ฝรั่งเศสสอบสวนการเสียชีวิตของทารก 2 ราย สาเหตุอาจมาจากดื่มนมผงถูกเรียกคืนปนเปื้อนสารพิษ“ซีรูไลด์”

ฝรั่งเศสสอบสวนการเสียชีวิตของทารก 2 ราย สาเหตุอาจมาจากดื่มนมผงถูกเรียกคืนปนเปื้อนสารพิษ“ซีรูไลด์”

24 ม.ค. 2569 05:47 น.

ฝรั่งเศสสอบสวนการเสียชีวิตของทารก 2 ราย สาเหตุอาจมาจากดื่มนมผงถูกเรียกคืนปนเปื้อนสารพิษ“ซีรูไลด์”

ฝรั่งเศสเปิดสอบสวนการเสียชีวิตของทารก 2 ราย ที่สาเหตุอาจมาจากการดื่มนมผงปนเปื้อนสารพิษ “ซีรูไลด์” ซึ่งถูกเรียกคืนจากตลาดแล้ว  

วันที่ 22 มกราคม 2569 กระทรวงสาธารณสุขฝรั่งเศส เปิดการสอบสวนกรณีทารก 2 รายเสียชีวิต หลังมีข้อสงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องกับการดื่มนมผงสำหรับทารกที่ถูกเรียกคืนจากท้องตลาด เนื่องจากอาจปนเปื้อนสารพิษ “ซีรูไลด์” (cereulide) ซึ่งเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย และสามารถก่อให้เกิดอาการท้องเสีย อาเจียนอย่างรุนแรงได้

โดยพนักงานอัยการเมืองบอร์กโดซ์ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส เปิดเผยว่า ผู้เสียชีวิตรายหนึ่งเป็นทารกวัยเพียง 2 สัปดาห์ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 8 มกราคม ที่ผ่านมา หลังดื่มนมจากล็อตที่ถูกเรียกคืนในเวลาต่อมา โดยแม่ของเด็กได้แจ้งเจ้าหน้าที่ในสัปดาห์นี้ว่า ลูกของเธอดื่มนมผงเนสท์เล่จากล็อตที่ถูกถอนออกจากตลาด

ทางด้านนางสเตฟานี รีสต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขฝรั่งเศส แถลงว่า นมผงสำหรับทารกที่เข้าข่ายต้องสงสัยทั้งหมดได้ถูกถอนออกจากตลาดแล้ว พร้อมย้ำขอให้ผู้บริโภคมั่นใจในมาตรการควบคุมของรัฐ

อุตสาหกรรมนมผงสำหรับทารกในฝรั่งเศสและยุโรปเผชิญแรงสั่นสะเทือนในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังหลายบริษัทประกาศเรียกคืนสินค้าหลายล็อตจากความเสี่ยงการปนเปื้อนสารพิษซีรูไลด์ โดยเมื่อวันที่ 6 มกราคม ที่ผ่านมา บริษัทเนสท์เล่ ได้ประกาศเรียกคืนนมผงสำหรับทารกบางล็อตในหลายประเทศยุโรป พร้อมระบุว่าให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับการสอบสวน ย้ำว่ายังไม่มีหลักฐานใดในขณะนี้ที่ชี้ว่าสินค้าของบริษัทมีความเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของทารก 

ขณะเดียวกัน บริษัทดานอน  เปิดเผยว่า จะเรียกคืนนมผงสำหรับทารกบางล็อตในบางตลาดที่ฝรั่งเศส เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางล่าสุดของหน่วยงานด้านความปลอดภัยอาหาร โดยเป็นการสมัครใจ เพื่อเป็นมาตรการป้องกันและก่อนหน้านี้ ทางการสิงคโปร์ได้ประกาศเรียกคืนนมผงสำหรับทารกยี่ห้อดูเม็กซ์ ซึ่งเป็นแบรนด์ในเครือของบริษัทอาหารยักษ์ใหญ่จากฝรั่งเศสเช่นกัน.

ที่มา France24

รัสเซีย-ยูเครน-สหรัฐฯ เปิดโต๊ะเจรจา 3 ฝ่ายที่อาบูดาบี ปมดินแดนยังติดล็อก

รัสเซีย-ยูเครน-สหรัฐฯ เปิดโต๊ะเจรจา 3 ฝ่ายที่อาบูดาบี ปมดินแดนยังติดล็อก

23 ม.ค. 2569 23:42 น.

รัสเซีย-ยูเครน-สหรัฐฯ เปิดโต๊ะเจรจา 3 ฝ่ายที่อาบูดาบี ปมดินแดนยังติดล็อก

การเจรจาไตรภาคี รัสเซีย–ยูเครน–สหรัฐ ที่อาบูดาบี เดินหน้าอย่างตึงเครียด เครมลินย้ำสันติภาพยั่งยืนต้องเคลียร์ “ปัญหาดินแดน” ขณะยูเครนชี้ดอนบาสคือหัวใจของข้อขัดแย้ง ด้านสถานการณ์รบยังเดือด ระเบิดรัสเซียคร่าชีวิตพลเรือน

วันที่ 23 มกราคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ผู้แทนรัสเซีย ยูเครน และสหรัฐฯ เข้าร่วมการเจรจา3 ฝ่ายที่กรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ท่ามกลางความพยายามผลักดันแนวทางยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานานเกือบ 3 ปี โดยการพูดคุยมีขึ้นในขณะที่สถานการณ์สู้รบในยูเครนยังคงรุนแรง

โดยนายอีวาน เฟโดรอฟ ผู้ว่าการแคว้นซาโปริซเซีย ของยูเครน เปิดเผยว่า การโจมตีด้วยระเบิดร่อน (glide bomb) ของรัสเซียในพื้นที่โคมิชูวาคา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ศพ และบาดเจ็บอีก 4 ราย

ด้านรัสเซียระบุว่า มีตัวแทนสหรัฐฯ เข้าร่วมเจรจา 3 คน รวมถึงนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ และนายจาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเข้าร่วมพูดคุยกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน และผู้ช่วยระดับสูงของรัสเซียอีก 2 คน

ด้านนายยูรี อูชาคอฟ ผู้ช่วยประธานาธิบดีรัสเซีย กล่าวหลังการประชุมว่า การเจรจาเป็นไปอย่าง จริงจัง สร้างสรรค์ และตรงไปตรงมา แต่ย้ำชัดว่า การบรรลุสันติภาพถาวรจะเป็นไปไม่ได้ หากไม่สามารถแก้ไขปัญหาดินแดนได้ และจนกว่าประเด็นนี้จะได้รับการแก้ไข รัสเซียจะยังคงเดินหน้าบรรลุเป้าหมายของปฏิบัติการทางทหารพิเศษอย่างต่อเนื่อง   

นอกจากนี้เขายังเผยว่า ประธานาธิบดีปูตินย้ำว่ารัสเซียมีความจริงใจต่อการหาทางออกทางการทูต แต่ต้องยึดตาม  สูตรดินแดน ที่เคยตกลงกันไว้ในการประชุมสุดยอดระหว่างทรัมป์และปูติน ที่เมืองแองเคอเรจ รัฐอะแลสกา เมื่อปีที่ผ่านมา

ขณะที่ฝ่ายยูเครนส่งคณะระดับสูงเข้าร่วมเจรจา รวมถึงนายรุสเตม อูเมรอฟ ประธานสภาความมั่นคงและกลาโหมแห่งชาติ พร้อมด้วยนายอันดรี ฮนาตอฟ หัวหน้าคณะเสนาธิการทหาร ขณะที่ฝ่ายรัสเซียมี พลเอกอิกอร์ คอสติอูคอฟ ผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองทหาร เป็นหัวหน้าคณะ.

ที่มา BBC / CNBC 

พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามมีมติเอกฉันท์ “โต เลิม” นั่งเลขาธิการพรรคต่ออีก 5 ปี

พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามมีมติเอกฉันท์ "โต เลิม" นั่งเลขาธิการพรรคต่ออีก 5 ปี

23 ม.ค. 2569 14:48 น.

พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามมีมติเอกฉันท์ “โต เลิม” นั่งเลขาธิการพรรคต่ออีก 5 ปี

พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามออกแถลงการณ์ยืนยันว่า คณะกรรมการกลางพรรคจำนวน 180 คน มีมติ “เป็นเอกฉันท์” เลือก “โต เลิม” (To Lam) ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ต่อไปอีก 5 ปี ส่งผลให้เขายังคงเป็นผู้นำที่มีอำนาจสูงสุดของประเทศอย่างเป็นทางการ พร้อมเดินหน้าวาระปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่ หนุนภาคเอกชนและตั้งเป้าหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

พรรคคอมมิวนิสต์กล่าวในแถลงการณ์ว่า คณะกรรมการกลางพรรค “ลงมติเป็นเอกฉันท์เลือกสหายโต เลิม ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคต่อไป” ด้านนายเจิ่น ทันห์ มัน ประธานสภาแห่งชาติ กล่าวว่า ผู้นำพรรคได้รับคะแนนเสียง 180 เสียงจากทั้งหมด 180 เสียง เพื่อดำรงตำแหน่งสูงสุดต่อไป

ทั้งนี้ มีสองกลุ่มหลักในพรรคที่กำลังแย่งชิงอำนาจเหนือการเมืองเวียดนาม คือ กลุ่มความมั่นคงที่สนับสนุนนายเลิม และกลุ่มทหารที่อนุรักษ์นิยมกว่า ขณะที่พรรคยังได้ประกาศรายชื่อคณะกรรมการโปลิตบูโรชุดใหม่ 19 คน ซึ่งเป็นองค์กรตัดสินใจสูงสุดของพรรค ไม่มีสมาชิกคนใดใน 4 คนแรกของคณะกรรมการโปลิตบูโร ซึ่งตามธรรมเนียมแล้วสอดคล้องกับ “เสาหลัก” ทั้งสี่ของระบบการปกครองแบบรวมศูนย์ของเวียดนาม ที่อยู่ฝ่ายทหาร

การประชุมสมัชชาใหญ่ในครั้งนี้เสร็จสิ้นลงเร็วกว่ากำหนดการเดิมที่จะสิ้นสุดในวันอาทิตย์ (25 ม.ค.) ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นสัญญาณของความเห็นพ้องที่เป็นปึกแผ่น หรืออาจเป็นการสยบขั้วอำนาจตรงข้ามระหว่างฝ่ายความมั่นคงของโต เลิม กับฝ่ายกองทัพที่คานอำนาจกันมาอย่างยาวนาน

นับตั้งแต่ก้าวขึ้นรับตำแหน่งเมื่อ 18 เดือนก่อนหลังการถึงแก่อสัญกรรมกรรมของ “เหงียน ฟู้ จ่อง” นายโต เลิม ได้เปลี่ยนทิศทางประเทศจากการเน้นปราบปรามทุจริตเพียงอย่างเดียว มาเป็นการปฏิรูปโครงสร้างขนานใหญ่ที่เวียดนามไม่เคยเห็นมาก่อนในรอบ 4 ทศวรรษ โดยมีนโยบายสำคัญ เช่น ตัดลดความซ้ำซ้อนของระบบราชการ โดยลดจำนวนจังหวัดจาก 63 เหลือเพียง 34 จังหวัด รวมถึงการเลิกจ้างข้าราชการมากกว่า 100,000 ตำแหน่งเพื่อความคล่องตัว

