‘มนัญญา’จี้แก้ทุจริตสหกรณ์ ระดม3คณะทำงานสืบ-สอบ-ปรับปรุง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/666113

วันอังคาร ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการแก้ปัญหาการทุจริตในสหกรณ์ ครั้งที่ 1/2565 โดยมีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้เกียรติมอบแนวทางในการปฏิบัติงาน และ นายโอภาส ทองยงค์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมด้วยผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

น.ส.มนัญญากล่าวว่า ปัญหาการทุจริตในสหกรณ์ที่เกิดขึ้นก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบสหกรณ์และสมาชิกสหกรณ์เป็นวงกว้าง ส่งผลให้สหกรณ์ขาดสภาพคล่องทางการเงินและสมาชิกสหกรณ์ไม่สามารถเบิกถอนเงินฝากหรือกู้ยืมหรือดำเนินธุรกิจกับสหกรณ์ได้ตามปกติ เพื่อให้การแก้ปัญหารวดเร็ว มีประสิทธิภาพ พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม จึงอาศัยอำนาจตามความมาตรา 11 (6) พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน 2534 แต่งตั้งคณะกรรมการแก้ปัญหาการทุจริตในสหกรณ์ โดยมีน.ส.มนัญญา เป็นประธาน ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นรองประธาน และมีกรรมการประกอบด้วย เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน, ผบ.ตร., อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษและมีอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นกรรมการและเลขานุการ

ทั้งนี้ คณะกรรมการดังกล่าวมีอำนาจและหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบการทุจริตในสหกรณ์ ตรวจสอบ เร่งรัด ติดตาม การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการทุจริตในสหกรณ์ รวมทั้งให้คำแนะนำ หรือข้อเสนอแนะแก่กรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อให้การแก้ปัญหาการทุจริตให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนแต่งตั้งคณะทำงานหรือมอบหมายเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องช่วยเหลือปฏิบัติหน้าที่ หรือดำเนินการตามที่คณะกรรมการฯ มอบหมายตามความจำเป็นและเหมาะสม

“การประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมครั้งแรก ซึ่งท่านนายกฯ เน้นย้ำและฝากความเป็นห่วงในเรื่องการทุจริตสหกรณ์ทุกครั้งจะทำอย่างไรให้เกิดความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น จึงแต่งตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมา และจะรายงานความคืบหน้าให้นายกฯ ทราบอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะบูรณาการร่วมกันแก้ไขและสิ่งสำคัญคือต้องป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นอีก” น.ส.มนัญญากล่าวและว่า เป็นห่วงเรื่องการยึดทรัพย์ เนื่องจากที่ผ่านมา มีทรัพย์สินที่ยึดได้คงค้างไว้เป็นเวลานาน ถูกปล่อยให้เสื่อมสภาพ จึงเน้นย้ำเรื่องการขายทอดตลาด นำเงินมาคืนให้ผู้เสียหายให้ได้รับประโยชน์สูงสุด

ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ จะมีการรายงานความคืบหน้าการดำเนินการ เดือนละ 2 ครั้ง ขอยืนยันว่าทุกหน่วยงานได้ทำงานอย่างเต็มความสามารถ และจะเร่งชดใช้ความเสียหายให้กับสมาชิก สำหรับความคืบหน้าสหกรณ์ออมทรัพย์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำกัด พบความเสียหายมูลค่า 600 กว่าล้านบาท ขณะนี้ยึดทรัพย์มาได้เกือบ 300 ล้านบาทแล้ว ขั้นตอนหลังจากนี้จะติดตามยึดทรัพย์ดำเนินคดีตามกฎหมาย และเตรียมตั้งชุดประนอมหนี้ต่อไป

กรมชลฯเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง รับมือเกิดน้ำไหลหลาก-ท่วม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/666110

วันอังคาร ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ตามประกาศของกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ฉบับที่ 17/2565 เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงน้ำหลาก และน้ำท่วมฉับพลัน และการคาดการณ์สภาพอากาศของกรมอุตนิยมวิทยา มีการประเมินสถานการณ์น้ำจากฝน พบว่าปริมาณฝนตกสะสมต่อเนื่องอาจส่งผลให้ เกิดน้ำหลากและน้ำท่วมฉับพลัน จึงขอให้เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย

อย่างไรก็ดี กรมชลประทาน ได้เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ทั้งในและนอกเขต
ชลประทาน โดยโครงการในพื้นที่ซึ่งคาดว่าจะได้รับผลกระทบติดตามเฝ้าระวัง สภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะพื้นที่ที่มีฝนตกสะสมมากกว่า 90 มิลลิเมตร ในช่วงเวลา 24 ชั่วโมง รวมถึงพื้นที่จุดเสี่ยงที่เคยเกิดน้ำท่วมขัง
อยู่เป็นประจำ พร้อมทั้งตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของอ่างเก็บน้ำ อาคารบังคับน้ำ และติดตาม ตรวจสอบ ซ่อมแซม แนวคันกั้นน้ำ และกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ เร่งระบายน้ำในพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังอยู่เดิม เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับน้ำหลากป้องกันน้ำท่วมให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเตรียมแผนเผชิญเหตุรับสถานการณ์น้ำหลาก เตรียมความพร้อมบุคลากร เครื่องจักรเครื่องมือ ระบบสื่อสารสำรอง เพื่อบูรณาการความพร้อมให้ความช่วยเหลือได้ทันที รวมถึงประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนสถานการณ์น้ำให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่อง

‘เฉลิมชัย’ติดตามงาน ศูนย์ศึกษาพัฒนาภูพาน ให้เกษตรกรไปปรับใช้ หลักเศรษฐกิจพอเพียง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/666111

วันอังคาร ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ติดตามการดำเนินงานศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.สกลนคร โดยมีส่วนราชการที่ร่วมบูรณาการ 16 หน่วยงานใน 5 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงเกษตรฯกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้งขึ้นโดยเป็น 1 ใน 6 ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั่วประเทศ ที่ดำเนินงานสนองพระราชดำริ มีวัตถุประสงค์ให้เป็นสถานที่ทำการศึกษาทดลองแบบเบ็ดเสร็จ ทั้งการพัฒนาที่ดิน การพัฒนาแหล่งน้ำ การฟื้นฟูสภาพป่า การวางแผนปลูกพืช การเลี้ยงสัตว์ และการพัฒนาอาชีพ เพื่อให้เกษตรกรและผู้ที่สนใจสามารถศึกษาหาความรู้ ฝึกอบรมความรู้เพิ่มเติมและนำไปปฏิบัติได้

