‘อนุชา’มอบรถเข็น สามล้อโยกผู้พิการ รุดจัดส่งที่ชัยนาท ให้เข้าถึงสวัสดิการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774784

วันพุธ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมพิธีส่งมอบรถเข็นแบบนั่งและรถสามล้อโยก โครงการจัดหารถเข็นแบบนั่งและรถสามล้อโยกสำหรับผู้สูงอายุและคนพิการ เพื่อเข้าถึงสิทธิสวัสดิการใน จ.ชัยนาท โดยมีนายชไมพร อำไพจิตรรอง ผวจ.ชัยนาท นายกันตพงศ์ รังษีสว่างรองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เข้าร่วม ที่โรงเรียนศึกษาพิเศษชัยนาท จ.ชัยนาท

นายอนุชา กล่าวว่า ในฐานะที่เคยดำรงตำแหน่ง รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และเป็นคณะกรรมการของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ได้ผลักดันและสนับสนุนให้ จ.ชัยนาท เสนอโครงการจัดหารถเข็นแบบนั่งและรถสามล้อโยกสำหรับผู้สูงอายุและคนพิการ เพื่อให้เข้าถึงสิทธิสวัสดิการใน จ.ชัยนาท จนได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานสลากฯ และดำเนินโครงการจนสำเร็จลุล่วง

จากข้อมูลรายงานว่า ปัจจุบัน จ.ชัยนาท ได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์แล้ว โดยมีผู้สูงอายุ 79,831 คน (ร้อยละ 25.08) และคนพิการ 14,470 คน(ร้อยละ 4.55) และมีผู้ที่มีความจำเป็นต้องใช้รถเข็นสำหรับผู้สูงอายุและคนพิการหรือรถวีลแชร์ เพื่อการดำรงชีวิตประจำวันเป็นจำนวนมาก ดังนั้น สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จ.ชัยนาท จึงได้จัดทำและขับเคลื่อนโครงการดังกล่าว เพื่อเข้าถึงสิทธิสวัสดิการ 262 คัน ซึ่งนับเป็นกิจกรรมเพื่อสังคม ที่มีประโยชน์และสอดคล้องกับสถานการณ์ความต้องการในปัจจุบันมุ่งเน้นพัฒนาคุณภาพชีวิตของกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ และคนพิการ

เกษตรฯจับมือพาณิชย์ จัดการข้าวเปลือกนาปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774780

วันพุธ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมนโยบายคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) โดยมี นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายพีรพันธ์ คอทอง รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ผู้แทนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ผู้แทนธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)ผู้แทนกระทรวงพาณิชย์ และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ทั้งนี้ ในที่ประชุมได้พิจารณามาตรการบริหารจัดการข้าวเปลือกนาปี 2566/67 ได้แก่ 1.สินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี และ 2.การชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการเก็บสต๊อก โดยกระทรวงเกษตรฯ ได้มอบหมายให้กรมการข้าว และกรมส่งเสริมสหกรณ์ จัดทำข้อมูลเพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาต่อไป

คกก.สร้างอาชีพฯชู’โครงการฟื้นฟูพัฒนาศักยภาพลูกค้าพักชำระหนี้ 3 เพิ่ม 3 สร้าง ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774865

คกก.สร้างอาชีพฯชู'โครงการฟื้นฟูพัฒนาศักยภาพลูกค้าพักชำระหนี้ 3 เพิ่ม 3 สร้าง ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้'

คกก.สร้างอาชีพฯชู’โครงการฟื้นฟูพัฒนาศักยภาพลูกค้าพักชำระหนี้ 3 เพิ่ม 3 สร้าง ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้’

วันอังคาร ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 21.05 น.

