เปิดเงินเดือนนักผจญเพลิงในต่างประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657338

วันที่ 06 ก.ค. 2564 เวลา 19:29 น.

ส่องเงินเดือนนักดับเพลิงต่างแดน ประเทศไหนได้เท่าไรกันบ้าง

หลังจากที่เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนประธานาธิบดีโจ ไบเดนของสหรัฐในคำมั่นว่าจะขึ้นค่าจ้างให้แก่นักดับเพลิงของรัฐบาลทั่วประเทศ และนักดับเพลิงที่ได้ค่าแรงเพียง 13 เหรียญสหรัฐต่อชั่วโมงจะต้องหมดไปในรัฐบาลของตน มาดูกันว่าสหรัฐและประเทศอื่นๆ ให้เงินเดือนนักดับเพลิงเท่าไรกันบ้าง

สหรัฐอเมริกา

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ระบุว่าจะขึ้นเงินเดือนนักดับเพลิงของรัฐบาลเป็นอย่างน้อย 15 เหรียญสหรัฐต่อชั่วโมงก่อนที่ฤดูไฟป่าจะเริ่มขึ้น โดยจะพิจารณาเงินเดือนจากระดับการศึกษา ประสบการณ์ ตลอดจนถานที่ทำงาน

โดยรัฐที่นักดับเพลิงได้เงินเดือนมากที่สุด ได้แก่ นิวเจอร์ซีย์ แคลิฟอร์เนีย วอชิงตัน นิวยอร์ก และฮาวาย ตามรายงานของ Business Insider

Forbes ระบุว่ารายได้รายปีโดยเฉลี่ยของนักดับเพลิงของรัฐบาลสหรัฐอยู่ที่ประมาณ 55,000 เหรียญสหรัฐ (1.77 ล้านบาท) สำหรับนักดับเพลิงท้องถิ่นจะอยู่ที่ 57,500 เหรียญสหรัฐ (1.85 ล้านบาท) ต่อปี ทั้งนี้ รายได้ครัวเรือนโดยเฉลี่ยของสหรัฐอยู่ที่ 68,703 เหรียญสหรัฐ (2.21 ล้านบาท) ในปี 2019

เว็บไซต์ Firefighter Garage ระบุว่ารัฐที่ให้เงินเดือนพนักงานดับเพลิงมากที่สุดคือแคลิฟอร์เนีย ซึ่งอยู่ที่ 84,370 เหรียญสหรัฐ (2.72 ล้านบาท) ต่อปี ขณะที่รัฐที่ให้เงินเดือนน้อยที่สุดอยู่ที่มิสซิสซิปปี้ 30,180 เหรียญสหรัฐ (9.7 แสนบาท) ต่อปี ซึ่งขึ้นอยู่กับค่าครองชีพของแต่ละรัฐด้วย

ทั้งนี้ เว็บไซต์ Indeed ระบุว่าฐานเงินเดือนเฉลี่ยของนักดับเพลิงในสหรัฐในตอนนี้อยู่ที่ 3,623 เหรียญสหรัฐ (116,662 บาท) ต่อเดือน ขณะที่นักดับเพลิงอาสาสมัครอยู่ที่ประมาณ 3,400 เหรียญสหรัฐ (109,480 บาท) ต่อเดือน

สหราชอาณาจักร

Talent.com เว็บไซต์หางานระดับโลกระบุว่าเงินเดือนโดยเฉลี่ยของนักดับเพลิงในสหราชอาณาจักรอยู่ที่ 2,287 ปอนด์ (101,970 บาท) ต่อเดือน หรือ 27,446 ปอนด์ต่อปี โดยเริ่มต้นที่ประมาณ 20,000 ปอนด์ต่อปีเพิ่มขึ้นตามประสบการณ์ไปจนถึง 35,815 ปอนด์ต่อปี

แคนาดา

Talent.com เผยเงินเดือนนักดับเพลิงแคนาดาโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 5,003 เหรียญสหรัฐ (161,121 บาท) ต่อเดือน หรือ 60,041 เหรียญสหรัฐต่อปี ขณะที่เว็บไซต์ Indeed ระบุว่าเงินเดือนโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 6,300 เหรียญสหรัฐ (202,891 บาท) หรือ 88,981 เหรียญสหรัฐต่อปี

ด้าน Salary Explorer ชี้ว่านักดับเพลิงในแคนาดามักมีรายได้ประมาณ 53,000 เหรียญสหรัฐต่อปี เริ่มต้นตั้งแต่ 24,000 เหรียญสหรัฐต่อปีไปจนถึงกว่า 80,000 เหรียญสหรัฐต่อปี

ญี่ปุ่น

Salary Expert ระบุว่ารายได้นักดับเพลิงญี่ปุ่นโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 6,146,926 เยน (1.79 ล้านบาท) ต่อปี หรือเทียบเท่า 2,955 เยน (860 บาท) ต่อชั่วโมง ประมาณตามข้อมูลการสำรวจเงินเดือนที่รวบรวมจากนายจ้างและพนักงานในญี่ปุ่น

โดยพนักงานเริ่มต้นประสบการณ์ 1 ถึง 3 ปีรายได้จะอยู่ที่ 4,420,835 เยนต่อปี ขณะที่พนักงานระดับอาวุโสประสบการณ์ 8 ปีขึ้นไปจะได้รับเงินเฉลี่ย 7,561,627 เยนต่อปี และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้น 9% ภายในระยะเวลา 5 ปี

