ตำรวจชิลีจับผู้ต้องสงสัยวางเพลิงไฟป่ามรณะ คร่า 21 ศพ เผาบ้านวอดนับร้อยหลัง

ตำรวจชิลีจับผู้ต้องสงสัยวางเพลิงไฟป่ามรณะ คร่า 21 ศพ เผาบ้านวอดนับร้อยหลัง

22 ม.ค. 2569 11:16 น.

ตำรวจชิลีจับผู้ต้องสงสัยวางเพลิงไฟป่ามรณะ คร่า 21 ศพ เผาบ้านวอดนับร้อยหลัง

ตำรวจชิลีจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยก่อเหตุไฟป่าทางภาคใต้ตอนกลางของประเทศ คร่าชีวิตประชาชน 21 ศพ ใช้น้ำมันเร่งไฟทุ่งข้าวสาลี ไฟลามหนัก 3 แคว้น บ้านพังราว 800 หลัง ประชาชนเดือดร้อนกว่า 2 หมื่นคน

วันที่ 22 มกราคม 2569 นายหลุยส์ กอร์เดโร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงของชิลี แถลงว่า ตำรวจสามารถจับกุมชายต้องสงสัยรายหนึ่ง ฐานมีส่วนก่อเหตุไฟป่าครั้งใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ตอนกลางของประเทศ ซึ่งคร่าชีวิตประชาชนอย่างน้อย 21 ศพ และเผาทำลายชุมชนทั้งย่านจนราบเป็นหน้ากลอง

ทางการเปิดเผยว่า ผู้ต้องสงสัยใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเป็นสารเร่งไฟ จุดไฟในทุ่งข้าวสาลี โดยเจ้าหน้าที่ตรวจยึดเชื้อเพลิงได้ประมาณ 5 ลิตร หรือมากกว่าหนึ่งแกลลอน ขณะเข้าจับกุมช่วงเช้ามืดในเมืองเปร์เกนโก แคว้นอาเราโกเนีย ทางตอนใต้ของแคว้นบีโอบีโอ

โดยไฟป่าเริ่มปะทุขึ้นพร้อมกันเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ในหลายจุดของแคว้นบีโอบีโอและนูเบล ห่างจากกรุงซันติอาโกราว 500 กิโลเมตร ก่อนลุกลามอย่างรวดเร็วจากแรงลมจัดและอุณหภูมิสูง เผาผลาญเมืองชายฝั่งอย่างเปงโก ลีร์เกน และปุนตา เด ปาร์รา เหลือเพียงซากปรักหักพังสีดำ

ทางด้านนายอัลบาโร เอลิซัลเด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุในการแถลงข่าวว่า มีประชาชนราว 20,000 คนได้รับความเสียหายด้านทรัพย์สิน บ้านเรือนอย่างน้อย 800 หลังถูกไฟเผาทำลาย

ขณะที่ประธานาธิบดีกาเบรียล บอริช เดินทางลงพื้นที่แคว้นบีโอบีโอในวันเดียวกัน พร้อมกล่าวว่า รัฐบาลกำลังใช้เครื่องจักรหนักเปิดทางสัญจร เก็บกวาดซากปรักหักพัง และยังคงเร่งควบคุมไฟป่าอย่างต่อเนื่อง พร้อมย้ำว่าสถานการณ์ยังอยู่ภายใต้ภาวะฉุกเฉิน

ข้อมูลจากหน่วยงานป่าไม้แห่งชาติระบุว่า เมื่อวันพุธ ที่ผ่านมานักผจญเพลิงยังต้องต่อสู้กับไฟป่ารวม 35 จุด แบ่งเป็น 22 จุดในบีโอบีโอ 5 จุดในนูเบล และ 8 จุดในอาเราโกเนีย อย่างไรก็ตาม อุณหภูมิที่ลดลงในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเริ่มช่วยบรรเทาความรุนแรงของไฟ.

ที่มา AFP

ศาลฟิลิปปินส์จำคุก 12 ปี นักข่าวสายสิทธิมนุษยชน ฐานสนับสนุนทางการเงินการก่อการร้าย

ศาลฟิลิปปินส์จำคุก 12 ปี นักข่าวสายสิทธิมนุษยชน ฐานสนับสนุนทางการเงินการก่อการร้าย

22 ม.ค. 2569 11:04 น.

ศาลฟิลิปปินส์จำคุก 12 ปี นักข่าวสายสิทธิมนุษยชน ฐานสนับสนุนทางการเงินการก่อการร้าย

“เฟรนชี เม คุมปิโอ” นักข่าวสายสิทธิมนุษยชนของฟิลิปปินส์ ถูกศาลตัดสินจำคุกอย่างน้อย 12 ปี ในข้อหาสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย หลังถูกคุมขังนาน 6 ปี โดยไม่มีการพิจารณาคดี ด้านองค์กรสื่อทั่วโลกประณาม เป็นการใช้อำนาจรัฐปิดปากผู้วิพากษ์วิจารณ์ และเป็นสัญญาณอันตรายต่อเสรีภาพสื่อในประเทศ

คุมปิโอถูกจับกุมตัวตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปี 2020 หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารบุกจู่โจมบ้านพักของเธอในยามวิกาล โดยเจ้าหน้าที่อ้างว่าพบระเบิดมือ อาวุธปืน และธงสัญลักษณ์คอมมิวนิสต์บนเตียงนอนของเธอ นอกจากนี้ยังมีการยึดเงินสดจำนวนมาก ซึ่งคุมปิโอชี้แจงมาโดยตลอดว่าเป็นเงินที่ได้มาจากการระดมทุนเพื่อกิจกรรมสาธารณะ

วันนี้ (22 ม.ค.) หลังจากคุมปิโอถูกคุมขังในเรือนจำมานานถึง 6 ปีโดยไม่มีการพิจารณาคดี ศาลได้ตัดสินยกฟ้องเธอในข้อหาครอบครองอาวุธปืนและวัตถุระเบิดโดยผิดกฎหมาย แต่กลับตัดสินว่าเธอมิความผิดในข้อหา “สนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย” ทนายความของคุมปิโอระบุว่า คำตัดสินนี้ส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อการทำข่าวที่มุ่งเน้นเรื่องราวในท้องถิ่น เนื่องจากนักข่าวอิสระที่รายงานข่าวในพื้นที่ห่างไกลและสะท้อนความทุกข์ยากของคนยากจน มักตกเป็นเป้าหมายของการถูกตั้งข้อหาที่ “สร้างหลักฐานเท็จ” โดยรัฐ

คุมปิโอเป็นอดีตผู้อำนวยการสำนักข่าว Eastern Vista และจัดรายการวิทยุ ซึ่งเธอมักรายงานข่าวการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยกองทัพและตำรวจในภูมิภาควิซายัสตะวันออกอย่างต่อเนื่อง

อเล็กซานดรา บีลาโกวสกา ผู้จัดการฝ่ายสนับสนุนขององค์กรนักข่าวไร้พรมแดน กล่าวว่า คำตัดสินดังกล่าวแสดงให้เห็นถึง “การไม่เคารพเสรีภาพสื่ออย่างโจ่งแจ้ง” “ฟิลิปปินส์ควรเป็นแบบอย่างในระดับนานาชาติในการปกป้องเสรีภาพสื่อ ไม่ใช่ผู้กระทำความผิดที่กล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ดำเนินคดี และจำคุกนักข่าวเพียงเพราะพวกเขาทำหน้าที่ของตน” 

ด้าน เบห์ ลีห์ ยี ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของคณะกรรมการคุ้มครองนักข่าว (CPJ) ได้ประณามคำตัดสินของศาลว่า “คำตัดสินที่ไร้สาระนี้แสดงให้เห็นว่าคำมั่นสัญญาต่างๆ ที่ประธานาธิบดีเฟอร์ดินันด์ มาร์กอส จูเนียร์ ให้ไว้เกี่ยวกับการรักษาเสรีภาพสื่อนั้นเป็นเพียงคำพูดที่ว่างเปล่า” พร้อมเสริมว่านี่เป็นครั้งแรกที่นักข่าวถูกตั้งข้อหาว่าให้เงินสนับสนุนการก่อการร้ายในฟิลิปปินส์ “คำตัดสินนี้เน้นย้ำถึงความพยายามของทางการฟิลิปปินส์ที่จะปิดปากการรายงานข่าวที่วิพากษ์วิจารณ์”

สมาคมสตรีในวิทยุและโทรทัศน์ระหว่างประเทศ (IAWRT) และกลุ่มเสรีภาพสื่อหลายแห่งได้ออกแถลงการณ์ร่วมกันประณามคำตัดสินนี้ว่า เป็น “ความล้มเหลวของกระบวนการยุติธรรม” และเป็นความพยายามของรัฐในการปิดปากผู้ที่กล้าพูดความจริง โดยระบุว่าเหตุการณ์นี้ส่งข้อความที่น่าสะพรึงกลัวว่า “การบันทึกความยากลำบากของประชาชนกลายเป็นความผิดที่ต้องรับโทษ”

ทั้งนี้ จากข้อมูลขององค์กรนักข่าวนร้พรมแดน (RSF) ระบุว่า ประเทศฟิลิปปินส์ยังคงครองอันดับหนึ่งในประเทศที่อันตรายที่สุดสำหรับคนทำงานสื่อมวลชน.

ที่มา BBC AFP

ดินถล่มรุนแรงซัดจุดกางเต็นท์นิวซีแลนด์ — เจ้าหน้าที่เร่งค้นหาผู้สูญหาย

ดินถล่มรุนแรงซัดจุดกางเต็นท์นิวซีแลนด์ — เจ้าหน้าที่เร่งค้นหาผู้สูญหาย

22 ม.ค. 2569 10:28 น.

ดินถล่มรุนแรงซัดจุดกางเต็นท์นิวซีแลนด์ — เจ้าหน้าที่เร่งค้นหาผู้สูญหาย

กู้ภัยนิวซีแลนด์เร่งค้นหาและช่วยเหลือผู้สูญหาย หลังเกิดดินถล่มขนาดใหญ่ถล่มใส่จุดกางเต็นท์ริมชายหาดในเมืองเมานต์เมาน์กานูอี บนเกาะเหนือของประเทศ หลังอากาศแปรปรวนและฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวัน

ดินและหินจำนวนมากไหลลงมาจากเชิงเขาเมานต์เมาน์กานูอี หรือที่ชาวท้องถิ่นเรียกว่า “เมาเอา” ซึ่งเป็นภูเขาไฟเก่าที่ดับแล้ว ก่อนไหลทะลักเข้าทับพื้นที่ของ Beachside Holiday Park จุดกางเต็นท์ยอดนิยมที่มีนักท่องเที่ยวและครอบครัวเข้าพักเป็นจำนวนมากในช่วงฤดูร้อนของซีกโลกใต้ ส่งผลให้เต็นท์ รถบ้าน รถยนต์ และสิ่งปลูกสร้างหลายส่วนถูกฝังอยู่ใต้ซากดินถล่ม

ตำรวจนิวซีแลนด์ระบุว่า มีผู้สูญหายหลายคน แต่ยังไม่สามารถยืนยันตัวเลขที่แน่ชัดได้ ขณะที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงและกู้ภัยเผยว่า ภายในหลายชั่วโมงแรกหลังเกิดเหตุ ยังไม่พบผู้รอดชีวิต และไม่ตรวจพบสัญญาณชีพจากใต้ซากถล่ม อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการค้นหายังคงดำเนินต่อไปอย่างเต็มกำลัง แม้จะเผชิญความเสี่ยงจากดินที่ยังไม่เสถียรและอาจเกิดดินถล่มซ้ำ

ทีมกู้ภัยได้ระดมกำลังทั้งเจ้าหน้าที่ดับเพลิง ตำรวจ หน่วยค้นหาและกู้ภัยพิเศษ สุนัขดมกลิ่น และเฮลิคอปเตอร์ เข้าช่วยเหลือในพื้นที่ ขณะที่ทางการสั่งปิดแคมป์กราวด์ทันทีหลังเกิดเหตุ และอพยพผู้ที่อยู่ใกล้เคียงออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัย

รัฐมนตรีด้านการจัดการเหตุฉุกเฉินของนิวซีแลนด์ยืนยันว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงเดินหน้าปฏิบัติการกู้ภัยอย่างต่อเนื่อง พร้อมประสานงานกับรัฐบาลท้องถิ่นและหน่วยงานกลางเพื่อสนับสนุนทรัพยากรเพิ่มเติม โดยขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงพื้นที่ประสบภัยและติดตามคำเตือนอย่างใกล้ชิด

เหตุการณ์ดินถล่มครั้งนี้เป็นหนึ่งในหลายเหตุภัยพิบัติที่เกิดขึ้นทั่วเกาะเหนือ หลังนิวซีแลนด์เผชิญฝนตกหนักผิดปกติในช่วงฤดูร้อน ส่งผลให้หลายพื้นที่เกิดน้ำท่วม ดินสไลด์ และความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง ทางการเตือนว่าความเสี่ยงจากดินถล่มยังคงมีอยู่ หากฝนยังตกต่อเนื่องในช่วงหลายวันข้างหน้า.

ที่มา : ABCnews

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ นิวซีแลนด์

นายกเทศมนตรีอิตาลีถูกคลื่นยักษ์ซัดขณะไลฟ์สด ตรวจสถานการณ์พายุถล่มภาคใต้ อพยพ-กู้ภัยวุ่นหลายพื้นที่

นายกเทศมนตรีอิตาลีถูกคลื่นยักษ์ซัดขณะไลฟ์สด ตรวจสถานการณ์พายุถล่มภาคใต้ อพยพ-กู้ภัยวุ่นหลายพื้นที่

22 ม.ค. 2569 10:08 น.

นายกเทศมนตรีอิตาลีถูกคลื่นยักษ์ซัดขณะไลฟ์สด ตรวจสถานการณ์พายุถล่มภาคใต้ อพยพ-กู้ภัยวุ่นหลายพื้นที่

นายกเทศมนตรีเมืองตาโอร์มินาของอิตาลี ถูกคลื่นยักษ์ซัดเข้าใส่ ขณะกำลังไลฟ์สดรายงานความเสียหายริมชายฝั่ง ท่ามกลางสภาพอากาศแปรปรวนทั่วพื้นที่ตอนใต้ ทั้งลมกระโชกแรง ฝนตกหนัก หิมะ และคลื่นยักษ์ 

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ที่เมืองซานตา เทเรซา ดิ รีวา ทางตะวันออกของเกาะซิซิลี ขณะที่ คาเตโน เด ลูกา นายกเทศมนตรีเมืองตาโอร์มินา ลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายจากพายุ และไลฟ์สดผ่านโซเชียลมีเดียร่วมกับ ดานิโล โล จูดิชเช นายกเทศมนตรีเมืองซานตา เทเรซา ดิ รีวา เพื่อเตือนประชาชนให้หลีกเลี่ยงถนนเลียบชายฝั่ง

โดยระหว่างการถ่ายทอดสด ก็เกิดคลื่นยักษ์ซัดข้ามแนวกั้นริมทะเลเข้ามาอย่างรุนแรง แม้นายกเทศมนตรีจะยืนอยู่นอกเขตหวงห้าม แต่คลื่นดังกล่าวพุ่งลึกเข้ามามากกว่า 20 เมตรจากแนวชายฝั่ง แม้จะทำเอาทีมนายกเทศมนตรีทรงตัวไม่อยู่และเปียกปอน แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้

มีรายงานว่า พายุรุนแรงที่ถล่มอิตาลีตอนใต้ยังส่งผลให้เกิดเหตุฉุกเฉินเป็นวงกว้าง เจ้าหน้าที่ดับเพลิงอิตาลีรายงานว่า ตลอด 3 วันที่ผ่านมา มีการเข้าช่วยเหลือประชาชนมากถึง 1,650 ครั้ง ใช้กำลังเจ้าหน้าที่กว่า 1,480 นาย โดยพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือเกาะซิซิลี มีปฏิบัติการช่วยเหลือมากกว่า 1,013 ครั้ง

ในเมืองปาแลร์โม เจ้าหน้าที่ต้องอพยพประชาชน 8 คน รวมถึงเด็ก 2 คน ออกจากอาคารหลายแห่ง หลังคลื่นทะเลซัดน้ำทะลักเข้าท่วมชั้นใต้ดิน และที่ท่าเรือเล็กอาเรเนลลา รถยนต์คันหนึ่งถูกคลื่นซัดตกทะเลและจมลง แต่เจ้าของรถสามารถหนีออกมาได้อย่างปลอดภัย

นอกจากนี้ บนเกาะซาร์ดิเนีย มีการช่วยเหลือกว่า 360 ครั้งตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม ส่วนแคว้นคาลาเบรีย ทีมกู้ภัยเข้าปฏิบัติการเกือบทั่วภูมิภาค โดยเฉพาะพื้นที่ชายฝั่งทะเลไอโอเนียน รวมแล้ว 293 ครั้ง ขณะที่หน่วยกู้ภัยของตำรวจการเงินอิตาลียังช่วยเหลือครอบครัวชาวสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งติดอยู่กลางพายุหิมะใกล้ปล่องภูเขาไฟเอตนาอีกด้วย

หลังเหตุการณ์ นายกเทศมนตรีเมืองตาโอร์มินาเรียกร้องให้รัฐบาลกลางประกาศภาวะฉุกเฉิน เพื่อเร่งฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานชายฝั่งที่ได้รับความเสียหาย และลดขั้นตอนทางราชการที่ล่าช้า โดยเฉพาะด้านการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม.

ที่มา :AP

ดูคลิป ที่นี่

ศาลเกาหลีใต้สั่งจำคุก 23 ปี อดีตนายกฯ “ฮัน ด็อกซู” ฐานสนับสนุนอดีตปธน.ยุน ประกาศกฎอัยการศึก

ศาลเกาหลีใต้สั่งจำคุก 23 ปี อดีตนายกฯ "ฮัน ด็อกซู" ฐานสนับสนุนอดีตปธน.ยุน ประกาศกฎอัยการศึก

22 ม.ค. 2569 09:31 น.

ศาลเกาหลีใต้สั่งจำคุก 23 ปี อดีตนายกฯ “ฮัน ด็อกซู” ฐานสนับสนุนอดีตปธน.ยุน ประกาศกฎอัยการศึก

อดีตนายกฯ “ฮัน ด็อกซู” ของเกาหลีใต้ถูกศาลตัดสินโทษหนัก จำคุก 23 ปีฐานมีส่วนร่วม “กบฏต่อรัฐธรรมนูญ” จากการสนับสนุนอดีตประธานาธิบดียุน ซอกยอล ประกาศกฎอัยการศึก 

วันที่ 21 มกราคม 2569 สำนักข่าวยอนฮัปรายงานว่า ศาลแขวงกรุงโซลมีคำพิพากษาสั่งจำคุกนายฮัน ด็อกซู อดีตนายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้ เป็นเวลา 23 ปี ฐานมีบทบาทสำคัญในการก่อการกบฏ จากการสนับสนุนอดีตประธานาธิบดียุน ซอกยอล ในการประกาศกฎอัยการศึกเป็นเวลาสั้นๆ เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ปีที่แล้ว

พร้อมกันนี้มีคำสั่งให้ควบคุมนายตัวฮันในห้องพิจารณาคดีทันที โดยให้เหตุผลว่า มีความเสี่ยงต่อการทำลายพยานหลักฐาน พร้อมระบุว่า อดีตนายกรัฐมนตรีมีส่วนร่วมในการกบฏจากการเสนอให้อดีตประธานาธิบดียุนเรียกประชุมคณะรัฐมนตรีก่อนประกาศกฎอัยการศึก

ทางด้านผู้พิพากษา กล่าวว่า จำเลยมีหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับความชอบธรรมทางประชาธิปไตยโดยอ้อม ที่จะต้องยึดมั่นรัฐธรรมนูญและกฎหมาย รวมถึงปกป้องระบอบรัฐธรรมนูญอย่างถึงที่สุด แต่จำเลยกลับละเลยหน้าที่นั้น และเลือกเข้าร่วมการกบฏ โดยเชื่อว่าการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 3 ธันวาคมอาจประสบความสำเร็จ

ทั้งนี้ คำพิพากษานี้ถือเป็นคำตัดสินครั้งแรกที่ศาลยืนยันอย่างเป็นทางการว่า การประกาศกฎอัยการศึกและการดำเนินการที่ตามมา เข้าข่ายการก่อการกบฏต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือเป็นการที่ศาลลงโทษหนักกว่าที่คณะอัยการพิเศษของ โช อึนซุก ร้องขอไว้ที่จำคุก 15 ปี ในข้อหาร่วมสนับสนุนหัวหน้าขบวนการกบฏ มีบทบาทสำคัญในการกบฏ และให้การเท็จ.

ที่มา Yonhap

หญิงอังกฤษผิดจริง กักขังหญิงกลุ่มเปราะบาง ใช้แรงงานทาส 25 ปี

หญิงอังกฤษผิดจริง กักขังหญิงกลุ่มเปราะบาง ใช้แรงงานทาส 25 ปี

22 ม.ค. 2569 06:14 น.

หญิงอังกฤษผิดจริง กักขังหญิงกลุ่มเปราะบาง ใช้แรงงานทาส 25 ปี

ศาลในอังกฤษตัดสินให้หญิงวัย 53 ปีคนหนึ่ง มีความผิดจริง โทษฐานกักขังหญิงอีกคนผู้มีความบกพร่องทางการเรียนรู้เอาไว้ และใช้งานเธอเยี่ยงทาสมานานถึง 25 ปี

สำนักข่าว BBC รายงานเมื่อ 21 ม.ค. 2569 ศาลยุติธรรมเมืองกลอสเตอร์ตัดสินให้นางแมนดี วิกสัน วัย 56 ปี ซึ่งเป็นแม่ลูก 10 มีความผิดจริงในข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยวหญิงอีกคนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ไว้นานถึง 25 ปี และใช้แรงงานเธอเยี่ยงทาส

ข่าวระบุว่า นางวิกสันบังคับให้หญิงกลุ่มเปราะบางรายนี้ทำความสะอาดบ้านที่สกปรกซอมซ่อและแออัดของเธอในเมืองทิวค์สบิวรี มณฑลกลอสเตอร์เชียร์ และบังคับให้เธอประทังชีวิตด้วยเศษอาหาร เหยื่อรายนี้ยังถูกฉีดน้ำยาล้างจานลงคอ ถูกสาดน้ำยาฟอกขาวใส่หน้า และถูกจับโกนศีรษะซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยที่เธอไม่เต็มใจ

ผู้พิพากษา เอียน ลอว์รี กล่าวว่าคดีนี้มี “บรรยากาศแบบนิยายของดิกเกนส์” (สะท้อนถึงความทุกข์ยากและการทารุณกรรมที่โหดร้าย) โดยวิกสันถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยวโดยมิชอบด้วยกฎหมาย, บังคับใช้แรงงาน หรือเกณฑ์แรงงานโดยไม่สมัครใจ และข้อหาทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่ร่างกาย

BBC ระบุว่า สื่อเพิ่งจะสามารถรายงานรายละเอียดของคดีนี้ได้เนื่องจากก่อนหน้านี้มีคำสั่งจำกัดการนำเสนอข่าว

ศาลได้รับฟังคำให้การว่า หญิงผู้เสียหาย นามสมมติว่า “เค” เกิดในครอบครัวที่มีปัญหา และเมื่อเธออายุได้ประมาณ 16 ปีในปี 2539 เธอถูกส่งตัวให้กับวิกสัน ซึ่งมีความสัมพันธ์ห่างๆ กับครอบครัวของเธอ

ปัจจุบัน เคในวัย 40 ปีเศษ ได้รับการช่วยเหลือจากตำรวจเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2564 หลังจากหนึ่งในลูกชายของวิกสันได้แจ้งความกังวลเกี่ยวกับสวัสดิภาพของเธอ

ศาลรับทราบว่า เคถูกทุบตีเป็นประจำ และยังถูกตีด้วยด้ามไม้กวาดจนฟันหลุด วิกสันยังจำกัดอาหารของเธอ เธอไม่สามารถออกจากบ้านได้ และถูกบังคับให้แอบอาบน้ำในตอนกลางคืน

เจ้าหน้าที่อธิบายว่าห้องนอนของเคมีสภาพเหมือนห้องขังในคุก ส่วนห้องนอนอื่นๆ ในบ้านก็รกรุงรังและสกปรกเช่นกัน โดยในบางช่วงเวลามีคนอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้อย่างน้อยถึง 13 คน

เคสูญเสียฟันไปหลายซี่เนื่องจากสุขอนามัยในช่องปากที่ย่ำแย่ เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ในบ้าน เมื่อตำรวจไปพบเธอ เธอมีรอยแผลเป็นที่ริมฝีปากและใบหน้าจากการถูกน้ำยาฟอกขาวสาดใส่ และมีรอยด้านขนาดใหญ่ที่เท้าและข้อเท้าจากการที่ต้องคุกเข่าทำความสะอาดพื้นอยู่ตลอดเวลา

เคบอกกับเจ้าหน้าที่ว่า “ฉันไม่อยากอยู่ที่นี่ ฉันรู้สึกไม่ปลอดภัย แมนดีตีฉันตลอดเวลาเลย ฉันไม่ชอบมัน”

แพทย์ตรวจพบว่าเหยื่ออยู่ในสภาวะขาดสารอาหาร ในขณะที่ทันตแพทย์ระบุว่าเธอต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสมานานหลายปีจากอาการติดเชื้อและฝีในช่องปากที่ไม่ได้รับการรักษา

ตำรวจระบุว่า “เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึง เหยื่อเอาแต่ก้มหน้าลง และเห็นได้ชัดว่าเธออยู่ในอาการหวาดกลัวอย่างสุดขีด”

แซม โจนส์ อัยการผู้ฟ้องร้องคดีนี้กล่าวต่อคณะลูกขุนว่า “ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1990 ดูเหมือนว่าผู้หญิงคนนี้จะหายสาบสูญไปในหลุมดำ ไม่มีการบันทึกการพบเจอหรือมีใครเห็นเธออยู่ข้างนอกบ้านเลยแม้แต่ครั้งเดียว”

วิกสันได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวแบบมีเงื่อนไข และมีกำหนดจะเข้ารับการฟังคำพิพากษาโทษในวันที่ 12 มีนาคมนี้ โดยในขณะที่เธอเดินออกจากศาล เธอถูกถามว่ามีอะไรจะกล่าวกับเหยื่อหรือไม่ ซึ่งเธอตอบว่า “ไม่มีอะไรจะพูดมากนัก”

เมื่อถูกถามว่าเธอเสียใจหรือไม่ วิกสันกล่าวว่า “ไม่ ฉันไม่เคยทำเรื่องพวกนั้น” ก่อนที่ผู้สื่อข่าวจะทิ้งท้ายว่าเธอเป็น “ปีศาจร้าย” หรือไม่ ในขณะที่เธอกำลังหยุดเพื่อจุดบุหรี่ ซึ่งเธอตอบกลับมาว่า “ก็แล้วแต่จะคิด”

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ได้รับการช่วยเหลือ ปัจจุบันเคใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวอุปถัมภ์ เธอกำลังเรียนอยู่ในระดับวิทยาลัย และได้มีโอกาสไปท่องเที่ยวพักผ่อนในต่างประเทศมาแล้ว

เจ้าหน้าที่ตำรวจหญิง เอ็มมา แจ็กสัน จากตำรวจมณฑลกลอสเตอร์เชียร์ กล่าวว่า ตอนนี้เธอกำลัง “เติบโตและมีชีวิตที่สดใส” รวมถึงมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์อ้าง ปูตินตกลงร่วม คกก.สันติภาพ แต่มอสโกบอก “กำลังพิจารณา”

ทรัมป์อ้าง ปูตินตกลงร่วม คกก.สันติภาพ แต่มอสโกบอก “กำลังพิจารณา”

22 ม.ค. 2569 04:32 น.

ทรัมป์อ้าง ปูตินตกลงร่วม คกก.สันติภาพ แต่มอสโกบอก “กำลังพิจารณา”

โดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่า วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ตอบรับคำเชิญของเขาในการเข้าร่วมคณะกรรมการสันติภาพแล้ว ก่อนที่ฝ่ายปูตินจะออกมาบอกว่ากำลังพิจารณา และพร้อมสมทบทุนสนับสนุน

เมื่อวันพุธที่ 21 ม.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า นายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ตกลงที่จะเข้าร่วมใน “คณะกรรมการสันติภาพ” (Board of Peace) ที่นายทรัมป์พยายามริเริ่มขึ้น เพื่อมุ่งแก้ไขความขัดแย้งทั่วโลก รวมถึงฟื้นฟูฉนวนกาซาแล้ว

“เพราะเราต้องการทุกคน เราต้องการทุกประเทศ เราต้องการทุกประเทศที่ผู้คนมีอำนาจควบคุม มีอำนาจเบ็ดเสร็จ ด้วยวิธีนี้เราจะไม่มีปัญหาเกิดขึ้นอีก นี่คือคณะกรรมการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีการรวมตัวกันมา” ทรัมป์กล่าวเมื่อ เคตลัน คอลลินส์ จาก CNN ถามถึงเหตุผลที่เขาเชิญปูตินเข้าร่วม

ประธานาธิบดียอมรับว่าเรื่องนี้จะกลายเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ “ใช่ ผมมีคนที่เป็นที่ถกเถียงอยู่ในคณะกรรมการนี้บ้าง แต่คนเหล่านี้คือคนที่ทำงานให้สำเร็จได้ … ดังนั้นเขาจึงได้รับเชิญ และเขาก็ตอบตกลงแล้ว”

อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ปูตินได้ตอบรับอย่างรวดเร็ว โดยระบุว่าเขากำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาคำเชิญดังกล่าว เขากล่าวว่ารัสเซียเตรียมที่จะสนับสนุนเงินจำนวน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากสินทรัพย์ของรัสเซียที่ถูกอายัดไว้ และเขามองว่าคณะกรรมการชุดนี้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นหลัก

ทั้งนี้ ในตอนแรก คณะกรรมการชุดนี้ถูกเข้าใจว่ามีจุดประสงค์เพื่อช่วยยุติสงครามระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซาที่ยืดเยื้อมานาน 2 ปี รวมถึงดูแลเรื่องการฟื้นฟูบูรณะ แต่ในร่างบัญญัติที่เสนอมานั้นกลับไม่กล่าวถึงดินแดนของปาเลสไตน์เลย และดูเหมือนว่าจะถูกออกแบบมาเพื่อแทนที่บทบาทต่าง ๆ ของสหประชาชาติ (UN)

ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่ามีกี่ประเทศที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมในองค์กรใหม่ของทรัมป์ โดยแคนาดาและสหราชอาณาจักรเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ได้รับเชิญ แต่ยังไม่มีการตอบรับอย่างเป็นทางการ

ในขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, บาห์เรน, แอลเบเนีย, อาร์เมเนีย, อาเซอร์ไบจาน, เบลารุส, ฮังการี, คาซัคสถาน, โมร็อกโก, เวียดนาม, ซาอุดีอาระเบีย, ตุรกี, อียิปต์, จอร์แดน, อินโดนีเซีย, ปากีสถาน และกาตาร์ ตกลงจะเข้าร่วม

นอกจากนี้ เมื่อวันพุธที่ผ่านมาทางวาติกันได้ยืนยันว่า สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ได้รับคำเชิญแล้ว โดยคาร์ดินัล ปีเอโตร พาโรลิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของวาติกัน ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า องค์สมเด็จพระสันตะปาปาจะทรงใช้เวลาพิจารณาว่าจะทรงเข้าร่วมหรือไม่

ส่วนฝรั่งเศสแสดงท่าทีปฏิเสธคำเชิญของนายทรัมป์ จนผู้นำสหรัฐฯ ขู่จะเก็บภาษีนำเข้าไวน์ 200% ขณะที่นายกรัฐมนตรีโรเบิร์ต โกโลบ แห่งสโลวีเนีย กล่าวว่าเขาได้ปฏิเสธคำเชิญดังกล่าว เนื่องจากองค์กรนี้ “แทรกแซงระเบียบระหว่างประเทศในวงกว้างอย่างเป็นอันตราย”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์บรรลุ กรอบข้อตกลงเรื่องกรีนแลนด์ ลั่นไม่ต้องเก็บภาษียุโรปเพิ่มแล้ว

ทรัมป์บรรลุ กรอบข้อตกลงเรื่องกรีนแลนด์ ลั่นไม่ต้องเก็บภาษียุโรปเพิ่มแล้ว

22 ม.ค. 2569 04:04 น.

ทรัมป์บรรลุ กรอบข้อตกลงเรื่องกรีนแลนด์ ลั่นไม่ต้องเก็บภาษียุโรปเพิ่มแล้ว

ทรัมป์เผยบรรลุข้อตกลงกรอบสำหรับข้อตกลงเรื่องกรีนแลนด์ในอนาคตกับเลขาธิการ NATO แล้ว พร้อมระบุว่าไม่มีความจำเป็นต้องเก็บภาษียุโรปเพิ่มแล้ว

เมื่อวันพุธที่ 21 ม.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศว่าเขาได้จัดทำแผนกรอบความร่วมมือที่ตอบสนองความต้องการของเขาในเรื่องกรีนแลนด์ได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ทรัมป์ระบุว่าข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งเขาได้หารือกับเลขาธิการ NATO หมายความว่าเขาไม่จำเป็นต้องบังคับใช้มาตรการภาษีนำเข้าใหม่ ต่อประเทศในยุโรปที่เคยคัดค้านความทะเยอทะยานของเขาในการผนวกเกาะกรีนแลนด์อีกต่อไป

“จากการประชุมที่มีประสิทธิผลอย่างยิ่งกับ มาร์ก รุทเทอ เราได้กำหนดกรอบของข้อตกลงในอนาคตที่เกี่ยวกับกรีนแลนด์ และในความเป็นจริงคือครอบคลุมถึงภูมิภาคอาร์กติกทั้งหมด” ทรัมป์เขียนข้อความบน Truth Social