คกก.สร้างอาชีพ สร้างรายได้เกษตรกรที่ได้รับการพักหนี้ ชู“โครงการฟื้นฟูพัฒนาศักยภาพลูกค้าพักชำระหนี้ 3 เพิ่ม 3 สร้าง ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้”

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรที่ได้รับการพักชำระหนี้ ครั้งที่1/2566 โดยมี นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายณัฏฐกิตติ์  ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว​ ผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยที่ประชุมได้เห็นชอบให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมบูรณาการกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จัดทำ “โครงการฟื้นฟูพัฒนาศักยภาพลูกค้าพักชำระหนี้ 3 เพิ่ม 3 สร้าง ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ให้กับเกษตรกรจำนวน 300,000 ราย หลังคณะรัฐมนตรีเห็นชอบมาตรการพักชำระหนี้ให้กับลูกหนี้รายย่อย และพัฒนาศักยภาพเพื่อฟื้นฟูลูกหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2566 ที่ผ่านมา ซึ่งการจัดทำโครงการดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพเกษตรกรโดยนำเทคโนโลยี นวัตกรรม ความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น มาต่อยอดการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ตลอดจนการเชื่อมโยงและพัฒนาด้านการตลาด ยกระดับสู่ตลาด Modern Trade ตลาดออนไลน์ และสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินด้วยการเพิ่มทักษะทางการเงินและดิจิทัล

สำหรับแนวทางการขับเคลื่อนโครงการ แบ่งออกเป็น 4 ระยะ ดังนี้ 1) กิจกรรมระยะที่ 1 : การปรับแนวคิด/ความรู้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และ Kick off โครงการ 2) กิจกรรมระยะที่ 2 : การฝึกอบรมภาคปฏิบัติให้แก่เกษตรกรรม (On the job training) 3) กิจกรรมระยะที่ 3 : การตรวจเยี่ยม แนะนำ ติดตามและประเมินผลเบื้องต้น และ 4) กิจกรรมระยะที่ 4 : การรวบรวมช่องทางการตลาด ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้กำหนดรายการอาชีพกว่า 100 โครงการครอบคลุม ด้านพืช ด้านปศุสัตว์ และด้านประมง เพื่อให้เกษตรกรสามารถเลือกกิจกรรมที่ต้องการพัฒนาได้ตามความเหมาะสมอีกด้วย

รมช.เกษตรฯหารือ หอการค้า-สภาหอฯ หนุนอุตสาหกรรม ภาคการเกษตรไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774541

วันอังคาร ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังร่วมรับฟังนโยบายและทิศทางการส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมประมง ปศุสัตว์ และแปรรูปต่อเนื่อง ร่วมกับหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ว่าได้แลกเปลี่ยนข้อเสนอกับหอการค้าฯ และสภาหอการค้าฯรวมถึงทิศทางในการส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมประมง ปศุสัตว์ และการแปรรูป เพื่อนำไปพัฒนาต่อยอด อาทิ การลดต้นทุนอาหารสัตว์ การทดแทนการนำเข้าหัวอาหารสัตว์ โดยใช้โปรตีนชนิดอื่นในกระบวนการผลิตอาหารสัตว์ ซึ่งสภาหอการค้าฯ ถือเป็นองค์กรเอกชนสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทยให้เติบโตไปในทิศทางที่ดีขึ้น

สำหรับการหารือครั้งนี้ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าฯ มีประเด็นหารือและข้อเสนอ ดังนี้ 1.การแก้ปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย (IUU Fishing) และการค้ามนุษย์ด้านแรงงานของประเทศไทย 2. ส่งเสริมสินค้าเกษตร อาหาร ประมง และการอำนวยความสะดวกในการส่งออก-นำเข้า 3.ขั้นตอนการนำกลับสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยง 4.การตรวจรับรองระบบแหล่งผลิตเพื่อนำเข้าวัตถุดิบปศุสัตว์ เกรดไม่เหมาะสำหรับมนุษย์บริโภค ภายใต้พิกัด 0511.99.90 จากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ เพื่อผลิตสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยง 5.กฎระเบียบการส่งออกสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงไปสาธารณรัฐประชาชนจีน 6.ยกระดับมาตรฐานฟาร์มปศุสัตว์ไทย (กลุ่มเนื้อโคและแพะ) และ 7.ส่งเสริมและเพิ่มจำนวนโรงฆ่าสัตว์ โรงตัดแต่งเนื้อสัตว์โรงคัดบรรจุที่มีมาตรฐานให้เพียงพอความต้องการ เป็นต้น

