เกษตรฯจัดทำแผนแม่บท35ปี รับมือสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/615136

วันศุกร์ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดสัมมนาออนไลน์ภายใต้หัวข้อ (COP26 Adaptation and Resilience Online Events) “Sustainable andInclusive Climate Adaptation andResilience : local leadership for a global goal” ผ่านระบบ Zoom meetingว่า ในการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ ซึ่งรัฐบาลไทยได้กำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ตั้งแต่ปี 2007จัดทำแผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 2015-2050 เป็นแผน 35 ปี และในปีนี้ รัฐบาลไทยกำหนดโมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Bio-Circular -Green Economy Model (BCG EconomyModel) เป็นวาระแห่งชาติ

“ผมรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมเป็นเจ้าภาพการสัมมนาออนไลน์ในครั้งนี้ ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดทำแผนปฏิบัติการด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศภาคเกษตร มากว่า 12 ปี ตั้งแต่ปี 2009 มีการดำเนินโครงการความร่วมมือพหุภาคีกับ UNDP, UNEP, FAO และ ADB และ ได้ร่วมมือทวิภาคีกับสหราชอาณาจักร โดยมุ่งเน้นที่การปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ หรือ SDGs” ดร.ทองเปลว กล่าว

ทั้งนี้ ในเดือนพฤศจิกายนนี้ ทางสหราชอาณาจักร จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติครั้งที่ 26 หรือการประชุม COP26 โดยมีผู้นำกว่า 196 ประเทศทั่วโลกรวมถึงไทยเข้าร่วม เพื่อหารือแนวทางที่แต่ละประเทศจะใช้ดำเนินการจัดการปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสัมมนาในวันนี้ จึงเป็นโอกาสที่จะได้รับฟังการดำเนินการของประเทศไทยในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาคการเกษตร การนำเสนอ (Showcase) งานวิจัยด้านการจัดการทรัพยากรดิน ด้านปศุสัตว์และข้าว รวมทั้งการผลิตที่ชาญฉลาดที่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ(Climate Smart Agriculture) และเป็นเวทีที่สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูล ประสบการณ์ข้อเสนอแนะในการปรับตัว และเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับภาคการเกษตรต่อไป

‘ประภัตร’ผุดไอเดีย สานฝันสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้เกษตรกร เห็นผลใน4-6เดือน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/614875

วันพฤหัสบดี ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานประชุมหัวหน้าส่วนจังหวัด และแนวทางการส่งเสริมอาชีพให้กับเกษตรกร ที่สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จ.เชียงใหม่โดยมี นายชัชวาลย์ ฉายะบุตร รอง ผวจ.เชียงใหม่ และผู้แทนหน่วยงานต่างๆ ร่วมประชุม โดยนายประภัตร กล่าวว่า ที่ผ่านมาภาคการเกษตรได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19และปัญหาอุทกภัย จึงคิดโครงการส่งเสริมอาชีพเพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยส่งเสริมให้ประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรม ให้ลูกหลานเกษตรกรคืนถิ่น ซึ่งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะพิจารณาสินเชื่อโครงการ “สานฝันสร้างอาชีพ” ในทุกเมนูอาชีพ การค้าขายสินค้าเกษตร เน้นอาชีพที่มีตลาดรองรับ มีการประกันราคารับซื้อ สามารถสร้างรายได้ในระยะเวลา 4-6 เดือน

ทั้งนี้ ธ.ก.ส. ได้รับการอนุมัติวงเงินกว่า 30,000 ล้านบาท ในการดำเนินการโครงการดังกล่าว โดยจะปล่อยกู้เป็นรายบุคคล หนี้เสียสามารถกู้ได้ ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน สามารถใช้บุคคลค้ำประกันได้ โดยจะปล่อยกู้รายละ 100,000 บาท/1-3 ปี อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4

นอกจากนี้ยังมีโครงการสินเชื่อ 50,000 ล้านบาท เงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำ“ล้านละร้อย” โดยเกษตรกรต้องรวมกลุ่มให้ได้ 7 คน ตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนทำเกษตรกรรม มีตลาดรองรับผลผลิต สามารถยื่นกู้กับ ธ.ก.ส.โดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์วงเงินกู้สูงสุดกลุ่มละ 10 ล้านบาท ระยะเวลากู้ 3 ปี

ปธ.สภาเกษตรกรฯหนุน ขายผลผลิตนักท่องเที่ยว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/614878

