กรมการค้าภายในเปิดจุดโมบายพาณิชย์ นำสินค้าอุปโภคบริโภคกว่า 80 รายการ ลดสูงสุด 60% ที่วัดตลิ่งชัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732012

กรมการค้าภายในเปิดจุดโมบายพาณิชย์ นำสินค้าอุปโภคบริโภคกว่า 80 รายการ ลดสูงสุด 60% ที่วัดตลิ่งชัน

กรมการค้าภายในเปิดจุดโมบายพาณิชย์ นำสินค้าอุปโภคบริโภคกว่า 80 รายการ ลดสูงสุด 60% ที่วัดตลิ่งชัน

วันเสาร์ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 14.29 น.

กรมการค้าภายในเปิดจุดโมบายพาณิชย์ลดราคา นำสินค้าอุปโภคบริโภคกว่า 80 รายการ ลดสูงสุด 60% ขายที่วัดตลิ่งชัน เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน เผยรอบนี้ นำมะม่วงแฟนซี มาจำหน่ายด้วย ราคา กก.ละ 15 บาท ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนช่วยกันอุดหนุน 

นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมฯ ได้มาเปิดจุดโมบายพาณิชย์ลดราคา จำหน่ายสินค้าราคาประหยัด ณ วัดตลิ่งชัน มีสินค้ามาจำหน่ายกว่า 80 รายการ ลดสูงสุดเกือบ 60% ได้แก่  หมวดอาหาร ซอสปรุงรส สินค้าชำระร่างกาย ผลิตภัณฑ์ซักล้าง ยารักษาโรค และมีสินค้าไฮไลท์ เช่น ไข่ไก่ เบอร์ M (คละกลางใหญ่) ราคาแผงละ 90 บาท ตกฟองละ 3 บาท น้ำตาลทรายถุงละ 18 บาท หมูเนื้อแดงราคา 130 บาท/กิโลกรัม (กก.) น่องไก่ติดสะโพกราคา 50 บาท/กก. น้ำมันปาล์มราคาขวดละ 42 บาท ข้าวขาวถุงละ 80 บาท ข้างหอมราคาถุงละ 100 บาท และยังได้ประสานทางโรงสีนำข้าวหอมมะลิสุรินทร์นำมาในราคาพิเศษ ถุงละ 155 บาท เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน 

ทั้งนี้ กรมฯ ยังได้นำมะม่วงแฟนซีที่กรมฯ ได้ไปรับซื้อมาจากจังหวัดเชียงใหม่และลำพูน ซึ่งเป็นแหล่งใหญ่ในการเพาะปลูกมะม่วง ซึ่งปีนี้มะม่วงแฟนซีคาดว่าจะมีผลผลิตประมาณ 300,000 ตัน และกรมฯ ได้ไปทำสัญญาข้อตกลง “อมก๋อยโมเดล” โดยนำผู้ประกอบการไปรับซื้อผลผลิตจากกับกลุ่มเกษตรกร จังหวัดเชียวใหม่-ลำพูนกว่า 38,000 ตัน และกระจายผ่านช่องทางต่าง ๆ ทั้งห้างค้าส่งค้าปลีก ปั๊มน้ำมัน และในจุดจำหน่ายโมบายพาณิชย์ลดราคา 

“ขอฝากถึงพี่น้องประชาชนว่า ในช่วงนี้มะม่วงแฟนซีเริ่มออกแล้ว เราได้ทานมะม่วงพันธุ์พื้นฐานแล้ว จึงอยากเชิญชวนให้ลองบริโภคมะม่วงแฟนซีกันดูบ้าง ราคาก็ไม่แพง ขายเพียง กก.ละ 15 บาท  ประกอบไปด้วยมะม่วงแฟนซี 4 สายพันธุ์ ได้แก่ จินหง งาช้างแดง แดงจักพรรดิ และ อาร์ทูอีทู (R2E2) สามารถมาเลือกซื้อได้ที่รถโมบายพาณิชย์ทั้ง 100 คัน ตรวจสอบจุดจำหน่ายได้ที่เว็บไซต์ของกรมการค้าภายใน http://www.dit.go.th หรือพิมพ์เข้าไปที่ Line @โมบายพาณิชย์ ก็ได้”นายวัฒนศักดิ์กล่าว