‘ไชยา’ดันผ้าขิดสลับหมี่ ชูSoft Powerหนองบัวลำภู

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774547

วันอังคาร ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ เตรียมผลักดันผ้าขิดสลับหมี่ ลายบัวลุ่มภู ผ้าฝ้ายแกมไหมทอมือลายอัตลักษณ์ประจำจังหวัด เป็น Soft Power จ.หนองบัวลำภู ซึ่งมีการพัฒนาลวดลายโดยระดมความคิดของนักทอผ้า เพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น และการสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับประชาชนในพื้นที่

ทั้งนี้ ได้มอบหมายกรมหม่อนไหม ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรในพื้นที่ตลอดกระบวนการผลิต ประกอบด้วย 1.ช่วงต้นน้ำ ส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เพื่อให้ได้เส้นไหมสำหรับการทอผ้าที่มีคุณภาพ 2.ช่วงกลางน้ำส่งเสริมพัฒนาระบบการผลิตโดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยร่วมกันวิธีการพื้นบ้าน และ 3.ช่วงปลายน้ำ ส่งเสริมการขาย พัฒนาบรรจุภัณฑ์ รวมถึงจัดหาตลาดในการจำหน่ายสินค้า เพื่อพัฒนาศักยภาพในการแข่งขันทางการตลาดของกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ได้มอบหมายกรมหม่อนไหม มอบผ้าขิดสลับหมี่ต้อนรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร เพื่อกระจายความรับรู้ผลิตภัณฑ์สู่ระดับประเทศและสามารถต่อยอดไปยังระดับโลก

สำหรับ จ.หนองบัวลำภู มีกลุ่มทอผ้าพื้นเมือง 533 กลุ่ม ซึ่งมีความโดดเด่นในเรื่องการทอผ้าพื้นเมืองลวดลายเป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะ “ผ้าขิดสลับหมี่”ลายบัวลุ่มภู ที่มีการผสมผสานทั้งผ้าขิดและผ้ามัดหมี่ไว้ในผืนผ้าเดียวกัน ทำให้เกิดลวดลายที่สวยงาม สื่อถึงวิถีวัฒนธรรมและภูมิปัญญาอันทรงคุณค่าของหนองบัวลำภู ซึ่งมีโทนสีชมพูจากการย้อมสีธรรมชาติ จัดเป็นผลิตภัณฑ์ OTOP ประเภทผ้า เครื่องแต่งกายที่สำคัญของ จ.หนองบัวลำภู รวมถึงได้รับการประกาศให้เป็นผ้าอัตลักษณ์ประจำจังหวัดหนองบัวลำภูเมื่อปี 2565 และเผยแพร่ไปยังกลุ่มทอผ้าพื้นเมือง เพื่อการกระจายรายได้ในชุมชนอย่างกว้างขวาง

‘ธรรมนัส’ย้ำแผนจัดการน้ำ เตรียมมาตรการเพาะปลูกฤดูแล้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774543

วันอังคาร ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงความก้าวหน้านโยบายบริหารจัดการน้ำและมาตรการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปี 2566/67 ว่าแม้ว่าประเทศไทยมีฝนตกต่อเนื่องช่วงเดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคม 2566 แต่จากข้อมูลพบว่าปริมาณฝนสะสมยังต่ำกว่าค่าปกติถึงร้อยละ 8 และการกระจายตัวของฝนไม่ครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย ทั้งนี้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (climate change) และปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งส่งผลให้ในบางพื้นที่จะประสบกับสภาวะขาดแคลนน้ำและปริมาณน้ำต้นทุนอาจจะมีไม่เพียงพอให้ใช้ในระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งนี้ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2566 มีการประเมินว่าจะมีสถานการณ์ภัยแล้งที่รุนแรงและต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 3 ปี ซึ่งได้มีการประเมินพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งทั่วประเทศ 16.51 ล้านไร่ แบ่งเป็น พื้นที่นอกเขตชลประทาน 9.17 ล้านไร่ ในเขตชลประทานบริเวณพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา 7.34 ล้านไร่ แต่เนื่องจากมีปริมาณฝนตกมากในช่วงปลายฤดู จึงสั่งการให้กรมชลประทาน เร่งเก็บกักน้ำไว้ให้ได้มากที่สุด และมอบนโยบายให้มีการวางแผนบริหารจัดการน้ำที่คาดว่าจะเป็นน้ำต้นทุนสำหรับฤดูแล้งนี้ 39,457 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ปี 2565 มีน้ำต้นทุน 43,740 ล้านลบ.ม. ทำให้สามารถสนับสนุนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งทั้งประเทศได้ 10.66 ล้านไร่ แบ่งเป็น ข้าว 8.13 ล้านไร่ (ในเขต ชป. 5.80 ล้านไร่นอกเขต ชป. 2.33 ล้านไร่) และพืชไร่พืชผัก 2.53 ล้านไร่ (ในเขต ชป. 0.57 ล้านไร่ นอกเขต ชป. 1.96 ล้านไร่) สำหรับพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา จากเดิมคาดว่าจะไม่สามารถสนับสนุนน้ำเพื่อการเพาะปลูก แต่ในช่วงแล้งนี้สามารถสนับสนุนให้เพาะปลูกข้าวนาปรังได้ 4.20 ล้านไร่ แบ่งเป็น ในเขตชลประทาน 3.03 ล้านไร่ นอกเขตชลประทาน 1.17 ล้านไร่

