ทรัมป์เอาอีกแล้ว เอ่ยปากอยากเปลี่ยนชื่อ “อ่าวเม็กซิโก” เป็น “อ่าวทรัมป์”

ทรัมป์เอาอีกแล้ว เอ่ยปากอยากเปลี่ยนชื่อ "อ่าวเม็กซิโก" เป็น "อ่าวทรัมป์"

21 ม.ค. 2569 11:14 น.

ทรัมป์เอาอีกแล้ว เอ่ยปากอยากเปลี่ยนชื่อ “อ่าวเม็กซิโก” เป็น “อ่าวทรัมป์”

โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวติดตลกระหว่างแถลงข่าวที่ทำเนียบขาว เนื่องในโอกาสครบรอบ 1 ปี วาระที่ 2 โดยเผยว่า เคยคิดจะเปลี่ยนชื่อ อ่าวเม็กซิโก เป็น อ่าวทรัมป์ แต่สุดท้ายตัดสินใจไม่ทำ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ สร้างประเด็นอีกแล้ว โดยกล่าวติดตลกระหว่างแถลงข่าวในทำเนียบขาวว่าเขาเคยคิดจะเปลี่ยนชื่อ อ่าวเม็กซิโก (Gulf of Mexico) เป็นอ่าวทรัมป์ (Gulf of Trump) แต่อาจจะถูกฆ่าถ้าทำแบบนั้น ก่อนจะเสริมว่า เขาอยากทำจริงๆ เพราะทีมงานทำงานหนัก แต่ได้รับคำเตือนว่าอาจไม่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม เขายังแซวต่อว่า “Gulf of Trump” ฟังดูเข้าทีเหมือนกัน บางทีอาจทำก็ได้ มันยังไม่สายเกินไป

คำพูดดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งที่ยังคุกรุ่นระหว่างทำเนียบขาวกับ สำนักข่าว AP ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2025 เมื่อทำเนียบขาวเริ่ม จำกัดการเข้าถึงของ AP ในกิจกรรมที่มีพื้นที่จำกัด เช่น การแถลงข่าวในห้องทำงานรูปไข่ หรือการร่วมเดินทางไปกับเครื่องบิน Air Force One

สาเหตุสำคัญมาจากการที่ AP Stylebook ซึ่งเป็นคู่มือมาตรฐานด้านภาษาและการเขียนข่าวที่มีอิทธิพลระดับโลก แนะนำให้นักข่าวใช้ชื่อ “Gulf of Mexico” ต่อไป พร้อมระบุว่าทรัมป์ต้องการเปลี่ยนชื่อเป็น “Gulf of America” แต่ยังไม่ใช่ชื่ออย่างเป็นทางการ เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนกับผู้อ่าน

AP ระบุว่า การถูกตัดออกจาก White House press pool เป็นการลงโทษจากรัฐบาล เนื่องจากไม่ยอมใช้ถ้อยคำตามแนวทางของประธานาธิบดีในทุกกรณี โดยการถูกถอดออกจาก press pool ทำให้นักข่าว AP ไม่สามารถเข้าถึงกิจกรรมสำคัญที่ไม่เปิดให้สื่อมวลชนทั้งหมดเข้าร่วมได้

ต่อมา AP ได้ยื่นฟ้องประธานาธิบดีทรัมป์ โดยให้เหตุผลว่ารัฐบาล ละเมิดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ (First Amendment)

ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ศาลแขวงมีคำตัดสินเข้าข้าง AP ระบุว่า รัฐบาลไม่สามารถลงโทษองค์กรสื่อจากเนื้อหาที่นำเสนอได้ แต่ในเดือนมิถุนายน ศาลอุทธรณ์กลางได้มีคำสั่ง ระงับคำตัดสินดังกล่าวชั่วคราว ทำให้ข้อพิพาททางกฎหมายยังคงดำเนินต่อไป.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ทรัมป์

ปรากฏการณ์หายาก หิมะตกคลุมทะเลทรายซาฮารา ทางตอนเหนือของแอลจีเรีย

ปรากฏการณ์หายาก หิมะตกคลุมทะเลทรายซาฮารา ทางตอนเหนือของแอลจีเรีย

21 ม.ค. 2569 11:01 น.

ปรากฏการณ์หายาก หิมะตกคลุมทะเลทรายซาฮารา ทางตอนเหนือของแอลจีเรีย

หิมะตกปกคลุมทะเลทรายซาฮารา บริเวณทางตอนเหนือของประเทศแอลจีเรีย เนินทรายกลายเป็นสีขาวโพลน ท่ามกลางลมแรง ชาวบ้านแห่ชมภาพแปลกตา

วันที่ 21 มกราคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า บริเวณเนินทรายสีทองของทะเลทรายซาฮารา ในเมืองแอนเซฟรา ทางตอนเหนือของประเทศแอลจีเรีย ซึ่งถูกปกคลุมด้วยชั้นหิมะสีขาว ท่ามกลางกระแสลมแรง กลายเป็นภูมิทัศน์แปลกตาที่แทบไม่เคยพบเห็นในพื้นที่ทะเลทราย


นายคาริม บูเชตตาตา ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเมืองแอนเซฟรา เปิดเผยว่า หิมะเริ่มปกคลุมตั้งแต่เมื่อวันเสาร์ (17 ม.ค.) ที่ผ่านมา ขณะที่ชาวบ้านในพื้นที่ต่างออกมาชมและบันทึกภาพปรากฏการณ์แปลก ซึ่งถือว่าเกิดขึ้นไม่บ่อยนักในแถบทะเลทรายซาฮารา หนึ่งในพื้นที่ที่ขึ้นชื่อว่าแห้งแล้งและร้อนที่สุดในโลก

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า หิมะตกในทะเลทรายซาฮาราเป็นเหตุการณ์ที่พบได้ยาก และมักเกิดจากมวลอากาศเย็นกำลังแรงแผ่ปกคลุมภูมิภาคแอฟริกาเหนือในช่วงฤดูหนาว ส่งผลให้อุณหภูมิลดต่ำจนเกิดหิมะ แม้ในพื้นที่ทะเลทรายก็ตาม

ที่มา AP

ญี่ปุ่นสั่งจำคุกตลอดชีวิต “เท็ตสึยะ ยามางามิ” มือยิงสังหาร “ชินโซ อาเบะ”

ญี่ปุ่นสั่งจำคุกตลอดชีวิต "เท็ตสึยะ ยามางามิ" มือยิงสังหาร "ชินโซ อาเบะ"

21 ม.ค. 2569 10:51 น.

