สถานทูตแถลง สหรัฐวางแผนที่จะบริจาควัคซีนให้กับไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657439

วันที่ 07 ก.ค. 2564 เวลา 17:16 น.

เฟซบุ๊คของสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย (@usembassybkk) เผยแพร่แถลงการณ์การเรื่องรัฐบาลสหรัฐจะมอบวัคซีนให้ไทย

เนื้อหาของแถลงการณ์ที่เผยแพร่ในเฟซบุ๊คมีดังนี้

ประธานาธิบดีไบเดนของสหรัฐอเมริกาประกาศแผนการส่งมอบวัคซีนโควิด-19 ที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพจำนวน 80 ล้านโดสให้กับประเทศต่าง ๆ ที่มีความจำเป็นในทั่วโลก ประเทศไทยจะได้รับวัคซีนที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพจำนวนหนึ่งจากการบริจาคดังกล่าว สหรัฐฯ บริจาควัคซีนเหล่านี้เพื่อช่วยชีวิตผู้คนและนำชาติทั้งหลายในการยุติโรคระบาดใหญ่นี้

ในแผนการบริจาควัคซีนจำนวน 80 ล้านโดสดังกล่าว สหรัฐฯ จะมอบวัคซีนกว่า 23 ล้านโดสให้กับประเทศต่าง ๆ ในเอเชีย ซึ่งจะทำให้ภูมิภาคนี้รวมถึงประเทศไทยปลอดภัย การบริจาควัคซีนเหล่านี้เป็นความช่วยเหลือนอกเหนือไปจากความช่วยเหลือมูลค่า 4,000 ล้านเหรียญที่สหรัฐฯ ได้ให้ผ่านทางโคแวกซ์ ซึ่งเป็นโครงการจัดสรรวัคซีนโควิด-19 ให้แก่นานาประเทศอย่างเท่าเทียม โดยรวมถึงวัคซีนไฟเซอร์ 500 ล้านโดสในปีที่กำลังจะมาถึง

กว่า 60 ปี สหรัฐฯ และไทยผนึกกำลังรับมือกับปัญหาสำคัญที่ส่งผลต่อการสาธารณสุข ความร่วมมือนี้เพิ่มพูนขึ้นนับตั้งแต่เกิดการระบาด โดยสหรัฐฯ ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับภาคีชาวไทยในการเสริมสร้างความเข้มแข็งเพื่อตอบสนองต่อโรคโควิด-19 รวมถึงช่วยให้ไทยเข้าถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่สำคัญได้ จนถึงปัจจุบัน รัฐบาลสหรัฐฯ ได้มอบความช่วยเหลือที่เกี่ยวข้องกับโรคโควิด-19 ให้กับไทยแล้วเป็นมูลค่ากว่า 40 ล้านเหรียญ (1,280 ล้านบาท) แผนบริจาควัคซีนครั้งนี้จะเพิ่มมูลค่าความช่วยเหลือดังกล่าวเป็นอย่างมาก

จนถึงปัจจุบัน สหรัฐฯ ได้มอบความช่วยเหลือซึ่งรวมไปถึงเครื่องช่วยหายใจ หน้ากากกรองอากาศ ชุดตรวจหาการติดเชื้อ หน้ากากอนามัย แว่นตานิรภัย และอุปกรณ์ป้องกันอื่น ๆ สำหรับแพทย์และพยาบาลชาวไทย มูลค่ารวม 28.5 ล้านเหรียญ ตลอดจนการช่วยเหลือผู้พลัดถิ่นตามแนวชายแดน นอกจากนี้ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา (U.S. CDC) ซึ่งมีความร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุขของไทยมาเป็นเวลากว่า 40 ปี ยังได้มอบความช่วยเหลือที่เกี่ยวข้องกับโรคโควิด-19 แล้วเป็นจำนวน 13 ล้านเหรียญ

สหรัฐฯ แน่วแน่ต่อพันธไมตรีและความร่วมมือระหว่างเรากับไทย ตลอดจนค่านิยมแห่งเสรีภาพ สันติภาพ และความมั่งคั่งที่เราต่างยึดถือ

โลกกังวล ‘สายพันธุ์แลมบ์ดา’ ลามหนักหวั่นวัคซีนเอาไม่อยู่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657419

วันที่ 07 ก.ค. 2564 เวลา 16:30 น.

โควิด-19 สายพันธุ์แลมบ์ดาแพร่แล้วราว 30 ประเทศทั่วโลก หวั่นรุนแรง-ต้านวัคซีน

ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 กลายพันธุ์สายพันธุ์แลมบ์ดา (lambda variant) ซึ่งพบครั้งแรกในประเทศเปรู ที่องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้เป็นสายพันธุ์ที่อยู่ในความสนใจ (variant of interest) เนื่องจากการกลายพันธุ์ที่สามารถแพร่ระบาดได้ง่ายขึ้นและอาจมีความสามารถในการต้านทานวัคซีน ขณะนี้ได้แพร่ระบาดไปแล้วราว 30 ประเทศทั่วโลก

ส่งผลให้เกิดความวิตกกังวลว่าไวรัสสายพันธุ์ดังกล่าวจะมีความรุนแรงและมีความสามารถในการต้านทานวัคซีนมากกว่าไวรัสสายพันธุ์ก่อนๆ

โดยการศึกษาของคณะวิทยาศาสตร์จากชิลีชี้ให้เห็นว่าสายพันธุ์แลมบ์ดาสามารถติดเชื้อได้รวดเร็วและรุนแรงกว่าสายพันธุ์แกมมาและอัลฟา ทั้งยังสามารถหลบเลี่ยงภูมิต้านทานจากวัคซีนได้ดีกว่าอีกด้วย โดยการศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างที่ฉีดวัคซีนของ Sinovac ครบ 2 เข็ม

ด้านดร.มาร์ตี มาการี จากมหาวิทยาลัยจอนส์ ฮอปกินส์ระบุว่ามีความเป็นไปได้ว่าสายพันธุ์แลมบ์ดาอาจมีความสามารถในการต้านวัคซีน แต่จากการศึกษานั้นเป็นวัคซีนที่ผลิตโดยประเทศจีนซึ่งมีประสิทธิภาพค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับวัคซีนชนิด mRNA

ขณะที่งานวิจัยในสหรัฐซึ่งได้ทำการศึกษาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ดังกล่าวพบว่าวัคซีน mRNA ที่ใช้ในปัจจุบันยังคงมีประสิทธิภาพในการป้องกันสายพันธุ์แลมบ์ดา

เช่นเดียวกับทำเนียบขาวซึ่งลงมติเมื่อวันที่ 6 ก.ค. ที่ผ่านมาว่าวัคซีนโควิด-19 ที่ใช้อยู่ยังคงมีประสิทธิภาพในการต้านโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่

ทั้งนี้ ไจโร เมนเดซ-ริโก นักไวรัสวิทยาของ WHO ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อเยอรมันว่ายังไม่พบข้อบ่งชี้ว่าสายพันธุ์แลมบ์ดามีความรุนแรงมากขึ้นกว่าสายพันธุ์ก่อนๆ แม้จะเป็นไปได้ว่าอาจมีอัตราการติดเชื้อสูงขึ้น แต่ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะเปรียบเทียบกับสายพันธุ์อื่นรวมถึงเดลตาและแกมมา

กล่าวคือสายพันธุ์แลมบ์ดามีการกลายพันธุ์ที่อาจเพิ่มความสามารถในการแพร่ระบาดหรือต้านทานภูมิคุ้มกันได้แข็งแกร่งขึ้น แต่ข้อมูลหลักฐานที่มีอยู่ในขณะนี้ยังไม่เพียงพอที่จะสามารถสรุปได้จึงยังต้องมีศึกษาเพิ่มเติม

Photo by Saeed KHAN / AFP

ไทยอาการหนัก รั้งท้ายดัชนีฟื้นตัวจากโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657426

วันที่ 07 ก.ค. 2564 เวลา 15:13 น.

ดัชนีการฟื้นตัวของโควิด-19 ที่จัดทำโดยสำนักข่าว Nikkei Asia ให้ไทยอยู่ที่ท้ายตาราง

สำนักข่าว Nikkei Asia เผยแพร่การจัดอันดับดัชนีการฟื้นตัวของโควิด-19 (Nikkei COVID-19 Recovery Index) จากข้อมูลที่ประมวลจนถึงวันที่ 30 มิถุนายนจากกว่า 120 ประเทศ พบว่าประเทศไทยอยู่ที่้อันดับท้ายที่ 118 และจากการทำกราฟฟิกนำเสนอของสำนักข่าวก็จัดให้ท้ายอยู่ที่ท้ายตารางในอันดับสุดท้าย

ไทยได้คะแนน 26.0 ต่ำที่สุดในภูมิภาค รั้งท้ายประเทศเพื่อนบ้านอาซียนทุกประเทศแม้แต่ประเทศที่ดูเหมือนจะสถานการณ์หนักกว่าไทย (ในตารางขาดแค่เมียนมากับบรูไน)

Nikkei Asia ชี้่ว่าประเทศไทยเป็นตัวอย่างความสำเร็จของการควบคุมโควิด-19 ในปีที่แล้ว แต่มาตรการล็อคดาวน์สร้างแรงกดดันมหาศาลต่อเศรษฐกิจไทย โดยจีดีพีหดตัว 6.1% ในปี 2563 ตามรายงานของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ตอนนี้สถานการณ์ในไทยเปลี่ยนไปแล้ว Nikkei Asia รายงานว่าแม้จะมีอัตราการเสียชีวิตอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในเดือนที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชาก็ยังคงปรพกาศเป้าหมายอย่างมองโลกในแง่ดีว่าประเทศไทยจะเปิดอย่างเต็มรูปแบบในเดือนตุลาคม การมองโลกในแง่ดีของพล.อ. ประยุทธ์นั้นมาจากคำสั่งซื้อวัคซีนที่ได้รับการยืนยันแล้วและสัดส่วนของประชากรที่ควรได้รับอย่างน้อยหนึ่งครั้งภายในเดือนตุลาคม แต่การฉีดวัคซีนซึ่งเริ่มในเดือนมีนาคมกำลังดำเนินไปอย่างเชื่องช้า

ผู้สังเกตการณ์รายหนึ่งบอกกับ Nikkei Asia ว่า “ปัญหาวัคซีนจำนวนมากในตอนเริ่มต้นเป็นเพราะรัฐบาลและระบบราชการมีความขลุกจลักในตัดสินใจเกี่ยวกับปัญหา หมอต้องการให้ดำเนินการอย่างปลอดภัย ไม่ต้องแปดเปื้อนมากเกินไป และไม่ลงนาม [คำสั่งวัคซีน] เหล่านี้ – พวกเขาไม่ต้องการติดคุก”

Nikkei Asia ยังชี้ว่าในขณะเดียวกันคนในสังคมชั้นสูงที่ลัดคิวรับวัคซีนยิ่งสะท้อนสังคมไทยที่มีไม่เท่าเทียมกันมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ข้าราชการวัยเกษียณบอกกับ Nikkei Asia ว่า “มีเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นกับผู้ที่มีสายสัมพันธ์ที่สามารถรับวัคซีนสำหรับตนเองและครอบครัวได้ นี่ไม่ใช่ข่าวซุบซิบ ผู้คนโอ้อวดเรื่องนี้อย่างเปิดเผย แม้แต่ใน Facebook”

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

เปิดโมเดล “เราต้องอยู่กับโควิด” ไทยควรจะไปทางไหนดี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657409

วันที่ 07 ก.ค. 2564 เวลา 14:30 น.

ในเมื่อ Covid-19 ยังไม่หมดไปจากโลกนี้ง่ายๆ เราก็ต้องปรับตัวเพื่อจะอยู่กับมันให้ได้

หลังจากระดมฉีดวัคซีนแข่งกับเวลาและการกลายพันธุ์ของเชื้อโคโรนาไวรัส ขณะนี้หลายประเทศกำลังวางแผนทำโรดแม็พที่จะอยู่ร่วมกับ Covid-19 ให้ได้เพื่อให้กลับมาใช้ชีวิตตามปกติให้เร็วที่สุด บางประเทศกำลังจะคลายมาตรการต่างๆ และกลับมาเปิดประเทศอีกครั้ง ขณะที่บางประเทศจะยังไม่ยอมเสี่ยงเปิดประเทศ

สิงคโปร์: เปิดประเทศอย่างระวัง เน้นรักษา ไม่ปล่อยให้เสียชีวิต

เมื่อเดือนที่แล้วที่ Covid-19 ระลอกใหม่ระบาด สิงคโปร์ใช้มาตรการเข้มงวดเพื่อลดตัวเลขผู้ติดเชื้อให้ได้มากที่สุดทันที ไม่ว่าจะเป็นการปิดประเทศ ห้ามนั่งรับประทานอาหารในร้านเกิน 2 คน ขอความร่วมมือให้ทำงานจากที่บ้าน เร่งตรวจหาผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ติดเชื้อ

ทว่าวันนี้ โรดแม็พการรับมือ Covid-19 ของสิงคโปร์ที่เสนอโดยกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการคลัง และกระทรวงพาณิชย์พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ

หลังจากนี้สิงคโปร์จะยกเลิกมาตรการล็อกดาวน์ ยกเลิกการติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย เปิดรับนักท่องเที่ยวเข้าประเทศโดยไม่ต้องกักตัว อนุญาตให้รวมตัวกันกลุ่มใหญ่ หรือแม้กระทั่งยกเลิกการนับจำนวนผู้ติดเชื้อรายวัน แล้วหันมาให้ความสำคัญกับตัวเลขของผู้ป่วยอาการหนัก ผู้ป่วยไอซียู และผู้ที่ต้องสอดท่อใส่เครื่องช่วยหายใจ ซึ่งเป็นวิธีเดียวกับที่สิงคโปร์ใช้รับมือกับไข้หวัดใหญ่

และจะไม่เลือกใช้วิธีล็อกดาวน์ทุกครั้งที่เกิดคลัสเตอร์ใหม่อย่างที่ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เลือกใช้

สิงคโปร์กำลังจะทำให้ Covid-19 ซึ่งเป็น pandemic หรือโรคระบาดที่แพร่ไปทั่วโลก ให้เป็น endemic หรือโรคประจำถิ่น เพราะเชื่อว่า Covid-19 ไม่มีวันหายไปจากโลกนี้ ซึ่งกุญแจสำคัญของโรดแม็พนี้ก็คือการฉีดวัคซีน

ผู้เชี่ยวชาญของสิงคโปร์ตั้งเป้าว่าควรฉีดวัคซีนให้ประชาชนให้ได้ 80% เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ โดยใช้โมเดลของรัฐนิวยอร์กและรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐที่ฉีดให้ประชาชน 70% แล้วจึงกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ แต่ที่สิงคโปร์ตั้งตัวเลขไว้สูงกว่าเพราะคำนวณความเสี่ยงของเชื้อสายพันธุ์เดลตาเข้าไปด้วย

ขณะนี้ประชากรสิงคโปร์เกือบ 60% ได้รับวัคซีนแล้ว 1 เข็ม และ 37% ได้รับครบทั้งสองเข็มแล้ว โดยรัฐบาลตั้งเป้าว่าจะให้ประชากร 2 ใน 3 ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มภายในวันที่ 9 ส.ค.นี้

อังกฤษ: เปิดประเทศเต็มที่ ปล่อยคนติดเชื้อ-ตายเพียบ

เมื่อวันจันทร์ (5 ก.ค.) นายกรัฐมนตรี บอริส จอห์นสัน ประกาศว่า อังกฤษจะยกเลิกมาตรการสกัด Covid-19 ต่างๆ รวมทั้งการสวมหน้ากากอนามัยและการเว้นระยะห่างระหว่างกันในวันที่ 19 ก.ค.นี้ และบอกว่าอังกฤษต้องอยู่ร่วมกับ Covid-19 หลังจากที่เลื่อนจากกำหนดเดิมมา 1 เดือน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงวัคซีนได้เพิ่มขึ้น

ผู้นำอังกฤษบอกอีกว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้ออาจพุ่งไปถึง 50,000 คนต่อวันภายใน 2 สัปดาห์หลังจากคลายมาตรการแล้ว และ “เราต้องยอมรับกับตัวเองอย่างเศร้าๆ ว่าจะมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นจาก Covid-19 ”

พูดง่ายๆ ก็คือ เลือกเปิดประเทศทั้งๆ ที่รู้อยู่เต็มอกว่าจะมีคนติดเชื้อและเสียชีวิตเพิ่มขึ้น

ขณะนี้ตัวเลขผู้ติดเชื้อในอังกฤษกลับมาอยู่ในช่วงขาขึ้นอีกครั้งหลังจากสายพันธุ์เดลตาระบาด โดยเพิ่มขึ้นจากวันละราว 2,000 คนเมื่อช่วงต้นปี เป็น 25,000 คนในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ตัวเลขผู้เสียชีวิตยังค่อนข้างคงที่คือ น้อยกว่าวันละ 20 คน

ด้วยเหตุนี้บรรดาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและนักวิทยาศาสตร์จึงพากันเตือนว่าให้ระมัดระวัง เนื่องจากการไม่สวมหน้ากากอนามัยและเลิกเว้นระยะห่างระหว่างกันยังมีความเสี่ยง

สตีเฟน ไรเกอร์ นักจิตวิทยาและหนึ่งในคณะที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ของรัฐบาลเผยว่า การป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสที่ได้สัดส่วน อาทิ การสวมหน้ากากอนามัยในสถานที่ที่มีผู้คนหนาแน่น ยังควรบังคับใช้ต่อไป

เช่นเดียวกับ ริชาร์ด เท็ดเดอร์ นักไวรัสวิทยาจากราชวิทยาลัยลอนดอนที่บอกว่า การผ่อนคลายมาตรการในขณะที่การติดเชื้อยังรุนแรงมาพร้อมกับความเสี่ยงที่เชื้อกลายพันธุ์จะหลุดรอดออกไปจนทำให้ดื้อต่อวัคซีนและอาจแพร่เชื้อได้ง่ายขึ้น “ถ้าลืมจุดนี้ก็เท่ากับกำลังเล่นกับไฟ”

แล้วไทยควรจะเลือกโมเดลของประเทศใด หากเลือกโมเดลของสิงคโปร์คือการเปิดประเทศอย่างระมัดระวัง ไทยจะต้องเร่งฉีดวัคซีนที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันเชื้อกลายพันธุ์โดยเฉพาะสายพันธุ์เดลตาให้ประชาชนให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุด

แต่ขณะนี้จากข้อมูลของ Bloomberg Vaccine Tracker ไทยฉีดวัคซีนไปเพียง 7.9% ของประชากรทั้งหมด โดย 11.5% ได้รับแล้วอย่างน้อย 1 โดส และมีเพียง 4.4% ที่ได้รับครบโดสแล้ว แต่สิงคโปร์ฉีดวัคซีนให้ประชาชนเกินครึ่งแล้ว

หรือหากจะเลือกเปิดประเทศแบบอังกฤษซึ่งฉีดวัคซีนไปมากแล้วเช่นเดียวกับออสเตรเลีย หากคุมตัวเลขผู้ติดเชื้อไม่อยู่ระบบสาธารณสุขของไทยอาจล่มสลาย

หรือไทยจะเลือกโมเดลของนิวซีแลนด์ ที่เลือกจะไม่ยอมปล่อยให้ประชาชนเสียชีวิตเป็นใบไม้ร่วงเหมือนอังกฤษ เพราะมองว่าเป็นเรื่องที่ “ไม่สามารถยอมรับได้”

นิวซีแลนด์: สู้ต่อ 

นิวซีแลนด์ซึ่งมีลักษณะเป็นเกาะเช่นเดียวกับออสเตรเลียและอังกฤษเลือกที่จะเปลี่ยนแบบค่อยเป็นค่อยไปมากกว่าเปลี่ยนแบบพลิกฝ่ามือ

เมื่อถูกถามว่า นิวซีแลนด์จะยอมให้มีผู้เสียชีวิตจาก Covid-19 หรือไม่ นายกรัฐมนตรี จาซินดา อาร์เดิร์น ตอบว่า “แต่ละประเทศเลือกหนทางต่างกัน” แต่สิ่งที่เธอให้ความสำคัญคือ การรักษาสิ่งที่นิวซีแลนด์ทำสำเร็จเอาไว้ และมีทางเลือกหลายทางให้ตัวเอง เพราะไวรัสยังไม่หมดไปจากโลกนี้

โรดแม็พในอนาคตของนิวซีแลนด์อาจใช้มาตรการหลายอย่างร่วมกัน ทั้งการระดมฉีดวัคซีน การบังคับสวมหน้ากากอนามัย หรือการล็อกดาวน์อย่างจำกัดเพื่อสกัดการแพร่ระบาด

Photo by Indranil MUKHERJEE / AFP

ยืนยัน Sputnik V ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657396

วันที่ 07 ก.ค. 2564 เวลา 13:02 น.