“ได้มอบนโยบายให้กรมชลประทาน วางแผนบริหารจัดการน้ำต้นทุน และดำเนินการเก็บกักน้ำไว้ให้ได้มากที่สุดสำหรับฤดูแล้งที่จะถึงนี้ สำหรับพื้นที่ที่มีน้ำต้นทุนน้อยได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานส่งเสริมการปลูกพืช ใช้น้ำน้อย พร้อมให้เร่งหาแนวทางส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนการปลูกข้าวนาปรัง นอกจากนี้มอบหมายให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงทั่วประเทศ ตั้งแต่เดือนกันยายน 2566 เพื่อเร่งทำฝนบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกร และเติมน้ำในอ่างเก็บน้ำ ในช่วงปลายฤดูฝน ทั้งนี้ นโยบายการบริหารจัดการน้ำที่ดีจะช่วยเก็บรักษาน้ำไว้ให้สามารถใช้ในกิจกรรมต่างๆทั้งการอุปโภค-บริโภค และการเพาะปลูกได้ตลอดจนถึงช่วงสิ้นสุดปรากฏการณ์เอลนีโญ” รมว.เกษตรฯ กล่าว

รองปลัดฯถกสมาคมสัตวแพทย์เอเชีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774544

วันอังคาร ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะนายกสัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เข้าร่วมประชุมสภาแห่งสมาพันธ์สมาคมสัตวแพทย์แห่งเอเชีย ครั้งที่ 45 (The 45th FAVA Council Meeting) ร่วมกับผู้แทนประเทศสมาชิกกว่า 20 ประเทศ โดยมี Dr. Isao Kurauchi ประธานกรรมการสมาพันธ์สมาคมสัตวแพทย์แห่งเอเชีย (FAVA) เป็นประธาน ที่เมืองกูจิงรัฐซาราวัก ประเทศมาเลเซีย

ทั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมหารือถึงผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของสมาพันธ์สมาคมสัตวแพทย์แห่งเอเชีย (FAVA) รวมถึงวางแผนจัดกิจกรรม/ความร่วมมือกับประเทศสมาชิก ตลอดจนปรับปรุงคู่มือ FAVA Constitution and By-Laws ให้เป็นปัจจุบัน โดยนายเศรษฐเกียรติ ร่วมกล่าวรายงานผลการดำเนินกิจกรรมที่ผ่านมาของสัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ
กับ FAVA ประกอบด้วย 1.การเป็นเจ้าภาพร่วมจัดการสัมมนา “FAVA-FAO-TVMA Regional Seminaron Innovations in Good Farming Practices; A Key Success for the Prevention and Control Transboundary Animal Diseases and Antimicrobial Resistance” 2.การเข้าร่วมการประชุม 38th World Veterinary Association Congress และ 3.การเป็นเจ้าภาพร่วมจัดเสวนา “FAVA-FAO-TVMA, Lunch Symposium for veterinary students” และกล่าวถึงความท้าทายในการจัดการปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพ (Antimicrobial Resistance: AMR) ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญสำหรับภาควิชาชีพสัตวแพทย์ ต้องบูรณาการความร่วมมือหลายภาคส่วนเพื่อแก้ปัญหา นอกจากนี้ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ประเทศไทย เตรียมเสนอตัวเข้าร่วมการคัดเลือกเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม FAVA Council Meeting ครั้งที่ 47 ในปี 2568 โดยมีสมาคมสัตวแพทย์อินเดีย (Indian Veterinary Association: IVA) เป็นผู้เข้าร่วมการคัดเลือก

