‘ไชยา’ร่วมหารือ แนวทางส่งเสริม ธุรกิจอาหารสัตว์ ทำปศุสัตว์สีเขียว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/775205

วันศุกร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังหารือแนวทางในการส่งเสริมพัฒนาธุรกิจอาหารสัตว์และปศุสัตว์ไทย ร่วมกับสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย โดยมีนายอภัยสุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายสัตวแพทย์โสภัชย์ ชวาลกุล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ว่าปัจจุบันสถานการณ์กระแสตลาดอาหารสัตว์โลกได้ให้ความสำคัญต่อกระบวนการผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น (ปศุสัตว์สีเขียว) ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการบริหารจัดการของกระทรวงเกษตรฯ

ทั้งนี้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรฯ ได้จัดตั้งคณะกรรมการบริหารนโยบายการจัดการทรัพยากรทางการเกษตร ทำการเกษตรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม (Go Green) ด้วย BCG และ Carbon Credit โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานราชการภายในสังกัด เพื่อขับเคลื่อนนโยบายการจัดการทรัพยากรทางการเกษตรที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม และเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนางานจากผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง ในการส่งเสริมพัฒนาองค์ความรู้ให้กับเกษตรกรอย่างทั่วถึงพร้อมทั้งประสานหน่วยงานภายนอกที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม โรงฆ่าสัตว์ เพื่อการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่ปศุสัตว์ต่อไป

‘กรมข้าว’ร่วมกับ’รมช.อนุชา’ เยี่ยม บ.รวมใจพัฒนาความรู้ หารือแนวทางวิจัยพัฒนาพันธุ์ข้าว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/775244

'กรมข้าว'ร่วมกับ'รมช.อนุชา' เยี่ยม บ.รวมใจพัฒนาความรู้ หารือแนวทางวิจัยพัฒนาพันธุ์ข้าว

‘กรมข้าว’ร่วมกับ’รมช.อนุชา’ เยี่ยม บ.รวมใจพัฒนาความรู้ หารือแนวทางวิจัยพัฒนาพันธุ์ข้าว

วันพฤหัสบดี ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 21.00 น.

กรมข้าว ร่วมกับ รมช.อนุชา เยี่ยม บ.รวมใจพัฒนาความรู้ หารือแนวทางวิจัยพัฒนาพันธุ์ข้าว ตอบโจทย์ตลาดและเกษตรกร

14 ธันวาคม 2566 นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว นาย ชิษณุชา บุดดาบุญ รองอธิบดีกรมการข้าว นาย กฤษฎิน คำตัน ผู้อำนวยการกองเมล็ดพันธุ์ข้าว นางสาว กุลศิริ กลั่นนุรักษ์ ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาข้าว นาย ขจร โนวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการผลิตข้าว และคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของสถานีวิจัยพันธุ์ข้าว บริษัท รวมใจพัฒนาความรู้ จํากัด นำโดย นายโกมล จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานกรรมการบริหาร นายวุฒิชัย แตงทอง หัวหน้าสถานีวิจัย ให้การต้อนรับและนำเสนอการดำเนินงานของสถานีวิจัย ณ ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี

นายณัฏฐกิตติ์ กล่าวว่า ในวันนี้มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับเกียรติมาเยี่ยมชมพูดคุยหารือกัน โดยในด้านการพัฒนาพันธุ์ข้าวนั้น กรมการข้าวมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเรื่อยมา และ บริษัท รวมใจพัฒนาความรู้ จํากัด ก็ได้มีการพัฒนาพันธุ์ข้าว เช่นกัน อีกทั้งมีความต้องการที่จะวิจัยพัฒนาพันธุ์ข้าวและได้รับการรับรองพันธุ์ข้าวใหม่ ๆ กับกรมการข้าว ซึ่งกรมการข้าวเป็นหน่วยงานของภาครัฐที่พร้อมจะให้บริการแก่ประชาชน พร้อมที่จะสนับสนุนหน่วยงานและภาคเอกชนที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ ๆ ร่วมกันกับกรมการข้าว เพื่อให้ได้พันธุ์ข้าวที่มีความหลากหลาย และตรงกับความต้องการของพี่น้องเกษตรกร และตลาดที่มีความต้องการพันธุ์ข้าวที่แตกต่างกันให้ได้มากที่สุด

