จีนพบรูปสลักโบราณหาชมยาก ‘ผู้พิทักษ์ถือตรีศูล’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672164

วันที่ 03 ม.ค. 2565 เวลา 16:48 น.จีนพบรูปสลักโบราณหาชมยาก ‘ผู้พิทักษ์ถือตรีศูล’ซานซีพบ ‘ห้องฝังศพโบราณ’ พร้อมภาพแกะสลัก ‘ผู้พิทักษ์ถือตรีศูล’

ไท่หยวน, 3 ม.ค. (ซินหัว) — เมื่อไม่นานนี้ สถาบันโบราณคดีมณฑลซานซีทางตอนเหนือของจีน เปิดเผยการค้นพบหลุมศพจากสมัยราชวงศ์เว่ยเหนือ (ปี 386-534) ในเมืองต้าถง ซึ่งภายในประกอบด้วยโลงศพชั้นนอกทำจากหิน พร้อมจารึกบนเสาระบุว่าสร้างขึ้นในปี 456 ขณะผู้เป็นเจ้าของห้องฝังศพมีชื่อว่าหลี่ว์ซวี่

โลงศพชั้นนอกหรือ “กั่ว” ในภาษาจีน ยาว 1.8 เมตร หากวัดจากเหนือจรดใต้ กว้าง 3.3 เมตร หากวัดจากตะวันออกจรดตะวันตก และมีส่วนที่ยื่นสูงสุด 1.9 เมตร

อย่างไรก็ดี คณะนักโบราณคดีไม่พบโลงศพชั้นในหรือ “กวน” ในภาษาจีน และพบวัตถุโบราณเพียงไม่กี่รายการ สืบเนื่องจากเหตุโจรกรรมและการรั่วซึมของน้ำในห้องฝังศพ โดยด้านทิศใต้ของโลงศพชั้นนอกเป็นภาพแกะสลักของสองนักรบผู้พิทักษ์หลุมศพ ซึ่งแต่งกายด้วยเสื้อผ้าแปลกตา เปลือยอก และกำลังถือตรีศูล

ทั้งนี้ จางจื้อจง ผู้อำนวยการสถาบันโบราณคดีต้าถง กล่าวว่าการค้นพบครั้งนี้มอบข้อมูลใหม่สำหรับการศึกษาการรวมกลุ่มชาติพันธุ์และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างจีนและตะวันตก

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

ภาพถ่ายที่ไม่ระบุวันที่จัดทำโดยสถาบันโบราณคดีแห่งมณฑลซานซี แสดงให้เห็นภาพแกะสลักบนโลงศพชั้นนอกในหลุมฝังศพที่ขุดพบในเมืองต้าถง มณฑลซานซี ทางเหนือของจีน
ภาพถ่ายที่ไม่ระบุวันที่จัดทำโดยสถาบันโบราณคดีแห่งมณฑลซานซี แสดงให้เห็นภาพแกะสลักบนโลงศพชั้นนอกในหลุมฝังศพที่ขุดพบในเมืองต้าถง มณฑลซานซี ทางเหนือของจีน
ภาพถ่ายที่ไม่ระบุวันที่จัดทำโดยสถาบันโบราณคดีแห่งมณฑลซานซี แสดงให้เห็นภาพแกะสลักบนโลงศพชั้นนอกในหลุมฝังศพที่ขุดพบในเมืองต้าถง มณฑลซานซี ทางเหนือของจีน
ภาพถ่ายที่ไม่ระบุวันที่จัดทำโดยสถาบันโบราณคดีแห่งมณฑลซานซี แสดงให้เห็นภาพแกะสลักบนโลงศพชั้นนอกในหลุมฝังศพที่ขุดพบในเมืองต้าถง มณฑลซานซี ทางเหนือของจีน
ภาพถ่ายที่ไม่ระบุวันที่จัดทำโดยสถาบันโบราณคดีแห่งมณฑลซานซี แสดงให้เห็นหลุมฝังศพที่ขุดพบในเมืองต้าถง มณฑลซานซี ทางเหนือของจีน

รถไฟลาว-จีนถึงวันเดียว ไม่ต้องพึ่งท่าเรือไทยใช้ 30 วัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672148

วันที่ 03 ม.ค. 2565 เวลา 13:12 น.รถไฟลาว-จีนถึงวันเดียว ไม่ต้องพึ่งท่าเรือไทยใช้ 30 วันหนังสือพิมพ์ปะซาซน (ประชาชน) ของ สปป. ลาวรายงานว่า ทางรถไฟลาว-จีน ทำให้การขนส่งสินค้าจากลาวไปจีน ใช้เวลาเพียง 1 วัน จากที่เมื่อก่อนต้องใช้เวลาถึง 30 วัน โดยผ่านทางท่าเรือของประเทศไทย

นายจันทอน สิดทิไซ ประธานบริษัทเวียงจันทน์โลจิสติกได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2021ว่า เมื่อก่อนการขนส่งสินค้าจากประเทศลาวไปจีนต้องผ่านท่าเรือไทย ซึ่งจะไปถึงจีนก็ต้องใช้เวลา 30 วัน แต่ปัจจุบันใช้รถไฟลาวจีน เดินทางจากเวียงจันทน์เพียง 1 วันก็ถึงเมืองคุนหมิง มณฑลยูนนานของจีน (ซึ่งเป็นปลายทางของรถไฟสายนี้)

นอกจากนี้การขนส่งสินค้าในอดีตมีเพียง 1 เดือนต่อ 1 รอบ แต่ในอนาคตรถไฟลาว-จีน จะช่วยให้การขนส่งได้ 4 รอบต่อ 1 เดือน และไม่ต้องกังวลกับปริมารณการขนส่งว่าจะไม่คุ้มทุน สามารถส่งปริมาณน้อยได้โดยรวมเข้ากับสินค้าประเภทเดียวกันก็สามารถส่งออกได้ และได้รับเงินไว ช่วยประหยัดต้นทุนด้านโลจิสติกได้มาก

