4 กรมทรัพยากรน้ำบาดาล 1310 กด 5 กรมทรัพยากรน้ำ

ใช้กฎกระทรวงฯค่าใช้น้ำ สทนช.ยันไม่กระทบเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/786767

วันอังคาร ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบกฎกระทรวงภายใต้พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 รวม 5 ฉบับ และได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้วเมื่อวันที่ 25 มกราคมที่ผ่านมา

สำหรับสาระสำคัญของกฎกระทรวงทั้ง 5 ฉบับดังกล่าว ได้กำหนดลักษณะการใช้น้ำไว้ 3 ประเภทคือการใช้น้ำประเภทที่หนึ่ง เป็นการใช้ทรัพยากรน้ำสาธารณะเพื่อการดำรงชีพ การอุปโภค-บริโภคในครัวเรือน การเกษตรหรือการเลี้ยงสัตว์ การอุตสาหกรรมในครัวเรือน การใช้น้ำประเภทที่สอง เป็นการใช้ทรัพยากรน้ำสาธารณะเพื่อการอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การผลิตพลังงานไฟฟ้า การประปาและกิจการอื่น และการใช้น้ำประเภทที่สาม เป็นการใช้ทรัพยากรน้ำสาธารณะเพื่อกิจการขนาดใหญ่ที่ใช้น้ำปริมาณมาก หรืออาจก่อให้เกิดผลกระทบข้ามลุ่มน้ำ หรือครอบคลุมพื้นที่อย่างกว้างขวาง

ทั้งนี้ การใช้น้ำประเภทที่หนึ่ง ซึ่งเป็นการใช้น้ำของคนส่วนใหญ่ในประเทศ ไม่ต้องขอรับใบอนุญาตและไม่ต้องชำระค่าใช้น้ำ แต่ผู้ใช้น้ำจะต้องให้ข้อมูลแก่หน่วยงานของรัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อจะได้รวบรวมจัดส่งให้ สทนช.นำไปวิเคราะห์ความต้องการใช้น้ำในภาพรวม เพื่อการวางแผนบริหารจัดการน้ำด้านอุปทานให้สอดคล้องกับอุปสงค์ต่อไป ดังนั้นเกษตรกรที่ปลูกพืชต่างๆ หรือแม้กระทั่งการทำนาปลูกข้าว การเลี้ยงสัตว์เพื่อยังชีพ จะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากกฎกระทรวงดังกล่าว ยกเว้นการใช้น้ำบาดาลตามกฎหมายว่าด้วยน้ำบาดาล ยังคงต้องยื่นคำขอรับใบอนุญาตใช้น้ำบาดาล และบางกิจการที่ใช้น้ำบาดาลอาจต้องชำระค่าใช้น้ำบาดาล ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่ต้องชำระอยู่แล้ว

ส่วนการใช้น้ำประเภทที่สอง และประเภทที่สาม ต้องยืนคำขอรับใบอนุญาตพร้อม “แผนบริหารจัดการน้ำ” ต่ออธิบดีกรมชลประทาน อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ หรืออธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล แล้วแต่กรณีว่าทรัพยากรน้ำที่ใช้นั้น หน่วยงานไหนรับผิดชอบในทุกๆ 5 ปี อย่างไรก็ดี ได้ยกเว้นค่าใช้น้ำในบางกิจการเช่นกัน ดังนั้นประปาหมู่บ้านที่ให้บริการประชาชนที่อยู่ในต่างจังหวัดหรือประปาภูเขาที่ให้บริการประชาชนในพื้นที่สูง ที่ผลิตน้ำประปาให้บริการโดยไม่ได้แสวงหากำไร ก็ไม่ได้รับผลกระทบ เพราะได้รับยกเว้นไม่ต้องจ่ายค่าใช้น้ำ

สำหรับอัตราค่าใช้น้ำในเขตชลประทาน เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการชลประทานซึ่งกำหนดค่าชลประทานในอัตรา 50 สตางค์ต่อลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ส่วนพื้นที่นอกเขตชลประทาน เป็นไปตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าใช้น้ำประเภทที่สองและประเภทที่สาม ที่ไม่ใช่น้ำจากทางน้ำชลประทานและไม่ใช่น้ำบาดาลหมายว่าด้วยการชลประทาน พ.ศ. 2567 ซึ่งกำหนดไว้ในอัตรา 0.373 สตางค์ต่อ ลบ.ม.