รมว.เกษตรฯเร่งออกก.ม. เดินหน้าแก้ปัญหาประมงทะเล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/775008

วันพฤหัสบดี ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะกรรมการแก้ปัญหาประมงทะเลครั้งที่ 1/2566 โดยมีนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ซึ่งมีนายบัญชา สุขแก้วรองอธิบดีกรมประมง เป็นกรรมการและเลขานุการ

ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายพลิกฟื้นอุตสาหกรรมประมงไทยให้กลับมาเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของประเทศและประชาชนอีกครั้ง โดยมุ่งการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายให้เหมาะสมและการบริหารจัดการทรัพยากรประมงทะเลอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นนโยบายที่นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญเพื่อเร่งรัดแก้ปัญหาความเดือดร้อนของชาวประมง ทั้งชาวประมงพื้นบ้านและชาวประมงพาณิชย์ โดยเฉพาะกฎหมายและข้อบังคับต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อชาวประมง ดังนั้นจึงมีคำสั่งกระทรวงเกษตรฯ เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการแก้ปัญหาประมงทะเล ลงวันที่ 21 กันยายน 2566 โดยมี รมว.เกษตรฯ เป็นประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นรองประธานกรรมการซึ่งมีเจตนารมณ์ในการกำหนดแนวทางแก้ปัญหาเพื่อฟื้นฟูการประมงทะเลเพื่อความยั่งยืน

ทั้งนี้ ที่ประชุมรับทราบความก้าวหน้าการดำเนินการตามที่มีกรณีข้อเรียกร้องของสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ที่เสนอต่อนายกรัฐมนตรี ในคราวลงพื้นที่ จ.สมุทรสงคราม เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2566 โดยมีประเด็นเสนอให้มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายลำดับรอง ซึ่งขณะนี้ได้ข้อยุติแล้ว 9 ฉบับ โดย รมว.เกษตรฯ มอบหมายให้กรมประมง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งรัดออกประกาศตามขั้นตอน

ที่สำคัญคือที่ประชุมยังเห็นชอบให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาข้อเสนอนโยบายการประมงทะเลและพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวประมงพื้นบ้านไทย พ.ศ. 2566 ของสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย ประเด็นข้อเสนอของชาวประมงปลากะตักใน จ.พังงา โดยมุ่งมั่นที่จะพัฒนาอาชีพประมงและคุณภาพชีวิตของชาวประมงให้ได้อย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ที่ประชุมได้รับทราบมาตรการกำจัดและควบคุมปลาหมอสีคางดำของกรมประมง ซึ่งปัจจุบันมีการแพร่ขยายพันธุ์อย่างรวดเร็วในแหล่งน้ำธรรมชาติ ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศวิทยาของแหล่งน้ำ แย่งอาหาร และแย่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำประจำถิ่น ตลอดจนการแย่งอาหารและกินลูกพันธุ์สัตว์น้ำในบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของเกษตรกร โดยมาตรการดังกล่าว ประกอบด้วย การกำจัดปลาหมอสีคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยการจับ การปล่อยปลาผู้ล่า เช่น ปลากะพงขาว การส่งเสริมการเลี้ยงปลาผู้ล่า คือปลากะพงขาว ปลากะพงทอง หรือปลาเก๋า ร่วมกับปลาเศรษฐกิจชนิดอื่น รวมถึงการส่งเสริมให้นำปลาหมอสีคางดำที่กำจัดออกไปแปรรูป เป็นอาหารเลี้ยงสัตว์น้ำ การขายให้กับโรงงานปลาป่น เป็นต้น

รองปลัดฯประชุมวิชาการ สมาคมสัตวแพทย์เอเชีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/775012

วันพฤหัสบดี ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะนายกสัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมวิชาการนานาชาติของสมาพันธ์สมาคมสัตวแพทย์แห่งเอเชีย ครั้งที่ 22ประจำปี 2566 (The 22nd FAVA Congress 2023) โดยมี Dato’ Sri Dr.Stephen Rundi Anak Utom, the minister of Food Industry, Commodity & Regional Development แห่งรัฐซาราวัก เป็นประธานในพิธีเปิด ที่เมืองกูจิง รัฐซาราวัก ประเทศมาเลเซีย