“ตลอดระยะเวลากว่า 39 ปี ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ เป็นตัวอย่างรูปแบบการพัฒนาด้านการเกษตรที่ทุกคนสามารถนำไปปรับใช้เป็นแนวทางในการประกอบอาชีพที่ยั่งยืน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สามารถขยายผลไปสู่ราษฎรได้เป็นอย่างดีเป็นการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ยกระดับความเป็นอยู่คุณภาพชีวิตให้กับเกษตรอย่างมั่นคงและยั่งยืน” ดร.เฉลิมชัย กล่าว

กรมชลฯกำชับบริหารน้ำ ทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/665899

วันจันทร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์
แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ไปยังสำนักงานชลประทานที่ 1-17 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำ และแม่น้ำสายหลักต่างๆ สำหรับเป็นข้อมูลในการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องและเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ โดยปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกัน 42,413 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 56 ของความจุอ่างฯ ยังสามารถรับน้ำได้อีก 33,671 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 10,141 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 41 ของความจุอ่างฯ สามารถรับน้ำได้อีก 14,730 ล้าน ลบ.ม.

ทั้งนี้ ได้กำชับไปยังโครงการชลประทานทั่วประเทศ บริหารจัดการน้ำอย่างประณีต เชื่อมโยงกันเป็นเอกภาพเพื่อการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ เน้นน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคและรักษาระบบนิเวศ ต้องเพียงพอตลอดทั้งปีบริหารจัดการน้ำท่า ให้เกิดประโยชน์สูงสุดผ่านระบบชลประทาน ประตูระบายน้ำ คลองส่งน้ำ ให้เกษตรกรได้ทำการเพาะปลูกอย่างทั่วถึง รวมทั้งเก็บกักน้ำในอ่างเก็บน้ำให้ได้มากที่สุด ควบคู่กับการเตรียมพร้อมรับมืออุทกภัย 13 มาตรการ ตามที่กองอำนวยการน้ำแห่งชาติกำหนด

มกอช.ลงพื้นที่ปลูกทุเรียนป่าละอู วางมาตรฐานความเชื่อมั่นสินค้าเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/665900

วันจันทร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)นำคณะ ลงพื้นที่สวนทุเรียนป่าละอู จ.ประจวบคีรีขันธ์ ดูพื้นที่การปลูกทุเรียน ซึ่งปริมาณผลผลิตไม่เพียงพอต่อการบริโภคของคนไทย โดยนายพิศาลกล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รณรงค์ให้ผู้บริโภคเลือกซื้อ สินค้าที่มีเครื่องหมาย “Q” ซึ่งเป็นเครื่องหมายที่กระทรวงเกษตรฯ รับรองให้สินค้าที่ผลิตตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี เพื่อให้ผู้ผลิต ผู้ส่งออก หรือผู้นำเข้าสินค้าเกษตรนำไปใช้แสดงสินค้าเกษตรที่ได้รับการตรวจสอบและรับรองว่าเป็นไปตามมาตรฐาน มีความปลอดภัย และมีคุณภาพเทียบเท่า มาตรฐานสากล หากผู้บริโภคพบเห็นเครื่องหมาย Q ที่ใด สามารถมั่นใจได้ว่าสินค้าเกษตรนั้นมีมาตรฐาน คุณภาพ และความปลอดภัย เหมาะสมต่อการบริโภค

ทั้งนี้ มกอช.ได้พัฒนาระบบการตามสอบสินค้าเกษตร บนระบบคลาวด์ สำหรับผู้ประกอบการขนาดกลาง และขนาดเล็ก เพื่อให้เกษตรกรรายย่อย กลุ่มเกษตรกร กลุ่มสหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน รวมถึงผู้ประกอบการ นำไปใช้งานจัดเก็บข้อมูลที่มาที่ไป ข้อมูลการผลิตเพื่อใช้ในการตามสอบสินค้าเกษตร สามารถบริหารจัดการการผลิตสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถนำข้อมูลที่จัดเก็บไปสร้าง QR Code สำหรับเป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเชื่อมโยงข้อมูล ตามสอบสู่ผู้บริโภค ปัจจุบัน มีผู้สนใจลงทะเบียนกว่า 2,400 ราย โดยปี 2565 ได้ส่งเสริมให้ใช้ในกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนป่าละอู ที่ได้รับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) และได้รับเครื่องหมายสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ทาง มกอช.จึงได้จัดทำโครงการเพื่อยกระดับและพัฒนาศักยภาพกลุ่มเกษตรกรต้นแบบ ภายใต้การดำเนินงานของคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพ มาตรฐาน ความปลอดภัย และการตรวจสอบย้อนกลับ ที่มีเลขาธิการ มกอช.เป็นประธานอนุกรรมการร่วมกับอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ

ด้านนายประโยชน์ พรหมสุวรรณ ประธานวิสาหกิจชุมชนเกษตรแปลงใหญ่ทุเรียนป่าละอูกล่าวว่าสวนทุเรียนแห่งนี้ได้รับการสนับสนุนโครงการแปลงใหญ่ มีพื้นที่ปลูกกว่า 14 ไร่มีผลผลิตประมาณ 2 ตัน/ปี เป็นแปลงที่ได้มาตรฐาน ได้รับการรับรองมาตรฐาน (GAP) GAP กษ03-9001-36470635111 และ ได้รับการอนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไทย (GI)สช 57100062 ลำดับที่ 620623PKN004

นายประโยชน์ กล่าวต่อว่า เคยเป็นหัวหน้าเทศกิจ กทม.ขณะนี้เป็นข้าราชการบำนาญ ที่ผ่านมาได้ซื้อสวนทุเรียนป่าละอู ตั้งแต่ปี 2528 และมาเป็นเกษตรกรเต็มตัว เมื่อปี 2558 ลองผิดลองถูกกว่าจะได้ผลผลิตทุเรียนที่ดีเกือบเท่าตัวโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ทดแทนการสารเคมี และยังได้รับการรับรองแปลง GAP จากกรมวิชาการเกษตร อีกทั้ง มกอช.ได้นำระบบ QR Code มารองรับทำให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้รับความมั่นใจจากผู้บริโภคว่าเป็นทุเรียนป่าละอูของแท้ ทั้งมีคุณภาพปลอดภัยต่อผู้บริโภค

วช.หนุนนวัตกรรมแปรรูปกล้วยส่งขาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/665898