การศึกษาชี้วัคซีน Sputnik V ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ หลังเกิดประเด็นถกเถียงเมื่อรัสเซียอนุมัติใช้ก่อนทดลองเฟส 3

เว็บไซต์ Nature วารสารวิชาการชั้นนำของโลกเผยมีหลักฐานบ่งชี้ว่าวัคซีนต้านโควิด-19 Sputnik V ของรัสเซียปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ หลังจากที่เกิดประเด็นถกเถียงถึงประสิทธิภาพและผลข้างเคียงตั้งแต่รัฐบาลรัสเซียอนุมัติใช้วัคซีนดังกล่าวเมื่อปีที่แล้วก่อนเผยแพร่ผลการทดลองระยะแรก

ทั้งนี้ Sputnik V หรือ Gam-COVID-Vac ได้รับการอนุมัติใช้ใน 67 ประเทศทั่วโลก อาทิ บราซิล ฮังการี อินเดีย และฟิลิปปินส์ แต่วัคซีนดังกล่าวรวมถึง Sputnik Light ซึ่งเป็นวัคซีนชนิดเข็มเดียวยังไม่ได้รับการอนุมัติจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การยาแห่งสหภาพยุโรป (EMA)

วัคซีนดังกล่าวพัฒนาโดยสถาบันกาเมลายาของรัสเซีย ซึ่งได้รับการอนุมัติจากกระทรวงสาธารณสุขรัสเซียเมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2020 หนึ่งเดือนก่อนที่จะมีการเผยแพร่ผลการทดลองระยะที่ 1 และ 2 และก่อนที่จะเริ่มทดลองระยะที่ 3 ด้วยซ้ำ ท่ามกลางข้อกังวลและการตั้งคำถามจากบรรดาผู้เชี่ยวชาญและนักวิทยาศาสตร์

เมื่อเผยข้อมูลประสิทธิภาพ

ความกังวลเหล่านั้นเริ่มบรรเทาลงเมื่อมีการเปิดเผยผลการทดลองระยะที่ 3 ในเดือนก.พ. ระบุว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อ 91.6% และป้องกันการเจ็บป่วยอาการหนัก 100%

แม้ว่าจะยังไม่ได้รับการอนุมัติจาก WHO หรือ EMA แต่หลายประเทศรวมถึงเกาหลีใต้ อาร์เจนตินา และอินเดีย กำลังผลิตวัคซีน Sputnik V โดยอินเดียวางแผนผลิตอย่างน้อย 850 ล้านโดสเพื่อช่วยเร่งการฉีดวัคซีนในอีกหลายประเทศ เช่น ฮังการี และอิหร่าน ซึ่งกำลังนำเข้าวัคซีนกดังกล่าว และได้กลายเป็นกุญแจสำคัญในการฉีดวัคซีนของพวกเขา

อย่างไรก็ตามหน่วยงานด้านสาธารณสุขของบราซิลปฏิเสธการนำเข้า Sputnik V ในเดือนเม.ย. เนื่องจากกังวลว่าไม่มีข้อมูลด้านความปลอดภัย คุณภาพ และประสิทธิภาพ แต่ในเดือนมิ.ย. อนุมัติให้นำเข้าและฉีดให้ประชาชนได้ แต่เฉพาะวัยผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพแข็งแรงเท่านั้น

ข้อกังวลด้านผลข้างเคียง

ข้อมูลจากการศึกษาจนถึงปัจจุบันพบว่าผลข้างเคียงของ Sputnik V คล้ายกับวัคซีนอะดีโนไวรัสอื่นๆ เช่น AstraZeneca และ Johnson & Johnson ยกเว้นการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันซึ่งยังไม่มีรายงานจากหน่วยงานของรัสเซียและประเทศอื่นๆ

เบื้องต้นการฉีดวัคซีนอาร์เจนตินาซึ่งฉีดไปแล้ว 4 ล้านโดสรวมถึงในอิตาลีไม่พบการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน หรืออาการไม่พึงประสงค์ที่น่ากังวล รวมถึงบราซิลซึ่งฉีดวัคซีนดังกล่าวไปแล้ว 2.8 ล้านโดสยังไม่พบผู้เสียชีวิตจากการฉีดวัคซีน และอาการข้างเคียงส่วนใหญ่มักไม่รุนแรง

เช่นเดียวกับเซอร์เบียซึ่งฉีดวัคซีน Sputnik V ไปแล้วอย่างแพร่พลายจนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน รวมถึงจากวัคซีนอะดีโนไวรัสยี่ห้ออื่นด้วย

รอ WHO และ EMA อนุมัติ

นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าความกังวลเกี่ยวกับการติดตามผลข้างเคียงอาจเป็นสาเหตุที่ WHO และ EMA ยังไม่อนุมัติใช้วัคซีนดังกล่าวในกรณีฉุกเฉิน ขณะที่ WHO ได้ขอข้อมูลเพิ่มเติมจากสถาบันกามาเลยาแล้ว และได้ตรวจสอบโรงงานผลิตวัคซีนแล้ว 9 แห่งจนถึงขณะนี้ได้แจ้งข้อกังวลต่อโรงงานผลิตแห่งเดียว

เช่นเดียวกับ EMA ซึ่งระบุว่าการอนุมัติวัคซีนกำลังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ผู้ผลิตวัคซีนอ้างว่าสหภาพยุโรปมีอคติต่อวัคซีนของรัสเซีย โดยอ้างคำพูดของเธียร์รี เบรตอน กรรมาธิการตลาดภายในของสหภาพยุโรปซึ่งกล่าวเมื่อเดือนมี.ค. ว่า “สหภาพยุโรปไม่ต้องการ Sputnik V อย่างแน่นอน” นอกจากนี้ EMA ยังมีจุดยืนสนับสนุน Pfizer จากสหรัฐ

อย่างไรก็ตามโฆษก EMA แย้งว่าวัคซีนทุกยี่ห้ออยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกันไม่ว่าจะผลิตจากประเทศใดก็ตาม

ความลังเลในการฉีดวัคซีนของรัสเซีย

ผลสำรวจในเดือนมี.ค. ชี้ให้เห็นว่า 62% ของชาวรัสเซียไม่ต้องการฉีดวัคซีน ขณะที่รัฐบาลกำลังพยายามเพิ่มอัตราการฉีดวัคซีน โดยข้อมูล ณ วันที่ 28 มิ.ย. มีประชากรรัสเซีย 15% จากทั้งหมด 140 ล้านคนได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 โดส

ทั้งนี้ ปัจจุบันมีการศึกษาวิจัยจากหลายประเทศที่รับรองความปลอดภัยและประสิทธิภาพของ Sputnik V รวมถึงในอาร์เจนตินา เวเนซุเอลา รัสเซีย และตุรกี

Photo by JUAN MABROMATA / AFP

เตือนนักลงทุนระวังรัฐบาลเล่นงาน Crypto ทำให้ฟองสบู่แตก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657384

วันที่ 07 ก.ค. 2564 เวลา 11:30 น.

วามกังวลเรื่องฟองสบู่ในตลาดคริปโตยังไม่หายไปไหน ล่าสุด UBS ธนาคารชั้นนำของโลกออกมาเตือนในรายงานที่มีไปถึงลูกค้า

UBS Group ยักษ์ใหญ่ด้านการเงินของสวิตเซอร์แลนด์มีรายงานเตือนไปถึงลูกค้าเกี่ยวกับการควบคุมตลาดคริปโตเคอร์เรนซี่ของรัฐบาลต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกวาดล้างของรัฐบาลจีนที่ส่งผลกระทบต่อราคาและการดำเนินการของตลาดคริปโตอยางรุนแรง

UBS ชี้ให้เห็นว่าหน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินจำนวนหนึ่งทั่วโลกได้เริ่มกำกับดูแลตลาดคริปโตอย่างเข้มงวด ดังที่จะเห็นว่าเมื่อเร็วๆ นี้จีนได้ปราบปรามการขุดและการชำระเงินโดย Bitcoin หน่วยงานกำกับดูแลของแคนาดาได้ส่งคำเตือนไปยังบริษัทแลกเปลี่ยนคริปโตและหน่วยงานกำกับดูแลในญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร หมู่เกาะเคย์แมน และประเทศไทย ได้ทำการควบคุมบริษัท Binance ที่ให้บริการการแลกเปลี่ยนคริปโตทั่วโลก

UBS กล่าวในรายงานว่า “หน่วยงานกำกับดูต่างๆ ได้แสดงให้เห็นว่าพวกเขาสามารถและจะปราบปรามคริปโต เราแนะนำให้นักลงทุนมีความชัดเจนและสร้างพอร์ตการลงทุนจากสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงน้อยกว่า”

นี่เป็นท่าทีที่สวนทางกับก่อนหน้านี้ที่มีรายงานว่า UBS กำลังพิจารณาเสนอแนะการลงทุนคริปโตให้กับลูกค้าที่มั่งคั่ง

ทว่าล่าสุด UBS ยังระบุในรายงานว่า “เราเตือนมานานแล้วว่าความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เปลี่ยนไปหรือการปราบปรามด้านกฎระเบียบอาจทำให้ตลาดคริปโตที่เหมือนฟองสบู่แตกได้”

Photo by Martin BUREAU / AFP

นิวซีแลนด์ไม่เอาโมเดลอังกฤษที่จะปล่อยให้คนตาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657377

วันที่ 07 ก.ค. 2564 เวลา 11:00 น.

นิวซีแลนด์ค้านโมเดล “อยู่ร่วมโควิด” ของอังกฤษ ชี้การเสียชีวิตอยู่ในระดับที่ไม่สามารถยอมรับได้

หลังจากที่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาบอร์ริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษประกาศว่าจะยกเลิกมาตรการควบคุมโรคต่างๆ รวมถึงการสวมหน้ากากอนามัย การเว้นระยะห่างทางสังคม และปลดล็อกดาวน์ ภายในวันที่ 19 ก.ค. โดยกล่าวว่าอังกฤษต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับไวรัส

ซึ่งคาดว่าน่าจะส่งผลให้ผู้ติดเชื้อรายวันทะลุ 50,000 ราย ภายในเวลา 15 วัน รวมถึงจำนวนผู้เสียชึวิตที่เพิ่มขึ้นด้วย

ด้านคริส ฮิปกินส์ รัฐมนตรีรับมือโรคระบาดโควิด-19 ของนิวซีแลนด์ระบุว่า “นั่นไม่ใช่สิ่งที่เราจะเต็มใจยอมรับได้ในนิวซีแลนด์” โดยกล่าวถึงจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ที่จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก

ไมเคิล เบเคอร์ นักระบาดวิทยาและศาสตราจารย์ด้านสาธารณสุขนิวซีแลนด์ชี้ว่าแผนของนิวซีแลนด์อาจขึ้นอยู่กับการเร่งฉีดวัคซีนและมาตรการอื่นๆ อย่างการสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่าทางเลือกอื่น ไม่ว่าจะเป็นในด้านสาธารณสุข ความเท่าเทียม เสรีภาพ และเศรษฐกิจ

พร้อมเสริมว่าผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขไม่พอใจกับโมเดลอังกฤษที่ปล่อยให้โควิด-19 แพร่ระบาดโดยไม่สามารถควบคุมได้ และวลีที่ว่า “อยู่ร่วมกับโควิด-19” นั้นตนมองว่าไร้สาระและไม่คำนึงถึงผลที่จะตามมาอีกมาก

ดังนั้น เขาจึงมองว่านิวซีแลนด์ไม่ควรปฏิบัติตามหรือยอมรับแนวทางของอังกฤษที่กล่าวว่าเราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับไวรัส แต่ต้องเรียนรู้บทเรียนจากประเทศที่ล้มเหลวมากกว่า

ขณะที่ออสเตรเลียซึ่งมีแนวทางที่สอคล้องกับนิวซีแลนด์ แต่สัปดาห์ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีสกอตต์ มอร์ริสัน กลับมีคำพูดที่เป็นไปในทิศทางเดียวกับโมเดลอังกฤษ โดยในการกล่าวสรุปแผนงาน 4 ระยะในการเปิดประเทศนั้น นายกฯ กล่าวว่าในระยะที่ 3 โควิด-19 จะได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับไข้หวัดใหญ่หรือโรคติดเชื้ออื่นๆ

Photo by Mark Mitchell / POOL / AFP

นักลงทุนทิ้งหุ้นบริษัทเทคจีน หลังเจอกวาดล้างไม่เลิก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657372

วันที่ 07 ก.ค. 2564 เวลา 10:33 น.

จีนปราบปรามหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นต่างประเทศ ส่งผลให้มีการขาย Didi และบริษัทอื่นๆ อย่างหนัก

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าหุ้น Didi Global Inc ร่วงลงมากถึง 25% ในการซื้อขายช่วงต้นของสหรัฐในช่วงแรกของวันอังคารตามเวลาท้องถิ่น (วันพุธตามเวลาไทย) หลังจากหน่วยงานกำกับดูแลของจีนสั่งให้แอปของบริษัท Didi ถูกลบ ไม่กี่วันหลังจาก Didi จดทะเบียน 4.4 พันล้านดอลลาร์ในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก

แอพของบริการเรียกแท็กซี่ยอดนิยมในจีนถูกสั่งให้ลบออกจากร้านแอพมือถือในประเทศจีนในวันอาทิตย์โดย สำนักงานบริหารไซเบอร์สเปซของจีน (CAC) เพื่อตรวจสอบการค้นพบว่าบริษัทได้รวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้อย่างผิดกฎหมายหรือไม่

นอกจากนี้ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา CAC ยังได้ประกาศการสอบสวนการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ในบริษัทอื่นๆ ที่ตั้งอยู่ในจีน ซึ่งหุ้นของบริษัทแม่ที่จดทะเบียนในสหรัฐก็ลดลงเช่นกัน คือ Kanzhun Ltd และ Full Truck Alliance ลดลง 17.4% และ 14.3% ตามลำดับ

รัฐบาลจีนยังกล่าวด้วยว่าจะการขยายการดำเนินสอบสวนการนอกเหนือจากภาคเทคโนโลยี โดยจะยกระดับการกำกับดูแลบริษัทจีนที่จดทะเบียนในต่างประเทศ เพื่อปราบปรามกิจกรรมที่ผิดกฎหมายและลงโทษการออกหลักทรัพย์ที่ฉ้อฉล

หุ้นที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ ใน Pop Culture Group โปรโมเตอร์อีเวนต์ฮิปฮอปของจีนร่วงลง 32% หุ้น Didi Global ซื้อขายล่าสุดที่ประมาณ $12.24 – 25.5% ต่ำกว่าราคาเปิดตัวที่ 16.65 ดอลลาร์ในวันที่ 30 มิถุนายน

Didi กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่าการแบนแอพจะส่งผลกระทบกับรายได้ในจีน แม้ว่าจะยังคงมีให้บริการต่อไปสำหรับผู้ใช้ปัจจุบันก็ตาม นอกจากนี้ยังบอกกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่าไม่ทราบรายละเอียดเรื่องการสอบสวนก่อนการเสนอขายหุ้น

แต่ Wall Street Journal รายงานเมื่อวันอังคารโดยอ้างแหล่งข่าวว่า บริษัทได้รับคำเตือนจากหน่วยงานกำกับดูแลให้ชะลอการเสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) และตรวจสอบความปลอดภัยของเครือข่าย แต่ Didi ก็ยังเดินหน้าขาย IPO ต่อไปจนถึงทางการสั่งเก็บแอพในที่สุด “จากการที่แหล่งข่าวบางแห่งที่บอกว่า Didi รู้ล่วงหน้าหลายเดือนว่าการปราบปรามกำลังจะเกิดขึ้น บางคนจะเริ่มสงสัยในเรื่องการกำกับดูแลบริษัทเช่นกัน” Sumeet Singh ผู้อำนวยการ Aequitas Research กล่าว “หากการปราบปรามมีการวางแผนไว้ล่วงหน้าหลายเดือน นั่นหมายความว่าจะไม่ยุติในเร็วๆ นี้”

หุ้น Didi ขายในราคา 14 ดอลลาร์ต่อหุ้นในการเสนอขายหุ้น IPO ซึ่งเป็นการจดทะเบียนที่ใหญ่ที่สุดของบริษัทจีนในสหรัฐนับตั้งแต่ Alibaba ระดมทุนได้ 25,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2014 บริษัทมีมูลค่าสูงถึง 75,000 ล้านดอลลาร์ ณ วันศุกร์

“นักลงทุนบางคนอาจรู้สึกสบายใจที่การดำเนินการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต้องได้รับไฟเขียวจากทางการจีนเสียก่อน เมื่อตอนนี้เรารู้แล้วว่ามันไม่ใช่ชัวร์ๆ” Dave Wang ผู้จัดการพอร์ตโฟลิโอของ Nuvest Capital ของสิงคโปร์กล่าว

ผู้สังเกตการณ์ตลาดกล่าวว่าความเคลื่อนไหวดังกลาวอาจขยายวงกว้างออกไป

Matthew Keator หุ้นส่วนผู้จัดการใน Keator Group ซึ่งเป็นบริษัทบริหารความมั่งคั่งในเมืองเลนน็อกซ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ กล่าวว่า “จากข่าวล่าสุดบางส่วน นักลงทุนจะต้องไม่ใช่แค่ดูการประเมินมูลค่าของบริษัทตามโอกาสระดับโลกเท่านั้น แต่ควรเตือนตัวเองว่านโยบายต่างๆ (ของรัฐบาลประเทศต่างๆ) จะมีผลบังคับใช้ และจะส่งผลต่อบริษัทต่างๆ ที่นี่ใน (สหรัฐ) อย่างไร”

Peter Cardillo หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์การตลาดของ Spartan Capital Securities ในนิวยอร์ก มองว่าอาจมีนัยยะทางการเมืองระหว่างประเทศที่กว้างขึ้น

“มันเป็นช่องทางแทงข้างหลังเพื่อที่จะแก้แค้นสหรัฐโดยจำเป็นต้องพูดถึงสหรัฐอ” คาร์ดิลโลกล่าว “การปราบปรามนี้เปิดประตูสู่ความขัดแย้งทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต”

Photo by STR / AFP / China OUT

สิงคโปร์ไม่นับรวมคนฉีด Sinovac ในตัวเลขทางการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657371

วันที่ 07 ก.ค. 2564 เวลา 10:25 น.

สิงคโปร์ไม่นับคนที่ฉีดวัคซีน Sinovac รวมในตัวเลขคนที่ฉีดวัคซีนแล้วอย่างเป็นทางการ

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า กระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์จะไม่นับรวมคนที่ฉีดวัคซีน Sinovac ของจีนในตัวเลขผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนแล้วอย่างเป็นทางการของประเทศ โดยจะนับเฉพาะผู้ที่ฉีดวัคซีนของ Moderna และ Pfizer เท่านั้น

อย่างไรก็ดี รายชื่อของผู้ที่ฉีดวัคซีน Sinovac จะปรากฏอยู่ในการลงทะเบียนเพื่อรับวัคซีนเพื่อให้คลินิกสามารถเข้าถึงได้ เพื่อหลีกเลี่ยงการฉีดวัคซีนซ้ำ

ประชากรสิงคโปร์เกือบ 2.2 ล้านคนได้รับวัคซีนครบโดสอย่างเป็นทางการแล้ว และอีก 3.6 ล้านคนได้รับวัคซีนของ Pfozer หรือ Moderna แล้วอย่างน้อย 1 โดส และอีกราว 17,000 คนได้รับวัคซีน Sinovac

สิงคโปร์เริ่มอนุญาตให้คลินิกเอกชนฉีดวัคซีน Sinovac ตั้งแต่วันที่ 18 มิ.ย. แม้ว่าขณะนั้นวัคซีน Sinovac ยังไม่ได้รับการรับรอง โดยจนถึงวันที่ 29 มิ.ย. พบรายงานเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่ไม่รุนแรง 2 ครั้ง

Bloomberg ยังระบุว่า ขณะนี้หลักฐานเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่าวัคซีนชนิด mRNA อาทิ Pfizer และ Moderna มีประสิทธิภาพมากกว่าในการป้องกันอาการป่วยรุนแรงและการเสียชีวิต รวมทั้งป้องกันการแพร่เชื้อ ขณะที่วัคซีนที่ไม่ใช่ mRNA อย่าง Sinovac ป้องกันอาการป่วยเฉียบพลันและการเสียชีวิตได้ แต่อาจป้องกันการแพร่เชื้อได้น้อย

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

สีจิ้นผิงส่งซิกถึงยุโรป “อย่าเข้าข้างสหรัฐ” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657344

วันที่ 06 ก.ค. 2564 เวลา 21:30 น.

โลกทุกวันนี้แตกแยกจนประสานได้ยาก ไม่ใช่แค่ในประเทศทะเลาะกันเอง แต่ในระดับโลกก็แบ่งฝักฝ่ายชัดขึ้นเรื่อยๆ

ขณะที่สังคมประเทศอื่นๆ ค่อนข้างขัดแย้งกันรุนแรง ส่วนหนึ่งเพราะการเมืองแบบเลือกข้างและโซเชียลเน็ตเวิร์กที่เปิดเวทีให้คนทะเลากัน (และให้ AI ปั่นหัวมนุษย์) แต่จีนค่อนข้างมีเอกภาพสูง กระแสหลักในจีนตอนนี้คือกระแสชาตินิยม (Nationalism) หรืออย่างน้อยๆ ก็รักชาติอย่างเข้มข้น (Patriotism)

คนส่วนใหญ่ในจีนล้วนแต่ไปตามกระแสนี้ มีเพียงบางส่วนที่มองดูเอกภาพในจีนด้วยความเป็นห่วงและกังวล คือพวกปัญญาชนทั้งหลาย เช่น อาจารย์มหาวิทยาลัยที่มักจะวิจารณ์สวนกระแสเป็นปกติ แต่คนเหล่านี้สวนอะไรไม่ได้แล้ว หากสวนขึ้นมาจะถูกตราหน้าว่า “ไม่รักชาติ” ดังนั้นในจีนตอนนี้พวกปัญญาชนที่เห็นต่างจะอยู่ยากสักหน่อย

โดยรวมก็คือจีนมีเอกภาพสูงในหมู่ประชาชน ยิ่งภายนอกโจมตีจีน คนจีนยิ่งรวมพลังเหนียวแน่นขึ้น เหมือนเหล็กดียิ่งทุบยิ่งเนื้อเหนียว ยิ่งตียิ่งเป็นดาบคม

คนจีนเวลานี้หากถูกกระทุ้งจากโลกภายนอกนิดเดียว จะกรูกันเข้ามาปกป้องประเทศตัวเองอย่างเดือดดาลจนเป็นเหตุการณ์ปกติไปแล้ว ยิ่งหากคนจีนกันเองแสดงอาการ “ไม่รักชาติ” ขึ้นมา แทบจะอยู่กันไม่ได้เลย

สีจิ้นผิงปลุกกระแสนี้ขึ้น และเกาะกระแสนี้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายในบ้านของเขาเองจึงไม่ต้องกังวลอะไร ภารกิจเร่งด่วนคือการสร้างความแข็งแกร่งนอกบ้าน

วันที่เขียนบทความนี้ มีความเคลื่อนไหวจากสีจิ้นผิงซึ่งต่อสายคุยกับประธานาธิบดีฝรั่งเศส เอ็มมานูเอล มาครง และนายกรัฐมนตรีเยอรมัน อังเกลา แมร์เคิล ผ่านวิดีโอลิงค์

ประเด็นสำคัญๆ ที่พูดกันคือย้ำเรื่องความร่วมมือระหว่างจีนกับยุโรป จีนย้ำให้ยุโรปอย่าเลือกปฏิบัติกับธุรกิจจีนเพราะจีนก็มุ่งมั่นเดินหน้าปฏิรูปและเปิดกว้างประเทศอยางต่อเนื่อง ขอให้ยุโรปร่วมกันปกป้องระบบพหุภาคีที่แท้จริงและระบบระหว่างประเทศโดยมีองค์การสหประชาชาติ (UN) เป็นแกนหลัก เรียกร้องให้ประเทศในยุโรปร่วมกันนำการปฏิรูปองค์การการค้าโลก (WTO) ในทิศทางที่ถูกต้อง

ข้อเรียกร้องของสีจิ้นผิงเหล่านี้ไม่บอกก็เห็นได้ชัดว่าต้องการให้ยุโรปอย่าคล้อยตามสหรัฐที่เล่นงานจีนนอกระบบ เช่น เปิดฉากสงครามการค้าโดยไม่แยแสกติกาค้าโลก และสหรัฐยังเพยายามฟอร์มพันธุมิตรเพื่อเปิดเกมกับจีนนอกระบอบสหประชาชาติ พูดง่ายๆ ก็คือจีนมองว่าสหรัฐกำลัง “บูลลี่” จีนด้วยการเล่นนอกกติกา

สีจิ้นผิงย้ำเรื่องไม่ยอมให้ใครมาบูลลี่เมื่อไม่กี่วันก่อนตอนฉลอง 100 ปีพรรคคอมมิวนิสต์จีน มาตอนนี้ย้ำกลายๆ กับมหาอำนาจในยุโรปอีกครั้ง

สีจิ้นผิงยังบอกว่า “สิ่งที่จีนต้องการมากที่สุดคือการพัฒนาตนเองให้ดี ไม่ใช่เพื่อแทนที่ผู้อื่น” คำกล่าวนี้ตอกกลับไปยังสหรัฐและชาติตะวันตกที่มองว่าจีนผงาดขึ้นมาเพื่อท้าทายพวกตนและจะมาเป็นใหญ่แทนพวกตน

ข่าวการหารือของสีจิ้นผิงกับมหาอำนาจยุโรปนี้ถูกรายงานด้วยมิติที่แตกต่างกันไป สื่อจีนรายงานแบบโอภาปราศรัย (สีจิ้นผิง วอนความร่วมมือกับฝรั่งเศส เยอรมนีเพื่อร่วมกันรับมือกับความท้าทายต่าง – CGTN) ขณะที่สื่อต่างประเทศตีความสีจิ้นผิงกำลังเตือนยุโรปไม่ให้เลือกข้าง (สีจิ้นผิงวอนฝรั่งเศส เยอรมนีอย่าเข้าข้างสหรัฐ – Kyodo )

เอาแค่สาส์นที่ส่งไปถูกตีความไปคนละมุมแบบนี้ คงจะยากที่แต่ละฝ่ายจะคุยกันดีๆ ได้ แต่ก็นั่นแหละ เป้าหมายของสีจิ้นผิงไม่ใช่ให้อีกฝ่าย “เข้าอกเข้าใจ” แต่บอกเป็นนัยๆ ว่า “อย่าเปิดศึกกันเลย”

ภาษที่ใช้ดูเหมือนจะไม่แข็งกร้าว แต่หากมองจากบริบทแวดล้อมจะรู้ว่ามันน้ำเสียงแข็งๆ ซ่อนอยู่

บริบทแวดล้อมก็คือเมื่อสหภาพยุโรปเริ่มจะคล้อยตามสหรัฐมากขึ้นในการสกัดกั้นอิทธิพลของจีน เช่น ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ฝ่ายบริหารของสหภาพยุโรปและเยอรมนีต่างก็ผ่านกฎหมายที่จะทำให้หน่วยงานของจีนลงทุนได้ยากขึ้น และเมื่อเดือนมีนาคมเอกอัครราชทูตจีนประจำฝรั่งเศสไม่ยอมไปปรากฏตัวตามการถูกเรียกตัวอยางเป็นทางการ (summoned) โดยอ้าง “เหตุผลเรื่องวาระ”

ขณะที่รัฐบาลอิตาลีเปลี่ยนจากผู้สนับสนุนโครงการ Belt and Road Initiative ของสีจิ้นผิงก็กลายมาเป็นผู้ขัดขวางการเข้าซื้อกิจการตามแผนของบริษัทจีนที่เข้าไปลงทุนในอิตาลี สาเหตุเนื่องจากเปลี่ยนจากรัฐบาลที่คุยกับจีนได้ดี (รัฐบาลคอนติ) เป็นรัฐบาลนิยมตะวันตกอิงสหรัฐ (รัฐบาลดรากี)

ที่สำคัญทั้งเยอรมมนี ฝรั่งเศส และอิตาลีต่างก็คว่ำบาตรจีนจากกรณีซินเจียง ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับประเทศนี้ง่อนแง่นอย่างมาก จะขอยกตัวอย่างอิตาลีที่เปลี่ยนจากจากหน้ามือเป็นหลังมือ

ล่าสุดตอนที่นายกรัฐมนตรีอิตาลี มาริโอ ดรากี ประชุมสุดยอดกับโจ ไบเดนหลังประชุม G7 เขายังใช้วาจาที่รุนแรงเมื่อพูดถึงจีนว่า “จีนและโดยทั่วไปแล้วรวมถึงระบอบเผด็จการทั้งหมด…ซึ่งใช้ข้อมูลเท็จ…หยุดเครื่องบินทั้งๆ ที่ยังบินอยู่ ลักพาตัว ลงมือฆ่า ไม่เคารพสิทธิมนุษยชน ใช้แรงงานบังคับ”

จีนอาจจะงงๆ ว่าดรากีไปเอามาจากไหนที่บอกว่าจีน “หยุดเครื่องบินทั้งๆ ที่ยังบินอยู่” ซึ่งเข้าใจว่าเข้าเหมารวมเอาพฤติกรรมของรัสเซียกับเบลารุส (กรณีที่เบลารุสดักเครื่องบินฝ่ายต่อต้านรัฐบาลให้ลงจอดในประเทศ) มาใช้กับจีนด้วย คำพูดนี้แสดงให้เห็นว่าดรากีชิงชังจีนขนาด “ตู่” และเหมาด่ากันเลทีเดียว

รัฐมนตรีต่างประเทศในัรฐบาลดรากีก็ยิ่งย้ำชัดเมื่อไม่กี่วันก่อน ลุยจิ ดิ มาโยแถลงระหว่างการประชุมกับแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐว่าความสัมพันธ์ระหว่างอิตาลีกับสหรัฐนั้นสำคัญกว่าจีน โดยบอกว่า “เราเป็นหุ้นส่วนการค้าที่แข็งแกร่งกับจีน เรามีความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ แต่ไม่สามารถเปรียบเทียบได้อย่างแน่นอน และไม่อาจแทรกแซงความเป็นพันธมิตรแห่งค่านิยมที่เรามีกับสหรัฐ”

พูดง่ายๆ ก็คือ เรายังค้าขายกับจีนอยู่นะ แต่ไม่ยอมเป็นเพื่อนด้วยหรอก

เกรงว่ายุโรปในเวลานี้จะมีท่าทีกับจีนแบบเดียวกันหมด ในยุโรปนั้นจีนยังพอมีเพื่อนอยู่บ้าง แต่ก็น้แอยลงเต็มที เพราะสหรัฐเดินเกมบีบให้เลือกข้างชัดเจน

เรื่องการเลือกข้างแบบไม่ต้องคิดมากของยุโรป ยังเกี่ยวกับการที่รัสเซียแสดงท่าทีคุกคามมากขึ้นถึงขั้นแทรกแซงกิจการในยุโรปกันเห็นๆ ความที่รัสเซียกับจีนเป็น “พันธมิตร” กันทำให้จีนถูกเหมาะไปด้วยว่าคบไม่ได้ ดังที่เราจะเห็นได้ว่าดรากีเหมาว่ารัสเซียทำยังไง จีนก็คงทำแบบเดียวกัน

จีนเหลือเพื่อนที่ไหนบ้าง?

ระหวางกับคุยกับมาครงและแมร์เกิล สีจิ้นผิงเน้นเรื่องแอฟริกาเป็นประเด็นหลักด้วยโดยบอกวาจีนช่วยแบ่งเบาแอฟริกาเรื่องภาระหนี้และช่วยเรื่องวัคซีนด้วย และผู้นำทั้ง 3 คนเห็นว่า “แอฟริกาเป็นทวีปที่มีประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมากที่สุด แต่ก็มีศักยภาพในการพัฒนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเช่นกัน

แอฟริกามีการลงทุนจากจีนเป็นจำนวนมาก แต่ถูกชาติตะวันตกโจมตีว่าจีนกำลังลวงให้ประเทศแอฟริกาติด “กับดักหนี้” ของจีน นั่นคือการกลาวหาวาจีนเสนอให้ประเทศในแอฟริกากู้เงินจากจีนมาพัฒนาสาธารณูปโภคประเทศนั้นๆ แต่ฏโครงการพัฒนาตางๆ เป็นของจีนรวมถึงคนงานบางส่วน เงินจึงหมุนเวียนในกระเป๋าจีน

นี่เป็นประเทศหนึ่งที่จีนถูกชาติตะวันตกโจมตี สื่อในฝรั่งเศสเองก็รายงานโจมตีจีนในทำนองนี้ราวกับว่า “จีนกำลังล่าอาณานิคมในแอฟริกา”

แต่ปรากฎว่าคนแอฟริการู้ทัน อย่างในสกู๊ปของ FRANCE 24 English เรื่อง Zambia: Under Chinese influence ที่ทำราวกับจีนต้องการเขมือบประเทศแซมเบีย ความเห็นใต้คลิปสกู๊ปนี้ไปคนละทาง เช่น ความเห็นที่มีคนไลค์กันมากๆ ความเห็นหนึ่งบอกว่า “ฝรั่งเศสควรเป็นประเทศสุดท้ายที่พูดถึง “อิทธิพลในแอฟริกา” โดยเหตุที่ประเทศในแอฟริกาอยู่ภายใต้อาณานิคมของฝรั่งเศสเป็นเวลาหลายปี”

อีกความเห็นบอกว่า “ทำวิดีโออื่นแล้วให้ชื่อว่า แคเมอรูน กาบอง กินี เซเนกัล แอลจีเรีย ไอวอรี่โคสต์ ดาโฮเมย์ ภายใต้การควบคุมของฝรั่งเศสสิ” และอีกความเห็น “ผู้ล่าอาณานิคมที่ใหญ่ที่สุดของแอฟริกาที่เคยกดขี่ครึ่งหนึ่งของทวีปต้องพยายามอย่างมากที่จะป้ายสีจีนซึ่งสร้างโครงสร้างพื้นฐาน โรงเรียนและโรงพยาบาล แทนที่จะฆ่าชาวบ้าน”

คลิปข่าวนี้ไม่ใช่รายงานข่าวเดียวที่ชาติตะวันตกโจมตีจีนเรื่องแอฟริกาและไม่ใช่ที่เดียวที่มีคอมเมนต์สวนกลับแรงๆ แบบนี้

ที่เป็นเช่นนี้เพราะแม้จีนจะใช้วิธีอัฐยายซื้อขนมยาย แต่ก็ยังน่าต้อนรับว่าชาติตะวันตกที่ทำหายนะมาให้ทั้งอดีตและปัจจุบัน ฝรั่งเศส อังกฤษ และเยอรมนีนั้นทำลายแอฟริกาอยางย่อยยับเมื่อศตวรรษก่อนๆ

เมื่อเดือนพฤษภาคม เยอรมนีเองก็เพิ่งจะยอมรับต่อการกระทำอันเหี้ยมโหดกับคนพื้นเมืองในนามิเบียตอนที่เยอนมนีครอบครองนามิเบียป็นอาณานิคม เรียกได้ว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Genocide) กันก็ว่าได้

แต่เยอรมนีแค่ยอมรับอย่างเป็นทางการ (Officially Recognises) ต่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ครั้งนั้นและบอกว่าจะจ่ายค่าชดเชย 1,100 ล้านยูโรให้เป็นระยะเวลา 30 ปี และคนท้องถิ่นก็บอกว่าแค่นี้ไม่พอหรอก

สีจิ้นผิงมองออกว่าชาติตะวันตกพยายามแยกจีนออกจากแอฟริกาเพื่อโดดเดี่ยวจีน จึงยกประเด็นแอฟริกาขึ้นมาโดยที่ไม่ได้ตอกย้ำให้เยอรมนีกับฝรั่งเศสเสียหน้าว่าพวกยุโรปทำเลวร้ายอะไรกับทวีปนี้มาบ้าง

แค่เตือนนิ่มๆ ว่า “อย่ามายุ่งกับเพื่อนของอั๊วะนะเว้ย”

กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Nicolas ASFOURI and NICOLAS ASFOURI / POOL / AFP