สำหรับการประชุมวิชาการดังกล่าวเป็นการประชุมระดับนานาชาติ มีผู้เข้าร่วมการประชุมมากกว่า 800 คน ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่และประชาสัมพันธ์องค์ความรู้ทางวิชาการด้านสัตวแพทย์ให้กับบุคลากรในสายวิชาชีพสัตวแพทย์และผู้สนใจ และเพื่อร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความรู้ รวมถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัยในด้านสัตวแพทย์ระหว่างกัน โดยภายในงานประกอบด้วยการสัมมนาวิชาการในหัวข้อต่างๆ แบ่งตามชนิดของสัตว์ อาทิ สัตว์เลี้ยง สัตว์ปีก สัตว์เคี้ยวเอื้อง สุกร ม้า สัตว์แปลกและสัตว์ป่า ตลอดจนหัวข้อด้านเภสัชวิทยาทางสัตวแพทย์ ด้านสุขภาพหนึ่งเดียว ด้านการศึกษาทางสัตวแพทย์ และด้านการบริหารบุคลากรทางด้านสัตวแพทย์ นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงงานวิจัยจากสัตวแพทย์และผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ พร้อมทั้งการจัดบูธนิทรรศการจากผู้สนับสนุนงานประชุมที่น่าสนใจ

‘ไชยา’แก้น้ำท่วมร้อยเอ็ดระยะยาว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/775013

วันพฤหัสบดี ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจราชการและมอบสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ จ.ร้อยเอ็ด โดยมีนายชูศักดิ์ ราชบุรี รอง ผวจ.ร้อยเอ็ด และผู้เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับ ที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาชีกลาง จ.ร้อยเอ็ด ว่าโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาชีกลาง กรมชลประทาน ได้มีแผนบริหารจัดการน้ำ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ จ.ร้อยเอ็ด จากสาเหตุร่องมรสุมพาดผ่านทำให้ฝนตกหนักส่งผลให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำชีสูงขึ้น รวมถึงมวลน้ำระบายจากเขื่อนลำปาว และเขื่อนอุบลรัตน์ทะลักเข้าท่วมพื้นที่การเกษตร โดยการระดมกำลังสถานีสูบน้ำ 4 สถานี สูบน้ำออกจากพื้นที่การเกษตรที่เกิดน้ำท่วมขัง ประกอบด้วย 1.สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า ประตูระบายน้ำกุดเชียงสา จ.มหาสารคาม สามารถช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรได้ 3,500 ไร่ 2.สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า ประตูระบายน้ำกุดเชียงบัง จ.ร้อยเอ็ด สามารถช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรได้ 3,500 ไร่ 3.สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า ประตูระบายน้ำห้วยปากบุ่ง จ.ร้อยเอ็ด สามารถช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรได้ 5,000 ไร่ และ 4.สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า ประตูระบายน้ำห้วยน้ำเค็ม จ.ร้อยเอ็ด สามารถช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรได้ 3,000 ไร่ รวมสามารถสูบน้ำได้ 117.26 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมทั้งดำเนินการกำจัดสิ่งขีดขวางทางน้ำบริเวณหน้าเขื่อนระบายน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำในช่วงฤดูน้ำหลาก

นายไชยากล่าวถึงการแก้ปัญหาอุทกภัย ว่าได้มอบหมายกรมชลประทาน ศึกษาแนวทางแก้ปัญหาการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ เพื่อการแก้ปัญหาระยะยาว รวมทั้งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหา การฟื้นฟูเยียวยาแบบบูรณาการ โดยพร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่ ส่วนช่วงฤดูแล้ง มอบหมายกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงฯ ที่สนามบินร้อยเอ็ด เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งต่อไป

รมช.เกษตรฯเล็ง ใช้พื้นที่แม่สอด ทำตลาดส่งออก สินค้าด้านปศุสัตว์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/775006