สำหรับโครงการพาณิชย์ลดราคา ล็อตที่ 24 ออนทัวร์ทั่วไทย ตอนนี้เหลืออีกแค่ไม่กี่จังหวัด ประมาณ 10 จุด ที่จะมีสินค้าจากร้อยกว่าบู๊ทไปร่วมรายการในแต่ละจังหวัด โดยสามารถตรวจสอบได้ที่เว็บไซตต์ของกรมการค้าภายใน ซึ่งจะมีสินค้ามาร่วมรายการลดสูงสุดกว่า 80% จึงอยากฝากเชิญชวนพี่น้องประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารว่าเราจะมีการจัดกิจกรรมลดราคาสินค้าที่ไหน อย่างไร ใกล้บ้านตรงไหนก็ไปตรงนั้น หรือสามารถ @Line โมบายพาณิชย์ได้ และในช่วงเสาร์-อาทิตย์นี้ ถ้าไม่รู้จะไปให้ขอให้เปิดเว็บไซต์กรมการค้าภายในไปติดตามตลาดต้องชม เลือกไปเที่ยว ไปชม ไปช็อป ตลาดใกล้บ้านท่าน เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในตลาดนั้นๆ รายได้จะได้หมุนเวียนในชุมชน

ฝากรัฐบาลชุดใหม่ ต่อลมหายใจชาวหมูรายย่อย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/731986

ฝากรัฐบาลชุดใหม่ ต่อลมหายใจชาวหมูรายย่อย

ฝากรัฐบาลชุดใหม่ ต่อลมหายใจชาวหมูรายย่อย

วันเสาร์ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 10.10 น.

ฝากรัฐบาลชุดใหม่ ต่อลมหายใจชาวหมูรายย่อย

ตลอดช่วงหน้าร้อนนี้ความหวังว่าราคาหมูหน้าฟาร์มจะดีขึ้นบ้างคงหมดหวัง สถานการณ์ตอนนี้ของชาวหมูเรียกได้ว่า “น้ำตาตก” เนื่องจากราคาขายหมูหน้าฟาร์มอ้างอิงเขตภาคตะวันตกอยู่ที่ 70 บาท/กก. ไม่ได้สะท้อนถึงต้นทุนการผลิตที่คงตัวในระดับสูงกว่า 90 บาท/กิโลกรัม แต่ก็ยังดีที่แนวโน้มต้นทุนที่เริ่มลดลง (ภาพที่ 1)

ภาพที่ 1 ต้นทุนการผลิตสุกรและราคาหน้าฟาร์มเปรียบเทียบช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน ปี 2566

ผลของการปล่อยให้มีการลักลอบนำเข้าหมูเถื่อน ทางสมาคมผู้เลี้ยงสุกรฯ ได้ประเมินว่ามีปริมาณชิ้นส่วนหมูแช่แข็งลักลอบนำเข้าคิดเป็นปริมาณหมู 6-7 ล้านตัว ปริมาณหมูเข้ามามากจนทำให้ราคาหมูหน้าฟาร์มลดลงอย่างต่อเนื่องต่ำกว่าต้นทุนแบบที่เรียกว่าเข้าเนื้อจนถึงกระดูจนชาวหมูทนไม่ไหว

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2566 ชาวหมูนัดชุมนุมจากทั่วประเทศเดินทางเข้าทำเนียบเพื่อติดตามความคืบหน้าคดีลักลอบนำเข้าเนื้อหมู 161 ตู้ ที่ท่าเรือแหลมฉบัง เป็นผลให้ภาครัฐรับปากตั้งคณะทำงานร่วมแก้ปัญหาเนื้อสุกรลักลอบ และต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์

นอกจากนี้ ทางสมาคมผู้เลี้ยงสุกรฯ ยังได้ส่งเรื่องถึงกรมศุลกากร “ขอให้ขึ้นบัญชีผู้นำเข้าเนื้อสุกรที่ได้รับอนุญาตจากกรมปศุสัตว์ เข้าลักษณะต้องตรวจสอบการผ่านพิธีการแบบ Red Line ทั้งหมด จนกว่าจะจับกุมดำเนินคดีผู้กระทำผิดลักลอบนำเข้าจนถึงที่สุด” แต่ก็ยังไม่ได้ความคืบหน้า จนเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2566 ที่ผ่านมา ทางสมาคมผู้เลี้ยงสุกรฯ ได้ยื่นร้องทุกข์กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) จนอธิบดีดีเอสไอรับคดีปราบปรามขบวนการนำเข้าหมูเถื่อนเป็นคดีพิเศษ

ความเจ็บปวดที่สั่งสม ชาวหมูรายย่อยขาดทุนซ้ำจนท้อ แม้ว่าหลายรายอยากกลับเข้าเลี้ยง เนื่องด้วยตอนนี้ราคาลูกหมู 1,700 บาท/ตัว แต่ก็ไม่กล้าเนื่องจากราคาขายลงจนน่ากลัว เพราะลงที 4 บาท ไม่เห็นทางของกำไรเนื่องจากต้นทุนสูงจนท้อ