ขณะที่ Salary Explorer ระบุว่าเงินโดยเฉลี่ยพนักงานดับเพลิงญี่ปุ่นได้เงินอยู่ที่ 3,700,000 เยน (1.08 ล้านบาท) ต่อปี

เวียดนาม

นักดับเพลิงในเวียดนามมักมีรายได้ประมาณ 9,580,000 ดง (13,380 บาท) ต่อเดือน เริ่มต้นตั้งแต่ 4,410,000 ดง (6,159 บาท) ไปจนถึง 15,200,000 ดง (21,230 บาท) รวมค่าที่พัก ค่าเดินทาง และสวัสดิการอื่นๆ ตามรายงานของ Salary Explorer

ลาว

Salary Explorer ชี้ว่านักดับเพลิงลาวมีรายได้ประมาณ 2,570,000 กีบ (8,721 บาท) ต่อเดือน เริ่มต้นตั้งแต่ 1,180,000 กีบ (4,000 บาท) ไปจนถึง 4,080,000 กีบ (13,845 บาท) ต่อเดือนรวมค่าที่พัก ค่าเดินทาง และสวัสดิการอื่นๆ เช่นเดียวกัน

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

แฮกเกอร์อาละวาดอีก เรียกค่าไถ่บริษัทสหรัฐเป็น Bitcoin 70 ล้านเหรียญสหรัฐ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657336

วันที่ 06 ก.ค. 2564 เวลา 18:00 น.

กลุ่มแฮกเกอร์ REvil ที่อยู่ในรัสเซียโจมตีบริษัทกว่า 200 แห่งในสหรัฐ เรียกค่าไถ่เป็น Bitcoin มูลค่า 70 ล้านเหรียญสหรัฐ

จอห์น แฮมมอนด์ จากบริษัทด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ Huntress Labs เผยว่า กลุ่มแฮกเกอร์ Revil ซึ่งเป็นมัลแวร์เรียกค่าไถ่กลุ่มใหญ่ที่พูดภาษารัสเซียเป็นหลักโจมตีบริษัทในสหรัฐอย่างน้อย 200 แห่ง โดยพุ่งเป้าไปที่บริษัทซอฟท์แวร์ซัพพลายเออร์ Kaseya และเรียกค่าไถ่เป็น Bitcoin มูลค่า 70 ล้านเหรียญสหรัฐ

แฮกเกอร์เล่นงาน Kaseya โดยการใช้ระบบบริหารจัดการเครือข่ายของบริษัทเป็นช่องทางในการแพร่มัลแวร์ผ่านผู้ให้บริการคลาวด์เซอร์วิส โดยมีรายงานว่ามีเครื่องมืออย่างน้อยกว่า 1 ล้านเครื่องติดมัลแวร์ดังกล่าว

แม้จะยังไม่ทราบแน่ชัดว่าลูกค้าของ Kaseya ได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใด แต่ต่อมาบริษัทเผยแพร่ข้อมูลผ่านเว็บไซต์ว่า การโจมตีจำกัดเฉพาะลูกค้าจำนวนเล็กน้อย

ทั้งนี้ กลุ่มแฮกเกอร์ REvil เริ่มปฏิบัติการตั้งแต่เดือน เม.ย. 2019 และเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมาเพิ่งโจมตีบริษัทท่อส่งน้ำมัน Colonial Pipeline โดยเรียกค่าไถ่เป็น Bitcoin มูลค่า 5 ล้านเหรียญสหรัฐ และในเดือนเดียวกันยังโจมตี JBS Holdings บริษัทผลิตเนื้อรายใหญ่ของสหรัฐแล้วเรียกค่าไถ่ 11 ล้านเหรียญสหรัฐ

Photo by INA FASSBENDER / AFP

คลิป: สหรัฐไม่พบหลักฐานว่า UFO เป็นของมนุษย์ต่างดาว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657313

วันที่ 06 ก.ค. 2564 เวลา 17:30 น.

รัฐบาลสหรัฐไม่มีข้อสรุปอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการพบเห็น UFO ที่เกิดขึ้นหลายครั้งในช่วงเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา 

หน่วยงานข่าวกรองของสหรัฐ (IC) เผยแพร่รายงานผลการตรวจสอบเบื้องต้นว่าด้วยปรากฏการณ์ทางอากาศที่ไม่สามารถระบุได้ (UAP) ที่นักบินของกองทัพสหรัฐพบเห็น 144 รายการ นับตั้งแต่ปี 2004 ว่า ว่า มีเพียงรายการเดียวที่หน่วยเฉพาะกิจที่ทำงานเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางอากาศที่ไม่ปรากฏชื่อสามารถอธิบายได้ด้วยความมั่นใจระดับสูงสุด นั่นคือ วัตถุที่พบเห็นเป็นบอลลูนขนาดใหญ่ที่กำลังยุบตัว

ส่วนอีก 143 รายการที่เหลือคณะทำงานไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะอธิบายชี้ชัดได้ บางครั้งอาจเป็นเทคโนโลยีจากจีนหรือรัสเซีย บางครั้งอาจเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ อาทิ ผลึกน้ำแข็งที่อาจแสดงในระบบเรดาร์ หรือบางครั้งอาจเกี่ยวข้องการโครงการพัฒนาลับของสหรัฐเอง ทว่ายังไม่ตัดประเด็นว่าเป็นวัตถุจากนอกโลก

อย่างไรก็ดี มีความกังวลว่าวัตถุบินที่ไม่สามารถอธิบายได้ หรือ UFO อาจกระทบกับความมั่นคงของสหรัฐ เนื่องจากมักพบเห็น UFO เหล่านี้ป้วนเปี้ยนใกล้กับฐานทัพของสหรัฐ

Photo by Handout / DoD / AFP

คลิป: ลูกไฟขนาดมหึมากลางทะเลสาบแคสเปียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657309

วันที่ 06 ก.ค. 2564 เวลา 14:10 น.

เนินพุโคลนปะทุเกิดระเบิดลูกใหญ่บนเกาะกลางทะเลสาบแคสเปียน

โลกออนไลน์เผยแพร่ภาพและคลิปวิดีโอแสดงให้เห็นลูกไฟขนาดมหึมาและเปลวเพลิงพวยพุ่งในทะเลสาบแคสเปียน นอกชายฝั่งอาเซอร์ไบจานเมื่อวันที่ 4 ก.ค. เบื้องต้นรายงานระบุว่าเกิดจากการปะทุของเนินพุโคลน (Mud Volcano)

SOCAR บริษัทน้ำมันของอาเซอร์ไบจานระบุว่าการระเบิดดังกล่าวเกิดขึ้นประมาณ 10 กิโลเมตรจาก Umid ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ แต่ไม่มีแหล่งน้ำมันและก๊าซนอกชายฝั่งได้รับผลกระทบ ตลอดจนแท่นขุดเจาะน้ำมันนอกชายฝั่งและโรงงานอุตสาหกรรมยังทำงานได้ตามปกติ

ทั้งนี้ เนินพุโคลนดังกล่าวมีความเข้มข้นสูงซึ่งปล่อยก๊าซมีเทนและก๊าซไวไฟอื่นๆ ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ขนาดใหญ่ แต่ล่าสุดเปลวเพลิงดับลงแล้ว

Pfizer ยังรับมือเดลตาไหวไหมหลังเจอฤทธิ์เดลตา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657303

วันที่ 06 ก.ค. 2564 เวลา 14:00 น.

สื่อบางเจ้าบอกว่า Pfizer ประสิทธิภาพลดเมื่อเจอเดลตา บางเจ้าบอกว่าช่วยลดอาการป่วยหนักได้ แล้วจนถึงตอนนี้ Pfizer ยังสู้เดลตาไหวไหม

วานนี้ (5 ก.ค.) มีการเปิดเผยประสิทธิภาพของวัคซีน Pfizer/BioNTech ในอิสราเอลหลังจากเชื้อกลายพันธุ์สายพันธุ์เดลตาเริ่มระบาด ปรากฏว่าสื่อตะวันตกตีข่าวกันคนละแง่มุม โดย Reuters บอกว่าประสิทธิภาพของวัคซีนลดลง ขณะที่ Bloomberg บอกว่า Pfizer ช่วยลดอาการป่วยหนักได้

แล้วสรุปว่า Pfizer รับมือสายพันธุ์เดลตาที่องค์การอนามัยโลก (WHO) เคยเตือนว่าจะกลายเป็นสายพันธุ์หลักที่ระบาดไปทั่วโลกอย่างรวดเร็วได้มากน้อยแค่ไหน

จากการใช้งานจริงของอิสราเอลพบว่า ระหว่างวันที่ 6 มิ.ย. ถึงต้นเดือน ก.ค. ประสิทธิภาพของวัคซีน Pfizer ในการป้องกันการป่วยอยู่ที่ 64% ขณะที่ตัวเลขประสิทธิภาพก่อนหน้านี้อยู่ที่ 94%

ส่วนประสิทธิภาพในการป้องกันอาการป่วยที่ต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลตั้งแต่วันที่ 2 พ.ค.-5 มิ.ย. อยู่ที่ 98.2% แต่ระหว่างวันที่ 6 มิ.ย.-3  ก.ค. ลดลงเหลือ  93%

จะเห็นว่าประสิทธิภาพในการป้องกันการป่วยลดลงค่อนข้างเยอะ ส่วนการป้องกันอาการป่วยที่ต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลและอาการหนักต่างกันเล็กน้อย

นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุขอิสราเอลยังพบว่าผู้ติด Covid-19 รายใหม่เกิดขึ้นในกลุ่มผู้คนที่ได้รับวัคซีนแล้ว เมื่อวันศุกร์ (2 ก.ค.) 55% ของผู้ติดเชื้อรายใหม่ฉีดวัคซีนแล้ว และจนถึงวันที่ 4 ก.ค. มีผู้ป่วยอาการหนัก 35 คนจากประชากรทั้งหมด 9.3 ล้านคน เมื่อเทียบกับ 21 คนเมื่อวันที่ 19 มิ.ย.