วันพฤหัสบดี ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่เจ้าหน้าที่หน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯที่สำนักงานเทศบาลแม่สอด จ.ตากโดยมีนายสุรพล วงศ์สุขพิศาล รอง ผวจ.ตาก ให้การต้อนรับ ว่าการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม อ.แม่สอด มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบจุดเชื่อมต่อชายแดนประเทศเพื่อนบ้านที่มีการซื้อ-ขายโคมีชีวิต และได้รับรายงานจากพี่น้องเกษตรกรที่ให้ข้อดีและข้อเสียของการค้าโคมีชีวิต รวมถึงข้อมูลการลักลอบนำเข้าเนื้อเถื่อน

ทั้งนี้ พี่น้องเกษตรกรส่วนใหญ่ได้รับความเดือดร้อนจากการจำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ตกต่ำ ประกอบกับนโยบายของรัฐบาล ที่ให้ความสำคัญกับการปราบปรามสินค้าเกษตรเถื่อน เพื่อให้กลไกราคาตลาดมีราคาที่เป็นธรรม และประชาชนมีสุขอนามัยที่ดี พร้อมทั้งมีนโยบายเปิดตลาดโคเนื้อส่งออกไปยังประเทศจีน เวียดนาม และกัมพูชา รวมถึงตลาดใหม่แถบตะวันออกกลางที่นายกรัฐมนตรี ได้เจรจาการค้าเบื้องต้นไว้แล้ว จึงขอให้กรมปศุสัตว์ ควบคุมดูแลคุณภาพสินค้าปศุสัตว์ให้สามารถส่งออกได้ รวมทั้งมาตรการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศคู่ค้าว่าสินค้าปศุสัตว์ของไทยมีคุณภาพ ปราศจากโรคระบาดขณะเดียวกัน อ.แม่สอด จ.ตาก มีศักยภาพในการเป็นตลาดหรือสถานประกอบการแบบกลุ่ม (Compartment) ที่สามารถเป็นพื้นที่กักกันโรคระบาดสัตว์ก่อนทำการส่งออกได้เป็นอย่างดี หากดำเนินการส่งออกสินค้าเกษตรได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย สินค้าไม่ถูกตีกลับ จะสร้างรายได้ให้เกษตรกรไทย และนำรายได้เข้าสู่ประเทศเพิ่มขึ้น

‘รมว.ธรรมนัส’เปิดประชุมเวทีข้าวไทย พร้อมปาฐกถาพิเศษ‘นโยบายรัฐกับอนาคตข้าวไทย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774901

‘รมว.ธรรมนัส’เปิดประชุมเวทีข้าวไทย พร้อมปาฐกถาพิเศษ‘นโยบายรัฐกับอนาคตข้าวไทย’

‘รมว.ธรรมนัส’เปิดประชุมเวทีข้าวไทย พร้อมปาฐกถาพิเศษ‘นโยบายรัฐกับอนาคตข้าวไทย’

วันพุธ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 14.04 น.

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2566 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับมอบหมายจาก นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานพิธีเปิดการประชุมเวทีข้าวไทย ประจำปี 2566 ภายใต้แนวคิด “อนาคตข้าวไทย : โอกาสและความท้าทาย” โดยมี​ นายณัฏฐกิตติ์  ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว นายอานนท์​ นนทรีย์​ รองอธิบดีกรมการข้าว​ ตลอดจน​ผู้เชี่ยวชาญด้านข้าวจากหลากหลายแขนงเข้าร่วม​ ณ ห้องประชุมสุธรรมอารีกุล อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพฯ

ในโอกาสนี้​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์​ ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “นโยบายรัฐกับอนาคตข้าวไทย” ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับข้าวซึ่งเป็นสินค้าเกษตรหลักของประเทศไทย โดยมุ่งเน้นการพัฒนาความสามารถด้านการผลิตและการตลาดตลอดโซ่อุปทาน โดยมีแนวทาง ดังนี้ 1) ส่งเสริม สนับสนุนการวิจัยและพัฒนา เพื่อให้ได้สายพันธุ์ข้าวที่หลากหลายตรงความต้องการของตลาด มีความต้านทานโรค ให้ผลผลิตสูง มีรายได้เพิ่มขึ้น 2) นำเครื่องจักรกล เทคโนโลยี และนวัตกรรมสมัยใหม่มาใช้ในการผลิต เพื่อลดต้นทุนด้านการเกษตร 3) ส่งเสริมการทำนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รองรับการเปลี่ยนแปลงต่อสภาพภูมิอากาศ ลดการเผาตอซังในไร่นา ส่งเสริมให้เกษตรกรนำเศษวัสดุเหลือใช้ในไร่นามาใช้ประโชน์ สร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น การผลิตปุ๋ย การนำไปเป็นอาหารสัตว์ และการนำไปใช้ในโรงไฟฟ้าชีวมวล ช่วยลดมลพิษทางอากาศ PM 2.5 4) สร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรเพื่อให้เกษตรกรมีอำนาจในการต่อรองในการเข้าถึงปัจจัยการผลิตและการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ข้าว สามารถพึ่งพาตนเองได้  5) ส่งเสริมการผลิตข้าวที่ได้มาตรฐานรองรับตรงตามความต้องการของตลาด 6) ส่งเสริมการแปรรูปสินค้าข้าวให้เป็นผลิตภัณฑ์อื่น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิต และ 7) เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการโลจิสต์เพื่อการส่งออกข้าวไทย การส่งเสริมหาตลาดใหม่ที่มีกำลังซื้อ การเจาะกลุ่มตลาดข้าวเฉพาะ สร้างตราสินค้าให้เป็นที่รู้จัก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในคุณค่าและคุณภาพมาตรฐานความปลอดภัยของสินค้าข้าวไทย

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวถึงกรณีที่มีประเด็นพันธุ์ข้าวไทยไม่ติดอันดับในการประกวดข้าวที่ดีที่สุดในโลก The World’s Best Rice 2023 ในปีนี้นั้น ขอชี้แจงว่าเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เนื่องจากปีนี้ประเทศไทยไม่ได้ส่งพันธุ์ข้าวเข้าประกวด ซึ่งหน่วยงานที่ส่งเข้าประกวดคือ กระทรวงพานิชย์ และสมาคมผู้ส่งออกข้าว สำหรับกรณีการลักลอบนำเข้าสายพันธุ์ข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านมาปลูกในไทยนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ แม้จะปลูกได้ปริมาณที่มากกว่าหรือเท่ากัน แต่ขอให้คำนึงถึงคุณภาพและเป็นสำคัญ เนื่องจากสายพันธุ์ข้าวไทยมีอัตลักษณ์เฉพาะ ซึ่งกรมการข้าวต้องสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับแก่เกษตรกร อีกทั้งได้เตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้สำหรับฤดูกาลผลิตหน้าแล้ว ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญจะทำอย่างไรให้เมล็ดพันธุ์ข้าวมีคุณภาพดี ผลผลิตต่ำ กรมการข้าวจึงต้องตระหนักและมุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ข้าวที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน ทนทานต่อโรค และตรงความต้องการของตลาดโลกเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้วย

สำหรับการประชุมเวทีข้าวไทย ประจำปี 2566 จัดโดย มูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับภาคีองค์กรพันธมิตร ได้แก่ กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นถึงโอกาส ปัญหาและความท้าทายของเศรษฐกิจข้าวไทย นำไปสู่ความมั่นคงและยั่งยืน เพื่อแสวงหาความร่วมมือในการกำหนดทิศทางและสร้างยุทธศาสตร์ข้าว นำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมข้าวและชาวนาไทยให้ปรับตัวก้าวทันกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ

‘มกอช.’ เดินหน้าขับเคลื่อนงานตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ มุ่งยกระดับสินค้าเกษตรไทยในตลาดสากล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774839

'มกอช.' เดินหน้าขับเคลื่อนงานตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ มุ่งยกระดับสินค้าเกษตรไทยในตลาดสากล

‘มกอช.’ เดินหน้าขับเคลื่อนงานตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ มุ่งยกระดับสินค้าเกษตรไทยในตลาดสากล

วันพุธ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 09.10 น.