วันจันทร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผอ.สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เปิดเผยว่า ได้สนับสนุนทุนวิจัยโครงการจัดการความรู้การวิจัยเพื่อการใช้ประโยชน์ ปี 2562 ให้โครงการ “การถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตผลิตภัณฑ์ คุกกี้กล้วยและขนมกล้วยกึ่งสำเร็จรูปใน ต.คลองนกกระทุง อ.บางเลน จ.นครปฐม” โดยมีนางจันทร์เพ็ญ แสงประกาย ผู้แทนสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นหัวหน้าโครงการ ถ่ายทอดองค์ความรู้นำไปต่อยอดขยายผล สร้างอาชีพและรายได้กับชุมชน

ด้านนางจันทร์เพ็ญ กล่าวว่าเนื่องจากชาว ต.คลองนกกระทุง อ.บางเลน ประสบปัญหาเรื่องกล้วยล้นตลาด อบต.คลองนกกระทุง จึงประสานงานกับคณะวิจัยฯ นำองค์ความรู้ไปช่วยแปรรูปกล้วยให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงขึ้น มีอายุการเก็บนานขึ้นโดยชุมชนนี้อยู่บนพื้นที่ราบลุ่มติดแม่น้ำท่าจีนและลำคลองสาขาหลายสาย ปลูกกล้วยได้ผลผลิตสูง ทำให้เกิดปัญหากล้วยล้นตลาด จึงร่วมกับผู้ทำวิจัย มหาวิทยาลัยศิลปากร จัดทำโครงการ “การถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตผลิตภัณฑ์ คุกกี้กล้วยและขนมกล้วยกึ่งสำเร็จรูปในพื้นที่ ต.คลองนกกระทุง อ.บางเลน จ.นครปฐม” ทั้งนี้ นอกจากเครื่องมือที่นำไปสนับสนุน คณะผู้วิจัยยังจัดทำคู่มือถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต ผลิตภัณฑ์คุกกี้กล้วยและขนมกล้วยกึ่งสำเร็จรูป โดยอธิบายวิธีทำแต่ละขั้นตอน จนได้เป็นผลิตภัณฑ์ออกมา

นางจันทร์เพ็ญ กล่าวอีกว่า โครงการนี้มีจุดเด่นอยู่ที่คณะวิจัยมีองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีการผลิตอาหาร และแปรรูปอาหารจากวัตถุดิบท้องถิ่น เพื่อการเก็บรักษาที่ยาวนานขึ้น อีกทั้งยังคงคุณสมบัติทางโภชนาการของวัตถุดิบได้เป็นอย่างดีและผลิตภัณฑ์ที่ออกมา ก็เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ไม่เคยมีวางจำหน่ายมาก่อนเป็นเทคนิคที่ชาวบ้านสามารถผลิตได้เอง คณะผู้วิจัยคาดหวังว่าชาวชุมชนจะสามารถนำความรู้ ทักษะที่ได้ไปใช้ในการแปรรูปกล้วยสร้างรายได้และอาชีพต่อไป

‘ประภัตร’ดันร่างฯ สินค้าเกษตร4ชนิด ยกระดับมาตรฐาน ฟาร์มผึ้งคุณภาพดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/665901

วันจันทร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานประชุมคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร ครั้งที่ 2/2565 โดยมีนายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวงการขออนุญาตและการอนุญาตเป็นผู้ผลิต ผู้ส่งออก หรือผู้นำเข้าสินค้าเกษตรตามมาตรฐานบังคับ (ฉบับที่ …) พ.ศ. …และร่างประกาศคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการรับฟังความคิดเห็นก่อนออกกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานบังคับ พร้อมกับพิจารณายกร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร 4 เรื่อง รวมทั้งเห็นชอบการจัดทำมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่องระบบการจัดการด้านคุณภาพและความปลอดภัยด้านอาหารสำหรับตลาดกลางสินค้าเกษตร และการแต่งตั้งคณะกรรมการวิชาการพิจารณามาตรฐานสินค้าเกษตร การปรับปรุงคณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองมาตรฐานสินค้าเกษตร

สำหรับมาตรฐานด้านปศุสัตว์ การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มผึ้งชันโรง ได้ประกาศมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่องการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มผึ้ง (มกษ.8200) แล้ว แต่เนื่องด้วยวิธีการเลี้ยง แยกขยายรัง รวมถึงเก็บเกี่ยวผลิตผลของผึ้งชันโรงแตกต่างจากผึ้งพันธุ์ จึงไม่สามารถใช้มาตรฐานดังกล่าวเป็นแนวทางการปฏิบัติได้ ดังนั้น เพื่อเป็นการยกระดับการเลี้ยงผึ้งชันโรงให้มีมาตรฐาน คณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร จึงเห็นควรให้จัดทำมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่องการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มผึ้งชันโรง เพื่อส่งเสริมให้มีการเลี้ยงผึ้งชันโรงที่มีมาตรฐาน

‘อลงกรณ์’เชื่อมั่น’12 ก้าวใหม่ที่กล้าเดิน’ คือคานงัดปฏิรูปสร้างจุดเปลี่ยนนำไทยสู่เกษตรมูลค่าสูงตอบโจทย์Next Normal

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/665645

'อลงกรณ์'เชื่อมั่น'12 ก้าวใหม่ที่กล้าเดิน'  คือคานงัดปฏิรูปสร้างจุดเปลี่ยนนำไทยสู่เกษตรมูลค่าสูงตอบโจทย์Next Normal

วันเสาร์ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 14.42 น.

“อลงกรณ์”เชื่อมั่น“12 ก้าวใหม่ที่กล้าเดิน”คือคานงัดปฏิรูปสร้างจุดเปลี่ยนนำไทยสู่เกษตรมูลค่าสูงตอบโจทย์Next Normal

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรฯ.เขียนบทความเผยแพร่ในโลกโซเชียลมีเดียวันนี้(9 ก.ค.)เรื่อง “12 ก้าวใหม่ที่กล้าเดิน มิติใหม่การปฏิรูปภาคเกษตรของไทย”โดยเชื่อมั่นว่าเป็นคานงัดการปฏิรูปภาคเกษตรกรรมและกระทรวงเกษตรฯ.ยุค”รัฐมนตรีเฉลิมชัย”เพื่อสร้างจุดเปลี่ยนในมิติต่างๆอย่างน่าสนใจ “12 ก้าวใหม่ที่กล้าเดิน มิติใหม่การปฏิรูปภาคเกษตรของไทย

โดย อลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรฯ. รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ 9 กรกฎาคม 2565 ท่ามกลางวิกฤติโควิด19และสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ส่งผลกระทบกว้างไกลทำให้เศรษฐกิจประเทศต่างๆชะลอตัว ราคาน้ำมัน ราคาปุ๋ยและอาหารสัตว์แพงขึ้น กระทบต่อราคาและระบบผลิตอาหารทั่วโลก เกิดภาวะเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นนับเป็นวิกฤติการณ์ครั้งใหญ่ที่ยาวนานมากว่า2ปีที่ยังไม่มีใครคาดเดาว่าจบลงเมื่อใดแต่ในวิกฤติมีโอกาสเสมอ

องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ(FAO)วิเคราะห์ว่าโลกกำลังเผชิญกับภาวะขาดแคลนอาหารที่รุนแรงมากขึ้นโดยเฉพาะประเทศที่ขาดความมั่นคงทางอาหาร และนี่คือโอกาสของไทยในฐานะประเทศผู้ส่งออกอาหารอันดับ13ของโลกที่จะปฏิรูปตัวเองสร้างความเข้มแข้งและขีดความสามารถใหม่ของประเทศไทย

ในฐานะที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรฯ. ผมจะเล่าเรื่อง “12 ก้าวใหม่ที่กล้าเดิน มิติใหม่ภาคเกษตรของไทย”เป็นแพลตฟอร์มการปฏิรูปสร้างจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างและระบบเพื่อตอบโจทย์โอกาสของวันนี้และอนาคตที่กำลังจะมาถึง

ก้าวที่ 1>> ศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม

เราจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม(Agritech and Innovation Center)เรียกสั้นๆว่า ศูนย์AIC 77 จังหวัดเป็นฐานการพัฒนาเชิงพื้นที่(Area based Development)ของเทคโนโลยีในทุกจังหวัดและจัดตั้งศูนย์AICประเภทศูนย์ความเป็นเลิศเฉพาะด้าน(Center of Excellence:COE)อีก 23 ศูนย์ โดยศูนย์AICทำหน้าที่เป็นศูนย์การวิจัยและพัฒนา(R&D)และเป็นศูนย์วิจัยพัฒนาและเป็นศูนย์อบรมบ่มเพาะเกษตรกรผู้ประกอบการและถ่ายทอดนวัตกรรมเน้นเมดอินไทยแลนด์(Made In Thailand)เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีของเราเองโดยคิกออฟพร้อมกันทุกศูนย์ทุกจังหวัดทั่วประเทศเมื่อ1มิถุนายน2563 วันนี้เรามีเทคโนโลยีเกษตร 766 นวัตกรรมที่ถ่ายทอดต่อยอดสู่แปลงนาแปลงสวนแปลงไร่และอุตสาหกรรมต่อเนื่องกว่า10,000รายแล้ว

ก้าวที่ 2>>ระบบบิ๊กดาต้าเกษตร

เราจัดตั้งศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ(National Agriculture Big Data Center:NABC)ภายใต้แพลตฟอร์มดิจิตอลใหม่ๆตั้งอยู่ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.)เริ่มดำเนินการตั้งแต่มีนาคม2563 ทั้งนี้เพราะเทคโนโลยีข้อมูล(Information Technology)คือเครื่องมือเอนกประสงค์ของทุกภารกิจและทุกหน่วยงานโดยกำลังเชื่อมต่อกับBig Dataของหน่วยงานรัฐ เอกชน สถาบันเกษตรกรและศูนย์AICทุกจังหวัดโดยจะให้เกษตรกรและผู้ประกอบการสามารถใช้ประโยชน์ข้อมูลเกษตรในมิติต่างๆบนมือถือและคอมพิวเตอร์

ก้าวที่ 3>> ดิจิตอล ทรานสฟอร์เมชั่น(Digital Transformation)

เรากำลังปฏิรูป 22หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ.ให้เป็นกระทรวงที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี(TechMinistry)ภายใต้โครงการGovTech อย่างคืบหน้า

ด้วยแพลตฟอร์มดิจิตอล ทรานสฟอร์เมชั่น(Digital Transformation)เพื่อ เปลี่ยนการบริหารและการบริการแบบอนาล็อคเป็นดิจิตอล เปลี่ยนการลงนามอนุมัติด้วยมือเป็นลายเซ็นดิจิตอล(Digital Signature) และเร่งรัดพัฒนาการโครงการNational Single Windowสนับสนุนการค้าระหว่างประเทศ ฯลฯ เป็นการปฏิรูประบบราชการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและผลสัมฤทธิ์ใหม่ในการทำงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ก้าวที่ 4>>เกษตรอัจฉริยะ

เราขับเคลื่อนฟาร์มอัจฉริยะ(smart farming)ตามแผนปฏิบัติการเกษตรอัจฉริยะโดยใช้เทคโนโลยีใหม่ๆของไทยเช่น ระบบสมาร์ทฟาร์ม ระบบเซนเซอร์ตรวจวัดดินน้ำอากาศและการอารักขาพืช การพัฒนาเครื่องจักรกลเกษตร การปรับระดับพื้นแปลงเกษตร(Land Leveling) ระบบเทคโนโลยีเมล็ดพันธุ์(Sead Technology) ระบบตรวจสอบย้อนกลับ(Traceability) ระบบชลประทานอัจฉริยะรวมทั้งการใช้โดรนการใช้เทคโนโลยีดาวเทียมและแพลตฟอร์มเกษตรดิจิตอล(Agrimap platform)โดยมีโครงการเกษตรแม่นยำ(Precision Agriculture)5ล้านไร่เป็นโครงการเรือธงโดยร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม(AIC : Agritech and Innovation Center) รวมทั้งการส่งเสริมการตลาดแบบออนไลน์(Digital Marketing)โดยการสนับสนุนแพลตฟอร์มร้านค้าอีคอมเมิร์ซ และโครงการพัฒนาเกษตรกรเป็นนักการค้าออนไลน์ทุกจังหวัดเช่นโครงการLocal Hero เป็นต้น โดยมีทีมเกษตรอัจฉริยะ ทีมอีคอมเมิร์ซ(E-Commerce) ทีมBig DataและGovTech ภายใต้คณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายเทคโนโลยีเกษตร4.0รับผิดชอบ

ก้าวที่ 5>>เกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง-ชนบท

เราริเริ่มโครงการใหม่ๆเช่นการส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง(Sustainable Urban Agriculture Development )อย่างเป็นระบบมีโครงสร้างครอบคลุมทั่วประเทศเป็นครั้งแรกตอบโจทย์การขยายตัวของเมือง(Urbanization)ที่ขาดความมั่นคงทางอาหารและระบบนิเวศน์ทางธรรมชาติ(ประชากรไทยในเมืองมากกว่าในชนบทเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี2562) 

ตลอดจนการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์โดยจัดตั้งสภาเกษตรอินทรีย์PGSแห่งประเทศไทยได้สำเร็จเป็นครั้งแรก และการขยายพื้นที่เกษตรอินทรีย์1.3ล้านไร่ การพัฒนาสวนยางยั่งยืนรวมทั้งการพัฒนาแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่บนฐานศาสตร์พระราชา4,009ตำบล และโครงการข้าวอินทรีย์1ล้านไร่ โครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบล ฯลฯ.

นับเป็นการวางหมุดหมายใหม่ของระบบเกษตรกรรมยั่งยืนที่ประกอบด้วย เกษตรอินทรีย์ เกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรผสมผสาน วนเกษตรและเกษตรธรรมชาติทั้งในเมืองและในชนบทครั้งใหญ่ที่สุดของประเทศ

ก้าวที่ 6>>เกษตรแห่งอนาคต อาหารแห่งอนาคต

เราขับเคลื่อนนโยบายอาหารแห่งอนาคต พืชแห่งอนาคต(Future Food Future Crop)เพื่อสร้างเกษตรทางเลือกใหม่แปรรูปเป็นอาหารคน อาหารสัตว์ เวชสำอางค์ เวชกรรม น้ำมันชีวภาพเพื่อสร้างงานสร้างอาชีพสร้างรายได้ใหม่ๆให้เกษตรกรของเราและเป็นสินค้าส่งออกตัวใหม่สร้างรายได้ให้ประเทศเป็นการตอบโจทย์เทรนด์ของโลกยุคNext Normalที่สนใจสุขภาพมากขึ้นหลังจากเกิดโควิดแพร่ระบาดไปทั่วโลก(Covid Pandemic)ได้แก่ การสนับสนุนโปรตีนทางเลือกจากแมลง(Edible Inseat base Protein)ตามนโยบายฮับแมลงโลก ปัจจุบันมีเกษตรกรกว่า 1 แสนรายทำฟาร์มแมลงเช่น ดักแด้ไหม ดักแด้อีรี่ จิ้งหรีด แมลงวันลาย(bsf) หนอนนกฯลฯ

สอดรับกับนโยบายขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ(FAO)ที่ประกาศว่าแมลงกินได้Edible Insectคืออนาคตใหม่ของโปรตีนโลกและทศวรรษแห่งโภชนาการ

รวมไปถึงโปรตีนทางเลือกจากพืช(Plant base Protein)เช่น สาหร่าย ผำ เห็ด ถั่วเหลืองถั่วเขียว แหนแดง ฯลฯมีบริษัทstartupใหม่ๆเกิดขึ้นหลายบริษัท และการส่งเสริมอาหารฮาลาลซึ่งมีลูกค้ากลุ่มประชากรมุสลิมและไม่ใช่มุสลิมกว่า2พันล้านคน มูลค่าตลาดกว่า 30พันล้านบาท

ก้าวที่ 7>>โลจิสติกส์เกษตร เชื่อมไทย-เชื่อมโลก

เราได้วางโรดแม็ปเส้นทางโลจิสติกส์เกษตรเชื่อมไทยเชื่อมโลกในระบบการขนส่งหลายรูปแบบ(Multimodal Transportation)ทั้งทางรถทางรางทางน้ำและทางอากาศ(Low Cost Air Cargo)เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์และเพิ่มความรวดเร็วในการเข้าถึงตลาดทั่วโลกและตลาดเป้าหมายใหม่เช่นโครงการดูไบคอริดอร์-ไทยแลนด์ คอริดอร์ (Dubai Coridor- Thailand Corridor),เส้นทางรถไฟอีต้าอีลู่(BRI)เชื่อมไทย-ลาว-จีน-เอเซียใต้-เอเซียตะวันออก-เอเซียกลาง-ตะวันออกกลาง-รัสเซียและยุโรป และกำลังเปิดประตูใหม่จากอีสานสู่แปซิฟิกไปทวีปอเมริกาเหนืออเมริกาใต้และเปิดประตูตะวันตกประตูใต้สู่ทะเลอันดามัน-อ่าวเบงกอลและมหาสมุทรอินเดียสู่เอเซียใต้ อัฟริกา ตะวันออกกลางและยุโรป

ก้าวที่ 8>>เกษตรแปลงใหญ่ สตาร์ทอัพเกษตร

เรากำลังปรับเปลี่ยนเกษตรแปลงย่อยเป็นเกษตรแปลงใหญ่(Big Farm)ซึ่งขณะนี้ขยายเพิ่มเป็น กว่า8,000แปลงโดยมีการสนับสนุนเครื่องจักรกลเกษตรและระบบเกษตรอัจฉริยะเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ปีนี้จะเริ่มโปรแกรมอัพเกรดวิสาหกิจชุมชน สหกรณ์ เกษครแปลงใหญ่และสถาบันเกษตรเป็นสตาร์ทอัพเกษตร(startupเกษตร)และเอสเอ็มอี.เกษตร(SME เกษตร)

ก้าวที่ 9>> ยกระดับเกษตรกรก้าวใหม่

เราพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่เป็นyoung smart farmerได้กว่า 20,000คนและส่งเสริมพัฒนาศูนย์ศพก.เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ระดับอำเภอโดยสมาร์ทฟาร์มเมอร์(smart farmer) ปราชญ์เกษตรและอาสาสมัครเกษตร(อกษ.)เป็นทีมงานแนวหน้าทุกหมู่บ้านชุมชนพร้อมกับยกระดับเกษตรกรที่มีประสบการณ์สู่ระบบคุณวุฒิวิชาชีพโดยร่วมมือกับภาคเอกชน ศูนย์AIC สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพซึ่งเป็นองค์การมหาชนในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงอว.และกระทรวงพาณิชย์

ก้าวที่ 10>> เกษตรสร้างสรรค์สู่The Brand Project 

เรากำลังนำระบบทรัพย์สินทางปัญญา(Intellectual property)มาใช้ในการเดินหน้าสู่เกษตรสร้างสรรค์เกษตรมูลค่าสูงด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และสร้างแบรนด์(Branding)ตามแนวทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์(Creative Economy)เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตเกษตร พืช ประมงและปศุสัตว์เป็นการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรและประเทศภายใต้โครงการ เดอะ แบรนด์ โปรเจ็ค(The Brand Project)