ญี่ปุ่นสั่งจำคุกตลอดชีวิต “เท็ตสึยะ ยามางามิ” มือยิงสังหาร “ชินโซ อาเบะ”

ศาลแขวงนารามีคำตัดสินให้จำคุกตลอดชีวิตนายเท็ตซึยะ ยามากามิ ตามที่อัยการยื่นฟ้องเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ว่าเขาได้ก่อเหตุร้ายแรงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังจากที่นายยามากามิรับสารภาพในการขึ้นศาลแขวงนาราครั้งแรกเมื่อเดือนตุลาคมว่า สังหารนายอาเบะจริง 

นายยามากามิถูกจับกุมในที่เกิดเหตุหลังจากใช้ปืนประดิษฐ์ ยิงนายอาเบะที่ขณะนั้นเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีไปปราศรัยช่วยหาเสียงเลือกตั้งให้แก่สมาชิกพรรคเสรีประชาธิปไตย หรือแอลดีพี (LDP) ที่เมืองนารา ทางตะวันตกของญี่ปุ่น เมื่อเดือนกรกฎาคม 2022 ซึ่งคดีนี้ไม่เพียงแต่เป็นคดีอาชญากรรมสะเทือนขวัญ แต่ยังเปิดโปงความสัมพันธ์อันอื้อฉาวระหว่างนักการเมืองระดับสูงและลัทธิทางศาสนา 

ในการพิจารณคดีนัดแรกเมื่อเดือนตุลาคม 2025 ยามางามิให้การยอมรับว่า “ทุกอย่างเป็นความจริง ผมเป็นคนทำเอง” เขาใช้ปืนประดิษฐ์เองจากท่อเหล็กและเทปกาว ยิงนายอาเบะ 2 นัดซ้อน ขณะกำลังปราศรัยช่วยหาเสียงในเมืองนารา

แรงจูงใจของยามางามิกลายเป็นประเด็นที่สังคมญี่ปุ่นถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง ทนายความฝ่ายจำเลยระบุว่าเขาคือ “เหยื่อของการทารุณกรรมทางศาสนา” โดยเผยว่ามารดาของเขาบริจาคเงินให้แก่ “โบสถ์แห่งความสามัคคี” (Unification Church) หรือที่รู้จักในชื่อลัทธิมูน จนล้มละลาย รวมเป็นเงินกว่า 100 ล้านเยน (ราว 20 ล้านบาท) ซึ่งรวมถึงเงินประกันชีวิตของบิดาด้วย

ยามางามิเผยว่าความแค้นของเขาพุ่งเป้าไปที่นายอาเบะ หลังจากเห็นคลิปวิดีโอที่นายอาเบะส่งข้อความสนับสนุนกิจกรรมของโบสถ์ดังกล่าว แม้เขาจะยอมรับว่าเป้าหมายแรกเริ่มคือผู้บริหารระดับสูงของโบสถ์ก็ตาม

เออิโตะ ซูซูกิ ผู้สื่อข่าวที่เกาะติดคดีนี้ระบุว่า บรรยากาศในศาลเต็มไปด้วยความโศกเศร้า โดยเฉพาะเมื่อภรรยาหม้ายของนายอาเบะ นางอากิเอะ อาเบะ รับฟังคำให้การที่ว่าสามีของเธออาจเป็นเพียง “เครื่องมือ” ในการชำระแค้นลัทธิศาสนา เธอกล่าวต่อศาลด้วยความสะเทือนใจว่า “ความโศกเศร้าจากการสูญเสียสามีจะไม่มีวันจางหายไป… ฉันแค่ต้องการให้เขามีชีวิตอยู่ต่อเท่านั้น”

ในขณะเดียวกัน พี่สาวของยามางามิได้ขึ้นให้การในฐานะพยานฝ่ายจำเลย เล่าถึงความทุกข์ยากที่พี่น้องต้องเผชิญจากการที่แม่หมกมุ่นกับลัทธิ ซึ่งสร้างความสลดใจให้แก่ผู้เข้าฟังการพิจารณาคดีเป็นอย่างมาก

ก่อนหน้านี้ ฝ่ายอัยการ เรียกร้องให้ศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิต โดยชี้ว่าเป็นการกระทำที่โหดเหี้ยมและทำลายรากฐานความสงบสุขของประเทศที่มีกฎหมายควบคุมปืนอย่างเข้มงวดอย่างญี่ปุ่น ขณะที่ฝ่ายจำเลยขอให้ศาลลงโทษ จำคุกไม่เกิน 20 ปี โดยขอให้พิจารณาปัจจัยแวดล้อมทางสังคมและโศกนาฏกรรมส่วนตัวที่หล่อหลอมให้จำเลยก่อเหตุ

ริน อูชิยามะ นักสังคมวิทยาจากมหาวิทยาลัยควีนส์เบลฟาสต์ ให้ความเห็นว่าความเห็นใจที่สังคมมีต่อยามางามินั้น เกิดจากความไม่พอใจสะสมที่ชาวญี่ปุ่นมีต่อลัทธิทางศาสนาที่ใช้วิธีบีบคั้นเงินบริจาค อย่างไรก็ตาม “ความเป็นเหยื่อ” ของเขาไม่สามารถนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการก่ออาชญากรรมร้ายแรงเช่นนี้ได้.

ที่มา BBC

เมียนมาเดินหน้าเลือกตั้งเฟส 3 อาเซียนย้ำไม่ให้การรับรอง และไม่เคยส่งผู้สังเกตุการณ์เข้าร่วม

เมียนมาเดินหน้าเลือกตั้งเฟส 3 อาเซียนย้ำไม่ให้การรับรอง และไม่เคยส่งผู้สังเกตุการณ์เข้าร่วม

21 ม.ค. 2569 09:17 น.

เมียนมาเดินหน้าเลือกตั้งเฟส 3 อาเซียนย้ำไม่ให้การรับรอง และไม่เคยส่งผู้สังเกตุการณ์เข้าร่วม

รัฐบาลทหารเมียนมาเดินหน้าเลือกตั้งเฟสสุดท้าย 25 ม.ค.นี้ รายชื่อผู้สมัครเต็มไปด้วยรมต. แกนนำพรรค ทายาทนายพล หลายพื้นที่ยังสู้รบหนัก ด้านอาเซียนย้ำจะไม่รับรองผลเลือกตั้งเมียนมา และไม่เคยส่งผู้สังเกตุการณ์เข้าร่วม

วันที่ 21 มกราคม 2569 เว็บไซต์ข่าวอิระวดี รายงานว่า รัฐบาลทหารเมียนมาเดินหน้าแผนการเลือกตั้งแบบแบ่งเป็นขั้น โดยเตรียมจัดการลงคะแนนเฟสที่ 3 และเป็นเฟสสุดท้ายในวันที่ 25 มกราคม ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก หลังรายชื่อผู้สมัครสะท้อนรูปแบบเดิม คือรัฐมนตรีของคณะรัฐประหาร ประธานพรรคการเมือง ทายาทอดีตนายทหารระดับสูง รวมถึงบุคคลใกล้ชิดกองทัพ

การเลือกตั้งเฟสนี้จะจัดขึ้นใน 63 เขตการปกครองท้องถิ่น ครอบคลุม 9 รัฐและภูมิภาค ได้แก่ รัฐกะฉิ่น รัฐกะเหรี่ยง ภูมิภาคสะกาย ตะนาวศรี พะโค มัณฑะเลย์ ย่างกุ้ง รัฐฉาน และอิรวดี ซึ่งหลายพื้นที่ยังคงเผชิญการโจมตีทางอากาศและการสู้รบภาคพื้นดินจากกองทัพเมียนมาอย่างต่อเนื่อง

รายงานข่าวระบุว่า พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (Union Solidarity and Development Party – USDP) ซึ่งเป็นพรรคตัวแทนของกองทัพ สามารถกวาดชัยชนะเกือบทั้งหมดใน 2 เฟสแรก โดยมีผู้สมัครระดับแกนนำพรรคและรัฐบาลทหาร อาทิ นายขิ่น ยี ประธานพรรค นายเมียต เฮง และนายมโย ซอ เต็ง รองประธานพรรค รวมถึง นายญ่อ ซอ นายกรัฐมนตรีที่คณะรัฐประหารแต่งตั้ง นอกจากนี้ยังมีรัฐมนตรีสหภาพ ผู้ว่าการรัฐ และนายทหารระดับสูง เช่น พลโทเต็ต ปน

ขณะที่ในเฟสสุดท้าย รายชื่อผู้สมัครยังคงเป็นกลุ่มเดิม ประกอบด้วย นายตุน โอ่น รัฐมนตรีประจำทำเนียบประธานาธิบดี นายออง จ่อ โฮ รัฐมนตรีแรงงาน และนายยาน จ่อ สมาชิกคณะกรรมการที่ปรึกษากลางของรัฐบาลทหาร ซึ่งเป็นชาวว้า นอกจากนี้ การเลือกตั้งครั้งนี้ยังปรากฏชื่อ ทายาทกองทัพรุ่นใหม่ ได้แก่ นายนันทา จ่อ ซวาร์ บุตรชายของ อดีตนายทหารคนสนิทของเน วิน อดีตผู้นำเผด็จการเมียนมา   

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลทหารจัดการเลือกตั้งเฟสแรกเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2568 ใน 102 เขต และเฟสที่ 2 เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2569 ใน 100 เขต โดยทุกเฟสดำเนินไปภายใต้การรักษาความปลอดภัยของทหารอย่างเข้มงวด ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงและการต่อต้านจากประชาชนอย่างกว้างขวาง

แม้รัฐบาลทหารจะอ้างว่าการเลือกตั้งได้รับการยอมรับจากนานาชาติ แต่รัฐบาลตะวันตก รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (National Unity Government – NUG) กลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธ และขบวนการประชาธิปไตยต่างปฏิเสธผลการเลือกตั้ง โดยยืนยันตรงกันว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เสรีและไม่เป็นธรรม และเป็นเพียงการแสดงที่จัดฉากเพื่อสืบทอดอำนาจของกองทัพเมียนมาเท่านั้น

ทางด้านนายโมฮัมหมัด ฮาซัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซีย กล่าวต่อรัฐสภามาเลเซียว่า ที่ผ่านมาอาเซียนได้ปฏิเสธคำร้องจากเมียนมาที่ขอให้ส่งผู้สังเกตการณ์เลือกตั้ง ระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนประจำปีที่กรุงกัวลาลัมเปอร์เมื่อปีที่ผ่านมา แม้จะมีบางประเทศสมาชิกตัดสินใจส่งผู้แทนไปในนามประเทศของตนเองก็ตาม และด้วยเหตุนี้ อาเซียนจะไม่รับรองการเลือกตั้งครั้งนี้.

ที่มา Irawaddy Bernama

หนาวบรื๋อ เซี่ยงไฮ้เจอหิมะตกหนัก หลังอุณหภูมิดิ่งทั่วจีนตอนใต้

หนาวบรื๋อ เซี่ยงไฮ้เจอหิมะตกหนัก หลังอุณหภูมิดิ่งทั่วจีนตอนใต้

21 ม.ค. 2569 08:42 น.

หนาวบรื๋อ เซี่ยงไฮ้เจอหิมะตกหนัก หลังอุณหภูมิดิ่งทั่วจีนตอนใต้

คลื่นอากาศเย็นจัดที่แผ่ปกคลุมพื้นที่ตอนใต้ของจีน ส่งผลให้นครเซี่ยงไฮ้เผชิญหิมะตกในรอบ 8 ปี สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับชาวเมืองขณะที่ทางการเตือนว่าอากาศหนาวเย็นอาจยืดเยื้อนานอย่างน้อย 3 วัน

ชาวนครเซี่ยงไฮ้ เผชิญหิมะตกหนักแบบไม่คาดคิด หลังคลื่นอากาศเย็นจัดแผ่ปกคลุมพื้นที่ตอนใต้ของจีน ตอกย้ำความผันผวนของสภาพอากาศ หลังจากเมื่อสัปดาห์ก่อน เมืองนี้ยังมีอุณหภูมิสูงผิดปกติแตะ 20 องศาเซลเซียส จนสื่อท้องถิ่นรายงานว่า ต้นหอมหมื่นลี้บางส่วนออกดอกก่อนฤดูกาล โดยครั้งล่าสุดที่เซี่ยงไฮ้เผชิญหิมะตกหนักคือเดือนมกราคมปี 2018 

ด้านสื่อของทางการจีนรายงานว่า หลายพื้นที่ในประเทศเผชิญอุณหภูมิลดฮวบอย่างรุนแรงเช่นกัน โดยเฉพาะมณฑล เจียงซี และกุ้ยโจว ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของแม่น้ำแยงซีและแม่น้ำหวยเหอ โดยมณฑลกุ้ยโจวคาดว่าอุณหภูมิจะลดลง 10–14 องศาเซลเซียส ในช่วงเวลาอันสั้น

ขณะเดียวกัน ทางการจีนสั่ง ปิดถนนสายหลักอย่างน้อย 241 ช่วงทางใน 12 มณฑล รวมถึงซานซี มองโกเลียใน และเฮยหลงเจียง เนื่องจากหิมะตกหนักและสภาพถนนเป็นน้ำแข็ง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ ตามรายงานของสถานีโทรทัศน์ CCTV

ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตุนิยมวิทยาระบุว่า เหตุการณ์นี้สะท้อนถึง ความผันผวนของสภาพอากาศในจีนที่ทวีความรุนแรงขึ้น ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต การคมนาคม และระบบเศรษฐกิจในระยะยาว.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เซี่ยงไฮ้

สเปนผวา รถไฟตกรางอีก ใกล้เมืองบาร์เซโลนา คนขับเสียชีวิต ผู้โดยสารเจ็บอย่างน้อย 37 ราย

สเปนผวา รถไฟตกรางอีก ใกล้เมืองบาร์เซโลนา คนขับเสียชีวิต ผู้โดยสารเจ็บอย่างน้อย 37 ราย

21 ม.ค. 2569 07:48 น.

สเปนผวา รถไฟตกรางอีก ใกล้เมืองบาร์เซโลนา คนขับเสียชีวิต ผู้โดยสารเจ็บอย่างน้อย 37 ราย

สเปนผวา เกิดอุบัติเหตุทางรถไฟอีกแล้ว คราวนี้รถไฟสายชานเมืองบาร์เซโลนา ตกรางแล้วพุ่งไปชนกำแพง คนขับเสียชีวิต ผู้โดยสารเจ็บหลายสิบราย เหตุเกิดท่ามกลางพายุฝนรุนแรง ขณะที่อีกขบวนตกรางจากหินถล่ม

วันที่ 21 มกราคม 2569 เกิดอุบัติเหตุรถไฟอีกครั้งในแคว้นกาตาลุญญา ของสเปน เมื่อรถไฟชานเมืองสายโรดาลีย์ ตกรางและพุ่งชนกำแพงกันดินบริเวณระหว่างเมืองเกลิดา และซานต์ ซาดูร์นี ใกล้เมืองบาร์เซโลนา เมื่อช่วงเย็นวันอังคารที่ผ่านมา ส่งผลให้ พนักงานขับรถไฟเสียชีวิต 1 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 37 ราย ในจำนวนนี้อาการสาหัส 4 ราย

นายเคลาดี กายาร์โด ผู้ตรวจการหน่วยดับเพลิงแคว้นกาตาลุญญา ระบุว่า เจ้าหน้าที่สามารถอพยพผู้โดยสารออกจากขบวนรถไฟได้ทั้งหมด โดยมีรถพยาบาลอย่างน้อย 11 คันเข้าพื้นที่ให้การช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ และมีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงกว่า 35 ชุดปฏิบัติการในจุดเกิดเหตุ

หน่วยกู้ภัยรายงานว่า มีผู้โดยสาร 1 คนติดอยู่ภายในขบวนรถไฟและได้รับการช่วยเหลือออกมาได้อย่างปลอดภัย ก่อนจะยืนยันภายหลังว่า ไม่พบผู้ติดค้างเพิ่มเติม และได้ทำการตรวจสอบพื้นที่โดยรอบอย่างละเอียด ขณะที่ผู้บาดเจ็บบางส่วนถูกนำตัวส่งรักษาที่โรงพยาบาลใกล้เคียง  

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า รถไฟอีกขบวนหนึ่งในเครือข่ายรถไฟชานเมืองบาร์เซโลนา ตกรางเช่นกัน ในวันเดียวกัน โดยการรถไฟสเปน  ระบุว่าเพลารถไฟถูกก้อนหินที่หล่นลงมาจากพายุฝนระหว่างรถไฟวิ่งจากเมืองบลาเนสไปยังมาซาเนต-มาสซาเนส อย่างไรก็ตาม เหตุนี้ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ แต่ต้องระงับการเดินรถชั่วคราว

ทั้งนี้ อุบัติเหตุเกิดขึ้นในช่วงที่ พายุฝนและลมแรงถล่มพื้นที่ตะวันออกเฉียงเหนือของสเปน ขณะที่หลายพื้นที่ชายฝั่งทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตกเฉียงเหนืออยู่ภายใต้ประกาศเตือนภัยสภาพอากาศรุนแรง โดยเหตุรถไฟตกรางในกาตาลุญญาเกิดขึ้นเพียง 2 วัน หลังเหตุรถไฟความเร็วสูงชนกันในแคว้นอันดาลูเซีย ซึ่งนับเป็นหนึ่งในอุบัติเหตุรถไฟที่ร้ายแรงที่สุดของสเปนในรอบกว่าทศวรรษ และมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 42 ศพ.

ที่มา BBC

ผู้นำกรีนแลนด์ กำลังเตรียมรับมือเผื่อสหรัฐฯ โจมตีทางทหาร

ผู้นำกรีนแลนด์ กำลังเตรียมรับมือเผื่อสหรัฐฯ โจมตีทางทหาร

21 ม.ค. 2569 06:04 น.

ผู้นำกรีนแลนด์ กำลังเตรียมรับมือเผื่อสหรัฐฯ โจมตีทางทหาร

ผู้นำกรีนแลนด์เผยว่า เจ้าหน้าที่กำลังเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือสำหรับสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น โดยไม่ตัดความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะใช้กำลังทหารเข้ายึดครองดินแดน

เมื่อวันอังคารที่ 20 ม.ค. 2569 นาย เยนส์-เฟรเดอริก นีลเซน นายกรัฐมนตรีของกรีนแลนด์กล่าวว่า สหรัฐฯ “ไม่น่าจะ” ใช้กำลังทหารเข้ายึดเกาะกรีนแลนด์ แต่ก็ไม่สามารถตัดความเป็นไปได้ในการโจมตีออกไปได้ทั้งหมด ในขณะที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงย้ำคำขู่ที่จะเข้าควบคุมดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์กแห่งนี้

นายนีลเซนปรากฏตัวในการแถลงข่าว ณ กรุงนุก เมืองเอกของกรีนแลนด์ เคียงข้างนาย มูเต บี. เอเกเด อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งระบุว่าเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นกำลังทบทวนยุทธศาสตร์ความพร้อมด้านพลเรือน โดยการเตรียมการเหล่านั้นอาจรวมถึงการขอความร่วมมือให้ทุกครัวเรือนสำรองอาหารไว้สำหรับ 5 วัน

“เราต้องเตรียมพร้อมสำหรับทุกสิ่งที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้” นายเอเกเด ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและรองนายกรัฐมนตรีของกรีนแลนด์กล่าว

เจ้าหน้าที่ทั้งสองย้ำว่า กรีนแลนด์ในฐานะส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรเดนมาร์กนั้นเป็นสมาชิกของนาโต (NATO) และเตือนว่าการยกระดับความรุนแรงใดๆ จะส่งผลกระทบที่บานปลายออกไปไกลกว่าชายฝั่งของดินแดนแห่งนี้ 

นอกจากนั้นพวกเขายังประณามคำขู่ของนายทรัมป์ ซึ่งนายนีลเซนเรียกว่าเป็นการกระทำที่ “ขาดความเคารพ” พร้อมระบุว่ากรีนแลนด์จะตอบโต้ผ่านช่องทางที่เป็นทางการเท่านั้น

ทั้งนี้ ปัจจุบันนายทรัมป์ยังไม่ได้สั่งการให้กระทรวงกลาโหม จัดทำแผนการบุกยึดกรีนแลนด์หรือแผนการจัดการหลังจากเสร็จสิ้นปฏิบัติการดังกล่าว ตามการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ 2 คนผู้ไม่ประสงค์ออกนาม ในขณะที่กรีนแลนด์ยังไม่มีประกาศอย่างเป็นทางการให้ประชาชน เริ่มกักตุนสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในครัวเรือนแต่อย่างใด

แต่การที่นายทรัมป์ยืนกรานว่าสหรัฐฯ จะดำเนินการบางอย่างเกี่ยวกับกรีนแลนด์ “ไม่ว่าพวกเขาจะชอบหรือไม่ก็ตาม” ได้สร้างความสั่นสะเทือนต่อระเบียบโลกที่มีมาอย่างยาวนาน

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งมีความฮึกเหิมมากขึ้นนับตั้งแต่กองทัพอเมริกันบุกจับตัวประธานาธิบดีเวเนซุเอลาได้ แสดงท่าทีแข็งกร้าวเกี่ยวกับกรีนแลนด์ โดยขู่ที่จะบังคับใช้มาตรการภาษีต่อพันธมิตรยุโรป เพื่อบีบให้มีการเจรจาเข้าควบคุมเกาะแห่งนี้ ผลที่ตามมาคือ กรีนแลนด์กำลังหวาดกลัว เดนมาร์กกำลังโกรธแค้น และยุโรปกำลังผนึกกำลังต่อต้านนายทรัมป์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : nytimes

สภาออสเตรเลีย เห็นชอบปฏิรูปกฎหมายปืน ต้านวาทะสร้างความเกลียดชัง

สภาออสเตรเลีย เห็นชอบปฏิรูปกฎหมายปืน ต้านวาทะสร้างความเกลียดชัง

21 ม.ค. 2569 05:22 น.

สภาออสเตรเลีย เห็นชอบปฏิรูปกฎหมายปืน ต้านวาทะสร้างความเกลียดชัง

รัฐสภาออสเตรเลียเห็นชอบการปฏิรูปกฎหมายควบคุมปืน และกฎหมายต่อต้านวาทะสร้างความเกลียดชังแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้โศกนาฏกรรมที่หาดบอนไดเกิดขึ้นอีก

เมื่อวันอังคารที่ 20 ม.ค. 2569 รัฐสภาออสเตรเลียได้ลงมติเห็นชอบการปฏิรูปกฎหมายควบคุมอาวุธปืนครั้งใหญ่ และมาตรการกวาดล้างการประทุษวาจา (Hate Speech) 1 เดือนหลังเกิดเหตุ คนร้าย 2 คนกราดยิงผู้คนเสียชีวิต 15 ศพ ในเทศกาลของชาวยิว ที่หาดบอนได

ร่างกฎหมายทั้งสองฉบับผ่านความเห็นชอบจากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาในการประชุมสมัยพิเศษเมื่อช่วงดึกของวันอังคาร โดยมาตรการปฏิรูปอาวุธปืนนั้นรวมถึง โครงการรับซื้อปืนคืนระดับชาติ และการเพิ่มขั้นตอนตรวจสอบการขอใบอนุญาตพกพาอาวุธปืนแบบใหม่

นายโทนี เบิร์ก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของออสเตรเลียกล่าวว่า มือปืนผู้ก่อเหตุที่หาดบอนไดจะไม่สามารถเข้าถึงอาวุธปืนได้อย่างถูกกฎหมาย หากกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ก่อนเกิดเหตุโศกนาฏกรรมกราดยิงครั้งเลวร้ายที่สุดของประเทศในรอบหลายทศวรรษนี้

ขณะที่ในการผ่านร่างกฎหมายต่อต้านความเกลียดชัง สมาชิกวุฒิสภาจากพรรคแรงงานซึ่งเป็นรัฐบาล ได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกสภาจากพรรคเสรีนิยม ขณะที่พรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นๆ งดออกเสียง

หลังเหตุการณ์กราดยิงครั้งใหญ่เมื่อเดือนธันวาคม นายกรัฐมนตรีแอนโทนี อัลบาเนซี ต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักจากข้อกล่าวหาที่ว่า รัฐบาลไม่ได้ดำเนินมาตรการที่เพียงพอเพื่อป้องกันการโจมตีตั้งแต่แรก ท่ามกลางกระแสการต่อต้านชาวยิวที่เพิ่มสูงขึ้นในชุมชนชาวยิวภายในออสเตรเลีย

ทั้งนี้ ร่างกฎหมายปฏิรูปอาวุธปืนฉบับนี้ ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรด้วยคะแนนเสียง 96 ต่อ 45 เสียง ประกอบด้วยมาตรการควบคุมการนำเข้าอาวุธปืนที่เข้มงวดขึ้น และข้อกำหนดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแบ่งปันข้อมูลระหว่างหน่วยงานข่าวกรองเกี่ยวกับบุคคลที่พยายามจะขอใบอนุญาตพกพาอาวุธปืน

นายเบิร์กระบุว่า โครงการรับซื้อปืนคืนจะมุ่งเป้าไปที่ “อาวุธปืนส่วนเกินและปืนประเภทที่ถูกจำกัดใหม่” เพื่อลดจำนวนปืนที่จดทะเบียนในประเทศซึ่งปัจจุบันมีอยู่ถึง 4 ล้านกระบอก

นายเบิร์กกล่าวเสริมด้วยว่า คนออสเตรเลียส่วนใหญ่คงต้องตกใจ หากได้รู้ว่าในตอนนี้ประเทศของเรามีอาวุธปืนมากกว่าช่วงก่อนเกิดเหตุโศกนาฏกรรมที่พอร์ตอาเทอร์ ในรัฐแทสเมเนีย เมื่อปี 2539 ซึ่งครั้งนั้นมีมือปืนสังหารเหยื่อไป 35 ศพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รัสเซียถล่มยูเครนอีก ทำกรุงเคียฟไฟดับครึ่งเมือง ท่ามกลางอุณหภูมิ -10 องศา

รัสเซียถล่มยูเครนอีก ทำกรุงเคียฟไฟดับครึ่งเมือง ท่ามกลางอุณหภูมิ -10 องศา

21 ม.ค. 2569 04:44 น.

รัสเซียถล่มยูเครนอีก ทำกรุงเคียฟไฟดับครึ่งเมือง ท่ามกลางอุณหภูมิ -10 องศา

รัสเซียระดมอาวุธโจมตีหลายพื้นที่ในยูเครน ทั้งโดรนและจรวดมิสไซล์ ส่งผลให้กรุงเคียฟไฟดับไปครึ่งเมือง ประชาชนไม่สามารถใช้เครื่องทำความร้อนได้ ท่ามกลางอุณหภูมิ -10 องศาเซลเซียส

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 20 ม.ค. 2569 ว่า รัสเซียโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่เข้าใส่ยูเครนอีกครั้งในช่วงข้ามคืนเข้าสู่วันอังคาร ส่งผลให้อาคารที่พักอาศัยครึ่งหนึ่งในกรุงเคียฟต้องตกอยู่ในสภาพไม่มีฮีตเตอร์และไฟฟ้าใช้อีกครั้ง ในขณะที่อุณหภูมิทั่วประเทศยังคงวนเวียนอยู่ที่ประมาณ -10 องศาเซลเซียส

โดรน, จรวดมิสไซล์ และขีปนาวุธร่อน ของรัสเซีย โจมตีหลายพื้นที่ทั่วยูเครน รวมถึงกรุงเคียฟ เมืองดนีโปรทางตอนกลาง และเมืองโอเดสซาทางตอนใต้ ส่งผลให้สัญญาณเตือนการโจมตีทางอากาศดังต่อเนื่องเกือบตลอดทั้งคืน และในวันอังคาร เสียงไซเรนก็ดังขึ้นอีกครั้งเมื่อโดรนและขีปนาวุธร่อนของรัสเซียเคลื่อนตัวเข้าใกล้เมืองหลวง

นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนกล่าวว่า อาวุธจำนวนมากถูกสกัดเอาไว้ได้ แต่การสกัดกั้นการโจมตีในครั้งนี้ทำให้ยูเครนต้องเสียค่าใช้จ่ายไปถึงประมาณ 80 ล้านยูโร โดยตัวเลขดังกล่าวนับเฉพาะค่าใช้จ่ายของขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศเพียงอย่างเดียว

ระหว่างวันจันทร์ถึงวันอังคาร มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย และบาดเจ็บอีก 33 ราย จากการโจมตีทั่วประเทศยูเครน โดยมีอาคารที่พักอาศัยกว่า 5,400 แห่งในกรุงเคียฟ ซึ่งแต่ละแห่งประกอบด้วยห้องพักหลายสิบห้อง ประสบปัญหาใช้งานระบบทำความร้อนไม่ได้ และพื้นที่ส่วนใหญ่ของเมืองหลวงยังไม่มีน้ำประปาใช้อีกด้วย

นายวิตาลี คลิตช์โก นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟกล่าวว่า เกือบ 80% ของอาคารเหล่านี้เพิ่งจะได้รับการซ่อมแซมระบบทำความร้อนให้กลับมาใช้งานได้ หลังจากเหตุโจมตีครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 9 มกราคม ซึ่งทำให้ไฟฟ้าดับไปเกือบทั้งเมือง

เทศบาลกรุงเคียฟระบุว่า มีประชาชนมากกว่า 10,000 คน ซึ่งรวมถึงเด็กเกือบ 800 คน ต้องเข้าไปหลบภัยในสถานีรถไฟใต้ดินของเมืองเมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ประธานาธิบดียูเครนมีกำหนดการที่จะเดินทางไปร่วมการประชุมสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในวันอังคาร แต่ภายหลังจากเหตุโจมตีที่เกิดขึ้นตลอดทั้งคืน เซเลนสกีก็ตัดสินใจที่จะอยู่ในกรุงเคียฟต่อไป

ผู้นำยูเครนเสริมว่า เขาจะเดินทางไปยังเมืองดาวอสก็ต่อเมื่อเอกสารเกี่ยวกับ “การรับประกันความมั่นคง” ร่วมกับสหรัฐอเมริกา และ แผนการครอบคลุมที่นำไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง พร้อมสำหรับการลงนามแล้วเท่านั้น

นายเซเลนสกีกล่าวอีกว่า ความต้องการระบบป้องกันภัยทางอากาศของประเทศยังอยู่ในขั้นวิกฤต รัสเซียกำลังใช้ขีปนาวุธทิ้งตัว (ballistic missiles) ในการโจมตี “มากขึ้นกว่าเดิมมาก” และศักยภาพของมอสโกในการผลิตขีปนาวุธเหล่านี้ก็ยังไม่ลดน้อยลงเลย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์โวผลงาน 1 ปี เศรษฐกิจดี-สกัดผู้อพยพได้ มั่นใจกรีนแลนด์ไปได้สวย

ทรัมป์โวผลงาน 1 ปี เศรษฐกิจดี-สกัดผู้อพยพได้ มั่นใจกรีนแลนด์ไปได้สวย

21 ม.ค. 2569 03:59 น.

ทรัมป์โวผลงาน 1 ปี เศรษฐกิจดี-สกัดผู้อพยพได้ มั่นใจกรีนแลนด์ไปได้สวย

โดนัลด์ ทรัมป์ จัดงานแถลงข่าว ชูผลงานตลอดปีที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงเรื่องเศรษฐกิจและการตรวจคนเข้าเมือง ขณะที่ยืนยันจุดยืนเรื่องกรีนแลนด์โดยเชื่อว่า เรื่องนี้จะไปได้สวย

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เข้าร่วมการแถลงข่าวประจำวันที่ทำเนียบขาว ในวันอังคารที่ 20 ม.ค. 2569 ด้วย ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดกับยุโรปเรื่องกรีนแลนด์ และคำขู่ใช้มาตรการภาษีระลอกใหม่ของสหรัฐฯ

นายทรัมป์ก้าวขึ้นสู่โพเดียมแถลงข่าวพร้อมกับแฟ้มเอกสารขนาดใหญ่ ซึ่งเขาเรียกมันว่ารายการ “ผลงานความสำเร็จ” ของเขา และนำเอกสารบางส่วนออกมาแสดงให้คนในห้องประชุมดู โดยส่วนใหญ่เป็นการพูดถึงนโยบายด้านคนเข้าเมืองในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา

นายทรัมป์ยังชูรูปถ่ายของกลุ่มบุคคลที่ถูกจับกุมในรัฐมินนิโซตา พร้อมกับกล่าวอ้างว่าคนเหล่านี้คือ “อาชญากรต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย”

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า อีกไม่นานเขาจะเดินทางไปยัง “สถานที่ที่สวยงามในสวิตเซอร์แลนด์” ซึ่งคำพูดนี้เรียกเสียงหัวเราะเบาๆ ได้จากคนในห้องแถลงข่าว ก่อนที่เขาจะเสริมว่า “ผมมั่นใจว่ามีคนรอต้อนรับผมอย่างมีความสุขแน่นอน”

อนึ่ง โดนัลด์ ทรัมป์ มีกำหนดการเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในวันพรุ่งนี้ ซึ่งประเด็นคำขู่ของเขาที่จะเข้ายึดครองกรีนแลนด์ด้วยกำลัง กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในที่ประชุม

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศสกล่าวต่อเหล่าผู้นำโลกที่ดาวอสว่า “มาตรการภาษีใหม่ๆ ที่สะสมอย่างไม่จบสิ้น” จากทางสหรัฐฯ เป็นเรื่องที่ “ยอมรับไม่ได้โดยสิ้นเชิง” ขณะที่นายกรัฐมนตรี มาร์ค คาร์นีย์ ของแคนาดา ก็ได้กล่าวในทำนองเดียวกันว่าเขา “คัดค้านอย่างรุนแรง” ต่อการเก็บภาษีในประเด็นเรื่องกรีนแลนด์

ชมผู้นำฝ่ายค้านเวเนซุเอลา

นายทรัมป์กล่าวถึงเวเนซุเอลาเพียงสั้นๆ โดยมีการพูดถึงนาง มารีอา โครินา มาชาโด ผู้นำฝ่ายค้านของเวเนซุเอลา ผู้ซึ่งได้มอบเหรียญรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพของเธอให้แก่ทรัมป์ ในตอนที่เธอเข้าพบเขาเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

“บางทีเราอาจจะให้เธอเข้ามามีส่วนร่วมในทางใดทางหนึ่ง” ทรัมป์กล่าว พร้อมกับชื่นชมมาชาโดว่าเป็น “ผู้หญิงที่วิเศษอย่างน่าเหลือเชื่อ”

จับ “อาชญากร” นับหมื่นคน

จากนั้น นายทรัมป์หันไปพูดถึงเรื่องการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองในรัฐมินนิโซตา โดยระบุว่า สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) ได้เข้าควบคุมตัวผู้อยู่อาศัยที่ไม่มีเอกสารจำนวนกว่า 10,000 คน และเขากล่าวว่า ทั้งหมดเป็น “อาชญากร” และเป็น “พวกที่เลวร้ายที่สุดในบรรดาพวกที่เลวร้าย”

ทั้งนี้ ก่อนที่นายทรัมป์จะเริ่มแถลง เจ้าหน้าที่ได้แจกสำเนาเอกสารข่าวที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ “365 ชัยชนะใน 365 วัน” ของประธานาธิบดีความสำเร็จอันดับที่ 1 ในรายการนั้นคือ การทำให้อัตราการย้ายถิ่นฐานสุทธิติดลบ ซึ่งเอกสารระบุว่าเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ

เสียใจกรณี เรเน่ กู๊ด

อย่างไรก็ดี นายทรัมป์แสดงความเสียใจหลายครั้งต่อเหตุการณ์ที่ เรเน่ กู๊ด ถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของรัฐบาลกลางยิงเสียชีวิตที่เมืองมินนีแอโพลิสเมื่อสองสัปดาห์ก่อน “มันเป็นสถานการณ์ที่ยากลำบาก … นั่นเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามาก”

ทรัมป์กล่าวอีกว่า เขารู้สึก “แย่มาก” เมื่อทราบว่าพ่อของกู๊ดนั้นเป็นแฟนตัวยงของเขา และถึงขั้นพูดว่า บางครั้งหน่วยงาน ICE ก็อาจจะ “ทำผิดพลาด” และ “รุนแรงกับผู้คนมากเกินไป”

คำพูดของนายทรัมป์ในครั้งนี้ถือว่าสวนทางอย่างสิ้นเชิงกับสิ่งที่เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวคนอื่นๆ เคยพูดไว้หลังเกิดเหตุ ไม่ว่าจะเป็นรองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ และรัฐมนตรีความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ คริสตี โนเอม ที่ระบุว่ากู๊ดเป็น “ผู้ก่อการร้าย” และมีเจตนาที่จะใช้รถยนต์ของเธอพุ่งชนเพื่อทำร้ายเจ้าหน้าที่ ICE

เศรษฐกิจดีขึ้นเพราะภาษีนำเข้า

ส่วนเรื่องภาษีนำเข้า นายทรัมป์กล่าวว่า เขาได้ไปเยี่ยมชมโรงงานฟอร์ดในรัฐมิชิแกน ซึ่งเขาอ้างว่าเมื่อ 2 ปีก่อนโรงงานแห่งนี้กำลังจะปิดตัวลง แต่ปัจจุบันกลับเปิดทำการผลิตตลอด 24 ชั่วโมง และกล่าวว่า “ภาษีนำเข้าคือสิ่งที่ทำให้เกิดเรื่องนี้” ก่อนจะเสริมว่า “ผมไม่รู้ว่าศาลฎีกาจะตัดสินอย่างไร”

“เราจัดเก็บรายได้มาได้หลายแสนล้านดอลลาร์แล้ว และถ้าเราแพ้คดีนั้น ก็เป็นไปได้ว่าเราต้องพยายามทำให้ดีที่สุดเพื่อจ่ายเงินเหล่านั้นคืน” ทรัมป์กล่าวต่อ และเสริมว่า เขาไม่รู้ว่าจะจ่ายคืนได้โดยไม่กระทบต่อผู้คนจำนวนมากได้อย่างไร พร้อมอ้างว่า ตอนนี้สหรัฐฯ มีความมั่นคงแห่งชาติที่ยอดเยี่ยมและไม่มีภาวะเงินเฟ้อ ก็เพราะภาษีนำเข้า

เมื่อถูกนักข่าวถามว่า เขาคิดอย่างไรที่มีชาวอเมริกันที่รู้สึกว่า เศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้น นายทรัมป์ยืนยันว่า เขาได้รับช่วงต่อ “ความวุ่นวายที่เลวร้าย” มาจากอดีตประธานาธิบดี โจ ไบเดน และยืนยันว่า สิ่งที่เขาทำนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งนั้นคือ “ปาฏิหาริย์” และเป็น “ภาพที่สวยงาม” พร้อมเสริมว่า “ราคาสินค้าต่าง ๆ กำลังลดต่ำลงอย่างมาก”

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลทางเศรษฐกิจจากเดือนกันยายน 2568 ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ แตะระดับ 3% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 ในขณะที่ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน เนื่องจากความกังวลเรื่องค่าครองชีพ การจ้างงาน และภาพรวมเศรษฐกิจในวงกว้าง

และแม้ว่าราคาน้ำมันและไข่ไก่จะปรับตัวลดลง แต่ราคาอาหารประเภทอื่นกลับแพงขึ้น และชาวอเมริกันยังคงไม่พอใจกับค่าที่พักอาศัย ค่าเลี้ยงดูบุตร และค่าบริการทางการแพทย์

พ้อไม่ได้เครดิตเท่าที่ควร

นายทรัมป์ตัดพ้อด้วยว่า เขาไม่ได้รับเครดิตจากการทำให้ตลาดหุ้นพุ่งสูงขึ้นเลย และบ่นอีกว่า ไม่มีการพูดถึงเรื่องความพยายามของเขา ในการลดค่ายาตามใบสั่งแพทย์เลย และกล่าวโทษสื่อมวลชนที่ไม่ยอมรายงานข่าวในเรื่องนี้

นายทรัมป์กล่าวอีกว่า เขายังไม่ได้รับเครดิตมากพอจากการทำให้อัตราเงินเฟ้อที่เขารับช่วงต่อมาจาก โจ ไบเดน ประธานาธิบดีคนก่อนลดลงได้ “บางทีผมอาจจะมีทีมประชาสัมพันธ์ที่แย่ก็ได้ เรายังสื่อสารเรื่องนี้ออกไปไม่ถึงผู้คน เราได้รับมรดกเป็นตัวเลข (เงินเฟ้อ) ที่สูงมาก และเราก็ไปรับลดมันลงมาได้ตั้งเยอะ” เขากล่าว

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลของรัฐบาลกลางที่ประกาศเมื่อเดือนที่แล้วระบุว่า อัตราเงินเฟ้อในเดือนธันวาคม 2568 ขยับขึ้น 2.7% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา

เสื่อมศรัทธานอร์เวย์

หลังจากนั้น นายทรัมป์พูดถึงสงครามที่เขาอ้างว่าเป็นคนยุติอีกครั้ง เช่น ความขัดแย้งระหว่างอาร์เมเนียและอาเซอร์ไบจาน ก่อนจะอ้างต่อว่า ประเทศนอร์เวย์เป็นผู้ควบคุมการให้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ “นอร์เวย์เป็นคนบงการทั้งหมด … มันเป็นเรื่องตลกสิ้นดี”

“ผมเสื่อมความศรัทธาในนอร์เวย์ไปเยอะเลย” ทรัมป์ตอบคำถามผู้สื่อข่าวในเวลาต่อมา และเผยว่า เขาเชื่อฝังใจเลยว่า นอร์เวย์เป็นผู้ควบคุมรางวัลนี้

ทรัมป์บอกอีกว่า มาชาโด ผู้นำฝ่ายค้านของเวเนซุเอลาซึ่งเป็นเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ 2568 บอกกับเขาว่าเธอไม่สมควรได้รับรางวัลนี้ แต่เป็นทรัมป์ต่างหากที่สมควรได้รับ และอ้างคำพูดของนางมาชาโดด้วยว่า “ประธานาธิบดีทรัมป์สมควรได้รับมัน เพราะเขายุติสงครามไปถึง 8 แห่ง”

ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวอีกว่า เขาได้ยุติสงครามไปแล้วถึง 8 แห่งและสำหรับเขานั้น การแก้ไขความขัดแย้งเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายดาย โดยย้ำว่า “ผมไม่ได้ทำเพื่อรางวัลโนเบลหรอก” พร้อมเสริมว่าตอนนี้เขากำลังพยายามยุติสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนอยู่

แต่ทรัมป์ยังคงยืนกรานว่า “นอร์เวย์มีอำนาจควบคุมรางวัลโนเบลอย่างมหาศาล ไม่ว่าพวกเขาจะปฏิเสธอย่างไรก็ตาม”

อนึ่ง รางวัลโนเบลได้รับการตัดสินและมอบโดยคณะกรรมการโนเบลที่เป็นอิสระ ไม่ใช่โดยรัฐบาลนอร์เวย์

โวทำเพื่อนาโตมากกว่าใคร

ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวต่อว่า ไม่มีใครทำเพื่อนาโต (NATO) ได้มากเท่ากับเขาอีกแล้ว “ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่ที่นั่นก็จะบอกคุณแบบนั้น … ผมว่าคุณลองไปถามเลขาธิการ [นาโต] เกี่ยวกับเรื่องนี้ดูก็ได้ … เราทุ่มเงินมหาศาลไปกับนาโต และผมรู้ว่าเราจะเข้าไปช่วยเหลือพวกเขาแน่นอน แต่ผมแค่สงสัยจริงๆ ว่าพวกเขาจะยอมมาช่วยเราหรือไม่”

นายทรัมป์อ้างถึงความสำเร็จในการทำให้ประเทศสมาชิกนาโตยอมตกลงจ่ายเงินสมทบงบประมาณด้านกลาโหมสูงถึง 5% ของ GDP จากเดิมเพียง 2%

“พวกเขากำลังซื้อของจำนวนมากจากเราและส่งต่อไปให้ยูเครน” ทรัมป์กล่าว “นาโตจะมีความสุข และเราเองก็จะมีความสุข … เราจำเป็นต้องมีมันเพื่อความมั่นคงของโลก”

จากนั้นนักข่าวถามนายทรัมป์ว่า เขายังคงมุ่งมั่นที่จะให้สหรัฐฯ เป็นสมาชิกนาโตต่อไปหรือไม่ ซึ่งนายทรัมป์ตอบว่า เขามีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศสมาชิกนาโตอื่น ๆ มาโดยตลอด และกลุ่มพันธมิตรนี้ “แข็งแกร่งขึ้นมาก” ตั้งแต่เขาเข้ามาอยู่ในทำเนียบขาว

“ไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ก็ตาม” ทรัมป์กล่าว “นาโตจะดีได้เท่าที่พวกเรา (สหรัฐฯ) เป็นเท่านั้น” และหากไม่มีสหรัฐฯ องค์กรนี้ก็ไม่ได้แข็งแกร่งอะไรนัก

คกก.สันติภาพอาจแทนที่ UN

หลังจากนายทรัมป์เริ่มเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนถามคำถามหลังจากพูดมานานกว่าชั่วโมง คำถามแรกที่เขาได้รับคือเรื่องแผนการจัดตั้ง “คณะกรรมการสันติภาพ” (Board of Peace) ของเขา และคำถามที่ว่าเขาต้องการให้คณะกรรมการนี้เข้ามาแทนที่องค์การสหประชาชาติ (UN) หรือไม่

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตอบว่า “ก็อาจจะเป็นไปได้” และกล่าวหาว่า UN “ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก” แม้จะมีศักยภาพอยู่บ้าง แต่ตัวเขาเองไม่เคยคิดที่จะพึ่งพา UN ในการยุติสงครามใดๆ เลย

ไม่เห็นด้วยเรื่องแผนเกาะชากอส

นักข่าวถามนายทรัมป์เรื่องโพสต์บน Truth Social ที่เขาตราหน้าข้อตกลงของสหราชอาณาจักร ที่จะยกหมู่เกาะชากอสให้แก่ประเทศมอริเชียส และเช่าฐานทัพทหารที่สำคัญกลับคืนมาว่าเป็น “การกระทำที่โง่เขลาอย่างมหันต์” โดยถามว่าตอนนี้จุดยืนของเขาเปลี่ยนไปหรือไม่ เนื่องจากนายทรัมป์เคยสนับสนุนแผนการของสหราชอาณาจักรมาก่อน

ทรัมป์ตอบว่า เมื่อตอนที่สหราชอาณาจักรวางแผนเรื่องนี้ในตอนแรก มันเป็นการ “พูดคุยเกี่ยวกับแนวคิดเรื่องกรรมสิทธิ์” แต่ในขณะนี้กลับกลายเป็นการ “พยายามจะทำสัญญาเช่าและขายมันทิ้ง” ซึ่งเป็นสิ่งที่ทรัมป์บอกว่า เขาคัดค้าน

ทรัมป์ย้ำว่า เกาะชากอสไม่เหมือนกรีนแลนด์ แต่ก็ถือว่าเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญต่อโลกพอสมควร และเขาคิดว่าสหราชอาณาจักรควรจะรักษาหมู่เกาะชากอสเอาไว้ต่อไป

เชื่อเรื่องกรีนแลนด์ไปได้สวย

นักข่าวถามนายทรัมป์เรื่องที่เขาขู่จะตั้งกำแพงภาษีเพื่อตอบโต้เสียงค้านกรณีกรีนแลนด์ และถามว่า จะเกิดอะไรขึ้นหากศาลฎีกามีคำวินิจฉัยว่าการใช้มาตรการภาษีของเขานั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย

“เราก็คงต้องไปฟ้องร้องในเรื่องอื่นแทน” เขากล่าว พร้อมเสริมว่า “สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ตอนนี้คือวิธีที่ดีที่สุด แข็งแกร่งที่สุด รวดเร็วที่สุด และซับซ้อนน้อยที่สุดแล้ว”

เขายังกล่าวอีกว่า “เรามีกำหนดการประชุมหลายนัดเกี่ยวกับเรื่องเกาะกรีนแลนด์ และผมคิดว่าทุกอย่างจะผ่านพ้นไปได้ด้วยดีทีเดียว”

นักข่าวถามด้วยว่า เขาจะทำถึงขนาดไหนเพื่อให้ได้กรีนแลนด์มาครอบครอง ซึ่งนายทรัมป์ตอบว่า “เดี๋ยวคุณก็จะได้รู้เอง”

เมื่อถูกถามถึงกรณีที่ชาวกรีนแลนด์ได้แสดงจุดยืนชัดเจนแล้วว่าพวกเขาไม่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ นายทรัมป์ตอบว่า เมื่อเขาได้พูดคุยกับชาวกรีนแลนด์ เขามั่นใจว่าชาวกรีนแลนด์จะต้องรู้สึกตื่นเต้นยินดีอย่างแน่นอน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc