รมช.เกษตรฯลงพื้นที่พะเยาช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย

รมช.เกษตรฯลงพื้นที่พะเยาช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย

รมช.เกษตรฯลงพื้นที่พะเยาช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย

วันศุกร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 17.25 น.

“อัครา” ลุยพะเยา! มอบนโยบายพลิกโฉมเกษตรไทย ใช้บางระกำโมเดล สู้ภัยโลกเดือด พร้อมลงพื้นที่เยี่ยมประชาชนในพื้นที่ประสบอุทกภัย

วันนี้ (25 ก.ค.) นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ จ.พะเยา เพื่อประชุมแก้ไขปัญหาน้ำท่วมพื้นที่เกษตรกรรม โดยมีผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม ที่สถานีประมงน้ำจืด จ.พะเยา ต.เวียง อ.เมือง จ.พะเยา โดยนายอัครา กล่าวชื่นชมกรมชลประทาน ที่บริหารจัดการน้ำในช่วงที่ภาคเหนือตอนบนได้รับอิทธิพลจากพายุโซนร้อน “วิภา” โดยเร่งนำเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่พร้อมเครื่องจักรกล อาทิ เครื่องสูบน้ำ รถขุด รถตัก รวมถึงสนับสนุนกระสอบทรายเพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกำลัง และคาดว่าอีก 3 – 5 วัน หากฝนไม่ตก จะเข้าสู่สภาวะปกติ

นอกจากนี้ รมช.เกษตรฯ ได้มอบนโยบายให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ปรับเปลี่ยนการทำงานโดยคำนึงถึงสภาพอากาศของโลกที่มีการแปรปรวนอย่างต่อเนื่อง อาทิ 1.การบริหารจัดการน้ำให้สำรวจพื้นที่สาธารณะเพิ่มเติม เพื่อทำเป็นแก้มลิงและจุดผันน้ำในพื้นที่ และให้หลายจังหวัดใกล้เคียงได้รับผลประโยชน์จากการกักเก็บ-ระบายน้ำ 2.ลงพื้นที่พูดคุยกับเกษตรกรในการปรับเปลี่ยนวิธีการทำเกษตรกรรมแบบเดิม เป็นการทำนำปรังแทนนาปี ส่วนในช่วงการทำนาปีให้ปรับเป็นการทำประมง โดยกักเก็บน้ำในแปลงนาให้เป็นจุดเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสร้างรายได้ตลอดปี เป็นรูปแบบเดียวกับบางระกำโมเดล 3.ส่งเจ้าหน้าที่เดินทางไปเก็บภาพพื้นที่เกษตรกรรมที่ประสบอุทกภัยโดยเร็ว เพื่อเร่งทำแผนเยียวยาเกษตรกร และ 4.มอบหมายกรมพัฒนาที่ดินทำจุดกักเก็บน้ำนอกเหนือพื้นที่ชลประทาน บูรณาการร่วมกับสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โดยเชื่อว่าการร่วมมือกันหลายภาคส่วนจะช่วยให้พี่น้องเกษตรกรได้รับประโยชน์สูงสุด

จากนั้น รมช.เกษตรฯ พร้อมคณะ เดินทางต่อไปยังชุมชนบ้านบุญเกิด ต.บุญเกิด อ.ดอกคำใต้ และบริเวณริมกว๊านพะเยา ต.บ้านฉาง อ.เมือง จ.พะเยา เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำ และตรวจเยี่ยมประชาชนที่ประสบภัย พร้อมประกอบอาหารเมนูข้าวไข่เจียวฮักบ้านเกิดพะเยา พร้อมลงพื้นที่ลุยน้ำท่วมมอบข้าวกล่องและน้ำเปล่าบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนในเบื้องต้น

จากนั้น นายอัครา และคณะ เดินทางไปยังห้องประชุมเทศบาล ต.บ้านสาง อ.เมือง จ.พะเยา เพื่อพบปะเกษตรกรและรับฟังผลการดำเนินโครงการพัฒนากว๊านพะเยา ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำ โดยมีการขุดลอกตะกอนดินรอบกว๊านพะเยา และปรับปรุงระบบระบายน้ำ ทั้งนี้ มีการวางแผนขุดลอกดินกว่า 82,400 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ลึกประมาณ 2.5 เมตร เพื่อเปิดทางในจุดที่น้ำท่วมขังระบายลงสู่กว๊านพะเยา เพิ่มพื้นที่จัดเก็บน้ำ ลดความเสี่ยงน้ำท่วมแปลงเกษตรกรรม และจัดทำอาคารอัดน้ำ เพื่อควบคุมระดับน้ำ และผันน้ำจากกว๊านสู่แปลงนาให้เกษตรกรทำการเพาะปลูกพืช สร้างรายได้สู่ชุมชนอย่างต่อเนื่อง

015

ปลัดเกษตรฯถกวอร์รูมช่วยเหลือพื้นที่ชายแดนไทย-เขมร

ปลัดเกษตรฯถกวอร์รูมช่วยเหลือพื้นที่ชายแดนไทย-เขมร

ปลัดเกษตรฯถกวอร์รูมช่วยเหลือพื้นที่ชายแดนไทย-เขมร

วันศุกร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.35 น.