‘ธรรมนัส’เปิดงาน’เทศกาลข้าวหอมมะลิโลก 2566’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774581

'ธรรมนัส'เปิดงาน'เทศกาลข้าวหอมมะลิโลก 2566'

‘ธรรมนัส’เปิดงาน’เทศกาลข้าวหอมมะลิโลก 2566’

วันจันทร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 21.51 น.

“ธรรมนัส”เปิดงาน”เทศกาลข้าวหอมมะลิโลก 2566” หวังเชื่อมตลาดในและต่างประเทศ สร้างมูลค่าข้าวหอมมะลิ เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2566 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานพิธีเปิดงานเทศกาลข้าวหอมมะลิโลก ครั้งที่ 23 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11 – 13 ธันวาคม 2566 ณ ลานสาเกตนคร สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ร้อยเอ็ด อ.เมืองร้อยเอ็ด จ.ร้อยเอ็ด โดยมี นายทรงพล ใจกริ่ม ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด พร้อมด้วย ผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

โดย ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลด้านการเกษตรเพื่อให้เกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม โดยเน้นการยกระดับสินค้าเกษตร เสริมศักยภาพเกษตรกรด้วยการผลักดันส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ตามนโยบาย 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ในส่วนของการส่งเสริมศักยภาพข้าวไทยนั้น ได้ให้ความสำคัญในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปข้าว ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งในการเพิ่มมูลค่าข้าวให้กับเกษตรกรไทย เกิดการสร้างงานเป็นการเพิ่มโอกาสและขีดความสามารถด้านการแข่งขันทางการค้า โดยใช้องค์ความรู้จากการวิจัยด้านนวัตกรรมการแปรรูป เพื่อนำไปสู่การผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีความปลอดภัยและได้คุณภาพตามมาตรฐาน

ทั้งนี้ ข้าวหอมมะลิ เป็นพืชเศรษฐกิจหลักของจังหวัดร้อยเอ็ด โดยจังหวัดร้อยเอ็ดมีพื้นที่ในทุ่งกุลาร้องไห้ถึงร้อยละ 46 ของพื้นที่ทุ่งกุลาทั้งหมด 2.1 ล้านไร่ ประกอบด้วย 5 จังหวัด ได้แก่ ร้อยเอ็ด 986,807 ไร่ สุรินทร์ 575,993 ไร่ ศรีสะเกษ 287,000 ไร่ มหาสารคาม 193,890 ไร่ และ ยโสธร 64,000 ไร่ เป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวหอมมะลิ 105 ซึ่งมีการปรับปรุงและรับรองพันธุ์ในปี 2502 ในชื่อ “ขาวดอกมะลิ 105” ถือเป็นสายพันธุ์ข้าวที่เป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งชาติ คนทั่วไปจะรู้จักจากคำนิยามว่า “หอม-เรียวยาว-ขาวนุ่ม” ด้วยคุณสมบัติพิเศษ คือ ความนุ่มของข้าว และกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้จนทั่วโลกยอมรับว่าเป็นข้าวที่มีคุณภาพดีที่สุดในโลก จนได้รับการรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์หรือ GI