‘มกอช.’ เดินหน้าขับเคลื่อนงานตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ มุ่งยกระดับสินค้าเกษตรไทยในตลาดสากล

เมื่อเร็วๆ นี้ นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า มกอช. ได้เล็งเห็น และให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนงานตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Supply Chain) โดยการดำเนินงานภายใต้ภารกิจหลักว่าด้วย การกำหนด ตรวจสอบรับรอง ควบคุม และส่งเสริมมาตรฐานสินค้าเกษตร ตั้งแต่ระดับไร่นาจนถึงผู้บริโภค ตลอดจนการเจรจาระหว่างประเทศในการกำหนดมาตรฐาน และแก้ปัญหาทางการค้าเชิงเทคนิค ซึ่งการขับเคลื่อนดังกล่าวจะเป็นประโยชน์กับเกษตรกร ประชาชน และเศรษฐกิจของประเทศให้พัฒนาก้าวหน้าต่อไป ในการขับเคลื่อนดังกล่าว มกอช. แบ่งเป็น 3 ช่วงการดำเนินงานให้ตรอบคลุมวงจรตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Supply Chain) ได้แก่ ต้นน้ำ กลางน้ำ และ ปลายน้ำ

ระดับต้นน้ำ มกอช. ได้มีการกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร จำนวนทั้งสิน 409 เรื่อง แบ่งเป็น มาตรฐานทั่วไป 400 เรื่อง และมาตรฐานบังคับ 9 เรื่อง มาตรฐานการผลิตยั่งยืน ได้แก่ มาตรฐานการผลิตข้าวยั่งยืน มาตรฐานการผลิตกุ้งทะเลยั่งยืน มาตรฐานการผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มยั่งยืน โครงการ“แมลง”แหล่งอาหารอนาคต และการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยการใช้แมลงเป็นแหล่งโปรตีนในอาหาร ปัจจุบันมีจำนวนผู้เข้าร่วม จำนวน 50 ราย

ระดับกลางน้ำ มกอช. ได้มีโครงการและภารกิจที่ทาง มกอช. ได้นำมาตรฐานสินค้าเกษตรนำไปเผยแพร่ ประยุกต์ใช้ รวมถึงการอบรมให้ความรู้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย อาทิเช่น การดำเนินงานการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ  โครงการรักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน ที่ มกอช. ร่วมกับ สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก โครงการพัฒนาระบบบริการภาครัฐ หรือระบบ CAB Service ระบบ TAS-License 

ระดับปลายน้ำ มกอช. ได้จัดทำโครงการและภารกิจที่พัฒนาและส่งเสริมให้เกิดการส่งต่อผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ให้ถึงมือผู้บริโภค ได้แก่ โครงการส่งเสริมการบริโภคและใช้วัตถุดิบสินค้า Q (Q market) โครงการตรวจรับรองสถานที่จำหน่ายสินค้า Q ประเภทโมเดิร์นเทรด (Modern Trade) โครงการร้านอาหารวัตถุดิบปลอดภัยเลือกใช้สินค้า Q (Q Restaurant) และ Q Restaurant Premium  และ เว็บไซต์สินค้าเกษตรมาตรฐาน- ออนไลน์ DGT Farm เว็บไซต์รวบรวมสินค้าเกษตรที่ได้รับมาตรฐานกว่า 1,739 รายการ

นอกจากนี้ ในช่วงที่ผ่านมา มกอช. ได้มีผลงานที่เป็นประจักษ์ อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมให้สินค้าเกษตรไทยน่าเชื่อถือในตลาดโลก ได้แก่ การประสบความสำเร็จในการเจรจาส่งออกผลมังคุดสดไปญี่ปุ่นโดยไม่ต้องอบไอน้ำ ซึ่งการเจรจาในครั้งนี้จะส่งผลช่วยลดต้นทุนการผลิตและการส่งออกมังคุดของไทย ช่วยคงความสดใหม่และไม่สร้างความเสียหายให้กับผลมังคุดสด อีกทั้งช่วยเพิ่มอายุการเก็บรักษาของมังคุด นอกจากนี้ มกอช. ยังได้ทำการเปิดตลาดเนื้อเป็ดปรุงสุกจากไทยไปออสเตรเลีย ซึ่งเป็นประเด็นการหารือภายใต้กรอบการประชุมคณะผู้เชี่ยวชาญ ด้านมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชและมาตรฐานอาหาร (SPS Expert Group) ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทย – ออสเตรเลีย ในการเปิดตลาดในครั้งนี้จะส่งผลช่วยผู้ประกอบการไทย สามารถที่จะส่งออกสินค้าประเภทเนื้อเป็ดปรุงสุกไปออสเตรเลียได้ โดยการส่งออกมีแนวโน้มการขยายตัวเพิ่มขึ้น ผู้บริโภคออสเตรเลีย ก็จะมีทางเลือกในการเลือกซื้อและบริโภคสินค้าประเภทเนื้อเป็ดปรุงสุกจากเพิ่มมากขึ้นด้วยด้วยเช่นกัน