ผลการเลือกตั้งวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 ที่ผ่านมาจึงเป็นเหนือแสงแห่งความหวังของชาวหมูว่าสถานการณ์จะดีขึ้นไม่บ้างก็น้อย

ไม่ว่าผลการจัดตั้งรัฐบาลใหม่จะออกมาเป็นอย่างไร ในฐานะนักวิชาการใคร่ขอฝากว่าที่ท่านรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ และพาณิชย์ไว้ โปรดเห็นใจและช่วยชาวหมูสักหน่อย

ในระยะสั้นเรื่องที่ทำได้ง่ายและแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้เร็วคือ

1. เรื่องที่ทำได้ง่ายที่สุดคือการเร่งติดตามคดีและจัดการขบวนการลักลอบนำเข้าหมูที่ข้ามน้ำข้าทะเลโดยเร็ว ส่วนการลักลอบจากประเทศรอบบ้านคาดว่าจะไม่จูงใจเนื่องจากราคาหน้าฟาร์มตอนนี้พอ ๆ กัน

2. ปรับปรุงกระบวนการสำแดงสินค้านำเข้าให้ถูกต้องโปร่งใส เนื่องจากการลักลอบนำเข้าเนื้อหมูแช่แข็งใช้วิธีการสำแดงเท็จเป็นอาหารแช่แข็งชนิดอื่น และทำลายหมูแช่แข็งที่ท่าเรือทันทีที่มีการตรวจพบ สถานการณ์ราคาหมูหน้าฟาร์มจะดีขึ้นภายในหนึ่งถึงสองสัปดาห์

3. แก้ปัญหาวัตถุดิบอาหารสัตว์โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยตรวจสอบปริมาณข้าวโพดตามจุดรับซื้อว่ามีการกักตุนเกินความจำเป็นหรือไม่

ส่วนเรื่องระยะยาว ภาครัฐควรต้องเอาจริงเอาจังกับการเพิ่มพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยไม่ลุกล้ำพื้นที่ป่าและไม่เผา ซึ่งจำเป็นต้องให้องค์ความรู้ในการผลิต จัดการน้ำและดิน เนื่องจากดินแต่ละพื้นที่มีความแตกต่าง การจัดการก็แตกต่าง

อีกเรื่องที่สำคัญคือ ยกเลิกระบบโควตานำเข้า 3 ต่อ 1 โดยวางแผนกำหนดช่วงและปริมาณนำเข้าวัตถุดิบทดแทนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ด้วยการจัดการข้อมูลตัวเลขคาดการณ์ปริมาณการผลิตให้เร็วตั้งแต่ต้นปี เพื่อที่ผู้ประกอบการได้มีเวลาบริหารจัดการนำเข้าข้าวสาลีหรือข้าวบาร์เลย์โดยไม่กระทบต่อราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายในประเทศ

เรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำได้ทันทีเนื่องจากอยู่ในอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีทั้งสองกระทรวง เพียงเท่านี้ท่านก็สามารถต่อลมหายใจให้พี่น้องชาวหมูรายย่อยได้นับแสนราย

ที่มา

1. https://www.swinethailand.com/17385310/live-pig-price-12052023

2. https://tna.mcot.net/business-1173065

#ผศ.ดร.สุวรรณา สายรวมญาติ ภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ระวัง’หมูเถื่อน’ ‘กรมปศุสัตว์’แนะเลือกซื้อเนื้อสัตว์ สังเกตสัญลักษณ์’ปศุสัตว์ OK’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/731823

ระวัง'หมูเถื่อน' 'กรมปศุสัตว์'แนะเลือกซื้อเนื้อสัตว์ สังเกตสัญลักษณ์'ปศุสัตว์ OK'

ระวัง’หมูเถื่อน’ ‘กรมปศุสัตว์’แนะเลือกซื้อเนื้อสัตว์ สังเกตสัญลักษณ์’ปศุสัตว์ OK’

วันศุกร์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 14.42 น.