ในอดีตต้นทุนด้านการขนส่งคิดเป็นสัดส่วถึง 30 – 40% ของมูลค่าสินค้าในลาว ในอนาคตนี้จะเหลือเพียง 15% ของมูลค่าสินค้าเท่านั้น

ข่าวนี้ได้มีการเผยแพร่ในเพจเฟซบุ๊คของ Lao Youth Radio FM 90.0 Mhz ซึ่งมีผู้เข้ามาแสดงความเห็นเป็นจำนวนมาก

เช่น Tui Sibounheuang แสดงความเห็นวา “บางประเทศได้เห็นข่าวนี้ … ดิ้นนนน” ซึ่งมีผู้กดไลค์จำนนวนมากและมีผู้เข้ามาตอบความเห็นถึง 20 คน หนึ่งในนั้นมีผู้ใช้ภาษไทยเข้ามาตอบและอธิบาย เช่น หนึ่งในความเห็นภาษไทยบอกว่า “ประเทศที่บอกว่าไม่ดิ้น อีกหน่อยกินไม่ได้นอนไม่หลับแน่นอน เพราะสินค้าจาก ไทย และจีน ทะลักเข้ามาลาวอย่างมากมาย เพราะตัวเองผลิต ใช้เองไม่เป็นต้องนำเข้าจากต่างประเทศ สินค้าส่งไปจีน ก็มีแต่ของนายทุนคนจีน สวนผักผลไม้ เหมืองแร่ล้วนแต่ของจีน ลาวได้หน้า จีนได้เงิน”

อย่างไรก็ตาม มีผู้ตอบความเห็นชื่อ Khamsing Vongsavang ที่คาดว่าเป็นคนลาวโดยใช้ภาษลาวมาอธิบายว่า “เขาไม่ได้พูดถึงไทย เพียงแต่เมื่อก่อนลาวส่งสินค้าไปประเทศจีนต้องไปผ่านท่าเรือประเทศไทยต้องใช้เวลานาน แต่พอมีทางรถไฟฟ้าลาว-จีนใช้เวลา 1 วันถึงนานแล้ว”

Tesla ยอดขายพุ่ง 87% ส่งรถยนต์เกือบ 1 ล้านคันทั่วโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672143

วันที่ 03 ม.ค. 2565 เวลา 11:02 น.Tesla ยอดขายพุ่ง 87% ส่งรถยนต์เกือบ 1 ล้านคันทั่วโลกเทสลา (Tesla) กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐว่าบริษัทสามารถส่งมอบรถยนต์ได้เกือบ 1 ล้านคันในปี 2564 ซึ่งมากกว่าปีที่แล้วเกือบสองเท่า ซึ่งดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ แม้ว่าจะมีความท้าทายด้านอุปทานทั่วโลก

บริษัทระบุในแถลงการณ์ว่าได้ส่งมอบรถยนต์ทุกรุ่นมากกว่า 936,000 คันในปี 2564 เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 87%

Tesla ได้ประกาศเมื่อเดือนมกราคมปีที่แล้วว่าตั้งเป้าที่จะเพิ่มการส่งมอบ 50% ต่อปีในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ดังนั้นผลงานที่ประกาศออกมาในวันอาทิตย์จึงเกินเป้าหมายนั้นมาก

Tesla เพิ่งย้ายสำนักงานใหญ่จากพาโลอัลโต แคลิฟอร์เนียไปยังออสติน รัฐเท็กซัส โดยขายรถยนต์รุ่น Model 3 และรุ่น Model Y จำนวน 911,208 รุ่น รวมถึงรถยนต์รุ่น S และ X สุดหรูจำนวน 24,964 คัน (ราคา 90,000 ดอลลาร์และ 100,000 ดอลลาร์ตามลำดับ)

เฉพาะในไตรมาสที่ 4 เท่านั้น Tesla ส่งมอบรถยนต์ได้ 308,600 คัน

ความสำเรจเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า Tesla สามารถเอาชนะปัญหาด้านลอจิสติกส์ระดับโลกที่ก่อกวนอุตสาหกรรมยานยนต์ได้ โดยเฉพาะการหยุดชะงักของอุตสาหกรรมชิฟ และห่วงโซ่อุปทานการผลิตเกือบจะทั้งระบบ

ก่อนหน้านี้ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารของ Tesla กล่าวว่าเขาสามารถหลีกเลี่ยงปัญหาการขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์ได้โดยใช้การออกแบบชิปใหม่และเขียนซอฟต์แวร์ใหม่

“ผลงานที่ยอดเยี่ยมโดยทีม Tesla ทั่วโลก!” มัสก์เขียนชมเชยบนทวิตเตอร์

Tesla ได้รับแรงหนุนอีกครั้งในเดือนตุลาคมเมื่อได้รับคำสั่งซื้อรถยนต์ไฟฟ้า 100,000 คันจากบริษัทเช่ารถ “เฮิรตซ์” (Hertz) ซึ่งจะแล้วเสร็จภายในปี 2565

การประกาศนี้ทำให้ Tesla กลายเป็นหนึ่งในบริษัทยานยนต์ในกลุ่มที่มีสินทรัพย์ 1 ล้านล้านดอลลาร์ในตลาดหุ้นไปเรียบร้อยแล้ว

“พวกเขาเอาชนะทุกปัญหาท้าทาย” จีน มันสเตอร์ (Gene Munster) หุ้นส่วนผู้จัดการของบริษัทร่วมทุน Loup Ventures กล่าวเมื่อวันอาทิตย์

“ประการแรกคือความต้องการผลิตภัณฑ์ของพวกเขาทะลุเพดาน และอย่างที่สองคือพวกเขากำลังทำงานได้อย่างยอดเยี่ยมเพื่อตอบสนองความต้องการนั้น”

มันสเตอร์กล่าวกับรอยเตอร์ว่าเขาคาดว่าการส่งมอบของ Tesla จะเพิ่มขึ้นเป็น 1.3 ล้านคันในปีนี้ แม้จะมีปัญหาในการผลิตที่โรงงานใหม่และปัญหาห่วงโซ่อุปทานก็ตาม

