‘เฉลิมชัย’ร่วมจัดทำหลักสูตรวกส.รุ่น4

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/747353

‘เฉลิมชัย’ร่วมจัดทำหลักสูตรวกส.รุ่น4

‘เฉลิมชัย’ร่วมจัดทำหลักสูตรวกส.รุ่น4

วันพุธ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เปิดหลักสูตร : ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ แถลงข่าวหลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.) รุ่นที่ 4 โดยมีวัตถุประสงค์ขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยให้เป็นผู้นำด้านการเกษตรและอาหารในระดับนานาชาติ สร้างความมั่นคงยั่งยืนด้วยวิทยาการเกษตร เทคโนโลยี และนวัตกรรมสมัยใหม่

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานงานแถลงข่าวหลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.) รุ่นที่ 4 โดยมีนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ประธานกรรมการมูลนิธิเกษตราธิการ ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง ผอ.สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

สำหรับหลักสูตร วกส.มีวัตถุประสงค์ในการขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยให้เป็นผู้นำด้านการเกษตรและอาหารในระดับนานาชาติ ที่จะส่งผลในการสร้างรายได้เพิ่มให้กับประเทศมีความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน มีเนื้อหาครอบคลุม 6 ด้าน ซึ่งเนื้อหาหลักสูตรจะเชื่อมโยงทุกมิติที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาภาคการเกษตรรวมทั้งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมการฝึกอบรมจะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้และนำมาซึ่งแนวทางการขับเคลื่อนภาคการเกษตรที่เป็น Agri Challenge เพื่อรองรับความปกติใหม่ (New Normal to Next Normal) ที่จะเกิดขึ้น มีผู้บริหารระดับสูงจากองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และผู้แทนเกษตรกรที่ผ่านการคัดเลือก เข้าร่วมฝึกอบรม 96 คนรวม 3 รุ่น เป็นจำนวน 288 คน

ดร.เฉลิมชัย กล่าวว่า ได้เล็งเห็นโอกาสและให้ความสำคัญในการพัฒนาภาคการเกษตรไทย โดยอาศัยกลไกความร่วมมือจากหน่วยงานทุกภาคส่วน จึงได้จัดทำหลักสูตรเพื่อเป็นกลไกในการขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยให้เป็นผู้นำในระดับนานาชาติ ด้วยวิทยาการเกษตร เทคโนโลยี และนวัตกรรมสมัยใหม่ ภายใต้หลักการตลาดนำการผลิตและเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อสร้างความสมดุล มั่นคง และยั่งยืน โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาศักยภาพและสร้างผู้นำระดับสูงให้มีความรู้ความสามารถในการพัฒนาการเกษตร รวมทั้งก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ วิสัยทัศน์ และประสบการณ์ระหว่างผู้นำภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนในรูปแบบ “ประชารัฐ” เพื่อมุ่งสู่การทำเกษตรวิถีใหม่

เกษตรกรยิ้ม! พาณิชย์ผนึกกำลังห้างท้องถิ่น ช่วยชาวสวนส้มโอเชียงราย-มะม่วงเขียวมรกตลำพูน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/747230

เกษตรกรยิ้ม! พาณิชย์ผนึกกำลังห้างท้องถิ่น ช่วยชาวสวนส้มโอเชียงราย-มะม่วงเขียวมรกตลำพูน

เกษตรกรยิ้ม! พาณิชย์ผนึกกำลังห้างท้องถิ่น ช่วยชาวสวนส้มโอเชียงราย-มะม่วงเขียวมรกตลำพูน

วันอังคาร ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 11.23 น.

พาณิชย์เดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการบริหารจัดการผลไม้ปี 2566 อย่างต่อเนื่อง นำ ส้มโอทองดีจังหวัดเชียงรายและมะม่วงเขียวมรกตจังหวัดลำพูน นำมาจำหน่ายให้กับพี่น้องประชาชนในภาคเหนือและอีสานผ่านห้างท้องถิ่น ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากพี่น้องประชาชนและช่วยดันราคาให้กับชาวสวน

นายกรนิจ โนนจุ้ย รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เผย กรมการค้าภายในเดินหน้าหนึ่งใน 22 มาตราการไปหานจัดการผลไม้ได้แก่การเปิดจุดจำหน่ายผลไม้หน้าห้างท้องถิ่นซึ่งมีจำนวน 95 แห่งกว่า 600 สาขาทั่วประเทศ ปริมาณกว่า 250 ตัน เพื่อช่วยกระจายผลผลิตในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดซึ่งในปัจจุบันผลไม้ทางภาคเหนือได้แก่ส้มโอทองดีในจังหวัดเชียงรายและมะม่วงเขียวมรกตจังหวัดลำพูนออกสู่ตลาดแล้วประมาณร้อยละ 60 จากการติดตามการ ซื้อส้มโอและมะม่วงนะห่างท้องถิ่นที่เข้าร่วมโครงการประกอบด้วย เซฟมาร์ท ซูเปอร์สโตร์ อุดรธานี เสรีสรรพสินค้า ลำปาง เชียงใหม่จรรยา วินคอสเมติกส์ เชียงใหม่ สหแสงชัยมาร์เกตติ้ง ชัยพงษ์พลาซ่า พิจิตร วิถีเทพสรรพสินค้า นครสวรรค์ ไชยแสง สิงห์บุรี ฮกกี่เมก้าสโตร์ นครราชสีมา เซนโทซ่า เกียรติสิน ขอนแก่น สิน 2000 ชัยภูมิ ทวีกิจ บุรีรัมย์ ส่องแสง ศรีษะเกษ พบว่าประชาชนให้ความสนใจเป็นอย่างมากโดยเฉพาะส้มโอทองดีซึ่งมีรสชาติที่ไม่หวานมากนะปนเปรี้ยวเป็นที่นิยมของประชาชนเป็นอย่างมาก ส่วนมะม่วงเขียวมรกตถึงแม้ลักษณะกายภาพจะไม่สวยแต่รสชาติถือว่าดีมาก

“ หนึ่งในมาตรการสำคัญคือการติดตามสถานการณ์ผลไม้ทั้งในและต่างประเทศอย่างใกล้ชิด ในส่วนของส้มโอหวัดเชียงรายปกติจะออกมากในช่วงสิงหาคมและผู้ประกอบการจะรับซื้อเพื่อนำไปจำหน่ายในช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ แต่ในปีนี้ผลผลิตออกเร็วกว่าปกติตั้งแต่กรกฎาคม ทำให้มีความจำเป็นที่กรมการค้าภายจะต้องประสานผู้ประกอบการเข้าช่วยเหลือเชื่อมโยงผลผลิต ในส่วนของมะม่วงเขียวมรกต การรับซื้อในพื้นที่อยู่ในสภาวะปกติแต่อาจมีบางช่วงเวลาที่อาจผู้ประกอบการอาจจะรับซื้อไม่มากนัก จึงได้ประสานผู้ประกอบการเข้าไปช่วยรับซื้อเพิ่มเติม เพื่อช่วยดันราคาให้เกษตรกรระดับราคาที่ดีขึ้น”

ทั้งนี้จากการเข้าไปรับซื้อและกระจายออกนอกแหล่งผลิตข้าวสุขแห่งท้องถิ่นส่งผลให้ราคาผลไม้ทั้งมะม่วงเขียวมรกตและส้มโอทองดีปรับตัวสูงขึ้นเกษตรกรมีความพอใจเป็นอย่างมากโดยราคามะม่วงเขียวมรกตเบอร์บนก่อนหน้านี้ 7 บ/กก หลังเข้าไปรับซื้อ ราคาหน้าสวนตอนนี้ 11บ/กก เบอร์ล่างก่อนหน้านี้ 4 บ/กก หลังเข้าไปรับซื้อ ราคาหน้าสวนตอนนี้ 7-8 บ./กก ราคาส้มโอทองดี
เกรดตลาดราคาก่อนหน้านี้ 8-9 บาท หลังเข้าไปรับซื้อ ราคาตอนนี้ 10-11 บ./กก  เกรดสวยติดขั้ว-ใบ ล้งรับซื้อ 14-15 บ./กก

