‘ธรรมนัส’ขับเคลื่อนงาน ตามนโยบายรัฐบาลด้านเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759419

‘ธรรมนัส’ขับเคลื่อนงาน  ตามนโยบายรัฐบาลด้านเกษตร

‘ธรรมนัส’ขับเคลื่อนงาน ตามนโยบายรัฐบาลด้านเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายไชยา พรหมา และนายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรฯ มอบนโยบายขับเคลื่อนงาน โดยมีนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ กล่าวรายงาน และคณะผู้บริหารระดับสูงในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม ที่กรมชลประทานมีนโยบายและงานหลักที่สำคัญ ประการแรกคือ การขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลด้านการเกษตรนำไปสู่การปฏิบัติให้เป็นผลสำเร็จ การเน้นสร้างวิธีการทำงานสู่การปฏิบัติ ได้แก่ 1.การจัดตั้งศูนย์บริการประชาชนภาคการเกษตรโดยเป็นศูนย์บริการร่วม เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและพี่น้องเกษตรกร เพื่อให้สามารถติดต่อสอบถาม ขอทราบข้อมูลและรับเรื่องร้องเรียน คลายทุกข์ให้แก่พี่น้องเกษตรกร ณ ศูนย์บริการร่วมเพียงแห่งเดียว 2.สร้างครอบครัวเกษตร บูรณาการงานเข้มแข็งเน้นการทำงานของทุกคนทุกหน่วยงาน ต้องทำงานเป็น Team Work ให้มีศักยภาพเพื่อการทำงานระบบทีมมีประสิทธิภาพ มุ่งมั่น ร่วมแรงร่วมใจบรรลุเป้าหมายให้สำเร็จ และ 3.ขับเคลื่อนภารกิจ ยกระดับ MR.สินค้าเกษตร ฟื้นฟู ยกระดับการทำงานของ MR.สินค้าเกษตร สินค้าเกษตรทุกชนิดต้องมีผู้รับผิดชอบ เน้นทำงานเชิงรุก สร้างกลไกในการแก้ปัญหาให้ถูกจุด ทั้งสินค้าล้นตลาด ราคาตกต่ำ การลักลอบนำเข้าแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง

การรับมือภัยธรรมชาติต้องวางแผนมาตรการต่างๆ อย่างชัดเจน การปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย ถือเป็นการประกาศสงครามสินค้าเกษตรเถื่อน เพื่อไม่ให้กระทบต่อราคาผลผลิตในประเทศ เข้มงวดในการตรวจสอบสต๊อกในประเทศเพื่อควบคุมในการนำเข้า การกักตุน และเก็งกำไร โดยเฉพาะก่อนที่ผลผลิตออกสู่ตลาด ยกระดับสินค้าเกษตร เสริมศักยภาพเกษตรกร การจัดการทรัพยากรทางการเกษตร ทำการเกษตรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม (Go Green) ด้วย BCG / Carbon Credit ฯลฯ

ด้านนายไชยา กล่าวว่า จากที่ รมว.เกษตรฯ ได้มอบนโยบายนั้นครบถ้วนทุกประการการทำงานของพวกเราทุกคนคงสบายใจที่เราถึงแม้จะมาจากต่างพรรค แต่มีเป้าหมายเดียวกัน จะทำงานร่วมกันแบบบูรณาการ มีเป้าหมายในการให้บริการประชาชนให้ขับเคลื่อนไปสู่ความสำเร็จ
ถ้าปราศจากฟันเฟืองในการขับเคลื่อนของกระทรวงเกษตรฯ ก็ไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ได้จึงขอให้ทุกท่านทำงานร่วมกัน

