UN เตือน กำแพงป้องกันรังสีของ รง. นิวเคลียร์ “เชอร์โนบิล” ถูกโจมตีเสียหาย

UN เตือน กำแพงป้องกันรังสีของ รง. นิวเคลียร์ “เชอร์โนบิล” ถูกโจมตีเสียหาย

8 ธ.ค. 2568 06:12 น.

UN เตือน กำแพงป้องกันรังสีของ รง. นิวเคลียร์ “เชอร์โนบิล” ถูกโจมตีเสียหาย

หน่วยงานนิวเคลียร์ของสหประชาชาติออกมาเตือนว่ากำแพงป้องกันรังสีของโรงงานนิวเคลียร์ “เชอร์โนบิล” ในยูเครน ถูกโดรนโจมตีเสียหาย และจำเป็นต้องได้รับการซ่อมแซม

เจ้าหน้าที่ตรวจสอบจากทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) เปิดเผยในวันอาทิตย์ที่ 7 ธ.ค. 2568 ว่า เกราะป้องกันที่สร้างขึ้นเหนือพื้นที่เกิดภัยพิบัตินิวเคลียร์ของโรงไฟฟ้า “เชอร์โนบิล” ในปี 2529 ถูกโจมตีด้วยโดรนเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา และสูญเสียการทำงานหลักด้านความปลอดภัยหลายอย่าง รวมถึงขีดความสามารถในการกักเก็บรังสี

การโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ โดยยูเครนกล่าวหารัสเซียว่ากำหนดเป้าหมายโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ แต่ฝ่ายมอสโกปฏิเสธ

IAEA ระบุว่า ทีมงานได้ดำเนินการประเมินความปลอดภัยของสถานที่แห่งนี้เสร็จสิ้นเมื่อสัปดาห์ก่อน หลังจากที่มัน “ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง” จากการโจมตีด้วยโดรน การโจมตีดังกล่าวทำให้เกิดไฟไหม้ที่แผ่นหุ้มด้านนอกของโครงสร้างเหล็ก

ผู้ตรวจสอบกล่าวว่า โครงสร้างรับน้ำหนักหรือระบบตรวจสอบของเกราะป้องกันไม่ได้รับความเสียหายถาวร และมีการซ่อมแซมส่วนหลังคาไปบ้างแล้ว

แต่นายราฟาเอล กรอสซี ผู้อำนวยการใหญ่ของ IAEA กล่าวว่า “การฟื้นฟูที่ทันเวลาและครอบคลุมยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่งเพื่อป้องกันความเสื่อมโทรมอย่างต่อเนื่อง และรับประกันความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ในระยะยาว”

อย่างไรก็ตาม ศ. จิม สมิธ ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมบอกกับสำนักข่าวบีบีซี ว่า สถานการณ์ตอนนี้ยังไม่ใช่สิ่งที่น่าตื่นตระหนก

ศ. สมิธ จากมหาวิทยาลัยพอร์ตสมัทในสหราชอาณาจักร ซึ่งศึกษาผลพวงของภัยพิบัติเชอร์โนบิล กล่าวว่า อันตรายที่ใหญ่ที่สุดที่เกี่ยวข้องกับสถานที่แห่งนี้คือ “การรบกวนฝุ่นกัมมันตรังสี” แต่ตอนนี้ความเสี่ยงยังต่ำ เนื่องจากฝุ่นที่ปนเปื้อนถูกกักเก็บอยู่ภายใน “โลงหิน” (sarcophagus) คอนกรีตหนา ซึ่งมีเกราะป้องกันคลุมไว้อีกชั้นหนึ่ง

โลงหินซึ่งกักเก็บกัมมันตรังสีเอาไว้นี้ มีอายุการใช้งานเพียง 30 ปี จึงจำเป็นต้องมีเกราะป้องกันเพื่อป้องกันไม่ให้สารกัมมันตรังสีรั่วไหลออกมาในช่วง 100 ปีข้างหน้า

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กลาโหมกัมพูชา ปัดข่าวเคลื่อนย้ายรถถัง ลั่นไม่ทำผิดข้อตกลงหยุดยิง

กลาโหมกัมพูชา ปัดข่าวเคลื่อนย้ายรถถัง ลั่นไม่ทำผิดข้อตกลงหยุดยิง

8 ธ.ค. 2568 00:30 น.

กลาโหมกัมพูชา ปัดข่าวเคลื่อนย้ายรถถัง ลั่นไม่ทำผิดข้อตกลงหยุดยิง

กระทรวงกลาโหมกัมพูชาโพสต์แถลงการณ์ ปฏิเสธรายงานของกองทัพไทยที่ระบุว่า กัมพูชาเคลื่อนย้ายรถถังแล้ว โดยยืนยันว่า กัมพูชาจะไม่ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 7 ธ.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊กของกระทรวงกลาโหมกัมพูชา โพสต์แถลงการณ์ปฏิเสธรายงานของกองทัพไทยที่ระบุว่า กัมพูชาได้เคลื่อนย้ายรถถังไปยังชายแดนแล้ว พร้อมทั้งยืนยันว่า กัมพูชาจะไม่กระทำการใดๆ ที่เป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

แถลงการณ์ดังกล่าว ลงชื่อ พลโทหญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ระบุว่า

“กระทรวงกลาโหมแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ขอแจ้งให้สาธารณชน รวมถึงนักข่าวทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทราบว่า ในคืนวันที่ 7 ธันวาคม 2025 เราเห็นว่าเพจ Facebook อย่างเป็นทางการของกองทัพภาคที่ 2 ของไทย ได้เผยแพร่แถลงการณ์ที่อ้างว่า “กัมพูชามีการเคลื่อนย้ายรถถังในเมืองสำโรง จังหวัดอุดรมีชัย” และข้อมูลนี้ถูกนำไปอ้างอิงและเผยแพร่ต่อโดยสื่อไทยหลายสำนัก”

“กระทรวงกลาโหมแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ขอปฏิเสธการกล่าวอ้างนี้ และขอชี้แจงข้อเท็จจริงดังต่อไปนี้:

1.แถลงการณ์ที่เผยแพร่โดยเพจอย่างเป็นทางการของกองทัพภาคที่ 2 ของไทย รวมถึงสื่อไทยหลายสำนัก ที่กล่าวหาว่ากัมพูชามีการเคลื่อนย้ายรถถังนั้น เป็นข้อมูลเท็จ

2.กองทัพกัมพูชาไม่ได้ดำเนินการใด ๆ ที่เป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงหรือปฏิญญาร่วมว่าด้วยสันติภาพระหว่างกัมพูชาและไทย ตรงกันข้ามกับที่มีการรายงานโดยโซเชียลมีเดียและสื่อของไทย”

“กระทรวงกลาโหมแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ขอยืนยันอีกครั้งถึงความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะเคารพและดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิงและปฏิญญาร่วมว่าด้วยสันติภาพระหว่างกัมพูชาและไทยอย่างเต็มที่ กระทรวงจะยังคงทำงานอย่างใกล้ชิดในทุกระดับ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม เสริมสร้างสันติภาพและเสถียรภาพระหว่างทั้งสองประเทศ และกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : facebook

ทหารเบนิน ก่อรัฐประหารล้มเหลว กองกำลังฝ่ายรัฐบาลสกัดไว้ได้

ทหารเบนิน ก่อรัฐประหารล้มเหลว กองกำลังฝ่ายรัฐบาลสกัดไว้ได้

7 ธ.ค. 2568 21:43 น.

ทหารเบนิน ก่อรัฐประหารล้มเหลว กองกำลังฝ่ายรัฐบาลสกัดไว้ได้

ทหารของประเทศเบนินพยายามก่อรัฐประหารยึดอำนาจ เมื่อช่วงเช้ามืดวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แต่ถูกทหารฝ่ายที่ภักดีกับรัฐบาลขัดขวางเอาไว้ได้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐบาลเบนินออกมาเปิดเผยว่า ทหารฝ่ายที่ภักดีกับพวกเขา ขัดขวางความพยายามก่อรัฐประหารของทหารอีกกลุ่มหนึ่งเมื่อช่วงเช้ามืดวันอาทิตย์ที่ 7 ธ.ค. 2568 ได้สำเร็จ หลังทหารกลุ่มดังกล่าวออกแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์ ประกาศยุบรัฐบาลและถอดถอนประธานาธิบดี

“ในช่วงเช้ามืดของวันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม 2568 ทหารกลุ่มเล็ก ๆ ได้ก่อการกบฏโดยมีเป้าหมายเพื่อบ่อนทำลายความมั่นคงและสถาบันต่าง ๆ ของรัฐ” นายอลัสซาน เซดู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของประเทศเบนินกล่าว “เมื่อเผชิญกับสถานการณ์นี้ กองทัพเบนินและผู้นำของพวกเขา ก็ยังคงซื่อสัตย์ต่อคำปฏิญาณ และยึดมั่นต่อสาธารณรัฐ”

ก่อนที่นายเซดูจะมีแถลงการณ์หลายชั่วโมง ทหารกลุ่มหนึ่งซึ่งเรียกตัวเองว่า “คณะกรรมการกองทัพเพื่อการสถาปนาใหม่” (Military Committee for Refoundation) ปรากฏตัวผ่านทางโทรทัศน์ พร้อมกับประกาศยุบรัฐบาล, ถอดถอนประธานาธิบดีและยกเลิกสถาบันของรัฐทั้งหมด

ทหารกลุ่มนี้ระบุว่า พลโท ปาสกาล ติกรี ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานคณะกรรมการ

หลังจากนั้นก็เกิดเสียงปืนดังขึ้นในพื้นที่ใกล้เคียงกับทำเนียบประธานาธิบดี โดยที่ยังไม่มีข่าวคราวของประธานาธิบดี ปาทริส ตาลง แต่อย่างใด ในขณะที่สัญญาณของสถานีโทรทัศน์และวิทยุสาธารณะของรัฐถูกตัดขาด

หลังจากผ่านไปหลายชั่วโมง สัญญาณโทรทัศน์ก็กลับมา โดยนายเซดู ออกแถลงการณ์ยืนยันว่าเกิดความพยายามก่อรัฐประหาร แต่ถูกทหารผู้ภักดีกับรัฐบาลขัดขวางเอาไว้ได้ แต่ไม่มีการเปิดเผยว่า เกิดอะไรขึ้นกับทหารที่ก่อกบฏ

ด้านประชาคมเศรษฐกิจแห่งรัฐแอฟริกาตะวันตก หรือ อีโควาส (ECOWAS) ออกแถลงการณ์ประณามความพยายามก่อรัฐประหารที่เกิดขึ้นในช่วงสั้นๆ นี้

อนึ่ง นับตั้งแต่ได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสในปี 1960 เบนินเผชิญกับการรัฐประหารหลายครั้ง แต่เหตุการณ์ล่าสุดนี้ เกิดขึ้นในขณะที่ประธานาธิบดีตาลง ซึ่งอยู่ในอำนาจมาตั้งแต่ปี 2559 เตรียมลงจากตำแหน่งในเดือนเมษายนปีหน้า หลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่

โดยผู้สมัครจากพรรคของนายตาลงคือนาย โรมูอัลด์ วาดาญี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และเป็นตัวเต็งที่จะชนะการเลือกตั้ง ขณะที่ตัวแทนจากฝ่ายค้านอย่างนาย เรอโนด์ อักโบโฌ ถูกคณะกรรมการการเลือกตั้งปฏิเสธการลงสมัคร โดยอ้างว่าเขามีผู้สนับสนุนไม่เพียงพอ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews

ฮ่องกงจัดเลือกตั้งสภานิติบัญญัติท่ามกลางบรรยากาศเศร้า หลังเหตุไฟไหม้ 159 ศพ

ฮ่องกงจัดเลือกตั้งสภานิติบัญญัติท่ามกลางบรรยากาศเศร้า หลังเหตุไฟไหม้ 159 ศพ

7 ธ.ค. 2568 12:16 น.

ฮ่องกงจัดเลือกตั้งสภานิติบัญญัติท่ามกลางบรรยากาศเศร้า หลังเหตุไฟไหม้ 159 ศพ

ชาวฮ่องกงเดินทางไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งสภานิติบัญญัติ ซึ่งถือเป็นการทดสอบความรู้สึกของผู้คนหลังเหตุเพลิงไหม้อาคารที่พักอาศัย คร่าชีวิต 159 ศพ รัฐบาลได้จัดกิจกรรมและแจกของกำนัลมากมายเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนออกมาลงคะแนนเสียง ท่ามกลางความกังวลเรื่องความปลอดภัยอาคารและความเฉยเมยของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง หลังระบบถูกปรับปรุงให้เหลือแต่ผู้สมัครที่ “รักชาติ” และภักดีต่อจีนเท่านั้น

วันนี้ (7 ธ.ค.) ชาวฮ่องกงออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติเพื่อเลือกผู้แทน 90 ที่นั่ง ซึ่งทำหน้าที่เสมือนรัฐสภาขนาดเล็กในการออกและแก้ไขกฎหมาย โดยการเลือกตั้งครั้งนี้มีผู้สมัครทั้งหมด 161 คน

การเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่ชาวฮ่องกงจำนวนมากยังคงอยู่ในบรรยากาศของการไว้อาลัยต่อเหตุเพลิงไหม้ที่อาคารชุดหวังฟุกคอร์ท เขตต่ายโป เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปถึง 159 ศพ นับเป็นเหตุเพลิงไหม้ที่เลวร้ายที่สุดในฮ่องกงในรอบมากกว่า 70 ปี

การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นครั้งที่สองนับตั้งแต่ปี 2021 ที่จีนได้ทำการปรับปรุงระบบเลือกตั้งครั้งใหญ่ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้แน่ใจว่าจะมีเพียงผู้สมัครที่ “รักชาติ” และภักดีต่อรัฐบาลจีนเท่านั้นที่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้

เพื่อกระตุ้นให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งออกมาใช้สิทธิ์ หลังจากที่การเลือกตั้งครั้งก่อนมีผู้ออกมาใช้สิทธิ์ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 30% ทางการฮ่องกงได้จัดแคมเปญรณรงค์ขนาดใหญ่ โดยการแจกของสมนาคุณและส่วนลดต่าง ๆ มากมาย เช่น ผู้ที่ลงคะแนนเสียงจะได้รับ “การ์ดขอบคุณ” ที่สามารถแลกเป็นบัตรกำนัล ส่วนลดสำหรับร้านค้า บริการด้านความงาม การตรวจสุขภาพ หรือค่าเบี้ยประกัน นอกจากนั้น ยังมีการเปิดให้ใช้สระว่ายน้ำและเข้าชมพิพิธภัณฑ์สาธารณะได้ฟรีในวันเลือกตั้ง รวมถึงการจัดงานคาร์นิวัลในพื้นที่ต่าง ๆ และจัดการแสดงกาลาทางโทรทัศน์

นายจอห์น ลี ผู้บริหารสูงสุดเขตปกครองพิเศษฮ่องกง ยืนยันว่า การเลือกตั้งจะต้องดำเนินต่อไปตามกำหนด เพื่อให้สมาชิกรัฐสภาชุดใหม่สามารถสนับสนุนการฟื้นฟูและปฏิรูปได้อย่างรวดเร็ว

แม้จะมีการรณรงค์อย่างหนัก แต่บรรยากาศการเลือกตั้งกลับถูกบดบังด้วยความกังวลของสาธารณชนต่อเหตุเพลิงไหม้ในย่านต่ายโป หลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยของอาคารเก่าในฮ่องกง

จากการสอบสวนพบว่า ตาข่ายนั่งร้าน ที่ใช้ในการปรับปรุงอาคารหวังฟุกคอร์ทไม่ได้มาตรฐานการหน่วงไฟ และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เพลิงลุกลามอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ทางการสั่งให้รื้อตาข่ายนั่งร้านสำหรับการปรับปรุงอาคารทั่วทั้งเมือง

นอกจากนี้ ตำรวจยังได้จับกุมผู้ต้องสงสัย 13 คน ในข้อหาฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา และมีการจับกุมชายคนหนึ่งที่เข้าร่วมการร้องเรียนให้มีการสอบสวนเหตุเพลิงไหม้โดยอิสระ ในข้อหาต้องสงสัยว่า ปลุกระดม ซึ่งเป็นสัญญาณว่าทางการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเพื่อระงับความไม่พอใจ

ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า แม้ทางการจะพยายามอย่างเต็มที่ ยอดผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งอาจยังคงอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากผู้สนับสนุนฝ่ายค้านส่วนใหญ่ถูกตัดสิทธิ์ในการลงสมัคร และหลายคนอาจไม่มั่นใจที่จะเข้าร่วมการเลือกตั้งภายใต้ระบบใหม่นี้.

ที่มา BBC

“เบธเลเฮม” เปิดไฟต้นคริสต์มาสในรอบ 3 ปี หลังสงครามกาซาคลี่คลาย ชาวปาเลสไตน์แห่ร่วมนับพัน

"เบธเลเฮม" เปิดไฟต้นคริสต์มาสในรอบ 3 ปี หลังสงครามกาซาคลี่คลาย ชาวปาเลสไตน์แห่ร่วมนับพัน

7 ธ.ค. 2568 11:46 น.

“เบธเลเฮม” เปิดไฟต้นคริสต์มาสในรอบ 3 ปี หลังสงครามกาซาคลี่คลาย ชาวปาเลสไตน์แห่ร่วมนับพัน

เมืองเบธเลเฮม ในเขตเวสต์แบงก์ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อกันว่าเป็นสถานที่ประสูติของพระเยซู ได้กลับมาจุดไฟต้นคริสต์มาสขนาดใหญ่เป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2022 หลังจากงดการเฉลิมฉลองมานานสองปีเนื่องจากความขัดแย้งในกาซา การจุดไฟต้นคริสต์มาสครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการหยุดยิง โดยมีชาวปาเลสไตน์หลายพันคนหลั่งไหลเข้ามาร่วมพิธี เพื่อมองหา “ความหวัง” และความสงบสุข หลังต้องเผชิญกับความเจ็บปวดจากสงคราม

เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา (6 ธ.ค.) เมืองเบธเลเฮมในเขตเวสต์แบงก์ ได้จัดพิธีเปิดไฟต้นคริสต์มาสยักษ์สูง 20 เมตร ที่ประดับด้วยลูกบอลสีแดงและทอง โดยพิธีดังกล่าวจัดขึ้นบริเวณจัตุรัสแมนเจอร์ ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญทางศาสนาคริสต์

การเปิดไฟต้นคริสต์มาสครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่เมืองเบธเลเฮมกลับมาจัดงานเฉลิมฉลองต่อสาธารณะในรอบ 3 ปี หลังจากที่เมืองนี้ต้องงดกิจกรรมทั้งหมด เนื่องจากสงครามที่ดำเนินมาอย่างดุเดือดในฉนวนกาซา

ชาวปาเลสไตน์หลายพันคนจากทั่วเขตเวสต์แบงก์และอิสราเอล ได้หลั่งไหลมารวมตัวกันในจัตุรัส และส่งเสียงเชียร์กึกก้องเมื่อไฟประดับต้นไม้เปิดสว่างขึ้น

แม้ว่าฉนวนกาซาจะอยู่ห่างจากเบธเลเฮมประมาณ 60 กิโลเมตร แต่สงครามที่เริ่มขึ้นในเดือนตุลาคม 2023 หลังกลุ่มฮามาสโจมตีอิสราเอล ได้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อชาวปาเลสไตน์ในเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกอิสราเอลยึดครอง

นอกเหนือจากความสัมพันธ์ทางครอบครัวและเพื่อนฝูงในกาซาแล้ว ภาคเศรษฐกิจของเบธเลเฮมที่พึ่งพาการท่องเที่ยวอย่างหนักก็ประสบปัญหาอย่างรุนแรง พ่อค้าขายของที่ระลึกรายหนึ่งระบุว่า สองปีที่ผ่านมา “เหมือนตกอยู่ในนรก” เนื่องจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจเลวร้ายลง และอิสราเอลได้เพิ่มข้อจำกัดในการเคลื่อนย้ายของชาวปาเลสไตน์ในเวสต์แบงก์ รวมถึงมีการตั้งด่านตรวจทางทหารใหม่ ๆ

นายมาเฮอร์ คานาวาติ นายกเทศมนตรีเมืองเบธเลเฮม กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “ขณะที่เบธเลเฮมเปิดไฟต้นคริสต์มาส ความทุกข์ระทมอย่างแสนสาหัสที่ผู้คนของเราในกาซาต้องทนนั้น ไม่เคยจางหายไปจากหัวใจของเรา”

นายกเทศมนตรีกล่าวเสริมว่า “บาดแผลของกาซาคือบาดแผลของเรา ผู้คนในกาซาคือผู้คนของเรา และแสงแห่งคริสต์มาสจะไม่มีความหมายใด ๆ เลย เว้นแต่มันจะสัมผัสหัวใจของผู้ทนทุกข์และถูกกดขี่ทั่วปาเลสไตน์ก่อน”

ชาวปาเลสไตน์ในเบธเลเฮมต่างหวังว่าเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่จะนำมาซึ่งความสงบสุข หลังต้องเผชิญกับความเจ็บปวดมานานสองปี พวกเขากล่าวว่า “เรากำลังมองหาความหวัง” และหวังว่าจากนี้ไปสันติภาพจะเข้ามาแทนที่

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการรำลึกถึงสถานการณ์ที่ยังคงไม่แน่นอน ในพิธีจุดไฟต้นคริสต์มาสจึง ไม่มีการจุดพลุ อย่างที่เคยมีมาก่อนสงคราม ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการแสดงความเห็นใจต่ออนาคตที่ยังไม่แน่นอน.

ที่มา Reuters

ญี่ปุ่นเผย เครื่องบินรบจีนล็อกเรดาร์ควบคุมการยิงใส่อากาศยานญี่ปุ่น ใกล้โอกินาวา

ญี่ปุ่นเผย เครื่องบินรบจีนล็อกเรดาร์ควบคุมการยิงใส่อากาศยานญี่ปุ่น ใกล้โอกินาวา

7 ธ.ค. 2568 10:55 น.

ญี่ปุ่นเผย เครื่องบินรบจีนล็อกเรดาร์ควบคุมการยิงใส่อากาศยานญี่ปุ่น ใกล้โอกินาวา

รัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่นเปิดเผยว่า เครื่องบินขับไล่ของจีนได้ทำการ “ล็อกเรดาร์ควบคุมการยิง” ใส่เครื่องบินทหารญี่ปุ่นใกล้หมู่เกาะโอกินาวาถึง 2 ครั้งในวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยประณามการกระทำดังกล่าวว่า “อันตราย” และเกินความจำเป็นต่อการบินอย่างปลอดภัย เนื่องจากเป็นการส่งสัญญาณที่บ่งชี้ถึงการโจมตีที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งเหตุการณ์นี้ตอกย้ำความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างสองชาติเพื่อนบ้าน

นายชินจิโร โคอิซูมิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น เปิดเผยวันนี้ (7 ธ.ค.) ว่า เครื่องบินขับไล่ของกองทัพจีนได้พุ่งเป้าเรดาร์ควบคุมการยิงใส่เครื่องบินของกองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นใกล้กับหมู่เกาะโอกินาวา ถึง 2 ครั้งในวันเสาร์

นายโคอิซูมิระบุผ่านโพสต์บน X ว่า การใช้เรดาร์ส่องเป้าเหล่านี้ “เกินกว่าสิ่งที่จำเป็นต่อความปลอดภัยในการบินของอากาศยาน” และกล่าวถึงเหตุการณ์นี้ว่า “น่าเสียใจ” โดยญี่ปุ่นได้ยื่นประท้วงต่อประเทศจีนแล้ว

การล็อกเรดาร์ควบคุมการยิงถือเป็นการกระทำที่คุกคามอย่างยิ่งสำหรับเครื่องบินทหาร เนื่องจากเป็นการส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ในการโจมตี ซึ่งจะบีบให้เครื่องบินที่ถูกล็อกเป้าต้องใช้มาตรการหลบหลีกทันที

ในการประชุมกับรัฐมนตรีกลาโหมออสเตรเลียที่กรุงโตเกียว นายโคอิซูมิกล่าวว่า ญี่ปุ่นจะตอบโต้การกระทำของจีนอย่าง “เด็ดเดี่ยวและสุขุม” เพื่อรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค

เหตุการณ์เผชิญหน้านี้เกิดขึ้นใกล้กับหมู่เกาะที่เป็นข้อพิพาทด้านดินแดนระหว่างญี่ปุ่นและจีน ถือเป็นการเผชิญหน้าทางทหารที่ร้ายแรงที่สุดในรอบหลายปี และมีแนวโน้มที่จะยิ่งเพิ่มความตึงเครียดระหว่างสองประเทศ

ญี่ปุ่นระบุว่า เครื่องบินขับไล่ J-15 ของจีนที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์ทั้งสองครั้งนั้น ขึ้นบินจากเรือบรรทุกเครื่องบินเหลียวหนิง ซึ่งกำลังทำการซ้อมรบทางตอนใต้ของหมู่เกาะโอกินาวา พร้อมด้วยเรือพิฆาตติดขีปนาวุธอีก 3 ลำ

ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่น-จีนย่ำแย่ลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังเกิดความตึงเครียดต่อประเด็นไต้หวัน ด้านสหรัฐฯ ซึ่งมีฐานทัพขนาดใหญ่ที่สุดในต่างประเทศตั้งอยู่ในโอกินาวา ยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อการกล่าวอ้างของญี่ปุ่นเกี่ยวกับพฤติกรรมของเครื่องบินรบจีน

ก่อนหน้านี้ สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อวันที่ 4 ธ.ค. ว่า จีนได้ส่งเรือรบและเรือหน่วยยามฝั่งจำนวนมาก โดยมีจำนวนรวมกันกว่า 100 ลำ เข้าประจำการในน่านน้ำเอเชียตะวันออก ซึ่งรัฐบาลไต้หวันมองว่าเป็นการคุกคามภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

ในวันอาทิตย์ หน่วยยามฝั่งไต้หวันกล่าวว่า กำลังเฝ้าติดตามการซ้อมรบของเรือรักษาความปลอดภัยทางทะเลของจีน 3 ลำ ทางด้านตะวันตกของเส้นมัธยฐานในช่องแคบไต้หวัน โดยระบุว่าสถานการณ์ในน่านน้ำรอบไต้หวันยังคง “เป็นปกติ”.

ที่มา Reuters

ไฟไหม้ไนต์คลับอินเดีย ดับอย่างน้อย 23 ศพ ทั้งพนักงาน-นักท่องเที่ยว

ไฟไหม้ไนต์คลับอินเดีย ดับอย่างน้อย 23 ศพ ทั้งพนักงาน-นักท่องเที่ยว

7 ธ.ค. 2568 10:31 น.

ไฟไหม้ไนต์คลับอินเดีย ดับอย่างน้อย 23 ศพ ทั้งพนักงาน-นักท่องเที่ยว

เกิดเหตุสลดในรัฐกัว ประเทศอินเดีย เมื่อไนต์คลับชื่อดังถูกไฟไหม้กลางดึกวันเสาร์ที่ผ่านมา หลังเกิดเหตุถังแก๊สระเบิดในห้องครัว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 23 ศพ ส่วนใหญ่เป็นพนักงานประจำคลับและนักท่องเที่ยวต่างชาติ นายกรัฐมนตรีโมดีร่วมแสดงความเสียใจ ด้านทางการสั่งสอบสวนหาผู้รับผิดชอบอย่างเร่งด่วน

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในรัฐกัว ประเทศอินเดีย เปิดเผยว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่ไนต์คลับยอดนิยมชื่อ “Birch by Romeo Lane” บริเวณหาดบากา ซึ่งเป็นหนึ่งในชายหาดที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวมากที่สุดในภูมิภาค ในพื้นที่เมืองอาร์โปรา ทางตอนเหนือของกัว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 23 ศพ ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็น พนักงานของคลับ  ขณะที่มีนักท่องเที่ยว รวมอยู่ในกลุ่มผู้เสียชีวิตด้วย

ตำรวจเชื่อว่าเหตุเพลิงไหม้เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณเที่ยงคืนของวันเสาร์ (6 ธ.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น โดยสันนิษฐานเบื้องต้นว่าถังแก๊สในห้องครัวของคลับระเบิดทำให้เพลิงลุกโหมอย่างรวดเร็ว

นายอาล็อก กุมาร อธิบดีกรมตำรวจกัว ระบุว่า “ไฟไหม้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นที่บริเวณห้องครัวที่ชั้นล่าง” และศพผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ถูกพบอยู่บริเวณรอบห้องครัว “ซึ่งบ่งชี้ว่าเหยื่อเหล่านั้นทำงานที่คลับ”

หลังเกิดเหตุ นายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียแสดงความเสียใจต่อเหตุเพลิงไหม้ที่กัว ว่าเป็นเรื่องที่ “น่าเศร้าอย่างยิ่ง”

ด้าน ดร.ปราโมด สาวันต์ มุขมนตรีแห่งรัฐกัว เปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิต 3 รายจากบาดแผลไฟไหม้ ขณะที่ผู้เสียชีวิตรายอื่น ๆ มาจากการ ขาดอากาศหายใจ และยืนยันว่ามีนักท่องเที่ยวเสียชีวิตประมาณ 3-4 คน แต่ยังไม่ทราบอายุหรือสัญชาติที่แน่ชัด

นายสาวันต์กล่าวว่า ได้เปิดการสอบสวนอย่างเป็นทางการเพื่อหาสาเหตุของเพลิงไหม้แล้ว และเน้นย้ำว่า: “ผู้ที่ถูกพบว่าต้องรับผิดชอบจะต้องเผชิญกับการดำเนินการทางกฎหมายที่เข้มงวดที่สุด การละเลยใด ๆ จะถูกจัดการอย่างเด็ดขาด”

มีรายงานว่า ความพยายามในการกู้ภัยยังคงดำเนินต่อไปจนถึงช่วงเช้ามืดของวันอาทิตย์ เจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังเร่งพิสูจน์เอกลักษณ์ของผู้เสียชีวิตเพื่อแจ้งให้ครอบครัวทราบ

พ่อครัวที่ทำงานในร้านใกล้เคียงกล่าวกัว่า เขารู้จักพนักงานบางคนของคลัและแสดงความกังวลต่อเพื่อนร่วมงานชาวเนปาลและชาวอินเดียที่มาจากรัฐอื่น ๆ เนื่องจากโทรศัพท์ของพวกเขาไม่สามารถติดต่อได้

กัวเป็นอดีตอาณานิคมของโปรตุเกสที่มีชื่อเสียงด้านชายหาดและสถานบันเทิงยามค่ำคืน ดึงดูดนักท่องเที่ยวหลายล้านคนต่อปี อย่างไรก็ตาม อินเดียเคยเผชิญเหตุเพลิงไหม้ร้ายแรงตามสถานบันเทิงหลายครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งส่วนใหญ่มาจากมาตรฐานความปลอดภัยที่ต่ำกว่าเกณฑ์.

ที่มา BBC

เซเลนสกีเผย คุยแผนสันติภาพคืบหน้า ยันมุ่งมั่นทำงานร่วมกับสหรัฐฯ

เซเลนสกีเผย คุยแผนสันติภาพคืบหน้า ยันมุ่งมั่นทำงานร่วมกับสหรัฐฯ

7 ธ.ค. 2568 05:58 น.

เซเลนสกีเผย คุยแผนสันติภาพคืบหน้า ยันมุ่งมั่นทำงานร่วมกับสหรัฐฯ

ประธานาธิบดียูเครนส่งสัญญาณความคืบหน้าในการเจรจาแผนการสันติภาพของสหรัฐฯ และยืนยันว่า ยูเครนมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับสหรัฐฯ ต่อไป

เมื่อวันเสาร์ที่ 6 ธ.ค. 2568 นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน กล่าวว่า เขามีการสนทนาทางโทรศัพท์อย่างสร้างสรรค์มากกับนายสตีฟ วิทคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษด้านสันติภาพของโดนัลด์ ทรัมป์ และนายจาเรด คุชเนอร์ ลูกเขยของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในเรื่องแผนการสันติภาพ

เซเลนสกีระบุว่า พวกเขาได้หารือกันถึงวิธีที่จะรับประกันว่ารัสเซียจะปฏิบัติตามข้อตกลงที่อาจเกิดขึ้นเพื่อยุติสงครามกับยูเครน และเขามี “ความมุ่งมั่น” ที่จะทำงานร่วมกับสหรัฐฯ ต่อไป

เจ้าหน้าที่ทีมเจรจาของยูเครนได้เข้าร่วมการสนทนาทางโทรศัพท์ดังกล่าวด้วย โดยเข้าร่วมจากเมืองไมอามีของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นสถานที่ที่พวกเขากำลังดำเนินการเจรจาเรื่องการทำข้อตกลงสันติภาพกับรัสเซีย ซึ่งมีสหรัฐฯ เป็นผู้ผลักดันเป็นวันที่ 3 แล้ว แต่รัสเซียยังไม่มีท่าทีประนีประนอมใดๆ และยังคงทิ้งระเบิดในยูเครนต่อไป

“ยูเครนมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับฝ่ายอเมริกันด้วยความจริงใจเพื่อบรรลุสันติภาพอย่างแท้จริง” เซเลนสกีระบุผ่าน X “เราคุยกันครอบคลุมหลายแง่มุม และทบทวนประเด็นสำคัญที่สามารถรับประกันการยุติการนองเลือดและกำจัดภัยคุกคามจากการรุกรานเต็มรูปแบบครั้งใหม่ของรัสเซียได้”

ด้านนายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสโพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า เขาได้พูดคุยกับนายเซเลนสกีแล้ว และขอมอบความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันให้ยูเครนอย่างเต็มที่ “ฝรั่งเศสมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับพันธมิตรทั้งหมดเพื่อออกมาตรการลดความรุนแรงและบังคับใช้ข้อตกลงหยุดยิง”

ก่อนหน้านี้ นายมาครงยืนยันว่า เขาจะเข้าร่วมการเจรจาในลอนดอนในวันจันทร์กับนายเซเลนสกี, เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร และนายฟรีดริช แมร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี โดยจะหารือกันเกี่ยวกับการเจรจาระหว่างเจ้าหน้าที่ของยูเครนกับสหรัฐฯ ที่กำลังดำเนินอยู่ โดยมีเป้าหมายเพื่อหาข้อตกลงรับประกันความมั่นคงหลังสงครามให้ยูเครน

2 สัปดาห์ก่อนหน้านี้ ผู้นำทั้ง 4 คนหารือกันเรื่องการส่งกองกำลังรักษาสันติภาพของยุโรปไปประจำการในยูเครนหลังจากมีการหยุดยิง ซึ่งเซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ กล่าวว่า กองกำลังรักษาสันติภาพจะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ในการรับประกันความมั่นคงของยูเครน

แต่วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ต่อต้านแนวคิดเรื่องกองกำลังรักษาสันติภาพดังกล่าว โดยระบุว่า กองกำลังใดๆ ก็ตามที่ถูกส่งไปยูเครนจะกลายเป็น “เป้าหมายที่ชอบด้วยกฎหมาย” ของรัสเซีย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สลด โดรนโจมตีเมืองซูดาน โดนโรงเรียนอนุบาล ดับ 50 ศพ เกินครึ่งเป็นเด็ก

สลด โดรนโจมตีเมืองซูดาน โดนโรงเรียนอนุบาล ดับ 50 ศพ เกินครึ่งเป็นเด็ก

7 ธ.ค. 2568 05:03 น.

สลด โดรนโจมตีเมืองซูดาน โดนโรงเรียนอนุบาล ดับ 50 ศพ เกินครึ่งเป็นเด็ก

โดรนโจมตีเมืองทางใต้ของซูดาน โจมตีโรงเรียนอนุบาล มีผู้เสียชีวิต 50 ศพ ส่วนใหญ่เป็นเด็ก กองทัพรัฐบาลกล่าวหากลุ่มติดอาวุธคู่อริเป็นผู้ก่อเหตุ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุโดรนโจมตีเมืองคาโลกี ในภูมิภาคเซาท์คอร์โดฟาน ทางตอนใต้ของประเทศซูดาน โดยการโจมตีถูกโรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่ง ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 50 ศพ เป็นเด็กถึง 33 ราย

เครือข่ายแพทย์ซูดาน (Sudan Doctors’ Network) กับกองทัพรัฐบาลซูดาน กล่าวหากองกำลังสนับสนุนเคลื่อนที่เร็ว (RSF) กองกำลังกึ่งทหารซึ่งกำลังต่อสู้ในสงครามกลางเมืองกับกองทัพรัฐบาลซูดาน ว่าเป็นผู้ก่อเหตุโจมตีดังกล่าว

ด้าน RSF ยังไม่แสดงความเห็นเกี่ยวกับเหตุโจมตีโรงเรียนอนุบาล แต่พวกเขากล่าวหากองทัพรัฐบาลว่า ใช้โดรนโจมตีตลาดแห่งหนึ่งในภูมิภาคดาร์ฟูร์ ทางตะวันตกของซูดาน และโจมตีคลังเชื้อเพลิงใกล้จุดผ่านแดน “อาเดร” (Adre) ซึ่งติดกับชายแดนประเทศชาด

ทั้งนี้ ซูดานได้รับความเสียหายอย่างหนักจากสงครามกลางเมืองซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนเมษายน 2566 หลังกองกำลัง RSF กับกองทัพรัฐบาลที่เคยเป็นพันธมิตรกันมาก่อน กลับต่อสู้แย่งชิงอำนาจกัน

ตามข้อมูลจากกระทรวงการต่างประเทศซึ่งเป็นแนวร่วมกับกองทัพ ระบุว่า โรงเรียนอนุบาลถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธจากโดรนถึงสองครั้ง พลเรือนและบุคลากรทางการแพทย์ที่รีบไปยังโรงเรียนก็ถูกโจมตีด้วยเช่นกัน

ด้านโฆษกขององค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) ออกมาแสดงความเห็นเรื่องการโจมตีครั้งนี้ว่า “การสังหารเด็กในโรงเรียนของพวกเขาเป็นการละเมิดสิทธิเด็กอย่างร้ายแรง” “เด็ก ๆ ไม่ควรต้องเป็นผู้จ่ายราคาของความขัดแย้ง”

UNICEF เรียกร้องให้ทุกฝ่ายหยุดการโจมตีเหล่านี้ทันที และอนุญาตให้มีการเข้าถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมได้อย่างปลอดภัยและไม่มีสิ่งกีดขวาง เพื่อให้ความช่วยเหลือไปถึงผู้ที่ต้องการอย่างรวดเร็ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อังกฤษจับ 4 ขว้างอาหารใส่ตู้จัดแสดงมงกุฎกษัตริย์ จี้รัฐเก็บภาษีคนรวย

อังกฤษจับ 4 ขว้างอาหารใส่ตู้จัดแสดงมงกุฎกษัตริย์ จี้รัฐเก็บภาษีคนรวย

7 ธ.ค. 2568 03:47 น.

อังกฤษจับ 4 ขว้างอาหารใส่ตู้จัดแสดงมงกุฎกษัตริย์ จี้รัฐเก็บภาษีคนรวย

(AFP PHOTO / TAKE BACK POWER / HANDOUT)

ตำรวจอังกฤษจับผู้ต้องสงสัย 4 ราย ฐานก่อเหตุสาดอาหารใส่ตู้จัดแสดงมงกุฎอิมพีเรียลสเตต ซึ่งกษัตริย์สวมใส่ในพิธีสำคัญของประเทศ เพื่อประท้วงรัฐบาล

เมื่อวันเสาร์ที่ 6 ธ.ค. 2568 ตำรวจนครบาลกรุงลอนดอนจับกุมตัวผู้ต้องสงสัย 4 คน ฐานก่อเหตุขว้างและเทอาหาร ซึ่งเชื่อว่าเป็น คัสตาร์ดกับแอปเปิลครัมเบิล ใส่ตู้กระจกจัดแสดง “มงกุฎอิมพีเรียลสเตต” เครื่องราชกกุธภัณฑ์อันประเมินค่าไม่ได้ของอังกฤษ ที่หอคอยแห่งลอนดอน

ตำรวจระบุว่า เจ้าหน้าที่ออกปฏิบัติการหลังจากได้รับแจ้งว่า มีผู้สร้างความเสียหายต่อตู้กระจกจัดแสดงมงกุฎอิมพีเรียลสเตต โดยผู้ต้องสงสัย 4 คนขว้างปาอาหารเข้าใส่ตู้จัดแสดงดังกล่าว ก่อนที่ 2 คนจะออกจากที่เกิดเหตุ

กลุ่ม “ทวงคืนอำนาจ” (Take Back Power) ซึ่งเป็นกลุ่มนักเคลื่อนไหวที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากนัก ออกมาอ้างตัวเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการประท้วงดังกล่าว อ้างว่าทำเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลสหราชอาณาจักรก่อตั้ง “สภาพลเมืองถาวร” หรือ “สภาประชาชน” (House of the People) ที่มีอำนาจในการ “จัดเก็บภาษีจากความมั่งคั่งมหาศาล และแก้ไขปัญหาของอังกฤษ”

พวกเขายังโพสต์วิดีโอแสดงให้เห็นหญิงสาวคนหนึ่งแปะถาดฟอยล์ที่บรรจุครัมเบิลกับแผ่นกระจก ก่อนที่ชายอีกคนจะสาดคัสตาร์ดใส่ตู้จัดแสดง

อนึ่ง มงกุฎอิมพีเรียลสเตต (Imperial State Crown) เป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ซึ่งตามปกติแล้วพระมหากษัตริย์อังกฤษจะทรงสวมในพิธีการอย่างเป็นทางการ เช่นพิธีบรมราชาภิเษกของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 เมื่อปี 2566 และในโอกาสสำคัญอย่างพิธีเปิดประชุมรัฐสภา

ผู้ต้องสงสัย 2 คนที่ปรากฏในวิดีโอสวมเสื้อยืดที่มีข้อความว่า “take back power” โดยฝ่ายหญิงตะโกนใส่กล้องว่า “ประชาธิปไตยพังทลายแล้ว!” ก่อนที่ชายซึ่งเทคัสตาร์ดจะกล่าวเสริมว่า “อังกฤษแตกสลายแล้ว เรามาที่นี่ ที่เครื่องประดับอัญมณีแห่งชาตินี้ เพื่อทวงคืนอำนาจ”

ด้าน น.ส.ซาราห์ โจนส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของสหราชอาณาจักร กล่าวว่าเหตุการณ์นี้เป็นสิ่งที่ “น่าอับอาย” พร้อมเสริมว่า “มีความแตกต่างชัดเจนระหว่างสิทธิ์ในการประท้วงตามระบอบประชาธิปไตย กับพฤติกรรมที่ไม่สามารถยอมรับได้”

หลังเกิดเหตุ “จีเวล เฮาส์” (Jewel House) ซึ่งเป็นพื้นที่จัดแสดงภายในหอคอยแห่งลอนดอน ถูกปิดไม่ให้สาธารณชนเข้าชม เพื่อเปิดทางเจ้าหน้าที่เข้าสืบสวน

“เจ้าหน้าที่ทำงานอย่างใกล้ชิดกับตำรวจนครบาลลอนดอนและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย โดยมีผู้ถูกจับกุมแล้ว 4 คนในฐานะผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้สร้างความเสียหายทางอาญา” ตำรวจนครบาลกล่าวเสริมในแถลงการณ์ โดยระบุว่าผู้ต้องสงสัยอยู่ในการดูแลของเจ้าหน้าที่แล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna , bbc