‘มนัญญา’เยือนอุดรฯดูสถานที่เตรียมพร้อมจัดงานพืชสวนโลกปี 69

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/656300

'มนัญญา'เยือนอุดรฯดูสถานที่เตรียมพร้อมจัดงานพืชสวนโลกปี 69

วันพฤหัสบดี ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 20.24 น.

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2565 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ เดินทางลงพื้นที่สาธารณประโยชน์หนองแด อำเภอเมืองอุดรธานี ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้กรมวิชาการเกษตร ร่วมกับจังหวัดอุดรธานี เตรียมการจัดงานพืชสวนโลกที่กำหนดจัดขึ้นในปี 2569 หลังจังหวัดอุดรธานีได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดงาน โดยมี นายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี บรรยายสรุปการเตรียมพื้นที่ร่วมกับและหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ จังหวัดอุดรธานีเชื่อมั่นว่า การจัดงานจะประสบความสำเร็จอย่างดี ทำให้เกิดสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ และช่วยสร้างเศรษฐกิจ อาชีพ และรายได้ที่ดีให้กับชาวจังหวัดอุดรธานีและจังหวัดข้างเคียง

จากนั้น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร นายภัสชญภณ หมื่นแจ้ง รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร คณะผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะเดินทางไปที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรอุดรธานี (ศวพ.อุดรธานี) ตำบลเมืองเพีย อำเภอกุดจับ จังหวัดอุดรธานี เพื่อตรวจติดตามการดำเนินงานของศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรอุดรธานี (ศวพ.อุดรธานี) สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 กรมวิชาการเกษตร

น.ส.มนัญญา เปิดเผยว่า ตามที่ได้มีนโยบายให้หน่วยงานของกรมวิชาการเกษตร เร่งรัดดำเนินการงานวิจัยเพื่อนำผลงานวิจัยไปพัฒนาการผลิตพืชของเกษตรกร ให้เป็นการผลิตที่ปลอดภัย ไม่มีสารพิษตกค้างเกินค่ามาตรฐาน และยกระดับสู่การผลิตแบบอินทรีย์ในกลุ่มเกษตรกรที่มีความพร้อม รวมทั้งถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชให้เกษตรกรอีกทั้งได้มอบนโยบายเน้นย้ำให้งานวิจัยต้องตอบโจทย์ความต้องการใช้ของประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่เป็นหลักควบคู่ไปกับการวิจัยและพัฒนาด้านวิชาการของกรมวิชาการเกษตรที่เล็งเห็นว่าในพื้นที่มีพืชใดที่เหมาะสมให้ผลตอบแทนสูงการป้องกันแมลงศัตรูพืชและปุ๋ยที่เหมาะสมกับชนิดพืชเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับการผลิตไปสู่ตลาดคุณภาพและการส่งออกให้ได้เร็วที่สุดโดยกรมวิชาการเกษตรต้องเป็นพี่เลี้ยงให้กับประชาชนเพื่อให้ผลผลิตที่มีคุณภาพ

สำหรับงานวิจัยที่สำคัญของศูนย์วิจัยฯ เช่น มันสำปะหลัง อ้อย ปาล์มน้ำมัน ถั่วลิสง และบัวหลวง โดยเฉพาะปาล์มน้ำมัน ซึ่งเป็นพืชสร้างรายได้ให้เกษตรกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และบริเวณจังหวัดริมแม่น้ำโขง ซึ่งปัจจุบันศูนย์วิจัยฯ มีโครงการทดสอบและพัฒนาพืชพลังงานเพื่อผลิตไบโอดีเซลและเอทานอล โดยนำพันธุ์ปาล์มน้ำมันของกรมวิชาการเกษตรทั้ง 6 พันธุ์ คือ พันธุ์สุราษฎร์ธานี 1 – 6 มาทดสอบปลูกเปรียบเทียบผลผลิตพบว่าให้ผลผลิตดี และในปี 2562 – 2564 มีการวิจัยและขยายผลนวัตกรรมการผลิตปาล์มน้ำมันด้วยการจัดการที่เหมาะสมยกระดับผลผลิตโดยการจัดการสวนที่เหมาะสมระดับชุมชนตามศักยภาพพื้นที่ดำเนินการใน 1 ชุมชนต้นแบบ 20 แปลงรวม 100 ไร่ โดยศูนย์วิจัยฯ จะแนะนำการปลูกทุกขั้นตอน ส่งผลให้ผลผลิตของเกษตรกรเพิ่มขึ้น