“กรมปศุสัตว์”เตือนผู้บริโภคระวัง”หมูเถื่อน”ที่ลักลอบนำเข้ามาจากต่างประเทศ แนะเลือกซื้อจากผู้ผลิตมาตรฐาน สังเกตตราสัญลักษณ์”ปศุสัตว์ OK” เพิ่มความมั่นใจได้บริโภคเนื้อหมูของไทยที่ผลิตได้มาตรฐานและปลอดภัย

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2566 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า หมูเถื่อน เป็นเนื้อสุกรลักลอบนำเข้า ที่ไม่ได้ผ่านขั้นตอนการตรวจสอบความปลอดภัย ผู้บริโภคจึงมีความเสี่ยงที่จะได้รับอันตรายจากสารปนเปื้อน นอกจากนี้ ยังเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการนำโรคระบาดเข้ามาในประเทศไทย โดยโรคระบาดที่สำคัญ อาทิ โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African swine fever : ASF) และโรคปากเท้าเปื่อย (Foot and Mouth Disease : FMD) ที่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรไทย และเสี่ยงต่อความปลอดภัยในอาหารของผู้บริโภค

“สำหรับผู้บริโภค แนะนำให้เลือกซื้อเนื้อสุกรจากสถานที่หรือแหล่งจำหน่ายที่น่าเชื่อถือ และมั่นใจได้ว่าไม่มีการนำเนื้อหมูเถื่อนมาจำหน่าย ในส่วนของกรมปศุสัตว์ มีโครงการที่เป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภค คือโครงการ “ปศุสัตว์ OK” ที่กรมปศุสัตว์ ให้การรับรองว่าเนื้อสุกรหรือเนื้อสัตว์ที่จำหน่ายมีความปลอดภัยได้มาตรฐาน สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาได้ว่ามาจากฟาร์มเลี้ยงที่ได้มาตรฐาน และมาจากโรงชำแหละที่ถูกสุขอนามัย โดยให้สังเกตตราสัญลักษณ์ “ปศุสัตว์ OK” ที่ช่วยตอกย้ำความมั่นใจแก่ผู้บริโภคว่าได้บริโภคเนื้อหมูของไทยที่ผลิตได้มาตรฐาน และมีความปลอดภัยในอาหารอย่างแน่นอน” นายสัตวแพทย์สมชวน กล่าว

ที่ผ่านมา กรมปศุสัตว์ ไม่ได้นิ่งนอนใจ เร่งดำเนินการปราบปรามอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง โดยอยู่ในระหว่างสอบสวนสืบสวนติดตามว่ามีการลักลอบนำ “หมูเถื่อน” ส่งขายตามร้านค้า แหล่งจำหน่าย หรือสถานที่ตัดแต่งใด โดยร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าติดตามไปจนถึงสถานที่ดังกล่าว หากตรวจสอบพบว่า เนื้อสุกรเหล่านั้นไม่มีแหล่งที่มา หรือมาจากการลักลอบนำเข้า จะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด ฉะนั้นจึงขอเตือนผู้ที่ลักลอบนำเข้าเนื้อหมูเถื่อน หรือผู้ที่สนับสนุนโดยการซื้อและนำมาจำหน่ายให้ผู้บริโภค ขอให้หยุดการกระทำในทันที

ด้าน ธุรกิจบริการอาหาร หรือ Food Service ขอให้ตรวจสอบว่าเนื้อสุกรเหล่านั้น มาจากแหล่งผลิตในประเทศหรือเป็นเนื้อสุกรที่มาจากการลักลอบนำเข้า หากมีเบาะแสว่าเนื้อสุกรที่ซื้อมาใช้สำหรับนำไปตัดแต่ง หรือนำไปแปรรูปเพื่อให้ประชาชนบริโภค อาจไม่ใช่เนื้อสุกรในประเทศ ขอให้แจ้งผ่านช่องทางของกรมปศุสัตว์ ที่สายด่วนแจ้งโรคระบาดกรมปศุสัตว์ call center 063-225-6888 หรือแอปพลิเคชัน DLD4.0 “แจ้งการเกิดโรคระบาด” ที่มีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบและรายงานผลให้ผู้ร้องเรียน ทราบว่าได้รับการแก้ไขหรือไม่

“ขอฝากไปถึงผู้ประกอบการ หากดำเนินการได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายและนำสินค้าเนื้อหมูที่มีคุณภาพ มีมาตรฐาน มาจำหน่ายให้กับผู้บริโภค ย่อมทำให้ผู้บริโภคปลอดภัย และเกษตรกรผู้เลี้ยงมีกำลังใจในการผลิตสุกรที่มีคุณภาพ ส่งต่อไปยังให้ผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่อง” อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวทิ้งท้าย

รับมือฤดูฝน! กรมชลฯเดินหน้าแผนปฏิบัติการ 12 มาตรการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/731797

รับมือฤดูฝน! กรมชลฯเดินหน้าแผนปฏิบัติการ 12 มาตรการ

รับมือฤดูฝน! กรมชลฯเดินหน้าแผนปฏิบัติการ 12 มาตรการ

วันศุกร์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 11.03 น.

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2566 นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า รายงานล่าสุดปัจจุบัน อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 42,216 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 55 ของความจุอ่างฯ รวมกัน สามารถรองรับปริมาณน้ำได้รวมกันประมาณ 30,463 ล้าน ลบ.ม.เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล , เขื่อนสิริกิติ์ , เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 12,494 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 50 ของความจุอ่างฯรวมกัน สามารถรับน้ำได้รวมกันประมาณ 10,903 ล้าน ลบ.ม.

ซึ่งขณะนี้ได้สิ้นสุดการบริหารจัดการน้ำฤดูแล้ง ปี 65/66 แล้ว โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กรมชลประทานในฐานะหน่วยงานปฏิบัติได้ดำเนินการตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ด้วยการบริหารจัดการน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดอย่างรัดกุม โดยจัดลำดับความสำคัญในการจัดสรรน้ำ เพื่อการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศเป็นหลัก และปฏิบัติตาม 10 มาตรการฤดูแล้งปี 2565/66 อย่างเคร่งครัด นำมาสู่ 6 แนวทางปฏิบัติ ได้แก่ บริหารน้ำในอ่างฯ การจัดหาแล่งน้ำสำรอง การตรวจสอบความต้องการ การจัดสรรตามกิจกรรมหลัก การสำรองน้ำเก็บกักไว้ต้นฤดูฝน และการประเมินผลและประชาสัมพันธ์ ทำให้สามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตรงตามเป้าประสงค์ เกษตรกรและประชาชนมีน้ำใช้อย่างเพียงพอ ทั้งน้ำอุปโภคบริโภค น้ำเพื่อการเกษตร และน้ำเพื่อการอุตสาหกรรม ที่สำคัญไม่มีการประกาศพื้นที่ประสบภัยแล้ง ทั้งยังสามารถควบคุมค่าความเค็มในแม่น้ำสายหลักได้เป็นอย่างดี ผลจากการบริหารจัดการน้ำอย่างประณีต รัดกุม ทำให้ปัจจุบันเรามีปริมาณน้ำสำรองในต้นฤดูฝนถึง 20,000 ล้าน ลบ.ม.จากแผนที่วางไว้ 16,000 ล้าน ลบ.ม.มากกว่าแผนที่กำหนด

ทั้งนี้ กรมชลประทานได้เฝ้าระวังและติดตามสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด พร้อมวางแผนบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝนปี 2566 ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด สอดคล้องกับสถานการณ์ มีการปรับปฏิทินการเพาะปลูกในทุ่งบางระกำ และ 10 ทุ่งลุ่มต่ำเจ้าพระยาตอนล่าง เพื่อให้พื้นที่ลุ่มต่ำเหล่านี้ได้ทำการเพาะปลูกและสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ก่อนฤดูน้ำหลากจะมาถึง ช่วยลดความเสียหายต่อผลผลิต ที่สำคัญได้เน้นย้ำให้ปฏิบัติตาม 12 มาตรการรับมือฤดูฝนปี 2566 อย่างเคร่งครัด ด้วยการกำหนดมาตรการรับมือสถานการณ์อุทกภัย กำหนดพื้นที่ กำหนดคน และจัดสรรทรัพยากร รวมทั้งประชาสัมพันธ์ถึงสถานการณ์น้ำให้ผู้เกี่ยวข้องและพี่น้องประชาชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่องและทั่วถึง การให้ความสำคัญการบริหารจัดการน้ำโดยกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อให้สามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดผลกระทบต่อพี่น้องเกษตรกรและประชาชนให้ได้มากที่สุด

ผู้ช่วยปลัดฯร่วมมือเคนยาด้านเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/731686

วันศุกร์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

น.ส.นฤมล สงวนวงศ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หารือ พลจัตวา โทมัส โจโรเก งางะ สังกัดกองทัพเรือสาธารณรัฐเคนยา พร้อมด้วยนายคิปทิเนสส์ ลินด์ซีย์ คิมโวเล เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเคนยาประจำประเทศไทย และคณะผู้แทนจากวิทยาลัยป้องกันประเทศสาธารณรัฐเคนยา โดยมีเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม พร้อมรับฟังบรรยายสรุปภารกิจกระทรวงเกษตรฯ และความร่วมมือด้านเกษตรของทั้งสองประเทศ

