นายกฯ อิสราเอลชี้วัคซีนเข็ม 4 ภูมิพุ่ง 5 เท่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672300

วันที่ 05 ม.ค. 2565 เวลา 13:30 น.นายกฯ อิสราเอลชี้วัคซีนเข็ม 4 ภูมิพุ่ง 5 เท่าอิสราเอลเริ่มฉีดวัคซีนโควิดเข็ม 4 นายกฯ ชี้เพิ่มภูมิคุ้มกัน 5 เท่า

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่านายกรัฐมนตรีนาฟตาลี เบนเน็ตต์ ของอิสราเอลอ้างผลการวิจัยเบื้องต้นของอิสราเอลซึ่งชี้ให้เห็นว่าวัคซีนโควิด-19 เข็มที่ 4 ช่วยเพิ่มแอนติบอดี 5 เท่าภายในเวลา 1 สัปดาห์ และไม่พบผลข้างเคียงที่อันตรายใดๆ

“นี่น่าจะหมายถึงศักยภาพในการป้องกันการติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก เราเห็นจำนวนแอนติบอดีเพิ่มขึ้น 5 เท่าในผู้ที่ได้รับวัคซีน” เบนเน็ตต์กล่าว

รายงานระบุว่าอิสราเอลมีบทบาทสำคัญในการศึกษาผลกระทบของวัคซีนป้องกันโควิด-19 เนื่องจากเป็นประเทศที่ดำเนินการฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 แก่ประชาชนในวงกว้างเร็วที่สุด และยังเป็นประเทศแรกๆ ที่เริ่มฉีดวัคซีนเข็ม 3 โดยขณะนี้อิสราเอลกำลังระดมฉีดวัคซีนเข็มที่ 4 แก่เจ้าหน้าที่สาธารณสุข, ประชาชนที่มีอายุมากกว่า 60 ปี และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง

อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลก (WHO) เน้นย้ำเสมอว่าผู้คนทั่วโลกควรได้รับวัคซีนเข็มแรกก่อนที่หลายประเทศจะเริ่มฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น

ทั้งนี้ อิสราเอลพบผู้ติดเชื้อรายวันเพิ่มขึ้นมากกว่า 10 เท่าในช่วงเดือนที่ผ่านมาหลังมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน ซึ่ง WHO เผยว่าไวรัสสายพันธุ์มีการแพร่กระจายอย่างรวดเร็วและเกิดขึ้นในอย่างน้อย 128 ประเทศ แต่อัตราการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและการเสียชีวิตนั้นยังต่ำกว่าการแพร่ระบาดระลอกก่อนๆ

ด้านอิสราเอลพบผู้ป่วยอาการหนักเพิ่มขึ้น แต่เกิดขึ้นในอัตราที่ช้ากว่าการแพร่ระบาดระลอกก่อน ขณะที่ประมาณ 60% ของประชากร 9.4 ล้านคนได้รับการฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว

Photo by Emil SALMAN / POOL / AFP

วิจัยพบ T-cell ช่วยต้าน Omicron เมื่อไวรัสหลบแอนติบอดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672296

วันที่ 05 ม.ค. 2565 เวลา 12:00 น.วิจัยพบ T-cell ช่วยต้าน Omicron เมื่อไวรัสหลบแอนติบอดีม.ฮ่องกง-ออสซี่วิจัยพบ T-cell ช่วยสร้างภูมิต้าน Omicron เมื่อไวรัสหลบเลี่ยงแอนติบอดี

สำนักข่าวซินหัวรายงานผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฮ่องกง (HKUST) ในเขตบริหารพิเศษฮ่องกงทางตอนใต้ของจีน และมหาวิทยาลัยเมลเบิร์นของออสเตรเลีย เผยว่าทีเซลล์ (T-cell) ซึ่งเป็นหนึ่งในเซลล์สำคัญของร่างกายที่มีหน้าที่ป้องกันโรคโควิด-19 อาจมีประสิทธิภาพในการเพิ่มการตอบสนองของภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสชนิดกลายพันธุ์ สายพันธุ์โอมิครอน

ผลการวิจัยซึ่งได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ไวรัสเซส (Viruses) เมื่อวันอาทิตย์ (2 ม.ค.) ระบุว่าคณะนักวิจัยทำการวิเคราะห์ชิ้นส่วนโปรตีนเอปิโทป (epitope) ของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (SARS-CoV-2) กว่า 1,500 ชิ้น

โดยค้นพบว่าทีเซลล์ในกลุ่มผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่หายดีแล้ว หรือผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วจะสามารถจดจำโปรตีนเอปิโทปนี้ได้ โดยผลการวิจัยบ่งชี้ว่าเชื้อไวรัสสายพันธุ์โอมิครอนไม่มีแนวโน้มว่าสามารถหลบทีเซลล์ได้

คณะนักวิจัยคาดการณ์ว่าแม้ว่าเชื้อไวรัสสายพันธุ์โอมิครอน หรือสายพันธุ์อื่นจะสามารถหลบหลีกแอนติบอดีได้ แต่การตอบสนองที่แข็งแกร่งของทีเซลล์จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันและช่วยป้องกันอาการป่วยที่รุนแรงได้

ทั้งนี้ คณะนักวิจัยคาดว่าการตอบสนองของทีเซลล์ซึ่งถูกกระตุ้นโดยวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ซึ่งรวมถึงวัคซีนโดสกระตุ้นนั้น จะช่วยป้องกันประชาชนจากเชื้อไวรัสสายพันธุ์โอมิครอนและสายพันธุ์อื่นต่อไป

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

WHO เผยสาเหตุที่ Omicron รุนแรงน้อยลง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672289

วันที่ 05 ม.ค. 2565 เวลา 11:07 น.WHO เผยสาเหตุที่ Omicron รุนแรงน้อยลงอนามัยโลกพบหลักฐานเพิ่มเติมที่บ่งชี้ว่า Omicron ทำให้อาการป่วยรุนแรงน้อยลง

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานเมื่อวันที่ 4 ม.ค. ที่ผ่านมาองค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดเผยว่ามีการพบหลักฐานเพิ่มเติมที่บ่งชี้ว่าโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจส่วนบน มากกว่าที่เชื้อจะลงปอด ซึ่งทำให้เกิดอาการรุนแรงน้อยกว่าน้อยกว่าสายพันธุ์ก่อนหน้านี้อย่างเดลตา และพบว่าอัตราการเข้าโรงพยาบาลและเสียชีวิตจากโอมิครอนยังอยู่ในระดับต่ำ

อับดี มาฮามุด จากฝ่ายจัดการด้านโรคอุบัติใหม่ของ WHO กล่าวว่ามีหลายงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่าโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนแพร่เชื้อที่ทางเดินหายใจส่วนบน ต่างจากสายพันธุ์ก่อนหน้านี้ที่เชื้อจะลงปอด ซึ่งทำให้ปอดอักเสบรุนแรง

“นี่อาจเป็นข่าวดี แต่เราจะเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อพิสูจน์ต่อไป” มาฮามุดกล่าว ดังนั้นอย่างเพิ่งชะล่าใจ

ทั้งนี้ นับตั้งแต่มีการตรวจพบโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนเมื่อเดือนพ.ย. ที่ผ่านมา เชื้อได้แพร่กระจายอย่างรวดเร็วโดยขณะนี้ตรวจพบแล้วอย่างน้อย 128 ประเทศทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าหลายพื้นที่จะพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ แต่อัตราการเข้าโรงพยาบาลและการเสียชีวิตยังคงต่ำกว่าการแพร่ระบาดระลอกก่อนๆ ส่วนหนึ่งอาจมาจากการที่ประชาชนจำนวนมากได้รับการฉีดวัคซีน

ถึงกระนั้น มาฮามุดเตือนว่าศักยภาพในการแพร่เชื้อที่สูงของโอมิครอนซึ่งทำให้มันกลายเป็นสายพันธุ์หลักในหลายพื้นที่ภายในระยะเวลาไม่กี่สัปดาห์ สามารถก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อระบบสาธารณสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่อัตราการฉีดวัคซีนต่ำ

มาฮามุดยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการฉีดวัคซีน ซึ่งยังคงมีประสิทธิภาพในการลดความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดอาการป่วยรุนแรง และการเสียชีวิตจากโควิด-19

“วิธีที่ดีที่สุดที่จะลดผลกระทบของโอมิครอนคือทุกประเทศต้องฉีดวัคซีนให้ได้ 70% ของประชากรในแต่ละประเทศภายในเดือนก.ค. ก่อนที่จะเสนอการฉีดวัคซีนเข็ม 3 หรือ 4” มาฮามุดกล่าว

Photo by REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

ไบเดนว่าอย่างไรเมื่อสหรัฐเจอปัญหาหมูแพง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672235

วันที่ 04 ม.ค. 2565 เวลา 18:30 น.ไบเดนว่าอย่างไรเมื่อสหรัฐเจอปัญหาหมูแพงส่องปัญหาเนื้อสัตว์ราคาแพงในสหรัฐ เกิดจากอะไร? รัฐบาลจะแก้ไขอย่างไร?

1. สหรัฐกำลังเผชิญกับปัญหาเนื้อสัตว์ราคาแพง ซึ่งทำให้อาหารโปรดของชาวอเมริกันอย่างสเต็ก หรือแฮมเบอร์เกอร์ มีราคาสูงขึ้น ท่ามกลางอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ

2. AFP รายงานว่าอัตราเงินเฟ้อในเดือนพ.ย. ที่ผ่านมาแตะที่ 6.8% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1982 ขณะที่ราคาเนื้อวัวพุ่งขึ้น 20.9% เนื้อหมูเพิ่มขึ้น 16.8% และเนื้อแฮมเบอร์เกอร์เพิ่มขึ้น 13.9% ในเดือนเดียวกัน

3. รัฐบาลของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ประกาศแผนจัดสรรงบประมาณ 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 30,000 ล้านบาทเพื่อช่วยเหลือบรรดาเกษตรกรรายย่อย อันเป็นส่วนหนึ่งของแผนช่วยเหลือเยียวยาของรัฐบาล “American Rescue Plan”

4. โดยงบประมาณดังกล่าวรวมถึงเงินทุน 275 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย และ 100 ล้านเหรียญสหรัฐสำหรับการพัฒนางานและการฝึกอบรม

5. รัฐบาลระบุว่าการควบคุมตลาดและผูกขาดของบริษัทยักษ์ใหญ่เพียงไม่กี่รายทำให้เกิดคอขวดในห่วงโซ่อุปทานอาหาร ลดทอนการแข่งขันในตลาด ผลักดันให้ราคาอาหารสูงขึ้น และเอาเปรียบเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย

6. “ราคาเนื้อสัตว์ในขณะนี้เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ราคาอาหารที่ผู้บริโภคต้องจ่ายเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่ส่วนแบ่งผลกำไรของเกษตรกรลดน้อยลง แต่ผู้บริโภคชาวอเมริกันก็ยังจ่ายมากขึ้น บริษัทยักษ์ใหญ่ไม่กี่รายกำลังควบคุมตลาดส่วนใหญ่ ห่วงโซ่อุปทานอาหารของเราจึงอ่อนไหวต่อแรงกระแทก” ทำเนียบขาวกล่าว

ขณะที่ไบเดนชี้ว่า “ทุนนิยมที่ไม่มีการแข่งขันไม่ใช่ทุนนิยม แต่เป็นการเอารัดเอาเปรียบ”

7. New York Post ระบุว่าบริษัทเนื้อสัตว์แปรรูปยักษ์ใหญ่ 4 แห่งครองส่วนแบ่งมากถึง 85% ของตลาดเนื้อวัวในสหรัฐ, 70% ของตลาดเนื้อหมู และ 54% ของตลาดสินค้าเนื้อสัตว์ปีก

8. รัฐบาลระบุว่า “เมื่อพ่อค้าคนกลางมำอำนาจควบคุมห่วงโซ่อุปทานได้มาก พวกเขาสามารถเพิ่มผลกำไรของตนเองได้โดยที่เกษตรกรยังคงได้ผลตอบแทนน้อย และผู้บริโภคต้องจ่ายมากขึ้น…การพึ่งพายักษ์ใหญ่เพียงไม่กี่รายทำให้เกิดการหยุดชะงักที่คอขวดในระบบห่วงโซ่อุปทานอาหารของเรา”

9. ในเดือนธ.ค. ที่ผ่านมา เจน ซาซากิ โฆษกทำเนียบขาวกล่าวว่าราคาเนื้อสัตว์ที่พุ่งสูงขึ้นเกิดจาก “ความโลภของกลุ่มบริษัทเนื้อสัตว์”

10. ตามแผนการของรัฐบาลระบุว่ากระทรวงยุติธรรมและหน่วยงานด้านการเกษตรจะทำงานร่วมกันเพื่อมุ่งเป้าไปที่พฤติกรรมที่บ่อนทำลายการแข่งขันในตลาด โดยแผนดังกล่าวจะช่วยแก้ไขปัญหาคอขวดของห่วงโซ่อุปทาน เพื่อช่วยเหลือทั้งผู้บริโภคและผู้ค้ารายย่อย

11. เมื่อวันที่ 3 ม.ค. ที่ผ่านมาทำเนียบขาวเปิดเผยว่าไบเดนจะประชุมร่วมกับเกษตรกรรายย่อยและผู้ประกอบการฟาร์มปศุสัตว์เพื่ออธิบายแผนการดำเนินการของรัฐบาลในการเพิ่มการแข่งขันในตลาด และบรรเทาปัญหาราคาสินค้าในอุตสาหกรรมแปรรูปเนื้อสัตว์ที่เพิ่มสูงขึ้น ตลอดจนเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตรายย่อยได้ร้องเรียนถึงความท้าทายที่พวกเขาต้องเผชิญเนื่องจากการผูกขาดโดยกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่

12. ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก เนื่องจากอุตสาหกรรมต่างๆ ชะลอตัวอันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และกลับมาฟื้นตัวด้วยความเร็วที่แตกต่างกัน ขณะที่อุปสงค์มีมากกว่าอุปทาน ซึ่งนอกจากราคาเนื้อสัตว์จะเพิ่มขึ้นแล้ว ราคาน้ำมันยังทำสถิติสูงสุดใหม่อย่างน่าตกใจ

Photo by REUTERS/Jason Lee

ทุบสถิติ! สหรัฐพบป่วยโควิดวันเดียวทะลุ 1 ล้านคน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672243

วันที่ 04 ม.ค. 2565 เวลา 17:00 น.ทุบสถิติ! สหรัฐพบป่วยโควิดวันเดียวทะลุ 1 ล้านคนสหรัฐอ่วมโควิดระบาดหนัก ติดเชื้อทุบสถิติ ทะลุ 1 ล้านคนในวันเดียว

วันนี้ (4 ม.ค.) บลูมเบิร์กรายงานว่าสหรัฐยืนยันผู้ป่วยโควิด-19 ในรอบ 24 ชั่วโมงอยู่ที่มากกว่า 1 ล้านคน ซึ่งเป็นจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันที่สูงที่สุดของโลก และเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าจากสถิติก่อนหน้าที่เมื่อ 4 วันก่อนซึ่งอยู่ที่ประมาณ 590,000 คน

รายงานระบุว่ายังมีชาวอเมริกันอีกจำนวนมากที่ทำการตรวจหาเชื้อเองที่บ้านโดยไม่ได้รายงานผลต่อหน่วยงานรัฐบาลอย่างเป็นทางการ หมายความว่าจำนวนผู้ติดเชื้อที่แท้จริงอาจมีมากกว่านี้

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยอาหารนักและผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ไม่ได้พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อในประเทศจะพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์

ทั้งนี้ รายงานชี้ว่าความล่าช้าในการรายงานผลในช่วงวันหยุดยาวอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้น แต่ก็ประกอบกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนที่แพร่เชื้ออย่างรวดเร็วด้วย

โดยขณะนี้สหรัฐยืนยันผู้ติดเชื้อรวม 56.1 ล้านคน และเสียชีวิตอย่างน้อย 8.26 แสนคน ขณะที่มีชาวอเมริกันได้รับวัคซีนครบโดสแล้วราว 204 ล้านคน หรือประมาณ 62% ของประชากรทั้งหมด

Photo by Joe Raedle/Getty Images/AFP

จีนล็อกดาวน์ 1.2 ล้านคน หลังพบติดโควิด 3 ราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672219

วันที่ 04 ม.ค. 2565 เวลา 14:40 น.จีนล็อกดาวน์ 1.2 ล้านคน หลังพบติดโควิด 3 รายเมืองในจีนสั่งล็อกดาวน์ 1.2 ล้านคนสกัดโควิด หลังพบผู้ติดเชื้อ 3 ราย

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าเมืองหยูโจว ในมณฑลเหอหนานของจีนบังคับใช้มาตรการล็อกดาวน์ตั้งแต่วันที่ 3 ม.ค. เป็นต้นไป ส่งผลให้ประชาชนในเมืองราว 1.17 ล้านคนต้องกักตัวอยู่ที่บ้านเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 หลังจากที่พบผู้ป่วยโควิด-19 ไม่แสดงอาการ 3 คนในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

ทางการเมืองหยูโจวระบุว่าประชาชนทุกคนต้องไม่ออกไปข้างนอก และทุกๆ ชุมชนจะต้องเฝ้าระวังบริเวณชานเมือง เพื่อดำเนินมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดอย่างเข้มงวด รวมถึงระงับการให้บริการรถประจำทางและแท็กซี่ ตลอดจนปิดห้างสรรพสินค้า พิพิธภัณฑ์ และสถานที่ท่องเที่ยว

เช่นเดียวกับเมืองซีอาน ในมณฑลส่านซี ซึ่งใช้มาตรการล็อกดาวน์มาเกือบ 2 สัปดาห์แล้ว ส่งผลให้ประชาชนราว 13 ล้านคนต้องอยู่บ้าน โดยซีอานมีรายงานผู้ป่วยมากกว่า 1,600 คนนับตั้งแต่วันที่ 9 ธ.ค. แม้ว่าตัวเลขในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาจะเริ่มลดลงเมื่อเทียบกับตัวเลขของสัปดาห์ที่แล้ว

โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงในซีอาน 2 คนถูกถอดออกจากตำแหน่งเนื่องจากล้มเหลวในการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19

ขณะที่รัฐบาลจีนยังคงใช้กลยุทธ์ Zero Covid หรือควบคุมโควิด-19 ให้เป็นศูนย์ โดยใช้มาตรการล็อกดาวน์และการจำกัดพรมแดนที่เข้มงวดตั้งแต่เริ่มมีการแพร่ระบาดของไวรัส

โดยในวันนี้ (4 ธ.ค.) จีนรายงานผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่อีก 175 คน แม้ว่าจะเป็นตัวเลขที่ต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ แต่ผู้ติดเชื้อรายใหม่ในจีนพุ่งสูงขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา และพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค. 2020

Photo by AFP / China OUT

จีนสร้างสถิติโลก ‘ดวงอาทิตย์เทียม’ ทำงานยาวนานสุดในโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672215

วันที่ 04 ม.ค. 2565 เวลา 14:00 น.จีนสร้างสถิติโลก 'ดวงอาทิตย์เทียม' ทำงานยาวนานสุดในโลก‘ดวงอาทิตย์เทียม’ จากจีนทำงานต่อเนื่องภายใต้สภาวะอุณหภูมิสูงยาวนานที่สุดในโลก

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่าดวงอาทิตย์ประดิษฐ์ของจีน (EAST) ประสบความสำเร็จในการทำงานต่อเนื่องภายใต้สภาวะอุณหภูมิสูงเป็นเวลา 1,056 วินาที ระหว่างการทดลองรอบล่าสุดเมื่อวันพฤหัสบดี (30 ธ.ค.) ซึ่งถือเป็นระยะเวลาการทำงานของอุปกรณ์ประเภทดังกล่าวที่ยาวนานที่สุดในโลก

เมื่อวันศุกร์ (31 ธ.ค.) กงเซียนจู่ นักวิจัยประจำสถาบันฟิสิกส์พลาสมา สังกัดสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน (ASIPP) เปิดเผยความคืบหน้าดังกล่าวหลังจากเสร็จสิ้นการทดลองรอบล่าสุดในนครเหอเฝย เมืองเอกของมณฑลอันฮุยทางตะวันออกของจีน

“เราสามารถเดินเครื่องดวงอาทิตย์ประดิษฐ์ที่อุณหภูมิ 120 ล้านองศาเซลเซียส นาน 101 วินาที ในการทดลองเมื่อช่วงครึ่งแรกของปี 2021 ส่วนการทดลองรอบนี้สามารถเดินเครื่องได้นาน 1,056 วินาที ที่อุณหภูมิเกือบ 70 ล้านองศาเซลเซียส ซึ่งช่วยวางรากฐานสู่การเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์ฟิวชัน”

อนึ่ง เป้าหมายสูงสุดของดวงอาทิตย์ประดิษฐ์ของจีน คือการสร้างปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันเหมือนดวงอาทิตย์จริง โดยใช้ดิวเทอเรียม (deuterium) ที่เป็นธาตุไฮโดรเจนชนิดหนักและมีอยู่มากมายในทะเลมาผลิตพลังงานสะอาดที่มีเสถียรภาพ

วัตถุดิบสำหรับ “ดวงอาทิตย์ประดิษฐ์” นั้นมีอยู่มากล้นเหลือคณาบนโลก แตกต่างจากเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ที่อาจถูกใช้จนหมดและเป็นภัยคุกคามสิ่งแวดล้อม ดังนั้นพลังงานฟิวชันจึงอาจเป็น “พลังงานสุดท้าย” ในอนาคตของมนุษยชาติ

Photo by EUROPEAN SPACE AGENCY / AFP

สหรัฐวิจารณ์ยับ Tesla เปิดโชว์รูมในซินเจียง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672208

วันที่ 04 ม.ค. 2565 เวลา 13:04 น.สหรัฐวิจารณ์ยับ Tesla เปิดโชว์รูมในซินเจียงTesla ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหลังประกาศเปิดโชว์รูมในซินเจียง

Bloomberg รายงานว่าบริษัท Tesla ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ากำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสหรัฐหลักจากที่เปิดโชว์รูมในเมืองอุรุมชี เขตปกครองตนเองซินเจียง ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ซึ่งสหรัฐประณามจีนมาโดยตลอดว่ามีการบังคับใช้แรงงานและละเมิดสิทธิมนุษยชนประชากรมุสลิมอุยกูร์ในภูมิภาคนี้ แม้ว่าทางการจีนจะยืนกรานปฏิเสธว่าไม่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนแต่อย่างใด

Tesla ประกาศผ่านทาง Weibo โซเชียลมีเดียยอดนิยมของจีนเมื่อวันที่ 31 ธ.ค. ที่ผ่านมา ระบุว่า “ศูนย์ Tesla แห่งแรกในซินเจียงจะมีทั้งการขาย บริการหลังการขาย และบริการจัดส่ง เพื่อให้บริการอย่างครบวงจรแก่ลูกค้าในซินเจียง และดูแลการเดินทางของผู้ขับขี่ Tesla ทางตะวันตกของจีน”

การเปิดโชว์รูมเกิดขึ้นเพียง 1 สัปดาห์หลังจากที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดนของสหรัฐลงนามในร่างกฎหมายเมื่อวันที่ 23 ธ.ค. โดยห้ามนำเข้าสินค้าจากซินเจียง เว้นแต่บริษัทต่างๆ จะสามารถพิสูจน์ได้ว่าวัสดุดังกล่าวไม่ได้ผลิตขึ้นจากการบังคับใช้แรงงาน

นอกจากนี้เมื่อต้นเดือนธ.ค. ที่ผ่านมาสหรัฐยังประกาศว่าจะใช้มาตรการคว่ำบาตรทางการทูต โดยการไม่ส่งผู้แทนเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว “ปักกิ่ง 2022” ที่จะจัดขึ้นในเดือนก.พ. ที่จะถึงนี้ เพื่อเป็นการตอบโต้ในประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของทางการจีน

สก็อตต์ โนวา กรรมการบริหารสมาคมสิทธิแรงงาน (The Workers Rights Consortium) ซึ่งสนับสนุนกฎหมายใหม่ของสหรัฐ เรียกร้องให้ Tesla รับผิดชอบต่อการแสวงหากำไรในพื้นที่ที่เขาเรียกว่าเป็น “ศูนย์กลางการบังคับใช้แรงงานระดับโลก”

“นี่เป็นหน้าที่ของบริษัทระดับโลกที่จะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชนและสิทธิแรงงานที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และต้องไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการละเมิดสิทธิแรงงานอย่างร้ายแรง” โนวากล่าว

เช่นเดียวกับพันธมิตรอเมริกันเพื่อภาคการผลิต (The Alliance for American Manufacturing) ซึ่งต่อต้านการเปิดโชว์รูม Tesla ในซินเจียงเช่นกัน

สก็อตต์ พอล ประธานองค์กรกล่าวว่า “บริษัทใดๆ ก็ตามที่ทำธุรกิจในซินเจียงล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เกิดขึ้นที่นั่น โดยเฉพาะการกระทำของ Tesla เป็นเรื่องที่รับไม่ได้อย่างยิ่ง”

ด้าน Tesla ยังไม่ตอบสนองต่อการร้องขอความคิดเห็นของ Bloomberg

แม้ว่านี่จะเป็นการเปิดโชว์รูมครั้งแรกของ Tesla ในซินเจียง แต่อันที่จริงแล้วบริษัทเริ่มเข้าถึงภูมิภาคนี้มาระยะหนึ่งแล้ว โดย Tesla ได้ติดตังสถานีพลังงาน Supercharger ในอุรุมชี 2 แห่ง และพื้นที่อื่นๆ ในซินเจียงอีก 7 แห่ง ตั้งแต่เดือนมิ.ย. ปีที่แล้ว

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศของจีนแถลงว่ากฎหมายใหม่ของสหรัฐถือเป็นการดูหมิ่นด้านสิทธิมนุษยชนในซินเจียงของจีนโดยไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริงและความจริง พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐดำเนินการแก้ไขข้อผิดพลาดในทันที

REUTERS/Aly Song/File Photo

สลด! ชายออสเตรเลียจุดไฟเผาตัวเอง ประท้วงต้านวัคซีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672205

วันที่ 04 ม.ค. 2565 เวลา 12:10 น.สลด! ชายออสเตรเลียจุดไฟเผาตัวเอง ประท้วงต้านวัคซีนชายออสเตรเลียจุดไฟเผาตัวเองประท้วงคำสั่งบังคับฉีดวัคซีน

โลกโซเชียลแชร์คลิปวิดีโอชายคนหนึ่งจุดไฟเผาตัวเองขณะอยู่บนรถยนต์ เพื่อประท้วงต่อต้านมาตรการบังคับฉีดวัคซีนของรัฐวิกตอเรีย ประเทศออสเตรเลีย

เว็บไซต์ Metro รายงานว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในย่านริชมอนด์ เมืองเมลเบิร์น รัฐวิกตอเรีย ออสเตรเลีย เมื่อช่วงเวลาประมาณ 20.00 น. ในวันที่ 1 ม.ค. ที่ผ่านมา

ผู้พบเห็นเหตุการณ์ซึ่งอยู่ในร้านอาหารบริเวณใกล้เคียงเผยว่าได้ยินเสียงกรีดร้อง ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ดับเพลิงจะเข้าควบคุมเพลิงไหม้ และส่งตัวชายคนดังกล่าวเข้าโรงพยาบาล โดยขณะนี้อาการบาดเจ็บยังไม่พ้นขีดอันตราย

ลิเดีย โอคอนเนอร์ ผู้พบเห็นเหตุการณ์กล่าวกับ The Herald Sun ว่าในขณะที่เธอกำลังรับประทานอาหารเย็นอยู่ที่ร้านอาหารบริเวณนั้น ก็ได้ยินเสียงชายดังกล่าวกรีดร้องออกมา เธอเห็นเขาราดน้ำมันใส่ตัวเองและรถยนต์ และตะโกนว่า “No vax ID” ต่อต้านมาตรการของรัฐที่บังคับใช้หลักฐานการฉีดวัคซีน

ผู้พบเห็นเหตุการณ์อีกคนกล่าวว่าชายคนดังกล่าวตะโกนโวยวายเกี่ยวกับมาตรการควบคุมโรคที่เข้มงวดรวมถึงคำสั่งบังคับฉีดวัคซีน และเห็นว่าผิวหนังของเขาไหม้ ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเข้ามาดับไฟและควบคุมตัวชายคนดังกล่าวไปได้

ทั้งนี้ เมื่อเดือนพ.ย. ที่ผ่านมารัฐวิกตอเรียกำหนดให้พนักงานและบุคลากรในหลายสถานที่รวมถึงสถานพยาบาล โรงเรียน สถานที่ก่อสร้าง การค้าปลีก และการขนส่ง ตลอดจนอุตสาหกรรมอื่นๆ อีกหลายอย่าง ต้องฉีดวัคซีน

ขณะที่การใช้บริการสถานที่สาธารณะรวมถึงร้านอาหารต้องแสดงหลักฐานการฉีดวัคซีน และยกระดับมาตรการที่เข้มงวดเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้มีประชาชนส่วนหนึ่งไม่พอใจและออกมาประท้วง

Photo by DAVID GRAY / AFP

สเปนพบผู้ป่วย Flurona ซ้ำโควิดพุ่งเป็นประวัติการณ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672197

วันที่ 04 ม.ค. 2565 เวลา 10:38 น.สเปนพบผู้ป่วย Flurona ซ้ำโควิดพุ่งเป็นประวัติการณ์จับตา Flurona สเปนพบผู้ป่วยโควิด-19 และไข้หวัดใหญ่ในเวลาเดียวกัน

เมื่อวันที่ 3 ม.ค. ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขสเปนยืนยันพบผู้ป่วยโควิด-19 และติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ในเวลาเดียวกัน หรือที่เรียกว่า Flurona ซึ่งเป็นอาการที่เรียกขึ้นมาใหม่ของผู้ป่วยที่เป็นทั้ง ‘Flu’ (ไข้หวัด) และ ‘Coronavirus’ (โควิด-19)

ผู้ป่วยคนดังกล่าวกำลังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลในแคว้นกาตาลุญญา ซึ่งนับเป็นผู้ป่วยเป็นรายแรกของประเทศ และรายที่ 2 ของโลกต่อจากอิสราเอลที่พบ Flurona

โดยทางการกำลังเฝ้าระวังการติดเชื้อดังกล่าวและเร่งศึกษาว่าการรวมตัวของไวรัสทั้งสองจะส่งผลให้เกิดอันตรายมากขึ้นกว่าเดิมหรือไม่ แต่ขณะนี้ผู้ป่วยทั้ง 2 รายไม่มีอาการป่วยรุนแรง

อย่างไรก็ตามเว็บไซต์ข่าว Ynet ของอิสราเอลรายงานว่า เจ้าหน้าที่สาธารณสุขกล่าวว่า มีแนวโน้มว่าจะมีอีกหลายคนติดไวรัสทั้งสองชนิด แต่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัย

ขณะที่สเปนพบผู้ติดเชื้อรายใหม่อยู่ที่ 372,766 รายนับตั้งแต่การอัพเดทครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 30 ธ.ค. โดยมีอัตราการติดเชื้อพุ่งสูงถึง 2,295 ต่อ 100,000 ราย ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดเท่าที่เคยพบ

ส่งผลให้สเปนมีผู้ติดเชื้อรวมกว่า 6.29 ล้านราย และผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 อย่างน้อย 89,000 ราย ขณะที่จำนวนผู้ป่วยเข้าโรงพยาบาลและป่วยหนักเข้าไอซียูยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด (4 ธ.ค.) มีรายงานว่ากระทรวงสาธารณสุขบราซิลยืนยันพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 และไข้หวัดใหญ่ในเวลาเดียวกันหรือ Flurona แล้วอย่างน้อย 6 ราย โดย 2 รายมาจากรีโอเดจาเนโร, 3 รายจากฟอร์ตาเลซา และ 1 รายจากเซาเปาโล

Photo by DANIEL MUNOZ / AFP