จับตาผลเลือกตั้งไต้หวัน จุดชี้ชะตาความสัมพันธ์จีน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/611423

  • วันที่ 11 ม.ค. 2563 เวลา 17:23 น.

จับตาผลเลือกตั้งไต้หวัน จุดชี้ชะตาความสัมพันธ์จีน

โพลล์ชี้ไช่อิงเหวินนั่งเก้าอี้ผู้นำสมัยที่ 2

ชาวไต้หวันพากันออกไปเลือกตั้งประธานาธิบดีตามจุดเลือกตั้งอย่างคึกคักหลังจากเปิดหีบเลือกตั้งตั้งแต่เวลา 08.00 น.ตามเวลาท้องถิ่นซึ่งเร็วกว่าไทย 1 ชั่วโมง และเพิ่งปิดหีบไปเมื่อ 16.00 น. หรือ 15.00 น.ตามเวลาประเทศไทย

การเลือกตั้งครั้งนี้นอกจากจะเป็นการเลือกผู้นำแล้ว ยังเป็นการตัดสินอนาคตความสัมพันธ์กับจีนแผ่นดินใหญ่ด้วย

หากไช่อิงเหวินได้กลับมารับตำแหน่งในสมัยที่ 2 ต่ออีก 4 ปี ความสัมพันธ์กับจีนน่าจะคงระดับความตึงเครียดเหมือนเมื่อ 4 ปีที่ผ่านมาต่อไป เพราะไช่อิงเหวินจากพรรค DPP มีนโยบายชัดเจนว่าจะแยกตัวเป็นอิสระจากจีน

ส่วนจีนที่มองว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนพยายามลงโทษไช่อิงเหวินด้วยการตัดการติดต่อระหว่างรัฐบาลกับไต้หวัน เกลี่ยกล่อมให้พันธมิตรทางการทูตของไต้หวันตัดความสัมพันธ์ รวมทั้งห้ามพลเมืองเดินทางไปท่องเที่ยวไต้หวันคนเดียว

นอกจากนี้ ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีนยังขู่ว่าจะใช้กำลังทางทหารหากไต้หวันแยกตัวเป็นอิสระจากจีน

แต่ถึงอย่างนั้นชาวไต้หวันก็ยังเชื่อมั่นว่าไช่อิงเหวินสามารถต่อสู้เพื่อความเป็นอิสระได้ดีกว่าบรรดาคู่แข่งชิงเก้าอี้ผู้นำคนอื่น โดยเฉพาะหันกว๋ออวี๋จากพรรคกกมินตั๋ง ที่มีนโยบายฝักใฝ่จีนชัดเจน

หันกว๋ออวี๋เป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับความนิยมล้นหลามจนได้รับเลือกให้เป็นนายกเทศมนตรีเมืองเกาสง ซึ่งเป็นพื้นที่ฐานเสียงเดิมของพรรค DPP ของไช่อิงเหวินมาช้านาน จากนโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจเมื่อปี 2018

แต่ไม่นานความนิยมในตัวหันกว๋ออวี๋ก็เริ่มลดลง ทั้งจากการไร้ประสิทธิภาพในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออกและแก้ปัญหาปากท้อง ไปจนถึงความแตกแยกกันเองภายในพรรค อีกทั้งชาวเมืองเกาสงยังมองว่าหันกว๋ออวี๋ยังขาดประสบการณ์ เป็นนายกเทศมนตรีไม่เท่าไรก็ขยับไปลงสนามชิงเก้าอี้ผู้นำ

ผิดกับไช่อิงเหวินที่แม้จะเพลี่ยงพล้ำจากการเลือกตั้งท้องถิ่นในปี 2018 จนต้องลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อแสดงความรับผิดชอบ แต่นับแต่นั้นมาความนิยมในตัวผู้นำหญิงก็เพิ่มขึ้นด้วยอานิสงส์ของเศรษฐกิจที่เติบโตแซงหน้าเกาหลีใต้และฮ่องกงเมื่อปีที่แล้ว แม้ว่าประเทศอื่นจะได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐก็ตาม

ขณะเดียวกันตัวเลขนักท่องเที่ยวของไต้หวันก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้จีนจะพยายามเล่นงานการท่องเที่ยวไต้หวันด้วยการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวจีนก็ตาม

ทั้งนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้งกลางของไต้หวัน (CEC) คาดว่าจะทราบผลการเลือกตั้งครั้งนี้ราว 22.00 น.ของวันนี้ตามเวลาท้องถิ่น

อิหร่านลั่นลงโทษทุกฝ่าย เหตุพลาดยิงเครื่องบินยูเครนตก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/611418

  • วันที่ 11 ม.ค. 2563 เวลา 16:24 น.

อิหร่านลั่นลงโทษทุกฝ่าย เหตุพลาดยิงเครื่องบินยูเครนตก

ผู้นำอิหร่านให้คำมั่นลงโทษทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เหตุยิงบินยูเครนตก”โดยไม่ได้ตั้งใจ”

ประธานาธิบดีฮัสซัน โรฮานี ของอิหร่านได้ทวีตข้อความผ่านทางทวิตเตอร์ โดยระบุว่าอิหร่านจะสอบสวนและลงโทษทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับเหตุความผิดพลาดยิงเครื่องบินโบอิ้ง 737 ของสายการบินยูเครนตกโดยไม่ได้ตั้งใจ

ข้อความผ่านทวิตของผู้นำฝ่ายบริหารของอิหร่านระบุว่า “จากการสอบสวนภายใน เบื้องต้นสรุปว่าขีปนาวุธถูกยิงด้วยความผิดพลาดของมนุษย์ ส่งผลให้เกิดเหตุอันน่าเศร้าต่อเครื่องบินยูเครน และการเสียชีวิตของผู้บริสุทธิ์ทั้ง 176 คน”

“การสืบสวนจะยังดำเนินอย่างต่อเนื่อง เพื่อดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อความผิดพลาดอันน่าเศร้า เป็นความผิดที่ยกโทษให้ไม่ได้”

“ผมขอสวดอ้อนวอนให้กับเหยื่อผู้เสียชีวิตและครอบครัวของผู้สูญเสียทุกคน”