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และนโยบายที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (ค.ศ. 2023–2027) ซึ่งมีนโยบายที่สำคัญ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต ยุทธศาสตร์เทคโนโลยีเกษตร 4.0 ยุทธศาสตร์ “3S” (Safety-Security-Sustainability) ยุทธศาสตร์การบริหารเชิงรุกแบบบูรณาการกับทุกภาคส่วน และยุทธศาสตร์เกษตรกรรมยั่งยืนตามแนวทางศาสตร์พระราชา นอกจากนี้กระทรวงเกษตรฯ ได้ขับเคลื่อนภาคเกษตรด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG ได้แก่ เศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy)เศรษฐกิจหมุนเวียน (CircularEconomy) และเศรษฐกิจสีเขียว (GreenEconomy) โดยมีเป้าหมายหลัก คือ ปรับเปลี่ยนระบบการเกษตรของประเทศไทยสู่ 3 สูง ได้แก่ ประสิทธิภาพสูงมาตรฐานสูง และ รายได้สูง รวมทั้งหารือแนวทางความร่วมมือทางวิชาการด้านการเกษตรระหว่างกัน

สำหรับภาพรวมการค้าสินค้าเกษตร เคนยาเป็นประเทศคู่ค้าอันดับที่ 74 ของไทย เป็นประเทศคู่ค้าสินค้าเกษตรอันดับที่ 56 ของไทย ระหว่างปี 2563-2565 การค้าระหว่างไทยกับเคนยา มีมูลค่าเฉลี่ยปีละ 6,948 ล้านบาท เป็นมูลค่าการส่งออกเฉลี่ยปีละ 6,203 ล้านบาท และมูลค่าการนำเข้าเฉลี่ยปีละ 745 ล้านบาท โดยเป็นมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรเฉลี่ยปีละ 1,895 ล้านบาท หรือร้อยละ 27.27 ของมูลค่าการค้ารวมทุกสินค้า และมีสัดส่วนการค้าสินค้าเกษตร ร้อยละ 0.09 ของมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรของไทยกับทั่วโลก

ปลัดฯร่วมงานกรมปศุสัตว์ เปิดศูนย์ฯโอกาสครบ81ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/731688

วันศุกร์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดงานวันสถาปนากรมปศุสัตว์ ครบรอบ 81 ปี พร้อมกันนั้น ได้อ่านสารแสดงความยินดีของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ และไถ่ชีวิตโค-กระบือ รวม 82 ตัว พิธีเปิดป้ายศูนย์ส่งเสริมอาหารสัตว์เลี้ยงแบบครบวงจร (Pet Food Service Center) เยี่ยมชมศูนย์บริหารจัดการข้อมูลอัจฉริยะกรมปศุสัตว์ (DLD SMART DATA CENTER) และมอบโล่รางวัล

ทั้งนี้ ได้มี นายสัตวแพทย์สมชวนรัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ นายสัตวแพทย์โสภัชย์ ชวาลกุล นายสัตวแพทย์ประภาส ภิญโญชีพนายพงษ์พันธ์ ธรรมมา รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ รวมทั้งแขกผู้มีเกียรติ ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่กรมปศุสัตว์ ถนนพญาไท เขตราชเทวี กทม.

รองปลัดฯถกอนุฯแผนงาน 5 ประเด็นใช้เงินกองทุนจัดรูปที่ดิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/731690

วันศุกร์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาแผนงานหรือโครงการที่ใช้เงินกองทุนจัดรูปที่ดินครั้งที่ 1/2566 โดยมีผู้แทนจากกรมชลประทาน สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กรมบัญชีกลาง กรมที่ดิน และสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เข้าร่วมการประชุม โดยสรุปผลการประชุม ดังนี้ 1.ที่ประชุมมีมติรับทราบบันทึกข้อตกลงการประเมินผลการดำเนินงานทุนหมุนเวียน ประจำปีบัญชี 2566 และรายงานผลการดำเนินงานตามบันทึกข้อตกลงการประเมินผลการดำเนินงานของกองทุนจัดรูปที่ดิน ประจำปีบัญชี 2566 (ไตรมาส 1 และไตรมาส 2) 5 ด้าน ได้แก่ 1) ผลดำเนินงานด้านการเงิน 2) ด้านไม่ใช่การเงิน 3) ระบบบริหารความเสี่ยง 4) ระบบบริหารจัดการสารสนเทศ และ 5) ระบบบริหารทรัพยากรบุคคล

