สิงคโปร์จะเพิ่ม Sinovac ในโครงการวัคซีนแห่งชาติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666275

วันที่ 24 ต.ค. 2564 เวลา 09:42 น.สิงคโปร์จะเพิ่ม Sinovac ในโครงการวัคซีนแห่งชาติหลังจากที่เปิดให้ประชาชนทั่วไปใช้วัคซีนของ Sinovac โดยบริการของเอกชนมาหลายเดือน

The Strait Times รายงานว่า รัฐบาลสิงคโปร์จะรวมวัคซีนที่ผลิตโดยบริษัท Sinovac Biotech Ltd. มาอยู่ในโครงการการฉีดวัคซีนแห่งชาติเพื่อให้ผู้ที่ไม่สามารถใช้ mRNA ได้รับการฉีดวัคซีนอย่างสมบูรณ์

ทั้งนี้ โครงการปัจจุบันได้อนุมัติเฉพาะวัคซีนมาจาก Pfizer Inc. และ Moderna Inc.

ส่วนวัคซีนของ Sinovac นั้นกระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์กล่าวว่าจะฉีด 3 เข็มและผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีจะไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้

สิงคโปร์ระบุว่าควรฉีด Sinovac เข็มที่สอง 28 วันหลังจากเข็มแรกในขณะที่เข็มที่สามควรได้รับ 90 วันหลังจากเข็มที่สอง

บุคคลทุกคนที่ได้รับวัคซีน Sinovac จำนวน 2 เข็มจะถือว่าฉีดวัคซีนครบถ้วนแต่มีระยะเวลาเพียง 4 เดือน และบุคคลนั้นๆ จะต้องฉีดเข็ม 3 หลังจากผ่านไป 4 เดือนเพื่อรักษาสถานะการฉีดวัคซีน

สิงคโปร์เริ่มเข้มงวดกับการฉีดวัคซีนครบถ้วนมากขึ้นหลังจากเกิดกรณีติดเชื้อมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าจะเดินหน้าแนวทาง “อยู่ร่วมกับโควิด” และมีอัตจราการฉีดวัคซีนในประเทศสูงมากแล้วก็ตาม

Bloomberg รายงานว่า กระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์จะห้ามผู้ที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนเข้าไปในพื้นที่ทำงาน/ออฟฟิศโดยเริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม เว้นแต่คนเหล่านั้นจะมีผลตรวจเป็นลบทุกวัน

“พนักงานที่ไม่ได้รับวัคซีนจะไม่ได้รับอนุญาตให้กลับไปทำงาน เว้นแต่พวกเขาจะมีผลตรวจโควิด-19 เป็นลบก่อนเดินทางกลับที่ทำงาน และพวกเขาจะต้องจ่ายค่าตรวจเหล่านี้” กระทรวงสาธารณสุขระบุในแถลงการณ์เมื่อวันเสาร์

Photo by Roslan RAHMAN / AFP

ยูเอ็นห่วงทหารเมียนมาปราบปรามครั้งใหญ่หลังเรียกระดมพลทางเหนือ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666260

วันที่ 23 ต.ค. 2564 เวลา 18:00 น.ยูเอ็นห่วงทหารเมียนมาปราบปรามครั้งใหญ่หลังเรียกระดมพลทางเหนือสหประชาชาติห่วงเกิดอาชญากรรมร้ายแรงในเมียนมาหลังทหารเรียกระดมพลทางเหนือ

สำนักข่าว AFP รายงานว่า องค์การสหประชาชาติ (UN) เป็นห่วงว่าสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในเมียนมาจะเลวร้ายลงอีกหลังได้รับรายงานว่ากองทัพเมียนมากำลังระดมพลทางตอนเหนือของประเทศ

ทอม แอนดรูว์ เจ้าหน้าที่พิเศษขององค์การสหประชาชาติด้านเมียนมาเผยว่า “ทุกคนควรเตรียมตัว เหมือนที่คนทางตอนเหนือของเมียนมากำลังเตรียมตัวว่าอาจเกิดอาชญากรรมร้ายแรงครั้งใหญ่ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าตัวเองจะคิดผิด”

แอนดรูว์ได้รับรายงานว่ากองทัพเมียนมาเคลื่อนกำลังพลนับหมื่นนายและอาวุธหนักไปยังพื้นที่ไม่สงบทางตอนเหนือและตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ ซึ่งเป็นกลยุทธ์เดียวกับที่กองทัพเมียนมาเคยใช้ก่อนเกิดเหตุฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮีนจาในรัฐยะไข่ระหว่างปี 2016-2017