“ประยูร”นั่งหัวโต๊ะ เกาะติดสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เตรียมพร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่

วันนี้ (25 ก.ค.) นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุม “War room ติดตามและแก้ไขสถานการณ์ด้านการเกษตรชายแดนไทย-กัมพูชา” โดยมีนายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ เกษตรและสหกรณ์จังหวัด 7 จังหวัด และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

นายประยูรกล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้ติดตามสถานการณ์และความก้าวหน้าการเตรียมความพร้อมให้การช่วยเหลือประชาชนและเกษตรกร รายงาน โดยเกษตรและสหกรณ์จังหวัดสุรินทร์ เกษตรและสหกรณ์จังหวัดอุบลราชธานี เกษตรและสหกรณ์จังหวัดบุรีรัมย์ และอีก 4 จังหวัดในพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งมาตรการให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นเป็นการอพยพประชาชนออกนอกพื้นที่เสี่ยง เพื่อความปลอดภัย นอกจากนี้ให้เตรียมข้อมูลด้านการเกษตร พื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบ เพื่อเตรียมให้ความช่วยเหลือและเยียวยาด้านอื่นๆ ต่อไป

นายประยูร กล่าวอีกว่า ขอแสดงความห่วงใยพร้อมทั้งขอให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ รวมทั้งขอให้เตรียมความพร้อมมาตรการและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากพบปัญหาและอุปสรรค หรือต้องการสิ่งใดที่จะสนับสนุนต่างๆ ให้รายงานมายัง “War room ติดตามและแก้ไขสถานการณ์ด้านการเกษตร ชายแดนไทย-กัมพูชา” เพื่อให้สามารถเข้าให้ความช่วยเหลือประชาชนและเกษตรกรอย่างทันท่วงที

015

อธิบดีฝนหลวงฯ เปิดโครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศฯ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

อธิบดีฝนหลวงฯ เปิดโครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศฯ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

อธิบดีฝนหลวงฯ เปิดโครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศฯ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

วันศุกร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 14.04 น.

ฝนหลวงฯ เปิดโครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศฯ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “ฝนของพ่อ ป่าของแม่ สืบสาน รักษา ต่อยอด เพื่อพสกนิกรของพระราชา” 

25 กรกฎาคม 2568 เวลา 10.00 น. ณ วิทยาลัยเทคนิคพัทยา อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 โดยมีนางสาวขวัญเรือน ศรีจันทร์ ปลัดจังหวัดชลบุรี นายศิรเมศร์ พัชราอริยธรณ์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคพัทยา จิตอาสา ประชาชน นักเรียน นักศึกษา เข้าร่วมแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โอกาสนี้ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร นำผู้เข้าร่วมพิธีประกอบพิธีถวายพระพรชัยมงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากนั้นได้ทำพิธีเปิดโครงการฯ มอบเมล็ดพันธุ์พืชให้แก่ผู้แทนผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวง ร่วมปั้นเมล็ดพันธุ์พืช ชมนิทรรศการ และพบปะผู้ร่วมกิจกรรม

นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า เนื่องในโอกาสมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พวกเราทุกคนต่างมีความปลาบปลื้มปีติเป็นล้นพ้น ที่ได้มาร่วมกันแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว องค์ศูนย์รวมจิตใจของพสกนิกรชาวไทย ซึ่งโครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ทางกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดขึ้น เป็นอีก 1 โครงการในการสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในเรื่องการสร้างความสมบูรณ์ให้แก่ทรัพยากรป่าไม้ ซึ่งทุกฝ่ายตระหนักในคุณค่าของป่าต้นน้ำ และน้อมนำแนวพระราชดำริไปเป็นแนวทางในการสร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อรักษาระบบนิเวศ ป่าไม้ และสิ่งแวดล้อมโดยได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์และพื้นที่อุทยานสำหรับดำเนินการ และกรมฝนหลวงและการบินเกษตรปฏิบัติภารกิจโปรยเมล็ดพันธุ์หลังเสร็จสิ้นการปฏิบัติการฝนหลวงในแต่ละวัน เพื่อกระจายเมล็ดพันธุ์พืช และเพิ่มความหนาแน่นของพื้นที่ป่าไม้ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและอุทยานแห่งชาติ และเพิ่มความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างโอกาสการปฏิบัติการฝนหลวงให้เป็นผลสำเร็จมากขึ้นด้วย

ในปี 2568 นี้ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร กำหนดพื้นที่การโปรยเมล็ดพันธุ์ฯ โดยประสานกับกรมอุทยาน แห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการขออนุญาตใช้พื้นที่ กำหนดชนิดพันธุ์พืชที่เหมาะสมกับผืนป่าและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทั่วประเทศ จำนวน 7 แห่ง ได้แก่

• อุทยานแห่งชาติออบขาน จังหวัดเชียงใหม่

• อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง จังหวัดพิษณุโลก และจังหวัดเพชรบูรณ์

• อุทยานแห่งชาติศรีนครินทร์ จังหวัดกาญจนบุรี

• อุทยานแห่งชาติภูเก้า-ภูพานคำ จังหวัดหนองบัวลำภู

• อุทยานแห่งไทรทอง จังหวัดชัยภูมิ

• อุทยานแห่งชาติตาพระยา จังหวัดสระแก้ว

• อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี

และได้ขอรับการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์พืชจากกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จำนวนเมล็ดพันธุ์พืช 10 ชนิด ได้แก่

• ประดู่ป่า

• สัก

• แดง

• มะค่าแต้

• มะขามป้อม

• พะยูง

• สมอพิเภก

• สมอไทย

• มะค่าโมง

• ชิงชัง

จำนวน 1,835 กิโลกรัม.