“มกอช. ยังคงมุ่งมั่นพัฒนามาตรฐานสินค้าเกษตรไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกโดยหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญ นั่นคือ การกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตรอย่างต่อเนื่องเพื่อครอบคลุมความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลง อาทิ มาตรฐานผลิตภัณฑ์จิ้งหรีด มาตรฐานบังคับโรงรวบรวมและคัดบรรจุทุเรียน อีกทั้ง มกอช.ยังเล็งเห็นถึงการพัฒนาระบบดิจิทัล รวมถึงไปการขยายผลพัฒนาระบบ QR Trace on Cloud และ DGT Farm ทั้งนี้ มกอช. ยังมุ่งมั่นในการส่งเสริม และพัฒนาบุคลากรด้านมาตรฐาน ทั้ง Q อาสา และบุคลากรในสถาบันการศึกษาอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงการพัฒนาระบบ e-learning ด้านมาตรฐาน โดยขยายวิชา เพิ่มเติมจากมาตรฐาน GAP พืชอาหาร และมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ไปยังมาตรฐานที่สำคัญอื่นๆ ภารกิจทางด้านการเจรจา มกอช. ยังคงมุ่งหน้าผลักดันในด้านการเจรจาให้มีการเปิดตลาดสินค้าเกษตร และแสวงหาความร่วมมือกับต่างประเทศ ในระดับสากล รวมไปถึง การพัฒนาระบบการอนุญาต การกำกับดูแลการนำเข้าส่งออกตามพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตรให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ มกอช. มุ่งมั่นดำเนินการตามภารกิจหลักขององค์ เพื่อให้สอดรับกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ว่า ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ เพื่อความเป็นอยู่ของเกษตรกรไทยที่ดีขึ้น” เลขาธิการ มกอช. กล่าว

รมว.เกษตรฯจี้มาตรการ เร่งมือช่วยเหลือชาวนาเกลือ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774781

วันพุธ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย ครั้งที่ 2/2566 โดยมีผู้แทนเกษตรกรผู้ทำนาเกลือทะเลจาก 7 จังหวัด คณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า เกลือเป็นสินค้าอัตลักษณ์ของคนไทย จึงต้องส่งเสริมและรักษาคุณค่าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมการทำนาเกลือให้อยู่คู่กับประเทศไทย เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาสินค้าเกลือ สร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร จึงมอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ หารือมาตรการแทรกแซงราคาเกลือทะเล เพื่อให้กลไกราคาปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตร ประสานกับกระทรวงวัฒนธรรม ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวงานอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาด้านเกลือทะเล เพื่อให้เห็นถึงความสำคัญของเกลือทะเลไทย สร้างขวัญกำลังใจให้กับเกษตรกรผู้ทำนาเกลือทะเล และเป็นหนึ่งในแนวทางการส่งเสริม Soft power พร้อมทั้งเร่งผลักดันการดำเนินงานส่งเสริมและพัฒนาพื้นที่นาเกลือทะเลไทยเป็นมรดกทางการเกษตรโลก (GIAHS)

รมว.เกษตรฯกล่าวต่อว่า เพื่อให้การขับเคลื่อนการดำเนินงานเป็นไปอย่างต่อเนื่องสามารถแก้ปัญหาเร่งด่วนได้อย่างรวดเร็ว จึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 20 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จึงให้ยกเลิกคำสั่งกระทรวงเกษตรฯ ที่ 2411/2562 ลงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2562 และมีคำสั่งกระทรวงเกษตรฯ ที่ 881/2566 ลงวันที่ 30 ตุลาคม 2566 แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทยขึ้นใหม่ มีอำนาจหน้าที่ 1.ศึกษา และกำหนด แนวทาง มาตรการการพัฒนาเกลือทะเลไทยทั้งระบบ 2.กำหนด และจัดทำแผนงานโครงการและงบประมาณ และบูรณาการการขับเคลื่อนการบริหารจัดการเกลือทะเลไทย ให้เป็นไปอย่างมีเอกภาพ มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด 3.กำกับ ดูแล และติดตามผลการปฏิบัติงานตามแนวทางและมาตรการที่กำหนด และรายงานผู้บริหาร 4.เชิญหน่วยงานหรือผู้ที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลความเห็น และข้อเสนอแนะ รวมทั้งจัดส่งเอกสารและข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวข้องตามที่คณะกรรมการเห็นสมควร 5.แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ คณะทำงาน เพื่อช่วยปฏิบัติงานได้ตามความเหมาะสม และ 6.ปฏิบัติหน้าที่อื่นๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย

ทั้งนี้ ฤดูกาลผลิต 2565/66 มีเกษตรกรผู้ทำนาเกลือขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร 628 ครัวเรือน 2,495 แปลงพื้นที่ 23,307.21 ไร่ ปริมาณผลผลิตรวม 521,054.51 ตัน (รวม 7 จังหวัด ได้แก่ สมุทรสาคร เพชรบุรี สมุทรสงคราม ปัตตานี ชลบุรีฉะเชิงเทรา และจันทบุรี) โดยคาดการณ์ปริมาณผลผลิตเกลือทะเล ปีการผลิต 2566/67 รวม 692,470.23 ตัน

‘ธรรมนัส’สั่งเร่งแก้ปัญหาชาวประมง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774779

วันพุธ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังตรวจราชการในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร เพื่อรับฟังสถานการณ์ด้านประมงและหารือแนวทางแก้ปัญหา โดยมีนายผล ดำธรรม ผวจ.สมุทรสาคร นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายบัญชา สุขแก้ว รองอธิบดีกรมประมง นายมงคล สุขเจริญคณา ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่ห้องประชุมตลาดทะเลไทย อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ว่ามีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะมารับฟังและหารือแนวทางแก้ปัญหาจากกลุ่มชาวประมงผู้ประกอบการประมง และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มประกอบด้วย 1.เรือประมงในน่านน้ำไทยที่ได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมายด้านประมง

2.เรือประมงนอกน่านน้ำไทยที่ประสบปัญหาขาดแหล่งทำการประมงในน่านน้ำของรัฐชายฝั่งอื่นที่มีอยู่จำกัด และ 3.เรือประมงพื้นบ้านจับสัตว์น้ำได้น้อยลงเนื่องจากเรือมีขนาดเล็กไม่สามารถออกทำการประมงได้ไกล นอกจากนี้ ยังมีปัญหาน้ำเสียจากภาคเกษตรกรรม/อุตสาหกรรม/ครัวเรือน ปัญหาน้ำทะเลเน่าเสียจากปรากฏการณ์แพลงก์ตอนบลูม (Plankton Bloom) และปัญหาราคาสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมงตกต่ำ โดยระยะสั้นได้เน้นการแก้ปัญหาเกี่ยวกับแรงงานซึ่งให้บริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ (One stop service) การแก้ไขกฎหมายลำดับรองและการควบรวมกฎหมายฉบับต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกและลดอุปสรรคในการทำประมง/การนำเรือประมงออกนอกระบบ โดยเฉพาะการปรับปรุงอำนาจหน้าที่คณะกรรมการประมงจังหวัด ให้สามารถแก้ปัญหาประมงในพื้นที่ได้อย่างคล่องตัวและทันต่อสถานการณ์มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังสั่งการให้มีการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำในแหล่งน้ำชุมชนและเขตชายฝั่ง เพื่อเป็นแหล่งอาหารและฟื้นฟูระบบนิเวศ โดยที่กรมประมง ได้จัดประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาภาคการประมง ซึ่งมี รมว.เกษตรฯ เป็นประธาน