นายกัณฑ์พงศ์ สุระวรรณวิจิตร ประธานกิตติมศักดิ์ชมรมทายาทห้างค้าปลีก-ค้าส่ง แห่งประเทศไทย เผยว่า ผู้บริหารห้างท้องถิ่นทุกห้างฯ มีนโยบายและความตั้งใจจริงที่จะช่วยเหลือเกษตรกรไทย โดยได้เปิดพื้นที่เขื่อมโยงและจำหน่ายผลไม้ในทุกฤดูกาล ให้ประชาชนได้รับประทานผลไม้ดีมีคุณภาพจากแหล่งต่างๆ และต้องขอบคุณกรมการค้าภายใน ที่นำผลผลิตทางการเกษตรมาจำหน่ายที่ห้างท้องถิ่นทั่วประเทศในทุกฤดูกาล ซึ่งได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี และยินดีที่จะให้ความร่วมมือในทุกๆโครงการต่อไป

ชลประทานรุดจัดการน้ำรับมือพายุ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/747077

วันอังคาร ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกัน 38,184 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 50 ของความจุอ่างฯ รวมกัน สามารถรับน้ำได้อีก 38,153 ล้าน ลบ.ม.เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 9,892 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 40 ของความจุอ่างฯ รวมกัน สามารถรับน้ำได้อีก 14,979 ล้าน ลบ.ม.สำหรับสถานการณ์ค่าความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำบางปะกง แม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำแม่กลองค่าความเค็มอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถควบคุมได้และไม่ส่งผลกระทบต่อการผลิตน้ำประปา

ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศเตือนเฝ้าระวังพายุที่กระทบประเทศไทย ประกอบกับมีร่องมรสุมกำลังแรงเลื่อนลงมาพาดผ่านภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางตอนบน และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยมีกำลังแรง ส่งผลให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง รวมพื้นที่ กทม.และปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้อาจเกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก จึงกำชับไปยังโครงการชลประทานทั่วประเทศ ให้ติดตามสภาพอากาศและปริมาณฝนอย่างใกล้ชิด ควบคู่ไปกับการปฏิบัติตาม 12 มาตรการรับมือฤดูฝนปี 2566 ในส่วนของปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่อาจจะส่งผลให้ทั้งประเทศไทยเกิดฝนตกน้อยกว่าค่าปกติยาวนานถึงปีหน้า ได้ขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนใช้น้ำอย่างประหยัด ช่วยกันเก็บกักน้ำไว้สำรองใช้ให้ได้มากที่สุด เพื่อลดผลกระทบจากปัญหาการขาดแคลนน้ำที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต

‘อภัย’ร่วมประชุม คณะอนุฯพืชสวน ถกประเด็นสำคัญ การปลูกพืชกาแฟ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/747080

วันอังคาร ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการพืชสวน ครั้งที่ 3/2566 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมที่ห้องประชุมกระทรวงเกษตรฯ (ห้อง 134) และผ่านระบบออนไลน์ (Zoom Meeting) ทั้งนี้ ในที่ประชุมพิจารณาประเด็นต่างๆ ที่สำคัญ ดังนี้ 1.สถานการณ์กาแฟปี 2567 (ปีการผลิต 2566/67) 2.การขอนำเข้าเมล็ดกาแฟดิบอะราบิกา ปี 2566 ครั้งที่ 3 ภายใต้ความตกลง AFTA 3.การขอนำเข้าเมล็ดกาแฟดิบโรบัสตาปี 2566 ครั้งที่ 3 ภายใต้ความตกลง AFTA 4.การขอนำเข้ากาแฟคั่วปี 2566 ครั้งที่ 4 ภายใต้ความตกลง AFTA

5.การขอนำเข้ากาแฟสำเร็จรูป ปี 2566 ครั้งที่ 4 ภายใต้ความตกลง AFTA 6.การขอนำเข้ากาแฟสำเร็จรูปผสม ปี 2566 ครั้งที่ 4ภายใต้ความตกลง AFTA 7.(ร่าง) หลักเกณฑ์พิจารณาการนำเข้าเมล็ดกาแฟดิบและผลิตภัณฑ์กาแฟปี 2567, 8.(ร่าง) แนวทางพิจารณาการนำเข้าเมล็ดกาแฟดิบและผลิตภัณฑ์กาแฟ ปี 2567, 9.(ร่าง) กำหนดการประชุมคณะทำงานพืชกาแฟ และคณะอนุกรรมการพืชสวนปี 2566/2567 และ 10. (ร่าง) หนังสือนำส่ง/ลงรับ แบบฟอร์มกวก.1 ปี 2567