การจัดกิจกรรมปั้นหุ้มดินเมล็ดพันธุ์พืชฯ ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ จิตอาสา และประชาชนทั่วไป ปั้นหุ้มดินเมล็ดพันธุ์พืช และส่งต่อให้กับศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงในแต่ละภูมิภาคเพื่อนำไปใช้ในการโปรยทางอากาศ โดยมีระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ถึงเดือนกันยายน 2568 ซึ่งถือได้ว่าโครงการดังกล่าวเป็นการหลอมรวมความสามัคคีของประชาชนทุกภาคส่วน ที่ได้มาร่วมกันเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มพื้นที่ผืนป่าให้กับประเทศไทยของเรา ให้ทรัพยากรป่าไม้มีความอุดมสมบูรณ์ต่อไป

-(016)

ฟรุ๊ตบอร์ดถกทุ่มงบพัฒนาสวนลำไยคุณภาพ

ฟรุ๊ตบอร์ดถกทุ่มงบพัฒนาสวนลำไยคุณภาพ

ฟรุ๊ตบอร์ดถกทุ่มงบพัฒนาสวนลำไยคุณภาพ

วันศุกร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 12.47 น.

“อรรถกร” ถก “ฟรุ๊ตบอร์ด” ไฟเขียวโครงการพัฒนาสวนลำไยคุณภาพตัดแต่งทรงพุ่ม/ช่อผล ทุ่มงบ เตรียมชง ครม. ของบ1,000 ล้าน เพิ่มลำไยเกรด A-AA หวังเพิ่มรายได้เกษตรกร

วันนี้ (25 ก.ค.) นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) ครั้งที่ 5/2568 โดย นายอรรถกร กล่าวว่า ที่ประชุมมีมติ ดำเนินการแก้ไขปัญหาลำไยที่คาดว่าจะมีปริมาณผลออกสู่ตลาดสูงกว่าปีที่ผ่านมา และจะเริ่มกระจุกตัวในเดือน ก.ค.-ส.ค.นี้ โดยเห็นชอบโครงการพัฒนาสวนลำไยคุณภาพตัดแต่งทรงพุ่ม/ช่อผล ฟื้นฟูสวนลำไย เพื่อเพิ่มรายได้ โดยเป็นโครงการที่มุ่งเน้นสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระยะยาว ยกระดับลำไยคุณภาพ สร้างมูลค่าเพิ่ม และวางระบบการตลาดที่ยั่งยืน สร้างความมั่นคงในอาชีพชาวสวนลำไย สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคลำไยไทยในตลาดโลก โดยสนับสนุนค่าตัดแต่งทรงพุ่ม กิ่ง – ช่อผล ปัจจัยการผลิต อัตราไร่ละ 1,400 บาท ไม่เกิน 10 ไร่ต่อครัวเรือน กรอบวงเงิน 1 พันล้านบาท โดยมีเงื่อนไขตามที่โครงการกำหนด อาทิ ตัดแต่งทรงพุ่ม/ช่อผล ฟื้นฟูสวนลำไย และผ่านการอบรมการผลิตลำไยคุณภาพ

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกลำไยในระยะยาว เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกลำไยใน 8 จังหวัดภาคเหนือ (เชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย พะเยา ลำปาง ตาก แพร่ และน่าน) มุ่งให้เกษตรกรชาวสวนลำไยสามารถเพิ่มสัดส่วนลำไยให้เป็นลำไยคุณภาพเกรด A และ AA ให้มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ผลผลิตมีราคาเพิ่มขึ้น ยกระดับรายได้เกษตรกรชาวสวนลำไย โดยมีพื้นที่เป้าหมาย จำนวน 600,000 ไร่ โดยเตรียมนำเสนอโครงการดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป

“จากสถานการณ์ผลผลิตลำไยที่คาดว่าจะออกสู่ตลาดในปริมาณมาก กระทรวงเกษตรฯ ขอยืนยันว่าเรากำลังเร่งแก้ปัญหาให้ชาวสวนลำไย โดยมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และวางแผนกำหนดมาตรการทั้งในระยะเร่งด่วนและระยะยาว เพื่อช่วยเหลือชาวสวนลำไย พร้อมทั้งมุ่งยกระดับมาตรฐานการผลิตสู่การแข่งขันในตลาดโลกอย่างยั่งยืน” นายอรรถกร กล่าว

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังดำเนินมาตรการที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกลำไยควบคู่กันไป ได้แก่ 1.มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรเร่งด่วน เพื่อเร่งระบายลำไยออกจากระบบ เตรียมพร้อมกระจายลำไยที่กำลังออกผลผลิตสู่ตลาด ประกอบด้วย 1.1 มาตรการสินเชื่อเพื่อซื้อลำไยเพื่อแปรรูปอบแห้งปลอดดอกเบี้ย โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมวิชาการเกษตรร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) 1.2 มาตรการกระจายผลผลิตลำไยสด โดยองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) กระทรวงศึกษาธิการ บริษัท 100 Set Modern Trade ทัณฑสถาน และหน่วยงานเอกชน 2.มาตรการด้านการตลาดและสื่อสาร (KOL) ส่งเสริมตลาดออนไลน์ และ 3.มาตรการแรงงานเก็บเกี่ยว โดยประสานหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่ออำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายแรงงานสำหรับเก็บเกี่ยวผลผลิตที่จะออกกระจุกตัว

สำหรับข้อมูลสรุปผลการเก็บเกี่ยวผลไม้ภาคเหนือ (ลำไย) และผลไม้ภาคใต้ (ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง) ปี 2568 (ข้อมูล ณ วันที่ 22 กรกฎาคม 2568) ดังนี้ ลำไย (สดช่อ) ปริมาณผลผลิตทั้งหมด 67,653.44 ตัน หรือ 31.39 % ซึ่งกำลังจะเข้าสู่ช่วงผลผลิตกระจุกตัว โดยปริมาณผลผลิต ในช่วงเดียวกัน คือเดือนมิถุนายน ถึง เดือนกรกฎาคม พบว่า ปี 2568 มีปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับ 2 ปีที่ผ่านมา มีราคาเฉลี่ย 34.71 บาท/กก. ส่วนลำไย (รูดร่วง) ปริมาณผลผลิตทั้งหมด 61,165.50 ตัน 11.65 % ซึ่งกำลังจะเข้าสู่ช่วงผลผลิตกระจุกตัวในเดือนสิงหาคม มีราคาเฉลี่ย 24.23 บาท/กก. ทุเรียน เก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว 270,693.56 ตัน หรือ 57.60 % ราคาเฉลี่ย 96 บาท/กก.  มังคุด เก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว 64,325.24 ตัน หรือ 73.94 % ราคาเฉลี่ย 30 บาท/กก.  เงาะ เก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว 11,534.66 ตัน หรือ33.99 % ราคาเฉลี่ย 38 บาท/กก. ลองกอง เก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว 329.05 ตัน 3.41 % ราคาเฉลี่ย 40 บาท/กก.

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังได้รับทราบและติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินงานด้านต่างๆ อาทิ การแก้ไขปัญหาอุปสรรคการค้าผลไม้ของประเทศไทย โดย รมว.เกษตรฯ ยังคงเน้นย้ำคุมเข้มมาตรการควบคุมการปนเปื้อนสารห้ามใช้ในทุเรียนผลสดส่งออกไปสาธารณรัฐประชาชนจีน หากตรวจพบว่ามีการปนเปื้อนสารได้กำชับให้ดำเนินการขั้นเด็ดขาด

015

ปศุสัตว์ช่วยเกษตรกรพื้นที่น้ำท่วม8จัวหวัด

ปศุสัตว์ช่วยเกษตรกรพื้นที่น้ำท่วม8จัวหวัด

ปศุสัตว์ช่วยเกษตรกรพื้นที่น้ำท่วม8จัวหวัด

วันศุกร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 11.37 น.

กรมปศุสัตว์ ช่วยเกษตรกรเลี้ยงสัตว์ใน 8 จังหวัด ประสบภัยพายุ “วิภา” มอบอาหารสัตว์พระราชทาน  อพยพสัตว์เกือบ 6 หมื่นตัวพร้อม เฝ้าระวังโรคระบาดสัตว์เข้ม

วันนี้ (25 ก.ค.) นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ได้เร่งช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงปศุสัตว์ ปศุสัตว์ รวมถึงสัตว์เลี้ยงในพื้นที่ 8 จังหวัดที่ประสบอุทกภัยจากพายุวิภา โดยเร่งช่วยเหลือในระยะเผชิญเหตุและการฟื้นฟูหลังน้ำลด ตลอดจนเฝ้าระวังโรคระบาดสัตว์ที่อาจเกิดขึ้นได้เพื่อบรรเทาความเสียหายด้านปศุสัตว์ 8 จังหวัด ได้แก่ จ.เชียงราย สกลนครนครพนม น่าน อุตรดิตถ์ เชียงใหม่ พะเยา และแพร่ รวม 40 อำเภอ 155 ตำบล 877 หมู่บ้านมีเกษตรกรได้รับผลกระทบ 52,789 ราย มีสัตว์เลี้ยงในพื้นที่ประสบอุทกภัยรวม 1,958,863 ตัว แบ่งเป็นโค 124,429 ตัว กระบือ 41,552 ตัว สุกร 70,995 ตัว แพะ/แกะ 2,135 ตัว และสัตว์ปีก 1,719,752 ตัว โดยแปลงหญ้าเลี้ยงสัตว์เสียหาย 8,332.20 ไร่ซึ่งในระยะเผชิญเหตุ กรมปศุสัตว์ได้จัดส่งหญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน 48,200 กิโลกรัม พร้อมถุงยังชีพสัตว์เลี้ยง 105 ถุง อพยพสัตว์ 55,144 ตัว สนับสนุนชุดส่งเสริมสุขภาพสัตว์ 1,178 ชุด และให้การรักษาสัตว์บาดเจ็บแล้ว 22 ตัว

ขณะเดียวกัน ได้เร่งรัดให้การช่วยเหลือสัตว์โดยอพยพสัตว์ที่สำคัญเกิดขึ้นที่ปิติภิวัฒน์ฟาร์ม ฟาร์มสุกรในพื้นที่บ้านห้วยไคร้ หมู่ 6 ต.เวียง อ.เทิง จ.เชียงราย ซึ่งน้ำท่วมฉับพลันเข้าพื้นที่ เจ้าหน้าที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอเทิง ร่วมกับหลายหน่วยงาน ทั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย มูลนิธิแสงธรรมสาธารณกุศล สมาคมกู้ชีพกู้ภัยเทิงการกุศล และกู้ชีพบุญช่วยอุปถัมภ์ ได้เร่งขนย้ายสุกรกว่า 1,100 ตัว ออกจากพื้นที่น้ำท่วม โดยใช้เรือท้องแบนติดเครื่องยนต์และกำลังพลจำนวนมาก เพื่อป้องกันความสูญเสียและลดความเสี่ยงการเกิดโรคระบาดส่วนความเสียหายสัตว์ตายหรือสูญหาย พบใน 3 จังหวัด คือ เชียงราย น่าน และอุตรดิตถ์ รวม 15,944 ตัว แบ่งเป็นโค 5 ตัว สุกร 18 ตัว และสัตว์ปีก 15,921 ตัว แปลงหญ้าเลี้ยงสัตว์ได้รับความเสียหาย 8,332.20 ไร่

นายสมชวน กล่าวอีกว่า ได้เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่เร่งสำรวจความเสียหายและบูรณาการกับหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อฟื้นฟูสุขภาพสัตว์และอาชีพเกษตรกร พร้อมดำเนินการเยียวยาตามระเบียบกระทรวงการคลัง รวมถึงกำชับให้สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด ประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรขึ้นทะเบียน หรือปรับปรุงข้อมูลการเลี้ยงสัตว์ เพื่อรับความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที และให้เฝ้าระวังโรคระบาดสัตว์ที่อาจเกิดขึ้นหลังน้ำลด เพื่อป้องกันความสูญเสียเพิ่มเติม

ทั้งนี้ หากเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ประสบอุทกภัย ต้องการความช่วยเหลือจากกรมปศุสัตว์ สามารถติดต่อศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านปศุสัตว์ กองส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ โทร.02-6534444 ต่อ 3315 หรือแจ้งขอความช่วยเหลือผ่านแอปพลิเคชั่น DLD 4.0 ได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง

015

ปศุสัตว์เร่งเยียวยาเกษตรกรสูญเสียวัวจากเหตุปะทะชายแดน

ปศุสัตว์เร่งเยียวยาเกษตรกรสูญเสียวัวจากเหตุปะทะชายแดน

ปศุสัตว์เร่งเยียวยาเกษตรกรสูญเสียวัวจากเหตุปะทะชายแดน

วันศุกร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 11.27 น.

“อรรถ​กร” สั่ง​กรมปศุสัตว์ ช่วยเกษตรกรชายแดนไทย-กัมพูชา ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะ เร่งสำรวจ​ความเสียหาย​ มีวัวตาย ​3 ตัว​ จากกระสุนปืน​ใหญ่​ ​พร้อม​จ่าย​ค่าเยียวยา​ตามระเบียบ​เหตุ​ภัยพิบัติ​ฉุกเฉิน

วันนี้ (25 ก.ค.) นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ได้สั่งการให้กรมปศุสัตว์ เร่งช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะ โดยมีการจัดส่งหญ้าแห้งและพืชอาหารสัตว์เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น พร้อมเตรียมจ่ายค่าเยียวยาตามระเบียบการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน

ขณะที่นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า เบื้องต้นได้เร่งช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์และดูแลสัตว์เลี้ยงในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน โดยได้ระดมกำลังจากสำนักงานปศุสัตว์ในจังหวัดชายแดนเพื่อส่งหญ้าแห้งและพืชอาหารสัตว์เข้าสนับสนุนในระยะเผชิญเหตุ

ทั้งนี้ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดบุรีรัมย์ รายงานว่าพื้นที่ อ.บ้านกรวด ซึ่งเป็นแหล่งเลี้ยงโค-กระบือขนาดใหญ่ รวมกว่า 21,452 ตัว (โค 17,313 ตัว และกระบือ 4,139 ตัว) ได้รับผลกระทบจากลูกกระสุนปืนใหญ่ตกหลายจุด ตั้งแต่เวลา 09.30 น.วันที่ 24 ก.ค.2568 ได้แก่ บ้านสายโท 10 (ใต้) หมู่ 2 ต.สายตะกู 10 ลูก บ้านกรวด หมู่ 3 และหมู่ 5 ต.บ้านกรวด 7 ลูก และบ้านสายโท 12 (ใต้) หมู่ 16 ต.สายตะกู อีก 3 ลูก

จากการตรวจสอบพบความเสียหายต่อบ้านเรือน 2 หลัง มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 ราย และสัตว์เลี้ยงตาย 5 ตัว ประกอบด้วย วัว 3 ตัว และไก่ 2 ตัว ซึ่งเป็นของนางโจทย์ คิดประโคน อยู่บ้านเลขที่ 130 หมู่ 5 บ้านกรวด ต.บ้านกรวด โดยเจ้าหน้าที่ได้ฝังกลบซากสัตว์เรียบร้อย พร้อมให้คำแนะนำเกษตรกรเกี่ยวกับการขอรับการเยียวยาตามเกณฑ์ทางราชการ

“สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดบุรีรัมย์ ได้มอบหญ้าแห้งและพืชอาหารสัตว์ รวม 700 ก้อน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น และจะเร่งประเมินความเสียหายเพื่อจ่ายค่าเยียวยาเกษตรกรตามระเบียบ โดยสำหรับโคอายุมากกว่า 2 ปี จะชดเชยตัวละ 35,000 บาท และลูกโคอายุ 6 เดือน–1 ปี ตัวละ 22,000 บาท” นายสมชวนกล่าวและว่า เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนถึงความจำเป็นของการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติทุกรูปแบบ ทั้งจากธรรมชาติและเหตุการณ์ไม่คาดคิด พร้อมยืนยันว่ากรมปศุสัตว์ จะดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกรและดูแลสัตว์เลี้ยงอย่างเร่งด่วน เพื่อให้สามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติในเร็วที่สุด

015

กรมประมงเร่งช่วยผู้ประสบอุทกภัยในจังหวัดภาคเหนือ

กรมประมงเร่งช่วยผู้ประสบอุทกภัยในจังหวัดภาคเหนือ

กรมประมงเร่งช่วยผู้ประสบอุทกภัยในจังหวัดภาคเหนือ

วันพฤหัสบดี ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 17.59 น.

กรมประมง ส่งเจ้าหน้าที่พร้อมยานพาหนะช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย 4 จังหวัดภาคเหนือ พร้อมสั่งการเตรียมพร้อม 24 ชั่วโมงทุกพื้นที่เสี่ยงพายุ “วิภา”

วันนี้ (24 ก.ค.) นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ได้สั่งการเจ้าหน้าที่พร้อมยานพาหนะ เรือและรถบรรทุกยกสูง เข้าช่วยเหลือประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่ประสบอุทกภัยน้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมขังจากสถานการณ์ของพายุโซนร้อน “วิภา” ครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ จ.น่าน จ.แพร่  จ.พะเยา และ จ.เชียงราย ซึ่งขณะนี้พายุได้อ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชัน และหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงแล้ว

ทั้งนี้ กรมประมง ได้จัดส่งเจ้าหน้าที่จากศูนย์ป้องกันและปราบปรามประมงน้ำจืดพิษณุโลก และลำปาง 39 นาย เรือตรวจการประมง 9 ลำ และรถบรรทุกยกสูง 9 คัน เข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยและเคลื่อนย้ายทรัพย์สิน พร้อมทั้งสั่งกำชับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ประสบภัยและพื้นที่ใกล้เคียง เตรียมการเฝ้าระวัง บ่อปลา กระชังในพื้นที่เสี่ยง รวมทั้งสนับสนุนการป้องกัน ระงับยับยั้งเรือประมง ตามประกาศงดเดินเรือของจังหวัด ตลอดจนเตรียมพร้อมให้สำนักงานประมงจังหวัดเร่งสำรวจความเสียหายของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ให้แล้วเสร็จ ภายใน 30 วัน เพื่อให้สามารถนำข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติอำเภอ “ก.ช.ภ.อ.” คณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกิ่งอำเภอ “ก.ช.ภ.กอ.” และคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจังหวัด “ก.ช.ภ.จ.” ได้ทันทีเมื่อสถานการณ์คลี่คลายลง โดยกรมประมง จะดำเนินการอย่างเต็มประสิทธิภาพ ทั้งการให้ความช่วยเหลือภาวะเร่งด่วน และการให้คำแนะนำ รวมถึงการเข้าสำรวจและเยียวยาเกษตรกรชาวประมงผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในครั้งนี้

015

‘ปลาหมอคางดำ’ยังขาดข้อมูลพื้นฐานสำคัญ นักวิชาการชี้ชดเชยต้องมีข้อมูลจากกรมสรรพากร

‘ปลาหมอคางดำ’ยังขาดข้อมูลพื้นฐานสำคัญ นักวิชาการชี้ชดเชยต้องมีข้อมูลจากกรมสรรพากร

‘ปลาหมอคางดำ’ยังขาดข้อมูลพื้นฐานสำคัญ นักวิชาการชี้ชดเชยต้องมีข้อมูลจากกรมสรรพากร

วันพฤหัสบดี ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.51 น.

‘ปลาหมอคางดำ’ยังขาดข้อมูลพื้นฐานสำคัญ นักวิชาการชี้ชดเชยต้องมีข้อมูลจากกรมสรรพากร

ในเวทีเสวนาวิชาการราชบัณฑิตสัญจร หัวข้อ “ทางออกที่ยั่งยืนในการจัดการปลาหมอคางดำ” นักวิชาการและผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานรัฐต่างเห็นพ้องว่า การขาด “ข้อมูลพื้นฐาน (Baseline Data)” ที่ชัดเจน คือ อุปสรรคสำคัญที่สุด ในการจัดการปัญหานี้ทั้งในเชิงสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ ขณะที่ไทยยังไม่มีข้อมูลเปรียบเทียบก่อนและหลังการแพร่ระบาดเลย

แม้จะถูกมองเป็น “สายพันธุ์ต่างถิ่น” (Alien Species) แต่ทั้งภาครัฐและผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่าย้ำว่า ปลาหมอคางดำกินได้ มีคุณค่าทางอาหาร และสร้างมูลค่าได้หากบริหารจัดการอย่างเหมาะสม ซึ่งแนวคิดนี้เคยใช้ได้ผลในกรณี “หอยเชอรี่” ที่เคยเป็นศัตรูพืชร้ายแรงในอดีต ที่วันนี้ถูกเลี้ยงเชิงพาณิชย์เพื่อบริโภคและส่งออก โดยมีการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม

ส่วนการเรียกร้องค่าชดเชยความเสียหาย เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่นักวิชาการให้ข้อคิดไว้อย่างน่าสนใจ ว่า จำเป็นต้องนำหลักการเศรษฐศาสตร์เข้ามาใช้คำนวณอัตราการชดเชย และจำเป็นต้องใช้ข้อมูลกลางที่ได้การรับรองว่าถูกต้องเป็นหลักฐานอ้างอิง นั่นคือ ข้อมูลรายได้ย้อนหลังจากกรมสรรพากร เพื่อให้การพิจารณาเกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ในการเสวนาครั้งนี้ นายอุกกฤต สตภูมินทร์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ให้ข้อมูลว่า ที่ผ่านมาการจัดการและแก้ปัญหาปลาหมอคางดำยังเป็นเพียงการศึกษาเบื้องต้น แต่ยังขาดข้อมูลเชิงปริมาณและคุณภาพ (Quantitative Data and Qualitative Data) ซึ่งการแก้ปัญหานี้จำเป็นต้องมีข้อมูลอ้างอิงหลักทั้งก่อนและหลังการแพร่ระบาดของปลาในการช่วยวัดผลการเปลี่ยนแปลงอย่างแม่นยำ ดังนี้

• องค์ประกอบของสัตว์น้ำในพื้นที่ก่อนการระบาด

• ข้อมูลประชากรและขนาดของปลาหมอคางดำในช่วงเวลาต่างๆ

• ผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหารและการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศ

• การแข่งขันหรือแย่งอาหารกับสายพันธุ์พื้นถิ่น

“ข้อมูลในปัจจุบันอย่างเดียวไม่สามารถวัดได้ชัดเจนและตอบคำถามเชิงนิเวศไม่ได้ จำเป็นต้องมีข้อมูล Baseline ในการเปรียบเทียบและต้องตรวจวัดต่อเนื่อง เพื่อเรียนรู้และศึกษาการขยายอิทธิพลของปลาหมอคางดำว่ามีผลกระทบต่อปัจจัยหลักอย่างไร” นายอุกกฤต กล่าว

ด้าน ดร.วรัณทัต ดุลยพฤกษ์ อาจารย์ประจำคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญการประเมินผลกระทบทางน้ำ กล่าวว่า ประเทศไทยยังไม่มีข้อมูล Baseline ที่เป็นระบบเกี่ยวกับปลาหมอคางดำ หรือแม้แต่ข้อมูลจากประเทศต้นทางของปลาอย่าง กานา และ โกตดิวัวร์  แต่มีนโยบายและมาตรการในการแก้ปัญหา คือการจับปลาออกจากแหล่งน้ำ ใช้เป็นอาหารและแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม

ที่น่าสนใจมาก คือ การประเมินการจ่ายเงินชดเชยความเสียหายจากปลาหมอคางดำ ต้องคำนวณบนหลักการทางเศรษฐศาสตร์และกฎหมายสิ่งแวดล้อมมาใช้ โดยเฉพาะข้อมูลสำคัญเป็นหลักฐานอ้างอิง เช่น รายได้ย้อนหลังจากการเสียภาษีของเกษตรกร ซึ่งจำเป็นต้องมาจากกรมสรรพากร รวมถึงต้องตรวจสอบความเสียหายจากปัจจัยรอบด้านที่ตรวจสอบได้ เช่น การลงทุน มูลค่าความเสียหาย กำไรและโอกาสในการสร้างรายได้

นอกจากนี้ ทั้งหน่วยงานภาครัฐและผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์น้ำ เห็นพ้องกันว่าทางออกของปลาหมอคางดำในระยะยาวต้องอาศัยเทคโนโลยีเชิงนิเวศ เช่น eDNA (Environmental DNA) เพื่อตรวจสอบการแพร่กระจายของปลาอย่างแม่นจะช่วยให้การเฝ้าระวังและการจับปลามีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น และอาจจะขยายไปถึงการศึกษาใช้สารชีวภาพ (biopesticide) ซึ่งไม่มีผลกระทบต่อระบบนิเวศ เพื่อควบคุมประชากรปลาให้อยู่ในพื้นที่จำกัด ขณะที่การจับให้มากที่สุดและนำไปแปรรูปเป็นอาหาร หรือ น้ำหมักชีวภาพ (ปุ๋ย) เป็นทางรอดที่เหมาะสมในระยะสั้น

“สำหรับปลาหมอคางดำ ธรรมชาติจะปรับตัวเพื่อรักษาสมดุล แต่ถ้าเราสู้ไม่ได้ก็แต่งงานกับมัน” ดร.วรัณทัต กล่าว

ช่วง 1 ปีที่ผ่านมา กรมประมงรายงานผลการติดตามตรวจสอบและเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ในพื้นที่แหล่งน้ำ ธรรมชาติรวม 21 จังหวัด จำนวน 204 แหล่งน้ำ พบการแพร่ระบาดของปลาใน 19 จังหวัด ซึ่งปัจจุบันลดเหลือ 17 จังหวัด โดยไม่พบความชุกชุมมากในจังหวัดใด (100 ตัว/พื้นที่ 100 ตารางเมตร) ชุกชุมปานกลาง 11 จังหวัด (10-100 ตัว/พื้นที่ 100 ตารางเมตร) ชุกชุมน้อย 6 จังหวัด (10 ตัว/พื้นที 100 ตารางเมตร) และสำรวจไม่พบ 2 จังหวัด (พัทลุงและปราจีนบุรี) โดยจับปลาได้ทั้งสิ้น ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2568 จำนวน 6.455 ล้านกิโลกรัม และยังคงเดินหน้าจัดกิจกรรมจับปลาและปล่อยปลาผู้ล่าอย่างต่อเนื่อง

#สมสมัย หาญเมืองบน นักวิชาการอิสระ

‘อรรถกร’ สั่งกระทรวงเกษตรฯตั้งวอร์รูมรับมือศึกไทย-เขมร รองรับผลกระทบเกษตรกรไทย

‘อรรถกร’ สั่งกระทรวงเกษตรฯตั้งวอร์รูมรับมือศึกไทย-เขมร รองรับผลกระทบเกษตรกรไทย

‘อรรถกร’ สั่งกระทรวงเกษตรฯตั้งวอร์รูมรับมือศึกไทย-เขมร รองรับผลกระทบเกษตรกรไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 14.18 น.

24 กรกฎาคม นายเอกภาพ พลซื่อ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า  จากเหตุการณ์ความไม่สงบเขตชายแดนไทย-กัมพูชา และเกิดการปะทะกันระหว่างทหารทั้งสองฝ่าย ในพื้นที่ชายแดน และอาจส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรนั้น

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีข้อสั่งการให้แต่ละหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ตั้ง War room เพื่อรับทราบปัญหาและอุปสรรค ของเกษตรกรและผู้เกี่ยวข้อง

1) ระดับพื้นที่ให้ กษ.จังหวัด เป็นหน่วยงานหลัก

2) ระดับกระทรวงฯ ให้ สป.กษ. เป็นหน่วยงานหลัก 

3) ให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ เป็นหน่วยงานร่วมและรายงานปัญหาอุปสรรค ให้ กษ. ทราบ โดยด่วนที่สุด

4) ตั้ง WAR ROOM ติดตามและแก้ไขสถานการณ์ด้านการเกษตร ชายแดนไทย-กัมพูชา ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ห้อง1402)

5) รับส่งข้อมูลทาง line

ส.ป.ก. ร่วมพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน

ส.ป.ก. ร่วมพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน

ส.ป.ก. ร่วมพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน

วันพฤหัสบดี ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 13.31 น.

ส.ป.ก. ร่วมพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 73 พรรษา พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2568

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พร้อมด้วย  นายวัฒนา มังธิสาร รองเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม  ผู้ตรวจราชการกรม ผู้อำนวยการสำนัก/กอง/ศูนย์ และเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก. ได้ร่วมในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 73 พรรษา พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว วันที่ 28 กรกฎาคม 2568 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) โดยมี นายอรรถกร ศิริลัทธยากร  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รมว.กษ.) เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายอัครา พรหมเผ่า  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รมช.กษ.) ผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมในพิธี ณ บริเวณด้านหน้าอาคาร 1 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถนนราชดำเนินนอก เขตพระนคร กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 23 กรกฏาคม 2568 เวลา 08.00 น.

-(016)