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทางการอิสราเอลตั้งข้อสังเกตว่าประสิทธิภาพของวัคซีน Pfizer ลดลงในช่วงที่เชื้อสายพันธุ์เดลตาแพร่กระจายในอิสราเอล และการผ่อนคลายมาตรการสกัดการแพร่ระบาดอย่างการสวมหน้ากากอนามัยในที่สาธารณะและการเว้นระยะห่างที่เริ่มตั้งแต่เดือน มิ.ย.

ด้าน เดอร์วิลา คีน โฆษกของ Pfizer ปฏิเสธแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อมูลล่าสุดของอิสราเอล เพียงแต่ชี้ไปที่การวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าวัคซีนยังคงป้องกันเชื้อสายพันธุ์ใหม่ เพียงแต่ลดลงในบางกรณี และย้ำว่าจนถึงตอนนี้หลักฐานยังชี้ให้เห็นว่าวัคซีนยังคงป้องกันเชื้อกลายพันธุ์เหล่านี้ได้อยู่

ทว่า รัน บาลิเซอร์ ประธานที่ปรึกษาด้าน Covid-19 แห่งชาติของอิสราเอลเผยว่า ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินประสิทธิภาพที่แม่นยำของวัคซีนต่อเชื้อสายพันธุ์เดลตา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะจำนวนผู้ติดเชื้อในอิสราเอลหลังได้รับวัคซีนครบทั้งสองโดสยังมีน้อย และเนื่องจากการสัมผัสเชื้อและความเป็นไปได้ที่จะได้รับการตรวจหาเชื้อยังกระจายไม่ครอบคลุมประชากร ซึ่งทำให้ความพยายามในการหาข้อสรุปซับซ้อนยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ดี หลังจากนี้รัฐบาลอิสราเอลมีแผนจะทำการศึกษาผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วแต่ยังติด Covid-19 รวมทั้งปัจจัยต่างๆ อาทิ อายุ อาการป่วยที่มีอยู่ก่อนแล้ว และวันที่ได้รับวัคซีน เพื่อประเมินประสิทธิภาพของวัคซีนและอัตราที่ประสิทธิภาพของวัคซีนลดลง

ขณะที่ อัลเบิร์ต บัวร์ลา ซีอีโอของ Pfizer เผยว่า หลังจากได้รับวัคซีนครบทั้งสองโดสไปแล้ว 12 เดือนอาจต้องฉีดเข็มที่ 3 อีกครั้ง

อย่างไรก็ดี ไม่ใช่เฉพาะวัคซีน Pfizer เท่านั้นที่ประสิทธิภาพลดลงเมื่อเจอกับสายพันธุ์เดลตา

การวิจัยของอังกฤษโดยนักวิจัยจากราชวิทยาลัยลอนดอน สถาบันฟรานซิสคริก และมหาวิทยาลัยกลาสโกว์ เพื่อศึกษาการลดประสิทธิภาพของวัคซีนป้องกัน Covid-19 ต่อสายพันธุ์กลายพันธุ์ ซึ่งตีพิมพ์ในคลังเอกสารวิชาการออนไลน์ medRxiv พบว่า สายพันธุ์เดลตาและเบตา (แอฟริกา) มีความเกี่ยวข้องกับการลดประสิทธิภาพของวัคซีนเมื่อเทียบกับสายพันธุ์อัลฟา (อังกฤษ) หรือสายพันธุ์ดั้งเดิมจากอู่ฮั่น

Photo by JACK GUEZ / AFP

สิงคโปร์สอบเคสหัวใจหยุดเต้นหลังฉีด Pfizer แนะงดออกกำลังกาย 1 สัปดาห์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657291

วันที่ 06 ก.ค. 2564 เวลา 12:21 น.

สิงคโปร์สอบสวนกรณีวัยรุ่นหัวใจหยุดเต้นเมื่อออกกำลังกายหลังฉีดวัคซีนได้เกือบสัปดาห์ เบื้องต้นเตือนงดใช้แรงหนัก 1 สัปดาห์หลังฉีดวัคซีน

กระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ประกาศแนวทางปฏิบัติเพิ่มเติมสำหรับผู้ที่ได้รับวัคซีนต้านโควิด-19 โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัยรุ่นและเพศชายอายุต่ำกว่า 30 ปี ให้หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายอย่างหนัก หรือกิจกรรมที่ต้องใช้แรงมากเป็นเวลา 1 สัปดาห์หลังจากได้รับวัคซีน

แก้ไขจากเดิมที่ให้ผู้ฉีดวัคซีนหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายเพียง 12 ถึง 24 ชั่วโมงหลังได้รับวัคซีน โดยสิงคโปร์ใช้วัคซีนของ Pfizer และ Moderna เป็นหลัก

หลังจากที่หน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพของสิงคโปร์เปิดเผยว่าได้รับรายงานปัญหาเกี่ยวกับหัวใจในผู้ที่ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 12 ราย โดย 7 รายเป็นเพศชายอายุไม่เกิน 30 ปี

หนึ่งในนั้นเป็นวัยรุ่นอายุ 16 ปี หัวใจหยุดเต้นหลังยกน้ำหนัก ซึ่งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขสิงคโปร์กำลังดำเนินการสอบสวนเพื่อวิเคราะห์ว่ามีความเชื่อมโยงกับการฉีดวัคซีนหรือไม่ รวมถึงพิจารณาว่ามีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันรุนแรงหรือไม่ ซึ่งเป็นอาการอักเสบรุนแรงของกล้ามเนื้อหัวใจที่ส่งผลต่อการทำงานของหัวใจ

รายงานระบุว่าเขาได้รับวัคซีนของ Pfizer เข็มแรกไปเมื่อวันที่ 27 มิ.ย. ก่อนที่จะมีอาการดังกล่าวในวันที่ 3 ก.ค. เมื่อออกกำลังกายยกน้ำหนักที่ต้องใช้แรงมาก

อย่างไรก็ตามคณะผู้เชี่ยวชาญยังคงแนะนำให้ใช้วัคซีนต้านโควิด-19 ชนิด mRNA ต่อไปเนื่องจากประโยชน์ในการป้องกันยังมีมากกว่าความเสี่ยง แต่แนะนำว่าประชาชนวัยหนุ่มสาวโดยเฉพาะเพศชายควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ใช้แรงมากในช่วง 1 สัปดาห์หลังฉีดวัคซีน

ทั้งนี้ อาการดังกล่าวสอดคล้องกับที่เกิดขึ้นในผู้ที่ได้รับวัคซีน mRNA ในสหรัฐซึ่งศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) เผยเมื่อวันที่ 10 มิ.ย. ว่าพบกรณีการเกิดอาการกล้ามเนื้อหัวใจเอกเสบหลังฉีดวัคซีนของ Pfizer และ Moderna มากกว่าที่คาดการณ์ไว้โดยเฉพาะในกลุ่มคนเพศชายที่อายุยังน้อย

รวมถึงในญี่ปุ่นก็มีรายงานการเกิดอาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบและเยื้อหุ้มหัวใจอักเสบหลังเข้ารับวัคซีนชนิด mRNA เช่นกัน ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แต่เบื้องต้นชี้ว่าอาการดังกล่าวไม่รุนแรงและไม่น่ากังวล

Photo by JAVIER TORRES / AFP

จีนไล่เช็กบิลบริษัทเทคเพิ่มอีกฐานครอบครองบิ๊กดาต้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657280

วันที่ 06 ก.ค. 2564 เวลา 11:20 น.

ทางการจีนเข้าตรวจสอบบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อีก 3 แห่งฐานรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้โดยผิดกฎหมายหลังเพิ่งจัดการกับ Didi Chuxing  

หน่วยงานกำกับดูแลด้านไซเบอร์สเปซของจีน (CAC) เข้าตรวจสอบบริษัทเทคโนโลยีอีก 3 แห่งในข้อหาเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้โดยผิดกฎหมาย 1 วันหลังจากสั่งให้ผู้ให้บริการแอพพลิเคชันหยุดให้บริการแอพพลิเคชันของ Didi Chuxing ผู้ให้บริการเรียกรถแท็กซี่ในฐานความผิดเดียวกัน

บริษัททั้ง 3 แห่งที่ CAC เข้าสอบสวนได้แก่ Zhipin.com เว็บไซต์รับสมัครงานที่ใหญ่ที่สุดของจีน, Huochebang และ Yunmanman แอพพลิเคชันเรียกใช้บริการรถบรรทุกที่ขนานนามว่าตัวเองเป็น Uber สำหรับรถบรรทุก

ทั้ง 3 บริษัทดังกล่าวล้วนจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กของสหรัฐเมื่อเดือนที่แล้ว โดย KanZhun บริษัทแม่ของ Zhipin.com มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดอยู่ที่ 15,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ขณะที่ Huochebang และ Yunmanman ซึ่งเป็นแอพพลิเคชันเรียกรถบรรทุกรายใหญ่ของจีนควบรวมกิจการกันเมื่อปี 2017 กลายเป็นบริษัท Full Truck Alliance โดยปัจจุบันมีมูลค่าอยู่ที่ 21,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

แถลงการณ์ของ CAC ระบุว่า มีคำสั่งให้ทั้ง 3 บริษัทระงับการขึ้นทะเบียนผู้ใช้รายใหม่ชั่วคราวในระหว่างที่ทางการกำลังตรวจสอบบริษัทเพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านความมั่นคงของข้อมูลของชาติ รักษาความมั่นคงของชาติ และปกป้องผลประโยชน์ของสาธารณชน

ต่อมา Full Truck Alliance และ Zhipin.com แถลงว่าจะให้ความร่วมมือกับทางการในการสอบสวนและแก้ไขปัญหาเพื่อให้เป็นไปตามกฎระเบียบ

Photo by GREG BAKER / AFP

จีนล็อกดาวน์ชายแดนติดเมียนมาหลังพบโควิดระบาด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657279

วันที่ 06 ก.ค. 2564 เวลา 10:44 น.

จีนพบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 3 รายบริเวณชายแดนเมียนมาโดยหนึ่งในนั้นเป็นชาวเมียนมา

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขมลฑลยูนนานยืนยันเมื่อวันที่ 5 ก.ค. พบผู้ติดโควิด-19 เพิ่ม 3 รายโดยทั้งหมดมาจากเมืองรุ่ยลี่ (Ruili) ซึ่งมีพรมแดนติดกับเมียนมา ส่งผลให้รัฐบาลประกาศล็อกดาวน์เมืองรุ่ยลี่และเร่งตรวจหาเชื้อเชิงรุกให้แก่ผู้อยู่อาศัยทั้งหมดภายใน 2 วันเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดข้ามพรมแดน

เมืองรุ่ยลี่เป็นจุดผ่านแดนหลักระหว่างจีนและเมียนมา ซึ่งมักมีชาวเมียนมาหนีภัยความไม่สงบในประเทศมายังจุดนี้ โดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขมลฑลยูนนานระบุว่าผู้ติดเชื้อ 1 ใน 3 รายเป็นชาวเมียนมา

การล็อกดาวน์ครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 4 เดือนของเมืองรุ่ยลี่ โดยมีการจำกัดการเดินทางที่ไม่จำเป็น หากต้องการจับจ่ายซื้อของใช้อนุญาตให้ออกจากบ้านได้ครอบครัวละ 1 คนเท่านั้น และหากต้องการเดินทางออกนอกเมืองจะต้องมีผลตรวจหาเชื้อภายใน 72 ชั่วโมงเป็นลบ

ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสข้ามพรมแดนจีนได้สั่งปิดสะพานและจุดผ่านแดนจากเมียนมาเมื่อเดือนมี.ค. ตลอดจนลาดตระเวนเพื่อป้องกันการลักลอบเข้าเมือง ท่ามกลางผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นในเมียนมา

ขณะที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อในเมียนมาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยแตะหลักพันคนตั้งแต่ปลายเดือนมิ.ย. ที่ผ่านมา โดยผู้ติดเชื้อรายวันอยู่ที่ 2,969 รายนับเป็นจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันที่มากที่สุด ขณะที่มีผู้เสียชีวิต 42 ราย

ส่งผลให้เมียนมามีผู้ติดเชื้อสะสมรวมทั่วประเทศอยู่ที่ 168,374 ราย และผู้เสียชีวิต 3,461 ราย

Photo by STR / AFP

สำนักงานฯ ไต้หวันชี้แจงเหตุระเบิดบริษัทหมิงตี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657272

วันที่ 06 ก.ค. 2564 เวลา 10:05 น.

สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย ชี้แจงเหตุระเบิด ณ บริษัท หมิงตี้ เคมีคอล จำกัด ที่ไทยและไต้หวันร่วมทุน ดังนี้

1.โรงงานของบริษัทดังกล่าวเกิดเหตุระเบิด ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บหลายรายและมีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเสียชีวิต 1 ราย สำนักงานฯ รู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง และขอขอบคุณหน่วยงานไทยที่เกี่ยวข้อง กระทรวงอุตสาหกรรม หน่วยงานดับเพลิงและฝ่ายตำรวจที่ได้ส่งเฮลิคอปเตอร์กับผู้เชี่ยวชาญช่วยกู้ภัย ขอแสดงความเคารพและขอขอบคุณเจ้าหน้าที่กู้ภัยและเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกท่านที่ช่วยกู้ภัยดับเพลิงอย่างเต็มที่ สำนักงานฯ ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวและขอสดุดีความกล้าของวีรบุรุษนักดับเพลิง และหวังให้ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บปลอดภัยโดยเร็ว

2. บริษัท หมิงตี้ เคมีคอล จำกัด ที่ไทยและไต้หวันร่วมทุนนั้น ตั้งอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ เกิดเหตุระเบิดเมื่อวันที่ 5 ก.ค. ช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา เนื่องจากแรงระเบิดสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง หน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นได้ออกคำสั่งอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ในรัศมี 10 กิโลเมตร พร้อมส่งเจ้าหน้าที่ดับเพลิงจำนวนมากช่วยดับเพลิง เนื่องจากภายในโรงงานยังมีสารเคมีอยู่อีกจำนวนมาก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหวั่นเกิดอันตรายจากการระเบิดซ้ำ ขณะนี้ได้ปิดพื้นที่โดยรอบและห้ามผู้คนเข้าออก

3. หลังทราบเหตุดังกล่าว สำนักงานฯ ได้ติดต่อผู้บริหารชาวไต้หวันทันที เพื่อตรวจสอบความปลอดภัยของผู้คนและความเสียหายที่เกิดขึ้น หลังการตรวจสอบพบว่า ขณะนี้ มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 60 กว่าราย ซึ่งมี 2 รายเป็นพนักงานชาวไต้หวันของบริษัทดังกล่าว

4. ขณะนี้ สำนักงานฯ ได้จัดตั้งคณะทำงานตอบสนองเหตุฉุกเฉินและได้ประสานงานกับหน่วยงานรัฐบาลไทยที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามสถานการณ์ดังกล่าว พร้อมขอความช่วยเหลือและมาตรการรับมือที่เกี่ยวข้อง ช่วยจัดการสารเคมีที่เหลืออยู่ รวมถึงออกมาตรการการควบคุมพื้นที่ใกล้เคียง

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

ต่างประเทศทำอย่างไรเมื่อโรงงานระเบิดกลางเมือง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657253

วันที่ 05 ก.ค. 2564 เวลา 19:20 น.