ภายใต้ “มติที่ 68” นายโต เลิม ได้สร้างความสั่นสะเทือนให้กับระบอบสังคมนิยมเวียดนาม ด้วยการประกาศให้ “ภาคเอกชนเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจชาติ” ซึ่งถือเป็นการยกระดับบริษัทเอกชนขึ้นมาอยู่ในระดับเดียวกับรัฐวิสาหกิจที่เคยเป็นรากฐานของชาติมาโดยตลอด

ยุทธศาสตร์หลักของโต เลิม คือการสนับสนุนบริษัทเอกชนที่เรียกว่า “นกกระเรียนจ่าฝูง” เพื่อก้าวขึ้นไปแข่งขันในระดับโลก ด้วยการสร้างบริษัทเอกชนชั้นนำ 20 แห่งที่มีขีดความสามารถระดับสากล โดยเดินตามรอยโมเดล “แชโบล” ของเกาหลีใต้ที่สร้างยักษ์ใหญ่อย่าง ซัมซุง และ ฮุนได

ส่วนเป้าหมายปี 2045 คือการนำพาเวียดนามสู่ประเทศรายได้สูงที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและความรู้ เพื่อสลัดภาพลักษณ์การเป็นเพียง “โรงงานรับจ้างผลิตราคาถูก” ให้กับต่างชาติ

อย่างไรก็ตาม แผนการนี้ไม่ได้ราบรื่นเสียทีเดียว เมื่อกลุ่มอนุรักษนิยมในพรรคได้ผลักดัน “มติที่ 79” ออกมาในช่วงต้นเดือน เพื่อยืนยันว่ารัฐวิสาหกิจ ซึ่งปัจจุบันมี 671 แห่งและครองสัดส่วน 29% ของจีดีพี ก็ต้องเป็น “ห่านจ่าฝูง” เช่นกัน สะท้อนถึงการต่อสู้เชิงนโยบายระหว่างรัฐวิสาหกิจและเอกชนที่ยังคงดำเนินอยู่

นายโต เลิม เคยกล่าวเตือนไว้อย่างน่าสนใจว่า เวียดนามต้องรีบยกระดับห่วงโซ่มูลค่า เพราะปัจจุบันประเทศยังพึ่งพาเทคโนโลยีและการลงทุนจากต่างชาติมากเกินไป “ถ้าเสื้อหนึ่งตัวมีทั้งดีไซน์ ผ้า สีย้อม และกระดุมมาจากที่อื่นหมด เราจะได้อะไร? อาจจะได้แค่ค่าแรงราคาถูกกับมลพิษทางสิ่งแวดล้อมเท่านั้น”

การครองอำนาจต่ออีก 5 ปีของเขา จึงถูกมองว่าเป็นความหวังครั้งใหม่ของเวียดนามในการก้าวข้าม “กับดักรายได้ปานกลาง” ที่ประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย กำลังเผชิญกับสภาวะเศรษฐกิจหยุดนิ่งและสังคมผู้สูงอายุในขณะนี้.

ที่มา BBC

อินเดียเร่งสกัด “ไวรัสนิปาห์” พบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 5 ราย สั่งกักตัวเฉียด 100 คน หวั่นระบาดรุนแรง

อินเดียเร่งสกัด "ไวรัสนิปาห์" พบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 5 ราย สั่งกักตัวเฉียด 100 คน หวั่นระบาดรุนแรง

23 ม.ค. 2569 13:59 น.

อินเดียเร่งสกัด “ไวรัสนิปาห์” พบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 5 ราย สั่งกักตัวเฉียด 100 คน หวั่นระบาดรุนแรง

อินเดียเร่งคุมการระบาดของ ไวรัสนิปาห์ หลังยืนยันผู้ติดเชื้อแล้วอย่างน้อย 5 ราย ในรัฐเบงกอลตะวันตก พร้อมสั่งกักตัวประชาชนเกือบ 100 คน เพื่อสกัดการแพร่เชื้อ หวั่นไวรัสอันตรายกลับมาระบาดซ้ำ

รายงานระบุว่า ผู้ติดเชื้อรายใหม่ 3 ราย ซึ่งได้รับการยืนยันในช่วงต้นสัปดาห์นี้ ได้แก่ แพทย์ 1 คน พยาบาล 1 คน และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอีก 1 คน โดยทั้งหมดมีความเชื่อมโยงกับโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในเมืองบาราซัต ใกล้กับเมืองโกลกาตา หรือกัลกัตตา เมืองหลวงของรัฐ

ก่อนหน้านี้ มีรายงานพบผู้ติดเชื้อแล้ว 2 ราย เป็นพยาบาลชายและหญิง ซึ่งปฏิบัติงานอยู่ในโรงพยาบาลเดียวกัน ทำให้ทางการต้องเร่งสอบสวนเส้นทางการติดเชื้อ และติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดอย่างเข้มงวด

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของรัฐเปิดเผยว่า ผู้ติดเชื้อรายล่าสุดทั้งหมดถูกส่งเข้ารักษาที่ โรงพยาบาลโรคติดเชื้อในย่านเบเลกาตา เมืองโกลกาตา ขณะที่ผู้ป่วย 2 รายแรกยังคงรักษาตัวอยู่ในหอผู้ป่วยวิกฤตของโรงพยาบาลเอกชน

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงสาธารณสุขรัฐเบงกอลตะวันตก ระบุว่า “อาการของพยาบาลชายเริ่มดีขึ้น แต่ผู้ป่วยหญิงยังอยู่ในอาการวิกฤตอย่างมาก”

ขณะเดียวกัน ทางการได้สั่งให้ผู้ที่มีความเสี่ยงเกือบ 100 คน กักตัวที่บ้าน หลังพบผู้ป่วยรายแรกเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

ไวรัสนิปาห์ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม เชื้อก่อโรคอันตรายลำดับต้น ๆ ขององค์การอนามัยโลก (WHO) เนื่องจากมีศักยภาพก่อให้เกิดการระบาดใหญ่ และยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาเฉพาะ

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า นิปาห์เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน (Zoonotic disease) โดยมีค้างคาวผลไม้ เป็นแหล่งรังโรคหลัก การติดเชื้อในมนุษย์มักเกิดจากการบริโภคผลไม้หรืออาหารที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่งของค้างคาว รวมถึงการสัมผัสของเหลวในร่างกายผู้ติดเชื้อ เช่น น้ำลาย ปัสสาวะ หรือเลือด

อินเดียเผชิญการระบาดของไวรัสนิปาห์มาแล้วหลายครั้ง โดยเฉพาะในรัฐเกรละ ซึ่งมีผู้เสียชีวิตหลายสิบรายนับตั้งแต่ปี 2018 ทำให้ผู้เชี่ยวชาญกังวลว่า หากไวรัสเกิดการกลายพันธุ์และแพร่จากคนสู่คนง่ายขึ้น อาจนำไปสู่การระบาดใหญ่ได้ในอนาคต

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ไวรัสนิปาห์อาจดำรงอยู่ในค้างคาวมานานหลายพันปี และยังคงเป็นภัยเงียบ ที่โลกต้องจับตาอย่างใกล้ชิด.

ที่มา : Independent

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไวรัสนิปาห์

ทรัมป์ถอนคำเชิญแคนาดาเข้าร่วม “บอร์ดสันติภาพ” หลังนายกฯ คาร์นีย์วิจารณ์ระเบียบโลก

ทรัมป์ถอนคำเชิญแคนาดาเข้าร่วม "บอร์ดสันติภาพ" หลังนายกฯ คาร์นีย์วิจารณ์ระเบียบโลก

23 ม.ค. 2569 13:20 น.

ทรัมป์ถอนคำเชิญแคนาดาเข้าร่วม “บอร์ดสันติภาพ” หลังนายกฯ คาร์นีย์วิจารณ์ระเบียบโลก

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ประกาศถอนคำเชิญแคนาดาในการเข้าร่วม “คณะกรรมการสันติภาพ” (Board of Peace) ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศน้องใหม่ที่ทรัมป์ปลุกปั้นขึ้นมาเพื่อหวังเข้ามามีบทบาทแทนที่สหประชาชาติ โดยการตัดสินใจครั้งนี้มีขึ้นหลังจากผู้นำทั้งสองประเทศตอบโต้กันอย่างรุนแรงผ่านเวทีสาธารณะ

ความขัดแย้งปะทุขึ้นเมื่อนายกรัฐมนตรี มาร์ก คาร์นีย์ ของแคนาดา กล่าวสุนทรพจน์ที่การประชุม World Economic Forum ที่เมืองดาวอส โดยเตือนถึงการล่มสลายของระเบียบโลกที่นำโดยสหรัฐฯ และเรียกร้องให้ “ประเทศมหาอำนาจกลาง” รวมตัวกันต่อต้านการถูกบีบบังคับทางเศรษฐกิจจาก “ประเทศมหาอำนาจใหญ่” แม้จะไม่ได้ระบุชื่อทรัมป์โดยตรง แต่ก็สร้างความไม่พอใจให้กับผู้นำสหรัฐฯ อย่างมาก

ทรัมป์ได้โพสต์ผ่านแพลตฟอร์มทรูธโซเชียล ถึงนายกฯ คาร์นีย์ว่า “จดหมายฉบับนี้ถือเป็นการยืนยันว่า “คณะกรรมการสันติภาพ” ขอถอนคำเชิญแคนาดาในการเข้าร่วม” พร้อมทั้งเคยกล่าวโจมตีก่อนหน้านี้ว่า แคนาดาได้ “ของฟรี” จากสหรัฐฯ มามากเกินไป และควรจะสำนึกบุญคุณเสียบ้าง โดยระบุว่า “แคนาดาอยู่รอดได้ก็เพราะสหรัฐฯ จำไว้ด้วยนะมาร์ก”

นอกจากประเด็นสุนทรพจน์แล้ว แหล่งข่าวระบุว่าอุปสรรคสำคัญคือ “เงิน” โดยทรัมป์กำหนดให้สมาชิกถาวรของคณะกรรมการนี้ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมแรกเข้าสูงถึง 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.1 หมื่นล้านบาท) เพื่อเป็นทุนดำเนินงาน ซึ่งทางแคนาดาส่งสัญญาณชัดเจนว่า “ยินดีเข้าร่วมแต่จะไม่จ่ายเงิน”

แม้รัฐบาลสหรัฐฯ จะอ้างว่าคณะกรรมการสันติภาพมีเป้าหมายเพื่อยุติสงครามในกาซาและดูแลการฟื้นฟู แต่ในร่างธรรมนูญขององค์กรกลับไม่ได้กล่าวถึงปาเลสไตน์ แต่กลับมีเนื้อหาที่ดูเหมือนจะให้อำนาจทรัมป์ในการตัดสินใจในฐานะ “ประธานตลอดชีพ” และทำหน้าที่ทับซ้อนกับยูเอ็น

ปัจจุบันมีชาติกว่า 60 ชาติได้รับคำเชิญ และมีประมาณ 35 ชาติที่ตอบรับแล้ว เช่น อาร์เจนตินา, เบลารุส, เวียดนาม, ฮังการี, ตุรกี และซาอุดีอาระเบีย อย่างไรก็ตาม สมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) อย่างจีน ฝรั่งเศส รัสเซีย และสหราชอาณาจักร ยังไม่มีใครตกลงเข้าร่วม โดยฝรั่งเศสระบุว่าธรรมนูญขององค์กรนี้ “ขัดแย้ง” กับพันธกรณีระหว่างประเทศ

นายกฯ คาร์นีย์ ได้ตอกกลับคำพูดของทรัมป์ระหว่างลงพื้นที่ในรัฐควิเบก โดยระบุว่า “แคนาดาไม่ได้อยู่รอดเพราะสหรัฐฯ แต่แคนาดาเจริญรุ่งเรืองเพราะพวกเราคือคนแคนาดา” ขณะที่ฝั่งสหภาพยุโรป (อียู) โดยนายอันโตนิโอ กอสตา ประธานสภายุโรป แสดงความกังขาต่อโครงสร้างและการบริหารงานของคณะกรรมการสันติภาพ แต่แย้มว่ายินดีจะร่วมมือเฉพาะในประเด็นการฟื้นฟูกาซาในฐานะ “คณะทำงานเปลี่ยนผ่าน” เท่านั้น.

ที่มา BBC

นายกฯ ญี่ปุ่น “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” ประกาศยุบสภา เลือกตั้งใหม่ 8 ก.พ. นี้

นายกฯ ญี่ปุ่น "ซานาเอะ ทาคาอิจิ" ประกาศยุบสภา เลือกตั้งใหม่ 8 ก.พ. นี้

23 ม.ค. 2569 12:21 น.

นายกฯ ญี่ปุ่น “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” ประกาศยุบสภา เลือกตั้งใหม่ 8 ก.พ. นี้

นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทากาอิจิ ได้ประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2026 โดยมีเป้าหมายเพื่อขอฉันทามติจากประชาชนในการขับเคลื่อนนโยบายด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงร่วมกับพันธมิตรรัฐบาลชุดใหม่

การยุบสภาครั้งนี้ถือเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ เนื่องจากเป็นการยุบสภาในช่วงเริ่มต้นของสมัยประชุมสามัญเป็นครั้งแรกในรอบ 60 ปี โดยคณะรัฐมนตรีของทาคาอิจิได้อนุมัติแผนการยุบสภาที่มีที่นั่งทั้งหมด 465 ที่นั่งในช่วงเช้าวันนี้ (23 ม.ค.)

แม้ว่าวาระของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะยังไม่หมดจนกว่าจะถึงปี 2028 แต่นายกฯ ทาคาอิจิ ให้เหตุผลว่าเธอจำเป็นต้องได้รับความไว้วางใจจากประชาชนโดยตรง เนื่องจากเธอเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา และมีการเปลี่ยนขั้วการเมืองโดยพรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) ได้จับมือกับพรรคนวัตกรรมญี่ปุ่น (Japan Innovation Party) จัดตั้งรัฐบาลผสมชุดใหม่ในเดือนเดียวกัน

ประเด็นหลักที่คาดว่าจะใช้หาเสียงคือ “การจัดการภาวะเงินเฟ้อ” โดยทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านต่างเสนอแนวคิดที่คล้ายกันคือ การยกเว้นหรือลดภาษีผู้บริโภค สำหรับสินค้าประเภทอาหารเพื่อลดภาระค่าครองชีพของครัวเรือน อย่างไรก็ตาม ข้อพิพาทเรื่องการหาแหล่งเงินทุนสำรองมาทดแทนรายได้ที่หายไปจะเป็นจุดที่ถูกจับตามองอย่างมาก

นอกจากนี้ การเลือกตั้งครั้งนี้จะเห็นการรวมตัวของขั้วอำนาจใหม่ โดยในฝั่งรัฐบาล พรรคแอลดีพีจับมือกับพรรคนวัตกรรมญี่ปุ่น ส่วนฝั่งฝ่ายค้าน มีการรวมตัวในชื่อ “Centrist Reform Alliance” นำโดยพรรคประชาธิปไตยแห่งรัฐธรรมนูญ (ซีดีพี) และพรรคโคเมอิโตะ ซึ่งเป็นอดีตพันธมิตรของแอลดีพีที่ยาวนานถึง 26 ปี

การกำหนดวันเลือกตั้งเพียง 16 วันหลังการยุบสภา ถือเป็นระยะเวลาที่สั้นที่สุดในประวัติศาสตร์หลังสงครามโลกของญี่ปุ่น ซึ่งทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการบีบให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีเวลาศึกษานโยบายน้อยเกินไป อีกทั้งฝ่ายค้านยังตำหนินายกฯ ว่าให้ความสำคัญกับการรักษาอำนาจทางการเมืองมากกว่าการผ่านงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2026 ที่กำลังจะเริ่มใช้ในเดือนเมษายนนี้

แม้ผลสำรวจความนิยมในตัวนายกฯ ทาคาอิจิ จะยังอยู่ในเกณฑ์สูง แต่ปัจจุบันรัฐบาลผสมมีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรเพียงเล็กน้อย และยังเป็นเสียงข้างน้อยในวุฒิสภา การเลือกตั้งครั้งนี้จึงถือเป็นเดิมพันครั้งสำคัญว่าเธอจะสามารถครองอำนาจเบ็ดเสร็จเพื่อผ่านกฎหมายสำคัญๆ ได้ตามที่ตั้งใจไว้หรือไม่

ที่มา KYODO NEWS

สหรัฐฯ เผยโปรเจกต์ยักษ์ “New Gaza” สร้างตึกระฟ้า-เขตเศรษฐกิจใหม่ ฟื้นฟูฉนวนกาซาหลังสงคราม

สหรัฐฯ เผยโปรเจกต์ยักษ์ "New Gaza" สร้างตึกระฟ้า-เขตเศรษฐกิจใหม่ ฟื้นฟูฉนวนกาซาหลังสงคราม

23 ม.ค. 2569 11:50 น.

สหรัฐฯ เผยโปรเจกต์ยักษ์ “New Gaza” สร้างตึกระฟ้า-เขตเศรษฐกิจใหม่ ฟื้นฟูฉนวนกาซาหลังสงคราม

สหรัฐอเมริกาเปิดเผยแผนพัฒนา “นิว กาซา” (New Gaza) เพื่อฟื้นฟูฉนวนกาซาที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากสงคราม โดยนำเสนอภาพสไลด์แสดงตึกระฟ้าจำนวนมากเรียงตัวตามแนวชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน รวมถึงโครงการที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ในพื้นที่เมืองราฟาห์ และแผนพัฒนาเป็นขั้นตอนสำหรับประชากรราว 2.1 ล้านคน

รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดตัวแผนยุทธศาสตร์ “New Gaza” (นิว กาซา) อย่างยิ่งใหญ่ เพื่อฟื้นฟูและสร้างเขตปกครองปาเลสไตน์ที่ได้รับความเสียหายจากสงครามขึ้นใหม่ทั้งหมด โดยเน้นการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับหรูและการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่

ในระหว่างพิธีลงนามจัดตั้ง “คณะกรรมการสันติภาพ” (Board of Peace) ณ การประชุม World Economic Forum ในเมืองดาวอส มีการเปิดเผยภาพจำลองเมืองใหม่ที่มีตึกระฟ้าเรียงรายไปตามชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียน และโครงการที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ในพื้นที่ราฟาห์ เพื่อรองรับประชากรกว่า 2.1 ล้านคน

ประธานาธิบดีทรัมป์ กล่าวในพิธีเปิดตัวว่า “ผมคือนักอสังหาริมทรัพย์โดยจิตวิญญาณ และทุกอย่างขึ้นอยู่กับทำเล ลองดูชัยภูมิที่ติดทะเลนี้สิ มันคืออสังหาริมทรัพย์ที่สวยงามมาก และมันจะเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้คนมากมาย”

ด้าน จาเร็ด คุชเนอร์ บุตรเขยของทรัมป์และตัวแปรสำคัญในข้อตกลงหยุดยิง เผยว่าแม้จะมีซากปรักหักพังกว่า 60 ล้านตันที่ต้องกำจัด แต่เขามั่นใจว่าการสร้างเมืองให้เสร็จภายใน 2-3 ปีนั้นเป็นไปได้ โดยแผนแม่บทระบุถึงการสร้างโซนท่องเที่ยวชายฝั่ง ประกอบด้วยอาคารสูงกว่า 180 แห่ง เมืองใหม่ราฟาห์ ประกอบด้วยที่พักอาศัยถาวร 100,000 ยูนิต, สถานศึกษา 200 แห่ง และศูนย์การแพทย์ 75 แห่ง รวมถึงสนามบินและท่าเรือแห่งใหม่ใกล้พรมแดนอียิปต์ รวมถึงศูนย์ข้อมูล และอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง

อย่างไรก็ตาม แผนการลงทุนมหาศาลนี้มาพร้อมเงื่อนไขที่เด็ดขาด โดยทรัมป์ประกาศคำขาดถึงกลุ่มฮามาสว่า “พวกเขาต้องวางอาวุธ ถ้าไม่ทำเช่นนั้น มันจะเป็นจุดจบของพวกเขา” โดยคุชเนอร์เสริมว่ากลุ่มฮามาสได้ลงนามในข้อตกลงลดกำลังทหารแล้ว และรัฐบาลเทคโนแครตชุดใหม่ของปาเลสไตน์ (NCAG) จะเป็นผู้ดำเนินการในระยะต่อไป

แม้ภาพฝันของ “นิว กาซา” จะดูรุ่งโรจน์ แต่ในความเป็นจริง สถานการณ์ในพื้นที่ยังคงวิกฤต ข้อมูลจากสหประชาชาติระบุว่า ประชาชนเกือบ 1 ล้านคนยังขาดที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม และ 1.6 ล้านคนเผชิญความไม่มั่นคงทางอาหารอย่างรุนแรง ขณะที่การหยุดยิงยังคงเปราะบาง มีรายงานผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลอย่างต่อเนื่องในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา

การเปิดด่านราฟาห์สัญญาณบวกประการหนึ่งคือการประกาศจาก Ali Shaath หัวหน้าคณะกรรมการ NCAG ว่าด่านพรมแดนราฟาห์ที่เชื่อมกับอียิปต์จะกลับมาเปิดใช้งานทั้งสองทิศทางในสัปดาห์หน้า ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ว่ากาซาจะไม่อยู่ภายใต้การปิดล้อมสู่อนาคตอีกต่อไป

ทั้งนี้ สหรัฐฯ เตรียมจัดประชุมนานาชาติที่วอชิงตันในสัปดาห์หน้า เพื่อเชิญชวนนานาชาติร่วมลงขันและเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนในโครงการที่ทรัมป์เคยขนานนามว่าจะเป็น “ริเวียร่าแห่งตะวันออกกลาง” นี้.

ที่มา BBC

เกาหลีใต้รับตัว 73 ผู้ต้องหาคอลเซ็นเตอร์จากกัมพูชา หลอกเหยื่อร่วมชาติสูญกว่า 4.8 หมื่นล้านวอน

เกาหลีใต้รับตัว 73 ผู้ต้องหาคอลเซ็นเตอร์จากกัมพูชา หลอกเหยื่อร่วมชาติสูญกว่า 4.8 หมื่นล้านวอน

23 ม.ค. 2569 11:41 น.

เกาหลีใต้รับตัว 73 ผู้ต้องหาคอลเซ็นเตอร์จากกัมพูชา หลอกเหยื่อร่วมชาติสูญกว่า 4.8 หมื่นล้านวอน

เกาหลีใต้รับตัวพลเมือง 73 คน ผู้ต้องหาพัวพันเครือข่ายสแกมเมอร์ในกัมพูชากลับประเทศ เพื่อเข้าสู่กระบวนการสอบสวน นับเป็นการส่งตัวผู้ต้องหาคดีอาชญากรรมชาวเกาหลีใต้กลับประเทศครั้งใหญ่ที่สุด

ผู้ต้องหากลุ่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของชาวเกาหลีใต้ราว 260 คน ที่ถูกจับกุมในกัมพูชา ระหว่างปฏิบัติการกวาดล้างเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

รัฐบาลเกาหลีใต้ระบุว่า ผู้ต้องหา 73 คนนี้ถูกสงสัยว่าร่วมกันหลอกลวงเหยื่อ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวเกาหลีใต้ด้วยกันเอง สร้างความเสียหายรวมสูงถึง 48,600 ล้านวอน หรือประมาณ 1,290 ล้านบาท

หลังเดินทางถึงสนามบินนานาชาติอินชอนด้วยเครื่องบินเช่าเหมาลำ ผู้ต้องหาทั้งหมด ซึ่งประกอบด้วย ชาย 65 คน และหญิง 8 คน ถูกนำตัวส่งไปยังสถานีตำรวจหลายแห่งทั่วประเทศ เพื่อแยกสอบสวนตามบทบาทในขบวนการ

เจ้าหน้าที่ระบุว่า การสอบสวนจะครอบคลุมทั้งโครงสร้างเครือข่าย การฟอกเงิน และความเชื่อมโยงกับแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

กระแสความไม่พอใจต่อศูนย์สแกมเมอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปะทุขึ้นอย่างรุนแรงในเกาหลีใต้เมื่อช่วงฤดูร้อนปีที่ผ่านมา หลังมีรายงานพบ นักศึกษาชาวเกาหลีใต้เสียชีวิตในกัมพูชา โดยเชื่อว่าเขาถูกบังคับให้ทำงานในศูนย์หลอกลวงออนไลน์

ทางการเกาหลีใต้ระบุในขณะนั้นว่า ชายคนดังกล่าวเสียชีวิตหลังถูกทรมานและทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรง ก่อนที่รัฐบาลโซลจะส่งคณะผู้แทนระดับสูงเดินทางไปยังกัมพูชาในเดือนตุลาคม เพื่อหารือแนวทางรับมือเครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์ร่วมกัน โดยเกาหลีใต้ยืนยันว่าจะเดินหน้าประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อทลายเครือข่ายหลอกลวงเหล่านี้อย่างจริงจัง.

ที่มา : Yonhap

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ แก๊งสแกมเมอร์กัมพูชา

ปธน.เปรูยืนยันไม่ลาออก แม้ถูกกดดันหนักกรณี “ชีฟาเกต” แอบพบนักธุรกิจจีนแบบลับๆ ที่ร้านอาหารจีน

ปธน.เปรูยืนยันไม่ลาออก แม้ถูกกดดันหนักกรณี "ชีฟาเกต" แอบพบนักธุรกิจจีนแบบลับๆ ที่ร้านอาหารจีน

23 ม.ค. 2569 11:11 น.

ปธน.เปรูยืนยันไม่ลาออก แม้ถูกกดดันหนักกรณี “ชีฟาเกต” แอบพบนักธุรกิจจีนแบบลับๆ ที่ร้านอาหารจีน

ประธานาธิบดีเปรู ยืนยันไม่ลาออกจากตำแหน่ง ท่ามกลางกระแสกดดันอย่างหนักจากกรณี “ชีฟาเกต” ที่ถูกแฉแอบพบปะนักธุรกิจชาวจีนแบบไม่เปิดเผย ฝ่ายค้านชี้ขาดความโปร่งใส ขณะที่อัยการเปิดสอบทางการ 

วันที่ 22 มกราคม 2569 ประธานาธิบดีโฮเซ เฮรี ของเปรู แถลงต่อสมาชิกรัฐสภา ยืนยันจะไม่ลาออกจากตำแหน่ง แม้เผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากกรณีพบปะลับกับนักธุรกิจชาวจีน ซึ่งจุดชนวนกระแสอื้อฉาวทางการเมืองที่สื่อเปรูขนานนามว่า “ชีฟาเกต” (Chifagate) ซึ่ง “ชีฟา” หมายถึงร้านอาหารจีนสไตล์เปรู สถานที่ที่ทั้งสองฝ่ายนัดพบกัน

โดยประธานาธิบดีเฮรี ซึ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา หลังอดีตประธานาธิบดี ดีนา โบลัวร์เต ถูกถอดถอนจากตำแหน่ง ได้เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการกำกับดูแลของรัฐสภา กรณีการพบกับนายจื้อหัว หยาง นักธุรกิจชาวจีน เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม และ 6 มกราคมที่ผ่านมา โดยไม่มีการบันทึกไว้ในกำหนดการประชุมอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดี

ผู้นำเปรูระบุว่า ความพยายามเรียกร้องให้เขาพ้นตำแหน่ง เป็นส่วนหนึ่งของแผนการสร้างความไร้เสถียรภาพทางการเมือง และมีเป้าหมายแทรกแซงกระบวนการเลือกตั้งที่กำลังดำเนินอยู่ โดยมีความพยายามบางอย่าง ซึ่งการสอบสวนจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าใครอยู่เบื้องหลัง พร้อมย้ำถึงความจำเป็นของความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่อสาธารณะ

อย่างไรก็ตาม การไม่เปิดเผยรายละเอียดของการพบปะครั้งนี้ได้จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยฝ่ายค้านตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความเสี่ยงต่อการทุจริต ขณะเดียวกัน อัยการเปรูได้เริ่มต้นการสอบสวนกรณีนี้อย่างเป็นทางการแล้ว

ขณะที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายค้านกำลังเดินหน้าผลักดันญัตติถอดถอนหรือไม่ไว้วางใจประธานาธิบดีเฮรี วัย 39 ปี ซึ่งมีกำหนดดำรงตำแหน่งต่อจนถึงเดือนกรกฎาคมนี้ ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่ตึงเครียดและความไม่แน่นอนก่อนการเลือกตั้งครั้งต่อไป.

ปิดดีลประวัติศาสตร์ TikTok บรรลุข้อตกลงทำเนียบขาว แยกธุรกิจในสหรัฐฯ เลี่ยงคำสั่งแบนสำเร็จ

ปิดดีลประวัติศาสตร์ TikTok บรรลุข้อตกลงทำเนียบขาว แยกธุรกิจในสหรัฐฯ เลี่ยงคำสั่งแบนสำเร็จ

23 ม.ค. 2569 10:48 น.

ปิดดีลประวัติศาสตร์ TikTok บรรลุข้อตกลงทำเนียบขาว แยกธุรกิจในสหรัฐฯ เลี่ยงคำสั่งแบนสำเร็จ

“ไบต์แดนซ์” (ByteDance) บริษัทแม่ของ TikTok ยักษ์ใหญ่จากจีน แถลงยืนยันการบรรลุข้อตกลงจัดตั้งบริษัทร่วมทุนใหม่ภายใต้ชื่อ “TikTok USDS Joint Venture LLC” เพื่อแยกการบริหารจัดการแอปพลิเคชันในสหรัฐฯ ออกจากธุรกิจทั่วโลกอย่างเป็นทางการ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อคุ้มครองข้อมูลผู้ใช้งานและแก้ไขความกังวลด้านความมั่นคงแห่งชาติ ส่งผลให้ TikTok รอดพ้นจากการถูกสั่งแบนในสหรัฐฯ ที่ยืดเยื้อมานานหลายปี

ภายใต้ข้อตกลงครั้งนี้ ByteDance จะลดสัดส่วนการถือหุ้นในกิจการร่วมทุนดังกล่าวลงเหลือเพียง 19.9% ขณะที่อีก 80.1% จะถือครองโดยนักลงทุนจากสหรัฐฯ และนักลงทุนระดับโลก โดยมี 3 ผู้ลงทุนหลักคือ Oracle: ยักษ์ใหญ่ด้านคลาวด์คอมพิวติ้ง (ถือหุ้น 15%) Silver Lake กลุ่มบริษัทจัดการสินทรัพย์รายใหญ่ (ถือหุ้น 15%) MGX: บริษัทเพื่อการลงทุนจากอาบูดาบี (ถือหุ้น 15%) นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มทุนชั้นนำเข้าร่วมด้วย เช่น Dell Family Office ของ Michael Dell รวมถึงนักลงทุนจากกลุ่ม Alpha Wave Partners และ NJJ Capital เป็นต้น

บริษัทใหม่นี้จะทำหน้าที่ดูแลข้อมูลผู้ใช้งานชาวอเมริกันกว่า 200 ล้านคน รวมถึงแอปพลิเคชันและอัลกอริทึมทั้งหมด โดยจะใช้โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ของ Oracle ในสหรัฐฯ เพื่อทดสอบและอัปเดตระบบแนะนำเนื้อหา ทั้งนี้ ByteDance จะยังคงเป็นเจ้าของฝ่ายปฏิบัติการทางธุรกิจที่สร้างรายได้ เช่น อีคอมเมิร์ซและโฆษณา แต่จะไม่มีอำนาจเหนือข้อมูลและอัลกอริทึมในฝั่งสหรัฐฯ

สำหรับการบริหารงาน ได้มีการแต่งตั้งอดัม เพรสเซอร์ ดำรงตำแหน่งซีอีโอ และวิล ฟาร์เรล เป็นประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายความปลอดภัย (CSO) โดยมีโจว โซ่วจือ ซีอีโอของ TikTok Global ร่วมเป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริษัท

“ทรัมป์” เผยเป็นชัยชนะครั้งสำคัญประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเคยพยายามแบนแอปฯ นี้ในปี 2020 ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียแสดงความยินดีต่อดีลนี้ว่า “ผมดีใจมากที่ได้ช่วยรักษา TikTok ไว้ได้! ตอนนี้มันจะถูกถือครองโดยกลุ่มผู้รักชาติชาวอเมริกันและเหล่านักลงทุน” ทรัมป์ยังกล่าวเสริมว่า TikTok มีส่วนสำคัญที่ช่วยให้เขาชนะการเลือกตั้งปี 2024 ผ่านการเข้าถึงฐานเสียงคนรุ่นใหม่ 

ทรัมป์ยังขอบคุณรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ และทีมงานที่ช่วยเจรจา พร้อมกล่าวชื่นชมประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ที่อนุมัติข้อตกลงนี้ โดยระบุว่าเป็นการตัดสินใจที่ “น่าชื่นชม”

ข้อตกลงนี้ถือเป็นการยุติความไม่แน่นอนทางกฎหมายก่อนถึงเส้นตายในวันที่ 23 มกราคม ซึ่งเป็นวันที่กฎหมายบังคับขายกิจการ (Divestiture Law) จะมีผลบังคับใช้ หากไม่สามารถตกลงเงื่อนไขการแยกธุรกิจได้สำเร็จ.

ที่มา Reuters BBC