ด้าน อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า นอกจากนี้ ศวพ.อุดรธานี ยังผลิตพืชพันธุ์ดีของกรมวิชาการเกษตร 2 ชนิด ได้แก่ อ้อยพันธุ์ขอนแก่น 3 และถั่วลิสงพันธุ์ไทนาน 9 และพันธุ์ขอนแก่น 6 กระจายให้เกษตรกรในพื้นที่ นำไปปลูกได้เป็นพื้นที่กว่า 900 ไร่ รวมทั้งผลิตชีวภัณฑ์ จำนวน 6 ชนิด เพื่อให้เกษตรกรใช้ทดแทนสารเคมี อย่างไรก็ตาม นอกจากงานวิจัยแล้วกรมวิชาการเกษตรยังได้มีนโยบายที่จะให้นำสวนยางพารา ซึ่งเป็นไม้ยืนต้นเข้าโครงการคาร์บอนเครดิต เพื่อสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราอีกทางหนึ่ง เบื้องต้นได้หารือกับศวพ.หนองคาย ซึ่งมีพื้นที่ปลูกยางประมาณ 69,588 ไร่ เพื่อหาแนวทางที่จะนำพื้นที่สวนยางพาราในจังหวัดเข้าโครงการดังกล่าว

โอกาสนี้ น.ส.มนัญญา กล่าวพบปะและมอบนโยบายหน่วยงานในสังกัด มอบปัจจุยการผลิตแก่กลุ่มเกษตรกร และเยี่ยมชมนิทรรศการผลการดำเนินงานของศูนย์วิจัยฯ โครงการทดสอบและพัฒนาพืชพลังงานเพื่อผลิตไบโอดีเซล โครงการวิจัยพัฒนาและขยายผลนวัตกรรมการผลิตปาล์มน้ำมันด้วยการจัดการที่เหมาะสม โครงการพัฒนาเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ โครงการแปลงเรียนรู้เกษตรอัจฉริยะการผลิตมะม่วงนอกฤดูจังหวัดอุดรธานี งานผลิตพันธุ์พืชการขยายผลชีวภัณฑ์สู่กลุ่มเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี โครงการศูนย์สาธิตการพัฒนาเกษตรแบบผสมผสานบ้านยามกาน้อย อันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ และงานสารวัตรเกษตร และปล่อยขบวนรถสารวัตรเกษตร ออกปฏิบัติงานควบคุมปัจจัยการผลิตให้มีคุณภาพ รับฤดูกาลผลิตใหม่

– 006

‘กรมการค้าต่างประเทศ’ปลื้มกระแสตอบรับข้าวไทยแข็งแกร่งทั้งในและต่างประเทศในงานแสดงสินค้าอาหาร 2565

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/656431

'กรมการค้าต่างประเทศ'ปลื้มกระแสตอบรับข้าวไทยแข็งแกร่งทั้งในและต่างประเทศในงานแสดงสินค้าอาหาร 2565

วันศุกร์ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 15.25 น.

กรมการค้าต่างประเทศจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ข้าวไทยในงานแสดงสินค้าอาหาร 2565 (THAIFEX – ANUGA ASIA 2022 “The Hybrid Edition”) เดินหน้าประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ที่ดีและความโดดเด่นของข้าวไทย ตอกย้ำศักยภาพความเป็นผู้นำด้านการผลิตและการส่งออกข้าวคุณภาพดีของโลก คาดยอดจำหน่ายสินค้าข้าวของผู้ประกอบการปีนี้ดีเกินคาด

นายพิทักษ์ อุดมวิชัยวัฒน์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมการค้าต่างประเทศ ในฐานะหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ข้าวไทย ปี 2563 – 2567 ด้านการตลาดต่างประเทศ

ได้เดินหน้าจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ข้าวไทยในงานแสดงสินค้าอาหาร 2565 (THAIFEX – ANUGA ASIA 2022 “The Hybrid Edition”) ระหว่างวันที่ 24 – 28 พฤษภาคม 2565 ณ บริเวณ Rice  Zone อาคาร Challenger 3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อประชาสัมพันธ์

และตอกย้ำภาพลักษณ์ที่ดีของข้าวไทยทั้งในด้านคุณภาพ มาตรฐาน และความหลากหลาย ตลอดจน

เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการค้าข้าวคุณภาพดีทั้ง 15 ราย จาก 10 จังหวัดที่เป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวหอมมะลิและข้าวคุณลักษณะพิเศษที่สำคัญของไทยได้มีช่องทางจัดจำหน่ายสินค้าทั้งในและต่างประเทศเพิ่มขึ้น 

โดยในปีนี้ กรมฯ ได้จัดกิจกรรมต่างๆ ภายในคูหาประชาสัมพันธ์ภายใต้แนวคิด “Think Rice Think Thailand” ประกอบด้วย การจัดนิทรรศการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์และสร้างความเชื่อมั่น

ในคุณภาพมาตรฐานของข้าวไทยชนิดต่างๆ อาทิ ข้าวหอมมะลิไทย ข้าวหอมมะลิไทยอินทรีย์ และ

ข้าวคุณลักษณะพิเศษชนิดต่างๆ เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวสังข์หยด และข้าวหอมมะลิแดง เป็นต้น ตลอดจนสร้างการรับรู้เกี่ยวกับเครื่องหมายรับรองข้าวหอมมะลิไทยที่แสดงถึงคุณภาพและมาตรฐานของข้าวไทย ความรู้เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ข้าวไทยปี 2563 – 2567 ภายใต้หลักการ “ตลาดนำการผลิต” และ

การประชาสัมพันธ์ข้าวพันธุ์ใหม่ของไทยให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการ สาธิต การตรวจสอบมาตรฐานข้าว โดยผู้ตรวจสอบมาตรฐานข้าว (Surveyor) การสาธิตการปรุงอาหารจากข้าวไทยโดยมีเชฟระดับแถวหน้าของ เมืองไทยที่มาร่วมรังสรรค์เมนูอาหารคาวหวานให้ผู้เข้าชมงานได้สัมผัสกับรสชาติข้าวไทยที่มีความหลากหลายและเป็นเอกลักษณ์ การจัดแสดงตัวอย่างข้าวและจำหน่ายสินค้าของผู้ประกอบการค้าข้าวคุณภาพดีจากแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิไทยและข้าวคุณลักษณะพิเศษของไทย รวมทั้งการจัดให้มีการเจรจาธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการค้าข้าวที่เข้าร่วมงานฯ และผู้นำเข้าข้าวจากต่างประเทศภายในงานอีกด้วย โดยในปีนี้คาดว่ายอดจำหน่ายสินค้าข้าวไทยจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากปัจจัยบวกต่างๆ ทั้งสถานการณ์โควิดที่เริ่มคลี่คลายความเชื่อมั่นของผู้ซื้อในคุณภาพและมาตรฐานของข้าวไทย ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงส่งผลให้ราคาข้าวไทยสามารถแข่งขันได้มากขึ้นและทำให้ข้าวไทยเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้น

อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ในช่วงครึ่งปีหลังกรมการค้าต่างประเทศมีแผน การจัดกิจกรรมส่งเสริมและขยายตลาดข้าวไทยในรูปแบบออนไลน์อย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การจัดกิจกรรมกระชับความความสัมพันธ์กับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในประเทศผู้นำเข้าข้าวรายสำคัญ อาทิ จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และสิงคโปร์ เป็นต้น ผ่านระบบ Video Conference การจัดกิจกรรมเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้าวไทยผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย รวมทั้งบูรณาการทำงานร่วมกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ในฐานะเซลล์แมนประเทศร่วมจัดกิจกรรมส่งเสริมการจำหน่ายข้าวไทยเชิงรุกในทุกรูปแบบ เพื่อให้บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายการส่งออกข้าวไทยปี 2565 ที่ปริมาณ 7 ล้านตัน 

นายพิทักษ์ อุดมวิชัยวัฒน์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้เป็นการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ข้าวไทย ปี 2563 – 2567 ภายใต้หลักการ “ตลาดนำการผลิต” 

ตามนโยบายของท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) 

ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมตลาดและขยายโอกาสในการส่งออกข้าวไทยไปต่างประเทศเพิ่มขึ้น อันจะเป็นการช่วยสร้างรายได้ให้กับประเทศ ตลอดจนเพิ่มรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้แก่เกษตรกรชาวนาไทย ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันให้ไทยเป็นผู้นำการผลิต การตลาดข้าว และผลิตภัณฑ์ข้าวคุณภาพของโลกต่อไป   

ห่วงกัญชาในไทยแทบเสรี หลังพ.ร.บ.ยังไม่ผ่านสภาฯ ไม่ทันปลดล็อกการใช้9มิ.ย.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/655984

วันพฤหัสบดี ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รศ.พญ.รัศมน กัลยาศิริ ผู้อำนวยการ ศูนย์ศึกษาปัญหาการเสพติด (ศศก.) กล่าวในการเสวนาวิชาการและการประชุมวิชาการศูนย์ศึกษาปัญหาการเสพติด ว่า ไทยมีแนวโน้มการใช้กัญชาเพิ่มสูงขึ้น
ที่น่ากังวลคือ เด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี มีการสูบกัญชามากขึ้น ขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวต่อไปจนสุดถึงขั้นไม่มีการควบคุมการใช้สันทนาการ เนื่องจากร่างพ.ร.บ. กัญชา กัญชง พ.ศ….ที่จะนำมาใช้ควบคุมนั้นยังไม่ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร แต่คาดว่าไม่น่าจะทันการปลดล็อกกัญชาการใช้ในวันที่ 9 มิถุนายนนี้ ดังนั้นคาดว่าน่าจะมีมาตรการออกมาเรื่อยๆ เพื่อป้องกันผลกระทบ