ประธานาธิบดีอิหร่าน

คำกล่าวของผู้นำอิหร่านมีขึ้นหลังจากที่สถานีโทรทัศน์ ISNA ได้เผยแพร่คำแถลงจากกองทัพถึง การยอมรับความผิดพลาดของมนุษย์ จนเป็นเหตุให้เครื่องบินของสายการบินยูเครนถูกยิงตกในช่วงเวลาเดียวกันกับที่อิหร่านเปิดฉากโจมตี ตอบโต้ฐานทัพสหรัฐ 2 แห่งในอิรัก

คำประกาศของผู้นำอิหร่านสอดคล้องกับข้อความในแถลงการณ์ตอนหนึ่งที่ระบุว่า “ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องและมีส่วนในความรับผิดชอบ จะถูกส่งไปพิจารณาความผิดยังศาลทหาร และจะต้องรับโทษ”

ตร.ยุโรปสกัดทันควัน แก๊งโจรวางแผนปล้นสมบัติวังฝรั่งเศส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/611414

  • วันที่ 11 ม.ค. 2563 เวลา 15:24 น.

ตร.ยุโรปสกัดควัน แก๊งโจรวางแผนปล้นสมบัติวังฝรั่งเศส

ตำรวจฝรั่งเศสรวบทันควัน แก๊งโจรเตรียมปล้นพิพิธภัณฑ์ Chinese Museum กลางพระราชวังฟงแตนโบล เชื่อมาเฟียจีนมีเอี่ยว

สำนักข่าว EL PAIS ของสเปนรายงานว่า ตำรวจฝรั่งเศสได้ทำการจับกุมชายสัญชาติสเปน 5 ราย กับชาวชาวจีน 1 ราย จากความพยายามวางแผนเตรียมปล้นศิลปวัตถุภายใน Chinese Museum ซึ่งเป็นที่จัดแสดงสมบัติส่วนพระองค์ของพระจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ของฝรั่งเศส

รายงานระบุว่า สายข่าวของตำรวจสเปนตรวจสอบพบความเคลื่อนไหวของแก๊งโจรที่มีชื่อว่า “Juan the Kid” วางแผนเตรียมก่อการปล้นที่พิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่งในฝรั่งเศสตำรวจสเปนจึงแจ้งไปยังทางการฝรั่งเศสให้เฝ้าจับตาความเคลื่อนไหวของแก๊งดังกล่าว กระทั่งเช้าตรู่ของวันที่ 28 ธ.ค. ปี 2019 ที่ผ่านมา ตำรวจฝรั่งเศสบุกเข้าไปจับกุมผู้ต้องสงสัยทั้ง 6 คนที่ภายใน โรงแรมแห่งหนึ่งในเมือง Nemours ห่างจากพระราชวังฟงแตนโบลราว 16 กม.

ตำรวจเชื่อว่าแก๊งมาเฟียจีนอาจเป็นผู้ว่าจ้างหัวขโมยสเปนกลุ่มนี้ ให้ลงมือปล้นวังด้วยเงินค่าจ้างราว 8 แสนยูโร

สายสืบฝรั่งเศสซึ่งติดตามกลุ่มผู้ต้องสงสัยทั้ง 6 คนเป็นเวลาหลายวัน พบว่า ทั้ง 6 มีการแฝงตัวเข้าไปเป็นนักท่องเที่ยวเข้าชมพระราชวัง รวมถึงซื้อสิ่งของต่างๆเพื่อเตรียมการอาทิ ถุงมือ หมวกฮู้ด พลั่วและชะแลง รวมถึงมีการขโมยรถยนต์ด้วยอีกสองคัน

ตำรวจฝรั่งเศสเผยว่า ขณะบุกเข้าจับกุมนั้น ได้พบกับหลักฐานเป็นภาพถ่ายของวัตถุโบราณและสมบัติราชวงศ์เอเชีย ซึ่งวัตถุเป้าหมายที่แก๊งโจรกลุ่มนี้เตรียมบุกปล้น

สำหรับพิพิธภัณฑ์ Chinese Museum ซึ่งตั้งอยู่ในภายในพระราชวังฟงแตนโบลเป็นสถานที่จัดแสดงสมบัติของพระจักรพรรดินโปเลียนที่สาม กับพระจักรพรรดินียูจีนี เดอ มอนตีโค ซึ่งเมื่อเดือนมีนาคมปี 2015 พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เคยถูกแก๊งหัวขโมยบุกปล้นมาแล้ว

ในครั้งนี้กลุ่มโจรได้ขโมยสมบัติล้ำค่าไปราว 20 ชิ้น หนึ่งในนั้นรวมถึง พระมหาพิชัยมงกุฎจำลองที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ถวายเป็นเครื่องมงคลราชบรรณาการแด่จักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ของฝรั่งเศส ซึ่งปัจจุบันยังคงสูญหาย

ทั้งนี้ สมบัติวัตถุที่ถูกขโมยไปจากฝรั่งเศสนั้น หัวขโมยมักทำตาม”ออเดอร์” จากบรรดาผู้ซื้อต่างชาติ ซึ่งพบว่ากว่า 90% ของสมบัติที่ถูกขโมย จะถูกลักลอบนำออกจากฝรั่งเศสอย่างรวดเร็วแบบไร้ร่องรอย

จีนพบผู้เสียชีวิตรายแรกจากโรคปอดปริศนา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/611404

  • วันที่ 11 ม.ค. 2563 เวลา 14:01 น.