เจ้าหน้าที่พิเศษรายนี้ยังขอให้นานาประเทศปฏิเสธให้ความช่วยเหลือทางการเงิน อาวุธ หรือสิ่งอื่นๆ แก่กองทัพเมียนมา โดยระบุว่าการปล่อยตัวนักโทษทางการเมืองเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นหลักฐานบ่งชี้ว่าการกดดันกองทัพเมียนมาของนานาชาติได้ผล

REUTERS/Stringer/File Photo

เจ้าพ่อ Snapchat สูญเกือบ 3 หมื่นล้านบาทหลังหุ้นตก 25% #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666258

วันที่ 23 ต.ค. 2564 เวลา 16:00 น.เจ้าพ่อ Snapchat สูญเกือบ 3 หมื่นล้านบาทหลังหุ้นตก 25%ผู้ร่วมก่อตั้ง Snapchat สูญเงินเกือบ 3 หมื่นล้านบาทหลังหุ้นบริษัทร่วงหนัก 25%

ทรัพย์สินของ เอวาน สปีเกล ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งแอพพลิเคชัน Snapchat หายไปเกือบ 600 ล้านปอนด์ หรือราว 27,467 ล้านบาท หลังจากหุ้นของ Snapchat ร่วงหนักถึง 25% ส่งผลให้หุ้น 3.1% ของเจ้าตัวมูลค่าลดลงจาก 2,300 ล้านปอนด์ เหลือ 1,700 ล้านปอนด์

ส่วน บ็อบบี้ เมอร์ฟี วิศวกรซอฟท์แวร์ผู้ร่วมก่อตั้ง Snapchat ซึ่งถือหุ้น 6.3% มูลค่าหุ้นลดลง 1,100 ล้านปอนด์ เหลือ 3,500 ล้านปอนด์

หุ้นของ Snapchat ตกลงหลังจากสปีเกลเตือนว่า Apple จะบังคับใช้กฎปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ใหม่ซึ่งจะทำให้บริษัทโฆษณาไม่สามารถติดตามผู้ใช้ iPhone โดยไม่ได้รับความยินยอม ส่งผลให้ Snapchat ประเมินประสิทธิภาพของแคมเปญโฆษณาบนแอพพลิเคชันยากขึ้น

ด้วยเหตุนี้ Snapchat จึงประกาศว่ารายได้ของไตรมาสที่สามจะอยู่ที่ 773 ล้านปอนด์ เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 57% แต่ยังน้อยกว่าที่นักวิเคราะห์การตลาดคาดการณ์ไว้ซึ่งอยู่ที่ 797 ล้านปอนด์

AFP PHOTO / LIONEL BONAVENTURE

จีนผ่านกฎหมายลดความเครียดจากการบ้านของเด็ก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666253

วันที่ 23 ต.ค. 2564 เวลา 14:14 น.จีนผ่านกฎหมายลดความเครียดจากการบ้านของเด็กรัฐบาลจีนผ่านกฎหมายลดความเครียดจากการบ้านทั้งที่โรงเรียนและที่เรียนพิเศษของเด็กนักเรียน

สำนักข่าว Xinhua ของจีนรายงานว่า สภาประชาชนจีนผ่านกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาเพื่อลด “ความกดดันสองทาง” จากการบ้านที่โรงเรียนและสถาบันกวดวิชาในวิชาหลักให้กับเด็กนักเรียน

กฎหมายฉบับใหม่ซึ่งยังไม่ได้ตีพิมพ์ฉบับเต็มระบุว่า รัฐบาลท้องถิ่นมีพันธกิจในการบรรเทา “ความตึงเครียดสองทาง” ให้เด็ก และขอความร่วมมือผู้ปกครองจัดสรรเวลาสำหรับเด็กอย่างเหมาะสมในการทำกิจกรรมอื่น เช่น พักผ่อน ออกกำลังกาย เพื่อลดความกดดันจากการเรียน และลดการใช้อินเทอร์เน็ตมากเกินไป

นอกจากนี้ สภายังเผยว่ากำลังพิจารณากฎหมายลงโทษผู้ปกครอง อาทิ ถูกประณาม เข้าสู่กระบวนการแนะแนวเกี่ยวกับครอบครัว หากบุตรหลานมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม หรือกระทำผิดทางอาญา

เมื่อไม่นานมานี้ทางการจีนเข้ามาจัดระเบียบการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นจำกัดชั่วโมงการเล่นเกมสำหรับเยาวชน โดยอนุญาตให้เล่นเกมออนไลน์เพียง 1 ชั่วโมงเฉพาะวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์เท่านั้น

รวมทั้งการปรับลดการบ้าน และห้ามเรียนพิเศษวิชาหลักในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์และวันหยุดยาว เพราะไม่ต้องการให้นักเรียนแบกรับภาระทางการศึกษาหนักเกินไป