อย่างไรก็ตาม Tesla กำลังถูกสอบสวนหน่วยงานควบคุมอุตสาหกรรมยานยนต์ NHTSA ซึ่งกำลังตรวจสอบระบบออโตไพลอต (ขับเคลื่อนด้วยตัวเอง) เนื่องจากข้อกังวลด้านความปลอดภัย

ผู้ผลิตรถยนต์รายนี้ยังตกลงที่จะอัปเดตซอฟต์แวร์เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ขับขี่เล่นวิดีโอเกมบนระบบของรถยนต์ในขณะที่รถกำลังเคลื่อนที่ หลังจากการตรวจสอบด้านความปลอดภัยของรัฐบาล

REUTERS/Aly Song/File Photo

คำทำนายแม่หมอตาทิพย์ ปี 2022 ภาวะโลกร้อนจะปลดปล่อยเชื้อโรค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672088

วันที่ 03 ม.ค. 2565 เวลา 10:08 น.คำทำนายแม่หมอตาทิพย์ ปี 2022 ภาวะโลกร้อนจะปลดปล่อยเชื้อโรคคำทำนายที่น่าสนใจ ก็เช่น Metaverse จะครองโลก รวมถึงการมาถึงของมนุษย์ต่างดาว

วันเกลิยา ปันเดวา กุชเตโรวา (Vangeliya Pandeva Gushterova) ที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ “บาบา วันกา” (Baba Vanga) มีชื่อเสียงในฐานะผู้ทำนายอนาคตของโลกแม้ตาจะบอดทั้งสองข้าง แต่บาบา วันกา “เห็น” สิ่งที่จะเกิดขึ้นในภายภาคหน้าได้แจ่มชัด

คำทำนายหลายเรื่องกลายเป็นความจริง และหลายเรื่องก็ไม่เป็นความจริง กระนั้น มีผู้คนหลายล้านคนเชื่อถือบาบา วันกา และทุกๆ ปี สื่อตะวันตกจะหยิบเอาคำทำนายของบาบา วันกามานำเสนอ

ปี 2022 ก็เช่นกัน จากข้อมูลของสื่อตะวันตกเช่น Mirror และ The New York Post คำทำนายของบาบา วันกาของปี 2022 มีดังนี้

• เทคโนโลยีเสมือนจริงจะมีบทบาทครอบงำในปีนี้ (ความเห็นของโพสต์ทูเดย์ – คำทำนายนี้อาจจะเป็นจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่บริษัทเทคใหญ่ๆ เช่น Facebook หันมาเน้นเทคโนโลยี Metaverse รวมถึงการแสการใช้เทคโนโลยีนี้ที่กว้างขวางมากขึ้นในธุรกิจภาคต่างๆ)

• การระบาดใหญ่อีกครั้งซึ่งครั้งนี้ค้นพบในไซบีเรีย ซึ่งเกิดจากไวรัสที่แช่แข็งซึ่งจะถูกปล่อยออกมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ความเห็นของโพสต์ทูเดย์ – เรื่องนี้ก็มีโอกาสเป็นความจริง เพราะการละลายของน้ำแข็งแลไฟแารุนแรงในแถบอาร์กติก ทำให้เชื้อโรคที่ถูกแช่แข็งไว้นับหมื่นนับแสนปี ถูกปลดปล่อยออกมา ซึ่งเคยเกิดกรณีแบบนี้มาแล้ว คือการระบาดของโรคแอนแทรกซ์ในปี 2559 ในคาบสมุทรยามาล เชื่อกันว่าเกิดจากการละลายของดินเยือกแข็ง)

นักวิจัย Ninis Rosqvist ปีนขึ้นไปบนยอดเขา Kebnekaise ทางตอนใต้ของสวีเดนเพื่อตรวจวัดความสูงของภูเขาในวันที่ 26 สิงหาคม 2021 – ในแถบอาร์กติกทางเหนือสุดของสวีเดน ภาวะโลกร้อนกำลังเกิดขึ้นเร็วกว่าที่อื่นถึง 3 เท่า ของโลก Kebnekaise เป็นที่ตั้งของยอดเขาที่สูงที่สุดสองแห่งของสวีเดน ยอดเขาทางตอนใต้ซึ่งสูงที่สุดได้หดตัวลงเมื่อธารน้ำแข็งที่ด้านบนกำลังละลาย (ภาพโดย Jonathan NACKSTRAND / AFP)

• หลายเมืองจะเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนน้ำซึ่งจะส่งผลให้เกิดผลกระทบทางการเมือง แต่ก็มีการใช้ทางเลือกอื่นเพื่อแก้ปัญหาด้วย (ความเห็นของโพสต์ทูเดย์ – ประเด็นนี้ก็มีความเป็นไปได้ เนื่องจากภาวะโลกร้อนที่รุนแรงขึ้นทำให้หลายพื้นที่ขาดแคลนน้ำ และการสร้างเขื่อนเก็บกักน้ำแม่น้ำไนล์เกือบจะทำให้เกิดการเผชิญหน้ากันระหว่างเอธิโอเปียกับซูดานและอียิปต์ที่อยู่ตอนล่างของแม่น้ำไนล์)

• ความอดอยากในอินเดียเนื่องจากอุณหภูมิที่ลดลงซึ่งจะส่งผลให้ตั๊กแตนโจมตีพืชผล (ความเห็นของโพสต์ทูเดย์ – กรณีแบบนี้ก็มีความเป็นไปได้เช่น โดยเฉพาะในช่วง 1 – 2 ปีที่ผ่านมา เกิดการระบาดของตั๊กแตนโจมตีพืชผลที่ลุกลามจากตะวันออกกลาง ลามมาถึงปากีสถานและยังลงใต้ไปโจมตีแอฟริกาหลายประเทศ การระเบิดขึ้นของประชากรตั๊กแตนเป็นผลมาจากภาวะโลกร้อนด้วย ดังนั้นหากภาวะโลกร้อนเลวร้ายลง เรื่องนี้ก็พร้อมที่จะเกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลาที่มีปัจจัยพร้อม)

ภาพถ่ายเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 แสดงให้เห็นชาวนาท้องถิ่นกำลังเดินอยู่ท่ามกลางฝูงตั๊กแตนทะเลทรายในเมืองเมรู ประเทศเคนยา เป็นเวลากว่าหนึ่งปีแล้วที่ตั๊กแตนทะเลทรายระบาดหนักที่สุดในรอบหลายทศวรรษในภูมิภาคนี้ และในขณะที่แมลงอีกระลอกหนึ่งกำลังแพร่กระจายไปทั่วโซมาเลีย เอธิโอเปีย และเคนยา (ภาพโดย Yasuyoshi CHIBA / AFP)

 การบุกรุกของโลกโดยมนุษย์ต่างดาวด้วยการมาถึงของดาวเคราะห์น้อย (ความเห็นของโพสต์ทูเดย์ – เรื่องนี้ยากที่จะฟันธง เพราะความเชื่อเรื่องมนุษย์ต่างดาวจะบุกโลกมีมาตังแต่ทศวรรษที่ 1950 จนถึงปัจจุบันหน่วยงานต่างๆ ก็ยังพร้อมรับมือกับการมาถึงของสิ่งมีชีวิตจากต่างดาว เช่น NASA จ้างผู้เชี่ยวชาญศาสนา รับมือมนุษย์ต่างดาว

• เกิดแผ่นดินไหวและสึนามิมากขึ้นด้วย “อุทกภัยที่รุนแรง” ในออสเตรเลียและบางส่วนของเอเชีย (ความเห็นของโพสต์ทูเดย์ – มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดอุทกภัยที่รุนแรง ไม่เฉพาะแค่ในเอเชียหรืออสเตรเลีย เพราะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก ทำให้บางพื้นที่ร้อนขึ้น บางพื้นที่ก็จะชื้นขึ้น ทำให้เกิดฝนตกหนักอย่างไม่เคยมีมาก่อน เช่น อุทกภัยที่รุนแรงที่เกิดขึ้นกับยุโรปเมื่อปีที่แล้ว)

ชายคนหนึ่งนั่งอยู่บนฝากระโปรงรถขณะรอการอพยพโดยทีมกู้ภัยในเมืองชาห์อาลัม รัฐสลังงอร์ เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2564 ขณะที่มาเลเซียประสบอุทกภัยครั้งเลวร้ายที่สุดในรอบหลายปี (ภาพโดย Arif KARTONO / AFP)

คำทำนายของบาบา วันกา มีขึ้นในช่วงที่เธอยังมีชีวิตอยู่คือจนถึงปี 1996 ซึ่งเป็นยุคที่ชาวโลกนัยังไม่ตระหนักเรื่องภาวะโลกร้อนและพลพวงของมัน ซึ่งเห็นได้ชัดขึ้นในช่วงไม่กี่ที่ผ่านมานี่เอง รวมถึงในยุคนั้นยังไม่มีการพูดถึงเทคโนโลยีเสมือนจริงกันในวงกว้าง

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าคำทำนายเหล่านี้ดูเหมือนจะสมเหตุสมผลเมื่อพิจารณาจากสถานการณ์แวดล้อมปัจจุบัน แต่คำทำนายของบาบา วันกาหลายเรื่องก็ “แป้ก” เหมือนกัน เช่น

• 2010 – สงครามโลกจะเริ่มในเดือนพฤศจิกายน 2010 และสิ้นสุดในเดือนตุลาคม 2014 โดยจะเกิดการรบตามระบบก่อน จากนั้นจะมีการใช้อาวุธนิวเคลียร์ก่อน ตามด้วยอาวุธเคมี

• 2011 – จากผลของกัมมันตภาพรังสีที่ตกลงมา จะไม่มีสัตว์หรือพืชพรรณใดๆ เหลืออยู่ในซีกโลกเหนือ จากนั้นชาวมุสลิมจะเริ่มทำสงครามเคมีกับชาวยุโรปที่รอดชีวิต

• 2014 – คนส่วนใหญ่จะเป็นแผลพุพอง มะเร็งผิวหนัง และโรคผิวหนังอื่นๆ อันเป็นผลมาจากการทำสงครามเคมี

• 2016 – ยุโรปเกือบจะร้างเปล่า

เห็นได้ชัดว่าคำทำนายข้างต้นไม่เป็นความจริง

Photo by Behrouz MEHRI / AFP

โอมิครอนกำลังทำให้เกิดความหวังว่าการระบาดจะสิ้นสุดลง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672113

วันที่ 02 ม.ค. 2565 เวลา 18:15 น.โอมิครอนกำลังทำให้เกิดความหวังว่าการระบาดจะสิ้นสุดลงแนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้นในเยอรมนีและอิสราเอล รวมถึงในแอฟริกาใต้ แสดงว่าโอมิครอนอาการไม่หนัก โรงพยาบาลไม่ล้น จนเริ่มมีหวังสู่ภาวะโรคประจำถิ่น

1. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานหัวหน้าสมาคมแพทย์โรงพยาบาลอาวุโส (VLK) ของประเทศเยอรมนีกล่าวว่า โอมิครอน (Omicron ) อาจบรรเทาแรงกดดันต่อระบบสุขภาพของเยอรมัน หากปรากฏว่าก่อให้เกิดการเจ็บป่วยที่ไม่รุนแรงขึ้น แม้ว่าการติดเชื้อจะเพิ่มขึ้นก็ตาม

2. มิชาเอล เวเบอร์ (Michael Weber) ประธาน VLK กล่าวว่า โคโรนาไวรัสจะไม่เป็นภัยคุกคามต่อระบบสุขภาพอีกต่อไป หากโอมิครอนกลายเป็นเชื้อหลักในเยอรมนีเช่นเดียวกับในแอฟริกาใต้ สหราชอาณาจักร หรือเดนมาร์ก และหากการติดเชื้อนั้นไม่รุนแรงเท่าประเทศเหล่านั้น

3. “มีความเป็นไปได้จริงที่โรคระบาดใหญ่จะกลายเป็นโรคประจำถิ่นในประเทศนี้” เวเบอร์บอกกับหนังสือพิมพ์ Welt am Sonntag ซึ่งในขณะที่โอมิครอนแพร่ระบาดในเยอรมนี การติดเชื้อในแต่ละวันได้เพิ่มขึ้นอีกครั้งในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาหลังจากลดลงอย่างต่อเนื่องในเดือนธันวาคม และจำนวนเตียงในหอผู้ป่วยหนักก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน

4. อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข คาร์ล เลาเทอร์บาค (Karl Lauterbach) ยังมองโลกในแง่ดีว่าโอมิครอนดูเหมือนจะมีอันตรายน้อยกว่าสายพันธุ์ก่อนหน้านี้ แต่เขาตั้งข้อสังเกตว่ายังคงมีความเสี่ยงต่อผู้สูงอายุที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีน เลาเทอร์บาคบอกกับหนังสือพิมพ์ Bild am Sonntagว่า “การฉีดวัคซีนครั้งแรกช่วยลดความเสี่ยงของการเสียชีวิตได้อย่างมากหลังจากผ่านไปเพียง 14 วัน ผมขอวิงวอนประชาชน โปรดรับการฉีดวัคซีน!”

5. เลาเทอร์บาคยังกล่าวอีกว่าการสวมหน้ากากอนามัยยังคงมีความสำคัญ เขาบอกว่า “ปริมาณไวรัสของผู้ติดเชื้อโอมิครอนลดลง ซึ่งเป็นสาเหตุเพราะการสวมหน้ากากทำให้มีประสิทธิภาพป้องกันมากขึ้น ทุกคนควรสวมหน้ากากเมื่อพบปะกับผู้อื่น”

6. ณ วันที่ 2 มกราคม 2022 โอมิครอนที่มีแพร่เชื้อได้สูงทำให้เกิดจำนวนผู้ป่วยทั่วโลกพุ่งขึ้นมา ข้อมูลของ Reuters ระบุว่าการติดเชื้อทั่วโลกทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีค่าเฉลี่ยมากกว่าหนึ่งล้านรายต่อวันที่ตรวจพบระหว่างวันที่ 24 ถึง 30 ธันวาคม แต่จนถึงขณะนี้ จำนวนผู้เสียชีวิตยังไม่เพิ่มขึ้นในความเร็วที่เท่ากัน ทำให้เกิดความหวังว่าโอมิครอนจะเป็นอันตรายถึงชีวิตน้อยลง

6. ขณะเดียวกันที่อิสราเอล เจ้าหน้าที่สาธารณสุขระดับสูงของประเทศกล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่าผู้ป่วยรายวันยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่การติดเชื้อโอมิครอนที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้อิสราเอลได้รับภูมิคุ้มกันหมู่ในที่สุด

7. นัคมาน อัช (Nachman Ash) อธิบดีประจำกระทรวงสาธารณสุขอิสราเอลกล่าวว่าจนถึงปลายเดือนธันวาคม อิสราเอลสามารถป้องกันโอมิครอนได้ในระดับหนึ่ง แต่ด้วยอัตราการติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยรายวันคาดว่าจะสูงถึงระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในอีกสามสัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่

8. “ต้นทุน (ของการทำให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่) จะทำให้เกิดการติดเชื้อจำนวนมาก” อัชบอกกับวิทยุ 103FM “จำนวนจะต้องสูงมากจึงจะได้รับภูมิคุ้มกันหมู่ สิ่งนี้เป็นไปได้ แต่เราไม่ต้องการไปให้ถึงจุดนั้นโดยการติดเชื้อ เราต้องการให้มันเกิดขึ้นจากผลของคนจำนวนมากที่ฉีดวัคซีน”

9. กระทรวงสาธารณสุขอิสราเอลระบุว่าประมาณ 60% ของประชากร 9.4 ล้านคนของอิสราเอลได้รับการฉีดวัคซีนครบถ้วน เกือบทั้งหมดได้รับวัคซีนจาก Pfizer /BioNTech ซึ่งหมายความว่าพวกเขาได้รับวัคซีนครบ 3 ครั้งหรือเพิ่งได้รับวัคซีนครั้งที่สอง แต่ผู้ที่มีสิทธิ์ได้รับการฉีดวัคซีนครั้งที่ 3 หลายแสนคนยังไม่ได้รับวัคซีน

10. อย่างไรก็ตาม ซัลมาน ซาร์กา (Salman Zarka) หัวหน้าคณะทำงานด้านไวรัสโคโรนาของกระทรวงสาธารณสุขอิสราเอลกล่าวว่าภูมิคุ้มกันหมู่นั้นยังยากที่จะรับประกัน เขาบอกกับ Ynet TV ว่า “เราต้องระวังให้มากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของประสบการณ์ของเราในช่วงสองปีที่ผ่านมา ซึ่งเราเห็นคนที่หายป่วย (จากโคโรนาไวรัส) ติดเชื้ออีกครั้ง”

Photo by DANIEL MUNOZ / AFP

จีนเผยภาพถ่าย ‘ดาวอังคาร’ ชุดใหม่ ต้อนรับปี 2022

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672101

วันที่ 02 ม.ค. 2565 เวลา 14:05 น.จีนเผยภาพถ่าย ‘ดาวอังคาร’ ชุดใหม่ ต้อนรับปี 2022องค์การบริหารอวกาศแห่งชาติจีน (CNSA) เผยแพร่ภาพถ่ายดาวอังคารชุดใหม่ ซึ่งบันทึกโดยเทียนเวิ่น-1 (Tianwen-1) ยานอวกาศสำรวจดาวอังคารของจีน ต้อนรับวันแรกของปี 2022

ภาพถ่ายชุดใหม่นี้แสดงสภาพการทำงานอันหลากหลายของยานโคจรและยานสำรวจพื้นผิวของยานอวกาศเทียนเวิ่น-1 ตลอดจนลักษณะภูมิประเทศของพื้นผิวดาวอังคาร โดยมีภาพถ่ายคู่ของยานโคจรและดาวอังคาร ภาพถ่ายระยะใกล้ของยานโคจร ภาพแผ่นน้ำแข็งบริเวณขั้วเหนือของดาวอังคาร และภาพภูมิทัศน์พื้นผิวดาวอังคาร ซึ่งบันทึกโดยจู้หรง (Zhurong) ยานสำรวจพื้นผิวดาวอังคารของจีน

ทั้งนี้ ยานอวกาศเทียนเวิ่น-1 ของจีน ซึ่งประกอบด้วยยานโคจร ยานลงจอด และยานสำรวจพื้นผิว ถูกส่งขึ้นสู่ห้วงอวกาศ เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 2020

เนื้อหาข่าวปละภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

(ภาพจากองค์การบริหารอวกาศแห่งชาติจีน : ภาพถ่ายระยะใกล้ของยานโคจร เผยแพร่วันที่ 1 ม.ค. 2022)
(ภาพจากองค์การบริหารอวกาศแห่งชาติจีน : ภาพถ่ายแผ่นน้ำแข็งบริเวณขั้วเหนือของดาวอังคาร เผยแพร่วันที่ 1 ม.ค. 2022)
(ภาพจากองค์การบริหารอวกาศแห่งชาติจีน : ยานโคจรของจีน และดาวอังคาร เผยแพร่วันที่ 1 ม.ค. 2022)
(ภาพจากองค์การบริหารอวกาศแห่งชาติจีน : ภูมิทัศน์พื้นผิวดาวอังคาร เผยแพร่วันที่ 1 ม.ค. 2022)

สิ้น “ไท้ซูพะยาจี” เจ้าหญิงองค์สุดท้ายแห่งเมียนมา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672093

วันที่ 02 ม.ค. 2565 เวลา 12:28 น.สิ้น "ไท้ซูพะยาจี" เจ้าหญิงองค์สุดท้ายแห่งเมียนมาและยังทรงเป็นเชื้อพระวงศ์องค์สุดท้ายของราชวงศ์ราชวงศ์โก้นบองที่เคยปกครองเมียนมาก่อนที่จะถูกอังกฤษยึดเป็นอาณานิคม

Eleven Media Group สื่อในประเทศเมียนมารายงานว่า เจ้าหญิงไท้ซูพะยาจี (Hteik Su Phaya Gyi) สิ้นพระชนม์ด้วยพระโรคชราเมื่อเวลา 04.15 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันที่ 31 ธันวาคม 2564 ณ นครย่างกุ้ง ประเทศเมียนมาร์ สิริพระชันษา 99 ปี สื่อเมียนมารายงานว่า เจ้าหญิงไท้ซูพะยาจีทรงเป็นพระราชนัดดาองค์สุดท้ายของพระเจ้าสีป่อ (พระเจ้าธีบอ) กษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์โก้นบอง ที่ยังมีพระชนม์ชีพอยู่ เท่ากับทรงเป็นเชื้อพระวงศ์สุดท้ายแห่งเมียนมา แต่บัดนี้ได้สิ้นไปแล้ว

เจ้าหญิงไท้ซูพะยาจี ประสูติเมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2466 หรือที่รู้จักในชื่อ “ซูซูขิ่น” หรือ “ปวาร์ เมย์” หรือเจ้าหญิงเทสซี่ ทรงเป็นพระราชธิดาของเจ้าหญิงเมียะพะยากะเล (Myat Phaya Galay) เป็นพระราชธิดาพระองค์เล็กในพระเจ้าสีป่อกับพระนางศุภยาลัต พระมหากษัตริย์และสมเด็จพระราชินีองค์สุดท้ายของพม่า

พระเจ้าสีป่อกับพระนางศุภยาลัตประทับบนสีหาสนะ ในพระราชวังมัณฑเลย์ (Unknown author – Myanmar Historical Archive/Public Domain)

หลังพม่าถูกผนวกเข้าเป็นอาณานิคมของสหราชอาณาจักร พระเจ้าสีป่อและพระมเหสีคือพระนางศุภยาลัต ถูก “เชิญเสด็จ” ไปประทับที่เมืองรัตนคิริ บริติชราช (ประเทศอินเดีย) ในปี พ.ศ. 2458 ซึ่งเจ้าหญิงเมียะพะยากะเลเสด็จตามพระราชบิดาและพระราชมารดาไปด้วย แต่ภายหลังพระองค์ถูกสั่งให้ย้ายไปประทับ ณ เมืองมะละแหม่งในพม่าภายใต้การปกครองของสหราชอาณาจักรเมื่อปี พ.ศ. 2475 จนสิ้นพระชนม์เมื่อปี พ.ศ. 2479

เจ้าหญิงเมียะพะยากะเลเสกสมรสกับโก โก ไนง์ อดีตภิกษุในร่างกุ้งเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2463 มีพรโอรส-ธิดาหกคน องค์ที่สองคือเจ้าหญิงไท้ซูพะยาจี ซึ่งมีพระชนมายุยืนนานที่สุดกว่าบรรดาพระเชษฐา พระอนุชาและพระขนิษฐาทุกพระองค์

เจ้าหญิงเมียะพะยากะเลกับโก โก ไนง์ (Unknown author – Myanmar Historical Archive/Public Domain)

เจ้าหญิงไท้ซูพะยาจีทรงเข้ารับการศึกษาในโรงเรียนคาทอลิกเมืองมะละแหม่งและได้ทำงงานที่สถานทูตสหรัฐฯ และออสเตรเลียในกรุงย่างกุ้ง ในปี พ.ศ. 2479 เเจ้าหญิงไท้ซูพะยาจีได้รับข้อเสนอให้ทรงหมั้นกับพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ในหลวงรัชกาลที่ 8 ทำให้เกิดความคาดหวังอย่างกว้างขวางว่าเจ้าหญิงจะมาเป็นพระราชินีของประเทศไทยแต่เรื่องนี้ไม่ประสบความสำเร็จ อย่างไรก็ตาม องค์หญิงทรงพยายามรักษาพระเกียรติยศของพระราชวงศ์โก้นบอง โดยพยายามนำพระบรมศพของพระเจ้าสีป่อซึ่งเป็นพระอัยกากลับจากเมืองรัตนคิริมายังเมียนมา ซึ่งปัจจุบันก็ยังทำไม่สำเร็จ

ในปีพ.ศ. 2486 เจ้าหญิงสมรสกับหม่องหม่องขิ่น (Maung Maung Khin) ซึ่งเป็นทายาทของราชวงศ์มอญ และเป็นหลานชายของนายกรัฐมนตรีบามอว์ (Ba Maw) บุคคลสำคัญในยุคการต่อสู้เพื่อเอกราชของเมียนมาจากอังกฤษ และเป็นพี่น้องกับขิ่นจี ภริยาของเจ้าชายต่อพะยาจี หรือ จอร์จ พระเชษฐาของพระองค์ (พระโอรสองค์โตของเจ้าหญิงเมียะพะยากะเล) ทั้งนี้ หม่อง หม่อง ขิ่น ถึงแก่กรรมที่ย่างกุ้ง ในปี พ.ศ. 2527

องค์หญิงมี บุตรชายสามคนและบุตรสาวสองคน คือ Win Khin (เกิดปี 1945), Kyaw Khin (เกิดปี 1948), Aung Khin (เกิดปี 1953 – เสียชีวิต ตุลาคม 2008), Cho Cho Khin (เกิดปี 1943) และ Devi Khin (เกิดปี 1951)

สำหรับงานพระศพของเจ้าหญิงไท้ซูพะยาจีมีขึ้นในวันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2565 เวลา 15.00 น. 

ภาพ Hteiktinhein (wikipedia.org / CC BY-SA 4.0)

ปีนี้มีหวัง? ผอ. WHO เชื่อกำราบโควิดได้ในปี 2022

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672086

วันที่ 02 ม.ค. 2565 เวลา 11:21 น.ปีนี้มีหวัง? ผอ. WHO เชื่อกำราบโควิดได้ในปี 2022หลักจากลากยาวเข้าสู่ปีที่ 3 ในแถลงการณ์ส่งท้ยปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ของหัวเรือใหญ่อนามัยโลก ปลอบชาวโลกว่าปีนี้น่าจะมีทางออก

ในข้อความต้อนรับปีใหม่ 2022 ดร.เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซู (Dr Tedros Adhanom Ghebreyesu) ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวว่าเขา “มั่นใจ” ว่าปีนี้จะเป็นปีที่การระบาดใหญ่สิ้นสุดลง แต่เตือนให้ระวัง “ชาตินิยมที่แคบและการกักตุนวัคซีน”

“เมื่อเราก้าวเข้าสู่ปีที่สามของการระบาดใหญ่นี้ ผมมั่นใจว่าปีนี้จะเป็นปีที่เราสิ้นสุด – แต่ถ้าเราทำร่วมกันเท่านั้น” ดร.เทดรอส กล่าว

ดร.เทดรอสยังกลาวว่าขณะนี้มีเครื่องมืออีกมากมายในการรักษาโควิด-19

แต่เขาเตือนว่าความไม่เท่าเทียมกันอย่างต่อเนื่องในการกระจายวัคซีนกำลังเพิ่มความเสี่ยงของการพัฒนาไวรัส เขาบอกวา “ถ้าเรายุติความไม่เท่าเทียมได้ เราก็จะยุติการแพร่ระบาดได้”

“ลัทธิชาตินิยมที่ใจแคบและการกักตุนวัคซีนโดยบางประเทศได้บ่อนทำลายความเสมอภาคและสร้างเงื่อนไขที่เหมาะสมสำหรับการเกิดขึ้นของสายพันธุ์โอมิครอน และยิ่งความไม่เท่าเทียมกันยังเกิดขึ้นต่อไป ยิ่งมีความเสี่ยงที่สูงขึ้นของไวรัสที่พัฒนาขึ้นในแบบที่เราไม่สามารถป้องกันหรือคาดการณ์ได้” ดร.เทดรอส กล่าว

ก่อนหน้านี้ ดร.เทดรอส เคยวิพากษ์วิจารณ์ประเทศที่มั่งคั่งกว่าในเรื่อง “สวาปาม” อุปทานวัคซีนทั่วโลก โดยฉีดประชากรของตนเองจนครบสองเข็มก่อน ขณะที่ประเทศอื่นๆ รอรับการฉีดวัคซีนครั้งแรก

Photo REUTERS/Denis Balibouse

เมื่อสองโรคผนึกกำลัง จะแยกไข้หวัดจากโควิดอย่างไร?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672076

วันที่ 02 ม.ค. 2565 เวลา 10:05 น.เมื่อสองโรคผนึกกำลัง จะแยกไข้หวัดจากโควิดอย่างไร? ผู้เชี่ยวชาญมีคำตอบให้กับกระแสความสงสัยที่เกิดขึ้นในช่วงฤดูหนาวที่มีไข้หวัดระบาดตามฤดูกาล และยังเกิดการระบาดระลอกใหม่ของโอมิครอน รวมถึงการปรากฏตัวของ ‘Flurona’ รายแรกในอิสราเอล ที่ติดโควิดพร้อมกับเป็นไข้หวัด

ดร.อับดุล เอล-ซาเยด (Dr. Abdul El-Sayed) นักระบาดวิทยาและอดีตผู้อำนวยการบริหารแผนกสุขภาพเมืองดีทรอยต์ กล่าวกับ CNN ว่า สัญญาณเริ่มต้นของไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ และโควิด-19 มีแนวโน้มใกล้เคียงกัน และตามรายงานของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) ทั้งโควิด-19 และไข้หวัดใหญ่มักทำให้เกิดอาการคล้ายๆ กัน เช่น มีไข้ เหนื่อยล้า ปวดเมื่อยตามร่างกาย เจ็บคอ หายใจลำบาก และอาเจียนหรือท้องร่วง

อย่างไรก็ตาม ดร.อับดุล เอล-ซาเยด ชี้ว่าการติดเชื้อโควิด-19 สามารถแยกจากไข้หวัดได้ตรงที่ที่มักตามมาด้วยอาการปวดศีรษะและอาการไอแห้งๆ การสูญเสียรสชาติและกลิ่นซึ่งเป็นสัญญาณเตือนที่ใหญ่ที่สุดของการติดเชื้อโควิด-19 แม้ว่าตอนนี้การสูญเสียรสชาติและกลิ่นจะพบไม่บ่อยนักเมื่อเทียบกับสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่พบตอนนี้

ด้าน USA Today มีรายงานเรื่อง “การตรวจสอบข้อเท็จจริง: สายพันธุ์โอมิครอนของโคโรนาไวรัสไม่ใช่ไข้หวัดธรรมดา” หลังจากมีข่าวปลอมที่แพร่หลายที่สุดอย่างหนึ่งคือการอ้างว่าโควิด-19 และล่าสุดคือสายพันธุ์โอมิครอนเป็นเพียงอีกสายพันธุ์หนึ่งของไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล โดยมีการโพสต์ในเฟซบุคบอกว่า “โอมิครอนเป็นแค่ไข้หวัดธรรมดา”

USA Today ระบุว่าอาการที่รายงานบ่อยที่สุดของโอมิครอนคล้ายกับอาการของโรคไข้หวัด ได้แก่ น้ำมูกไหล คัดจมูก ไอ และเมื่อยล้า

แต่ทั้งสองไม่เหมือนกัน ที่เด่นชัดที่สุดคือที่มา เพราะโควิด-19 เกิดจากไวรัสชนิดอื่น เพราะแม้ว่าโคโรนาไวรัสในมนุษย์สามารถทำให้เกิดโรคไข้หวัดได้ แต่ไรโนไวรัสเป็นต้นเหตุหลักของไข้หวัดต่างหาก

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าไข้หวัดธรรมดาและไวรัสโอมิครอนมีความแตกต่างกันในแง่ของความรุนแรง

สถาบันการแพทย์ Mayo Clinic กล่าวบนเว็บไซต์ว่าโดยทั่วไปผู้คนจะหายจากโรคหวัดภายใน 7 ถึง 10 วัน และการติดเชื้อโดยทั่วไปไม่ต้องการการรักษาพยาบาล ขณะที่ดร.แดเนียล คัลเวอร์ (Dr. Daniel Culver) หัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์โรคปอดที่คลีฟแลนด์คลินิกกล่าวว่าในทางกลับกัน โอมิครอนอาจทำให้เกิดการเจ็บป่วยที่รุนแรงมากขึ้นได้ ส่วนไข้หวัดนั้นมีอาการเบาและจำกัด

เจเรมี ลูแบน (Jeremy Luban) ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อแห่งมหาวิทยาลัยแมสซาชูเซตส์ กล่าวผ่านอีเมลมาถึง USA Today ว่าในขณะที่คนที่อ่อนแออาจเสียชีวิตจากการติดเชื้อไรโนไวรัส (ไข้หวัดธรรมดา) เป็นครั้งคราว แต่ก็ “ค่อนข้างหายาก” ในขณะที่โคโรนาไวรัส “ร้ายแรงและเป็นอันตรายถึงชีวิต” มากกว่าไข้หวัด

Photo by Alberto PIZZOLI / AFP

อิสราเอลพบ ‘Flurona’ รายแรก ติดโควิดพร้อมกับเป็นไข้หวัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672072

วันที่ 02 ม.ค. 2565 เวลา 09:00 น.อิสราเอลพบ 'Flurona' รายแรก ติดโควิดพร้อมกับเป็นไข้หวัด‘Flurona’ เป็นอาการที่เรียกขึ้นมาใหม่ของผู้ป่วยที่เป็นทั้ง ‘Flu’ (ไข้หวัด) และ ‘Coronavirus’ (โควิด-19)

The Times of Israel รายงานว่า อิสราเอลยืนยันกรณีแรกของบุคคลที่ติดเชื้อทั้งไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลและโควิด-19ในเวลาเดียวกัน โดยเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล Beilinson ในเมือง Petah Tikva ระบุว่า พบผู้ติดเชื้อ 2 รายในหญิงตั้งครรภ์ที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนซึ่งมีอาการเล็กน้อย

รายงานบางฉบับเช่นของ Nwesweek ระบุว่ากรณีนี้ถือเป็นกรณีสองกรณีแรกของโลกที่เป็น ‘Flurona’ แต่รายงานของผู้ป่วยทั้งไข้หวัดใหญ่และโควิด-19 ได้ปรากฏขึ้นในสหรัฐในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิปี 2020 แล้ว อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่โลกประสบกับการกลายพันธุ์ของโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง เรื่องนี้น่าจะได้รับความสนใจมากกว่า

เว็บไซต์ข่าว Ynet ของอิสราเอลรายงานว่า เจ้าหน้าที่สาธารณสุขกล่าวว่า มีแนวโน้มว่าจะมีอีกหลายคนติดไวรัสทั้งสองชนิด แต่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัย

เบื้องต้นแพทย์ที่โรงพยาบาลที่พบทั้งสองเคสกล่าวว่าอาการผู้ป่วยไม่หนัก อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุขอิสราเอลกำลังศึกษากรณีนี้เพื่อดูว่าการรวมตัวของไวรัสทั้งสองทำให้เกิดการเจ็บป่วยที่รุนแรงขึ้นหรือไม่

Photo by JACK GUEZ / AFP