สำหรับงานเทศกาลข้าวหอมมะลิโลก ครั้งที่ 23 จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นการนำเสนอนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ในกระบวนการผลิตที่เหมาะสมกับพื้นที่ สู่การทำเกษตรสร้างมูลค่า เพื่อเป็นเวทีเชื่อมโยงตลาด ระหว่าง กลุ่มกษตรกรและผู้รับซื้อข้าวทั้งในและต่างประเทศ ให้มีช่องทางการขายที่หลากหลาย โดยอาศัยความร่วมมือภาครัฐและเอกชนด้านการเกษตรเป็นกำลังสำคัญ ซึ่งจะเป็นอีกพลังที่เข้มแข็งในการพัฒนาความร่วมมือด้านการเกษตร ตลอดจนสนับสนุนนโยบายรัฐบาล ให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่กำหนดไว้โดยใช้ “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” เพื่อยกระดับภาคเกษตร และช่วยเหลือเกษตรกรไทย ให้กินดีอยู่ดี โดยได้รับความร่วมมือจากส่วนราชการต่าง ๆ องค์กรภาคเอกชน สภาอุตสาหกรรมจังหวัดร้อยเอ็ด สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดร้อยเอ็ด ชมรมโรงสีข้าวจังหวัดร้อยเอ็ด ผู้แทนกลุ่มองค์กรเกษตรกร และผู้ประกอบการร้านค้าต่างๆ

ซึ่งภายในงานมีกิจกรรมและนิทรรศการต่าง ๆ ที่น่าสนใจ อาทิ 1) นิทรรศการ “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” โดย กรมส่งเสริมการเกษตร 2) นิทรรศการ การส่งเสริมการผลิตข้าวหอมมะลิในพื้นที่ทุ่งกุลาทั้ง 5 จังหวัด โดยสำนักงานเกษตรจังหวัด 5 จังหวัดในเขตทุ่งกุลาร้องไห้ (ร้อยเอ็ด สุรินทร์ ศรีสะเกษ ยโสธร มหาสารคาม) 3) นิทรรศการ การผลิตพันธุ์ข้าวคุณภาพดี โดย ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวร้อยเอ็ด 4) นิทรรศการ ประกวดค้นหาสุดยอดความหอมของข้าวหอมมะลิโลกของจังหวัดร้อยเอ็ด โดย สำนักงานสหกรณ์จังหวัดร้อยเอ็ด 5) การเจรจาการค้าข้าวหอมมะลิและจัดทำบันทึกข้อตกลง ระหว่างผู้ขายข้าวในจังหวัดร้อยเอ็ดและผู้รับซื้อจากในและต่างประเทศดำเนินการ โดย สำนักงานพาณิชย์จังหวัดร้อยเอ็ด 6) นิทรรศการผลงานด้านนวัตกรรมทางด้านการผลิต การแปรรูป สินค้าทางการเกษตร โดย สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดร้อยเอ็ด และ 7) นิทรรศการเรื่อง การพัฒนาข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาด้วยการวิจัย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม โดย หน่วยงานในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

– 006

‘อธิบดีกรมการข้าว’เข้าตรวจเยี่ยม’ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวร้อยเอ็ด’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774474

'อธิบดีกรมการข้าว'เข้าตรวจเยี่ยม'ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวร้อยเอ็ด'

‘อธิบดีกรมการข้าว’เข้าตรวจเยี่ยม’ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวร้อยเอ็ด’

วันจันทร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 14.21 น.

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2566 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมคณะ ลงพื้นที่ จ.ร้อยเอ็ด เพื่อตรวจเยี่ยมศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวร้อยเอ็ด และรับฟังปัญหาอุปสรรคการดำเนินงาน โดยมี นายศราวุธ ประดับคำ ผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวร้อยเอ็ด พร้อมด้วย ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ บุคลากรภายในศูนย์ ให้การต้อนรับ​อย่างอบอุ่น ​ณ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวร้อยเอ็ด จ.ร้อยเอ็ด

– 006

ชลประทานคุมน้ำเจ้าพระยา ลดผลกระทบ-มีน้ำพอใช้ฤดูแล้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774402

วันจันทร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายชุติมันต์ สกุลพราหมณ์ ผอ.สำนักงานชลประทานที่ 11 กรมชลประทาน รับผิดชอบพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างครอบคลุมพื้นที่ จ.นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรสาคร สมุทรปราการ และบางส่วนของ จ.พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี นครปฐม นครนายก สระบุรี ฉะเชิงเทรา และ กทม.กล่าวว่า ช่วงฤดูฝนได้ใช้ระบบชลประทานในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างดังกล่าว ควบคู่กับการวางแผนจัดจราจรน้ำ ทำให้สามารถควบคุมน้ำหลากจากทางเหนือให้ไม่กระทบพื้นที่ในและนอกคันกั้นน้ำ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ได้ใช้ประตูระบายน้ำ (ปตร.) มโนรมย์ ที่อยู่เหนือเขื่อนเจ้าพระยา รับน้ำผ่านคลองชัยนาท-ป่าสัก ระบายลงที่หน้าเขื่อนพระราม 6 ก่อนจะทำการทดน้ำผ่าน ปตร.พระนารายณ์ลงคลองระพีพัฒน์ ต่อมาถึงคลอง 13 คลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต และคลองด่านก่อนออกอ่าวไทย ร่วมกับการใช้คลองรังสิตประยูรศักดิ์ ที่เชื่อมระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำนครนายก และคลองแสนแสบ เชื่อมแม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำบางปะกง พร้อมทั้งใช้อาคารชลประทานในการบริหารจัดการน้ำ

ส่วนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ก็เช่นกันได้เร่งระบายน้ำจากทุ่งรับน้ำเจ้าเจ็ด ผ่านระบบชลประทานเต็มประสิทธิภาพ ได้แก่ คลองเจ้าเจ็ด-บางยี่หน ที่เชื่อมแม่น้ำท่าจีนกับแม่น้ำน้อย คลองพระยาบรรลือ เชื่อมแม่น้ำท่าจีนกับแม่น้ำเจ้าพระยา และคลองพระพิมล ร่วมกับสถานีสูบน้ำบางส่วนลงแม่น้ำท่าจีนและแม่น้ำเจ้าพระยา และควบคุมอัตราการระบายเมื่อน้ำทะเลหนุนผ่าน ปตร.พลเทพ และปตร.บรมธาตุ

นอกจากนี้ สำนักงานชลประทานที่ 11 ร่วมกับสำนักเครื่องจักรกล ได้กำจัดวัชพืช สิ่งกีดขวางทางน้ำในพื้นที่ได้รวมกว่า 62,000 ตัน ช่วยการระบายน้ำเต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมกับใช้ระบบชลประทานในพื้นที่เก็บน้ำในช่วงปลายฤดูฝนเป็นน้ำต้นทุนไว้ใช้ช่วงฤดูแล้ง นอกจากนั้น ในทุ่งรับน้ำเจ้าเจ็ดยังมีปริมาณน้ำสำรอง ซึ่งเกษตรกรสมัครใจรับเข้าไปเก็บในพื้นที่ช่วงฤดูฝนไว้สำหรับเตรียมแปลงทำนาปรัง

สำหรับแผนการใช้น้ำในฤดูแล้งปี 2566/67 ในพื้นที่สำนักงานชลประทานที่ 11 รับผิดชอบ ได้วางแผนจัดสรรน้ำเพื่อการเกษตร 900 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) การอุปโภค-บริโภค 950 ล้าน ลบ.ม.รักษาระบบนิเวศ 1,620 ล้าน ลบ.ม.และอุตสาหกรรม 15 ล้าน ลบ.ม.โดยจัดสรรน้ำให้ทำนาปรังได้ประมาณ 1.18 ล้านไร่ ซึ่งจะมีน้ำต้นทุนมีเพียงพอกับความต้องการตลอดฤดูแล้ง อย่างไรก็ดีได้สั่งการให้เฝ้าระวังคุณภาพน้ำในคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต เพื่อไม่กระทบการผลิตน้ำประปา ใน จ.ฉะเชิงเทรา

“การบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้งปี 2566/67 ได้ยึด 9 มาตรการ รองรับฤดูแล้งตามที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เห็นชอบ ได้นำ 4 แนวทางมาใช้ในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างดังกล่าว ได้แก่ บริหารจัดการน้ำให้เป็นไปตามลำดับความสำคัญการใช้น้ำที่คณะกรรมการลุ่มน้ำกำหนด เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำด้วยการประหยัดและลดการสูญเสียน้ำในทุกภาคส่วน เฝ้าระวังและแก้ไขคุณภาพน้ำ สร้างการรับรู้ ประชาสัมพันธ์การจัดการน้ำให้ประชาชนรับทราบ” ผอ.สำนักงานชลประทานที่ 11 กล่าว