“ทางออกนี้ หากบรรลุผลสำเร็จ จะเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมมากสำหรับสหรัฐอเมริกาและประเทศสมาชิก NATO ทั้งหมด และจากความเข้าใจตรงกันนี้ ผมจะไม่บังคับใช้มาตรการภาษีที่มีกำหนดจะมีผลในวันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้”

ทรัมป์ระบุอีกว่า การหารือเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบป้องกันขีปนาวุธ “โกลเดนโดม” (Golden Dome) ยังคงดำเนินต่อไป โดยเขาเคยย้ำว่ากรีนแลนด์จะเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบนี้

ผู้นำสหรัฐฯ บอกอีกว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์, รัฐมนตรีต่างประเทศ มาร์โก รูบิโอ และสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของเขา จะเป็นผู้รับผิดชอบในการเจรจาเหล่านี้

อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังไม่ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า กรอบข้อตกลงใหม่สำหรับกรีนแลนด์นี้ จะรวมถึงการที่สหรัฐฯ ได้เป็นเจ้าของเกาะแห่งนี้ด้วยหรือไม่

เมื่อ เคตลัน คอลลินส์ จาก CNN ถามว่าข้อตกลงนี้ตอบสนองความปรารถนาของเขาที่จะเป็นเจ้าของกรีนแลนด์หรือไม่ ทรัมป์หยุดคิดครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า “มันเป็นข้อตกลงระยะยาว”

“มันคือที่สุดของข้อตกลงระยะยาว และผมคิดว่ามันทำให้ทุกคนอยู่ในสถานะที่ดีมาก” ทรัมป์กล่าวในขณะที่เขากำลังเดินทางออกจากการประชุมสุดยอดสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ในเมืองดาวอส ของสวิตเซอร์แลนด์

ทรัมป์อธิบายว่ามันเป็นข้อตกลงที่ทุกคนพึงพอใจ และตอบโจทย์ความต้องการของเขาในการเข้าควบคุมกรีนแลนด์

ก่อนหน้านี้ นายรุทเทอเพิ่งกล่าวชื่นชมประธานาธิบดีทรัมป์ ในการประชุมทวิภาคีนอกรอบการประชุมสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยขอบคุณที่ทรัมป์ช่วยทำให้บรรดาประเทศในยุโรปและแคนาดายอมก้าวออกมามีส่วนร่วมมากขึ้นจริงๆ ในการสนับสนุนพันธมิตรทางทหารนี้

รุทเทอบอกกับนายทรัมป์ว่า มี “เรื่องขุ่นเคืองใจ” หนึ่งที่เกิดขึ้นในพันธมิตร NATO มาอย่างยาวนานนับตั้งแต่ก่อตั้ง นั่นคือ “การที่บรรดาประเทศในยุโรปไม่ได้จ่ายเงินในสัดส่วนที่เท่ากับที่สหรัฐฯ จ่าย”

รุทเทอขอบคุณทรัมป์สำหรับบทบาทของเขาในข้อตกลงปี 2568 ซึ่งสมาชิก NATO ให้คำมั่นที่จะจัดสรรงบประมาณ 5% ของ GDP เพื่อการป้องกันประเทศหรือการใช้จ่ายด้านความมั่นคงภายในปี 2578 พร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่าประเทศสมาชิก NATO ต่างก็ต้องสูญเสียบุคลากรไปจำนวนมากในขณะที่ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับสหรัฐอเมริกาในอัฟกานิสถาน

เขากล่าวเสริมว่า สหรัฐอเมริกามี “หลักประกันที่แน่นอน” ว่ากลุ่มพันธมิตร NATO จะรีบเข้ามาให้ความช่วยเหลือสหรัฐฯ ทันทีหากถูกโจมตี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ญี่ปุ่นเดินเครื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดในโลกอีกครั้ง

ญี่ปุ่นเดินเครื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดในโลกอีกครั้ง

22 ม.ค. 2569 00:33 น.

ญี่ปุ่นเดินเครื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดในโลกอีกครั้ง

ญี่ปุ่นเปิดเตาปฏิกรณ์ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอีกครั้งแล้ว หลังปิดมานานกว่า 14 ปี และกำหนดการต้องล่าช้าไป 1 วัน เพราะระบบสัญญาณเตือนขัดข้อง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 21 ม.ค. 2569 ว่า ญี่ปุ่นเริ่มกลับมาเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์ที่ 6 ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ “คาชิวาซากิ-คาริวะ” ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงโตเกียวอีกครั้งแล้ว หลังจากต้องหยุดใช้งานไปนับตั้งแต่เกิดภัยพิบัติฟุกุชิมะเมื่อปี 2554 ซึ่งทำให้พวกเขาต้องปิดเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ทั้งหมด

การเปิดเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ดังกล่าว เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลด้านความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัยในท้องถิ่น โดยการเปิดเตาปฏิกรณ์ล่าช้ากว่ากำหนดการเดิมไป 1 วัน เนื่องจากเกิดเหตุขัดข้องที่ระบบสัญญาณเตือน และมีกำหนดจะเริ่มดำเนินการในเชิงพาณิชย์ภายในเดือนหน้า

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานอย่างมาก ทำให้พวกเขากลายเป็นประเทศแรกๆ ที่นำพลังงานนิวเคลียร์มาใช้ แต่ในปี 2554 เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงระดับ 9.1 ทำให้เตาปฏิกรณ์ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ-ไดอิจิหลอมละลาย ส่งผลให้กัมมันตภาพรังสีรั่วไหลออกมา กลายเป็นหายนะนิวเคลียร์ครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์

หลังเหตุการณ์นั้น ญี่ปุ่นต้องปิดเตาปฏิกรณ์ทั้ง 54 แห่งทั่วประเทศ เนื่องจากความหวาดกลัวและการขาดความเชื่อมั่นได้กลายเป็นเชื้อไฟที่กระตุ้นให้เกิดกระแสต่อต้านพลังงานนิวเคลียร์จากภาคประชาชน

ทั้งนี้ คาดกันว่า เตาปฏิกรณ์หมายเลข 7 ของโรงไฟฟ้าคาชิวาซากิ-คาริวะ จะยังไม่สามารถกลับมาใช้งานได้จนกว่าจะถึงปี 2573 ขณะที่เตาปฏิกรณ์อีก 5 แห่งที่เหลืออาจถูกปลดระวาง ซึ่งจะทำให้โรงไฟฟ้าแห่งนี้มีกำลังการผลิตน้อยกว่าในอดีตมาก

สำหรับหายนะนิวเคลียร์ที่ฟุกุชิมะ-ไดอิจิ บริษัท โตเกียว อิเล็กทริก พาวเวอร์ หรือ เทปโก (Tepco) ซึ่งเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้า ถูกโจมตีอย่างหนักว่า ไม่มีการเตรียมความพร้อม และการตอบสนองของบริษัทรวมถึงรัฐบาลขาดการประสานงานที่ดี รายงานของรัฐบาลฉบับหนึ่งถึงกับเรียกเหตุการณ์นี้ว่า “ภัยพิบัติที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์”

อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา ศาลญี่ปุ่นพิพากษาให้ผู้บริหารของบริษัท 3 คนพ้นผิดจากข้อหาประมาทเลินเล่อ

ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ญี่ปุ่นได้พยายามรื้อฟื้นโรงไฟฟ้าเหล่านี้ให้กลับมาใช้งานอีกครั้ง ในขณะที่ประเทศตั้งเป้าหมายที่จะบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 (ค.ศ.2050)

ตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา ญี่ปุ่นได้กลับมาเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์แล้ว 15 แห่ง จากทั้งหมด 33 แห่งที่ยังอยู่ในสภาพใช้งานได้ โดยโรงไฟฟ้าคาชิวาซากิ-คาริวะถือเป็นโรงไฟฟ้าแห่งแรกในบรรดาโรงไฟฟ้าของบริษัทเทปโก (Tepco) ที่ได้รับอนุญาตให้กลับมาเปิดใช้งานอีกครั้ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

EU ระงับ การอนุมัติดีลการค้ากับสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ

EU ระงับ การอนุมัติดีลการค้ากับสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ

21 ม.ค. 2569 23:05 น.

EU ระงับ การอนุมัติดีลการค้ากับสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ

สหภาพยุโรประงับการให้สัตยาบันในข้อตกลงการค้าระหว่างพวกเขากับสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการแล้ว เพื่อตอบโต้โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ขู่ตั้งกำแพงภาษีระลอกใหม่จากความขัดแย้งเรื่องกรีนแลนด์

เมื่อวันพุธที่ 21 ม.ค. 2569 รัฐสภายุโรปตัดสินใจระงับการลงมติเพื่อให้สัตยาบันในข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ และยุโรปอย่างไม่มีกำหนด หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ที่จะเข้ายึดครองกรีนแลนด์ และเรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมอีก 10% ต่อประเทศที่ต่อต้านความทะเยอทะยานของเขา

“ข้อตกลง EU-US ถูกระงับไว้อย่างไม่มีกำหนด!” แบร์นด์ ลางเกอ ประธานคณะกรรมการการค้าของสภายุโรป ระบุในโพสต์บนแพลตฟอร์ม X

ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่านี่หมายถึงข้อตกลงการค้าทั้งหมดถูกยกเลิกไปเลย หรือหมายถึงส่วนที่มีผลบังคับใช้ไปแล้วจะยังคงดำเนินต่อไปเช่นนั้น โดยสหภาพยุโรปและสหรัฐฯ ได้บรรลุข้อตกลงเบื้องต้นเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งทำให้เนื้อหาส่วนใหญ่ของข้อตกลงมีผลบังคับใช้ไปแล้วก่อนที่จะมีการลงนามอย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้ ข้อตกลงการค้าระหว่างสหภาพยุโรปกับสหรัฐฯ เกิดขึ้นหลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศตั้งกำแพงภาษีนำเข้าต่อประเทศคู่ค้าทั่วโลกเมื่อเดือนเมษายนปี 2568 โดยข้อตกลงดังกล่าวจะลดอัตราภาษีที่สหรัฐฯ เรียกเก็บลงจาก 30% เหลือ 15% แลกกับการที่ยุโรปจะลงทุนในสหรัฐฯ และปรับเปลี่ยนมาตรการต่างๆ เพื่อช่วยกระตุ้นการส่งออกของสหรัฐฯ

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่ทรัมป์ขู่จะเก็บภาษีระลอกใหม่จากความขัดแย้งเรื่องเกาะกรีนแลนด์ นายแมนเฟรด เวเบอร์ สมาชิกรัฐสภายุโรปผู้ทรงอิทธิพลชาวเยอรมัน ก็ออกมากล่าวว่า “การอนุมัติ (ข้อตกลง) ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในระยะนี้”

สหภาพยุโรปเคยมีแผนการตอบโต้มาตรการภาษีของสหรัฐฯ โดยตั้งเป้าไปที่สินค้าจากอเมริกาคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 9.3 หมื่นล้านยูโร ในระหว่างที่ทั้งสองฝ่ายกำลังเจรจากัน แต่ในปัจจุบัน มาตรการยังคงถูกระงับการบังคับใช้

อย่างไรก็ตาม การพักมาตรการตอบโต้ดังกล่าวจะสิ้นสุดลงในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ซึ่งหมายความว่ามาตรการภาษีของสหภาพยุโรปจะมีผลบังคับใช้ทันทีในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ เว้นแต่ว่าทางกลุ่มจะตัดสินใจขยายเวลาออกไปหรือให้การอนุมัติข้อตกลงฉบับใหม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn