โดนลูกหลงกันทั้งโลก เงินเฟ้อคือสะเก็ดระเบิดสงคราม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/686251

วันที่ 23 มิ.ย. 2565 เวลา 20:38 น.

โดนลูกหลงกันทั้งโลก เงินเฟ้อคือสะเก็ดระเบิดสงคราม

ข้าวยากหมากแพงต้องโทษใคร? โทษรัฐบาล โทษสงคราม หรือว่าโทษตัวเอง?

ในวันที่บทความนี้ถูกเขียนขึ้นและเผยแพร่ (22 – 23 มิถุนายน 2022) มีสถานการณ์อันระทึกเกิดขึ้นในโลกเศรษฐกิจ

อย่างแรกคือ นายกรัฐมนตรีศรีลังกาบอกว่าเศรษฐกิจของประเทศพังพินาศแล้ว (collapsed) เพราะไม่เงินซื้อน้ำมันอีก – เรื่องของศรีลังกาคงไม่ต้องเสียเวลาอธิบายกันอีกเวลาพังพินาศเพราะอะไร แต่ที่ทำให้พินาศไวและไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดหนักเข้าไปอีก เพราะเงินเฟ้อที่ถาโถมเข้ามา

บางคนอาจจะมองว่าศรีลังกาเป็นประเทศเล็กประเทศน้อย และแถมบางคนก็อาจจะบอกว่ามันปั่นป่วนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

ถ้าอย่างนั้นมาดู สถานการณ์ที่ 2 ที่เกิดขึ้นในวันเดียวกัน

วันเดียวกันนั้น นายกรัฐมนตรีอิสมาอิล ซาบรี ยาคอบ ของมาเลเซียกล่าวว่ารัฐบาลจะแจกจ่าย 1,740 ล้านริงกิต (395.19 ล้านดอลลาร์) ให้กับครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำในเดือนนี้ ท่ามกลางปัญหาค่าครองชีพและค่าอาหารที่สูงขึ้น ไม่เพียงเท่านั้นมาเลเซียอาจเพิ่มเงินอุดหนุนน้ำมันปรุงอาหารจาก 4,000 ล้านริงกิตที่วางแผนไว้ในปีนี้ด้วย

แผนการแจกเงินช่วยประชาชนรับมือกับเงินเฟ้อของมาเลเซียนี้ถอดแบบมาจากสิงคโปร์ มันแสดงให้เห็นว่าเพื่อนบ้านของไทยเริ่มตั้งการ์ดกันแล้ว หากช้าไปอาจบ่อนทำลายเศรษฐกิจของพวกเขา

ถามว่ารัฐบาลไทยทำอะไรบ้างแล้วในตอนนี้ และที่ทำไปแล้วเพียงพอหรือยัง?

คำถามนี้ไม่ใช่ตั้งแง่ แต่เพื่อช่วยย้ำเตือนว่านี่ไม่ใช่ “ปัญหาขาจรทางเศรษฐกิจ” แล้ว แต่จะกลายเป็นหายนะระดับโลกเอาง่ายๆ

ถ้าบางคนยังคิดว่าเรื่องทีเกิดขึ้นรอบๆ บ้านเรายังไม่ถือว่าใหญ่ไป ก็ขอให้ดูเรื่องที่ 3

วันเดียวกันนั้นมีรายงานว่าด้วยราคาอาหารที่พุ่งสูงขึ้นส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อของราคาผู้บริโภคในสหราชอาณาจักรทำสถิติสูงสุดในรอบ 40 ปีในเดือนพฤษภาคมมาอยู่ที่ 9.1% ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดในกลุ่ม G7

ไม่เท่านั้น ธนาคารแห่งประเทศอังกฤษ (BoE) กล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มว่าจะยังคงอยู่เหนือ 9% ในช่วงหลายเดือนข้างหน้าก่อนที่จะถึงจุดสูงสุดที่ระดับ 11% ในเดือนตุลาคมเล็กน้อย เมื่อค่าไฟฟ้าในครัวเรือนขึ้นอีกครั้ง

ค่าไฟและค่าพลังงานนี่แหละคือตัวการสำคัญ เช่นเดียวกับศรีลังกา

ดังที่สำนักข่าว Reuters รายงานว่านักลงทุนบางคนตัดสินว่าอังกฤษมีความเสี่ยงต่อทั้งเงินเฟ้อและภาวะถดถอยที่สูงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนถึงต้นทุนพลังงานนำเข้าจำนวนมากและปัญหาจาก Brexit

และถ้าสหราชอาณาจักรยังไม่ใหญ่พออีก ก็ลองดู “อภิมหาอำนาจ” อย่างสหรัฐ ซึ่งอัตราเงินเฟ้อเดือนพฤษภาคมอยู่ที่ 8.6% ที่ระดับสูงสุดในรอบ 40 ปี

ในวันเดียวกันนั้น ประธานาธิบดีสหรัฐเสนอให้หยุดพักเก็บภาษีน้ำมัน ซึ่งมันอาจจะช่วยแก้ปัญหาเงินเฟ้อได้ “บ้าง” แต่ไม่วายถุกนักเศรษฐศาสตร์ติงว่ามันไม่น่าจะช่วยอะไรมากนัก

นั่นก็เพราะการไม่เก็บภาษีก็เท่ากับกระตุ้นการใช้จ่าย ซึ่งตอนนี้มันไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะจะกระตุ้นการใช้จ่าย เพราะเงินเฟ้อมันแรงอยู่แล้ว

ความยอกย้อนของสถานการณ์ช่วงนี้เหมือนกับที่นักวิเคราะห์บอกว่าสหราชอาณาจักอาจจะเจอ “ความเสี่ยงต่อทั้งเงินเฟ้อและภาวะถดถอย” และสหรัฐเองอาจจะเจอความยอกย้อนแบบเดียว ซึ่งในภาษาเศรษศาสตร์เรียกว่า Stagflation

คือภาวะที่เงินเฟ้อโคจรมาพบกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย สับสนจนไม่รู้จะใช้ยาตัวไหนเยียวยากันดี

ดังนั้น จะคิดมาตรการอะไรขึ้นมาจะต้องทบทวนกันให้ดี เพราะยาที่ใช้รักษาอาจกลายเป็นตัวเร่งอาการของโรคได้เหมือนกัน เหมือนกับที่บางคนใช้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อ จนทำให้เชื้อโรคดื้อยาในที่สุด

“กระสุนเงิน” ในการจัดกการกับ Stagflation มันมีอยู่ และสหรัฐก็เคยใช้มาแล้วในช่วงเงินเฟ้อสูงปรี๊ด

แต่ปรากฎว่ารัฐบาลไบเดนไม้ได้ใช้กระสุนเงินทางเศรษฐกิจ แต่ใช้วิธี “หาแพะรับบาป” โดยโยนความผิดเรืองเงินเฟ้อให้มั่วไปหมดว่าเกิดจากนั่นเกิดจากนี่ ราวกับตัวเองไม่ได้ส่วนรับผิดชอบอะไร

“แพะ” (หรืออันที่จริงก็ตัวการหนึ่งนั่นแหละ) ที่ถูกรัฐบาลไบเดนโยนบาปให้มากที่สุดเห็นจะเป็นปูติน/รัสเซีย

ฐานที่ก่อสงครามยูเครนจนทำให้ราคาน้ำมันพุ่งพรวด จนทำให้การส่งสินค้าอาหารจากประเทศผู้ผลิตหลักถูกขวางกั้น จนทำให้ซัพพลายเชนสะดุด และอีกมากหมายหลายข้อหา

แพะตัวนี้ถูกรัฐบาลไบเดนยกขึ้นมาบังหน้าตลอด จนกระทั่งแม้แต่คนในประเทศตัวเองก็เริ่มเอียน

หลังจากนั้นก็หันมาแพะตัวใหม่ ตัวล่าสุดคือบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ โดยไบเดนบอกว่า “ในช่วงเวลาแห่งสงคราม อัตรากำไรจากโรงกลั่นที่สูงกว่าปกติที่ถูกโยนให้ครัวเรือนชาวอเมริกัน (แบกรับ) โดยตรงนั้นเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้”

แต่ก็ไม่วายโยนบาปกลับไปที่ปูตินอีก โดยบอกว่า “ไม่ต้องสงสัยเลยว่า วลาดิมีร์ ปูตินเป็นผู้รับผิดชอบหลักสำหรับความเจ็บปวดทางการเงินที่รุนแรงที่ชาวอเมริกันและครอบครัวของพวกเขาเผชิญอยู่ แต่ท่ามกลางสงครามที่ทำให้ราคาน้ำมันเบนซินสูงขึ้นมากกว่า 1.70 ดอลลาร์ต่อแกลลอน อัตรากำไรจากโรงกลั่นที่สูงเป็นประวัติการณ์กลับทำให้ความเจ็บปวดนั้นแย่ลงไปอีก”

สรุปก็คือคนผิดคือปูตินกับบริษัทน้ำมัน ส่วนรัฐบาลสหรัฐนั้นไม่ผิด

ยังไม่พอแค่นั้น ไบเดน (ซึ่งตอนนี้ถูกแซะเรื่องโบ้ยความผิดไม่เว้นแต่ละวัน) ยังบอกว่า “หากเป็นความผิดของผม ทำไมประเทศอุตสาหกรรมหลักอื่นๆ ในโลกถึงมีอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น?”

ถ้ารัฐบาลไหนตอบนี้มีหวังโดนด่ากันทั้งบ้านทั้งเมือง

ถามว่ามันเป็นความผิดของใคร? ถ้าเป็นฝ่ายโลกตะวันตก (หรือเอียงไปทางนั้น) ก็คงต้องตอบว่ามันเป็นความผิดขจองรัสเซียที่ก่อสงครามขึ้น แต่ถ้าเป็นฝ่ายรัสเซีย (หรือเห็นใจรัสเซีย) ก็ต้องบอกว่าเพราะโลกตะวันตกยั่วยุให้รัสเซียก่อสงคราม

เมื่อสงครามเกิดน้ำมันย่อมแพง ทองย่อมแพง ของย่อมแพง หุ้นย่อมตก การลงทุนย่อมแปรปรวน

ดังนั้นกับคำถามที่ว่าใครเป็นตัวการทำให้โลกเจอกับเงินเฟ้อที่รุนแรงเพียงนี้ ก็ต้องถามตัวเองว่าเราเชื่อคำอธิบายของฝ่ายไหน?

แต่อีกคำถามคือ ในเมื่อแต่ละฝ่ายย่อมรู้ว่าสงครามหลีกเลี่ยงไม่ได้และผลของสงครามคืออะไร ทำไมรัฐบาลเหล่านั้นถึงไม่เตรียมการอะไรเอาไว้ล่วงหน้าเพื่อรับมือกับแรงกระเพื่อมที่จะตามมา?

คำตอบมีไม่กี่ชอยส์คือ ถ้าไม่ประเมินเรื่องสงครามผิด ก็คงเป็นเพราะไร้ความสามารถในเรื่องการบริหารเศรษฐกิจ

หรือไม่ก็คงต้องพูดภาษาฝรั่งคือ Didn’t See It Coming คือไม่รู้ตัวเลยว่ามันจะออกมาอีหรอบนี้

มีบทความหนึ่งโดย Yahoo Finance ที่พาดหัวไว้อย่างตรงใจผู้เขียน บอกว่า “Stagflation คือการแก้แค้นของของปูติน: ทุกคนบอกว่าสงครามของเขาจะทำลายเศรษฐกิจของรัสเซีย แต่เขาก็ฆ่าอเมริกาไปด้วย”

ตอนที่สงครามมาใหม่ๆ ที่อเมริกายังกระหยิ่มยิ้มย่องว่าเราไม่ได้ซื้อก๊าซซื้อน้ำมันจากรัสเซีย ไม่เห็นต้องห่วงอะไร แต่มาตอนนี้เริ่มที่จะเจอลูกหลงเข้าไปเต็มๆ

นั่นก็เพราะสงครามนี้ไม่ได้ก่อให้เกิดลูกหลงทางเศรษฐกิจแบบสะเก็ดระเบิดโดนกันฉพาะใกล้ๆ สมรภูมิ แต่มันคือ Nuclear fallout ที่หย่อนบอมบ์ไปลูกหนึ่ง เกิดฝุ่นรังสีนิวเคลียร์แผ่ขยายไปทั่วโลกหล้า

ต่อให้อยู่ไกลสุดหล้าฟ้าเขียว อเมริกาก็อเมริกาเถอะ หนีภยันตรายนี้หาพ้นไม่

โดย กรกิจ ดิษฐาน

จับตาวิกฤต 3AC ตลาดคริปโตได้บทเรียนอะไรจากเรื่องนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/686261

วันที่ 23 มิ.ย. 2565 เวลา 18:30 น.

จับตาวิกฤต 3AC ตลาดคริปโตได้บทเรียนอะไรจากเรื่องนี้

Three Arrows Capital กองทุนคริปโตชื่อดังกำลังแย่ หลังการล่มสลายของ Luna

Three Arrows Capital (3AC) เฮดจ์ฟันด์คริปโตรายใหญ่ของโลกมีข่าวลือว่าจะเป็นโดมิโน่ตัวแรกจากการล่มสลายของ Terra (LUNA) จนถึงขั้นจะล้มละลาย หลังจากที่ถูกบังคับให้ขายเหรียญ (Liquidate) เพื่อใช้หนี้มูลค่ากว่า 400 ล้านเหรียญสหรัฐ และยังมีหนี้อีกจำนวนมาก

เรื่องนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งเดือนหลังจากการล่มสลายของ Terra ซึ่งทำให้ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีเผชิญกับความผันผวนอย่างมาก และผลกระทบของมันแผ่ขยายออกไปไกลกว่าที่หลายคนคาดไว้ ซึ่งหนึ่งในผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงคือ 3AC

การล่มสลายของ 3AC

3AC ได้ลงทุนไว้ทั้งใน Terra และ Luna ซึ่งภายหลังจากที่เหรียญดังกล่าวล่ม ทำให้ 3AC เผชิญกับการขาดทุนครั้งใหญ่ รวมไปถึงเหรียญอื่นๆ ที่กองทุนได้ถือเอาไว้ก็ร่วงลงไปเช่นกันในขณะที่ตลาดคริปโตอยู่ในช่วงขาลง 3AC จึงสูญเสียมูลค่าของสินทรัพย์ไปมหาศาล จนมีข่าวลือหนาหูว่า 3AC กำลังจะล้มละลาย

Su Zhu และ Kyle Davies ร่วมก่อตั้ง 3AC ในปี 2555 โดยลงทุนใน NFT, DeFi และคริปโตเคอร์เรนซีรวมถึง Bitcoin, Ethereum, Terra และ Luna ตลอดจนบริษัทด้านคริปโต

“เรากำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และจะดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อจัดการกับสถานการณ์นี้” Zhu แถลงผ่านทาง Twitter หลังมีข่าวว่าบริษัทจะล้มละลาย โดยไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

We are in the process of communicating with relevant parties and fully committed to working this out

— Zhu Su (@zhusu) June 15, 2022

แต่เขาได้ให้สัมภาษณ์กับ Wall Street Journal ว่าจะหาทางอย่างเต็มที่เพื่อแก้ไขสถานการณ์ดังกล่าวแม้ว่าจะต้องขายสินทรัพย์ที่มีหรือขอความช่วยเหลือจากบริษัทอื่น

กลยุทธ์หลักๆ ที่ 3AC มักใช้ในการลงทุนคือ overleveraged หรือการกู้เงินลงทุนเกินตัวซึ่งได้ผลดีมากในช่วงที่ตลาดขาขึ้น แต่เมื่อมาถึงขาลง 3AC สูญเงินไปมากกว่า 200 เหรียญสหรัฐ และคาดว่าจะสูงถึง 450 ล้านเหรียญสหรัฐ จากการถือเหรียญ Luna

ซึ่งหาก 3AC ล้มละลายขึ้นมาจริงๆ จะส่งผลให้ตลาดคริปโตดิ่งร่วงลงไปอีก และอาจมีโดมิโน่ตัวถัดๆ ไป

อย่างไรก็ตาม Ryan Selkis ผู้ก่อตั้งบริษัท Messari กล่าวว่าวิกฤต 3AC อาจไม่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อตลาด เนื่องจากหนี้ทั้งหมดอยู่ที่ 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นประมาณ1+% ของมูลค่าตลาดรวมของอุตสาหกรรมคริปโตเท่านั้น

บทเรียนจาก 3AC

เมื่อต้องรับมือกับตลาดที่ผันผวน เช่น ตลาดสกุลเงินดิจิทัล การบริหารความเสี่ยง และการวางแผนอย่างรอบคอบ สิ่งเหล่านี้ช่วยให้นักลงทุนทั้งรายเล็กและรายใหญ่ตัดสินใจอย่างชาญฉลาด และการลงทุนแบบ Overleveraged แม้จะได้ผลตอบแทนมากแต่ก็มีความเสี่ยงสูงมากเช่นกัน

ด้วยการล่มสลายของยักษ์ใหญ่ในตลาดในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นอย่างมากมายมหาศาลและเป็นเชิงลบอย่างมาก อาจทำให้ตลาดที่กดดันอยู่แล้วต้องจำนนต่อภาวะหมีต่อไป และต้องจับตาดูกันต่อไปว่า 3AC จะรอดพ้นจากวิกฤตนี้ได้หรือไม่

Photo by REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

“สมเด็จพระมหาวีรวงศ์”วางศิลาฤกษ์สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/686168

วันที่ 22 มิ.ย. 2565 เวลา 17:57 น.

"สมเด็จพระมหาวีรวงศ์"วางศิลาฤกษ์สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)

ปทุมธานี-สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พิธีวางศิลาฤกษ์สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ในวาระครบรอบ 234 ปี ชาติกาล 150 ปี มรณกาล วัดบางหลวงหัวป่า สาขาวัดระฆังโฆษิตาราม

เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. ที่วัดบางหลวงหัวป่า สาขาวัดระฆังโฆษิตาราม ต.สวนพริกไทย อ.เมือง จ.ปทุมธานี สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ในพิธีวางศิลาฤกษ์สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ในวาระครบรอบ 234 ปี ชาติกาล 150 ปี มรณกาล องค์ใหญ่ ขนาดหน้าตัก 17 เมตร สูง 22 เมตร โดยมีพระครูสมุห์วัชระ ภทฺทธมฺโท ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม เป็นประธานดำเนินการ

โอกาสนี้ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เมตตาเจิมศิลาฤกษ์ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ และเจริญชัยมงคลคาถา สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ พิจารณาผ้าป่า และเป็นประธานวางศิลาฤกษ์

จากนั้น ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีปล่อยพันธุ์ปลา 22,222 ตัว ถวายพระกุศลเนื่องในมงคลสมัยคล้ายวันประสูติ เจ้าพระคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก 26 มิถุนายน 2565

พระครูสมุห์วัชระ ภทฺทธมฺโม กล่าวว่า พิธีวางศิลาฤกษ์ก่อสร้างรูปเหมือนสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ในวาระครบรอบ 234 ปี ชาติกาล 150 ปี มรณกาล องค์ใหญ่ ขนาดหน้าตัก 17 เมตร สูง 22 เมตร ในวันนี้ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการบูรณปฏิสังขรณ์ วัดบางหลวงหัวป่า (ร้าง) เพื่อเป็นสาขาของวัดระฆังโฆสิตาราม และยกฐานะวัดร้างขึ้นเป็นวัดที่มีพระภิกษุอยู่จำพรรษา

"สมเด็จพระมหาวีรวงศ์"วางศิลาฤกษ์สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)

ทั้งนี้ พุทธศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธา สามารถร่วมอนุโมทนาสมทบทุนปัจจัยในการก่อสร้างได้ทางบัญชี กองทุนบูรณะวัดบางหลวงหัวป่า (วัดร้าง) สาขาวัดระฆังโฆสิตาราม โดย พระมงคลวโรปการ และ พระครูสมุห์วัชระ ภทฺทธมฺโม หรือ ติดต่อสอบถามได้ที่ พระครูสมุห์วัชระ ภทฺทธมฺโม ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม ประธานดำเนินการ หมายเลขโทรศัพท์ 09-5990-9910

"สมเด็จพระมหาวีรวงศ์"วางศิลาฤกษ์สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)

ปรับสมดุลกาย-ใจ เข้าใจต้นตอ พร้อมรับมือความเครียดอย่างยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/686184

วันที่ 22 มิ.ย. 2565 เวลา 19:25 น.

ปรับสมดุลกาย-ใจ เข้าใจต้นตอ พร้อมรับมือความเครียดอย่างยั่งยืน

อย่าปล่อยความเครียดทิ้งไว้จนนำไปสู่โรคร้ายต่อร่างกายเรา “รักษ” ชวนปรับสมดุลกาย-ใจ เข้าใจต้นตอพร้อมรับมือความเครียดอย่างยั่งยืน

ปรับสมดุลกาย-ใจ เข้าใจต้นตอ พร้อมรับมือความเครียดอย่างยั่งยืน

เมื่อความเครียดคือภัยเงียบ ที่ส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจเราโดยไม่รู้ตัว

ความเครียดดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยากในยุคสมัยนี้ เพราะมีสิ่งกระตุ้นอันเป็นสาเหตุของความเครียดไม่รู้ตัวมากมาย ทั้งปัจจัยภายนอกจากชีวิตประจำวันอันแสนเร่งรีบ หน้าที่การงานที่กดดัน หรือแม้กระทั่งความขัดแย้งในครอบครัว อีกทั้ง ปัจจัยภายในอย่างการหลั่งสารเคมีในสมอง การย่อยอาหารที่ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร และการอักเสบในร่างกาย ตลอดจนฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะช่วงวัยใกล้หมดประจำเดือน หรือ อาการ Menopause ที่ล้วนสั่งสมทีละเล็กละน้อย และค่อย ๆ ก่อตัวเป็นภัยร้ายต่อกายและใจ บ่อยครั้ง ความเครียดถูกมองข้ามและพัฒนาเป็นโรคยอดฮิตของคนยุคใหม่อย่างโรควิตกกังวล, โรคแพนิก, โรคกลัวสังคม และโรคย้ำคิดย้ำทำ ในที่สุด หากแต่โรคเหล่านี้เป็นโรคที่สามารถป้องกันและหลีกเลี่ยงได้ โดยมีกุญแจสำคัญคือการทำความเข้าใจและเข้ารับการรักษาต้นตอของปัญหาอย่างตรงจุด

ก่อนเดินหน้าค้นหาสาเหตุรากลึก เรามาทำความเข้าใจกับความเครียดสักเล็กน้อยว่าความเครียดนั้น แท้จริงแล้ว แบ่งออกเป็น 3 ประเภท เริ่มต้นจาก Acute Stress ที่มักเกิดขึ้นแบบฉับพลันและร่างกายเกิดการตอบสนองโดยทันที ซึ่งหากเกิดขึ้นบ่อยครั้ง จะพัฒนาสู่ระดับถัดไปที่เรียกว่า Episodic Acute Stress มักเป็นผลกระทบมากจากปัญหาสุขภาพเรื้อรัง และเกิดขึ้นกับบุคคลในตำแหน่งงานที่ต้องใช้ความชำนาญการสูงอย่าง นักบิน หรือ ศัลยแพทย์ ซึ่งหากไม่ได้รับการแก้ไขจะพัฒนาไปสู่ Chronic Stress ที่โดยส่วนใหญ่เกิดจากปัญหาขัดแย้งภายในครอบครัว หรือปัญหาการเงินและธุรกิจ

ปรับสมดุลกาย-ใจ เข้าใจต้นตอ พร้อมรับมือความเครียดอย่างยั่งยืน

ความเข้าใจอย่างถ่องแท้และการรับมืออย่างถูกต้องถือเป็นกุญแจสำคัญ สู่การปรับสมดุลแก้ปัญหาเรื้อรังอย่างยั่งยืน

หลายครั้งเราไม่อาจควบคุมและเปลี่ยนแปลงปัจจัยภายนอกที่นำมาซึ่งความเครียดได้ แต่เราสามารถดูแลปัจจัยภายในและปรับรูปแบบการใช้ชีวิตเพื่อฝึกฝนและเรียนรู้การรับมือกับความเครียดได้อย่างยั่งยืน รักษ เวลเนส บางกะเจ้า ศูนย์บูรณาการสุขภาพและการแพทย์แบบองค์รวมแห่งแรกในไทยและในภูมิภาคเอเชีย ชวนทุกท่านที่กำลังเผชิญกับ ‘ภาวะเครียด’ นำความสมดุลคืนสู่ร่างกาย พร้อมทำความเข้าใจร่างกายและจิตใจถึงต้นตอปัญหาสุขภาพ โดยทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านเวลเนสจาก ศูนย์สุขภาพ ไวทัลไลฟ์ ในเครือโรงพยาบาล บำรุงราษฎร์ นักกายภาพบำบัดจากหลากหลายศาสตร์ และนักโภชนาการ ที่จะร่วมทำการวิเคราะห์เชิงลึกถึงต้นตอสาเหตุของปัญหาที่แท้จริง เพื่อออกแบบคัดสรรทรีตเมนต์บำบัดที่เหมาะสมเฉพาะบุคคล พร้อมดูแลคุณแบบลงลึกและปรับสมดุลสุขภาพรอบด้าน

ปรับสมดุลกาย-ใจ เข้าใจต้นตอ พร้อมรับมือความเครียดอย่างยั่งยืน

“รักษ” ชวนปรับสมดุลกาย-ใจ กับแพ็กเกจที่ให้คุณบรรเทาความเครียดอย่างยั่งยืน

เมื่อภาวะเครียดและสาเหตุความเครียดมีความแตกต่างระหว่างบุคคล การสร้างความเข้าใจพร้อมปรับสมดุลเฉพาะบุคคลคือทางออก แพ็กเกจ Stress release ชวนคุณบอกลาความเครียดท่ามกลางธรรมชาติในห้องพักการ์เด้นวิลล่าให้คุณ กินดี – ย่อยดี – ฮอร์โมนดี – อารมณ์ดี เพลิดเพลินกับอาหารเพื่อสุขภาพทั้ง 6 มื้อ ดื่มด่ำชุดน้ำชาและของว่างสุดพิเศษตามสูตรเฉพาะของรักษ ร่วมสัมผัสประสบการณ์บริการระดับ 6 ดาว ตลอด 3 วัน 2 คืน พร้อมสำรวจต้นตอบรรเทาภาวะเครียดกับทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านเวลเนส รวมถึงตรวจประเมินการเคลื่อนไหว โดยนักกายภาพบำบัด อีกทั้งยังมีบริการฟิตเนสและพื้นที่สำหรับธาราบำบัด และการเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มเพื่อเสริมสุขภาพตลอดช่วงเวลาเข้าพัก เพื่อปรนนิบัติร่างกายและจิตใจของคุณ ฟื้นคืนสมดุลให้มากกว่าที่เคย

ปรับสมดุลกาย-ใจ เข้าใจต้นตอ พร้อมรับมือความเครียดอย่างยั่งยืน

เพื่อรับมือและบรรเทาความเครียดอย่างยั่งยืน แพ็กเกจ Stress release มอบทรีตเมนต์ครอบคลุมทุกศาสตร์ทั้ง 3 ประเภท ทั้ง Whole body light therapy ช่วยปรับการฟื้นฟูของเซลล์ด้วยคลื่นความถี่ของแสงเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสดชื่น หรือ Hyperbaric Chamber ช่วยบำบัดร่างกายด้วยออกซิเจนบริสุทธิ์เพื่อการนอนหลับที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมี Crystal Healing ปรับสมดุลพลังงานภายในด้วยพลังบริสุทธิ์ของหินคริสตัล และ Chi Nei Tsang ศาสตร์แผนจีนเน้นการคลายความตึงเครียดผ่านการนวดท้อง ซึ่งเป็นสมองที่สองของร่างกายให้ผ่อนคลาย นอกจากการผสานหลากหลายศาสตร์เพื่อคืนความสมดุลให้ร่างกายแล้ว รักษ เวลเนส บางกะเจ้า ยังมี Destress Supplements วิตามินเสริมที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อช่วยผ่อนคลายความเครียด และต่อต้านการอักเสบของร่างกายซึ่งอาจเป็นหนึ่งในต้นตอของภาวะตึงเครียด โดยทรีตเมนต์สามารถปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลได้ ตามเป้าหมายสุขภาพของคุณ ท่านสามารถคลิกเพื่อดูรายการทรีตเมนต์ได้ที่ https://bit.ly/3ITRVHK และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://www.rakxawellness.com Instagram: @rakxawellness หรือเบอร์โทรศัพท์ 0-2055-3100 และ LINE Official: @rakxawellness

ปรับสมดุลกาย-ใจ เข้าใจต้นตอ พร้อมรับมือความเครียดอย่างยั่งยืน

เพราะเราเชื่อว่าผลลัพธ์ที่ยั่งยืน คือความสำเร็จของเป้าหมายสุขภาพอย่างแท้จริง

เมื่อปัจจัยและข้อจำกัดต่าง ๆ มีส่วนในการกำหนดทิศทางการดำเนินชีวิตของแต่ละคน เราต่างต้องเผชิญภาวะเครียดด้วยกันทั้งนั้นไม่มากก็น้อย หัวใจสำคัญของการป้องกันภัยร้ายจากความเครียดคือการรู้เท่าทันสาเหตุ รับมือ และรักษา อย่างถูกวิธี รักษ เวลเนส บางกะเจ้า ศูนย์บูรณาการสุขภาพและการแพทย์แบบองค์รวมแห่งแรกในไทยและในภูมิภาคเอเชีย คือผู้นำศาสตร์การบูรณาการทางการแพทย์แบบองค์รวม ที่พร้อมสรรพด้วยทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญในการร่วมวิเคราะห์ลงลึกถึงปัญหาความเครียด เพื่อออกแบบโปรแกรมดูแลสุขภาพแก้ไขต้นตอปัญหาเฉพาะรายบุคคล ให้ผู้เข้ารับบริการเรียกคืนความสมดุลกลับสู่กายและใจ บรรเทาความเครียด เผยที่สุดแห่งผลลัพธ์สุขภาพปราศจากความเครียดอย่างยั่งยืน

ปรับสมดุลกาย-ใจ เข้าใจต้นตอ พร้อมรับมือความเครียดอย่างยั่งยืน
ปรับสมดุลกาย-ใจ เข้าใจต้นตอ พร้อมรับมือความเครียดอย่างยั่งยืน
ปรับสมดุลกาย-ใจ เข้าใจต้นตอ พร้อมรับมือความเครียดอย่างยั่งยืน

CALVIN KLEIN อวดโฉมคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุด Spring-Summer 2022

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/686178

วันที่ 22 มิ.ย. 2565 เวลา 18:57 น.

CALVIN KLEIN อวดโฉมคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุด Spring-Summer 2022

CALVIN KLEIN แบรนด์แฟชั่นชั้นนำระดับโลก อวดโฉมคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุด Spring-Summer 2022 นำเสนอความทันสมัยที่เรียบง่ายเหนือกาลเวลา เปี่ยมล้นไปด้วยเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์จากแบรนด์

CALVIN KLEIN อวดโฉมคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุด Spring-Summer 2022

CALVIN KLEIN (คาลวิน ไคลน์) แบรนด์แฟชั่นชั้นนำอันเป็นที่ยอมรับระดับโลกยาวนานกว่า 50 ปี ภูมิใจนำเสนอคอลเลคชั่น Spring-Summer 2022 ที่มาพร้อมการถ่ายทอดไอเดียสดใหม่ในดีไซน์โมเดิร์นสุดเรียบหรู ภายใต้การออกแบบที่เรียบง่าย เหนือกาลเวลา อันเป็น DNA หลักของแบรนด์ ด้วยหลักการออกแบบที่ดึงเอาเอกลักษณ์ของงานสถาปัตยกรรม และปะติมากรรม รังสรรค์ออกมาเป็นคอลเลคชั่นนี้ เผยโฉมออกมาเป็นนาฬิกาทั้งหมด 5 รุ่น ที่สามารถสวมใส่ได้ในทุกโอกาส และยังคงมาตรฐานการเลือกใช้วัสดุคุณภาพเยี่ยม เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ต้องการนาฬิกาที่สามารถเผยความเป็นตัวเอง สวมใส่ได้ทุกโอกาส แต่ยังคงไว้ซึ่งคุณภาพอย่างคุ้มค่าในทุกเรือน 

CALVIN KLEIN อวดโฉมคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุด Spring-Summer 2022

สำหรับเรือนเวลาจาก CALVIN KLEIN ดีไซน์ล่าสุดนั้น มี 5 รุ่นด้วยกัน เริ่มจาก Timeless อันเป็นรุ่นที่บ่งบอกความเป็น คาลวิน ไคลน์ ไว้ได้อย่างดีที่สุดด้วยความแคชชวล สบายๆในสไตล์มินิมอล ให้ลุคที่เรียบหรู ดูดีมีระดับ ตัวเรือนมีความโค้งมนและบาง โดดเด่นด้วยหน้าปัด Sunray ที่เปล่งประกาย มีให้เลือกทั้งสาย Mesh สายหนัง และสายเซรามิกให้เลือก

ถัดมาที่รุ่น Sculptural ดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์ การออกแบบสื่อถึงผู้หญิงที่มีความมั่นใจและแอบแฝงไปด้วยเสน่ห์ที่ไม่เหมือนใคร โดดเด่นด้วยขอบหน้าปัดแบบเกลียวเกิดจากการผสมผสานระหว่างความคลาสสิคและความทันสมัยเข้าด้วยกันมาพร้อมหน้าปัดเรียบง่ายสบายตา มีให้เลือกทั้งสายนาฬิกาแบบ Mesh และสายหนัง

CALVIN KLEIN อวดโฉมคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุด Spring-Summer 2022

นาฬิกาที่ใส่ได้ทุกวัน Iconic ดีไซน์คลาสสิคเหมาะสำหรับหนุ่มสาวที่ชื่นชอบในความร่วมสมัย โดดเด่นด้วยหน้าปัดดีไซน์เก๋ที่มีโลโก้ CK อยู่ด้านบน ให้คุณคอมพลีทลุคไม่เหมือนใครในทุกวัน

CALVIN KLEIN อวดโฉมคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุด Spring-Summer 2022

Architectural นาฬิกาสำหรับสุภาพบุรุษผู้ชื่นชอบงานสไตล์โมเดิร์นส่งผ่านดีไซน์อันเรียบง่ายเพิ่มความโดดเด่นด้วยหน้าปัดหลากหลายแบบที่มีความเป็นแฟชั่น เหมาะสำหรับชายหนุ่มที่ชื่นชอบความแปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร

ปิดท้ายที่รุ่น Sport ดีไซน์ยอดนิยมที่สุภาพบุรุษเลือกใช้ หน้าปัดมีความโดดเด่น  ผนวกเข้ากับการใช้โทนสีที่ตัดกันสร้างความเท่ให้คุณมากกว่าที่เคย

CALVIN KLEIN อวดโฉมคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุด Spring-Summer 2022

คอมพลีทลุคด้วยคอลเลคชั่น Spring-Summer 2022 จาก CALVIN KLEIN ได้แล้ววันนี้ที่ร้าน TIMEDECO, WATCH ELSE SHOP และแผนกนาฬิกาในห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป หรือติดตามข่าวสารเพิ่มเติมผ่านทาง LINE Official Account @timedecowatchclub

#Calvinklein

#Calvinkleinwatch

ลองลิ้มชิมอาหารใต้รสมือแม่ ต้นตำรับแบบฉบับร้าน “ขมิ้น”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/686195

วันที่ 23 มิ.ย. 2565 เวลา 10:50 น.

ลองลิ้มชิมอาหารใต้รสมือแม่ ต้นตำรับแบบฉบับร้าน “ขมิ้น”

“ขมิ้น” ชวนเยือนถิ่นกลิ่นแกงใต้ ชิมสารพันเมนูอาหารพื้นถิ่นดินแดนด้ามขวานไทยรสชาติต้นตำรับ หร่อยแรงถึงเครื่องแบบไร้ผงชูรส เต็มอิ่มกับเมนูคาว ยำส้มโอทับทิมสยาม คั่วกลิ้ง กุ้งผัดสะตอ แกงส้มปลากะพงยอดมะพร้าว ข้าวยำน้ำบูดู ใบเหลียงผัดไข่ ปลาทรายทอดขมิ้น ปิดท้ายด้วยเมนูขนมห้ามพลาดอย่าง เค้กทาร์ตลูกหยี เค้กมะพร้าว และเมนูเครื่องดื่มขมิ้นคอลเลคชั่น

เรื่องและภาพ : วารุณี มณีคำ

ลองลิ้มชิมอาหารใต้รสมือแม่ ต้นตำรับแบบฉบับร้าน “ขมิ้น”
ลองลิ้มชิมอาหารใต้รสมือแม่ ต้นตำรับแบบฉบับร้าน “ขมิ้น”

“ขมิ้น” จากส่วนประกอบสำคัญในการทำเครื่องแกงอาหารใต้ ดุจเอกลักษณ์ที่สร้างความแตกต่างจากอาหารภาคอื่นๆ สู่ชื่อร้าน “ขมิ้น” ร้านอาหารใต้ อู่ข้าว อู่น้ำ ที่นำรสมือของคนใต้แท้ๆ มาปรุงอาหารรสชาติดั่งเดิม เน้นความจัดจ้านแต่กลมกล่อมตามสูตรลับที่ส่งต่อมารุ่นสู่รุ่น ผ่านการคัดสรรวัตถุดิบคุณที่ส่งตรงจากภาคใต้ ทุกเมนูใส่ใจรายละเอียดทุกขั้นตอน และที่สำคัญอาหารทุกจานของทางร้านไม่มีส่วนผสมของผงชูรส พร้อมสรรพด้วย ขนมและเครื่องดื่มต่างๆ ที่สร้างสรรค์ขึ้นมาหลายรูปแบบ จากวัตถุดิบที่ส่งตรงจากภาคใต้ผสมผสานความเป็นไทยได้อย่างลงตัว นำเสนอในรูปแบบขนมไทยโบราณ และเบเกอรี่แบบฟิวชั่น กับเครื่องดื่มต่างๆ อีกมากมาย 

ความเป็นมาของร้าน

ลองลิ้มชิมอาหารใต้รสมือแม่ ต้นตำรับแบบฉบับร้าน “ขมิ้น”
ลองลิ้มชิมอาหารใต้รสมือแม่ ต้นตำรับแบบฉบับร้าน “ขมิ้น”
ลองลิ้มชิมอาหารใต้รสมือแม่ ต้นตำรับแบบฉบับร้าน “ขมิ้น”

เกิดมาจากเจ้าของร้านสามีภรรยาซึ่งเป็นคนจังหวัดกระบี่ และนครศรีธรรมราช หลังจากที่ได้มาใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ ระยะเวลาหนึ่งทำให้หวนคิดถึงอาหารใต้รสมือแม่ที่ทำรับประทานกันเองที่บ้าน จึงมีความตั้งใจอยากจะเปิดร้านอาหารใต้ที่เป็นรสชาติต้นตำรับแบบรสมือแม่ นอกจากนั้นยังตั้งใจว่าอยากจะขายเครื่องดื่มหรือเบเกอรี่ไปด้วย โดยนำวัตถุดิบความเป็นใต้และความเป็นไทยมาผสมผสานให้กับเมนูขนมและเครื่องดื่มให้เข้าถึงแก่ทุกเพศทุกวัยมากขึ้นด้วย … นั่นคือจุดเริ่มต้นที่เป็นแรงบัลดานใจให้ริเริ่มเปิดร้าน “ขมิ้น” ที่มีทั้งอาหาร เบเกอรี่ และเครื่องดื่ม ครบจบในทีเดียวขึ้นมา 

เมนูความอร่อยของอาหารใต้ในแบบร้าน “ขมิ้น”

ลองลิ้มชิมอาหารใต้รสมือแม่ ต้นตำรับแบบฉบับร้าน “ขมิ้น”

เมนูยำที่เลือกใช้ส้มโอทับทิมสยามสีแดงเนื้อแน่นสวยราวอัญมณี รสชาติเปรี้ยวหวาน นิยมปลูกกันมากในจังหวัดนครศรีธรรมราช เพิ่มเครื่องยำในแบบของขมิ้นที่อร่อยลงตัวไม่ซ้ำใคร อีกทั้งยังมียำอื่นๆ อีกมาก อาทิ ยำปลาทูมะดันสด ยำไตปลาแห้ง  ยำหัวปลีกุ้งแพยำผักกูดกันเชียงปูยำมะม่วงเบา

ลองลิ้มชิมอาหารใต้รสมือแม่ ต้นตำรับแบบฉบับร้าน “ขมิ้น”

ปลาทะเลขนาดเล็กที่สามารถหาได้จากชายฝั่งทะเลภาคใต้ เมื่อนำมาคลุกเคล้ากับเครื่องหมักขมิ้นและทอดจนเหลืองกรอบให้สีสันน่ารับประทานและรสชาติกรอบนอกนุ่มในหอมอร่อยระวังจะติดใจ

ลองลิ้มชิมอาหารใต้รสมือแม่ ต้นตำรับแบบฉบับร้าน “ขมิ้น”

เมนูยอดฮิตเมนูขึ้นชื่ของภาคใต้ กุ้งผัดสะตอ ผ่านการคัดเกรดกุ้งและฝักสะตอคุณภาพ ผัดกับกะปิหอมๆ ที่ทำจากเยื่อเคยเกรด A สูตรเด็ดเข้มข้นส่งตรงมาจากภาคใต้ ไม่ใช้ผงชูรส ปรุงแต่งรสชาติและผ่านกรรมวิธีที่สะอาดทุกขั้นตอน

ลองลิ้มชิมอาหารใต้รสมือแม่ ต้นตำรับแบบฉบับร้าน “ขมิ้น”

ใบเหลียงปลอดสารพิษจากเกษตรชาวจังหวัดกระบี่ ด้วยความมันของใบเหลียงถูกผัดให้ลงตัวโดยการใส่ไข่ลงไป ทำให้เกิดความอร่อยมากยิ่งขึ้นในเมนูจานนี้ ซึ่งถือว่าเป็นความธรรมดาของหน้าตา แต่ไม่ธรรมดาด้วยรสชาติที่กลมกล่อมของร้านขมิ้น

ลองลิ้มชิมอาหารใต้รสมือแม่ ต้นตำรับแบบฉบับร้าน “ขมิ้น”

พริกแกงคั่วผัดกับหมูสับ ใส่พริกกับใบมะกรูดก่อนคั่วจนแห้งได้เนื้อหมูกลิ้งบนกระทะ อันเป็นที่มาของคำว่า “คั่วกลิ้ง” ชูรสเผ็ดร้อนและกลิ่นหอมของขมิ้น

ลองลิ้มชิมอาหารใต้รสมือแม่ ต้นตำรับแบบฉบับร้าน “ขมิ้น”

ข้าวยำที่เสิร์ฟพร้อมผักสมุนไพรเกือบ 10 ชนิด ราดด้วยน้ำบูดูรสชาติดั้งเดิม ได้ทานแล้วอร่อย ไม่ต้องไปถึงปักษ์ใต้ก็หาทานได้ที่ “ขมิ้น”

ลองลิ้มชิมอาหารใต้รสมือแม่ ต้นตำรับแบบฉบับร้าน “ขมิ้น”

เมนูคนใต้เรียกว “แกงส้ม” ส่วนคนกรุงเรียก “แกงเหลีอง” อาหารจานโปรรดของคนกินรสจัด มีส่วนผสมหลักที่ทำให้แกงส้มแตกต่างและมีเอกลักษณ์ที่ชัดเจนนั้นก็คือสีของขมิ้น และเครื่องแกงที่เข้มข้นจัดจ้าน เมนูนี้จึงขอเสนอให้คนกรุงได้ลองลิ้มรสชาติแท้ๆ ของแกงส้ม โดยเลือกปลากะพงขาวเนื้อหวานมาเป็นวัตถุดิบหลัก เสริมความอร่อยและรสสัมผัสกรุบกรอบด้วยยอดมะพร้าวอ่อน

ลองลิ้มชิมอาหารใต้รสมือแม่ ต้นตำรับแบบฉบับร้าน “ขมิ้น”

เบเกอรี่ที่หยิบเอา “ลูกหยี” ของดีภาคใต้มาเป็นส่วนผสมหลัก ให้เนื้อสัมผัสกรุบกรอบของตัวทาร์ต ผสานกับความเปรี้ยวของลูกหยี บวกด้วยความหวานอย่างลงตัวจากน้ำผึ้งแท้ กลายเป็นขนมที่มีเอกลักษณ์และรสชาติแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร

ลองลิ้มชิมอาหารใต้รสมือแม่ ต้นตำรับแบบฉบับร้าน “ขมิ้น”

ใช้ครีมสดและมะพร้าวอ่อน ทำให้เค้กมะพร้าวมีความหอมหวาน วางสลับชั้นกับเค้กเนื้อนุ่มฟูที่อบสดใหม่ บอกได้คำเดียวว่าหอมนุ่มละมุนลิ้นเป็นที่สุด

ลองลิ้มชิมอาหารใต้รสมือแม่ ต้นตำรับแบบฉบับร้าน “ขมิ้น”

ดื่มด่ำความเปรี้ยวอมหวาน ที่ผสมผสานความซาบซ่าของโซดา ทำให้สดชื่น

ลองลิ้มชิมอาหารใต้รสมือแม่ ต้นตำรับแบบฉบับร้าน “ขมิ้น”

เครื่องดื่มรักษ์โลกในฉบับคนใต้ ที่ได้นำชาซีลอนที่ส่งตรงจากภาคใต้ มาเพิ่มความหอมหวานจากมะพร้าวและมีลูกเล่นน่ารักๆ อย่างการตกแต่งแก้วในธีมรักษ์โลกชวนให้ลอง

ลองลิ้มชิมอาหารใต้รสมือแม่ ต้นตำรับแบบฉบับร้าน “ขมิ้น”
ลองลิ้มชิมอาหารใต้รสมือแม่ ต้นตำรับแบบฉบับร้าน “ขมิ้น”
ลองลิ้มชิมอาหารใต้รสมือแม่ ต้นตำรับแบบฉบับร้าน “ขมิ้น”

ตามมาลองลิ้มชิมรสอาหารใต้แท้ๆ แบบนี้ได้ที่ร้าน “ขมิ้น” ชั้น 6  ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ให้บริการทุกวัน เวลา 10.00 – 22.00 น.  สอบถามโทร. 095-915-5919 Facebook ขมิ้น Camin Cuisine & Cafe และ IG Camin.cuisineandcafe

โฉมใหม่ Kinokuniya อัพพื้นที่ใหญ่ต้อนรับนักอ่าน พร้อมโซน K Coffee by UCC ที่คอกาแฟสเปเชียลตี้ห้ามพลาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/686154

วันที่ 22 มิ.ย. 2565 เวลา 17:20 น.

โฉมใหม่ Kinokuniya อัพพื้นที่ใหญ่ต้อนรับนักอ่าน พร้อมโซน K Coffee by UCC ที่คอกาแฟสเปเชียลตี้ห้ามพลาด

เช็กอิน Kinokuniya (คิโนะคูนิยะ) สาขาใหม่ เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 6 ร้านใหญ่ที่สุด ผสานความเป็นไทยและญี่ปุ่น ตอบโจทย์หนอนหนังสือ และคอกาแฟ

: วารุณี มณีคำ

โฉมใหม่ Kinokuniya อัพพื้นที่ใหญ่ต้อนรับนักอ่าน พร้อมโซน K Coffee by UCC ที่คอกาแฟสเปเชียลตี้ห้ามพลาด
โฉมใหม่ Kinokuniya อัพพื้นที่ใหญ่ต้อนรับนักอ่าน พร้อมโซน K Coffee by UCC ที่คอกาแฟสเปเชียลตี้ห้ามพลาด
โฉมใหม่ Kinokuniya อัพพื้นที่ใหญ่ต้อนรับนักอ่าน พร้อมโซน K Coffee by UCC ที่คอกาแฟสเปเชียลตี้ห้ามพลาด

หนอนหนังสือถูกใจสิ่งนี้ เมื่อ Kinokuniya (คิโนะคูนิยะ) ร้านหนังสือที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติจากประเทศญี่ปุ่น เผยโฉมใหม่ยิ่งใหญ่จัดเต็มบนชั้น 6 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ รองรับกลุ่มลูกค้าด้วยขนาดพื้นที่กว่า 2,000 ตารางเมตร นับเป็นสาขาที่ใหญ่ที่สุดในไทย พร้อมมุมนั่งชิลแห่งใหม่กับโซน K Coffee by UCC ร้านกาแฟแบรนด์ญี่ปุ่นให้ดื่มด่ำกาแฟสเปเชียลตี้ในบรรยากาศเงียบสงบ พบบาริสต้ามืออาชีพที่พร้อมเสิร์ฟเครื่องดื่มแก้วโปรด ไม่ว่าจะเป็นชาหรือกาแฟที่หอมกรุ่น เมล็ดกาแฟคั่วบดสไตล์ญี่ปุ่นที่สามารถเลือกได้ตามความชอบ ผ่านกรรมวิธีต่างๆ อาทิ ไซฟ่อน หรือดริป พร้อมสรรพด้วยเครื่องดื่มต่างๆ ของว่างทานเล่น และขนมหวาน เพื่อสร้างประสบการณ์ดีๆ เคล้าการอ่านหนังสือแบบทรงภูมิ

โฉมใหม่ Kinokuniya อัพพื้นที่ใหญ่ต้อนรับนักอ่าน พร้อมโซน K Coffee by UCC ที่คอกาแฟสเปเชียลตี้ห้ามพลาด
โฉมใหม่ Kinokuniya อัพพื้นที่ใหญ่ต้อนรับนักอ่าน พร้อมโซน K Coffee by UCC ที่คอกาแฟสเปเชียลตี้ห้ามพลาด
โฉมใหม่ Kinokuniya อัพพื้นที่ใหญ่ต้อนรับนักอ่าน พร้อมโซน K Coffee by UCC ที่คอกาแฟสเปเชียลตี้ห้ามพลาด
โฉมใหม่ Kinokuniya อัพพื้นที่ใหญ่ต้อนรับนักอ่าน พร้อมโซน K Coffee by UCC ที่คอกาแฟสเปเชียลตี้ห้ามพลาด
โฉมใหม่ Kinokuniya อัพพื้นที่ใหญ่ต้อนรับนักอ่าน พร้อมโซน K Coffee by UCC ที่คอกาแฟสเปเชียลตี้ห้ามพลาด
โฉมใหม่ Kinokuniya อัพพื้นที่ใหญ่ต้อนรับนักอ่าน พร้อมโซน K Coffee by UCC ที่คอกาแฟสเปเชียลตี้ห้ามพลาด
โฉมใหม่ Kinokuniya อัพพื้นที่ใหญ่ต้อนรับนักอ่าน พร้อมโซน K Coffee by UCC ที่คอกาแฟสเปเชียลตี้ห้ามพลาด
โฉมใหม่ Kinokuniya อัพพื้นที่ใหญ่ต้อนรับนักอ่าน พร้อมโซน K Coffee by UCC ที่คอกาแฟสเปเชียลตี้ห้ามพลาด
โฉมใหม่ Kinokuniya อัพพื้นที่ใหญ่ต้อนรับนักอ่าน พร้อมโซน K Coffee by UCC ที่คอกาแฟสเปเชียลตี้ห้ามพลาด
โฉมใหม่ Kinokuniya อัพพื้นที่ใหญ่ต้อนรับนักอ่าน พร้อมโซน K Coffee by UCC ที่คอกาแฟสเปเชียลตี้ห้ามพลาด
โฉมใหม่ Kinokuniya อัพพื้นที่ใหญ่ต้อนรับนักอ่าน พร้อมโซน K Coffee by UCC ที่คอกาแฟสเปเชียลตี้ห้ามพลาด

Kinokuniya สาขานี้มีการผสมผสานความเป็นไทยและญี่ปุ่นไว้ด้วยกัน เลือกใช้วัสดุไม้ เล่นลวดลายที่ได้แรงบันดาลใจส่วนหนึ่งมาจากผ้าไทย ออกแบบโดยทีมสถาปนิก Kay Ngee Tan จากสิงคโปร์ ดึงคอนเซ็ตป์ของสวนต้นไม้ที่เงียบสงบมาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ ให้ทุกคนเดินเลือกหนังสือแล้วรู้สึกเหมือนได้พักผ่อนและสนุกสนานไปกับการตามหาหนังสือเล่มโปรด ทั้งหนังสือนิยาย วรรณกรรม แมกกาซีน มังงะ และอื่นๆ อีกมากมาย

โฉมใหม่ Kinokuniya อัพพื้นที่ใหญ่ต้อนรับนักอ่าน พร้อมโซน K Coffee by UCC ที่คอกาแฟสเปเชียลตี้ห้ามพลาด
โฉมใหม่ Kinokuniya อัพพื้นที่ใหญ่ต้อนรับนักอ่าน พร้อมโซน K Coffee by UCC ที่คอกาแฟสเปเชียลตี้ห้ามพลาด

ตามมาดื่มด่ำความพิเศษที่ Kinokuniya สาขาเซ็นทรัลเวิลด์โฉมใหม่เตรียมไว้ให้ได้ทุกวัน

เวลา 10:00 – 22:00 น.

Website: http//thailand.kinokuniya.com

Facebook: kinokuniya ประเทศไทย

อย่าเผลอพกกัญชาไป ส่องประเทศเพื่อนบ้านไทยมีโทษกัญชาระดับไหน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/686245

วันที่ 23 มิ.ย. 2565 เวลา 17:10 น.

อย่าเผลอพกกัญชาไป ส่องประเทศเพื่อนบ้านไทยมีโทษกัญชาระดับไหน

แม้ว่าไทยจะปลดล็อก “กัญชาเสรี” แล้ว แต่ประเทศเพื่อนบ้านยังถือว่าเป็นยาเสพติดและมีโทษรุนแรง

จากกรณีที่สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงจาการ์ตา แจ้งเตือนคนไทยมิให้นำกัญชา กัญชง หรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของพืชชนิดดังกล่าวเข้ามาในประเทศอินโดนีเซีย หากฝ่าฝืนมีโทษปรับขั้นต่ำ 1 พันล้านรูเปียห์ (ประมาณ 2,392,400 บาท) จำคุกขั้นต่ำ 5 ปี หรือโทษสูงสุดประหารชีวิต

นอกจากอินโดนีเซียแล้ว ประเทศเพื่อนบ้านของไทยยังถือว่ากัญชาเป็นยาเสพติดและมีบทลงโทษรุนแรง อาทิ

สิงคโปร์

สิงคโปร์เป็นหนึ่งในประเทศที่มีกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดเข้มงวดที่สุดในโลกไม่แพ้ซาอุดีอาระเบียและอิหร่าน ซึ่งการนำเข้ามีโทษประหารชีวิต

การครองครองและการใช้กัญชาและผลิตภัณฑ์กัญชามีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับ 20,000 เหรียญสิงคโปร์ หรือราว 510,358 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนการนำเข้า หรือส่งออก หรือจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย โทษจะขึ้นอยู่กับปริมาณกัญชา หากมากกว่า 500 กรัม หรือมียางกัญชามากกว่า 200 กรัม หรือมีกัญชาผสมมากกว่า 1,000 กรัม มีโทษสูงสุดคือประหารชีวิต

นอกจากนี้ ชาวสิงคโปร์หรือบุคคลที่มีถิ่นที่อยู่ในสิงคโปร์ (permanent resident) ที่ใช้กัญชานอกสิงคโปร์ต้องรับโทษเช่นเดียวกับการกระทำความผิดในประเทศ

มาเลเซีย

แม้ว่าการใช้กัญชาทางการแพทย์จะถูกกฎหมาย แต่ผู้ค้ายาเสพติดในมาเลเซียจะถูกลงโทษด้วยการประหารชีวิต โดยผู้ที่มีกัญชาไว้ในครอบครอง 200 กรัมจะถือว่าเป็นผู้ค้า ส่วนผู้ที่มีในครอบครองไม่เกิน 50 กรัมอาจมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี

กัมพูชา

กัญชาถือเป็นของผิดกฎหมายในกัมพูชา แต่การบังคับใช้กฎหหมายไม่ค่อยเข้มงวดเท่าใด บรรดาร้านอาหารในกรุงพนมเปญ เมืองเสียมเรียบ และสีหนุวิล พากันขายอาหารที่ปรุงด้วยกัญชากันอย่างโจ่งแจ้งโดยไม่ถูกจับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพิซซาใส่กัญชา หรือ Happy pizza ที่เป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยว

ฟิลิปปินส์

กฎหมายฟิลิปปินส์ยังไม่อนุญาตให้มีการการปลูกและใช้กัญชา ผู้ที่มีกัญชาในครอบครองอย่างน้อย 500 กรัม หรือยางกัญชา 10 กรัม มีโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับไม่เกิน 10 ล้านเปโซ หรือ 6,487,578 บาท โดยโทษจะเบาลงตามปริมาณกัญชาที่เกี่ยวข้อง

บรูไน

กัญชาเป็นสิ่งผิดกฎหมายในบรูไนโดยมีทั้งโทษประหารชีวิตและเฆี่ยนตี การครอบครองและใช้กัญชาหรือยางกัญชาถือเป็นเรื่องต้องห้ามในบรูไน หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี และ/หรือปรับ 20,000 เหรียญสหรัฐ หรือ 710,010 บาท

หากบุคคลใดมีกัญชาในครอบครองมากกว่า 15 กรัม หรือยางกัญชามากกว่า 10 กรัมถือว่าเป็นผู้ค้า

การครอบครองกล้องสูบหรืออุปกรณ์อื่นๆ เพื่อใช้สูบกัญชามีโทษจำคุกสูงสุด 3 ปี และปรับ 10,000 เหรียญสหรัฐ หรือ 355,095 บาท ส่วนการปฏิเสธไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่ตรวจปัสสาวะอาจถูกปรับ 5,000 เหรียญสหรัฐ หรือ 177,547 บาท

การปลูกกัญชามีโทษจำคุกตั้งแต่ 3-20 ปี และ/หรือ ปรับตั้งแต่ 5,000-40,000 เหรียญสหรัฐ หรือ 177,547-1,420,380 บาท

ลาว

กัญชาเป็นสิ่งผิดกฎหมายในลาว การใช้กัญชาในที่สาธารณะอาจมีโทษจำคุก 12 เดือน และจนถึงปี 2009 มีการลงโทษประหารชีวิตในบางคดี

AFP / Mladen ANTONOV

มีโอกาสเฉียด 50% ที่เศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/686248

วันที่ 23 มิ.ย. 2565 เวลา 17:44 น.

มีโอกาสเฉียด 50% ที่เศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอย

จากการประเมินของสถาบันการเงินชั้นนำ Citigroup เล็งเห็นโอกาสที่เศรษฐกิจโลกถดถอยใกล้ 50%

สำนักข่าวรอยเตอร์ – Citigroup คาดการณ์ความน่าจะเป็นเกือบ 50% ที่จะเกิดภาวะถดถอยทั่วโลก เนื่องจากธนาคารกลางต่างๆ เร่งที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อขจัดเงินเฟ้อที่ได้รับแรงหนุนส่วนหนึ่งจากผลกระทบของสงครามยูเครนและการระบาดใหญ่ของโควิด-19

นักวิเคราะห์ของ Citigroup ระบุในหมายเหตุเมื่อวันพุธว่า ภาวะถดถอยเป็น “ความเสี่ยงที่เห็นได้ชัดมากขึ้น” ขณะที่ประเมินแนวโน้มการเติบโตทั่วโลกในช่วง 18 เดือนข้างหน้า

นักวิเคราะห์กล่าวว่า “ประสบการณ์ในประวัติศาสตร์บ่งชี้ว่าภาวะเงินเฟ้อมักเป็นต้นทุนที่มีนัยสำคัญสำหรับการเติบโต และเราเห็นว่าความน่าจะเป็นโดยรวมของภาวะเศรษฐกิจถดถอยกำลังใกล้ถึง 50%”

ธนาคารกลางหลายแห่ง รวมถึงธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อย่างจริงจัง เนื่องจากค่าครองชีพแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ประธานเฟด เจอโรม พาวเวลล์กล่าวเมื่อวันพุธว่าธนาคารกลางไม่ได้พยายามทำให้เกิดภาวะถดถอย แต่มุ่งมั่นที่จะควบคุมราคา

“เศรษฐกิจโลกกำลังส่งสัญญาณเตือนจำนวนหนึ่งในปัจจุบัน ซึ่งแสดงออกจากอุปทานที่กระทบกระเทือนอย่างต่อเนื่อง แต่ยังมาจากการที่ธนาคารกลางใช้มาตรการที่รัดกุมมากขึ้นเรื่อยๆ และผลกระทบของภาวะการเงินที่ตึงตัวและอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นต่อพฤติกรรมของผู้บริโภค” Citigroup กล่าว

Citigroup กล่าวว่าในขณะที่ความเสี่ยงจากภาวะถดถอยสูงขึ้น ทั้งสามสถานการณ์ของ “การชลอตัวแบบนุ่มนวลของเศรษฐกิจ (soft landing) อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และภาวะถดถอยทั่วโลก (เคย) เป็นไปได้และควรอยู่ในการจับตาของเรา” โดยมีบางสิ่งที่ใกล้เคียงกับ soft landing เป็นกรณีพื้นฐาน

Photo – REUTERS/Lucas Jackson/File Photo

ชาวอังกฤษหันเล่นพนัน-คริปโต หลังเจอวิกฤตค่าครองชีพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/686235

วันที่ 23 มิ.ย. 2565 เวลา 15:30 น.

ชาวอังกฤษหันเล่นพนัน-คริปโต หลังเจอวิกฤตค่าครองชีพ

องค์กรการกุศลในสหราชอาณาจักรเผยประชาชนจำนวนมากขึ้นหันไปเล่นพนัน-คริปโต ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อและแรงกดดันจากค่าครองชีพ

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานโดยอ้าง GamCare องค์กรการกุศลในสหราชอาณาจักรซึ่งชื้ว่าการเล่นพนันเป็นความหวังสุดท้ายของชาวอังกฤษหลายๆ คน ที่ต้องเผชิญกับพิษเศรษฐกิจท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อและแรงกดดันจากค่าครองชีพ

GamCare เผยว่าชาวอังกฤษจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ หันไปเล่นพนัน โดยหวังว่าจะสามารถนำเงินมาจ่ายค่าพลังงานและค่าอาหารที่พุ่งสูงขึ้น แต่หลายๆ คนก็ต้องสูญเงินเหล่านั้นไป บางคนเคยเล่นจนล้มเหลวและได้รับความช่วยเหลือจากองค์กรไปแล้ว ก็ต้องกลับมาเล่นอีกเพราะแรงกดดันทางการเงินที่เพิ่มขึ้น

“ที่ปรึกษาสายด่วนของเราทราบมาว่าค่าครองชีพส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมการเล่นพนันของผู้คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เคยเล่นพนันมาก่อน” Anna Hemmings หัวหน้าผู้บริหารของ GamCare กล่าว

พร้อมเสริมว่ามีผู้คนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ขอความช่วยเหลือจากองค์กรเพราะล้มเหลวจากการลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซี และหลายคนที่ทุ่มเงินไปกับ Bitcoin เมื่อหลายเดือนก่อนสูญเงินเหล่านั้นไปแล้วกว่าครึ่ง

GamCare กล่าวว่า 43% ของนักพนันที่เกิดปัญหามีการลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซี และ 25% ของกลุ่มนี้ตั้งใจว่าพวกเขาจะลงทุนต่อไปเพื่อให้สามารถถอนทุนคืน

ทั้งนี้ ประชาชนชาวอังกฤษกำลังเผชิญกับอัตราเงินเฟ้อสูงที่สุดจากกลุ่มประเทศ G7 ซึ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 40 ปีที่ 9.1% ในเดือนพ.ค. โดยธนาคารกลางอังกฤษเตือนว่าอัตราเงินเฟ้ออาจเกิน 11% ภายในเดือนต.ค.

การสำรวจของ YouGov ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. ที่ผ่านมาพบว่า 46% ของผู้คนมากกว่า 4,000 คนกำลังกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเงินของพวกเขา และมากกว่า 50% กล่าวว่าพวกเขาเล่นพนันในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งส่วนใหญ่ต้องสูญเสียเงิน

Photo by REUTERS/Kevin Coombs