REUTERS/Thomas Peter

ไทยเอาบ้างไหม? ฝรั่งเศสแจกเงินเกือบ 4 พันช่วยน้ำมันแพง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666245

วันที่ 23 ต.ค. 2564 เวลา 12:40 น.ไทยเอาบ้างไหม? ฝรั่งเศสแจกเงินเกือบ 4 พันช่วยน้ำมันแพงรัฐบาลฝรั่งเศสเตรียมแจกเงินช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยหลังราคาน้ำมันเชื้อเพลิงพุ่ง

นายกรัฐมนตรี ฌ็อง กาสเต็กซ์ ของฝรั่งเศสประกาศว่า รัฐบาลฝรั่งเศสจะแจกเงินช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยแบบครั้งเดียว 100 ยูโร หรือราว 3,873 บาท เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำมันหน้าปั๊ม

ผู้ที่เข้าข่ายได้รับความช่วยเหลือดังกล่าวคือ ชาวฝรั่งเศสที่มีรายได้ต่ำกว่าเดือนละ 2,000 ยูโร หรือราว 77,479 บาท แม้จะไม่มีรถยนต์หรือจักรยานยนต์ เบื้องต้นประเมินว่าจะใช้งบประมาณราว 3,800 ล้านยูโร หรือราว 147,211 ล้านบาท

“เราเชื่อว่าราคาที่เพิ่มขึ้นเป็นเรื่องชั่วคราวเท่านั้น” กาสเต็กซ์เผยกับสถานีโทรทัศน์ TF1 “แต่เราก็ไม่สามารถปล่อยให้มันขัดขวางการฟื้นตัวได้”

นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศสเผยอีกว่า พนักงานภาคเอกชนจะได้รับเงินช่วยเหลือดังกล่าวผ่านบัญชีเงินเดือนในเดือน ธ.ค.นี้ ส่วยข้าราชการและคนวัยเกษียณจะได้รับตั้งแต่เดือน ม.ค.ปีหน้าเป็นต้นไป

รัฐบาลฝรั่งเศสพยายามจำกัดราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและค่าไฟฟ้า รวมทั้งช่วยจ่ายบิลค่าเครื่องทำความร้อนในฤดูหนาวแก่ผู้มีรายได้น้อย หลังจากราคาพลังงานเชื้อเพลิงพุ่งขึ้นทั่วโลกจากความต้องการใช้งานหลังฟื้นตัวจาก Covid-19

รัฐบาลฝรั่งเศสยังต้องเผชิญกับแรงกดดันให้ตัดลดภาษีน้ำมันหน้าปั๊มซึ่งคิดเป็น 60% ของราคาน้ำมันที่ชาวฝรั่งเศสจ่าย

ทั้งนี้ ภาษีน้ำมันเชื้อเพลิงและพลังงานเป็นเรื่องละเอียดอ่อนในฝรั่งเศส โดยก่อนหน้านี้ประเด็นดังกล่าวนำมาสู่การประท้วง “เสื้อกั๊กเหลือง (Gilets Jaunes)”

Photo by Aris OIKONOMOU / various sources / AFP

ออสซี่งง! จีนประกาศให้ล็อบส์เตอร์จากออสเตรเลียเป็นภัยคุกคามความมั่นคง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666236

วันที่ 23 ต.ค. 2564 เวลา 10:55 น.ออสซี่งง! จีนประกาศให้ล็อบส์เตอร์จากออสเตรเลียเป็นภัยคุกคามความมั่นคงคนจีนนิยมกินล็อบส์เตอร์และนำเข้าจากออสเตรเลียจำนวนมากแต่จู่ๆ มีประกาศว่าล็อบส์เตอร์นำเข้าจากออสเตรเลียเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของจีน

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ทางการออสเตรเลียต้องการคำอธิบายจากจีนว่า เหตุใดการส่งออกล็อบส์เตอร์ของออสเตรเลียจึงถูกสกัดกั้น หลังจากเจ้าหน้าที่ศุลกากรฮ่องกงแจ้งว่าทางการจีนประกาศข้อจำกัดการนำเข้า และการลักลอบนำล็อบส์เตอร์ออสเตรเลียเข้าจีนถือเป็นภัยคุกคามความมั่นของแห่งชาติจีน

ล็อบส์เตอร์ออสเตรเลียที่ส่งออกเกือบทั้งหมดถูกส่งไปยังจีน จนกระทั่งเกิดความตึงเครียดทางการทูตระหว่างกันในปี 2020 ทำให้เกิดการตอบโต้กันไปมาระหว่างสองประเทศ โดยจีนกำหนดมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่เป็นทางการกับสินค้าของออสเตรเลียหลายรายการ

หลังจากนั้นการส่งออกล็อบส์เตอร์จากออสเตรเลียไปยังฮ่องกงจึงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เนื่องจากฮ่องกงและออสเตรเลียมีสนธิสัญญาทางการค้าระหว่างกันแยกต่างหากจากจีน โดยล็อบส์เตอร์เหล่านี้บางส่วนเล็ดลอดไปถึงจีนแผ่นดินใหญ่

ล่าสุด หลุยส์ โฮ อธิบดีสำนักงานศุลกากรคนใหม่ของฮ่องกงเผยกับ RTHK สื่อท้องถิ่นว่า การปราบปรามการลักลอบขนล็อบส์เตอร์ของออสเตรเลียจากฮ่องกงไปยังจีนแผ่นดินใหญ่ถือเป็นเรื่องสำคัญในการปกป้องความมั่นคงของชาติ

“หากมองผิวเผินมันก็แค่การลักลอบขนล็อบส์เตอร์ แต่กิจกรรมเหล่านี้บ่อนทำลายข้อจำกัดทางการค้าของประเทศของเราต่อออสเตรเลีย” โฮเผย

การให้สัมภาษณ์ดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่ประชุมองค์การการค้าโลก (WTO) พิจารณาแนวปฏิบัติทางการค้าของจีน โดยออสเตรเลียระบุว่าพฤติกรรมของจีนไม่เป็นไปตามข้อบังคับของ WTO

เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำ WTO ออกแถลงการณ์ว่า จีนใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่ส่งผลให้ออสเตรเลียไม่สามารถส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์หลายรายการ รวมทั้งล็อบส์เตอร์มายังจีน

ส่วน แดน เตฮาน โฆษกกระทรวงพาณิชย์ออสเตรเลียเผยผ่านอีเมลว่า การส่งออกล็อบส์เตอร์ของออสเตรเลียไปยังจีน ซึ่งก่อนหน้านี้มีมูลค่าปีละ 527 ล้านเหรียญสหรัฐ ได้รับผลกระทบอย่างหนักหลังจากสำนักงานศุลกากรจีน (GACC) แจ้งเมื่อวันที่ 5 พ.ย. 2020 ว่า ทางการจีนจะเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบ

“รัฐบาลออสเตรเลียต้องการคำอธิบายเพิ่มเติมจาก GACC ในกรณีดังกล่าว” และเมื่อถูกถามเกี่ยวกับการให้สัมภาษณ์ของโฮ เตฮานเผยว่า “การส่งออกล็อบส์เตอร์ของออสเตรเลียมายังฮ่องกงปฏิบัติตามข้อกำหนดการนำเข้าของฮ่องกงอย่างเคร่งครัด”

Photo by TREVOR COLLENS / AFP

พยาบาลสู่เศรษฐีคริปโต จากจุดเริ่มต้นแอบเทรดช่วงพักกลางวัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666210

วันที่ 22 ต.ค. 2564 เวลา 18:30 น.พยาบาลสู่เศรษฐีคริปโต จากจุดเริ่มต้นแอบเทรดช่วงพักกลางวันจอช ดอร์แกน พยาบาลอเมริกันเผยใช้เวลา 5 นาทีในช่วงพักกลางวันไปกับการเทรดคริปโต ได้เงินเท่ากับทำงานทั้งวัน

จอช ดอร์แกน (Josh Dorgan) อดีตพยาบาลหนุ่มวัย 31 ปีจากเมืองโอมาฮา รัฐเนแบรสกา สหรัฐอเมริกา เริ่มเข้าสู่วงการเทรดคริปโตเมื่อ 4 ปีก่อนโดยใช้เวลาในช่วงพักจากการทำงานดูแลผู้ป่วย จนตอนนี้เขาสามารถทำเงินได้ 7 หลัก และลาออกจากงานประจำเรียบร้อยแล้ว

จอชเล่าวว่าเขาเริ่มศึกษาเกี่ยวกับการลงทุนสกุลเงินดิจิทัลในปี 2017 หลังทราบข่าวว่าราคา Bitcoin ร่วงลงไปถึง 2,000 เหรียญสหรัฐ จอชมองว่านี่เป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่และต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการเทรดคริปโตให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

จอชเริ่มซื้อขายเหรียญดิจิทัลในปี 2018 แต่ในช่วงที่โควิด-19 แพร่ระบาดเมื่อปีที่แล้วทำให้การเทรดคริปโตเป็นไปได้ยากขึ้น

เขาต้องทำงานอย่างหนักทั้งวันเพื่อแลกกับค่าตอบแทน 2 ถึง 3 ร้อยเหรียญสหรัฐ แต่เขาใช้เวลาในช่วงพักกลางวันไปกับการเทรดคริปโต ซึ่งสามารถทำเงินได้เท่ากันภายในเวลาเพียง 5 นาที

ในที่สุด จอชตัดสินใจลาออกจากงานประจำในเดือนส.ค. 2020 และหันมาเป็นนักเทรดเต็มตัว หลังจากที่ว่าจ้างที่ปรึกษาทางการเงินและมั่นใจแล้วว่าเขาจะมีเงินเก็บเพียงพอหากไม่ประสบความสำเร็จในการเทรดคริปโต

แต่ตอนนี้จอชกำลังทำเงินหลักล้านเหรียญสหรัฐ และมีความสุขมากกับการตัดสินใจของเขา “แน่นอน ผมคิดถึงการดูแลผู้ป่วยที่โรงพยาบาล แต่ผมยังสามารถช่วยเหลือคนด้วยวิธีอื่นได้ อย่างเช่นการสอนให้พวกเขารู้ว่าตลาดทำงานอย่างไร”

ตอนนี้จอชเป็นนักลงทุนทั้งในตลาดดั้งเดิม (Traditional Markets) และสกุลเงินดิจิทัลซึ่งรวมถึง Bitcoin, Litecoin และ Ethereum

จอชมีเงินซื้อบ้านพักตากอากาศริมทะเลสาบ และได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเองและครอบครัวมากขึ้น นอกจากนี้ยังได้กลับมาออกกำลังกายและทำสมาธิซึ่งเป็นสิ่งที่เขาละเลยมาเป็นสิบปี

นอกจากจอชแล้วยังมีนักลงทุนรายย่อยอีกหลายคนที่กระโจนเข้ามาในตลาดคริปโตและตลาดหุ้นท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 เพราะมันทำให้พวกเขามีเวลามากขึ้น

ซึ่งได้ผลักดันราคาของ GameStop, AMC และอื่นๆ ตลอดจนให้การสนับสนุนสินทรัพย์ประเภทใหม่ที่เรียกว่า “meme stocks” หรือสินทรัพย์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากมีม เช่น เหรียญดิจิทัล Dogecoin และ Shiba Inu

ที่มา: BloombergBusiness Insider

ภาพ: Ozan KOSE / AFP

พิพิธภัณฑ์ศิลป์เวียนนาโชว์ภาพนู้ดผ่าน OnlyFans หลังถูกเซ็นเซอร์หลายครั้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666214

วันที่ 22 ต.ค. 2564 เวลา 18:00 น.พิพิธภัณฑ์ศิลป์เวียนนาโชว์ภาพนู้ดผ่าน OnlyFans หลังถูกเซ็นเซอร์หลายครั้งพิพิธภัณฑ์ในออสเตรียไม่ง้อโซเชียลมีเดียหันไปโชว์งานศิลป์แนวนู้ดผ่าน OnlyFans หลังถูกเซ็นเซอร์หลายครั้ง

คณะกรรมการการท่องเที่ยวกรุงเวียนนาของออสเตรียเผยว่า พิพิธภัณฑ์ศิลปะหลายแห่งในกรุงเวียนนาพากันนำผลงานศิลปะไปโชว์บนแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมจากการเผยแพร่เนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่และต้องสมัครสมาชิกอย่าง OnlyFans หลังจากผลงานศิลปะที่เป็นแนวนู้ดถูกแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย อาทิ Facebook, Instagram และ TikTok เซ็นเซอร์หลายครั้ง

นอร์เบิร์ต เคตต์เนอร์ ประธานคณะกรรมการการท่องเที่ยวกรุงเวียนนาเผยว่า บัญชี OnlyFans ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาแบบถาวร แต่เป็นการประท้วงการเซ็นเซอร์และเรียกร้องให้หันหน้ามาคุยกันเกี่ยวกับการเซ็นเซอร์งานศิลปะและบทบาทหน้าที่ของปัญญาประดิษฐ์และอัลกอริทึมของโซเชียลมีเดียมากกว่า

เคตต์เนอร์เผยอีกว่า ไอเดียนี้เกิดขึ้นหลังจากหลายพิพิธภัณฑ์ต้องพบกับความยุ่งยากในการโปรโมทนิทรรศการงานศิลปะ เนื่องจากโซเชียลมีเดียบางแพลตฟอร์มมีกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดในการพิจารณาว่าอะไรบ้างที่เข้าเกณฑ์เป็นภาพลามกอนาจาร

ที่ผ่านมา Facebook, Instagram และ TikTok เซ็นเซอร์ผลงานศิลปะหลายชิ้น อาทิ เมื่อปี 2018 Facebook ลบภาพถ่ายรูปแกะสลักหญิงเปลือย Venus of Willendorf งานชิ้นโบแดงจากยุคหินเก่าอายุ 25,000 ปี จากเพจของพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ทางธรรมชาติเวียนนาโดยอ้างว่าเป็นภาพอนาจาร

ภาพ: Venus of Willendorf Wikipedia/MatthiasKabel

เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมาคลิปวิดีโอฉลองวันครบรอบของพิพิธภัณฑ์เลโอโปลด์ถูกอัลกอริทึมของ Facebook และ Instagram บล็อก เนื่องจากมีภาพ Liebespaar หรือ Lovers ซึ่งเป็นภาพเขียนคู่รักเปลือยเปล่ากำลังโอบกอดกันของ โคโลมัน โมเซอร์ ปรากฏอยู่ในคลิปด้วย

นอกจากนี้ ยังมีผลงานของศิลปินดังอีกหลายชิ้นที่ถูกเซ็นเซอร์ เช่น ภาพวาดของ เอกอน ชีเลอ และพอล รูเบนส์

คลอส โพกอร์นี ตัวแทนจากพิพิธภัณฑ์เลโอโปลด์เผยว่า “มันดูแปลกหรืออาจไร้สาระมากที่ร่างกายที่เปลือยเปล่ายังเป็นประเด็นการในการวิพากษ์วิจารณ์ มันควรจะเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่กลับไม่เป็นอย่างนั้น”

โพกอร์นีเผยอีกว่า เหตุการณ์เช่นนี้บีบบังคับให้พิพิธภัณฑ์ต้องหาทางออก “เราไม่ต้องการเปิดบัญชี OnlyFans…แต่มันเกิดขึ้นเพราะแพลตฟอร์มที่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกอย่าง TikTok, Facebook หรือ Instagram ไม่ยอมรับงานของเรา”

Facebook และ Instagram มีข้อยกเว้นให้โพสต์ภาพของภาพวาดหรือรูปปั้น รูปแกะสลักที่จำลองร่างเปลือยเปล่า ส่วน TikTok แบนภาพอนาจารแต่เผยว่าอาจอนุญาตให้มีข้อยกเว้นสำหรับงานศิลปะ

ทว่า โอลิวิเย เอิร์ตซ์ไชด์ ผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีจากมหาวิทยาลัยน็องส์ของฝรั่งเศสเผยว่า ความเป็นจริงคือ หากเป็นภาพของร่างกายโดยเฉพาะร่างกายผู้หญิง ไม่มีอะไรเปลี่ยนจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะหรือไม่ก็ตาม

REUTERS/Andrew Kelly/File Photo

ซิตี้แบงก์ เผย เอเชียเร่งปรับตัวบริหารซัพพลายเชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666209

วันที่ 22 ต.ค. 2564 เวลา 16:51 น.ซิตี้แบงก์ เผย เอเชียเร่งปรับตัวบริหารซัพพลายเชนซิตี้แบงก์ เผย เอเชียเร่งปรับตัวบริหารซัพพลายเชน เผย 9 ปัจจัยดึงดูดเม็ดเงินลงทุน

ธนาคารซิตี้แบงก์ เผยผลรายงาน “การวิจัยอนาคตของห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก” (Disruption, Digitization, Resilience: The Future of Asia-Pacific supply chains)” จัดทำโดย “ดิ อิโคโนมิสต์ อินเทลลิเจนซ์ ยูนิต” (The Economist Intelligence Unit : EIU) สำรวจข้อมูลช่วงไตรมาสแรกของปี 2564 จากบริษัททั่วโลกครอบคลุมอุตสาหกรรมหลัก 6 ประเภท ประกอบด้วย

1. ยานยนต์

2. รองเท้าและเครื่องแต่งกาย

3. อาหารและเครื่องดื่มฃ

4. การผลิต

5. ไอที/เทคโนโลยี/อิเล็กทรอนิกส์

และ 6.การดูแลสุขภาพ/ยาเทคโนโลยีชีวภาพ

พบว่า 5 ปัจจัยของการหยุดชะงักในซัพพลายเชนจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้แก่ หยุดการผลิต 36.4% ตามมาด้วยปัญหาการขนส่งทางอากาศ ทะเล รถไฟ และถนน 20.9% ปัญหาการเข้าถึงวัตถุดิบการผลิตหลัก เช่น ฝ้าย แร่เหล็ก แร่หายาก 17.3% ข้อจำกัดทางการค้า เช่น การควบคุมการส่งออก ภาษีนำเข้า 11.8% และการเข้าถึงปัจจัยการผลิตของสินค้าขั้นกลาง เช่น เหล็ก ส่วนประกอบ เซมิคอนดักเตอร์ 6.4%