ก้าวที่ 11>>การพัฒนาเชิงพื้นที่(Area base)ไม่มีเหลื่อมล้ำ

เราบริหารการพัฒนาเชิงพื้นที่(Area base)ควบคู่กับการบริหารการพัฒนาเชิงคลัสเตอร์เช่น โครงการ1กลุ่มจังหวัด1นิคมอุตสาหกรรมเกษตรอาหารทั้งหมด18กลุ่มจังหวัดครอบคลุม77จังหวัดเป็นศูนย์กลางการแปรรูปผลผลิตเกษตรตามศักยภาพของแต่ละกลุ่มจังหวัดเพื่อกระจายโอกาสการพัฒนาทุกภาคทุกจังหวัดไม่ให้เจริญแบบกระจุกตัวเหมือนที่ผ่านมาซึ่งก่อให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำของการพัฒนาโดยปลายปี2564รัฐมนตรีเกษตรฯ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อนได้แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาการเกษตรทุกอำเภอทุกจังหวัดและปีนี้กำลังจัดตั้งคณะทำงานเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบล7,435ตำบลให้แล้วเสร็จเพื่อสร้างจุดเปลี่ยนระดับพื้นที่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด

เรายังริเริ่มและเดินหน้าอีกหลายโครงการเช่นการจัดตั้งองค์กรชุมขนประมงท้องถิ่น2,600องค์กรใน50จังหวัด การดำเนินการโครงการธนาคารสีเขียว(Green Bank)ตอบโจทย์Climate Changeโดยเพิ่มต้นไม้ลดก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งโครงการพัฒนาระบบความเย็น(Cold Chain)ตลอดห่วงโซ่อุปทานและระบบแช่แข็งด้วยไนโตรเจนเหลวแบบNitrogen Freezer เป็นต้น

ก้าวที่ 12 >>เปิดกว้างสร้างหุ้นส่วน(Partnership platform) ความก้าวหน้าของงานแต่ละด้านเกิดจากการบริหารแบบเปิดกว้างสร้างหุ้นส่วน(Partnership platform)ในการทำงานกับทุกภาคีภาคส่วนเช่นสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมต่างๆ สถาบันอาหาร มหาวิทยาลัยและวิทยาลัย สถาบันเกษตรกร

สมาพันธ์ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทย เครือข่ายองค์กรเอกชน ทุกกระทรวงและทุกพรรคการเมืองไม่ว่าฝ่ายค้านหรือรัฐบาลโดยยึดประโยชน์บ้านเมืองมาก่อนประโยชน์ทางการเมืองได้สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจนำมาซึ่งความร่วมมืออย่างจริงจังและจริงใจ ประการสำคัญคือการทำงานอย่างทุ่มเทของคนกระทรวงเกษตรฯ.

ศักยภาพใหม่สู่เกษตรมูลค่าสูง

งานหนักและอุปสรรครออยู่ข้างหน้าอีกมาก แต่ด้วยก้าวใหม่ๆตามโรดแม็ปที่วางไว้ เราเดินเข้าใกล้เป้าหมายในทุกก้าวที่กล้าเดินเพื่อปรับรากฐานเดิมสร้างกลไกใหม่สำหรับยกระดับอัพเกรดภาคเกษตรกรรมของไทยสู่เกษตรมูลค่าสูงภายใต้5ยุทธศาสตร์ของ รัฐมนตรี ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อนและการบริหารงานราชการของ ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ.และผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงานราชการและบุคลากรทุกคนรวมทั้งทุกภาคีภาคส่วนโดยเฉพาะรองนายกรัฐมนตรี จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รัฐมนตรีพาณิชย์ที่ร่วมขับเคลื่อน”ยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิตโมเดลเกษตรผลิตพาณิชย์ตลาด”และการสนับสนุนของรัฐบาล ยังมีอีก”12 ก้าวใหม่ที่กล้าเดิน”ที่จะเล่าให้ฟังเร็วๆนี้ครับ.”

บทความพิเศษ : คุณประโยชน์ของปุ๋ยอินทรีย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/665622

บทความพิเศษ : คุณประโยชน์ของปุ๋ยอินทรีย์

วันเสาร์ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 09.59 น.

ปุ๋ยอินทรีย์ไม่ใช่มูลสัตว์ เศษใบไม้ใบหญ้า หรืออุจจาระมนุษย์ อย่างที่ชาวไร่ชาวนา คนทั่วไป ข้าราชการ บางท่าน และ อาจารย์ บางท่าน ของมหาวิทยาลัย เกษตรเข้าใจผิด ฝังลึกในจิตใจ มาตลอด เพราะได้รับ การโฆษณาชวนเชื่อและตอกย้ำจาก เจ้าหน้าที่ของพ่อค้าผู้ขายปุ๋ยเคมีและนักวิชาการรับจ้างที่ไม่หวังดี มาตลอดเวลา มากกว่า 50 ปี

ความจริงแล้ว มูลสัตว์และอุจจาระหรือต้นไม้ใบหญ้า เป็นเพียงวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์แต่ ไม่ใช่ปุ๋ยอินทรีย์จึง ไม่มีคุณสมบัติของปุ๋ยอินทรีย์เลย เหมือนกับ หินปูนเป็นวัตถุดิบในการทำปูนซีเมนต์ แต่ไม่ใช่ปูนซีเมนต์ เพราะกระบวนการผลิตปูนซีเมนต์จะต้องเอาหินมาผ่านกระบวนการที่ใช้ความร้อนสูงถึง 1250 องศาเซนติเกรด กว่าจะ ทำเป็นปูนซีเมนต์ได้และนายช่างโยธาทั้งหลายในวงการก่อสร้างและโยธาทั้งหลายก็ไม่เคยหลงผิดคิดว่าหินปูนคือปูนซีเมนต์และก็ไม่เคยคิดว่าจะเอาหินปูนมาใช้แทนปูนซีเมนต์ได้

แต่ในทางเกษตร ชาวไร่ชาวนาและนักวิชาการเกษตรยังฝังจิตฝังใจ ว่ามูลสัตว์หรือใบไม้ใบหญ้าเป็นปุ๋ยซึ่งทำให้ทุกคนไม่อยากที่จะใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพราะว่าเวลาเอาไปใช้มันอยู่ในกระบวนการผลิต ปุ๋ยอินทรีย์จึงทำให้ เกิดความร้อนสูงขึ้นและพืช ต้นไม้อาจจะตายได้และนอกจากนั้นยังเสียเวลานานหลายเดือนกว่าจะได้ประสิทธิผลเป็นปุ๋ย ฉะนั้นเมื่อเข้าใจผิดตลอดมาเลยทำให้คิดว่า เวลาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ต้องใช้เวลาหลายเดือน กว่าจะเห็นประสิทธิผล เลยไม่นิยมที่จะใช้ปุ๋ยอินทรีย์

ในข้อเท็จจริงกระบวนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ต้องเอา สารอินทรีย์ซึ่งเป็นวัตถุดิบทำปุ๋ยอินทรีย์มาหมักกับจุลินทรีย์ที่คัดมาให้มันช่วยย่อยสลายสารอินทรีย์ซึ่งต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 เดือนถึง 2 เดือน จึงจะได้เป็นปุ๋ยอินทรีย์สมบูรณ์แบบเมื่อเป็นปุ๋ยอินทรีย์สมบูรณ์แล้วก็สามารถนำไปใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์ได้ผลทันทีเหมือนกับใช้ปุ๋ยเคมี การที่ ชาวไร่ชาวนา หลงเชื่อ และฝังจิตฝังใจว่าปุ๋ยอินทรีย์ใช้แล้วไม่ได้ผล ดีเท่า กับการใช้ปุ๋ยเคมี ทำให้ชาวไร่ชาว  นา ต้องเสียเงินซื้อ ปุ๋ยเคมีในราคาแพงมาใช้

อย่างไรก็ดี ข้อเท็จจริงปุ๋ยอินทรีย์ที่ทีพีไอผลิตอยู่แล้วขายถูกกว่าปุ๋ยเคมีมากแต่มีประสิทธิผลได้เร็วเท่ากันและได้ผลดีกว่าการใช้ปุ๋ยเคมีด้วยซ้ำไป เพราะว่า ในปุ๋ยอินทรีย์เรามีทั้งธาตุอาหารหลักและอาหารรอง พร้อมจุลธาตุ และยังมีจุลินทรีย์ และฮอร์โมน ต่างๆซึ่งช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของพืชด้วย สำหรับจุลินทรีย์ที่อยู่ในปุ๋ยอินทรีย์นี้มันก็จะช่วยย่อยธาตุอาหารในดิน ให้กลายเป็น ธาตุอาหาร เพิ่มขึ้น ธาตุ อาหาร  และฮอร์โมน ต่างๆเหล่านี้ ช่วยทำ ให้ได้ผลผลิตมากขึ้น และไม่ทำให้ดินเสียนอกจากนั้นยังไม่จำเป็นต้องใช้ยาฆ่าแมลงซึ่งเป็นอันตรายกับ ร่างกายของชาวไร่ชาวนาและผู้บริโภค

ประชัย  เลี่ยวไพรัตน์

เลขาฯมกอช .นำคณะผู้บริหารลงพื้นที่ปลูกทุเรียนแปลงใหญ่ป่าละอู จ.ประจวบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/665619

เลขาฯมกอช .นำคณะผู้บริหารลงพื้นที่ปลูกทุเรียนแปลงใหญ่ป่าละอู จ.ประจวบ

วันเสาร์ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 09.46 น.

เลขาฯ มกอช .คณะผู้บริหารลงพื้นที่ปลูกทุเรียนแปลงใหญ่ป่าละอู จ.ประจวบ วางมาตรการสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพ มาตรฐาน และความปลอดภัยของสินค้าเกษตรและอาหาร ด้วยระบบตามสอบสินค้าเกษตร (QR Trace on Cloud)

นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)ในฐานะ ประธานแปลงใหญ่ นำคณะผู้บริหาร พร้อมสื่อมวลชน ลงพื้นที่ สวนทุเรียนป่าละอู  จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อดูพื้นที่การปลูกทุเรียน ในพื้นที่ป่าละอู ซึ่งมีปริมาณผลผลิตไม่มาก ยังไม่เพียงพอต่อการบริโภคของคนไทย

ทั้งนี้ นายพิศาล กล่าวว่า  ปัจจุบัน ประชาชนมีความสนใจในเรื่องสุขภาพมากขึ้น โดยหันมาเลือกบริโภคสินค้าที่มีคุณภาพ สะอาด ปลอดภัย และผ่านการรับรองมาตรฐานมากยิ่งขึ้น โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รณรงค์ให้ผู้บริโภคเลือกซื้อ สินค้าที่มีเครื่องหมาย “Q” ซึ่งเป็นเครื่องหมายที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ออกรับรองให้กับสินค้าที่ผลิต ตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี เพื่อให้ผู้ผลิต ผู้ส่งออก หรือผู้นำเข้าสินค้าเกษตรนำไปใช้แสดงกับ สินค้าเกษตรที่ได้รับการตรวจสอบและรับรองว่าเป็นไปตามมาตรฐาน มีความปลอดภัย และมีคุณภาพเทียบเท่า มาตรฐานสากล หากผู้บริโภคพบเห็นเครื่องหมาย Q ที่ใด สามารถมั่นใจได้ว่าสินค้าเกษตรนั้นมีมาตรฐาน คุณภาพ และความปลอดภัย เหมาะสมต่อการบริโภค

นอกจากเครื่องหมายรับรองมาตรฐานที่บ่งบอกถึงคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าเกษตรและอาหารแล้ว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีมาตรการเพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านอาหารปลอดภัยแก่ผู้บริโภค ภายใต้สถานการณ์ การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เพื่อควบคุมความปลอดภัยของการผลิตสินค้าเกษตรและ อาหารอย่างเข้มงวด โดยนามาตรฐานสินค้าเกษตรมาควบคุม กากับ และดูแล ตั้งแต่ฟาร์ม สถานประกอบการ แหล่งรวบรวมจำหน่าย จนถึงกระบวนการการขนส่ง ซึ่งทั้งหมดสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้

โดยสานักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ได้พัฒนาระบบการตามสอบสินค้าเกษตร บนระบบคลาวด์สาหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (QR Trace on Cloud) เพื่อให้เกษตรกรรายย่อย กลุ่มเกษตรกร กลุ่มสหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน รวมถึงผู้ประกอบการ นาระบบไปใช้งานในการจัดเก็บข้อมูลที่มาที่ไป ข้อมูลการผลิตเพื่อใช้ในการตามสอบสินค้าเกษตร สามารถบริหารจัดการการผลิตสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ สามารถนาข้อมูลที่จัดเก็บไปสร้าง QR Code สาหรับเป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเชื่อมโยงข้อมูล ตามสอบสู่ผู้บริโภค โดยที่ผ่านมา มกอช. ได้มีการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรมีการใช้ระบบตามสอบย้อนกลับ มาอย่างต่อเนื่อง จนถึงปัจจุบัน มีผู้สนใจลงทะเบียนกว่า 2,400 ราย

โดยในปี 2565 มกอช. ได้เข้าไปส่งเสริมการใช้ระบบ QR Traces on Cloud ให้แก่กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียน ป่าละอู จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่ง เป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีการผลิตสินค้าทุเรียนที่ได้การรับรองมาตรฐานการปฏิบัติ ทาง การเกษตรที่ดี (GAP) และได้รับเครื่องหมายสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) มกอช.จึงได้จัดทาโครงการเพื่อยกระดับ และ พัฒนาศักยภาพกลุ่มเกษตรกรต้นแบบ ภายใต้การดำเนินงานของคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการสร้างความเชื่อมั่นด้าน คุณภาพ มาตรฐาน ความปลอดภัย และการตรวจสอบย้อนกลับ ที่มีเลขาธิการสานักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและ อาหารแห่งชาติ เป็นประธานอนุกรรมการร่วมกับ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

ซึ่งเป็นการนำร่องการใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับ QR Trace on Cloud ที่เชื่อมโยงข้อมูลสินค้าเกษตร ทุเรียนที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP และ GI ซึ่งจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเชื่อมโยงข้อมูล ตรวจสอบสู่ผู้บริโภค ทำให้ผู้บริโภคทราบถึงแหล่งที่มาของสินค้าได้ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความน่าเชื่อถือและสร้างความมั่นใจ ให้กับผู้บริโภคได้มากยิ่งขึ้น รวมทั้งยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและเปิดโอกาสทางการตลาดให้กับสินค้าได้ มากยิ่งขึ้น โดยสามารถเชื่อมโยงการจำหน่ายสินค้าในตลาดออนไลน์ หรือแพลตฟอร์มออนไลน์ของภาคเอกชนที่มี การจำหน่ายสินค้าอยู่แล้วในปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังเป็นการป้องกันปัญหาการสวมสิทธิ์เอกสารใบรับรองมาตรฐาน ซึ่ง สามารถตรวจสอบให้เกิดความโปร่งใสและลดปัญหาในเรื่องการส่งออกได้

ด้าน นส.กรรณิกา ทวีกาญจน์  เจ้าของไร่กรรณิกา ทวีกาญจน์   กล่าวว่า พื้นที่ทั้งหมด ของไร่กรรณิกา มีการปลูกทุเรียน 90% และ10% ผลไม้อื่น มีปลูกเงาะ มังคุด ซึ่งที่ตั้งแปลง อยู่บริเวณเลขที่ 337 หมู่ 7 ห้วยสัตว์ใหญ่ หัวหิน ประจวบคีรีขันธ์ 77110 มีพื้นที่ปลูก กว่า 80 ไร่ โดยผลผลิตจางส่วนนอกจากขายเป็นผลไม่สด ยังมีการสินค้าค้าแปรรูป  โดยจะมีตั้งแต่การแปรรูปเป็นทุเรียนกวน ทุเรียนทอด ไอติมทุเรียน เค้ก,ทุเรียน พิซซ่าทุเรียน ขนมเปี๊ยะทุเรียน

ส่วนผลผลิตมี ประมาณ ตัน/ปี้ โดยได้มาตรฐานที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน (GAP) GAP กษ GAP A1-003630485 และ ได้รับการอนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไทย (GI)สช57100062 ( 09/10/2562 )

“การันตีว่าที่นี่เป็นทุเรียนป่าละอูของแท้ สวนเราขายหน้าสวน และขายออนไลน์ กิโลกรัมละ 250บาท มีผลิตภัณฑ์แปรรูปหลากหลายจากทุเรียน อยากให้ลองมาชิม”นส.กรรณิกา กล่าว

ขณะที่ นายประโยชน์ พรหมสุวรรณ ประธานวิสาหกิจชุมชนเกษตรแปลงใหญ่ทุเรียนป่าละอู กล่าวว่าสวนทุเรียนแห่งนี้เป็นสวนทุเรียนที่ได้รับการสนับสนุนในโครงการแปลงใหญ่โดยมีที่ตั้งแปลง ที่เลขที่ 139 ม.8 ต.ห้วยสัตว์ใหญ่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ห้วยสัตว์ใหญ่ หัวหิน ประจวบคีรีขันธ์ มีพื้นที่ปลูก ทั้งหมดกว่า14 ไร่มีผลผลิต ประมาณ 2 ตัน/ปี เป็นแปลงที่ได้มาตรฐาน และได้รับการรับรองมาตรฐาน (GAP) GAP กษ 03-9001-36470635111 และ ได้รับการอนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไทย (GI)สช 57100062 ลำดับที่ 620623PKN004

นายประโยชน์ กล่าวว่าตนเคยเป็นหัวหน้าเทศกิจ กทม.ขณะนี้เป็นข้าราชการบำนาญ ที่ผ่นมาได้ซื้อสวนทุเรียนป่าละอู ไว้ตั้งแต่ปี2528 และเข้ามาเป็นเกษตรกรเต็มตัวเมื่อปี 2558 ลองผิดลองถูกมาหลายปีกว่าจะได้ผลผลิตทุเรียน ที่ดีขึ้นเกือบเท่าตัวโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ทดแทนการสารเคมี และยังได้รับการรับรองแปลงจีเอพี จากกรมส่งเสริมการเกษตร อีกทั้งทางมกอช.ได้นำระบบคิวอาร์โคส มารองรับทำให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้รับความมั่นใจจากผุ้บริโภคว่าเป็นทุเรียนป่าละอูของแท้ ทั้งมีคุณภาพปลอดภัยต่อผู้บริโภคอีกด้วย จึงทำให้ขายได้ราคาสูงกว่าทุเรียนในพื้นที่อื่น อย่างไรก็ตามในปีนี้ประสบปัญหาวิกฤติหลายอย่างโดยเฉพาะต้นทุนการผลิต ราคาปุ๋ยสูงขึ้นมากจากตันละหมื่นกว่าบาท ขึ้นมาเกือบ3 หมื่นบาท รวมทั้งราคายากำจัดศัตรูพืชสูงขึ้นด้วย ที่เป็นปัจจัยหลักในการดูแลต้นทุเรียน  นอกจากนี้สภาพอากาศปีนี้ฤดูร้อนๆขึ้นกว่าทุกปี ทำให้ทุเรียน สุกเร็ว เป็นเหตุให้ชาวสวนต้องเร่งตัดขาย เปอร์เซ็นต์การสุกต่ำ เมื่อนำไปขายให้กับล้งก็โดนกดราคาลงมาก อีกทั้งยังโดนทุเรียนจากภาคใต้ มาสวมขายหลอกราคาต่ำทำให้ผู้บริโภค เข้าใจผิดว่าเป็นทุเรียนป่าละอู ดังนั้นตนและชาวสวนมีความดีใจมากที่นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่มารับฟังปัญหาด้วยตนเองและมาเปิดงานมหกรรมทุเรียนป่าละอู ตั้งแต่วันที่9 -12 ก.ค.นี้ จึงเชิญชวนผู้บริโภคเข้ามาเลือกซื้อทุเรียนป่าละอูของแท้ ที่มีรสชาติพิเศษ เนื้อละเอียด รสไม่หวานมาก เมล็ดลีบได้ถึงพื้นที่