วันพฤหัสบดี ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่าสภาเกษตรกรฯ สนับสนุนการเปิดประเทศของรัฐบาลภายหลังสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งแนวโน้มผู้ติดเชื้อมีจำนวนลดลงแล้ว เพราะที่ผ่านมาทุกคนต่างได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาด โดยเฉพาะในทางเศรษฐกิจ ที่สำคัญคือเกษตรกรที่ผลิตผลผลิตทางการเกษตรก็จะค้าขายได้มากขึ้น เพิ่มโอกาสให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้บริโภคสินค้าเกษตรก่อนหน้านี้แม้ว่าหลายฝ่ายอาจมองว่าภาคการเกษตรได้รับผลกระทบน้อย แต่จริงแล้วเกษตรกรส่วนใหญ่มีหนี้สิน ผลกระทบคือราคาสินค้าเกษตรตกต่ำการค้าขายยากขึ้น ระบบโลจิสติกส์ก็เป็นอุปสรรคอย่างมาก

นายประพัฒน์กล่าวต่อว่าแม้จะเปิดประเทศแล้ว แต่มาตรการในการป้องกันตัวเองอย่างเข้มข้นยังควรดำเนินการต่อไป และขอฝากพี่น้องเกษตรกรทั้งประเทศ ว่าการสวมหน้ากากอนามัยก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง การล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ ยังควรทำเป็นประจำ รวมทั้งการเว้นระยะห่าง ที่สำคัญคืออย่าเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงโดยไม่จำเป็นถ้าติดเชื้อแล้วจะไม่ใช่เพียงตัวเราที่เป็นปัญหาเท่านั้น ครอบครัวก็จะอยู่ในกลุ่มเสี่ยงทันที การค้าขายก็จะต้องหยุดชะงัก ทำให้ต้องได้รับความเดือดร้อนกันหมด เพราะฉะนั้นจึงต้องป้องกันตัวเองให้ดีที่สุด หากใครที่ยังไม่ได้ไปฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 ก็ขอให้เร่งไปฉีด

‘เฉลิมชัย’เดินหน้า‘COP26’ นำร่องสวนยาง-ลดก๊าซเรือนกระจก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/614880

วันพฤหัสบดี ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(Climate Change) รัฐบาลจึงกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ตั้งแต่ปี 2007 จัดทำแผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 2015 – 2050 เป็นแผน 35 ปีซึ่งปีนี้รัฐบาลกำหนดโมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Bio –Circular – Green Economy Model(BCG Economy Model) เป็นวาระแห่งชาติ โดยนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ได้จัดทำแผนปฏิบัติการด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศภาคเกษตร 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.การสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 2.การปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 3.การมีส่วนร่วมของภาคเกษตรในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการศึกษา และ 4.การเสริมสร้างขีดความสามารถในการบริหารจัดการ

รวมทั้งมีโครงการความร่วมมือกับองค์การระหว่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดภาวะโลกร้อนจากการทำนา เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Thai Rice NAMA) ดำเนินการภายใต้กองทุน NAMA Facility ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลแห่งสหราชอาณาจักร สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เดนมาร์ก และสหภาพยุโรป มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อผลิตข้าวอย่างยั่งยืน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases: GHGs)

อย่างไรก็ดี กระทรวงเกษตรฯ ดำเนินโครงการ “บริหารจัดการ คาร์บอนเครดิตในพื้นที่สวนยางพารา” หรือโครงการลดปริมาณการปล่อยหรือดูดกลับก๊าซเรือนกระจก และสามารถนำไปซื้อขายได้ เป็นการเพิ่มรายได้อีกทางหนึ่ง ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมตามที่ได้ลงนามในพิธีสารโตเกียว (Kyoto Protocol) ส่งเสริมโครงการที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จัดทำมาตรฐานการขึ้นทะเบียนคาร์บอนเครดิต รวมทั้งส่งเสริมการซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรอง

นอกจากนี้ รมว.เกษตรฯ ยังมอบหมายทุกหน่วยงานในสังกัด ดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายในการประชุมสมัชชาประเทศภาคี อนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 26 หรือ COP26 ซึ่งโครงการ “บริหารจัดการคาร์บอนเครดิตในพื้นที่สวนยางพารา” จะนำสวนยางพาราของการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) 20,000 ไร่ ใน จ.นครศรีธรรมราช เป็นพื้นที่ต้นแบบนำความรู้ ถ่ายทอดสู่เกษตรกร/สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางผู้ประกอบกิจการยาง และผู้ที่สนใจ มีการดำเนินการ 2 ขั้นตอน ในปี 2565 ขึ้นทะเบียนร่วมโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ และในปี 2566-2567ดำเนินการขอรับรองคาร์บอนเครดิตเพื่อขายในตลาด ซึ่งจากการวิจัยเรื่องคาร์บอนเครดิต พบว่ายางพาราเป็นไม้ยืนต้นที่มีการกักเก็บคาร์บอนได้ดี สามารถเก็บได้ตั้งแต่อายุต้นยาง 1-18 ปี เกษตรกรสามารถเพิ่มรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิต คู่กับการลดใช้ปุ๋ยเคมีเชื้อเพลิงในการผลิต หรือการขนส่งที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ชาวนาปลื้ม’จุรินทร์ ทำเพื่อเกษตรกร เงินถึงมือตรง เชียร์เดินหน้า ประกันรายได้ปี3 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/614836

ชาวนาปลื้ม'จุรินทร์ ทำเพื่อเกษตรกร เงินถึงมือตรง เชียร์เดินหน้า ประกันรายได้ปี3

วันพุธ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 16.41 น.

10 พฤศจิกายน 2564 นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้ให้ นโยบายกรมการค้าภายใน เกี่ยวกับการประสานงานกับกระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณ รวมทั้งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) อย่างต่อเนื่องเหมือนที่เป็นมากับโครงการประกันรายได้ปี 1 และ 2 ขณะนี้การเดินหน้าโครงการประกันรายได้เกษตรกรปี 3 ในพืช 5 ชนิด คือ ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ข้าวโพด และปาล์มน้ำมัน

“อย่างไรก็ตามการบริหารจัดการที่ผ่านมาประสบความสำเร็จช่วยเกษตรกรได้กว่า 7.8 ล้านครัวเรือน ยังไม่นับการบริหารจัดการเกษตรกรสวนผลไม้ที่ทำให้ราคาดีด้วยการส่งออกแก้ปัญหาด้านการตลาดและพืชชนิดอื่นที่เกิดจากนโยบายยกระดับราคาร่วมงานกันระหว่างกระทรวงเกษตรและกระทรวงพาณิชย์

การเดินหน้าปีที่ 3 นี้ พืชทุกชนิดราคาดีสูงกว่ารายได้ที่ประกันไว้ทำให้รัฐไม่ต้องจ่ายเงินงบประมาณสำหรับการชดเชยมีเฉพาะข้าวเท่านั้นที่เริ่มต้นฤดูกาลนี้สถานการณ์ราคาไม่ค่อยดีด้วยหลายปัจจัยขนาดนี้รัฐจึงต้องจ่ายชดเชยส่วนต่างให้กับเกษตรกรโดยตรงตามนโยบาย ที่นายจุรินทร์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาก่อนการเข้าร่วมรัฐบาล ” 

นางมัลลิกา กล่าวว่า บรรยากาศการกดเงินเบิกเงินส่วนต่างประกันรายได้เกษตรกรตั้งแต่เมื่อวานนี้ ชาวนามีความสุขพร้อมขอบคุณรัฐบาลและรองนายก”จุรินทร์”ที่เดินหน้านโยบายอย่างเต็มที่ และได้รับรายงานว่าการโอนเงินชดเชยส่วนต่างประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี64/65 (9พ.ย.64) จ่ายกว่า 1.12 หมื่นล้าน เกษตรกรได้ประโยชน์ 5.3 แสนครัวเรือน เป็นเกษตรกรชุดแรกซึ่งแจ้งวันเกี่ยวข้าวไว้เป็นงวดที่ 1 สำหรับชาวนาชุดที่เหลือซึ่งทยอยเก็บเกี่ยวข้าวโดยแจ้งวันเก็บเกี่ยวไว้ตั้งแต่ต้นฤดูกาลผลิตแล้วนั้นขณะนี้ สำหรับงวด 2-4 คณะอนุกรรมการราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงได้ประกาศราคาอ้างอิงไว้แล้ว เมื่อมีส่วนต่างก็จะทยอยตามไป อย่างไรก็ตาม เมื่อวานนี้ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีรองนายกฯจุรินทร์ได้อธิบายเรื่องการขอให้เงินงบประมาณเพื่อชดเชยให้กับชาวนา ตามที่เคยดูแลมา 2 ปี ซึ่งข้อมูลในการพิจารณาทั้งหมดได้ผ่านคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ ซึ่งมีนายกเป็นประธานมาแล้ว ขณะนี้ติดเพียงว่าสำนักงบประมาณกับกระทรวงการคลังมีข้อท้วงติงเกี่ยวกับงบประมาณที่เป็นส่วนหนึ่งที่ต้องทำให้ผ่านมาตรา 28 เกี่ยวกับวินัยการเงินการคลัง ตรงจุดนี้จึงเป็นหน้าที่ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ สำนักงบประมาณ และกระทรวงการคลังต้องหารือกัน

เดินหน้า‘วัตถุดิบสีเขียว’รองรับอนาคต ‘ส.ผู้ผลิตอาหารสัตว์’พร้อมซื้อ‘ปลายข้าว’พยุงราคาตก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/614732

เดินหน้า‘วัตถุดิบสีเขียว’รองรับอนาคต ‘ส.ผู้ผลิตอาหารสัตว์’พร้อมซื้อ‘ปลายข้าว’พยุงราคาตก

วันพุธ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 11.44 น.

สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยเผย กรมปศุสัตว์เห็นชอบความร่วมมือการดำเนินโครงการพัฒนาการผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์ในประเทศให้เข้าสู่ระบบ “วัตถุดิบสีเขียว” ทั้งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าว และมันสำปะหลัง โดยทำหนังสือแจ้งโรงงานอาหารสัตว์ทุกแห่ง ให้ดำเนินการตามแนวทางรักษ์สิ่งแวดล้อม ภายใน 5 ปี รองรับความต้องการของตลาดในอนาคตอย่างยั่งยืน 

10 พฤศจิกายน 2564 นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย กล่าวว่า สภาวการณ์การผลิตสินค้าอาหาร และการค้าโลกมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ธุรกิจปศุสัตว์และสัตว์น้ำต้องมีการปรับตัวอยู่ตลอดเวลา โดยปัจจุบันตลาดในต่างประเทศมีนโยบายที่มุ่งเน้นไปในด้านการผลิตสินค้าที่ยั่งยืน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเงื่อนไขการแข่งขันทางการค้าที่อยู่เหนือการแข่งขันด้านราคา เช่น สหภาพยุโรป และสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดหลักในการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ของไทย ได้ออกมาตรการเกี่ยวกับสินค้ายั่งยืนอาทิ EU Green deal และ ESG: Environmental Social and Governance เป็นต้น

ขณะที่ภาคเอกชนมักจะเคลื่อนไหวและบังคับใช้มาตรฐานต่างๆ อย่างรวดเร็วกว่าภาครัฐ อาทิ Tesco และ Walmart ที่ได้ออกนโยบายเกี่ยวกับสินค้ายั่งยืน โดยจะตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของสินค้า เช่น พืชวัตถุดิบที่นำมาผลิตอาหารสัตว์จะต้องไม่มาจากการทำลายป่า เป็นต้น  หากไทยไม่ปรับตัวในประเด็นนี้ให้ทันเวลา อุตสาหกรรมอาหารของไทยจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันทันที 

“ในอนาคตสินค้าอาหารในตลาดโลก จะไม่ได้แข่งขันกันที่ราคาหรือคุณภาพความปลอดภัยเท่านั้น แต่ต้องแข่งกันในจุดที่สินค้านั้นเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ที่ผ่านมา เรามีมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีและปลอดภัย (GAP) มีการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนา และลดการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ป่า เช่น โครงการไม่เขา ไม่เผา เราซื้อ ซึ่งรณรงค์ส่งเสริมกันมาโดยตลอด ดังนั้น การที่กรมปศุสัตว์เป็นผู้นำในประเด็นนี้และพร้อมที่จะเป็นแกนกลางของภาครัฐในการสนับสนุนส่งเสริมให้วัตถุดิบอาหารสัตว์เป็นวัตถุดิบสีเขียว ที่ตรวจสอบแหล่งที่มาได้ว่าไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม นับเป็นทิศทางที่ถูกต้อง และตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกในอนาคตได้” นายพรศิลป์ กล่าว 