นพ.พิชัย แสงชาญชัย ประธานชมรมจิตเวชศาสตร์การเสพติดประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้ป่วยจากกัญชามีมารักษาเรื่อยๆ และมีปัญหาเลิกได้ยาก ยังมีปัญหาทางจิตเวชตามมาพอสมควร ในกัญชามีสาร THC มีฤทธิ์ต่อจิตประสาท เสพติดได้ มีผลต่อสมองและระบบประสาท สมองช้า มึน เมา การปลดล็อกกัญชาไม่ใช่ยาเสพติดจึงเป็นเรื่องที่น่ากังวล เพราะยังไม่มีพ.ร.บ.เข้ามาควบคุมการใช้

นางสาวดิษญา กิตติธนวิมล นักวิชาการอาหารและยาชำนาญการ กองอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์ที่มีกัญชาเป็นส่วนผสมจะเกี่ยวข้องกับกฎหมายแต่ละฉบับตามวัตถุประสงค์ที่ขอ เช่น เป็นยาก็อยู่ภายใต้พ.ร.บ.ยา เป็นอาหารก็อยู่ภายใต้พ.ร.บ.อาหาร 2522 โดยกำหนดเป็นอาหารควบคุมเฉพาะ อย่างไรก็ตามการพิจารณาขึ้นทะเบียนต้องละเอียดหลายขั้นตอน

ดร.วิโรจน์ สุ่มใหญ่ อดีตประธานคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดระหว่างประเทศ กล่าวว่า ต้องระมัดระวังเรื่องการละเมิดอนุสัญญาเดี่ยวว่าด้วยสารเสพติดให้โทษ ค.ศ.1961 และพิธีแก้ไขอนุสัญญาเดี่ยวฯ ค.ศ.1972 กำหนดให้ประเทศสมาชิกเห็นความสำคัญป้องกันปัญหาทางสุขภาพของประชาชน ทั้งนี้ รัฐควรทำให้สอดคล้องกับข้อกำหนดในสนธิสัญญาเพื่อลดการรั่วไหล นำไปใช้ในทางที่ผิด

สำนักวิจัยฯหนุนพัฒนาสิ่งทอสู่สากล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/655986

วันพฤหัสบดี ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผอ.สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เปิดเผยว่า มีนโยบายพัฒนาและส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนเพื่อให้เกิดการสร้างเศรษฐกิจและสังคมที่เข้มแข็ง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จึงสนับสนุนทุนวิจัยใน “โครงการการจัดการความรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีการฟอก ย้อม พิมพ์ การออกแบบ และการสร้างผลิตภัณฑ์ฝ้ายทอมือ สู่เชิงพาณิชย์” ของ ผศ.ดร.รัตนพลมงคลรัตนาสิทธิ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร (มทร.พระนคร) เพื่อส่งเสริมและขับเคลื่อนให้วิสาหกิจชุมชนซึ่งผลิตสิ่งทอพื้นเมืองที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น สามารถต่อยอดประกอบธุรกิจเชิงพาณิชย์ และยกระดับผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศได้

ด้าน ผศ.ดร.รัตนพลกล่าวว่า ปัจจุบันผู้คนมีความสนใจในวิถีชุมชน วิถีชาวบ้าน ความเป็นธรรมชาตินิยม รวมถึงผลิตภัณฑ์ชุมชนและภูมิปัญญาท้องถิ่นมากขึ้น ซึ่งผ้าทอของอีสานก็เป็นอีกหนึ่งจุดสนใจที่กำลังได้รับความนิยม และเป็นที่ต้องการของตลาดเพิ่มขึ้น จึงควรที่จะส่งเสริมและพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าทออีสานในรูปแบบต่างๆ ให้ได้มาตรฐาน มีความเป็นสากลและเป็นที่ต้องการของตลาดทั่วโลกซึ่งจะส่งผลดีต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน

ผู้วิจัยจึงจัดทำโครงการดังกล่าวขึ้น เพื่อจัดการองค์ความรู้ที่ผู้วิจัยมีอยู่ รวมถึงถ่ายทอดเทคโนโลยีต่างๆ ให้กับวิสาหกิจชุมชนที่ผลิตผ้าฝ้ายให้สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน ซึ่งในการดำเนินงานมีการประสานงานกับศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 7 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม จ.อุบลราชธานี ในการคัดเลือกกลุ่มวิสาหกิจชุมชน จ.อุบลราชธานี จ.ยโสธร และ จ.ศรีสะเกษ เข้าร่วม
โครงการ ทั้งสิ้น 70 คน

ปศุสัตว์ขานรับรัฐบาล เชิดชูฟาร์มต้นแบบBCGโมเดล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/655987

ปศุสัตว์ขานรับรัฐบาล  เชิดชูฟาร์มต้นแบบBCGโมเดล

วันพฤหัสบดี ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานในพิธีมอบโล่รางวัลโครงการประกวดฟาร์มต้นแบบปศุสัตว์อินทรีย์ BCG MODEL ประจำปี 2565 ในโอกาสวันสถาปนากรมปศุสัตว์ครบรอย 80 ปี โดยอธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวว่า โครงการประกวดฟาร์มฯ มีจุดมุ่งหมายเพื่อค้นหาฟาร์มต้นแบบปศุสัตว์อินทรีย์ BCG MODEL ซึ่งเป็นฟาร์มอินทรีย์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานปศุสัตว์อินทรีย์จากกรมปศุสัตว์ และเป็นการเชิดชูฟาร์มที่ได้นำหลักการ BCG MODEL มาประยุกต์ใช้ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ กล่าวคือ 1.หลักเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio-Economy;B) ฟาร์มมีการนำความรู้

เทคโนโลยี และนวัตกรรม มายกระดับฟาร์มให้ได้มาตรฐานสอดคล้องตามหลักการปศุสัตว์อินทรีย์ มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเกษตร

2.หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular-Economy;C) มีการนำทรัพยากรและวัสดุเหลือใช้กลับมาใช้ประโยชน์สูงสุด มีความยั่งยืน พึ่งตนเองได้มาก หมุนเวียนปัจจัยการผลิตได้ดี และใช้หลัก
zero-waste ในฟาร์ม และ 3.หลักเศรษฐกิจสีเขียว (Green-Economy;G) เน้นความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม เพิ่มพื้นที่สีเขียว การประหยัดพลังงาน ลดการปลดปล่อยของเสียจากฟาร์ม รวมทั้งเป็นมิตรกับชุมชนและสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ ในปี 2565 มีฟาร์มปศุสัตว์อินทรีย์ที่ผ่านการคัดเลือกเป็นฟาร์มต้นแบบจากกรมปศุสัตว์จำนวน 13 ฟาร์ม โดยในจำนวนนี้ ได้รับการเชิดชูเกียรติเป็นระดับยอดเยี่ยม 3 ฟาร์ม ได้แก่ 1.ไร่ผึ้งฝนฟาร์ม ระดับยอดเยี่ยม ประเภทฟาร์มโคนมอินทรีย์ 2.บริษัท ฮิลไทรบ์ ออร์แกนนิคส์จำกัด ระดับยอดเยี่ยม ประเภทฟาร์มไก่ไข่อินทรีย์ และ 3.ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์มหาสารคาม ระดับยอดเยี่ยม ประเภทแปลงพืชอาหารสัตว์อินทรีย์ นอกจากนี้ ยังมีฟาร์มต้นแบบที่ผ่านการคัดเลือกอีก 10 ราย ได้แก่ ฟาร์มโคนมอินทรีย์ต้นแบบ 1.โคบาลฟาร์ม 2.ฟาร์มสาธิตแดรี่โฮม 3.อรพรรณฟาร์ม ฟาร์มไก่ไข่อินทรีย์ต้นแบบ 1.สถานีเกษตรหลวงปางดะ 2.ฟาร์มวังไทร 3.ภูเชียงทา ออร์แกนิค ฟาร์มแปลงพืชอาหารสัตว์อินทรีย์ต้นแบบ 1.ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์สกลนคร 2.ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์สระแก้ว 3.ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์เชียงใหม่ 4.ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์กาญจนบุรี

สำหรับฟาร์มเหล่านี้เป็นต้นแบบที่เด่นชัดในการนำหลัก BCG MODEL มาใช้ปฏิบัติจริงในฟาร์มให้เกิดเป็นรูปธรรมจนเกิดผลสัมฤทธิ์ โดยการทำปศุสัตว์อินทรีย์นั้น มุ่งเน้นให้เกษตรกรใช้สารจากธรรมชาติ เช่น สมุนไพรไทย เพื่อลดการนำเข้าปัจจัยการผลิตสารเคมีสังเคราะห์ เช่น ปุ๋ยเคมีและยาสัตว์ เลี่ยงการใช้ยาปฏิชีวนะ นอกจากนี้ผู้บริโภคยังได้บริโภคอาหารที่ปลอดภัย ปราศจากสารพิษตกค้าง อีกทั้งยังสอดรับตาม BCG MODEL ได้อย่างลงตัว โดยเกษตรกรหรือผู้ประกอบการที่สนใจศึกษางานในฟาร์มต้นแบบที่ได้รับรางวัลหรือต้องการรับทราบข้อมูลการรับรองปศุสัตว์อินทรีย์ สามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดท้องที่ได้ทุกแห่ง

กรมชลฯเดินหน้าสร้างอ่างฯ บรรเทาภัยแล้งพื้นที่แม่สรวย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/655985

วันพฤหัสบดี ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงความก้าวหน้าโครงการอ่างเก็บน้ำแม่ตาช้าง จ.เชียงราย ซึ่งเป็นโครงการที่ทางจังหวัดขอรับการสนับสนุน เพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภคและการเกษตรของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ต.ป่าแดด อ.แม่สรวย และพื้นที่ใกล้เคียง โดยกรมชลประทาน ได้จัดทำรายงานความเหมาะสมโครงการเสร็จแล้ว ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการขออนุญาตใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติจากกรมป่าไม้ ก่อนที่จะขออนุมัติโครงการฯต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป

สำหรับโครงการอ่างเก็บน้ำแม่ตาช้าง จ.เชียงราย มีแผนดำเนินการก่อสร้าง 3 ปี (ปี 2567-2569) โดยมีลักษณะเป็นเขื่อนดิน สามารถเก็บกักน้ำได้ประมาณ 32 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) มีพื้นที่รับประโยชน์ 17,200 ไร่ หากดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ จะเป็นแหล่งน้ำต้นทุนสำหรับใช้ในการอุปโภค-บริโภคและการเกษตรให้กับประชาชนในพื้นที่ ต.ป่าแดด อ.แม่สรวย และพื้นที่บางส่วนของ ต.ศรีถ้อย และ ต.แม่พริก อ.แม่สรวย นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งเพาะพันธุ์และอนุรักษ์สัตว์น้ำ รวมทั้งยังช่วยรักษาสภาพต้นน้ำลำธารเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่พื้นดิน ฟื้นฟูสภาพป่าไม้ให้ดีขึ้นด้วย

กยท.เดินหน้ามอบทุนป.ตรี สร้างอนาคตบุตรชาวสวน ช่วยพัฒนาอาชีพให้ยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/655982

วันพฤหัสบดี ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า กยท.ได้เปิดรับสมัครคัดเลือกบุตรเกษตรกรชาวสวนยาง เพื่อให้ทุนการศึกษาระดับปริญญาตรี ประจำปี 2565 ในหลักสูตรสาขาที่เกี่ยวข้องกับยางพาราและสถาบันการศึกษาที่ กยท.กำหนด แก่บุตรของเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนกับกยท. จำนวน 10 ทุน ทุนละ 400,000 บาท ต่อเนื่องจนจบปริญาตรีเป็นเวลา 4 ปี เพื่อเป็นสวัสดิการให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง ภายใต้การจัดสรรงบประมาณตามมาตรา 49(5) ของพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ.2558

ทั้งนี้สถาบันการศึกษา และหลักสูตรสาขาที่ กยท.กำหนด ได้แก่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติ สาขาวิชาเกษตรป่าไม้ จำนวน 1 ทุน มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี คณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาเทคโนโลยียางและพอร์ลิเมอร์ จำนวน 1 ทุน มหาวิทยาลัยขอนแก่น คณะเกษตรศาสตร์ สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์เกษตร จำนวน 1 ทุน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน คณะวนศาสตร์ สาขาวนศาสตร์ จำนวน 1 ทุน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์วิทยาเขตศรีราชา คณะวิทยาศาสตร์ศรีราชา ภาควิชาทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม จำนวน 1 ทุน มหาวิทยาลัยบูรพา คณะโลจิสติกส์ สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน จำนวน 1 ทุน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ คณะทรัพยากรธรรมชาติ(เกษตรศาสตร์) จำนวน 2 ทุน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม สาขาวิชาเทคโนโลยีการจัดการอุตสาหกรรมวัสดุ จำนวน 1 ทุนและมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาขาวิชาเทคโนโลยียางและพอร์ลิเมอร์ จำนวน 1 ทุน

ส.ป.ก.เปิดสัมมนา วางแนวทางปฏิบัติ ใช้ขับเคลื่อนภารกิจ จัดการ7ปัญหาหลัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/655983

วันพฤหัสบดี ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เป็นประธานในพิธีเปิดประชุมสัมมนา ทิศทางในการปฏิบัติงานเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนงานจัดที่ดิน โดยมีนายวัฒนา มังธิสาร ผอ.สำนักจัดการแผนที่และสารบบที่ดิน เป็นผู้กล่าวรายงาน ว่าที่ พ.ต.ศักดิ์ระพี แพร่งสุวรรณ ปฏิรูปที่ดิน จ.บึงกาฬ กล่าวต้อนรับ และมีคณะผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่

ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม อาทิ ผู้ตรวจราชการ ส.ป.ก., ผอ.สำนัก/กอง/ศูนย์, ปฏิรูปที่ดินจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.ส่วนกลาง และจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัด
ที่โรงแรมเดอะวัน จ.บึงกาฬ

การสัมมนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สร้างความรู้ความเข้าใจร่วมกัน ในทิศทางแนวปฏิบัติและดำเนินงานอันสืบเนื่องมาจากการปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการมาตราส่วน 1:4000 (One map) และเทคโนโลยีที่ใช้สำหรับงานสำรวจรังวัด รวมถึงการรายงานผลการรังวัด เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นโดยพบว่า ปัญหาในการบริหารจัดการที่ดินเกิดจากปัญหาหลัก
7 ประการ ได้แก่ 1.การบุกรุกพื้นที่สงวนหวงห้ามของรัฐ 2.ความขัดแย้งเรื่องแนวเขตที่ดิน 3.การกระจายการถือครองที่ดินทำกิน 4.การไร้ที่ดินทำกิน 5.การไม่ทำประโยชน์ในที่ดินหรือการใช้ที่ดินไม่เต็มศักยภาพ 6.การถือครองที่ดินขนาดใหญ่ และ 7.ปัญหาด้านการบริหารจัดการที่ดิน จึงได้มีนโยบาย One Map อันประกอบด้วยหน่วยงานรัฐ9 หน่วยงาน เพื่อนำไปสู่การบริหารจัดการทรัพยากรที่ดินของประเทศอย่างยั่งยืน

ส่งตรงถึงผู้บริโภค! ‘เฉลิมชัย’เป็นปธ.เปิด’Fisherman Shop’พร้อมกัน 77 สาขาทั่วประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/655883

ส่งตรงถึงผู้บริโภค! 'เฉลิมชัย'เป็นปธ.เปิด'Fisherman Shop'พร้อมกัน 77 สาขาทั่วประเทศ

วันพุธ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 14.39 น.

“กรมประมง”เปิด”Fisherman Shop”พร้อมกัน 77 สาขาทั่วประเทศ กระจายผลผลิตจากชาวประมงและผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำส่งตรงถึงผู้บริโภค ด้วยตราสัญลักษณ์”ประมงธงเขียว”

เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2565 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดร้าน Fisherman Shop @ Bangkhen โดยมี นายประยูร อินสกุล นายสมชวน รัตนมังคลานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง และผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ กรมประมง กรุงเทพมหานคร

นอกจากนี้ ยังเปิด Fisherman Shop พร้อมกันอีก 76 สาขาทั่วประเทศ เพื่อตั้งเป็นจุดจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำให้กับพี่น้องชาวประมงและเกษตรกรส่งตรงถึงผู้บริโภค โดยการันตีคุณภาพมาตรฐานด้วยตราสัญลักษณ์ “ประมงธงเขียว” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงการการันตีคุณภาพของสินค้าและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำที่นำมาจำหน่ายภายใน “Fisherman shop” ที่ได้ผ่านการรับรองคุณภาพมาตรฐานจากกรมประมง เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่น 5 ประการ ได้แก่ 1) สด วัตถุดิบที่สดใหม่ 2) สะอาด ผ่านกระบวนการผลิตที่ถูกสุขลักษณะ 3) ได้มาตรฐาน เป็นไปตามมาตรฐานการเลี้ยง การผลิต และผลิตภัณฑ์ 4) ปลอดภัย ได้รับการตรวจคุณภาพและผ่านเกณฑ์มาตรฐานความ ปลอดภัยต่อผู้บริโภค และ 5) ใส่ใจสิ่งแวดล้อม มาจากการทำประมงและการเพาะเลี้ยงอย่างยั่งยืน ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

โดย นายเฉลิมชัย กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพของพี่น้องชาวประมงและเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เนื่องจากขาดช่องทางในการจัดจำหน่ายผลผลิตได้ตามปกติ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงมีนโยบายให้กรมประมงเร่งหาแนวทางช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น ด้วยการจัดหาพื้นที่สำหรับให้ชาวประมงและเกษตรกรสามารถจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำไปสู่ผู้บริโภคได้โดยตรง พร้อมให้การสนับสนุนองค์ความรู้ที่มุ่งเน้นการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาช่วยยกระดับมาตรฐานสินค้าประมง รวมทั้งเพิ่มทักษะทางด้านการจำหน่าย การแปรรูป การบรรจุภัณฑ์ ที่จะช่วยส่งเสริมการผลิตสินค้าและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และปลอดภัย โดยให้เครื่องหมายในการรับรองเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค เกิดความจดจำและมั่นใจในตัวสินค้าและผลิตภัณฑ์ประมงมากยิ่งขึ้น รวมทั้งพัฒนาช่องทางการตลาดในรูปแบบใหม่ๆ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์เพื่อให้การกระจายสินค้าสัตว์น้ำสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้ง่ายและกว้างขวางมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะทำให้การส่งเสริมในการประกอบกิจการของชาวประมงและเกษตรกรครบวงจร สามารถผลิตได้ ขายได้ อย่างยั่งยืน และหวังว่าร้าน Fisherman Shop ในทุกสาขาของทุกจังหวัดจะเป็นที่พึ่งทั้งของผู้ผลิตและผู้บริโภคในการจำหน่ายผลผลิตที่มีคุณภาพ ราคายุติธรรม

สำหรับ “Fisherman shop @ Bang Khen” ถือเป็นร้านค้าต้นแบบสาขาแรกของกรมประมง ที่รวบรวมผลผลิตสัตว์น้ำของชาวประมงและเกษตรกรจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ มาวางจำหน่ายให้ผู้บริโภคซึ่งเป็นคนเมืองได้ช่วยกันอุดหนุน โดยมีสินค้าและผลิตภัณฑ์ประมงมากมายกว่า 200 รายการ อาทิ ลูกชิ้นปลา ไส้อั่วปลานิล ปลาทูต้มหวาน ปลาดุกแผ่นกรอบ ปลาดุกเส้นหวาน ปลาสลิดแดดเดียว ปลากะพงดอกเกลือ ปลากุเลาเค็ม ปลาดุกร้า ข้าวเกรียบปลาสมุนไพร ปั้นสิบข้าวหอมมะลิไส้ปลา กรอบเค็มปลาเสริมแคลเซียม สาหร่ายไกแผ่นทรงเครื่อง หมึกแห้ง ปลาช่อนแดดเดียว ปลาสวายแดดเดียว เชียงปลา น้ำพริกปลาร้าสมุนไพร ปลาสวรรค์พร้อมปรุง และอื่นๆ อีกหลากหลายชนิด โดยเปิดให้บริการทุกวันจันทร์ – พฤหัสบดี เวลา 07.30 – 17.30 น.และวันศุกร์ เวลา 07.00 – 17.00 น.

ขณะที่ นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมประมงได้จัดทำโครงการกระจายสินค้าประมงพื้นบ้านสู่ผู้บริโภค หรือ Fisherman market เพื่อช่วยเหลือชาวประมงในพื้นที่ 23 จังหวัดชายทะเล ซึ่งปรากฎว่ามีผลตอบรับเป็นอย่างดี จึงได้ต่อยอดการดำเนินการในระยะยาวให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น โดยจัดตั้งร้าน “Fisherman shop” ขึ้นทุกจังหวัดทั่วประเทศ สำหรับเป็นร้านค้าเพื่อช่วยกระจายผลผลิตสัตว์น้ำที่มีคุณภาพให้กับพี่น้องชาวประมงและเกษตรกรได้อย่างยั่งยืน ซึ่งเชื่อมโยงการตลาดเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคโดยตรง ในราคาที่เป็นธรรม พร้อมทั้งยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตให้กับชาวประมงและเกษตรกรและยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศอีกช่องทางหนึ่งด้วย โดยผลการดำเนินตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2564 – 20 พฤษภาคม 2565 ได้จำหน่ายสินค้าของพี่น้องชาวประมงและเกษตรกรรวมกันทั้งประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 10,904,313 บาท

– 006

ทุ่งบางระกำเริ่มเพาะปลูก กรมชลฯส่งน้ำช่วยเหลือ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/655717

วันพุธ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า หลังจากที่กรมชลประทานเริ่มส่งน้ำเข้าสู่พื้นที่ทุ่งบางระกำ (ครอบคลุมพื้นที่ อ.พรหมพิราม อ.บางระกำ อ.เมือง อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลกและ อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย) รวม 265,000 ไร่นับตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา ปัจจุบันมีการส่งน้ำเข้าทุ่งไปแล้ว 46.43 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)คิดเป็นประมาณร้อยละ 15 จากแผนจัดสรรน้ำทั้งหมด 310 ล้าน ลบ.ม. มีการเพาะปลูกข้าวนาปีไปแล้ว 55,319 ไร่หรือคิดเป็นร้อยละ 20 ของพื้นที่ทุ่งบางระกำทั้งหมด

อย่างไรก็ดี กรมชลประทานจะเดินหน้าส่งน้ำเพื่อให้เกษตรกรได้เพาะปลูกข้าวนาปีตามเป้าหมายที่ได้วางไว้ และเก็บเกี่ยวผลผลิตให้แล้วเสร็จก่อนที่ฤดูน้ำหลากปี 2565 จะมาถึง ช่วยลดความเสี่ยงนาข้าวเสียหายจากการถูกน้ำท่วม และภายหลังเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จ ก็จะใช้ทุ่งบางระกำเป็นแก้มลิงธรรมชาติ รองรับน้ำในช่วงฤดูน้ำหลาก ช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ จ.พิษณุโลก และสุโขทัย รวมทั้งพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ด้วย