จีนพบผู้เสียชีวิตรายแรกจากโรคปอดปริศนา

คณะกรรมการสาธารณสุขเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ยทางตอนกลางของจีน เผยว่าชายวัย 61 ปีที่ป่วยด้วยโรคปอดปริศนาเสียชีวิตเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ถือเป็นผู้เสียชีวิตรายแรกของประเทศ

ชายคนดังกล่าวยังมีประวัติเป็นโรคตับเรื้อรังและมะเร็งในช่องท้อง และเคยเดินทางไปยังตลาดขายอาหารทะเลที่จำหน่ายสัตว์ป่าซึ่งเป็นจุดที่เชื้อแพร่กระจายด้วย

คณะกรรมการยังเผยอีกว่าในจำนวนผู้ป่วย 41 คนที่แพทย์วินิจฉัยว่าติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกับโรคซาร์ส มีผู้ป่วย 7 รายอาการสาหัส และ 2 รายออกจากโรงพยาบาลแล้ว โดยไม่พบผู้ป่วยรายใหม่ตั้งแต่วันที่ 3 ม.ค.ที่ผ่านมา

โรคไวรัสชนิดใหม่นี้ระบาดเมื่อเดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว โดยเริ่มต้นที่ตลาดขายอาหารทะเลในแห่งหนึ่งในเมืองอู่ฮั่น ซึ่งตลาดแห่งนี้ยังจำหน่ายสัตว์ป่า อาทิ สัตว์ปีก งู และเครื่องในกระต่ายที่คาดว่าเป็นพาหะของเชื้อโรคด้วย

ขณะที่สถานการณ์ในฮ่องกงมีผู้ป่วยที่มีอาการเกี่ยวกับทางเดินหายใจหลังเดินทางกลับจากเมืองอู่ฮั่น 54 รายเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล ในจำนวนนี้ 31 รายออกจากโรงพยาบาลแล้ว ส่วนที่เกาหลีใต้พบผู้ป่วยรายแรกของประเทศเป็นหญิงวัย 36 ปีที่มีประวัติเดินทางไปยังเมืองอู่ฮั่น 2 ครั้งเมื่อเดือนก่อน ทั้งนี้ โคโรนาไวรัสคือกลุ่มไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจตั้งแต่การเป็นไข้ไปจนถึงโรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันร้ายแรง หรือโรคซาสร์ส

จากโคโรนาไวรัสที่เกิดกับมนุษย์ทั้ง 6 สายพันธุ์ 4 สายพันธุ์ก่อให้เกิดอาการเกี่ยวกับทางเดินหายใจไม่รุนแรงมากคล้ายกับโรคหวัด ส่วนอีก 2 สายพันธุ์ค่อนข้างร้ายแรงถึงขั้นทำให้เสียชีวิตคือ โรคซาร์สที่เริ่มระบาดจากจีนเมื่อปี 2002-2003 ทำให้มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกกว่า 700 ราย และโรคเมอร์สที่มีจุดเริ่มต้นในตะวันออกกลางเมื่อปี 2012 ที่คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกกว่า 850 ราย

ด้านเมืองอู่ฮั่นของจีนถือเป็นศูนย์กลางการเดินทางที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของจีน ในช่วงวันหยุดยาวซึ่งรวมถึงตรุษจีนที่กำลังจะมาถึงจะมีผู้คนเดินทางผ่านเมืองนี้นับล้านๆ คน

อิหร่านยอมรับพลาด ยิงเครื่องบินยูเครนตก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/611389

  • วันที่ 11 ม.ค. 2563 เวลา 11:12 น.

อิหร่านยอมรับพลาด ยิงเครื่องบินยูเครนตก

อิหร่านยอมรับแล้ว กองทัพพลาดเผลอยิงเครื่องบินยูเครนโดยไม่ได้ตั้งใจ

ทางการอิหร่านได้ประกาศว่า กองทัพอิหร่านยอมรับความผิดพลาดจากการที่เผลอยิงเครื่องบินโบอิ้ง 737-800 ของสายการบินยูเครนตกจนเป็นสาเหตุที่มีผู้โดยสารและลูกเรือเสียชีวิตทั้งลำ 176 ชีวิต

แถลงการณ์จากทางการอิหร่านได้รับการเปิดเผยผ่านสถานีโทรทัศน์ ISNA ในช่วงเช้าของวันนี้ (11 ม.ค.) โดยระบุว่า เหตุยิงเครื่องบินยูเครนตกนั้นมาจาก “ความผิดพลาดของมนุษย์” (human error) และฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องความผิดพลาดครั้งนี้จะต้องรับผิดชอบทั้งหมด รวมถึงรัฐบาลอิหร่านได้กล่าวแสดงความเสียใจ และขอโทษต่อครอบครัวเหยื่อผู้เสียชีวิตทั้งที่เป็นชาวอิหร่านและผู้เสียชีวิตชาวต่างชาติบนเครื่อง

ก่อนหน้านี้ อิหร่านได้ปฏิเสธรายงานที่ระบุว่า มีเครื่องบินโดยสารถูกยิงโดยจรวดมิสไซล์ตกใกล้กับกรุงเตหะรานเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงของปฏิบัติการตอบโต้สหรัฐ ซึ่งภายหลังเหตุเครื่องบินตก สำนักการบินพลเรือนอิหร่านประกาศว่าจะไม่ส่งกล่องดำทั้ง 2 กล่องให้กับบริษัทโบอิ้งของสหรัฐเพื่อสอบสวนการตก

แถลงการณ์ของฝ่ายทหารอิหร่านระบุว่า เครื่องบินของยูเครนถูกเข้าใจผิดว่าเป็นอากาศยานของฝ่ายศัตรู เนื่องจากได้บินมุ่งหน้าไปยังที่ตั้งของฐานบัญชาการของกองกำลังปฏิวัติอิหร่าน ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว “ทหารอิหร่านอยู่ในสถานะเตรียมพร้อมขั้นสูงสุด” ท่ามกลางความตึงเครียดขั้นสุดกับสหรัฐ

“ด้วยสภาพเช่นนี้จากความผิดพลาดของมนุษย์และการกระทำโดยไม่ได้ตั้งใจ ส่งผลให้เครื่องบินถูกโจมตี .. อิหร่านขอโทษสำหรับเหตุอันเศร้าสลดดังกล่าว รวมถึงจะอัพเดตระบบป้องกันใหม่ให้ทันสมัยมากขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาดในอนาคต ฝ่ายที่ต้องรับผิดชอบจะถูกส่งไปพิจารณาความผิดยังศาลทหาร และจะต้องรับโทษต่อไป” 

สำหรับเครื่องบินโบอิ้ง 737-800 ของสายการบิน Ukraine International Airlines เที่ยวบินที่ PS752 บินขึ้นจากท่าอากาศยานกรุงเตหะราน ช่วงเวลา 06.12 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันที่ 8 ม.ค.ที่ผ่านมา มุ่งหน้าไปยังกรุงเคียฟของยูเครน ได้ประสบเหตุตกหลังบินขึ้นจากสนามบินในเตหะรานได้เพียงไม่กี่นาที มีผู้โดยสารบนเครื่อง 167 คน จำนวนนี้เป็นพลเมืองอิหร่านมากที่สุดถึง 82 คน ตามด้วยแคนาดา 63 ยูเครน 11 สวีเดน 10 อัฟกัน 4 ชาวเยอรมันและอังกฤษประเทศละ 3 ราย

ช่วงเวลาที่เครื่องบินออกจากสนามบินเตหะราน เป็นช่วงเวลาไล่เลี่ยที่อิหร่านมีปฏิบัติการยิงมิสไซล์จำนวนหลายสิบลูก โจมตีฐานทัพของสหรัฐ 2 แห่งในอิรัก

ก่อนหน้านี้ (10 ม.ค.) สำนักข่าว CBS ของสหรัฐได้อ้างแหล่งข่าวเป็นเจ้าหน้าที่สำนักข่าวกรองสหรัฐ พบหลักฐานที่เชื่อได้ว่า เครื่องบินลำดังกล่าวตกเพราะอาจถูกลูกหลงจากมิสไซล์ของอิหร่าน โดยระบบดาวเทียมสอดแนมของสหรัฐได้ตรวจจับสัญญาณอินฟาเรดของการยิงขีปนาวุธ 2 ลูก ก่อนที่จะมีการระเบิดตามมา ซึ่งข่าวกรองสหรัฐเชื่อว่าระบบขีปนาวุธอิหร่านอาจเข้าใจผิดคิดว่าเครื่องบินโดยสารดังกล่าวเป็นเครื่องบินรบของสหรัฐ

เช่นเดียวกับนายกรัฐมนตรีตจัสติน ทรูโดของแคนาดา ซึ่งแถลงยอมรับว่าจากข้อมูลข่าวกรอง เชื่อว่าสาเหตุของเครื่องบินตก มาจากการจรวดมิสไซล์ของอิหร่าน

ด้านนาย Javad Zarif รมว.ต่างประเทศอิหร่าน ได้ทวีตข้อความแถลงการณ์ระบุว่า ..  “เป็นวันอันน่าเศร้า ข้อสรุปเบื้องต้นของการตรวจสอบภายในโดยกองกำลังอิหร่านพบเป็นความผิดพลาดของมนุษย์ในช่วงเวลาวิกฤตที่เกิดจากการเผชิญหน้ากับสหรัฐ จนนำไปสู่ความสูญเสียอันเศร้าสลด รัฐบาลอิหร่านขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งขอโทษ และแสดงความเสียใจต่อประชาชนของเรา ต่อครอบครัวของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อทั้งหมด รวมทั้งต่อครอบครัวของพลเมืองต่างชาติที่ได้รับผลกระทบ”

สุลต่านกอบูสแห่งโอมานสวรรคต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/611383

  • วันที่ 11 ม.ค. 2563 เวลา 10:25 น.

สุลต่านกอบูสแห่งโอมานสวรรคต

สมเด็จพระราชาธิบดีสุลต่านกอบูส บิน ซาอิด อัล ซาอิด แห่งโอมาน เสด็จสวรรคต สิริพระชนมพรรษา 79 พรรษา

สื่อทางการของโอมานรายงานว่า สมเด็จพระราชาธิบดีสุลต่านกอบูส บิน ซาอิด อัล ซาอิด แห่งโอมาน (Qaboos bin Said al Said) เสด็จสวรรคตแล้วหลังจากที่พระองค์ทรงพระประชวรด้วยโรคต่างๆมาเป็นเวลานานสิริรวมพระชนมพรรษา 79 พรรษา

สมเด็จพระราชาธิบดีสุลต่านกอบูส บิน ซาอิด อัล ซาอิด แห่งโอมาน ทรงเป็นกษัตริย์ที่ทรงครองราชย์ยาวนานที่สุดของโลกอาหรับรวมระยะเวลาถึง 50 ปี

สุลต่านกอบุส ทรงเป็นประมุขและผู้ปกครองของโอมาน ซึ่งเป็นประเทศที่ปกครองด้วยระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยพระองค์เคยทรงเสกสมรสหนึ่งครั้ง แต่ภายหลังได้ทรงหย่า โดยไม่มีรัชทายาท การนี้รัฐบาลโอมานได้ประกาศไว้อาลัยเป็นเวลา 3 วัน

ทังนี้เมื่อสุลต่านกอบูสสิ้นพระชนม์ โดยไม่มีรัชทายาท รวมถึงทรงไม่ได้แต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ตามรัฐธรรมนูญของโอมานระบุว่า สภากลาโหมโอมานได้กราบบังคมทูลเชิญสมาชิกระดับสูงในราชวงศ์อัล ซาอิด เพื่อหารือในการเลือกสุลต่านผู้ปกครองโอมานพระองค์ใหม่ และการคัดเลือกนี้จะต้องเสร็จสิ้นภายในเวลา 3 วัน นับตั้งแต่ทรงสุลต่านกอบูสสิ้นพระชนม์

ตลอดระยะเวลากว่า 50 ที่สุลต่านกอบูสครองราชย์ ทรงได้นำพาโอมาน ประเทศซึ่งมีประชากรราว 4.6 ล้านคน สู่ความมั่งคั่งและเจริญก้าวหน้าด้วยนโยบายที่เป็นกลางในภูมิภาคอาหรับ

สุลต่านกอบูสทรงขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 1970 ด้วยวิธีการรัฐประหารสมเด็จพระราชาธิบดีสุลต่านซะอีด บิน เตมัวร์ ผู้เป็นพระบิดาของพระองค์เอง ซึ่งเป็นผู้ปกครองหัวอนุรักษ์นิยม

ว่ากันว่ารัชสมัยของบิดาของพระองค์ ทรงปกครองโอมานด้วยนโยบายปฏิเสธความเจริญจากต่างชาติไม่ว่าเป็นการแบนเทคโนโลยีทันสมัยในยุคนั้น ทั้งห้ามฟังวิทยุ แม้แต่การห้ามสวมแว่นกันแดด

เมื่อกระทำรัฐประหารสำเร็จ สุลต่านกอบูส ทรงประกาศทันทีว่าจะนำพาโอมานด้วยนโยบายเป็นกลางทางภูมิภาค ทรงเดินหน้าพัฒนาประเทศ ด้วยการใช้น้ำมันซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ

อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะทรงนำพาโอมานสู่ความมั่งคั่ง แต่ด้วยการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ส่งผลให้ครั้งหนึ่งในปี 2011 ผู้คนในโอมานเคยออกมาประท้วงระบอบการปกครองของพระองค์ ซึ่งเป็นผลมาจากกระแสอาหรับสปริงในช่วงเวลานั้น

Smart Cambridge Mask หน้ากากกันฝุ่นอัจฉริยะเกินตัว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/611366

  • วันที่ 10 ม.ค. 2563 เวลา 20:15 น.

Smart Cambridge Mask หน้ากากกันฝุ่นอัจฉริยะเกินตัว

ฝุ่น PM2.5 ในกรุงเทพเริ่มกลับมาปกคลุมหน้าแน่นอีกครั้งหนึ่งแล้ว หน้ากากอนามัยที่ทั้งดีไซน์เก๋และมีประสิทธิภาพถือเป็นตัวช่วยที่ดีสำหรับชาวกรุง

สถานการณ์ฝุ่นในกรุงเทพฯ กลับมาอยู่ในระดับสีแดงในหลายๆ จุดอีกครั้ง ประชาชนอย่างเราๆ ก็คงต้องสวมหน้ากากอนามัยที่สามารถกรองฝุ่นละอองขนาดเล็กเหล่านี้กันต่อไปอีกสักระยะ หน้ากากอนามัยจึงกลายเป็นกระแสยอดฮิตของคนกรุง และเคยเป็นสินค้าหายากหรือแรร์ไอเทมมาแล้ว

ความจริงแล้วกรุงเทพฯ ไม่ใช่เมืองหลวงแห่งเดียวที่เผชิญปัญหานี้

ช่วงไม่กี่ปีก่อนหน้านี้กรุงปักกิ่งของจีนถูกฝุ่นควันพิษปกคลุมหนาแน่นเสียจนแทบจะมองไม่เห็นทาง

คนจีนต้องสังเวยชีวิตจากการหายใจเอาควันพิษเข้าไปนับล้านๆ คน

ความรุนแรงนี้ทำให้หนุ่มอังกฤษตัวเล็กๆ คนหนึ่งลงมือคิดค้นนวัตกรรมหน้ากากอนามัยที่ช่วยปกป้องลมหายใจของผู้คนในเมืองหลวงของจีน

จนได้รับการขนานนามว่าเป็น “หน้ากากอนามัยอัจฉริยะ” ชิ้นแรกของโลก

หลังจบการศึกษาจาก ม.เคมบริดจ์ คริสโตเฟอร์ ด็อบบิง หนุ่มเมืองผู้ดีก็ย้ายไปทำงานด้านที่ปรึกษาด้านการศึกษาที่ประเทศจีนตั้งแต่ปี 2012

ระหว่างนั้นเขาได้เห็นเพื่อนร่วมงานชาวจีนหลายคนป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจ

และยิ่งช็อกเข้าไปอีกสำหรับคนที่เติบโตมาจากแถบชนบทซึ่งมีอากาศที่บริสุทธิ์ เมื่อเขาสังเกตว่าเด็กๆ ที่นั่นแทบทุกคนจะมีอาการไอและต้องพกยาดมติดตัวตลอดเวลา

เมื่อได้เห็นคุณภาพชีวิตของเด็กๆ ด็อบบิง จึงลงมือศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับมลพิษในอดีตอย่างจริงจัง

ทำให้เขาเข้าใจถึงความยิ่งใหญ่ของปัญหาที่คร่าชีวิตประชากรโลกนับล้านๆ คนในแต่ละปี

ปี 2015 เขาจึงตั้งบริษัทสำหรับผลิตหน้ากากอนามัยในชื่อ Smart Cambridge Mask โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้าเป็นอันดับแรก

ส่วนประกอบของหน้ากากอนามัยล้วนผ่านการคัดเลือกอย่างพิถีพิถัน

ด็อบบิง ซีอีโอและผู้ก่อตั้งบริษัทเผยว่า “ผมเชื่อว่าทุกคนควรได้ออกไปใช้ชีวิตอย่างที่ใจต้องการ โดยไม่ต้องกังวลว่าอากาศข้างนอกจะเป็นอย่างไร และลุคของเราจะเป็นอย่างไรเมื่อต้องสวมใส่หน้ากากอนามัย”

ดังนั้น เขาจึงทุ่มเวลาให้กับการคิดค้น ออกแบบหน้ากากอนามัยที่มาพร้อมทั้งฟังก์ชั่นการใช้งานและมีความเป็นแฟชั่นในอันเดียวกัน

Smart Cambridge Mask ประกอบด้วยชั้นกรองฝุ่นละอองถึง 3 ชั้น

โดยชั้นแรกจะสกัดกั้นอนุภาคและฝุ่นละอองขนาดใหญ่ หรือ PM10

ชั้นที่ 2 ซึ่งประกอบด้วยเส้นใยพอลิโพรไพลีน 3 ชั้น ที่สามารถกรองอนุภาคขนาดเล็ก หรือ PM2.5

จากการทดสอบนั้นเส้นใยในชั้นที่ 2 สามารถกรองอนุภาคขนาดเล็กได้ถึง PM0.3

ส่วนชั้นที่ 3 เป็นคาร์บอนไฟเบอร์ชนิดเดียวกับที่กองทัพอังกฤษใช้ในทางทหาร

ชั้นนี้จะสกัดกั้นเชื้อไวรัส แบคทีเรีย และมลพิษจากแก๊สต่างๆ เช่น ไนโตรเจนออกไซด์จากท่อไอเสียรถยนต์ดีเซล

มาถึงไฮไลท์สำคัญของหน้ากากอัจฉริยะ

นั่นก็คือสมาร์ทวาล์วที่ฝังชิปบลูทูธและเชื่อมต่อกับแอพพลิเคชั่น Cambridge Mask App

วาล์วที่ว่านี้จะทำหน้าที่ตรวจวัดสภาพอากาศรอบตัวผู้ใช้ รวมทั้งจะคำนวณว่าเมื่อไรควรเปลี่ยนแผ่นกรองอากาศ โดยวัดจากรูปแบบการหายใจและสมรรถนะของปอดตามน้ำหนัก ส่วนสูง และเพศ

ด้วยประสิทธิภาพเกินตัว ทำให้หน้ากากอัจฉริยะสัญชาติอังกฤษนี้ได้รับเสียงตอบรับล้นหลาม มีลูกค้าทั่วโลกกว่า 40 ประเทศแล้ว

สตาร์ทอัพในบ้านเราน่าจะเอาอย่างหนุ่มคนนี้บ้าง เพราะความต้องการหน้ากากอนามัยที่มีประสิทธิภาพและดีไซน์เก๋ๆ กำลังสูงมาก

ภาพ : Smart Cambridge Mask

เปิดสมรรถนะขีปนาวุธ Tor-M1 ผู้ต้องสงสัยหลักที่สอยเครื่องบินยูเครน? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/611362

  • วันที่ 10 ม.ค. 2563 เวลา 20:00 น.

เปิดสมรรถนะขีปนาวุธ Tor-M1 ผู้ต้องสงสัยหลักที่สอยเครื่องบินยูเครน?

อิหร่านซื้อ Tor-M1 ครั้งแรกจากรัสเซียเมื่อปี 2005 ตอนนั้นสหรัฐกังวลมาก เพราะมีสมรรถนะสูง เคลื่อนที่เร็ว ความแม่นยำสูง

ท่ามกลางความสงสัยที่ยังไม่มีคำตอบถึงสาเหตุการตกของเครื่องบินโดยสารของยูเครน นายกรัฐมนตรี จัสติน ทรูโด ของแคนาดาที่มีผู้เสียชีวิตจากโศกนาฏกรรมนี้ถึง 63 คน เชื่อว่าขีปนาวุธที่ยิงจากพื้นสู่อากาศคือตัวการ ส่วนรัฐบาลยูเครนกำลังตรวจสอบรายงานที่ระบุว่าพบเศษชิ้นส่วนขีปนาวุธ Tor-M1 ที่ผลิตในรัสเซียในที่เกิดเหตุ

ส่วนคลิปวิดีโอที่สำนักข่าว The New York Times ตรวจสอบแล้ว ปรากฏภาพที่ดูเหมือนจะเป็นขีปนาวุธระเบิดใกล้กับเครื่องบินโดยสารของยูเครนเหนือเมืองพารันด์ ใกล้กับสนามบินในกรุงเตหะราน ซึ่งเป็นบริเวณเดียวกับที่เครื่องบินยูเครนแอร์ไลนส์ เที่ยวบินที่ 752 หายไปจากจอเรดาร์ก่อนตก

ขีปนาวุธ Tor-M1 หรืออีกชื่อที่องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) คือ SA-15 Gauntlet

จากข้อมูลของสมาคมเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์อเมริกัน (FAS) Tor-M1 เป็นขีปนาวุธต่อสู้อากาศยานพิสัยใกล้ที่มีชุดเรดาร์และเครื่องยิงขีปนาวุธติดอยู่บนรถรวมเป็น 1 ระบบ ถูกออกแบบให้โจมตีเป้าหมายที่อยู่ในระดับความสูงไม่เกิน 6,000 เมตร วิถีกระสุน 12 กิโลเมตร

ตามปกติเครื่องบินรบและขีปนาวุธนำวิถีซึ่งเป็นเป้าหมายการโจมตีของ Tor-M1 มักจะบินหลอกล่อเพื่อหลีบหลีกการตรวจจับของเรดาร์ รวมทั้งมีระบบเป้าลวง อาทิ Chaff แผ่นอะลูมิเนียมขนาดเล็กสะท้อนคลื่นเรดาร์สำหรับรบกวนการตรวจจับของเรดาร์ หรือ flare หรือพลุไฟ สำหรับรับมือกับจรวดนำวิถีด้วยความร้อน โดยการสร้างความร้อนให้ใกล้เคียงกับอุณหภูมิของเครื่องบินรบ ทำให้ Tor-M1 จับเป้าหมายได้ยาก

การโจมตีของ Tor-M1 จะต้องระบุเป้าหมายบนจอเรดาร์และสั่งปล่อยขีปนาวุธ

ส่วนเครื่องบินพาณิชย์จะมีเครื่องรับส่งเรดาร์ที่ระบุตัวตน ความเร็ว และระดับการบินไปยังคลื่นความถี่ที่นานาชาติกำหนดไว้ ดังนั้นเครื่องบินของยูเครนจะปรากฏทั้งบนจอเรดาร์ของการบินพลเรือนและของจอเราดาร์สั่งการของ Tor-M1

นอกจากนี้ อดีตเจ้าหน้าที่ป้องกันภัยทางอากาศของสหภาพยุโรปซึ่งปัจจุบันทำงานด้านเทคโนโลยีระบบป้องกันขีปนาวุธ เผยว่า ปกติแล้วเส้นทางการบินและรหัสเครื่องส่งเราดาร์ของสายการบินพาณิชย์จะถูกส่งไปยังฐานทัพที่อยู่ใกล้กับสนามบิน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ควบคุมขีปนาวุธเทียบเคียงเครื่องบินแต่ละลำบนจอเราดาร์กับเส้นทางการบินที่ได้รับและแยกแยะเป้าหมาย

Tor-M1 เป็นขีปนาวุธนำวิถีด้วยเรดาร์ เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 3 เท่าของความเร็วเสียง หรือราว 3,708 กิโลเมตรรต่อชั่วโมง หมายความว่าหากถูกตั้งพิกัดให้โจมตีเป้าหมายที่อยู่ห่างออกไป 5 กิโลเมตร ขีปนาวุธนี้จะไปถึงเป้าหมายภายใน 5 วินาที ด้วยความเร็วระดับนี้หากสั่งยิงไปแล้ว โอกาสจะสั่งยกเลิกแทบเป็นไปไม่ได้เลย

Tor-M1 ยังถูกออกแบบให้สาดพ่นเศษโลหะเข้าใส่เป้าหมายก่อนการระเบิดด้วย ตรงนี้มีจุดน่าสังเกตว่าเศษชิ้นส่วนของเครื่องบินยูเครนมีรูคล้ายรูกระสุนอยู่ด้วย รูเหล่านั้นอาจจะมาจากเศษโลหะนี้หรือไม่

ไมเคิล ดัสแมน นักวิจัยจากสถาบัน Middlebury Institute of International Studies เผยว่า Tor-M1 เป็นหนึ่งในระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ทันสมัยที่สุดของอิหร่าน ตอนที่อิหร่านซื้อ Tor-M1 จากรัสเซียในช่วงกลางทศวรรษ 2000 สหรัฐแสดงความกังวลเกี่ยวกับดีลซื้อขายนี้อย่างมาก เนื่องจาก Tor-M1 มีสมรรถนะค่อนข้างสูง

เจ้าหน้าที่สหรัฐรายหนึ่งเผยกับ The New York Times ว่า ดาวเทียมตรวจจับการปล่อยขีปนาวุธของสหรัฐตรวจพบการยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้ของอิหร่านในวันที่เครื่องบินยูเครนตก

และก่อนหน้านี้ระบบอินฟราเรดตรวจจับการยิงขีปนาวุธของสหรัฐเคยตรวจพบขีปนาวธต่อต้านอากาศยานที่ยิงโดยกลุ่มก่อการร้ายในภาคตะวันออกของยูเครนที่รัสเซียให้การหนุนหลังที่ทำให้เครื่องบินของสายการบินมาเลเซียแอร์ไลนส์ เที่ยวบิน MH17 ตกเมื่อปี 2014 จนมีผู้เสียชีวิตทั้งลำ 298 ราย

อย่างไรก็ดี หลังจากหน่วยข่าวกรองของอังกฤษและแคนาดาเผยตรงกันว่า ความผิดพลาดของระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่านทำให้เครื่องบินยูเครนตก อาลี อาเบดซาเดห์ ผู้บริหารองค์กรการบินพลเรือนของอิหร่านปฏิเสธพัลวัน โดยเผยว่า มั่นใจว่าเครื่องบินลำดังกล่าวไม่ได้ถูกขีปนาวุธยิง

หลังจากนี้คงต้องรอปะติดปะต่อข้อมูลที่เก็บกู้ได้จากกล่องดำเพื่อไขปริศนาให้ชาวโลกรับรู้

คาดไฟป่าคร่าชีวิตโคอาล่าบนเกาะจิงโจ้เกือบครึ่ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/611360

  • วันที่ 10 ม.ค. 2563 เวลา 18:47 น.

คาดไฟป่าคร่าชีวิตโคอาล่าบนเกาะจิงโจ้เกือบครึ่ง

ไฟป่าเผาผลาญ “เกาะจิงโจ้” ของออสเตรเลีย คาดโคอาล่านับหมื่นสังเวยชีวิต

วิกฤตไฟป่าที่ออสเตรเลียกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ ได้ส่งผลกระทบต่อจำนวนปริมาณสัตว์ในท้องถิ่นหลากหลายสายพันธุ์ รวมถึงโคอาล่าที่อาศัยบนเกาะจิงโจ้ (Kangaroo Island) ซึ่งเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดอันดับสามของออสเตรเลีย และเป็นเขตอนุรักษ์สัตว์ป่าที่เป็นบ้านของบรรดาสัตว์ท้องถิ่นของออสเตรเลีย

ช่วงหลายวันที่ผ่านมาเกาะแห่งนี้ซึ่งอยู่ในพื้นที่ของรัฐเซาท์ออสเตรเลีย ก็เป็นอีกแห่งที่ได้รับผลกระทบจากไฟป่าอย่างหนักไม่แพ้กัน

สัตว์แพทย์และอาสาสมัครจากกองทัพออสเตรเลียได้เข้าช่วยเหลือบรรดาโคอาล่าที่ได้รับบาดเจ็บจากไฟป่าในครั้งนี้ โดยขณะนี้มีโคอาล่าราวๆ 60 อยู่ภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่แล้ว

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ก่อนหน้านี้บนเกาะจิงโจ้มีโคอาล่าอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นและมีสุขภาพดีเป็นจำนวนมา แต่ความรุนแรงของไฟป่าทื่เกิดขึ้นเมื่อสามสี่วันก่อนหน้านี้ ประเมินว่าอาจมีโคอาล่าราวๆ 25,000-30,000 ตัว ต้องสังเวยชีวิตให้กับกองเพลิง ซึ่งนั่นเป็นจำนวนโคอาล่าเกือบครึ่งของทั้งเกาะ

เจ้าหน้าที่สัตวแพทย์ Garnett Hall จากกองทัพออสเตรเลีย เผยว่า หนึ่งในโคอาล่าตัวผู้ที่รับเขามา ดูแล ได้รับบาดเจ็บจากแผลไฟไหม้ที่บริเวณเท้าและขาของมัน ขนบางส่วนมีรอยไหม้ และพบว่าควันไฟได้ทำลายปอดของมัน

นาย Hall อธิบายว่า มันเป็นโคอาล่าที่ได้รับบาดเจ็บหนักที่สุดจากหลายๆตัวที่รับมาดูแล โดยโคอาล่าเป็นสัตว์ที่สามารถติดเชื้อจากแผลไฟไหม้ได้ง่าย

Hall ยังเผยอีกว่ามีสัตว์อีกหลายตัวที่ต้องเขารับการผ่าตัดนำเนื้อตายและสิ่งแปลกปลอมออก อันเกิดจากแผลไฟไหม้ซึ่งกระบวนการรักษาต้องทำเช่นนี้ซ้ำหลายครั้ง

สำหรับสถานการณ์ไฟป่าขณะนี้พบว่าบางพื้นที่มีสถานการณ์ดีขึ้น บางพื้นที่ไฟป่ายังคงเผาผลาญอยู่เช่นในรัฐวิคตอเรีย ซึ่งทางการได้สั่งอพยพประชาชนถึง 240,000 ในหลายพื้นที่แม้ว่าจะมีคำพยากรณ์อากาศว่าฝนอาจตกลงมา แต่สถาการณ์ยังคงน่าเป็นห่วงเนื่องกระแสลมแรงอาจโหมให้ไฟเผาผลาญรุนแรงขึ้น

ขณะที่หลายฝ่ายหวั่นว่าสภาพอากาศที่ร้อนจัดซึ่งจะมีขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์นี้จะก่อให้เกิดเปลวไฟในบ้างที่รุนแรงขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

ชาวแคนาดาอาจต้องรับภาระค่าใช้จ่ายอารักขาเจ้าชายแฮร์รี่และพระชายา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/611334

  • วันที่ 10 ม.ค. 2563 เวลา 14:59 น.