ทั้งนี้ วัตถุดิบอาหารสัตว์ เป็นต้นทางของห่วงโซ่การผลิตอาหาร โดยสมาคมฯ จะดำเนินการร่วมกับกรมปศุสัตว์ เพื่อให้วัตถุดิบหลักทั้งสามชนิด ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าว และมันสำปะหลัง เข้าสู่ระบบสีเขียวทั้งหมด ภายใน 5 ปี คือ ตั้งแต่ปี 2565-2570 

นอกจากนี้ นายพรศิลป์ยังกล่าวถึง กรณีข้าวของชาวนาในขณะนี้ที่มีราคาตกต่ำ เนื่องจากส่งออกไม่ได้  สมาชิกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยมีการหารือร่วมกับภาครัฐและโรงสีมาระยะหนึ่งแล้ว และสมาคมพร้อมที่จะช่วยเหลือและยืนเคียงข้างชาวนา  โดยทำการรับซื้อปลายข้าว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของชาวนา และนำมาทดแทนปริมาณข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ยังไม่เพียงพอ  ซึ่งสมาชิกแต่ละบริษัทได้ติดต่อประสานความร่วมมือกับโรงสีข้าวแล้วหลายแห่ง  

“จริงๆแล้ว ข้าว เป็นหนึ่งในวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่สำคัญ ไม่ใช่วัตถุดิบทดแทน และข้าวถือเป็นวัตถุดิบที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ง่ายกว่าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพราะที่นาส่วนใหญ่เป็นที่ลุ่ม และมีเอกสารสิทธิ์แสดง ไม่ใช่พืชที่ปลูกง่ายในพื้นที่ภูเขาหรือขาดน้ำ ดังนั้น แนวทางการพัฒนาข้าวให้เป็นวัตถุดิบสีเขียว จึงมีความเป็นไปได้ง่ายและน่าจะรวดเร็วกว่าพืชชนิดอื่น“ นายพรศิลป์ กล่าว

โครงการพัฒนาการผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์ในประเทศให้เข้าสู่ระบบ “วัตถุดิบสีเขียว”  จะสำเร็จได้ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างจริงจังของทุกภาคส่วนในห่วงโซ่การผลิต โดยต้องตระหนักเสมอว่า ต่อให้ผลิตสินค้าออกมาได้ในราคาถูกเพียงใด หากมีบางข้อต่อของห่วงโซ่ยังคงทำลายสิ่งแวดล้อมแล้ว สินค้านั้นก็ขายไม่ได้อยู่ดี

ศูนย์ฯข้าวโคราชแนะ เกษตรนาแปลงใหญ่ ยกระดับการเพาะปลูก ลดต้นทุนได้ผลผลิตดี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/614656

วันพุธ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางสิรวีย์ พงษ์เตชสิทธิ์ ประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่ ต.ขามสะแกแสง อ.ขามสะแกแสง จ.นครราชสีมา กล่าวว่าได้รวมกลุ่มร่วมโครงการนาแปลงใหญ่ เมื่อปี 2562 เพื่อลดต้นทุนการผลิต บริหารจัดการผลผลิตในแต่ละปีตามเป้าหมายที่ทางกลุ่มวางไว้ หาแนวทางการเพิ่มมูลค่าของผลผลิตข้าวให้มีรายได้เพิ่มมากยิ่งขึ้น ปัจจุบันมีสมาชิก 48 คน ปลูกข้าวพันธุ์มะลิ 105 เป็นหลัก ปลูกเพียง 1 รอบต่อปี เป็นข้าวนาปี โดยใช้เครื่องหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าวแทนการทำนาหว่าน

สำหรับศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครราชสีมา ได้ผลักดันส่งเสริมเกษตรกรกลุ่มนาแปลงใหญ่ ต.ขามสะแกแสงให้ร่วมโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด นำเงินทุนที่ได้จากโครงการมาจัดซื้อเครื่องจักร อุปกรณ์ ไว้ใช้ลดต้นทุนการผลิตได้แก่ รถแทรกเตอร์ขนาด 60 แรงม้า รถอีแต๋น เครื่องหยอดเมล็ดพันธุ์ และเครื่องอัดฟาง ให้บริการแก่สมาชิกโดยคิดค่าบริการต่ำกว่าราคาทั่วไป

นอกจากนี้ ยังแนะนำองค์ความรู้ตั้งแต่การจัดการเมล็ดพันธุ์ กระบวนการปลูกข้าว การดูแลต้นข้าว ในเรื่องของโรคพืช การกำจัดแมลงศัตรูพืช การตัดพันธุ์ปน ไปจนถึงกระบวนการเก็บเกี่ยวส่งผลให้เกษตรกรได้ความรู้และเทคนิคดีๆ ในการปลูกข้าวที่ได้คุณภาพอย่างครบถ้วน

นางสิรวีย์กล่าวว่า อยากขอบคุณศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครราชสีมา ที่เข้ามาส่งเสริมและผลักดันให้กับกลุ่มนาแปลงใหญ่ ต.ขามสะแกแสง ในด้านต่างๆ ทำให้สามารถนำความรู้ไปต่อยอดพัฒนาการผลิตข้าวได้

กรมชลฯเร่งบริหารจัดการน้ำชี-มูล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/614657

วันพุธ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.วัชระ เสือดี ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมชลประทาน กรมชลประทาน ในฐานะประธานศูนย์บริหารจัดการอุทกภัยลุ่มน้ำชี-มูล (ส่วนหน้า) เปิดเผยว่า ได้ปรับแผนการจัดจราจรน้ำในลุ่มน้ำชี-มูล เพื่อลดผลกระทบจากมวลน้ำที่ไหลลงสู่แม่น้ำมูลและแม่น้ำชีากข้อมูลสถานการณ์น้ำของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ที่คาดการณ์ว่าน้ำจะเพิ่มสูง เพื่อป้องกันไม่ให้มวลน้ำก้อนใหญ่ของทั้ง 2 ลำน้ำไหลมาบรรจบพร้อมกัน ซึ่งจะสร้างผลกระทบมากกว่าที่เป็นอยู่ จึงเร่งระบายน้ำก้อนใหญ่ในแม่น้ำมูล ลงสู่แม่น้ำโขงก่อนเป็นลำดับแรก โดยเมื่อน้ำก้อนใหญ่จากแม่น้ำชีไหลผ่านบริเวณสถานีวัดน้ำท่า M.7(สะพานเสรีประชาธิปไตย อ.เมืองอุบลราชธานี) จะเริ่มหน่วงน้ำในลำน้ำมูลตอนบน เพื่อลดยอดปริมาณน้ำสูงสุดที่จะไหลผ่านในเขตจังหวัดอุบลราชธานี ก่อนเร่งระบายลงสู่แม่น้ำโขงโดยเร็วต่อไป

จากการคาดการณ์ระบุว่า มวลน้ำสูงสุดในลำน้ำมูล จากสถานีวัดน้ำท่า M.5 อ.ราษีไศลจ.ศรีสะเกษ จะไหลมาถึงบริเวณสถานี M.7อ.เมืองอุบลราชธานี และคาดการณ์ว่ามวลน้ำสูงสุดในลำน้ำชี ที่ปัจจุบันไหลมาถึงสถานีวัดน้ำท่า E.2A อ.เมืองยโสธร แล้วคาดว่าจะไหลมาถึงสถานี M.7 ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อชุมชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำริมสองฝั่งแม่น้ำมูลในเขตเทศบาลนครอุบลราชธานี และเทศบาลเมืองวารินชำราบได้ ในขณะที่บริเวณสถานีวัดน้ำท่า M.7 มีปริมาณน้ำไหลผ่าน2,528 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)/วินาที อยู่ในเกณฑ์วิกฤตและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

สำนักงานชลประทานที่ 7 ได้เร่งผลักดันน้ำในแม่น้ำมูลบริเวณแก่งสะพือ อย่างเต็มที่ พร้อมกับเร่งติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำเพิ่มเติมอีก 100 เครื่อง เพื่อเร่งระบายน้ำในลำน้ำมูลให้ได้มากที่สุด นอกจากนี้ยังจะใช้เขื่อนหัวนา และเขื่อนราษีไศล ช่วยชะลอน้ำเพื่อรองรับน้ำจากลำน้ำชีอีกด้วย จะช่วยลดปริมาณน้ำและบรรเทาผลกระทบได้พอสมควร หากไม่มีพายุหรือฝนตกหนักเพิ่มเติม

‘ประภัตร’ลุยเชียงราย ตั้งปศุสัตว์Sandboxเน้นคุณภาพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/614659

วันพุธ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมหัวหน้าส่วนจังหวัดและแนวทางการส่งเสริมอาชีพให้กับเกษตรกร ที่ศาลากลางจังหวัดเชียงราย โดยมีนายภาษเดช หงส์ลดารมภ์ รอง ผวจ.เชียงรายและหัวหน้าส่วนราชการกระทรวงเกษตรฯ และผู้แทนภาคประชาชน ร่วมประชุม โดยนายประภัตรกล่าวว่า เตรียมเปิดปศุสัตว์ Sandbox เชียงราย จัดตั้งศูนย์กลางที่ จ.เชียงราย แห่งแรกของภาคเหนือ รวมปศุสัตว์ทุกประเภท อาทิ วัว แพะ แกะ ไก่ฯลฯ ไว้ใน Sandbox และกำหนดมาตรฐานต่างๆ ขึ้นมา เพื่อเป็นไปตามมาตรฐานสากลผู้ซื้อสามารถตรวจสอบมาตรฐานและคุณภาพได้ อบรมเกษตรกร และผู้ค้าให้เป็นมาตรฐาน มีทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้ามาบริหารจัดการและสนับสนุนงบประมาณ

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ เตรียมการและดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ทุกหน่วยงานเข้าใจภารกิจ และนอกจากปศุสัตว์ Sandboxแล้ว ยังเน้นการเกษตรทุกภาคส่วน ทั้งประมง และพืช โดยกระทรวงเกษตรฯ จะลงทุนในพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ให้เกษตรกร และหาตลาดในการรับซื้อผลผลิต เมื่อขายได้ค่อยหักต้นทุนคืน และเกษตรกรรับผลกำไรไปโดยมอบให้ประมงจังหวัด องค์การสะพานปลาและกรมส่งเสริมสหกรณ์ เริ่มดำเนินการกระจายสินค้าประมงในภาคเหนือ และส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง

อย่างไรก็ดี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม มีความห่วงใยพี่น้องประชาชน จึงคิดโครงการส่งเสริมอาชีพ สร้างรายได้ โดยมอบหมายกระทรวงเกษตรฯ ส่งเสริมประชาชนให้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ให้สินเชื่อจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โครงการสานฝันสร้างอาชีพ เน้นอาชีพที่มีตลาดรองรับ มีการประกันราคารับซื้อ ซึ่ง ธ.ก.ส.ได้รับอนุมัติวงเงินกว่า 30,000 ล้านบาท โดยจะปล่อยกู้เป็นรายบุคคล หนี้เสียสามารถกู้ได้ ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน สามารถใช้บุคคลค้ำประกันได้ โดยจะปล่อยกู้รายละ 100,000 บาท/1 ปี อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมการข้าว ยังเตรียมสร้างศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์ ที่ อ.เเม่ลาว จ.เชียงราย เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ ได้ปริมาณผลผลิตเยอะ คุณภาพดี ตรงตามความต้องการของตลาด ให้กับเกษตรกรภาคเหนือ จากนั้นกรมการข้าว จะรับคืนเมล็ดพันธุ์จากชาวนา และเอาเมล็ดพันธุ์ใหม่ให้ชาวนาไปใช้เพาะปลูกแทน โดยให้15 กิโลกรัมต่อไร่ รายละไม่เกิน 30 ไร่ ซึ่งชาวนาสามารถนำเมล็ดพันธุ์มาแลกได้ทุกศูนย์ข้าวของกรมการข้าว หลังจากนี้พันธุ์ข้าวของประเทศไทย ขอแบ่งเป็น5 ประเภท 1.ข้าวหอมมะลิ 2.ข้าวหอมไทย3.ข้าวขาว 4.ข้าวเหนียว และ 5.ข้าวสีซึ่งกรมการข้าว มุ่งเน้นการปรับปรุงเมล็ดพันธุ์ให้มีคุณภาพ สามารถแข่งขันกับคู่แข่งนอกประเทศได้ และตรงตามความต้องการของตลาดโลก

ชาวนาเฮลั่น! แห่กดเงินส่วนต่างข้าว ประกันรายได้งวดแรกไหลเข้าบัญชีแล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/614508

ชาวนาเฮลั่น! แห่กดเงินส่วนต่างข้าว ประกันรายได้งวดแรกไหลเข้าบัญชีแล้ว

วันอังคาร ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 13.49 น.

ชาวนาเฮ!! แห่กดเงินส่วนต่างข้าว ประกันรายได้งวดแรก ข้าวเหนียวปลื้มสุด ได้ส่วนต่างสูงสุด 69,399 บาท 

9 พฤศจิกายน 2564 เวลา 11.00 น. นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่า ขณะนี้ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กำลังร่วมประชุมคณะรัฐมนตรี แต่ได้สั่งการให้ติดตามรายงานจากพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศวันนี้บรรยากาศการเบิกจ่ายเงินส่วนต่างโครงการประกันรายได้ผู้ปลูกข้าวให้กับชาวนาปีที่ 3 งวด1 สำหรับชาวนาที่แจ้งการเก็บเกี่ยวไว้ก่อนวันที่ 15 ตุลาคม 2564 โดยโครงการประกันรายได้ข้าว (ความชื้น 15%) สิทธิ์ของชาวนา คือ ข้าวหอมมะลิประกันรายได้ 15,000 บาทต่อตันจำนวน 14 ตัน ข้าวหอมมะลินอกพื้นที่ 14,000 บาทต่อตัน จำนวน 16 ตัน ข้าวหอมปทุม 11,000 บาทต่อตัน จำนวน 25 ตัน ข้าวเจ้า 10,000 บาทต่อตัน จำนวน 30 ตัน ข้าวเหนียว 12,000 บาทต่อตัน จำนวน 16 ตัน 

บรรยากาศสำหรับวันนี้ ทั้งกระทรวงพาณิชย์จังหวัด เกษตรจังหวัด กลุ่มเกษตรกรและ ธกส.ได้ติดตามการเบิกจ่ายเงินและอำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกรพี่น้องชาวนาอย่างใกล้ชิด สำหรับงวดแรกของปีนี้ เนื่องจากข้าวราคาตกทำให้เกษตรกรได้รับเงินส่วนต่างสูงสุดของข้าวแต่ละชนิด คือ ข้าวเปลือกหอมมะลิ ได้สูงสุดในบัญชีเกษตรกรเอง 57,900.78 บาท ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ 57,524 บาท ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี 26,303.25 บาท ข้าวเปลือกเจ้า 58,038.6 บาท และข้าวเปลือกเหนียว 69,399.52 บาท เป็นต้น ส่วนชาวนาที่ปลูกข้าวจำนวนลดหลั่นลงไปก็ได้รับส่วนต่างตามสิทธิ์ของตนเองเช่นกัน

ระหว่างที่สำนักปลัดกระทรวงพาณิชย์รับรายงานพร้อมติดตามรีวิวภาพบรรยากาศการรายงานของพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศรีวิวภาพการเบิกจ่ายเงินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่จังหวัด เช่น เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา ลำพูน ลำปาง พิษณุโลก สระบุรี สุโขทัย อุทัยธานีปราจีนบุรี นครปฐมศรีสะเกษ อุบลราชธานี กำแพงเพชร  ปทุมธานี นครปฐม ขอนแก่น อุทัยธานี เป็นต้น ส่วนจังหวัดอื่นๆก็ทยอยรายงานอย่างต่อเนื่องซึ่ง นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ สั่งการให้ทั้งกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรฯ รวมทั้งความร่วมมือจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ หรือ ธ.ก.ส.ติดตามดูแลพี่น้องชาวนาอย่างใกล้ชิดและคอยแก้ไขปัญหาแต่ละจุดอย่างทันท่วงที

” ทางด้านการดึงราคาข้าว มีมาตรการคู่ขนาน “เก็บข้าวในยุ้งฉาง” ได้ค่าฝากเก็บตันละ 1,500 บาท สหกรณ์และโรงสี ได้ชดเชยดอกเบี้ย 3% เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง ผู้ค้าข้าว ได้ชดเชยดอกเบี้ยเก็บสต็อก 3% และมาตรการอื่นทยอยดำเนินการ และระหว่างนี้นายจุรินทร์ กำลังร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีโดยวันนี้มีสาระสำคัญจากกระทรวงพาณิชย์ในการนำเสนอในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อเห็นชอบเกี่ยวกับการใช้เงิน เพื่อจ่ายงวดต่อไป สำหรับพี่น้องชาวนาที่แจ้งเก็บเกี่ยวไว้ช่วง 21 ตุลาคม เป็นต้นมา ทั้งนี้กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ เข้มงวดเรื่องเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินชดเชยจากรัฐ ซึ่งจะต้องให้เป็นไปตามกฏหมายมาตรา 28 หรือพระราชบัญญัติการเงินการคลัง และต้องรายงานให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอนุมัติเป็นก้อนงบประมาณรายงวดไป ” ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว