กรมชลฯสรุปแผนพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวง ชู 4 โครงการสำคัญแก้ปัญหาน้ำทั้งระบบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732533

กรมชลฯสรุปแผนพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวง ชู 4 โครงการสำคัญแก้ปัญหาน้ำทั้งระบบ

กรมชลฯสรุปแผนพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวง ชู 4 โครงการสำคัญแก้ปัญหาน้ำทั้งระบบ

วันอังคาร ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 08.39 น.

กรมชลประทาน เผยผลการศึกษาโครงการศึกษาความเหมาะสมการพัฒนาแหล่งน้ำ ลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนบน-ตอนกลาง จังหวัดอุดรธานี ชู 4 โครงการสำคัญแก้ปัญหาน้ำทั้งระบบ เพื่อดำเนินงานให้สอดคล้องกับแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี

นายสุรชาติ มาลาศรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ กรมชลประทาน กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2561 ในการประชุมร่วม กรอ. เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 และกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 มีข้อสั่งการให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน ศึกษาความเหมาะสม การพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนบน-ตอนกลาง และจัดทำแผนหลัก (Master Plan) เพื่อให้ได้โครงการที่มีความสำคัญเร่งด่วนเป็นลำดับต้น ๆ ในการแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ และบรรเทาอุทกภัย สำหรับนำไปศึกษาความเหมาะสม (Feasibility Study) ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องทั้งในปัจจุบันและอนาคต โดยให้สอดคล้องกับแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) ครอบคลุมตามมาตรการกลยุทธ์ต่าง ๆ ทั้ง 6 ด้าน ที่ขับเคลื่อนโดยหลายหน่วยงาน เพื่อสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิตน้ำอุปโภคบริโภค ลดความเสียหายจากอุทกภัย สามารถจัดการคุณภาพน้ำให้ได้มาตรฐาน มีการบริหารจัดการพื้นที่ต้นน้ำ ดินป่าไม้ รวมทั้งการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบ ทั้งมิติ วิศวกรรม เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม 

จากการศึกษาได้รวบรวมแผนงานโครงการพัฒนาแหล่งน้ำของหน่วยงานต่าง ๆ ได้ดำเนินการคัดเลือกโครงการที่มีความสำคัญในระดับต้น ๆ อย่างน้อยจำนวน 4 โครงการ ได้แก่

1.โครงการฝายบ้านกุดหมากไฟ ตั้งอยู่บริเวณบ้านกุดหมากไฟ ตำบลกุดหมากไฟ อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี มีพื้นที่รับน้ำฝน 104.13 ตร.กม. มีปริมาณน้ำท่ารายปีเฉลี่ย 22.99 ล้าน ลบ.ม. เป็นอาคารประเภทฝายทดน้ำคอนกรีต สูง 2.50 ม. ยาว 20 ม. มีอัตราการไหลออกแบบฝาย 45.79 ลบ.ม./วินาที สามารถส่งน้ำให้พื้นที่ชลประทานด้วยระบบแรงโน้มถ่วง 8,399 ไร่ 

2.โครงการอ่างเก็บน้ำบ้านขอนยูงน้อย ตั้งอยู่บริเวณบ้านขอนยูงน้อย ตำบลขอนยูง อำเภอกุดจับ จังหวัดอุดรธานี มีพื้นที่รับน้ำฝน 30.90 ตร.กม. ปริมาณน้ำท่ารายปีเฉลี่ย 9.96 ล้าน ลบ.ม. เป็นเขื่อนดินแบบแบ่งส่วน สูง7.00 ม. สันเขื่อนยาว 884 ม. พื้นที่อ่างเก็บน้ำ 1,205.20 ไร่ ความจุที่ระดับเก็บกักปกติ 4.38 ล้าน ลบ.ม. สามารถส่งน้ำให้พื้นที่ชลประทานด้วยระบบแรงโน้มถ่วง 6,789 ไร่ รวมทั้งผันน้ำส่วนเกินโดยปล่อยลงหน้าประตูระบายน้ำห้วยเชียง 2 และผันต่อผ่านคลองส่งน้ำโครงการประตูระบายน้ำห้วยเชียง 2 ปล่อยลงอ่างเก็บน้ำเขื่อนห้วยหลวงได้ปีละ 2.06 ล้าน ลบ.ม.

3.โครงการประตูระบายน้ำห้วยเชียง 2 ตั้งอยู่บริเวณบ้านดงธาตุ ตำบลกุดจับ อำเภอกุดจับ จังหวัดอุดรธานีมีพื้นที่รับน้ำฝน 21.83 ตร.กม. มีน้ำท่ารายปีเฉลี่ย 20.47 ล้าน ลบ.ม. เป็นอาคารประเภทประตูระบายน้ำแบบบานตรง กว้าง 6 ม. สูง 4.50 ม. จำนวน 2 ช่อง อัตราการไหลออกแบบ 37.63 ลบ.ม./วินาที สามารถส่งน้ำให้พื้นที่ชลประทานด้วยระบบแรงโน้มถ่วง 1,308 ไร่ รวมทั้งผันน้ำส่วนเกินผ่านคลองส่งน้ำปล่อยลงอ่างเก็บน้ำเขื่อนห้วยหลวงได้ประมาณปีละ 4.13 ล้าน ลบ.ม.

4. โครงการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ตำบลน้ำพ่น ศึกษาวางโครงการพื้นที่บริเวณบ้านหนองแซงสร้อย ตำบลน้ำพ่น อำเภอกุดจับ จังหวัดอุดรธานี มีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นโครงการประเภทอ่างเก็บน้ำได้ แต่จากการประชุมรับฟังความคิดเห็น โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยยางล่างไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชนในพื้นที่ ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำเขื่อนห้วยหลวงในอดีต กรมชลประทานจึงได้ยุติการพัฒนาส่วนนี้ และประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวได้เสนอแนวทางในการพัฒนาจำนวน 3 แนวทาง คือ 1)ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำหนองแซงสร้อย 1 บริเวณด้านทิศตะวันตกของหมู่บ้านหนองแซงสร้อย 2) ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำหนองแซงสร้อย 2 บริเวณด้านทิศใต้ของหมู่บ้านหนองแซงสร้อย 3) การขุดลอกบริเวณเขื่อนห้วยหลวงเพื่อเพิ่มปริมาตรกักเก็บน้ำ โดยเสนอให้ขุดลอกตะกอนในอ่างเก็บน้ำห้วยหลวงและก่อสร้างแนวคันดินให้เป็นถนนรอบอ่างเก็บน้ำห้วยหลวง และข้อเสนอแนะจากการศึกษาการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ตำบลน้ำพ่น หากภายหลังประชาชนในพื้นที่มีความต้องการพัฒนาโครงการด้านแหล่งน้ำ สามารถดำเนินการพัฒนาเป็นโครงการประเภทประตูระบายน้ำได้ คือ แนวทางที่ 4 เสนอแนะเพิ่มเติม ประตูระบายน้ำห้วยยางล่าง โดยการพัฒนาอาคารหัวงานเป็นประตูระบายน้ำ บริเวณที่เคยเสนอเป็นที่ตั้งเขื่อนกักเก็บน้ำ โดยอาคารประเภทประตูระบายน้ำแบบบานตรงกว้าง 4 ม. สูง 3 ม. จำนวน 2 ช่อง 

นอกจากนี้จังมีโครงการบริหารจัดการน้ำประตูระบายน้ำบ้านสามพร้าว ประตูระบายน้ำบ้านสามพร้าวสร้างปิดกั้นลำน้ำห้วยหลวง ตั้งอยู่ที่ตำบลสามพร้าว อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2533 เป็นประตูระบายน้ำบานตรง 5 บาน ความสูงบาน 3.80 ม. มีพื้นที่รับน้ำฝน 1,970.56 ตร.กม.ปริมาณน้ำท่ 61 ล้าน ลบ.ม./ปี ระดับเก็บกักปกติ +166.36 ม.รก. ความจุเก็บกัก 1.88 ล้าน ลบ.ม. อัตราการระบายน้ำ สูงสุด ช่องละ 22.80 ลบ.ม./วินาที รวมทั้งหมด 114 ลบ.ม/วินาที

ด้านนายสมพร ธุระพระ กำนันต.เชียงเพ็ง อ.กุดจับ ได้กล่าวขอบคุณกรมชลประทานที่ได้เข้ามาช่วยเหลือในการจัดสรรน้ำในพื้นที่แห่งนี้ พร้อมกล่าวว่าตนเองเป็นกรรมการร่วมจัดสรรน้ำที่นี่มา 18ปี ในการประชุมปัจฉิมนิเทศโครงการจัดสรรน้ำในครั้งนี้ ทางต.เชียงเพ็งซึ่งเป็นพื้นที่ท้ายเขื่อนต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาพื้นที่เราค่อนข้างแห้งแล้งประชาชนมีความลำบากมาก เพราะการจัดสรรน้ำไม่ทั่วถึง ตนเองเชื่อว่าโครงการนี้จะส่งผลกับพื้นที่นี้โดยตรง โดยเฉพาะในด้านการเกษตร การอุปโภคบริโภคต่างๆดีขึ้น และอยากจะให้กรมชลประทานช่วยเหลือในการขุดลอกคลองชลประทาน ซึ่งปัจจุบันมีความตื้นเขินเป็นอย่างมากทำให้การลำเลียงน้ำเป็นไปได้ช้าจึงอยากฝากไว้ให้พิจารณาด้วย

ด้านนายทวี จันนาวัน เกษตรกรผู้ปลูกข้าวและถั่วลิสง อ. กุดจับ เปิดเผยว่าหลังจากได้ฟังสรุปการปัจฉิมนิเทศในครั้งนี้ทำให้ตนเองรู้สึกมีความหวังในการทำการเกษตรในพื้นที่เพิ่มมากขึ้น เพราะถ้าหากปราศจากการจัดสรรน้ำที่ดีแล้วประชาชนทำการเกษตรไม่ได้ก็ต้องไปขายแรงงาน แต่เมื่อเรามีการจัดสรรน้ำที่ดีคุณภาพชีวิตก็จะดีขึ้นไปด้วย ไม่ต้องออกไปหากินต่างถิ่นอย่างที่ผ่านมา

ปศุสัตว์ยันมาเลเซียเปิดรับไข่ไก่ไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732455

วันอังคาร ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า หน่วยงาน Department of Veterinary Services (DVS) ประเทศมาเลเซีย อนุญาตนำเข้าไข่ไก่สดจากประเทศไทยเป็นครั้งแรกโดยเป็นการเปิดตลาดเป็นกรณีพิเศษ จากข้อกังวลของรัฐบาลมาเลเซียต่อสถานการณ์สินค้าไข่ไก่สดขาดแคลนจากปัญหาสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งส่งผลกระทบให้ปัจจัยการผลิตและวัตถุดิบอาหารสัตว์ขาดแคลนจนผู้ผลิตไข่ไก่ในมาเลเซีย ต้องลดกำลังการผลิตลง จนต้องนำเข้าจากต่างประเทศ เช่น อินเดียและศรีลังกา ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2565 และให้นำเข้าจากประเทศไทย โดยมีผลทันทีถึงวันที่ 30 พฤษภาคม 2566และคาดว่ามาเลเซีย จะยังมีความจำเป็นต้องนำเข้าไข่ไก่จากต่างประเทศอีก 6 เดือน
นับจากนี้ สำหรับการส่งออกไข่ไก่จากประเทศไทยนั้น มีผู้ประกอบการไทยให้ความสนใจส่งออกไข่ไก่ไปมาเลเซียแล้ว 4 ราย

ปัจจุบันประเทศไทย มีกำลังการผลิตไข่ไก่ ประมาณ 43 ล้านฟองต่อวันมีการส่งออกประมาณ 1.5 ล้านฟองต่อวัน ซึ่งการเปิดตลาดส่งออกเพิ่มเติมดังกล่าวจะไม่กระทบต่อการบริโภคภายในประเทศ และคาดว่าจากนี้ไปจะมีการเปิดตลาดของไข่สดอีกหลายประเทศเพื่อสร้างตลาดส่งออกใหม่ จะส่งผลให้ประเทศไทยสามารถรักษาระดับการผลิตและการบริโภคให้ใกล้เคียงภาวะสมดุลได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ผลสำเร็จจากการเปิดตลาดการส่งออกไข่ไก่สดเพิ่มในครั้งนี้มาจากความเชื่อมั่นสินค้าเกษตรและอาหารไทย ที่กรมปศุสัตว์ กำกับดูแลการผลิตสินค้าปศุสัตว์ตลอดห่วงโซ่การผลิตให้ได้คุณภาพมาตรฐาน เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคด้านความปลอดภัยอาหาร ตั้งแต่แหล่งที่มาของสัตว์จากฟาร์มมาตรฐาน GAP จนถึงศูนย์รวบรวมและแปรรูปสินค้าปศุสัตว์ที่ได้มาตรฐาน GMP, GHPs และ HACCP สอดคล้องตามข้อกำหนดของกฎหมายในประเทศ ตามระเบียบของประเทศคู่ค้าและตามหลักสากล

รองปลัดฯถกคกก. ทบทวน-ปรับปรุง การนำเข้าส่งออก รวม90งานบริการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732449

วันอังคาร ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะกรรมการทบทวนและปรับปรุงงานบริการที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้า-ส่งออกของกระทรวงเกษตรฯ โดยมี น.ส.นฤมล สงวนวงศ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรฯ ผู้แทนมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ที่ห้องประชุมกระทรวงเกษตรฯ และผ่านระบบออนไลน์ (Zoom Meeting)

การประชุมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1.รับทราบคำสั่งคณะกรรมการฯ 2.ร่วมกันพิจารณาแนวทางการทบทวนและปรับปรุงงานบริการที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้า-ส่งออกของกระทรวงเกษตรฯ 90 งานบริการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการดำเนินงาน และ 3.มติที่ประชุมได้มอบหมายให้หน่วยงานที่รับผิดชอบนำแนวทางการศึกษาระยะเวลาการพิจารณาอนุญาต เพื่อกำหนดมาตรฐานการให้บริการ (Service Level Agreement : SLA) ของสำนักงาน ก.พ.ร.หลักการในการปรับปรุง พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558 และแนวทางวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ตาม พ.ร.บ.การปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2565 ไปปรับปรุงระยะเวลาและลดขั้นตอนการให้บริการนำเข้า-ส่งออกของกระทรวงเกษตรฯ รวมทั้งการนำเทคโนโลยีดิจิทัล เข้ามาประยุกต์ใช้ในงานบริการ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ภาคประชาชน ให้ได้รับการบริการของกระทรวงเกษตรฯ ที่มีความง่ายขึ้น (Easier) ถูกลง (Cheaper) และเร็วขึ้น (Faster)

อธิบดีกรมข้าวชักชวน ให้ชาวนาปลูกข้าวรักษ์โลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732456

วันอังคาร ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วยนายขจร โนวัฒน์ ผอ.สำนักส่งเสริมการผลิตข้าว นำคณะและผู้แทนสถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ ลงพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี เพื่อรับทราบถึงข้อมูลการดำเนินงาน และปัญหาอุปสรรคที่เกษตรกรกำลังประสบอยู่ที่ศูนย์ข้าวชุมชน ต.บ้านกุ่ม หมู่ 3 อ.สองพี่น้อง และศูนย์ข้าวชุมชนบ้านตะลุ่มบ้านหมี่ หมู่ 1 ต.มะขามล้ม อ.บางปลาม้า จ. สุพรรณบุรี

อธิบดีกรมการข้าวกล่าวว่า ในโอกาสนี้จึงได้เชิญชวนให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวรักษ์โลกตามแบบ BCG Model ซึ่งก็คือการปลูกข้าวปลอดภัย ไร้สารเคมี โดยแนะให้ใช้จุลินทรีย์ในการปลูกและนำสาหร่ายแกมเขียวมาผสมผสานในการเพาะปลูก ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรได้

นายณัฏฐกิตติ์กล่าวต่อว่าได้นำองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้งมาถ่ายทอดให้กับชาวนา ซึ่งการทำนาแบบเปียกสลับแห้งนั้นจะช่วยลดก๊าซมีเทนในดินที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ ที่เป็นการตระหนักถึงความสำคัญของการรณรงค์ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อลดภาวะโลกร้อน เน้นย้ำการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสร้างคาร์บอนเครดิตให้ชาวนานำไปสร้างรายได้เสริม

จากนั้นอธิบดีกรมการข้าว ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานศูนย์ข้าวชุมชน เพื่อรับทราบข้อมูล เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาและเพิ่มประสิทธิภาพการทำนาของเกษตรกร โดยมีนายกำพลทองโสภา ประธานศูนย์ข้าวชุมชนระดับจังหวัด และกรรมการกลางศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ ร่วมให้ข้อมูลต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาโครงการและกิจกรรมต่างๆ ที่ศูนย์ข้าวชุมชนรักษ์ดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี

อ.ต.ก.พัฒนาสินค้าเกษตร ใช้นวัตกรรมนำร่องภาคเหนือ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732454

วันอังคาร ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายปิยวุฒิ วิหงส์ ผอ.ฝ่ายธุรกิจเกษตร รักษาการ รอง ผอ.องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) กล่าวว่า กิจกรรมส่งเสริมการถ่ายทอดความรู้การพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรคุณภาพ การแปรรูปสินค้าเกษตรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เป็นอีกหนึ่งภารกิจภายใต้โครงการ “ศูนย์แสดงสินค้าผลิตภัณฑ์เกษตรคุณภาพสูง” (Thailand Best Agricultural Showroom) อ.ต.ก.ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณพื้นที่ใกล้เคียง ตลาด อ.ต.ก.จตุจักร จัดตั้งขึ้นเพื่อขยายช่องทางการตลาดสินค้าเกษตรผ่านช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ ส่งเสริม สนับสนุนเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และเกษตรกรที่เป็นสมาชิกของกรมต่างๆ ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้นำผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรม ในครัวเรือนมาประชาสัมพันธ์และจัดจำหน่ายโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางและเพื่อให้เป็นศูนย์กลางด้านอาหารและสินค้าเกษตรคุณภาพที่ดีที่สุดในประเทศในรูปแบบศูนย์แสดงสินค้า ให้ลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างชาติสามารถเข้าถึงสินค้าเกษตรกรคุณภาพได้อย่างสะดวก รวดเร็ว

นอกจากนี้ ยังเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาด ขยายตลาดสินค้าเกษตรไปยังกลุ่มลูกค้าใหม่เพื่อการส่งออกของประเทศไทยให้ไปถึงระดับนานาชาติได้ โดยใช้ยุทธศาสตร์ของกระทรวงเกษตรฯ “การตลาดนำการผลิต” ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้มีความมั่นคงในอาชีพเกษตรกรรม สร้างรายได้ สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน สอดรับกับวิสัยทัศน์ “องค์กรที่เป็นศูนย์กลางและช่องทางจำหน่ายสินค้าเกษตรที่มีความโดดเด่น น่าเชื่อถือด้านคุณภาพ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรอย่างยั่งยืน” ที่มุ่งเน้นช่วยเหลือเกษตรกรด้านการลดต้นทุนการผลิต ส่งเสริมด้านการตลาด การพัฒนาแบรนด์คุณภาพ การยกระดับราคาผลผลิตที่มีคุณภาพและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสมกับผลผลิตทางการเกษตร

การอบรม “การพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรคุณภาพ การแปรรูปสินค้าเกษตรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม” เป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมการปกครอง และภาคเอกชน ในการส่งเสริมเผยแพร่ถ่ายทอดความรู้ โดยเปิดโอกาสให้เกษตรกร สถาบันเกษตรกร กลุ่ม Smart Agriculture ผู้ประกอบการ นักเรียน นักศึกษาและประชาชนทั่วไปที่สนใจ สามารถเข้าร่วมกิจกรรมโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ซึ่ง อ.ต.ก.จะจัดกิจกรรมถ่ายทอดความรู้ในพื้นที่ จ.พะเยา เชียงราย กำแพงเพชร และร้อยเอ็ด ในช่วงระหว่างเดือนเมษายน-กรกฎาคม 2566 ผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กลุ่มบริหารงานตลาด อ.ต.ก.โทร. 0-2279-2080-9 ต่อ 110

อสป.-ท่าเรือประมงหัวหินฯ เปิดตลาดขายสินค้าประมง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732213

วันจันทร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานท่าเทียบเรือประมงหัวหินและปราณบุรี องค์การสะพานปลา (อสป.) ได้เปิดพื้นที่บนสะพานปลาท่าเทียบเรือประมงหัวหิน เพื่อเปิดเป็น “ตลาดถนนคนเดิน” ให้พ่อค้าแม่ค้า และกลุ่มชาวประมงพื้นบ้าน ได้ร่วมจัดจำหน่าย ผลิตภัณฑ์สินค้าสัตว์น้ำ ผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูป และสินค้าอื่นๆ อีกมากมาย โดยสำนักงานท่าเทียบเรือประมงหัวหิน ร่วมกับสมาคมเรือเล็ก กลุ่มเรือเล็ก F16 และชุมชุนสมอเรียงที่ได้จัดกิจกรรมแข่งขันกีฬาชายหาดลำวงย้อนยุค เพื่อสืบสานประเพณีสงกรานต์ ซึ่งเป็นการส่งเสริม สนับสนุนช่วยเหลือพี่น้องชาวประมงก่อให้เกิดรายได้ในครัวเรือน และเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย

ทั้งนี้ ด้วยความร่วมมือจากผู้แทนของหน่วยงานต่างๆ ได้ลงพื้นที่เพื่ออำนวยความสะดวกกับประชาชน และการขนถ่ายนักท่องเที่ยวจากเรือยูโรป้า 400 คน ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวได้รับความสนใจจากประชาชนในพื้นที่ และนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเป็นอย่างมาก

กรมข้าวลงพื้นที่ ศูนย์ฯเพชรบูรณ์ ชูทำBCGโมเดล ทำนาแบบยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732210

วันจันทร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว ลงพื้นที่ จ.เพชรบูรณ์ เพื่อพบปะพี่น้องชาวนา/เกษตรกร กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว สมาชิกศูนย์ข้าวชุมชนฯ โดยมี น.ส.ชวนชม ดีรัศมี ผอ.ศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก พร้อมด้วย สมาชิกศูนย์ข้าวชุมชนในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก ให้การต้อนรับ ที่ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านหนองผักบุ้งพัฒนา ต.นายม อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์

ทั้งนี้ การลงพื้นที่ดังกล่าว นายณัฏฐกิตติ์ กล่าวว่า เนื่องจากได้รับทราบถึงข้อมูลการดำเนินงาน และปัญหาอุปสรรคที่ชาวนากำลังประสบ พร้อมได้แนะแนวทางแก้ไขปัญหาและเพิ่มประสิทธิภาพการทำนา โดยให้หันมาปลูกข้าวรักษ์โลกในรูปแบบ BCG Model ที่เป็นการทำนาแบบประณีต เลิกใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมียาฆ่าแมลง ทำให้ได้ข้าวที่ดีมีคุณภาพ ปลอดสารพิษ ดีต่อสุขภาพ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกจากนั้นยังแนะนำให้ใช้จุลินทรีย์ในการปลูกและนำสาหร่ายแกมเขียวมาผสมผสานในการเพาะปลูก ที่จะสามารถช่วยเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนการผลิตได้ต่อไป

“ผมไม่มีคำว่าวันเสาร์-อาทิตย์ ผมลงพื้นที่พบปะพี่น้องตลอด ไม่ใช่แค่นั่งทำงานอยู่ในห้องแอร์เท่านั้น เพราะพวกเขาคือครอบครัวของผม เราต้องฟังเสียงของประชาชนแล้วนำมาแก้ปัญหา เราจะต้องสร้างความเข้มแข็งให้พี่น้อง เราจะไม่ทิ้งกัน”อธิบดีกรมการข้าว กล่าว

คกก.นมเพื่อเด็กฯจ่อปรับราคานมดิบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732212

วันจันทร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน ครั้งที่ 3/2566 โดยมีนายประภาส ภิญโญชีพ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์และผู้แทนหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วม โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบการปรับราคากลางในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน โดยเสนอปรับราคานมโรงเรียนเพิ่มขึ้น 0.46 บาท/หน่วย เพื่อให้สอดคล้องกับราคาน้ำนมดิบ ซึ่งการปรับราคาดังกล่าวอยู่ในกรอบอำนาจของคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน ส่วนค่าบริหารจัดการขอให้ทางคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม (Milk board) พิจารณาต่อไป

นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น สำนักงานคณะกรรมการการส่งเสริมการศึกษาเอกชน กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา ตรวจสอบข้อมูลและยืนยันกรอบวงเงินเพิ่มเติม เพื่อให้ฝ่ายเลขานุการรวบรวมนำเสนอสำนักงบประมาณ และเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีต่อไป

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาข้ออุทธรณ์ของผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ประจำปีการศึกษา 2566 จำนวน 26 ราย พร้อมทั้งเห็นชอบให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณาเรื่องอุทธรณ์เพิ่มเติม โดยมีรองปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธาน และให้ฝ่ายเลขาฯ นำเสนอองค์ประกอบ และอำนาจหน้าที่ในการประชุมครั้งต่อไป

นายประยูรกล่าวว่า เพื่อให้การดำเนินงานของคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงได้กำชับให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานโดยยึดหลักให้เกษตรกรภาครัฐ และเอกชน ทำงานร่วมกัน หากต้องปรับปรุงแก้ไขเรื่องใดให้ดำเนินการทันที เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับเกษตรกร

กยท.พลิกโฉมประมูลยาง เชื่อมโยงข้อมูลตลาดสู่ระบบดิจิทัล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732211

วันจันทร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า ได้ดำเนินโครงการพัฒนาตลาดยางพาราให้เป็น Digital Platform ผ่านระบบ Thai Rubber Trade โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยพัฒนาระบบการซื้อขายประมูลยางพารา สามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับสำนักงานตลาดกลางยางพาราของ กยท.ทั้ง 8 แห่ง และตลาดเครือข่ายกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ พร้อมทั้งนำเทคโนโลยี Block chain มาใช้ในการทำธุรกรรมเพื่อเพิ่มความโปร่งใส แม่นยำ มีความน่าเชื่อถือในการตรวจสอบ และมีระบบตรวจสอบการโอนเงิน ลดความเสี่ยงในการปลอมแปลงบัญชี สามารถทำสัญญาต่างๆ ได้ง่ายขึ้น ด้วย Smart Contract

อย่างไรก็ดี ในระยะแรกภายในเดือนพฤษภาคมนี้ กยท.จะนำระบบ Thai Rubber Trade มาใช้ในการซื้อขายยางของสำนักงานตลาดกลางยางพารา กยท.เป็นการนำร่องก่อน 4 แห่ง คือ สำนักงานตลาดกลางยางพารา จ.เชียงราย  สำนักงานตลาดกลาง จ.หนองคาย สำนักงานตลาดกลางยางพารา จ.บุรีรัมย์ และสำนักงานตลาดกลางยางพารา จ.ระยอง  จากนั้นจะขยายผลนำระบบ Thai Rubber Trade มาใช้ในการซื้อขายยางของสำนักงานตลาดกลางยางพาราในพื้นที่ภาคใต้อีก 4 แห่ง คือสำนักงานตลาดกลางยางพารา จ.สุราษฎร์ธานี สำนักงานตลาดกลางยางพารา จ.นครศรีธรรมราช สำนักงานตลาดกลางยางพารา จ.สงขลา และสำนักงานตลาดกลางยางพารา จ.ยะลา เพื่อให้ครบทั้ง 8 แห่งภายในเดือนกันยายน 2566

น.ส.อธิวีณ์ แดงกนิษฐ์ ผอ.ฝ่ายเศรษฐกิจยาง กยท.กล่าวว่า ระบบ  Thai Rubber Trade เป็นระบบซื้อขายยางที่พัฒนาขึ้นเพื่อให้ระบบการซื้อขายยางด้วยวิธีการประมูลของ กยท.ให้เป็น Digital Platform  ซึ่งมีการพัฒนาระบบใช้งานผ่าน Mobile Platform และ Web Application ช่วยลดระยะเวลาในการทำธุรกรรม  และบริหารจัดการข้อมูลการซื้อขายยางทั้งหมดแบบ Real Time ผู้ซื้อสามารถเลือกซื้อยางที่มีคุณภาพได้มาตรฐานตามความต้องการได้จากทุกตลาดกลางยางพาราและตลาดเครือข่าวทั่วประเทศ

ทั้งนี้ การนำระบบ  Thai Rubber Trade  มาใช้ซื้อขายยางเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาระบบตลาดยางพาราของ กยท. ที่ช่วยสร้างราคาที่เป็นธรรม อีกทั้งยังเพิ่มโอกาสขยายช่องทางการตลาดให้เกษตรกรชาวสวนยาง นอกจากนี้เทคโนโลยี Block chain ที่นำมาใช้ในระบบ Thai Rubber Trade ยังรองรับการตรวจสอบย้อนกลับข้อมูลแหล่งที่มาของผลผลิตยางพาราได้ สอดคล้องกับกฎระเบียบของ EU (EUDR : EU Deforestation-free Regulation) ที่กำหนดให้การนำเข้ายางและผลิตภัณฑ์จากยางจะต้องมาจากสวนยางที่มีเอกสารสิทธิถูกต้องตามกฎหมาย ไม่อยู่ในพื้นที่ต้นน้ำ พื้นที่อนุรักษ์ และพื้นที่ป่า รวมถึงการจัดการสวนยางพาราที่ต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและไม่ส่งผลกระทบต่อสังคม

“การซื้อขายยางผ่านระบบตลาดกลางของ กยท.ต้องลงทะเบียนสมาชิกทั้งผู้ซื้อและผู้ขายยาง กยท. สามารถเชื่อมโยงทะเบียนสมาชิกผู้ขายกับทะเบียนเกษตรกร จึงสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังพื้นที่สวนยางที่เป็นแหล่งผลิตได้อย่างถูกต้อง” ผอ.ฝ่ายเศรษฐกิจยาง กยท.กล่าว

งามไส้!สั่งสอบ-เช็คบิลจนท.ยักยอกเงิน‘สหกรณ์เปือยน้อย’ สมาชิกเดือดร้อนเบิกไม่ได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732130

งามไส้!สั่งสอบ-เช็คบิลจนท.ยักยอกเงิน‘สหกรณ์เปือยน้อย’ สมาชิกเดือดร้อนเบิกไม่ได้

งามไส้!สั่งสอบ-เช็คบิลจนท.ยักยอกเงิน‘สหกรณ์เปือยน้อย’ สมาชิกเดือดร้อนเบิกไม่ได้

วันอาทิตย์ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 10.35 น.

งามไส้!สั่งสอบ-เช็คบิลจนท.ยักยอกเงิน‘สหกรณ์เปือยน้อย’ สมาชิกเดือดร้อนเบิกไม่ได้

21 พฤษภาคม 2566 นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากกรณีชาวบ้านใน อ.เปือยน้อย จ.ขอนแก่น นับร้อยคนรวมตัวกันร้องเรียนผ่านสื่อ ช่วยเป็นกระบอกเสียง หลังพากันไปเบิกเงินที่สหกรณ์การเกษตรเปือยน้อย แต่เจ้าหน้าที่บอกว่าไม่มีเงิน เพราะถูกเจ้าหน้าที่การเงินยักยอกไป ล่าสุดได้สั่งการให้สหกรณ์จังหวัดขอนแก่นลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง

“เบื้องต้นพบว่า เจ้าหน้าที่การเงินของสหกรณ์ได้ทำการยักยอกเงินฝากสมาชิก ปลอมแปลงลายมือชื่อถอนเงินออกจากระบบ ซึ่งสมาชิกนำสมุดคู่ฝากบัญชีเงินออมทรัพย์และสมุดคู่ฝากบัญชีเงินออมทรัพย์พิเศษมาตรวจสอบกับข้อมูลที่สหกรณ์ ซึ่งสรุปยอดรับฝากไม่ถูกต้อง ไม่ตรงกับสมุดคู่ฝากของสมาชิก จำนวน 69 บัญชี ยอดเงิน 12 ล้านบาทเศษ  และสมาชิกลาออกแล้วไม่ได้รับเงินค่าหุ้นคืน รวมทั้งสมาชิกสหกรณ์ที่เป็นสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์เสียชีวิตแล้วไม่ได้รับเงินค่าสงเคราะห์ศพ บางส่วนที่ได้รับเงินแต่ไม่ครบตามจำนวน” นายวิศิษฐ์ กล่าว

นายวิศิษฐ์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดขอนแก่นลงพื้นที่ประชุมหารือร่วมกับผู้แทนสมาชิกสหกรณ์ คณะกรรมการสหกรณ์ ปลัดอำเภออาวุโส เจ้าหน้าที่ปกครอง และ ผกก.สภ.เปือยน้อย เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาการดำเนินงานและข้อร้องเรียนของสมาชิกสหกรณ์โดยเร่งด่วนแล้ว และจากการประชุมหารือได้มีแนวทางในการแก้ไขปัญหาโดยจะฟ้องร้องดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่การเงินของสหกรณ์ที่ยักยอกเงินทำให้สหกรณ์ได้รับความเสียหาย และสหกรณ์เตรียมกู้เงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์จากกรมส่งเสริมสหกรณ์ ซึ่งสามารถกู้เงินได้ในวงเงินไม่เกิน 5 ล้านบาท รวมทั้งขอกู้ยืมเงินจากสหกรณ์อื่น/ขอเงินรับฝากเงินจากสหกรณ์อื่นและสหกรณ์ดำเนินการวางแผนร่วมกับสำนักงานสหกรณ์จังหวัดขอนแก่น และสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ขอนแก่น เพื่อสอบทานเงินฝาก หุ้น และหนี้สินสมาชิก 100% ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน

ส่วนหุ้นของสมาชิกที่ไม่สามารถถอนคืนได้นั้น ตามข้อบังคับสหกรณ์ กรณีที่สหกรณ์ขาดทุนสะสมหรือมีแนวโน้มจะขาดทุนสะสมให้ชะลอการจ่ายคืนค่าหุ้นแก่สมาชิก ซึ่งสหกรณ์การเกษตรเปือยน้อย จำกัด ขาดทุนสะสมกว่า 16 ล้านบาทเศษ มูลค่าหุ้นติดลบ 93.73 บาท จึงไม่สามารถคืนค่าหุ้นให้กับสมาชิกได้ ในส่วนที่สหกรณ์ได้คืนค่าหุ้นกับสมาชิก 25 ราย เป็นเงิน 681,690 บาท ไปแล้วนั้น นายทะเบียนสหกรณ์ ได้มีคำสั่งตามมาตรา 22(1) แห่ง พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้สหกรณ์แก้ไขข้อบกพร่องโดยเรียกคืนค่าหุ้นที่จ่ายคืนสมาชิกและหาผู้รับผิดชอบในการกระทำความเสียหายให้แก่สมาชิกสหกรณ์ ด้านเงินสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ที่สมาชิกไม่ได้รับ ได้ดำเนินการแจ้งเทศบาลตำบลเปือยน้อย ซึ่งเป็นนายทะเบียนรับผิดชอบตั้งสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ดังกล่าวได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อเร่งหาทางช่วยเหลือ

“นอกจากนี้ยังมีคำสั่งแต่งตั้งคณะผู้ตรวจการสหกรณ์ (เฉพาะกิจ) เข้าตรวจสอบกิจการและฐานะการเงินของสหกรณ์ และให้รายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง ภายใน 7 วัน เพื่อนายทะเบียนสหกรณ์ใช้ดุลพินิจตามอำนาจหน้าที่ และแต่งตั้งผู้ช่วยคณะผู้ตรวจการสหกรณ์ (เฉพาะกิจ) เข้าสอบทานเงินฝาก หุ้น และหนี้สินของสมาชิกทุกราย ร่วมกับผู้สอบบัญชี คณะกรรมการสหกรณ์ เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาดำเนินการใช้อำนาจนายทะเบียนสหกรณ์ต่อไป” นายวิศิษฐ์ กล่าว