นอกจากนี้จากผลสำรวจยังเผยให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ซัพพลายเชนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา พบว่า 44.6% ดำเนินการเปลี่ยนแปลงบางอย่างแต่กลยุทธ์หลักยังคงเหมือนเดิม 32.6% กำลังดำเนินการยกเครื่องกลยุทธ์ใหม่ทั้งหมด และ 22.9% ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ โดย 5 กลยุทธ์หลักสำหรับการเปลี่ยนแปลงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้แก่

1. การกระจายความหลากหลาย เช่น ปรับซัพพลายเชนของบริษัทให้มาจากซัพพลายเออร์ที่หลากหลาย หรือขายในตลาดที่กว้างขึ้น

2. ย้ายซัพพลายเชนของบริษัทไปยังประเทศรอบ ๆ ตลาดหลัก หรือตลาดของผู้ใช้ปลายทาง

3. การโลคัลไลเซชันด้วยการย้ายซัพพลายเชนให้อยู่ในตลาดหลักหรือตลาดผู้ใช้ปลายทาง

4. ย้ายการผลิตกลับไปยังประเทศบ้านเกิดของบริษัท

และ 5. China Plus One แนวคิดการลงทุนในประเทศอื่นที่ไม่ใช่จีนอย่างเดียว อย่างไรก็ดียังพบว่าอุตสาหกรรมไอที เทคโนโลยี และอิเล็กทรอนิกส์ มีการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ซัพพลายเชนน้อยกว่าภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ

พร้อมกันนี้ผลสำรวจยังเผยให้เห็นประเทศที่บริษัทต่างๆ ลงทุนตลอดทั้งปีที่ผ่านมาหรือกำลังวางแผนที่จะทำในปีหน้า โดยบริษัทในเอเชียมีการลงทุนในประเทศ อินโดนีเซีย บังคลาเทศ ออสเตรเลีย ฮ่องกง เกาหลีใต้ เมียนมาร์ มาเลเซีย และศรีลังกา ในขณะบริษัทที่อยู่ในอเมริกาเหนือและยุโรปมีความสนใจลงทุนในฟิลิปปินส์ อินเดีย จีน สิงคโปร์ เวียดนาม และญี่ปุ่น โดยปัจจัยที่ทำให้ประเทศเหล่านี้เป็นที่น่าลงทุนจากมากไปน้อย ประกอบด้วย

1. ค่าแรง 2.ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ 3.เข้าถึงตลาดหลัก โครงสร้างพื้นฐาน และสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบ 4.ผลผลิต 5.ฝีมือแรงงาน 6.เงินอุดหนุน/สิ่งจูงใจจากรัฐบาล และทักษะต่าง ๆ 7.การแปลงสกุลเงิน 8.เสถียรภาพทางการเมือง และอัตราภาษี 9.การเข้าถึงการเงิน ตามลำดับ

สุดท้ายนี้ผลสำรวจแสดงให้เห็นถึงความกังวลในอนาคตที่อาจส่งผลกระทบ พบว่าบริษัททั่วโลกส่วนใหญ่มีความกังวลในเรื่อง 1. โรคระบาดครั้งต่อไป 2. การล่มสลายของระบบการค้าโลก และ 3. วิกฤตเศรษฐกิจหรือการเงิน อย่างไรก็ตามการระบาดของโรคโควิด-19 ได้นำไปสู่การเพิ่มการลงทุนในเครื่องมือและกระบวนการดิจิทัลเพื่อจัดการซัพพลายเชน โดยบริษัทส่วนใหญ่มีการลงทุนเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในเครื่องมือและกระบวนการดิจิทัล ทั้งกระบวนการผลิต การบริการลูกค้า การคาดการณ์ความต้องการซื้อและความต้องการขาย การจัดการสินค้าคงคลัง ฯลฯ

รายงานดังกล่าวได้แสดงให้เห็นว่าทุกภาคอุตสาหกรรมต่างมีการตอบสนองต่อความท้าทายต่าง ๆ ที่กำลังเผชิญ ซึ่งทั้งหมดล้วนมีเป้าหมายร่วมกันเพื่อรักษาความยั่งยืนของการดำเนินธุรกิจในระยะยาว รวมถึงทำให้ภาคธุรกิจในภูมิภาคมีความยืดหยุ่นมากขึ้นเพื่อรองรับผลกระทบจากสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ซิตี้แบงก์ในฐานะธนาคารชั้นนำที่มีการดำเนินงานอยู่ในกว่า 100 ตลาดทั่วโลก มีความมุ่งมั่นในการใช้ประโยชน์จากเครือข่ายด้วยความสามารถในการให้คำปรึกษาผสานความเชี่ยวชาญในระดับท้องถิ่น พร้อมการเดินหน้าสำรวจภาคธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่หยุดนิ่ง ควบคู่ไปกับการเป็นพันธมิตรกับลูกค้านักลงทุนอย่างใกล้ชิด

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายงานดังกล่าวสามารถดูได้ที่ Citi Report The Future of Asia-Pacific supply chains รวมถึงติดต่อธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย หรือ http://www.citibank.co.th

จีนระดมฉีดวัคซีนเข็ม 3 โควิดระบาดอีกระลอก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666199

วันที่ 22 ต.ค. 2564 เวลา 15:30 น.จีนระดมฉีดวัคซีนเข็ม 3 โควิดระบาดอีกระลอกทางการจีนฉีดบูสเตอร์ให้ผู้ที่ได้รับวัคซีนเชื้อตายครบ 2 เข็มมาแล้วอย่างน้อย 6 เดือน

เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์รายงานว่าเมืองต่างๆ ในประเทศจีนเริ่มฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้แก่ประชาชนที่ได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 มาแล้วอย่างน้อย 6 เดือน

หลังจากที่ประชากรเกือบ 80% ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว แต่มีข้อมูลเพิ่มเติมแสดงให้เห็นว่าระดับภูมิคุ้มกันของผู้ฉีดวัคซีนชนิดเชื้อตายที่ใช้เป็นวัคซีนหลักในประเทศจีนลดลงหลังเวลาผ่านไปหลายเดือน

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนที่กีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวซึ่งมีปักกิ่งเป็นเจ้าภาพจะเริ่มต้นขึ้นในเดือนก.พ. ปีหน้า ซึ่งผู้จัดงานยืนยันว่าจะปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโรคอย่างเข้มงวด โดยเบื้องต้นระบุว่าจะมีเพียงชาวจีนเท่านั้นที่สามารถเข้าชมการแข่งขันได้

ขณะที่กลุ่มผู้เชี่ยวชาญจากองค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำว่าผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปที่ได้รับวัคซีนชนิดเชื้อตายของ Sinovac หรือ Sinopharm ควรได้รับวัคซีนเข็มที่ 3 หรือบูสเตอร์เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน

โดยในเดือนก.ค. ที่ผ่านมาคณะผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ใช้วัคซีนชนิด mRNA เป็นเข็มกระตุ้น เนื่องจากมีรายงานอัตราประสิทธิภาพสูงในการทดลองและถูกใช้อย่างแพร่หลายในตะวันตก

อย่างไรก็ตาม ประกาศที่ออกโดยหน่วยงานกำกับดูแลในท้องถิ่นของจีนไม่ได้ระบุถึงยี่ห้อหรือชนิดของวัคซีนที่ใช้เป็นเข็มกระตุ้น

ทั้งนี้ รายละเอียดของการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นแตกต่างกันไปตามจังหวัดและเมืองต่างๆ โดยมีหลายพื้นที่ที่ฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 ให้แก่ประชาชนที่อายุต่ำกว่า 60 ปีด้วย

ตามรายงานของหนังสือพิมพ์กวางโจวเดลี่ระบุว่า ผู้ที่มีอายุ 18 ถึง 59 ปีในเมืองกวางโจวที่ได้รับวัคซีน Sinopharm, Sinovac หรือ Cansino ครบ 2 เข็มมาแล้วอย่างน้อย 6 เดือน สามารถรับวัคซีนตัวเดิมเป็นเข็มที่ 3 ได้

ขณะที่กรุงปักกิ่งระดมฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชนจำนวนมากนอกเหนือจากกลุ่มเสี่ยง แต่ยังรวมไปถึงผู้ที่ทำงานในร้านค้า สถานศึกษา และสถานที่สาธารณะอื่นๆ

พื้นที่อื่นๆ รวมถึงมณฑลเหอเป่ย์และมณฑลเสฉวนจะให้สิทธิ์ผู้สูงอายุในการรับวัคซีนเข็มที่ 3 ก่อนเป็นลำดับแรก และจะจัดสรรวัคซีนให้ประชาชนกลุ่มอื่นๆ เป็นลำดับถัดไป

ขณะที่หลายพื้นที่เผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ โดยมีการสั่งยกเลิกเที่ยวบินในประเทศหลายร้อยเที่ยว รวมทั้งปิดโรงเรียน และเร่งตรวจคัดกรองเชิงรุกในประชาชนหลายพื้นที่

ทางด้านผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำปรึกษาแก่รัฐบาลฮ่องกงคาดว่าจะมีการประชุมในสัปดาห์หน้า เพื่อหารือว่าควรให้วัคซีนเข็มที่ 3 แก่ประชาชนในฮ่องกงหรือไม่ ขณะที่มีผู้ได้รับวัคซีนครบโดสแล้วไม่ถึง 70%

Photo by STR / AFP