หลายต่อหลายครั้งที่เกิดเหตุระเบิดและเพลิงไหม้จากสารเคมีในโรงงาน มาดูกันว่าแต่ละประเทศดำเนินการอย่างไร

เหตุระเบิดในเทียนจิน (2015)

เมื่อปี 2015 มีเหตุเพลิงไหม้บริเวณโกดังสินค้าในเขตปินไห่ นครเทียนจิน ประเทศจีนแต่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถควบคุมเพลิงไหม้ไว้ได้จึงเกิดเหตุระเบิดขึ้นถึง 2 ระลอกในเวลาห่างหันเพียงไม่กี่วินาที ข้อสรุปในปี 2016 ระบุว่าสาเหตุของเหตุระเบิดครั้งนี้เกิดจากไนโตรเซลลูโลสติดไฟ

ประกายไฟปะทุขึ้นไปในอากาศหลายร้อยเมตร ขณะที่ประชาชนรับรู้แรงระเบิดได้หลายกิโลเมตรจากจุดเกิดเหตุ ศูนย์เครือข่ายเฝ้าระวังแผ่นดินไหวของจีนรายงานว่าการระเบิดระลอกแรกและระลอกที่ 2 มีขนาดเท่ากับระเบิดทีเอ็นทีขนาด 3 ตัน และ 21 ตัน ตามลำดับ

อาคารที่พักอาศัยโดยรอบรัศมี 2 กิโลเมตรรวมถึงสถานีรถไฟฟ้าได้รับความเสียหายไม่ว่าจะเป็นกระจกแตกกระจาย กระเบื้องหลังคาหลุด ฝ้าเพเดนพังกล่ม นอกจากนี้แรงระเบิดได้ทำลายอาคารของบริษัทขนส่งถึง 7 บริษัท ตลอดจนรถยนต์หลายพันคันบริเวณใกล้เคียง

ขณะที่มีรายงานผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 173 คน (ในจำนวนนี้มี 104 คนเป็นเจ้าหน้าที่ดับเพลิง) สูญหาย 8 คน และอีกอย่างน้อย 800 คนได้รับบาดเจ็บจากเพลิงไหม้และสะเก็ดระเบิด

ไม่เพียงแต่อันตรายจากแรงระเบิดเท่านั้น แต่ยังมีรายงานว่าบริเวณที่เกิดเหตุมีโซเดียมไซยาไนด์เก็บไว้อย่างน้อย 700 ตัน ซึ่งพบการรั่วไหลของสารเคมีดังกล่าวบริเสณท่อระบายน้ำ ขณะที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบก๊าซพิษอย่างซัลเฟอร์ไดออกไซด์ คาร์บอนมอนอกไซด์ และไนโตรเจนออกไซด์ในระยะห่าง 500 เมตรรอบจุดเกิดเหตุ แต่ปริมาณของก๊าซไม่เกินระดับที่กำหนดไว้ตามมาตรฐาน

เช้าวันถัดมาหลังคืนวันเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ระดมกำลังค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยตลอดจนเก็บกวาดซากความเสียหาย มีการส่งผู้เชี่ยวชาญด้านนิวเคลียร์และชีวเคมีลงพื้นที่มากกว่า 200 คน เพื่อประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชน ขณะที่ผู้อยู่อาศัยกว่า 3,500 หลังคาเรือนต้องอพยพไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราว

รายงานของสื่อและโซเชียลมีเดียหลายแห่งถูกเซ็นเซอร์โดยทางการจีน อย่าง Weibo มีอัตราการเซ็นเซอร์เพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่าโดย “เทียนจิน” และ “ระเบิด” เป็นคำที่ถูกเซ็นเซอร์มากที่สุด ขณะที่มีการสั่งปิดเว็บไซต์ 18 เว็บไซต์และระงับอีก 32 เว็บไซต์ฐานเผยแพร่ข้อมูลเท็จ ตลอดจนนักข่าวถูกห้ามไม่ให้เข้าไปบันทึกภาพ

China Daily รายงานว่าครอบครัวของนักดับเพลิงที่เสียชีวิตจะได้รับเงินชดเชย 2.3 ล้านหยวน และรัฐบาลวางแผนจะชดเชยประชาชนที่อาคารบ้านเรือนพังเสียหายด้วยการซื้อบ้านคืนในราคา 130% ของราคาซื้อ ขณะที่รัฐบาลท้องถิ่นเสนอที่จะให้เงินชดเชยเช่นกัน

โรงงานปุ๋ยรัฐเท็กซัสระเบิด (2013)

เมื่อปี 2013 เกิดการระเบิดของแอมโมเนียมไนเตรตที่สถานที่จัดเก็บและจำหน่ายของบริษัทปุ๋ยเวสต์ เฟอร์ติไรเซอร์ ในเมืองทางตะวันตกของมลรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา โดยมีรายงานผู้เสียชีวิต 15 คน บาดเจ็บอย่างน้อย 160 ถึง 200 คน และอาคารกว่า 150 หลังพังเสียหายรวมถึงโรงเรียนและบ้านพักคนชรา ขณะที่บริษัทประกันระบุว่าโรงงานดังกล่าวได้รับความคุ้มครองเพียง 1 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยกฎหมายของเท็กซัสอนุญาตให้สถานที่จัดเก็บปุ๋ยดำเนินการได้โดยไม่ต้องมีประกันใดๆ แม้ว่าจะเก็บวัสดุอันตรายก็ตาม

แรงระเบิดสามารถรับรู้ได้ไกลในรัศมีกว่า 20 กิโลเมตร ขณะที่ประชาชนกว่า 2 พันคนไม่มีกระแสไฟฟ้าใช้นานหลายชั่วโมง ด้านเจ้าหน้าที่เร่งเข้าช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่และมีการใช้เฮลิคอปเตอร์ลำเลียงคนเจ็บ

เหตุการณ์นี้ส่งผลให้ในปี 2015 สภานิติบัญญัติเท็กซัสผ่านร่างกฎหมาย House Bill 942 เพื่อควบคุมการจัดเก็บและการตรวจสอบแอมโมเนียมไนเตรต ตลอดจนให้อำนาจคณะกรรมาธิการคุณภาพสิ่งแวดล้อมของเท็กซัสและเจ้าหน้าที่ดับเพลิงท้องถิ่นบังคับใช้กฎระเบียบดังกล่าว ขณะที่เจ้าของโรงงานปุ๋ยถูกฟ้องร้อง

เหตุระเบิดโรงงานเคมีเซียงสุ่ย (2019)

หรือที่เรียกกันว่าเหตุระเบิด 3.21 ที่มณฑลเจียงซู ประเทศจีน โรงงานดังกล่าวดำเนินการโดย Tianjiayi Chemical ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมของหยานเฉิง แหล่งข่าวบางแห่งรายงานว่าโรงงานแห่งนี้ผลิตสารเคมีอินทรีย์ รวมทั้งสารประกอบที่ติดไฟได้สูงบางชนิด

แรงระเบิดส่งผลให้เกิดไฟไหม้หลายครั้ง โดยเกิดเหตุระเบิดขึ้นเมื่อเวลา 14:48 น. และเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงไหม้ได้ในเวลาประมาณ 3.00 น. ขณะที่มีชาวบ้านอพยพออกจากพื้นที่ราว 4,000 คน

ซึ่งเหตุการณ์นี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 78 คนและ ได้รับบาดเจ็บ 617 คนรวมถึงเด็กนักเรียนในโรงเรียนอนุบาลในท้องถิ่น

Washington Post และ Financial Times รายงานว่ามีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงการเซ็นเซอร์ในอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้นหลังเกิดเหตุระเบิด โดยบทความข่าวและข้อความบนโซเชียลมีเดียจำนวนมากถูกลบ Radio Free Asia ยังระบุว่ารัฐบาลสั่งห้ามสื่อต่างประเทศเข้าสู่พื้นที่เกิดเหตุและดำเนินการสัมภาษณ์กับโรงพยาบาล

ขณะที่ประธานาธิบดีสั่งให้เร่งสอบสวนหาสาเหตุและหาทางป้องกันภัยจากอุตสาหกรรมไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต โดยรัฐบาลสัญญาว่าจะปรับปรุงมาตรฐานความปลอดภัยและยกระดับการกำกับดูแลมากขึ้นกว่าเดิม ขณะที่ผู้รับผิดชอบถูกฟ้องร้องดำเนินคดีตามกฎหมาย

เหตุระเบิดที่เบรุต (2020)

ปิดท้ายด้วยเหตุระเบิดครั้งใหญ่บริเวณท่าเรือเบรุต ประเทศเลบานอน อันเนื่องมาจากแอมโมเนียมไนเตรตประมาณ 2,750 ตัน รัศมีโดยรอบท่าเรือเกือบ 4 กิโลเมตรราบเป็นหน้ากลอง และสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง โดยผู้อยู่ในเหตุการณ์ซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 10 กิโลเมตรได้ระบุว่าได้รับบาดเจ็บและผลกระทบจากแรงระเบิด

ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 207 ราย บาดเจ็บมากกว่า 7,500 ราย และสูญหายอีกจำนวนมาก ขณะที่ผู้ว่าการเบรุตประมาณการณ์ว่ามีประชาชนกว่า 300,000 คนต้องกลายเป็นผู้ไร้ที่อยู่อาศัยเนื่องจากแรงระเบิด ด้านรัฐบาลต้องประกาศภาวะฉุกเฉินเป็นเวลา 2 สัปดาห์

เหตุระเบิดครั้งนี้ส่งผลให้การประท้วงใหญ่ที่เกิดขึ้นในประเทศตั้งแต่ปี 2019 ทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง โดยมีผู้ประท้วงได้บุกเข้าไปในกระทรวงการต่างประเทศ และอาคารรัฐสภา เกิดการยิงปะทะกันจนมีผู้บาดเจ็บกว่า 238 คน มีการใช้แก๊สน้ำตาสลายการชุมนุม

จนฮัสซัน ดิอับ นายกรัฐมนตรีเลบานอน ณ เวลานั้นประกาศลาออกจากตำแน่งเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุระเบิดครั้งใหญ่ของประเทศ หลังอยู่ในตำแหน่งได้ราว 7 เดือน ส่งผลให้คณะรัฐมนตรีทั้งหมดต้องพ้นจากตำแหน่งตามไปด้วย แม้ว่าก่อนหน้านี้รัฐมนตรี 3 คน และสมาชิกสภาอีก 7 คนประกาศลาออกจากตำแหน่งไปแล้วก็ตาม

Photo by STR / AFP และ FILES / FRED DUFOUR / AFP