ชาวแคนาดาอาจต้องรับภาระค่าใช้จ่ายอารักขาเจ้าชายแฮร์รี่และพระชายา

ควีนรับสั่งเร่งหาทางออกปัญหาเจ้าชายแฮร์รี่-พระชายา หลังประกาศ “ลดบทบาท” จากสมาชิกราชวงศ์ระดับสูง

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานถึงความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาความปลอดภัย ที่ระบุว่า ผู้เสียภาษีชาวแคนาดาอาจต้องรับภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาความปลอดภัยของเจ้าชายแฮร์รี่ และดัชเชสเมแกน แห่งซัสเซกส์ หลังจากที่ทั้งประกาศขอลดบทบาทจากการเป็นสมาชิก”ระดับสูง”ของราชวงศ์

ในคำประกาศของเจ้าชายแฮร์รี่-ดัชเชสเมแกน เมื่อวานนี้ (9 ม.ค.) มีใจความตอนหนึ่งว่า ทั้งสองพระองค์ขอลดบทบาทในฐานะสมาชิกราชวงศ์ชั้นสูงลง ทำงานเพื่อให้มีอิสระทางการเงินมากขึ้น นอกจากนี้ทั้งสองประกาศเตรียมไปใช้ชีวิตยังแถบอเมริกาเหนือกันมากขึ้น แต่ก็ยังคงจะรักษาสมดุลระหว่างการใช้ชีวิตในสหราชอาณาจักรกับอเมริกาเหนือ

แม้ในคำแถลงจะไม่ระบุอย่างชัดเจนว่าทั้งสองพระองค์จะใช้ชีวิตในประเทศใดในอเมริกาเหนือซึ่งประกอบด้วยแคนาดาและสหรัฐ แต่หลายฝ่ายเชื่อว่าทั้งสองจะใช้ชีวิตอยู่ในแคนาดา เนื่องจากตลอดช่วง 6 สัปดาห์สุดท้ายของปี 2019 ทั้งสองพระองค์และอาร์ชี่โอรสน้อย ใช้ชีวิตอยู่ในแคนาดาเป็นส่วนใหญ่

แคนาดา เป็นหนึ่งประเทศที่อยู่ในเครือจักรภพอังกฤษ ดังนั้นการจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่รัฐบาลแคนาดาจะถวายความปลอดภัยให้กับทั้งสอง เนื่องจากข้อผูกพันธ์ทางกฎหมายในกลุ่มประเทศเครือจักรภพ

นาย Larry Busch อดีตตำรวจหลวงแคนาดาที่เคยให้การอารักขาบุคคลสำคัญของโลกหลายคนขณะอยู่ในแคนาดา อธิบายว่า ดยุกและดัชเชสแห่งซัสเซกส์แม้จะบอกว่าขอลดบทบาทในสมาชิกราชวงศ์อังกฤษ เพื่อมีอิสระทางการเงินมากขึ้น แต่ทั้งสองไม่สามารถปฏิเสธได้หากรัฐบาลแคนาดาจะถวายการอารักขาแม้จะไม่เป็นการถาวรก็ตาม ซึ่งนอกจากสองพระองค์แล้ว ยังรวมถึงความปลอดภัยของอาร์ชี่ โอรสน้อยที่มีพระชันษา 8 เดือนด้วย

อย่างไรก็ดี มีผลสำรวจของสื่อท้องถิ่นในแคนาดาที่ได้สอบถามความเห็นของประชาชนเมื่อวันที่ 6 ม.ค. ซี่งมีขึ้นสองวันก่อนที่ทั้งสองจะประกาศข่าวสำคัญ โดยจากการสำรวจใน 1,515 คน พบว่ากว่า 60% ของผู้ตอบสอบถามสนับสนุนให้เจ้าชายแฮร์รี่ขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ของสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่สองในแคนาดา

 

#Megxit กระหึ่มโซเชียล ข่าวการประกาศลดบทบาทในราชวงศ์ของเจ้าชายและพระชายาลงหน้าหนึ่งในสื่อทุกฉบับของอังกฤษ

ผลจากคำประกาศของดยุกและดัชเชสแห่งซัสเซกส์เมื่อวานนี้ ทำให้บรรดาโลกโซเชียลโดยเฉพาะในอังกฤษติด #Megxit ซึ่งล้อเลียนประเด็น Brexit ของอังกฤษ นอกจากนี้บรรดาหนังสือพิมพ์ทุกเจ้าในอังกฤษ ได้ลงข่าวการประกาศลดบทบาทสมาชิกของทั้งสองพระองค์เป็นข่าวหน้าหนึ่ง

นอกจากนี้ยังมีรายงานจาก BBC ว่าสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ และเจ้าชายวิลเลียม ทรงรับสั่งให้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงในสำนักพระราชวังร่วมหาทางออกประเด็นเจ้าชายแฮร์รี่กับดัชเชสเมแกน เนื่องจากคำประกาศดังกล่าวนั้นทางวังบักกิ้งแฮมยังไม่ทราบเรื่องมาก่อน ซึ่งทางบักกิ้งแฮมระบุในแถลงการณ์ว่า การหารือเรื่องนี้ของดยุกและดัชเชสแห่งซัสเซกส์ที่มีแผนจะลดบทบาทจากสถานะสมาชิกพระราชวงศ์ ยังอยู่ในช่วงแรกเริ่ม และทางเรา(สำนักพระราชวังอังกฤษ) เข้าใจความต้องการของดยุคกับดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ที่จะเดินทางเส้นทางที่แตกต่าง แต่นี่เป็นเรื่องซับซ้อน และทางเรารู้สึกเสียใจมากถึงการตัดสินใจของดยุกและดัชเชสแห่งซัสเซกส์