2.ที่ประชุมมีมติรับทราบรายงานสถานะเงินกองทุนจัดรูปที่ดิน (ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566) โดยมี รายรับ 1,154.96 ล้านบาทรายจ่ายและภาระผูกพัน 1,039.85 ล้านบาท สรุปเงินคงเหลือ 115.11 ล้านบาท 3.ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแผนงานและวงเงินค่าใช้จ่าย ตามที่สำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง ได้จัดทำแผนงานและโครงการจัดรูปที่ดินและจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรม ปี 2566 (เงินเหลือจ่าย ครั้งที่ 1) รวมวงเงิน 114.93 ล้านบาท เพื่อเตรียมความพร้อมจัดรูปที่ดินและจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรม งานก่อสร้าง/งานปรับปรุง/งานซ่อมแซมจัดรูปที่ดินและจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรม งานออกโฉนดที่ดิน โครงการฝึกอบรมหลักสูตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำและการผลิตในแปลงเกษตร งบดำเนินงานปี 2566 หมวดค่าใช้จ่ายอื่น ได้แก่ ค่าจ้างที่ปรึกษา ค่าใช้จ่ายของสำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง และสำนักงานจัดรูปที่ดินและจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรมที่ 1-35 เป็นไปตามนโยบายเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณที่รัฐบาลกำหนดไว้ และให้เลขานุการ ตรวจสอบและปรุงปรับเรื่องค่าจ้างที่ปรึกษาให้ถูกต้องตามรายละเอียดที่กำหนด

4.ที่ประชุมมีมติเห็นชอบคู่มือและแผนการบริหารความเสี่ยงของกองทุนจัดรูปที่ดิน ประจำปีบัญชี 2566 และเห็นควรให้ฝ่ายเลขานุการปรับปรุงแก้ไขบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการจัดรูปที่ดินกลาง คณะอนุกรรมการพิจารณาแผนงานหรือโครงการที่ใช้เงินกองทุนจัดรูปที่ดิน และ ผอ.สำนักงานจัดรูปที่ดินกลางให้ถูกต้อง และหากคณะอนุกรรมการฯ พบข้อผิดพลาดคู่มือและแผนดังกล่าวในภายหลัง ให้แจ้งฝ่ายเลขานุการปรับปรุงแก้ไขต่อไป และ 5.ที่ประชุมมีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์การประเมินผลผู้บริหารระดับสูง ประจำปีบัญชี 2566 และให้เลขานุการตรวจสอบและปรับปรุงแก้ไขหน่วยวัด และน้ำหนัก (ร้อยละ) ให้ถูกต้องก่อนนำเสนอคณะกรรมการจัดรูปที่ดินกลางต่อไป

‘ธนา’ร่วมวงประชุม คกก.การขับเคลื่อน แนวทางแก้ไขฟื้นฟู สร้างฝาย‘ราษีไศล’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/731691

วันศุกร์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายธนา ชีรวินิจ เลขานุการ รมว.เกษตรและสหกรณ์ รับมอบหมายจาก ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ให้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนตามแนวทางในการป้องกันแก้ไขและฟื้นฟูผลกระทบจากโครงการฝายราษีไศล ครั้งที่ 1/2566 ที่ห้องประชุม 134-135 กระทรวงเกษตรฯ

ทั้งนี้ มีประเด็นสำคัญเพื่อทราบ ดังนี้ 1.รายงานผลการส่งเล่มผลการศึกษาให้คณะกรรมการเพื่อขับเคลื่อนตามแนวทางในการป้องกันแก้ไขและฟื้นฟูผลกระทบจากโครงการฝายราษีไศล ได้ทำความเข้าใจในรายละเอียดของผลการศึกษา 2.รายงานผลการส่งหนังสือไปยัง 4 หน่วยงานได้แก่ สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา และอัยการสูงสุด เรื่องขอหารือแนวทางการใช้งบประมาณให้ถูกต้องตามระเบียบวิธีปฏิบัติในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชุมชนและทรัพยากรธรรมชาติ และขอหารือข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาจ่ายค่าชดเชยการสูญเสียรายได้จากการประกอบอาชีพและการใช้ประโยชน์จากป่าบุ่งป่าทาม กรณีผลกระทบจากโครงการก่อสร้างฝายราษีไศล 3.รายงานผลการศึกษาข้อเท็จจริงการสูญเสียรายได้และการใช้ประโยชน์จากป่าบุ่งป่าทามกรณีฝายราษีไศล และ 4.แผนงานโครงการพิเศษเฉพาะการฟื้นฟูชีวิต ชุมชน และทรัพยากรธรรมชาติตามแนวทางในการป้องกัน แก้ไขและฟื้นฟูผลกระทบจากฝายราษีไศล

‘สุรเดช’ตรวจเยี่ยม ตลาดทุเรียนส่งออก ผู้ค้าในพื้นที่จันทบุรี ให้ตรา‘จันท์การันตี’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/731518

วันพฤหัสบดี ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายสุรเดช สมิเปรม รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่พบปะพูดคุยกับผู้ประกอบการแผงค้าส่งค้าปลีกทุเรียนภายในประเทศ โดยมีนายชนวัฒน์ สิทธิธูรณ์ เกษตรและสหกรณ์ จ.จันทบุรี นายปัญญา ประดิษฐสาร เกษตร จ.จันทบุรี นายสาคร มูลผล รองนายกเทศมนตรีเทศบาล ต.เนินสูง อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่ตลาดผลไม้เนินสูงเทศบาล ต.เนินสูง ต.เขาวัว อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี ซึ่งถือเป็นแหล่งซื้อขายทุเรียนที่ใหญ่ที่สุดใน จ.จันทบุรี โดยโอกาสนี้ได้รับฟังสถานการณ์การค้าทุเรียนฤดูกาลผลิตปี 2566 พร้อมทั้งให้กำลังใจผู้ประกอบการร้านค้าตลอดจนเชิญชวนผู้ประกอบการค้าทุเรียน สมัครเข้าร่วมโครงการการใช้ตราสัญลักษณ์ “จันท์การันตี” (CHAN GUARANTEE) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือในคุณภาพและมาตรฐานผลไม้ของ จ.จันทบุรี

ทั้งนี้ ทางสำนักงานพาณิชย์ จ.จันทบุรี รายงานราคาทุเรียน เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2566 ราคาเฉลี่ยของทุเรียนหมอนทอง AB อยู่ที่ 134 บาท/กิโลกรัม ทุเรียนหมอนทอง C อยู่ที่ 99 บาท/กิโลกรัม ทุเรียนหมอนทอง D อยู่ที่ 87 บาท/กิโลกรัม และทุเรียนหมอนทอง ABC อยู่ที่ 123 บาท/กิโลกรัม

กรมข้าวหนุนศูนย์ฯอีสานเพิ่มผลผลิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/731519

วันพฤหัสบดี ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมคณะ ลงพื้นที่ จ.ขอนแก่น พบปะหารือกับประธานศูนย์ข้าวชุมชน
4 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือรวมทั้งสิ้น 24 ศูนย์ ได้แก่ ศูนย์ข้าวชุมชนจาก จ.ขอนแก่น 13 ศูนย์ ศูนย์ข้าวชุมชนจาก จ.อุดรธานี 7 ศูนย์ ศูนย์ข้าวชุมชนจาก จ.ชัยภูมิ 2 ศูนย์ และศูนย์ข้าวชุมชนจาก จ.มหาสารคาม 2 ศูนย์ โดยร่วมหารือถึงแนวทางการส่งเสริมการลดต้นทุนการผลิตข้าวรักษ์โลก BCG Model ที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวขอนแก่น

นายณัฏฐกิตติ์ กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการพบปะพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกข้าว เพื่อรับทราบถึงข้อมูลการดำเนินงาน และรับฟังถึงปัญหาอุปสรรคต่างๆ ที่เกษตรกรกำลังประสบ พร้อมแนะแนวทางการแก้ไขให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และเชิญชวนให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวรักษ์โลกตามแบบ BCG Model ที่เป็นการทำนาแบบประณีต เลิกใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมี และยาฆ่าแมลง ทำให้ได้ข้าวที่ดีมีคุณภาพ ปลอดสารพิษ ดีต่อสุขภาพ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมกับแนะนำให้ใช้จุลินทรีย์ และสาหร่ายแกมเขียว มาผสมผสานในการเพาะปลูก อีกทั้งนำองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้งมาถ่ายทอดให้กับชาวนา ซึ่งการทำนาแบบเปียกสลับแห้งนั้นจะช่วยลดก๊าซมีเทนในดินที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ และเน้นย้ำการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสร้างคาร์บอนเครดิตให้ชาวนานำไปสร้างรายได้เสริมต่อไป

จากนั้นอธิบดีกรมการข้าว ได้ประชุมติดตามกำกับงานตามนโยบายและรับทราบผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของศูนย์วิจัยข้าว และศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยได้รับฟังปัญหา อุปสรรคในการทำงานที่ผ่านมา รวมถึงได้ให้ข้อเสนอแนะและแนวทางแก้ไขปัญหาต่างๆ เพื่อการขับเคลื่อนโครงการสำคัญของกรมการข้าวให้ไปสู่เป้าหมาย โดยเน้นย้ำให้บุคลากรทุกคนปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มความสามารถ ยึดมั่นในประโยชน์ที่พี่น้องชาวนาจะได้รับเป็นหลัก เพราะเราคือครอบครัวเดียวกัน