ขณะที่นายอนุชา กล่าวว่า พร้อมจะปฏิบัติหน้าที่ตามนโยบายต่างๆ ที่ รมว.เกษตรฯมอบหมาย ซึ่งนับว่าเป็นนโยบายที่ดี ครอบคลุมนโยบายรัฐบาล สำหรับนโยบายการทำงานแบบบูรณาการในหน่วยงานให้เป็นครอบครัวเกษตร นั้น ถือเป็นการสร้างมิติใหม่ที่จะขับเคลื่อนพัฒนาภาคเกษตรให้พี่น้องเกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น รายได้เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ยินดีที่จะได้ร่วมงานกันสนองงานนโยบายรัฐบาลและขอขอบคุณทุกท่านไว้ล่วงหน้าที่จะร่วมมือกันขับเคลื่อนงานสู่เป้าหมาย

‘อนุชา’เดินหน้าพลิกโฉมภาคเกษตรไทย ดัน GDP ภาคเกษตรให้สูงขึ้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759287

'อนุชา'เดินหน้าพลิกโฉมภาคเกษตรไทย ดัน GDP ภาคเกษตรให้สูงขึ้น

‘อนุชา’เดินหน้าพลิกโฉมภาคเกษตรไทย ดัน GDP ภาคเกษตรให้สูงขึ้น

วันพุธ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2566, 13.22 น.

“อนุชา”เดินหน้าพลิกโฉมภาคเกษตรไทย ดัน GDP ภาคเกษตรให้สูงขึ้น หวังเพิ่มรายได้ แก้ปัญหาหนี้ พร้อมเร่งเสริมศักยภาพเกษตรกรรายย่อยให้เข้าถึงเทคโนโลยีมากขึ้น

เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2566 ที่โรงแรมแมนดาริน ถนนพระราม 4 เขตบางรัก กรุงเทพฯ นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานสัมมนาและกล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “พลิกโฉมภาคเกษตรไทย ด้วยนโยบายการวิจัย นวัตกรรม และการรวมกลุ่ม” จัดโดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) แผนงานคนไทย 4.0 สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อนำเสนอผลการวิจัย เรื่อง “แพลตฟอร์มนโยบายข้าว ผัก และผลไม้” ตลอดจนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน เข้าร่วม

โดย นายอนุชา กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาภาคเกษตร ซึ่งมีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะ “เศรษฐกิจฐานราก” ซึ่งหากสามารถพัฒนาภาคเกษตรให้เข้มแข็ง จะส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP ภาคเกษตรขยายตัวสูงขึ้น และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกร อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลข GDP ภาคเกษตร มีสัดส่วนเพียง 8.9% ของ GDP รวม ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมมีสัดส่วน 60.2% และภาคบริการมีสัดส่วน 30.9% ตามลำดับ แต่ภาคเกษตรถือเป็นหัวใจสำคัญของประเทศ เปรียบเหมือนรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย ที่สร้างรายได้ให้กับประชากรไทยจำนวนไม่น้อยในแต่ละปี นอกจากนี้ ภาคเกษตรกรยังพบปัญหาต่างๆ หลายด้าน เช่น การขาดแคลนเงินทุนและการขาดโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุน ปัญหาต้นทุนการผลิตมีราคาสูงการขาดองค์ความรู้ทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม การขาดแคลนแรงงานภาคเกษตร การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศอย่างต่อเนื่อง เป็นต้น ดังนั้น ตนในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้มุ่งเน้นผลักดันนโยบายรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตภาคเกษตรให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว

สำหรับระยะสั้น ผลักดันการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนเงินทุนและการขาดโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุน โดยส่งเสริมให้ภาคเกษตรสามารถมีแหล่งทุนในการสร้างรายได้โดยเร็วที่สุด เช่น ผลงานสำคัญที่ผ่านมาซึ่งเป็นนโยบายของสำนักนายกรัฐมนตรี คือ “โครงการโคล้านครอบครัว” ผ่านกองทุนหมู่บ้าน โดยเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2566 คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้ดำเนินโครงการในวงเงินงบประมาณ 5,000 ล้านบาท โดยให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สนับสนุนสินเชื่อให้กับกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง จำนวน 79,610 กองทุน มีกำหนดระยะเวลา 4 ปี เพื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกกองทุนที่เข้าร่วมโครงการฯ สามารถกู้ยืมเงินทุนสำหรับเลี้ยงโค ครอบครัวไม่เกิน 50,000 บาท จำนวน 100,000 ครัวเรือน โดยเลี้ยงโค ครัวเรือนละ 2 ตัว รวม 200,000 ตัว เป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาทำปศุสัตว์เพื่อสร้างรายได้ด้วยวิธีการที่ง่ายและเกิดความยั่งยืน เป็นต้น ทั้งนี้ แนวคิดจากโครงการดังกล่าวได้มีการทดลองนำร่องทำสำเร็จมาแล้วในหลายพื้นที่ เช่น จังหวัดสุโขทัย เป็นต้น

ระยะกลาง เมื่อภาคเกษตรสามารถเข้าถึงแหล่งทุนและมีเงินทุนในการสร้างรายได้ที่มั่นคงแล้ว ผลักดันให้เกิดการพัฒนากลุ่มเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรให้เข้มแข็ง โดยส่งเสริมให้เกษตรกรมีความรู้ความสามารถ ทั้งในการผลิต การค้า การตลาด การบริหารจัดการ การเงินและบัญชี มีรายได้สูง พร้อมทั้งรวมกลุ่มทำการผลิตและการตลาดเองในรูปแบบแปลงใหญ่ วิสาหกิจ ชุมชน หรือสหกรณ์ เป็นต้น

ระยะยาว ผลักดันนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูงในภาคเกษตร ส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม การเกษตร มุ่งเน้นความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนในการลงทุน เพื่อการวิจัยและพัฒนา กำหนดกรอบงานวิจัยและสร้างนวัตกรรมให้สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่ พัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศการเกษตร และสร้างการเชื่อมโยงของข้อมูลอย่างเป็นระบบ รวมถึงส่งเสริมการนำงานวิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง เน้นการเข้าถึงเทคโนโลยีการเกษตรของเกษตรกรรายย่อยและกลุ่มเกษตรกร เพื่อช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาภาคการเกษตรให้มีศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้น

นอกจากนี้ นายอนุชา เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ สามารถเพิ่มผลผลิตต่อไร่ได้เพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรโดยตรง รวมทั้งเพิ่มความมั่นคงด้านอาหารของประเทศอีกด้วย อย่างไรก็ตาม จากปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร ทำให้เกษตรกรได้รับผลกระทบและความเสียหาย จึงได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพื้นที่เพาะปลูก หันมาทำปศุสัตว์ เช่น โครงการโคล้านครอบครัว ที่ผมได้ขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่อง เพราะความมุ่งหวังของผมคืออยากเห็นรายได้ภาคเกษตรเพิ่มขึ้น

– 006

‘ธรรมนัส’นำทีมรับนายกฯติดตามสถานการณ์น้ำ สั่งเฝ้าระวังทุกจุด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759268

‘ธรรมนัส’นำทีมรับนายกฯติดตามสถานการณ์น้ำ สั่งเฝ้าระวังทุกจุด

‘ธรรมนัส’นำทีมรับนายกฯติดตามสถานการณ์น้ำ สั่งเฝ้าระวังทุกจุด

วันพุธ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2566, 12.32 น.

‘ธรรมนัส’นำทีมรับนายกฯติดตามสถานการณ์น้ำ สั่งเฝ้าระวังทุกจุด เตรียมระบายน้ำให้เร็ว-วางแผนกักเก็บน้ำไว้ใช้สำหรับฤดูแล้งหน้า

27 กันยายน 2566 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ติดตามแนวโน้มสถานการณ์น้ำท่าในลำน้ำสายหลัก และการบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา และลุ่มน้ำชี-มูล โดยมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ , นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ , นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน และผู้บริหารกรมชลประทาน ให้การต้อนรับที่กรมชลประทาน สามเสน

นายกรัฐมนตรีได้แสดงความเป็นห่วงสถานการณ์น้ำทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเฝ้าระวังทุกจุด รวมถึงให้มีการระบายน้ำให้เร็วและกักเก็บน้ำสำหรับใช้ในฤดูแล้งหน้า เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นให้ได้มากที่สุดด้วย

นายกฯ สอบถามว่า สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคอีสานโดยเฉพาะจังหวัดอุบลราชธานี ที่มีน้ำท่วมหนักซึ่งมีความเป็นห่วงดังนั้นต้องเฝ้าระวัง เพราะน้ำท่วมทุกปีและน้ำท่วมนาน ซึ่งประมาณอีก 10 กว่าวัน ตนจะเดินทางลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ไปดูสถานการณ์น้ำ เนื่องจากทราบว่าได้รับผลกระทบน้ำท่วม อย่างไรก็ตาม ตนมีภารกิจมากแต่ก็มาที่นี่เพราะเป็นห่วงเรื่องน้ำท่วมน้ำแล้ง

ด้าน ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า สาเหตุที่จังหวัดอุบลราชธานีน้ำท่วมซ้ำซาก เพราะการระบายน้ำตรงแก่งสะพือจะต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน ความจริงแล้วจะต้องทำการบายพาสทางน้ำนานแล้ว  ซึ่งตรงนี้นายกฯ กล่าวว่า ขอฝากรัฐมนตรีไปดูแลด้วย เพราะรัฐมนตรีรู้ปัญหาดี

จากนั้นนายกฯ เดินเข้าไปยังห้องปฎิบัติการประเมินสถานการณ์น้ำเพื่อมอบนโยบาย ว่า ตนมาที่นี่เพราะมีความเป็นห่วงเรื่องน้ำท่วม ซึ่งเมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมาตนได้พบกับสส.จังหวัดอุบลราชธานีหลายท่าน ซึ่งก็มีความเป็นห่วงเรื่องสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ ทำให้พืชผลทางการเกษตรเสียหาย และขอฝากเฝ้าระวังในทุกจุด และหน้าจะหนักหนาอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ในช่วงปลายเดือนต.ค.ถึงเดือนพ.ย. ก็จะต้องมีการเฝ้าระวังด้วยเหมือนกัน

นายกฯ กล่าวว่า ตนเข้าใจว่าทุกคนทำงานหนัก แต่เรื่องปัญหาน้ำท่วมก็จะมีผลกับเรื่องปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งจากที่ได้รับฟังสถานการณ์น้ำในเขื่อนก็มีความเป็นห่วง เพราะยังมีน้ำน้อยอยู่ และควบคุมปริมาณน้ำฝนตกมาก ตกน้อยไม่ได้  จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเรื่องพายุที่กำลังจะเข้า ตามมาด้วยสถานการณ์ภัยแล้ง หากประชาชนเดือดร้อนจากน้ำท่วมก็ฝากให้ดูแลอย่างใกล้ชิด ให้ลืมเหนื่อยๆ กันหน่อยในช่วงนี้ เราต้องวางแผนระยะกลางและระยะยาว เพื่อเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ข้างหน้า ซึ่งตนก็จะติดตามและลงพื้นที่ไปดูด้วยกัน

“ผมทราบอยู่ว่าทุกท่านมีภารกิจเยอะ รัฐมนตรีมาใหม่ก็คงเคี่ยวหนักอยู่ เราขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่าน ถ้าหากมีการกำชับเพิ่มขึ้น ก็ขอให้เข้าใจกัน เพราะเราเป็นผู้ใหญ่กันแล้ว เพราะประชาชนเดือดร้อน ก็ขอโทษแทนรัฐมนตรีด้วยที่เคี่ยวหนัก” นายกฯกล่าว

สมเด็จพระกนิษฐาฯ เสด็จฯงานลองกอง ของดีเมืองนราธิวาส เน้นพัฒนาคุณภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759165

วันพุธ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ พระชนมพรรษา ภายในบริเวณศูนย์ราชการ อ.เมือง จ.นราธิวาส ทรงเป็นองค์ประธานเปิดงานวันลองกอง “ของดีเมืองนรา” ครั้งที่ 46 โดยมี ร.อ.ธรรมนัสพรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กราบบังคมทูลรายงานความเป็นมาและวัตถุประสงค์ของการจัดงาน นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายครองศักดิ์ สงรักษา รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร และข้าราชการสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เฝ้าฯรับเสด็จ ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร จัดงานภายใต้แนวคิด “ร่วมใจภักดิ์ สืบสาน รักษา ต่อยอด ศาสตร์พระราชา ชาวนราเปี่ยมสุข”

สำหรับการจัดงานครั้งนี้ เป็นการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพผลผลิตลองกองและผลผลิตทางการเกษตรของ จ.นราธิวาส ให้ดียิ่งขึ้น มีวัตถุประสงค์ คือ 1.เพื่อสนองพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย 2.เพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยงานต่างๆ ได้แสดงผลงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการที่สำคัญของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์เผยแพร่สู่ประชาชน 3.เพื่อเผยแพร่เทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ สู่เกษตรกรให้สามารถพัฒนาคุณภาพผลผลิตทางการเกษตร 4.เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกร องค์กรเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน ได้จำหน่ายผลผลิตและผลิตภัณฑ์ รวมถึงได้เชื่อมโยงเครือข่ายด้านการตลาด และ 5.เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการท่องเที่ยวของ จ.นราธิวาส

กรมพัฒนาฯแก้ไขการชะล้างพังทลายดิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759170

วันพุธ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า ได้แก้ปัญหาการชะล้างพังทลายของดินในพื้นที่เกษตรกรรมผ่านโครงการป้องกันการชะล้างพังทลายของดินและฟื้นฟูพื้นที่เกษตรกรรม ด้วยระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ โดยดำเนินโครงการที่ลุ่มน้ำห้วยแม่สามขา ลุ่มน้ำสาขาน้ำแม่จาง ลุ่มน้ำหลักแม่น้ำวัง จ.ลำปาง เลือกพื้นที่ลุ่มน้ำที่ส่วนใหญ่มีระดับความรุนแรงของการสูญเสียดินมากกว่า 5 ตัน ต่อไร่ ต่อปี ซึ่งสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 6 และสำนักวิศวกรรมเพื่อการพัฒนาที่ดิน ได้ร่วมพัฒนาพื้นที่ตามแบบมาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำทางวิธีกล ทั้งการจัดการพื้นที่บนแปลงเกษตรกรรม เพื่อการจัดการน้ำไหลบ่าไม่ให้มีความรุนแรงในการพัดพามวลดินในแปลงเกษตรให้ไหลไปกับน้ำ โดยอาศัยการปรับโครงสร้างพื้นที่แปลงเกษตร

นอกจากนี้ได้พัฒนาและฟื้นฟูพื้นที่เกษตรกรรมด้วยการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ที่ดิน โดยสร้างบ่อดักตะกอนขนาดใหญ่ทำหน้าที่ดักตะกอนและเป็นแหล่งน้ำสำรองเพื่อการเกษตรในช่วงฤดูแล้ง พร้อมระบบกระจายน้ำด้วยท่อและคลองส่งน้ำ เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตพืชของพื้นที่เกษตรกรรมในโครงการ นับตั้งแต่ดำเนินโครงการได้ปรากฏผลสำเร็จที่ชัดเจน จากกรณีผลกระทบจากพายุไต้ฝุ่นโนรู (NORU) เมื่อปี 2565 ทำให้มีปริมาณน้ำฝนเพิ่มมากขึ้น แต่ด้วยระบบบริหารจัดการพื้นที่ลุ่มน้ำด้วยมาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำ ที่สามารถรับมือกับปริมาณน้ำไหลบ่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้พื้นที่เกษตรกรรมในพื้นที่โครงการดังกล่าวได้รับความเสียหายน้อยมากเมื่อเทียบกับพื้นที่ใกล้เคียง

นายปราโมทย์ กล่าวอีกว่า การดำเนินโครงการพบว่าสามารถใช้ประโยชน์ที่ดินได้คุ้มค่ามากขึ้น ลดการสูญเสียหน้าดินที่เป็นประโยชน์ต่อการผลิตภาคการเกษตรและเก็บรักษาความชุ่มชื้นให้กับดินได้อย่างดี อีกทั้งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในภาคการเกษตร

เกษตรฯจับมือWalmart สร้างความมั่นใจสินค้าไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759168

วันพุธ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ หารือกับ Jeff Rice Senior Vice President, Supply Chain & Sourcing Compliance และคณะผู้บริหารบริษัท Walmart พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความมั่นใจในการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯ และผลิตภัณฑ์เกษตรและอาหารที่ส่งออกจากไทยไปยังตลาดโลก

สำหรับการหารือครั้งนี้ บริษัท Walmart มีความสนใจเกี่ยวกับการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯ และการปรับตัวของผู้ประกอบการไทย ต่อการบังคับใช้มาตรการต่างๆ ซึ่งเป็นที่ยอมรับของทั่วโลก อาทิ การลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) การค้าสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า (Deforestation-free products) การค้าสินค้าประมงที่ไม่ได้มาจากการทำประมงผิดกฎหมาย (Illegal, Unreported, and Unregulated Fishing: IUU Fishing) การจัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับของสินค้าและการคุ้มครองสวัสดิภาพแรงงาน ซึ่งประเทศไทย ให้ความสำคัญต่อมาตรการดังกล่าวอย่างมาก และมีการเตรียมความพร้อมให้กับภาคเอกชนและเกษตรกรไว้แล้ว ผ่านนโยบายและแผนการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯ เช่น ยุทธศาสตร์ 3S ที่มุ่งเน้นให้เกิดการทำเกษตรที่ปลอดภัย (Safety) มั่นคง (Security) และยั่งยืน (Sustainability) และการขับเคลื่อน BCG โมเดล ที่เสริมสร้างการพลิกโฉมระบบเศรษฐกิจของไทยด้วยวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม ซึ่งครอบคลุมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ รวมทั้งการส่งเสริมสวัสดิภาพแรงงาน

รองปลัดฯหารือSFDA ดันส่งออกสินค้าเกษตรไปซาอุฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759171

วันพุธ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และคณะ หารือร่วมกับผู้แทนหน่วยงานสำนักงานอาหารและยาแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย (Saudi Food and Drug Authority: SFDA) นำโดย Ms.Alaa F. Sendi ตำแหน่ง Executive Director of International Cooperation และคณะเจ้าหน้าที่ SFDA ที่เกี่ยวข้อง โดยมีนายดามพ์ บุญธรรม เอกอัครราชทูต ณ กรุงริยาด เข้าร่วม ที่สำนักงาน SFDA ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย

นายเศรษฐเกียรติ กล่าวว่าฝ่ายไทยได้เร่งติดตามประเด็นการเปิดตลาดสินค้าเกษตรของไทยไปยังซาอุฯ ได้แก่ 1.ความคืบหน้าการขึ้นทะเบียนโรงงานเนื้อสัตว์ปีกและผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกแปรรูป ผลิตภัณฑ์น้ำผึ้ง สินค้าประมงและสินค้าสัตว์น้ำเพาะเลี้ยง 2.ความคืบหน้าการออกใบรับรองสุขอนามัยสำหรับการส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำผึ้ง และ 3.ความคืบหน้าการขอเปิดตลาดสินค้าสัตว์น้ำเพาะเลี้ยง 2 ชนิด ได้แก่ กุ้งกุลาดำ และปลานิล ซึ่งเป็นสินค้าที่ประเทศไทยเคยมีการส่งออกไปยังซาอุดีอาระเบีย อยู่แล้ว แต่เนื่องจากมีการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบของซาอุดีอาระเบีย จึงทำให้ประเทศไทยต้องขออนุญาตขึ้นทะเบียนอีกครั้ง ซึ่งฝ่ายไทยได้ดำเนินการยื่นขอขึ้นทะเบียนอีกครั้งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ดี SFDA แจ้งว่า ปัจจุบันได้ขึ้นทะเบียนให้ผู้ประกอบการสินค้าประมงของไทย 57 ราย ผู้ประกอบการเนื้อสัตว์ปีกและผลิตภัณฑ์ 20 รายผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์น้ำผึ้ง 3 ราย ทั้งนี้ เนื่องจาก SFDA ได้รับคำขอการขึ้นทะเบียนและเปิดตลาดจากประเทศต่างๆ เป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการพิจารณาคำร้องขอต่างๆ จากฝ่ายไทย ทาง SFDA จึงขอให้ฝ่ายไทยรวบรวมและจัดส่งข้อมูลดังกล่าวไปยัง SFDA อีกครั้ง เพื่อจะได้เร่งรัดการพิจารณาต่อไป

นอกจากนี้ได้หารือถึงความเป็นไปได้ในการยกเลิกหรือลดค่าธรรมเนียมการตรวจประเมินสถานประกอบการเนื้อโคและเนื้อแพะสำหรับการส่งออก ซึ่ง SFDA แจ้งว่ารัฐบาลแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย เป็นผู้กำหนดค่าธรรมเนียมดังกล่าว จึงไม่สามารถดำเนินการยกเลิกหรือแก้ไขค่าธรรมเนียมดังกล่าวได้ แต่ SFDA สามารถให้ความช่วยเหลือฝ่ายไทยได้ โดยการจัดสัมมนาผ่านระบบทางไกล เพื่อให้ข้อมูลด้านแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องและเป็นไปตามกฎระเบียบแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย สำหรับสถานประกอบการต่างๆ อาทิ สินค้าประมง และสินค้าปศุสัตว์ รวมทั้งการให้ข้อมูลการขอจัดทำการตรวจประเมินเชิงระบบ โดยให้หน่วยงานผู้รับผิดชอบหลักของไทยเป็นผู้ทำการรับรองโรงงานแทนต่อไป

สวทช.จัดNSTDA-KU Rice Field Day

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758949

วันอังคาร ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จ.นครปฐม – ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดงาน “NSTDA-KU Rice Field Day 2023” งานแสดงพันธุ์ข้าวใหม่รับโลกรวนจากเอลนีโญ เพื่อเผยแพร่สายพันธุ์ข้าวที่ทนทานต่อสภาพแวดล้อมวิกฤตที่พัฒนาด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ องค์ความรู้ด้านข้าวศักยภาพด้านเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับข้าว และนวัตกรรมปรับปรุงพันธุ์ข้าว พร้อมจัดแสดงพันธุ์ข้าวเพื่ออนาคตรับโลกรวน เช่น ทนร้อน ทนแล้ง ทนน้ำท่วมทนเค็ม ต้านทานโรคและแมลง และมีคุณภาพหุงต้มและโภชนาการตามความต้องการของตลาด เพื่อมุ่งให้เกิดการใช้ประโยชน์เชิงสาธารณะ เผยแพร่สู่เกษตรกร และต่อยอดเชิงพาณิชย์

ผศ.ดร.นิคม แหลมสัก รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและกิจการเพื่อสังคม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่าการจัดงานครั้งนี้ เป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมการปรับปรุงพันธุ์ข้าวแบบแม่นยำ และจัดแสดงสายพันธุ์ข้าวใหม่ที่มีคุณสมบัติดีเด่นที่เกิดจากผลงานวิจัยร่วมกันของทั้งสองหน่วยงานมานานกว่า 20 ปี ให้นักวิชาการนำเอาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และ สายพันธุ์ข้าวดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มรายได้

ด้าน ดร.วรรณพ วิเศษสงวน ผอ.ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. กล่าวว่า สายพันธุ์ข้าวที่จัดแสดงในงานนี้มีคุณสมบัติต้านทานสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้แก่ ทนร้อน ทนแล้งทนน้ำท่วม ทนเค็ม ต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ต้านทานโรคไหม้และโรคขอบใบแห้ง ซึ่งพร้อมแล้วที่จะเผยแพร่สู่เกษตรกร และเป็นสายพันธุ์ข้าวศักยภาพสูงให้หน่วยงานต่างๆ นำไปวิจัยต่อยอด

ปลัดฯประชุมคกก.พัฒนา ระบบโลจิสติกส์การเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758952

วันอังคาร ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังประชุมคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบโลจิสติกส์การเกษตร ครั้งที่ 1/2566 ว่าที่ประชุมฯ มีมติเห็นชอบการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ภาคการเกษตร (พ.ศ.2566-2570) โดยมอบหมายสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมประมง และกรมปศุสัตว์จัดเก็บตัวชี้วัดประจำปีงบประมาณ 2566 และส่งให้ฝ่ายเลขานุการฯ ภายในไตรมาส 1 ประจำปีงบประมาณ 2567 เพื่อใช้ประเมินการบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายของแผนปฏิบัติการฯ

รวมทั้งมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาเสนอโครงการ/กิจกรรมที่สนับสนุนการพัฒนาระบบโลจิสติกส์การเกษตร ประจำปีงบประมาณ 2567 เพิ่มเติม และรายงานผลการดำเนินงานเป็นรายไตรมาสโดยเริ่มรายงานเมื่อสิ้นสุดไตรมาส 1 ประจำปีงบประมาณ 2567 เป็นต้นไปนอกจากนี้ยังมอบหมายหน่วยงานจัดทำข้อเสนอโครงการเพื่อขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2568 โดยพิจารณาจากโครงการที่บรรจุในแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ภาคการเกษตร (พ.ศ.2566–2570) หรือเสนอโครงการใหม่/โครงการตามข้อเสนอของฝ่ายเลขานุการฯ ที่จะส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าหมายของแผนปฏิบัติการฯ

รองปลัดฯขานรับ นโยบายด้านเกษตร จัดสัมมนาทำแผน พร้อมรับ‘เอลนีโญ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758944

วันอังคาร ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้าร่วมสัมมนาและเป็นวิทยากรในโครงการสัมมนา เรื่อง “ผลกระทบต่อภาคการเกษตร-เกษตรกรต่อปรากฏการณ์เอลนีโญ : การเตรียมการและการขับเคลื่อน” โดยบรรยายในหัวข้อ “แผนบูรณาการและการขับเคลื่อนการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบของประเทศไทย และผลกระทบในภาคการเกษตรอันเนื่องมาจากปรากฏการณ์เอลนีโญ” ร่วมกับนายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน ที่รัฐสภา โดยมีศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา เป็นประธานเปิดการสัมมนา และ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ประธานคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา ร่วมพิธีเปิดการสัมมนา

ทั้งนี้ สำหรับการสัมมนาดังกล่าว มีคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์วุฒิสภา ผู้บริหาร ผู้แทนเกษตรกร และหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วม มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับมาตรการและการจัดทำแผนบูรณาการเพื่อรองรับผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบและรับทราบผลการพิจารณาศึกษาเรื่องการทำเกษตรแบบแปลงใหญ่ เพื่อกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนโครงการเกษตรแปลงใหญ่ตามแผนแม่บท ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติด้านการเกษตร มีการนำเสนอข้อมูลการเตรียมการรับผลกระทบภัยแล้ง ปี 2566/67 ของกระทรวงเกษตรฯ ได้แก่ สถานการณ์น้ำ การเตรียมการของกระทรวงเกษตรฯ และแผนงานเพื่อเตรียมการในช่วงฤดูฝน ปี 2567 และในระยะต่อไป