เกษตรฯเตรียมความพร้อม จัด‘Sustainability Expo’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/747078

วันอังคาร ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายพีรพันธ์ คอทอง รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อนุญาตให้นางภาวินี ไชยสิทธิ์ ผอ.สำนักสื่อสารองค์กร น.ส.มนุรดา พรชนะรักษ์ ผอ.ฝ่ายสร้างสรรค์และการสื่อสาร พร้อมด้วยผู้แทนจาก บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เข้าพบ เพื่อขอเชิญกระทรวงเกษตรฯ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานSustainability Expo 2023 (SX 2023)

สำหรับการจัดงาน Sustainability Expo 2023 (SX) ภายใต้หัวข้อหลัก “พอเพียง ยั่งยืน เพื่อโลก” ระหว่างวันที่ 29 กันยายน – 8 ตุลาคม 2566 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยงาน SX 2023 คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานประมาณ 320,000 คน ซึ่งมีกิจกรรมที่น่าสนใจ ได้แก่ การจัดนิทรรศการ กิจกรรมบนเวทีเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมอง การเรียนรู้ การจำหน่ายอาหารและสินค้า Workshop สวนสนุกสำหรับเด็ก และกิจกรรมที่เชื่อมโยงระหว่างพื้นที่จัดงานกับสวนป่า โดยมีเป้าหมายเพื่อให้กลุ่มคนรุ่นใหม่มีกิจกรรมร่วมกันมุ่งเน้นสู่ความยั่งยืน ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ เตรียมความพร้อมที่จะนำเสนอหัวข้อต่างๆ ในภาคเกษตร เพื่อแสดงในงานดังกล่าวต่อไป

ปลัดฯจัดประชุมสัมมนา สนับสนุนกองทุนสงเคราะห์ฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/747082

วันอังคาร ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดการประชุมสัมมนา เรื่อง “แนวทางการปฏิบัติงานสนับสนุนภารกิจของกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร” โดยมีเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม 203 คน ที่โรงแรมเอส.ดี.อเวนิว กทม. ว่า การประชุมสัมมนาฯ ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1.เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ กฎหมาย ระเบียบของกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรและแนวทางการปฏิบัติงานสนับสนุนภารกิจของกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร 2.เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในการสนับสนุนเงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร 3.เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในแนวทางการประเมิน และวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการที่ขอใช้เงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร 4.เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในระเบียบและการติดตามโครงการที่ใช้เงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร และ 5.เพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวทางการปฏิบัติงานสนับสนุนภารกิจของกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร

ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสัมมนา ได้นำความรู้ความเข้าใจไปใช้ในการปฏิบัติงานสามารถให้คำปรึกษา ตรวจสอบ ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานโครงการที่ขอใช้เงินกองทุนและนำความรู้ ที่ได้รับจากการสัมมนาไปปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับภารกิจกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

“สำนักบริหารกองทุนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและรับเรื่องร้องเรียน มีภารกิจในการสนับสนุนการปฏิบัติงานแบบบูรณาการภายใต้ภารกิจกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรระหว่างส่วนกลางและระดับภูมิภาค มีความสำคัญอย่างยิ่ง ในการขับเคลื่อนและผลักดันภารกิจเป็นไปตามวัตถุประสงค์ และเป้าหมายของกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรในการช่วยเหลือเกษตรกร ให้สามารถเพิ่มผลผลิต สร้างอาชีพและมีรายได้เพิ่มขึ้นจึงควรมีแนวทางการปฏิบัติงานสนับสนุนภารกิจของกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร โดยการสร้างความรู้ ความเข้าใจแนวทางการสนับสนุนเงินกองทุน การประเมินและวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการ การติดตามผลการดำเนินงานของโครงการที่ได้รับการจัดสรรเงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรให้เป็นไปตามเงื่อนไขของโครงการ และชำระเงินคืนได้ตามกำหนด รวมทั้งเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้การปฏิบัติงานสนับสนุนภารกิจของกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร เพื่อส่งเสริมระบบการปฏิบัติงานแบบบูรณาการให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการช่วยเหลือสนับสนุนเกษตรกรให้เกิดประโยชน์สูงสุด” ปลัดเกษตรฯ กล่าว

‘รมช.มนัญญา’ยืนยันไม่มีการหยุดรับซื้อน้ำนมดิบ เผยตลาดยังต้องการสูง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/747187

‘รมช.มนัญญา’ยืนยันไม่มีการหยุดรับซื้อน้ำนมดิบ เผยตลาดยังต้องการสูง

‘รมช.มนัญญา’ยืนยันไม่มีการหยุดรับซื้อน้ำนมดิบ เผยตลาดยังต้องการสูง

วันจันทร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 22.02 น.

“รมช.มนัญญา”ยืนยันไม่มีการหยุดรับซื้อน้ำนมดิบ เผยตลาดยังต้องการสูง สอดคล้องแผนปฏิบัติการด้านโคนมของประเทศ เป้าหมายให้คนไทยดื่มนมไม่น้อยกว่า 25 ลิตร/คน/ปี ภายในปี 2570 ด้าน ปศ. ชี้เหตุนมลดจากเกษตรกรเลิกเลี้ยง สู้ต้นทุนไม่ไหว

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2566 นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมหารือข้อเท็จจริงปัญหาการขาดแคลนน้ำนมดิบในประเทศ กรณีที่มีการนำเสนอข่าวในขณะนี้ โดยเชิญผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมหารือ ได้แก่ นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ นายสัตวแพทย์ประภาส ภิญโญชีพ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นายสมพร ศรีเมือง ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม เมื่อวันที่ 27 ก.ค.2566 ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ห้อง 135) ซึ่งที่ประชุมได้หารือในประเด็นสถานการณ์ขาดแคลนน้ำนมดิบที่กระทบกับความต้องการของตลาดในประเทศ เพื่อหาแนวทางแก้ไขและไม่ให้กระทบกับการผลิตนมในโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ว่า จากกรณีที่มีสื่อนำเสนอข่าวเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมประสบปัญหายกเลิกกิจการฟาร์มเลี้ยงโคนม เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความเป็นห่วงและไม่นิ่งนอนใจในเรื่องดังกล่าว ซึ่งจากการประชุมหารือที่ประชุมได้รายงานและยืนยันว่า ปัจจุบันยังมีการรับซื้อน้ำนมดิบอย่างต่อเนื่องจาก อ.ส.ค. และภาคเอกชน โดยไม่มีการหยุดรับซื้อน้ำนมแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม พบว่า ปัจจุบันผลผลิตน้ำนมดิบทั้งประเทศลดลงอยู่ที่ราว 2,700 ตัน/วัน ซึ่งเป็นไปตามฤดูกาล โดยที่ปริมาณน้ำนมจะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นในข่วงท้ายปีที่จะเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว จากที่มีความต้องการใช้ไม่น้อยกว่า 3,100 ตัน/วัน เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งลดลงประมาณ 400 ตัน ทั้งนี้ เป็นผลมาจากเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมบางส่วนเลิกเลี้ยง หันไปประกอบอาชีพอื่น จึงเป็นเหตุให้ปริมาณโคนมในระบบลดลง และทำให้ปัจจุบันน้ำนมดิบเป็นที่ต้องการของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนมอย่างมาก โดยเรื่องนี้ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปหารือทุกภาคส่วน เพื่อไม่ให้กระทบกับปริมาณน้ำนมที่ต้องใช้ในโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ที่ต้องใช้วันละประมาณ 1,000 ตัน/วัน นอกจากนั้น ในอนาคตต้องส่งเสริมให้มีการเลี้ยงโคนมมากขึ้น และเร่งส่งเสริมให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมให้เป็น Smart Farmer มีการเลี้ยงโคนมในเชิงธุรกิจให้มากขึ้นด้วย เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนเพื่อให้มีความมั่นคงทางอาหาร (น้ำนม) สำหรับคนไทย

“ในการหารือในที่ประชุมพบว่า ตัวเลขเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมลดลงจากผลกระทบการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 และสถานการณ์ราคาอาหารสัตว์ในตลาดโลกที่สูงขึ้น รวมถึงรูปแบบการเลี้ยงโคนมของเกษตรกรรายย่อยในไทยที่เลี้ยงวัวหลากหลายในฟาร์มของตนเอง ทั้งวัวให้นม วัวไม่ให้นม วัวรุ่น วัวสาว วัวผสมไม่ติด หรือที่เรียกว่าวัวกินฟรี ซึ่งเป็นต้นทุนที่เกษตรกรต้องแบกเพิ่ม ส่งผลต่อรายได้ของฟาร์มที่ลดลง ดังนั้นในอนาคตจะต้องมีโครงการที่เหมาะสมสำหรับรองรับโคที่ไม่ให้ผลผลิตดังกล่าวมาจัดการในรูปแบบเฉพาะ ภายใต้โครงการช่วยเหลือของรัฐบาล และภาคธุรกิจ ขณะเดียวกันปัญหาอีกส่วนพบว่า มาจากคุณภาพอาหารสัตว์ที่ส่งผลต่อปริมาณน้ำนมดิบ โดยในเรื่องนี้กรมปศุสัตว์ได้เร่งดำเนินการในการพัฒนาอาหารสัตว์คุณภาพและการเพิ่มพื้นที่แปลงหญ้าเพื่อสนับสนุนเกษตรกรรายย่อย ซึ่งกรมปศุสัตว์รายงานว่า ตามแผนปฏิบัติการด้านโคนมและผลิตภัณฑ์นม มีเป้าหมายที่จะให้ประชาชนบริโภคนมไม่น้อยกว่า 25 ลิตร/คน/ปี ภายในปี 2570 ซึ่งจะต้องเพิ่มปริมาณน้ำนมดิบให้ได้ 4,500 ตัน/วัน จึงเห็นได้ว่ายังเป็นโอกาสที่ดีในการหันมาทบทวนแนวทางในการส่งเสริมอุตสาหกรรมการเลี้ยงโคนมทั้งระบบในประเทศไทย ซึ่งอุตสาหกรรมโคนมของไทยได้รับการยอมรับในภูมิภาคอาเซียน” รมช.มนัญญา กล่าว

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์รายงานว่า ปัจจุบันมีเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมที่ส่งน้ำนมดิบให้กับศูนย์รวบรวมและรับซื้อน้ำนมดิบ ที่มีอยู่ 210 แห่ง ประเทศ จำนวน 16,255 ราย ลดลงจากปีที่ผ่านมาประมาณ 10% และมีจำนวนโคนมทั้งฝูง 618,172 ตัว แยกเป็น จำนวนแม่โครีดนม 261,230 ตัว (ข้อมูลระหว่างเดือน มกราคม – มิถุนายน 2566) จากก่อนหน้าสถานการณ์โควิด 19 มีโคนมอยู่ราว 800,000 ตัว โดยปัจจัยสำคัญมาจากราคาต้นทุนอาหารสัตว์ที่เพิ่มขึ้น และส่วนมากเป็นเกษตรกรรายย่อยที่แบกรับต้นทุนไม่ไหว ทั้งนี้ คณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม (Milk Board) ได้เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขอปรับราคารับซื้อน้ำนมดิบ ณ โรงงาน ครั้งที่ 1 เสนอขอเพิ่ม 1.50 บาท (จากเดิมราคา 19.00/กิโลกรัม เพิ่มขึ้นเป็น 20.50 บาท/กิโลกรัม) และครั้งที่ 2 เสนอขอเพิ่ม 2.25 บาท เป็น 22.75 บาท/กิโลกรัม ซึ่งจะต้องรอขอความเห็นชอบของ ครม. ในรัฐบาลชุดถัดไป นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ยังได้ขับเคลื่อนโครงการขยายพื้นที่ปลูกพืชอาหารสัตว์ 50,000 ไร่ ซึ่งมีเกษตรกรสนใจเข้าร่วมโครงการ 13,809 ราย พื้นที่ 57,065 ไร่

ด้าน อ.ส.ค. รายงานว่า อ.ส.ค. ได้ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ส่งนมให้ อ.ส.ค. โดยช่วยเหลือในรูปแบบค่าขนส่ง ในราคา 1.20 บาท/กิโลกรัม จึงทำให้ต้นทุนของ อ.ส.ค. เพิ่มขึ้น ขณะที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ รายงานว่า ปัจจุบันสหกรณ์โคนมทั่วประเทศ ได้ช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ที่นำนมมาขายในรูปแบบค่าขนส่งเช่นกัน ในราคา 1.20 – 2 บาท/กิโลกรัม อย่างไรก็ตามหาก ครม.อนุมัติการเพิ่มราคารับซื้อน้ำนมดิบตามที่ Milk Board เสนอ ก็จะสามารถช่วยชดเชยในส่วนนี้ได้

– 006

อ.ส.ค.ทำโครงการสายบุญฯ มอบผลิตภัณฑ์นมให้เด็กในสลัม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/746944

วันจันทร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายสมพร ศรีเมือง ผอ.องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กล่าวว่า ได้จัดทำโครงการ “สายบุญนมไทย-เดนมาร์ค”ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างสุขภาพที่ดีให้กับเด็กเล็กในชุมชนแออัดได้มีโอกาสดื่มนมที่มีคุณภาพและมีสารอาหารครบถ้วนทำให้มีสุขภาพที่ดีเติบโตสมวัย ตลอดจนเป็นสะพานบุญให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและประชาชนที่มีจิตเมตตาได้มีส่วนร่วมในการทำบุญและได้ช่วยเหลือเด็กเล็กในชุมชนแออัดผ่านการบริจาค

สำหรับปีนี้ อ.ส.ค.ได้ส่งมอบผลิตภัณฑ์ UHT รสจืดขนาด 200 มล.400 ลัง หรือ 14,400 กล่อง มูลค่า 136,000 บาท ให้กับมูลนิธิเด็กอ่อนในสลัมในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดยมีนางจิตราภา หิมะทองคำ ประธานกรรมการมูลนิธิฯรับมอบนมบริจาค จากนั้นจะส่งไปให้เด็กๆ ในความดูแลของมูลนิธิฯ บ้านเสือใหญ่ บ้านศรีนครินทร์ บ้านแห่งความรัก (ชุมชนกองขยะอ่อนนุช) และบ้านสมวัย กว่า 250 คน ให้ได้ดื่มนมที่มีคุณภาพ

นายสมพร กล่าวต่อว่า สำหรับแนวทางการดำเนินงานโครงการดังกล่าว ได้รวบรวมผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค จากผู้มีจิตเมตตาไปช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนแก่เด็กเล็กได้มีโอกาสดื่มนมที่มีคุณภาพและมีสุขภาพที่ดีเจริญเติบโตตามวัยให้กับเด็กที่อาศัยในชุมชนต่างๆ อาทิ บ้านสมวัย (ชุมชนคลองเตย) บ้านเด็กอ่อนเสือใหญ่ (ชุมชนเสือใหญ่ประชาอุทิศ) บ้านแห่งความหวัง (ชุมชนอ่อนนุช 88 แยก 10) และบ้านศรีนครินทร์ (ชุมชนกองขยะหนองแขม) ซึ่งทั้ง 4 แห่งขณะนี้ได้ปิดการรับเลี้ยงเด็กตามประกาศของกรุงเทพมหานครทำให้เด็กขาดแคลนนมและมีความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก

นอกจากนี้โครงการดังกล่าว ยังเป็นการช่วยแก้ปัญหาทุพโภชนาการหรือสภาวะของร่างกายที่ได้รับอาหารไม่ครบถ้วน หรือมีปริมาณไม่เหมาะกับความต้องการของร่างกายในเด็กอีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ของทั้งภูมิภาคอาเซียน รวมทั้งเด็กไทยที่มีอายุระหว่าง 6 เดือน-12 ปี มากกว่า 70% ที่ไม่ได้รับแคลเซียมในปริมาณที่เพียงพอ โดยให้ผู้ที่มีจิตเมตตาสามารถสั่งซื้อผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค UHT รสจืดร่วมสมทบในโครงการ ผ่านบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขามวกเหล็ก ประเภทออมทรัพย์ “เงินฝากโครงการสายบุญนมไทย-เดนมาร์ค” เลขบัญชี 662-3-19072-4 ชื่อบัญชีสายบุญนมไทย-เดนมาร์ค อ.ส.ค. ได้กำหนดระยะเวลาสั่งซื้อตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์-31 สิงหาคม 2566 บริจาค 3,000 บาทขึ้นไปรับเสื้อยืดสายบุญ และบริจาค 10,000 บาทขึ้นไป รับเสื้อโปโลสายบุญ

รองปลัดฯอบรมหลักสูตรวกส.รุ่น4

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/746945

วันจันทร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวภายหลังร่วมพิธีเปิดอบรมหลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.) รุ่นที่ 4 โดยมี ดร.จรัลธาดา กรรณสูต องคมนตรีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นประธาน ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์กทม.ว่า กระทรวงเกษตรฯ และมูลนิธิเกษตราธิการ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) ได้กำหนดจัดฝึกอบรมหลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.) รุ่นที่ 4 โดยมีหลักสูตรครอบคลุมเนื้อหาใน 6 ด้าน ได้แก่ 1.Agriculture and Cooperatives Landscape 2.Agricultural Market Mechanisms 3.Technology and Innovation 4.Current Issues for Agriculture Development 5.Research for the Future และ 6. Leadership and Sustainability ซึ่งครอบคลุมในทุกมิติในการพัฒนาภาคการเกษตร และสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรฯเพื่อให้ผู้เข้าร่วมการฝึกอบรมได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ นำมาซึ่งแนวทางการขับเคลื่อนภาคการเกษตรที่เป็น AgriChallenge รองรับความปกติใหม่ (New Normal to Next Normal) ซึ่งผู้เข้ารับการฝึกอบรมเป็นผู้บริหารระดับสูงหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน 96 ท่าน

“การจัดทำหลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.) เพื่อให้ผู้บริหารระดับสูงสามารถขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทย ให้เป็นผู้นำในระดับนานาชาติด้วยวิทยาการเกษตร เทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ ภายใต้หลักการตลาดนำการผลิตและเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อความสมดุล มั่นคงและยั่งยืนให้แก่ภาคเกษตร สร้างเครือข่ายความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นและเป็นนิมิตหมายอันดีที่จะนำไปสู่การขับเคลื่อนองคาพยพของภาคการเกษตรให้สามารถผลักดันการพัฒนาสินค้าและบริการด้านการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนช่วยขับเคลื่อนให้บรรลุวิสัยทัศน์ ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนต่อไป” นายเศรษฐเกียรติ กล่าว

‘อภัย’ร่วมวงหารือ ขับเคลื่อนตัวชี้วัด มาตรการปรับปรุง ประสิทธิภาพงาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/746941

วันจันทร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ นายสุรเดช สมิเปรม นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ และนายพีรพันธ์ คอทอง รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย ผอ.สำนักพัฒนาระบบบริหาร สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมเพื่อพิจารณาข้อมูลการขอปรับเปลี่ยนรายละเอียดตัวชี้วัดตามมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการ ประจำปีงบประมาณ 2566 ของกระทรวงเกษตรฯ ในรอบ 12 เดือน เพื่อให้ผู้บริหารที่กำกับดูแลส่วนราชการที่เกี่ยวข้องได้รับทราบและพิจารณาตัวชี้วัดที่ส่วนราชการขอปรับเปลี่ยนรายละเอียดฯ ในเบื้องต้น ก่อนเสนอให้คณะกรรมการกำกับการประเมินผลการปฏิบัติราชการของส่วนราชการในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พิจารณาและส่งให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) พิจารณาภายในเดือนกรกฎาคม 2566

พร้อมกันนั้นได้หารือแลกเปลี่ยน กรอบแนวทางในการบูรณาการขับเคลื่อนงานและการกำหนดตัวชี้วัดที่สำคัญในปีงบประมาณ 2567 เพื่อการพัฒนาและขับเคลื่อนงานในภาพรวมของกระทรวงเกษตรฯ ที่สอดคล้องและตอบโจทย์กับเป้าหมายการพัฒนาของยุทธศาสตร์ชาติ