ฮ่องกงสั่งรื้อตาข่ายกันตกทั้งหมด เหยื่อไฟไหม้พุ่ง 159 ศพ สูญหายอีก 31 ราย

ฮ่องกงสั่งรื้อตาข่ายกันตกทั้งหมด เหยื่อไฟไหม้พุ่ง 159 ศพ สูญหายอีก 31 ราย

4 ธ.ค. 2568 01:28 น.

ฮ่องกงสั่งรื้อตาข่ายกันตกทั้งหมด เหยื่อไฟไหม้พุ่ง 159 ศพ สูญหายอีก 31 ราย

ทางการฮ่องกงสั่งรื้อตาข่ายป้องกันที่หุ้มอาคารซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการปรับปรุงออกทั้งหมด หลังเกิดเหตุไฟไหม้ใหญ่เมื่อสัปดาห์ก่อน ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 159 ศพแล้ว และมีผู้สูญหายอีก 31 ราย

เมื่อวันพุธที่ 3 ธ.ค. 2568 ทางการฮ่องกงออกคำสั่งให้รื้อตาข่ายที่ใช้ปิดนั่งร้านออกจากอาคารที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงทั้งหมดภายในวันเสาร์นี้ (6 ธ.ค.) ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุเพลิงไหม้อาคารครั้งร้ายแรงที่สุดในเขตบริหารพิเศษแห่งนี้ในรอบหลายทศวรรษ

ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ เซาท์ไชน่ามอร์นิงโพสต์ คำสั่งให้ถอดตาข่ายออกจะส่งผลกระทบต่ออาคารประมาณ 300 แห่งทั่วเกาะฮ่องกง ในขณะที่ทางการฮ่องกงระบุด้วยว่า จะมีการประกาศแนวทางปฏิบัติใหม่สำหรับการทดสอบวัสดุที่ใช้ในนั่งร้านในสัปดาห์หน้า

เหตุเพลิงไหม้ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันพุธที่ 26 พ.ย. โดยไฟได้ลุกไหม้อาคารสูงของโครงการที่พักอาศัย “หว่องฟุกคอร์ต” (Wang Fuk Court) ซึ่งอยู่ระหว่างการปรับปรุงครั้งใหญ่ ถึง 7 ตึกจาก 8 ตึก การสืบสวนเบื้องต้นชี้ว่า ตาข่ายป้องกันที่ใช้ห่อหุ้มล้อมรอบอาคาร ไม่ได้มาตรฐานการหน่วงไฟ

เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลานานจนถึงช่วงเช้าวันศุกร์ หรือราว 40 ชั่วโมง จึงจะสามารถดับไฟได้ทั้งหมด ต้องใช้ทีมนักดับเพลิงจำนวนกว่า 2,000 คน ในวันเดียวกัน ตำรวจก็เริ่มเข้าไปเก็บหลักฐานภายในอาคาร ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 3-4 สัปดาห์

ขณะที่การค้นหาภายในอาคารทั้ง 7 ตึกเสร็จสิ้นแล้ว โดยเจ้าหน้าที่พบศพผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์นี้แล้ว 159 ศพ แต่ยังมีผู้สูญหายอีก 31 ราย ซึ่งหลังจากนี้พวกเขาจะค้นหาร่างผู้เสียชีวิตในส่วนอื่น ๆ ของอาคารต่อไป เช่นที่ซากนั่งร้านไม้ไผ่ที่เหลืออยู่

“เรายังทำงานไม่เสร็จสิ้น” ผู้บัญชาการตำรวจ โจ โจว กล่าว “อย่างที่คุณเห็น… ไม้ไผ่จำนวนมากได้ร่วงลงมา เรายังคงต้องทำงานบางอย่าง… เพื่อดูว่ามีร่างผู้เสียชีวิตถูกไม้ไผ่ทับอยู่หรือไม่”

เจ้าหน้าที่โจเสริมด้วยว่า ในบรรดาผู้เสียชีวิต 159 ศพที่พบจนถึงปัจจุบัน สามารถระบุตัวตนได้แล้ว 140 ราย โดยเป็นชาย 49 ราย และเพศหญิง 91 ราย มีอายุระหว่าง 1 ถึง 97 ปี

ตำรวจยังจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยแล้ว 15 ราย ในข้อหาต่างๆ รวมถึง ฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา และข้อหาทุจริตเกี่ยวกับการปรับปรุงอาคาร โดยบางคนเป็นกรรมการของบริษัทก่อสร้างด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

มลพิษเป็นเหตุ เดลีพบคนป่วยทางเดินหายใจเฉียบพลัน 200,000 คนใน 3 ปี

มลพิษเป็นเหตุ เดลีพบคนป่วยทางเดินหายใจเฉียบพลัน 200,000 คนใน 3 ปี

3 ธ.ค. 2568 23:26 น.

มลพิษเป็นเหตุ เดลีพบคนป่วยทางเดินหายใจเฉียบพลัน 200,000 คนใน 3 ปี

ทางการดินแดนเผย กรุงเดลีมีผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจแบบเฉียบพลันมากกว่า 200,000 คนในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยสาเหตุเกิดจากมลพิษในอากาศที่กำลังเพิ่มสูงขึ้น

เมื่อวันพุธที่ 3 ธ.ค. 2568 รัฐบาลกลางของอินเดียเปิดเผยว่า โรงพยาบาลรัฐ 6 แห่งในกรุงนิวเดลี บันทึกสถิติผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันมากกว่า 200,000 ราย ระหว่างปี 2565-2567 ในขณะที่เมืองหลวงของอินเดียแห่งนี้กำลังเผชิญกับมลพิษในระดับสูงขึ้น

เจ้าหน้าที่รัฐบาลอินเดียระบุในรัฐสภาว่า มีประชาชนมากกว่า 30,000 คนที่เป็นโรคทางเดินหายใจจนต้องรับการรักษาในโรงพยาบาลในช่วง 3 ปีดังกล่าว

มลพิษทางอากาศเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในกรุงเดลีและพื้นที่ชานเมือง โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว และในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) ของเดลี ซึ่งใช้วัดสารมลพิษประเภทต่าง ๆ รวมถึง $PM2.5$ ซึ่งเป็นฝุ่นละอองขนาดเล็กที่สามารถอุดตันปอดได้ มีค่าสูงกว่าขีดจำกัดที่องค์การอนามัยโลกแนะนำถึง 20 เท่า

ปัญหามลพิษทางอากาศในเดลีไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่เป็นผลมาจากปัจจัยหลายอย่างผสมผสานกัน เช่น การปล่อยมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม, ควันไอเสียจากยานพาหนะ, อุณหภูมิที่ลดลง, ความเร็วลมต่ำ และการเผาตอซังพืชตามฤดูกาลในรัฐใกล้เคียง

โรงพยาบาลหลัก 6 แห่งในเดลีบันทึกสถิติผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันได้ 67,054 รายในปี 2565 กับ 69,293 รายในปี 2566 และอีก 68,411 รายในปี 2567

“การวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าการเพิ่มขึ้นของระดับมลพิษมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ป่วยที่มารับการรักษาในห้องฉุกเฉิน อย่างไรก็ตาม รูปแบบการศึกษานี้ไม่สามารถยืนยันได้ว่าความสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นเหตุเป็นผลกัน” รัฐบาลกล่าวต่อรัฐสภา

ตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ค่าเฉลี่ยดัชนีคุณภาพอากาศของเดลีทะลุระดับ “รุนแรง” ที่ 400 จุดหลายต่อหลายครั้ง โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว โดยระดับดังกล่าวสามารถทำอันตรายได้แม้แต่ผู้มีสุขภาพดี และก่อให้เกิดความเสี่ยงร้ายแรงต่อผู้ที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว

ในช่วงเช้าวันพุธ (3 ธ.ค.) แอปพลิเคชัน Safar ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอินเดียชี้ว่า ค่า AQI เฉลี่ยของเดลีอยู่ที่ประมาณ 380 จุด

ขณะที่สำนักข่าว BBC รายงานว่า โรงพยาบาลหลายแห่งในกรุงเดลีและเขตชานเมืองกำลังมีคนไข้เด็ก ที่ป่วยเนื่องจากมลพิษทางอากาศเพิ่มมากขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

แรคคูนเมาคลั่ง ป่วนร้านเหล้าเวอร์จิเนีย ก่อนไปสลบในห้องน้ำ

แรคคูนเมาคลั่ง ป่วนร้านเหล้าเวอร์จิเนีย ก่อนไปสลบในห้องน้ำ

3 ธ.ค. 2568 21:56 น.

แรคคูนเมาคลั่ง ป่วนร้านเหล้าเวอร์จิเนีย ก่อนไปสลบในห้องน้ำ

แรคคูนตัวหนึ่งบุกรุกเข้าไปในร้านขายสุราในรัฐเวอร์จิเนีย แล้วดื่มสุราที่อยู่ในร้านจนเมาอาละวาดทำลายข้าวของ ก่อนที่มันจะไปหลับอยู่ในห้องน้ำจนลูกจ้างร้านมาพบในตอนเช้า

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ลูกจ้างร้านขายสุราในเมืองแอชแลนด์ รัฐเวอร์จิเนีย ของสหรัฐฯ ต้องตกใจสุดขีด เมื่อเขามาเปิดร้านในช่วงเช้าวันเสาร์ (29 พ.ย.) แล้วพบว่า ชั้นล่างสุดของร้านซึ่งเป็นที่เก็บสก๊อตช์และวิสกี้ อยู่ในสภาพเละเทะ ขวดแตกกระจาย, แผ่นฝ้าเพดานยุบลงมา และแอลกอฮอล์นองเต็มพื้น

สภาพภายในร้านเหมือนกับมีใครบุกรุกเข้ามาแล้วทำลายข้าวของ แต่เมื่อลูกจ้างตรวจสอบต่อก็พบกับ แรคคูนตัวหนึ่ง นอนสลบไสลอยู่บนพื้นห้องน้ำ ในสภาพเมามายไม่ได้สติ เขาจึงเชื่อว่าคนร้ายในคดีนี้คือเจ้าแรคคูนตัวนี้นี่เอง

เจ้าหน้าที่ซาแมนทา มาร์ติน จากสำนักงานควบคุมสัตว์ป่าท้องถิ่น ซึ่งถูกเรียกมายังที่เกิดเหตุ บอกกับสื่อว่า “โดยส่วนตัวแล้ว ฉันชอบแรคคูนนะ พวกมันเป็นสัตว์ตัวเล็ก ๆ ที่ตลกมาก มันตกลงมาจากแผ่นฝ้าเพดานแผ่นหนึ่ง แล้วก็อาละวาดเต็มที่ และดื่มทุกอย่าง”

มาร์ตินเล่าอีกว่า เธอพาเจ้าแรคคูนตัวนี้กลับไปที่ศูนย์พักพิงสัตว์ และหัวเราะไม่หยุดตลอดทาง “ก็คงเป็นอีกวันหนึ่งในชีวิตของเจ้าหน้าที่ควบคุมสัตว์มั้งคะ” เธอกล่าว

ด้านศูนย์พักพิงและคุ้มครองสัตว์เขต แฮโนเวอร์ เคาน์ตี ชื่นชมมาร์ตินที่จัดการกับคดีบุกรุกครั้งนี้ และยืนยันว่าเจ้าแรคคูนสร่างเมาแล้ว

“หลังจากที่มันนอนหลับไปสองสามชั่วโมงและไม่มีร่องรอยการบาดเจ็บใด ๆ (นอกจากอาจจะอาการเมาค้างและการตัดสินใจในชีวิตที่ผิดพลาด) มันก็ถูกปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติอย่างปลอดภัย หวังว่ามันจะได้เรียนรู้ว่าการบุกรุกเข้าไปในสถานที่โดยไม่ได้รับอนุญาตไม่ใช่คำตอบที่ดี” ศูนย์พักพิงฯ ระบุในแถลงการณ์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

กองทัพภาค 2 แจงเหตุระเบิดในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” คาดเป็นทุ่นเดิมที่กัมพูชาวางไว้

กองทัพภาค 2 แจงเหตุระเบิดในพื้นที่ "ห้วยตามาเรีย" คาดเป็นทุ่นเดิมที่กัมพูชาวางไว้

3 ธ.ค. 2568 20:33 น.

กองทัพภาค 2 แจงเหตุระเบิดในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” คาดเป็นทุ่นเดิมที่กัมพูชาวางไว้

กองทัพภาคที่ 2 ชี้แจงเหตุระเบิดในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” บริเวณเส้นทางยุทธวิธีสร้างใหม่ พบเป็นทุ่นระเบิด PMN-2 จำนวน 1 ลูก คาดเป็นของเดิมที่กัมพูชาวางไว้ในช่วงที่ถูกฝ่ายเรารุกคืบ ยันไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

วันที่ 3 ธันวาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 ชี้แจงต่อสาธารณชนและผู้เกี่ยวข้องว่า เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 เวลา 14.20 น. หน่วย ร้อย.ร.1622 ซึ่งปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ ห้วยตามาเรีย บริเวณเส้นทางยุทธวิธีสร้างใหม่ เป็นจุดกลับรถหน้าฐานปฏิบัติการ ได้ตรวจพบเหตุระเบิดขึ้น และหลังจากเข้าตรวจสอบ พบว่าเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 จำนวน 1 ลูก ซึ่งได้เกิดการระเบิดขึ้นในพื้นที่ดังกล่าว 

ทั้งนี้จากการตรวจสอบสภาพพื้นที่ และการให้ข้อมูลของกำลังพลในพื้นที่ สันนิษฐานว่าเป็นทุ่นระเบิดที่ถูกวางไว้ในแนวทุ่นระเบิดเดิมที่ฝ่ายกัมพูชาวางไว้เพื่อชะลอหรือป้องกันการรุกไล่ติดตามของฝ่ายเราในห้วงที่พื้นที่ยังไม่สามารถควบคุมได้อย่างสมบูรณ์ ก่อนที่ฝ่ายเราจะเข้าควบคุมพื้นที่ได้ในเวลาต่อมา

จากการประเมินสถานการณ์เบื้องต้น เมื่อฝ่ายเราสามารถเข้าควบคุมพื้นที่ได้แล้ว และมีการเปิดเส้นทางยุทธวิธีใหม่ด้วยยานยนต์ ทุ่นระเบิดดังกล่าวจึงอาจถูกรถจักรที่เข้าดำเนินการปรับเกลี่ยออกไปด้านข้างแนวถนน และเกิดการทับถมจากดินและวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง และเมื่อได้รับแรงกดทับจากยานยนต์ในระดับที่เพียงพอ กลไกจุดระเบิดของทุ่น PMN-2 จึงทำงานและทำให้เกิดการระเบิดขึ้น โดยในระหว่างเกิดเหตุไม่ปรากฏความเคลื่อนไหวของกำลังทหารฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่โดยรอบ ในห้วงเวลาที่ฝ่ายเราเข้าควบคุมพื้นที่ 

ภายหลังเหตุการณ์ หน่วยในพื้นที่ได้ดำเนินการเก็บกู้และรักษาสภาพหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับทุ่นระเบิด PMN-2 จัดทำบันทึกรายละเอียดพื้นที่เกิดเหตุ รวมทั้งประเมินแนวโน้มการกระจายของทุ่นระเบิดในบริเวณใกล้เคียง พร้อมทั้งเตรียมประสานส่งมอบหลักฐานให้กับหน่วย นปท. และหน่วยพิสูจน์หลักฐานเพื่อดำเนินการตรวจสอบเชิงลึก และจัดทำฐานข้อมูลด้านทุ่นระเบิดต่อไป นอกจากนี้ได้เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังและตรวจค้นเพิ่มเติมในบริเวณแนวถนน และพื้นที่ต้องสงสัยโดยรอบ เพื่อความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชน รวมถึงแจ้งทุกหน่วยในพื้นที่รับผิดชอบให้จัดทำเครื่องหมายในพื้นที่ที่อาจเกิดอันตรายจากทุ่นระเบิด 

ทั้งนี้ สรุปได้ว่าเหตุระเบิดครั้งนี้มีลักษณะสอดคล้องกับทุ่นระเบิดที่ถูกวางไว้เดิมในพื้นที่ทุ่นระเบิดด้านกัมพูชา และถูกเคลื่อนย้ายหรือเกลี่ยโดยการทำถนน จนได้รับแรงกดทับเพียงพอทำให้ระเบิดขึ้นเอง จึงคาดว่าเป็นทุ่นระเบิดที่กัมพูชาวางไว้ในช่วงที่ถูกฝ่ายเรารุกคืบไล่ติดตามจนเข้ายึดครองพื้นที่ปฏิบัติการได้ในที่สุด

ไต้หวันยินดี–จีนไม่พอใจ หลังทรัมป์ลงนามกฎหมายใหม่ว่าด้วยความสัมพันธ์สหรัฐฯ–ไต้หวัน

ไต้หวันยินดี–จีนไม่พอใจ หลังทรัมป์ลงนามกฎหมายใหม่ว่าด้วยความสัมพันธ์สหรัฐฯ–ไต้หวัน

3 ธ.ค. 2568 16:04 น.

ไต้หวันยินดี–จีนไม่พอใจ หลังทรัมป์ลงนามกฎหมายใหม่ว่าด้วยความสัมพันธ์สหรัฐฯ–ไต้หวัน

ไต้หวันออกแถลงการณ์ขอบคุณสหรัฐฯ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามบังคับใช้กฎหมายใหม่ที่กำหนดให้กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ต้องทบทวนและปรับปรุงแนวทางการปฏิสัมพันธ์กับไต้หวันอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยทุก ๆ 5 ปี ขณะที่จีนแสดงความไม่พอใจทันที โดยมองว่าเป็นการแทรกแซงกิจการภายในและละเมิดอธิปไตยของตน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามบังคับใช้กฎหมายที่กำหนดให้กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ต้องทบทวนหลักเกณฑ์การปฏิสัมพันธ์อย่างเป็นทางการกับรัฐบาลไต้หวันเป็นประจำทุก 5 ปี ซึ่งเป็นสัญญาณที่ตอกย้ำการสนับสนุนไต้หวัน แม้จะไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการก็ตาม

สหรัฐอเมริกาถือเป็นผู้สนับสนุนไต้หวันในเวทีระหว่างประเทศที่สำคัญที่สุด และประเด็นนี้ได้สร้างความไม่พอใจอย่างต่อเนื่องในความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ เนื่องจากรัฐบาลจีนมองว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของตนเอง

ย้อนกลับไปในปี 2021 ภายใต้การบริหารของทรัมป์ครั้งแรก นายไมค์ พอมเพโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้น ได้ยกเลิกข้อจำกัดในการติดต่อระหว่างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และไต้หวัน ซึ่งเคยถูกกำหนดขึ้นหลังจากสหรัฐฯ รับรองรัฐบาลจีนในปี 1979

กฎหมายฉบับใหม่ที่ประธานาธิบดีทรัมป์ลงนามเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา คือ พระราชบัญญัติการดำเนินการรับรองไต้หวัน (Taiwan Assurance Implementation Act) ซึ่งระบุว่า กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ควรดำเนินการทบทวนหลักเกณฑ์การติดต่อกับไต้หวัน อย่างน้อยทุก ๆ 5 ปี

นางคาเรน กัว โฆษกสำนักงานประธานาธิบดีไต้หวัน กล่าวในแถลงการณ์ว่า กฎหมายนี้ “ยืนยันถึงคุณค่าของการปฏิสัมพันธ์ของสหรัฐฯ กับไต้หวัน สนับสนุนความสัมพันธ์ไต้หวัน-สหรัฐฯ ที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น และเป็นสัญลักษณ์ที่มั่นคงของค่านิยมร่วมกันของเราในด้านประชาธิปไตย เสรีภาพ และการเคารพสิทธิมนุษยชน” ด้านนายหลิน เจีย-ลุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไต้หวัน กล่าวว่า การทบทวนหลักเกณฑ์บ่อยครั้งขึ้น จะช่วยให้เจ้าหน้าที่ไต้หวันสามารถเข้าประชุมในหน่วยงานรัฐบาลกลางของสหรัฐฯ ได้มากขึ้น แม้ว่ากฎหมายจะไม่ได้ระบุถึงเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจน

ขณะที่นายหลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวว่า จีนคัดค้านอย่างหนักแน่นต่อการติดต่ออย่างเป็นทางการในรูปแบบใด ๆ ระหว่างสหรัฐฯ และ “เขตปกครองไต้หวันของจีน” เขากล่าวว่า “ปัญหาไต้หวันเป็นแกนหลักของผลประโยชน์หลักของจีน และเป็นเส้นแดงแรกที่มิอาจข้ามได้ ในความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ”

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนเรียกร้องให้สหรัฐฯ ใช้ “ความรอบคอบอย่างที่สุดในการจัดการปัญหาไต้หวัน เพื่อยุติการปฏิสัมพันธ์อย่างเป็นทางการทั้งหมดระหว่างสหรัฐฯ และไต้หวัน และไม่ส่งสัญญาณผิด ๆ ใด ๆ ไปยังกองกำลังแบ่งแยกดินแดนที่สนับสนุน ‘เอกราชของไต้หวัน’”

ทั้งนี้ รัฐบาลไต้หวันปฏิเสธการอ้างสิทธิ์ในดินแดนของจีน และยืนยันว่าตนมีสิทธิ์ที่จะติดต่อกับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกได้อย่างเสรี

ประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งเคยพบปะกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนที่เกาหลีใต้เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา คาดว่ามีกำหนดการเยือนจีนในเดือนเมษายนนี้.

ที่มา Reuters

ปธน.เกาหลีใต้อาจขอโทษเกาหลีเหนือ หากประเด็นโปรยใบปลิวและบินโดรนข้ามแดนเป็นความจริง

ปธน.เกาหลีใต้อาจขอโทษเกาหลีเหนือ หากประเด็นโปรยใบปลิวและบินโดรนข้ามแดนเป็นความจริง

3 ธ.ค. 2568 14:45 น.

ปธน.เกาหลีใต้อาจขอโทษเกาหลีเหนือ หากประเด็นโปรยใบปลิวและบินโดรนข้ามแดนเป็นความจริง

ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ของเกาหลีใต้ กล่าวว่าเขากำลังพิจารณาความเป็นไปได้ในการขอโทษเกาหลีเหนือ หากข้อกล่าวหาที่ชี้ว่าอดีตประธานาธิบดียุน ซอก-ยอล ตั้งใจยกระดับความตึงเครียดทางทหาร ด้วยการสั่งบินโดรนและปล่อยบอลลูนโฆษณาชวนเชื่อข้ามพรมแดน เพื่อปูทางสู่การประกาศกฎอัยการศึกนั้นเป็นความจริง

นายอี แจ มยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ได้กล่าวต่อผู้สื่อข่าวเนื่องในวาระครบรอบหนึ่งปีของการประกาศกฏอัยการศึกของนายยุน ซอก-ยอล โดยเน้นย้ำถึงความต้องการที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์กับเกาหลีเหนือ ประธานาธิบดีอี แจ มยอง กล่าวว่า เขากำลังพิจารณาความเป็นไปได้ที่จะ กล่าวขอโทษต่อเกาหลีเหนือ ต่อข้อสงสัยที่ว่าอดีตประธานาธิบดียุน ได้จงใจเพิ่มความตึงเครียดทางทหารระหว่างสองเกาหลี ก่อนหน้าที่จะประกาศใช้กฎอัยการศึกในระยะเวลาสั้น ๆ

เมื่อเดือนที่แล้ว อัยการพิเศษได้ตั้งข้อหาต่อนายยุนและเจ้าหน้าที่กลาโหมระดับสูงอีกสองคน ฐานถูกกล่าวหาว่า สั่งการให้มีการบินโดรนเหนือน่านฟ้าเกาหลีเหนือเพื่อสร้างความตึงเครียด นอกจากนี้ สื่อท้องถิ่นยังรายงานว่า กองทัพภายใต้การนำของนายยุนได้ปล่อย บอลลูนบรรจุใบปลิวโฆษณาชวนเชื่อ ข้ามพรมแดนด้วย

เกาหลีเหนือเคยกล่าวหาต่อสาธารณะว่า รัฐบาลของนายยุนได้ส่งโดรนบินเหนือน่านฟ้าเกาหลีเหนือเพื่อปล่อยใบปลิวต่อต้านเกาหลีเหนือถึงสามครั้งในเดือนตุลาคม 2024 แม้ว่ากองทัพเกาหลีใต้จะปฏิเสธที่จะยืนยันคำกล่าวอ้างของเกาหลีเหนืออย่างหนักแน่น

แม้ว่าข้อกล่าวหาเรื่องโดรนและใบปลิวยังไม่ได้มีการพิสูจน์ในศาล แต่ประธานาธิบดีอีได้กล่าวถึงเรื่องนี้โดยสมมติว่าเรื่องดังกล่าวเป็นความจริง และกล่าวเมื่อวันพุธว่า โดยส่วนตัวแล้วเขาปรารถนาที่จะขอโทษต่อเกาหลีเหนือ

นายอีกล่าวว่า ก่อนหน้านี้เขาได้งดเว้นการแสดงความคิดเห็น เนื่องจากกังวลว่าความคิดเห็นของเขาอาจกลายเป็น “เครื่องมือสำหรับการใส่ร้ายว่าเขาเป็นพวกสนับสนุนเกาหลีเหนือ หรือการต่อสู้ทางการเมืองเชิงอุดมการณ์”

นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนมิถุนายน ประธานาธิบดีอีได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อลดความตึงเครียดระหว่างเกาหลี รวมถึงการปิดลำโพงแนวหน้าที่เคยเปิดเพลงเคป๊อปและข่าวโลก และสั่งห้ามนักเคลื่อนไหวไม่ให้ปล่อยบอลลูนบรรจุใบปลิวโฆษณาชวนเชื่อข้ามพรมแดน

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เกาหลีเหนือยังคงเพิกเฉยต่อความพยายามของนายอี โดยนายคิม จอง อึน ได้กล่าวย้ำหลายครั้งว่ารัฐบาลของเขาไม่มีความสนใจในการเจรจา

ในการแถลงข่าว นายอียังได้กล่าวถึงความเป็นไปได้ที่รัฐบาลของเขาอาจพิจารณาทบทวนการจัดการซ้อมรบร่วมระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ เพื่อนำเกาหลีเหนือเข้าสู่โต๊ะเจรจา เนื่องจากเกาหลีเหนือวิจารณ์การซ้อมรบประจำปีของพันธมิตรอย่างรุนแรงมาโดยตลอด โดยเรียกว่าเป็น “เกมสงคราม” ที่คุกคามสันติภาพของคาบสมุทรเกาหลีและอธิปไตยของประเทศ.

ที่มา AP

มาเลเซียยืนยันรื้อฟื้นค้นหา MH370 เริ่ม 30 ธ.ค. หลังหายสาบสูญกว่า 11 ปี

มาเลเซียยืนยันรื้อฟื้นค้นหา MH370 เริ่ม 30 ธ.ค. หลังหายสาบสูญกว่า 11 ปี

3 ธ.ค. 2568 12:39 น.

มาเลเซียยืนยันรื้อฟื้นค้นหา MH370 เริ่ม 30 ธ.ค. หลังหายสาบสูญกว่า 11 ปี

กระทรวงคมนาคมมาเลเซียประกาศว่า ปฏิบัติการค้นหาเที่ยวบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ส เที่ยวบิน MH370 ที่สูญหายไป จะกลับมาดำเนินการอีกครั้งในวันที่ 30 ธันวาคม นี้ หลังจากที่เที่ยวบินมุ่งหน้าสู่กรุงปักกิ่งลำนี้หายไปอย่างเป็นปริศนาเมื่อ 11 ปีที่แล้ว โดยมอบภารกิจให้บริษัท Ocean Infinity พร้อมเสนอจ่าย 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หากพบซากเครื่องบิน

เที่ยวบิน MH370 ซึ่งเป็นเครื่องบินโบอิ้ง 777 บรรทุกผู้โดยสาร 227 คน และลูกเรือ 12 คน ได้หายไปจากจอเรดาร์ระหว่างเดินทางจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ไปยังกรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2014 โดยผู้โดยสารสองในสามเป็นชาวจีน ส่วนที่เหลือเป็นชาวมาเลเซีย อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย รวมถึงชาติอื่น ๆ เช่น อินเดีย อเมริกัน ดัตช์ และฝรั่งเศส

กระทรวงคมนาคมมาเลเซียออกแถลงการณ์ยืนยันว่า บริษัท Ocean Infinity ซึ่งเป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีใต้น้ำ ได้ยืนยันที่จะกลับมาเริ่มปฏิบัติการค้นหาซากเครื่องบินที่ก้นทะเลอีกครั้งเป็นเวลา 55 วัน โดยจะดำเนินการแบบไม่ต่อเนื่อง การค้นหาครั้งนี้จะมุ่งเน้นในพื้นที่เป้าหมายที่ “ได้รับการประเมินว่ามี ความเป็นไปได้สูงสุด” ที่เครื่องบินจะอยู่ตรงนั้น แม้ว่าจะไม่มีการระบุตำแหน่งที่ชัดเจนของพื้นที่ค้นหา

ปฏิบัติการครั้งใหม่นี้เป็นไปตามข้อตกลงที่ทำไว้ระหว่างรัฐบาลมาเลเซียกับ Ocean Infinity โดยมาเลเซียจะจ่ายเงินให้บริษัทเป็นจำนวน 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2,230 ล้านบาท) หากมีการค้นพบซากเครื่องบินอย่างมีนัยสำคัญ บริเวณก้นมหาสมุทรอินเดียตอนใต้ครอบคลุมพื้นที่ 15,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งดำเนินการภายใต้หลักการ “ไม่พบ ไม่จ่าย” (no find, no fee) เช่นเดียวกับการค้นหาก่อนหน้านี้

การค้นหาล่าสุดในมหาสมุทรอินเดียตอนใต้เมื่อเดือนเมษายนปีนี้ถูกระงับไปเนื่องจากสภาพอากาศเลวร้าย

ก่อนหน้านี้ Ocean Infinity ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในสหราชอาณาจักรและสหรัฐฯ เคยเป็นผู้นำในการค้นหาที่ไม่ประสบความสำเร็จในปี 2018 ก่อนที่จะตกลงที่จะเริ่มการค้นหาใหม่ในปีนี้

ก่อนหน้านั้น มีการค้นหาครั้งแรกที่นำโดยออสเตรเลีย ครอบคลุมพื้นที่ 120,000 ตารางกิโลเมตร ในมหาสมุทรอินเดียเป็นเวลากว่า 3 ปี แต่ไม่พบร่องรอยของเครื่องบิน นอกเหนือจากชิ้นส่วนเศษซากจำนวนเล็กน้อยที่ถูกคลื่นซัดไปติดชายฝั่งแอฟริกาและตามเกาะต่าง ๆ ในมหาสมุทรอินเดีย

รายงานความยาว 495 หน้าในปี 2018 เกี่ยวกับการหายสาบสูญ ระบุว่า ระบบควบคุมของโบอิ้ง 777 น่าจะถูกบิดเบือนเส้นทางโดยเจตนา แต่ผู้สอบสวนไม่สามารถระบุได้ว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบ และหยุดให้ข้อสรุปเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น โดยกล่าวว่าต้องขึ้นอยู่กับการค้นพบซากเครื่องบิน

กระทรวงคมนาคมมาเลเซียกล่าวเสริมว่า การดำเนินการล่าสุดนี้ “ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลมาเลเซียที่จะให้ความชัดเจนและยุติเรื่องราวแก่ครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากโศกนาฏกรรมนี้” โดยญาติผู้เสียหายเคยแสดงความหวังในเดือนกุมภาพันธ์ว่าการค้นหาครั้งใหม่อาจนำมาซึ่งคำตอบในที่สุด.

ที่มา AFP

UN เตือน พื้นที่ปลูกฝิ่นในพม่าพุ่งสูงสุดในรอบ 10 ปี

UN เตือน พื้นที่ปลูกฝิ่นในพม่าพุ่งสูงสุดในรอบ 10 ปี

3 ธ.ค. 2568 12:05 น.

UN เตือน พื้นที่ปลูกฝิ่นในพม่าพุ่งสูงสุดในรอบ 10 ปี

สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) เปิดเผยว่า พื้นที่ปลูกฝิ่นในพม่าขยายตัวถึงกว่า 331,250 ไร่ ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหลังการยึดอำนาจของรัฐบาลทหารปี 2015 และการปราบปรามยาเสพติดในอัฟกานิสถาน โดยกิจกรรมผิดกฎหมายเหล่านี้เป็นแหล่งทุนสำคัญในการขับเคลื่อนสงครามกลางเมือง

สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ออกคำเตือนว่า การปลูกฝิ่นในประเทศพม่าได้พุ่งสูงทำลายสถิติในรอบทศวรรษ และมีสัญญาณเบื้องต้นว่าเฮโรอีนกำลังถูกลักลอบนำเข้าสู่ตลาดตะวันตก

พม่าซึ่งได้รับผลกระทบจากสงครามอย่างหนัก เป็นแหล่งรวมกิจกรรมตลาดมืดที่หลากหลาย ตั้งแต่การทำเหมืองผิดกฎหมายไปจนถึงการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต และการผลิตยาเสพติดผิดกฎหมาย เช่น ยาบ้าและเฮโรอีน โดยพม่าเป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิตฝิ่นรายใหญ่ที่สุดของโลกมานาน และได้ก้าวขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่ง หลังจากรัฐบาลตาลิบันสั่งปราบปรามการค้าฝิ่นในอัฟกานิสถานเมื่อปี 2022

นักวิเคราะห์ระบุว่า กิจกรรมผิดกฎหมายเหล่านี้เป็นแหล่งรายได้สำคัญที่ใช้ในการสนับสนุนสงครามกลางเมืองที่เกิดขึ้นในพม่านับตั้งแต่กองทัพเข้ายึดอำนาจในการรัฐประหารเมื่อปี 2021

รายงานสำรวจฝิ่นประจำปีของ UNODC เปิดเผยว่า ในปีนี้ มีการเพาะปลูกฝิ่นในพม่าบนพื้นที่กว่า  331,250 ไร่ ซึ่งถือเป็น พื้นที่ขนาดใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2015

รายงานระบุว่า หลังการปราบปรามในอัฟกานิสถาน “มีสัญญาณที่ชัดเจนว่า เฮโรอีนที่ลักลอบนำเข้าจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังเข้าสู่ตลาดที่ปกติไม่ได้จัดหาจากภูมิภาคนี้”

UNODC อ้างถึงกรณีการยึดเฮโรอีนต้องสงสัยมีแหล่งกำเนิดจากพม่ารวม 60 กิโลกรัม จากผู้โดยสารสายการบินที่เดินทางจากประเทศไทยไปยังสหภาพยุโรปในช่วงปี 2024 และต้นปี 2025

แม้ว่าขนาดการลักลอบขนส่งจะ “ยังไม่สำคัญมากนัก แต่สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป อาจกระตุ้นให้เกิดการปลูกและผลิตฝิ่นในเมียนมามากขึ้น”

แม้ว่าการปลูกฝิ่นจะแพร่หลายในพม่าก่อนเกิดสงครามกลางเมือง แต่ผู้สังเกตการณ์กล่าวว่า ความขัดแย้งได้ กระตุ้นตลาดมืด อย่างรุนแรง ด้วยสาเหตุจากรัฐบาลกลางที่อ่อนแอ โครงสร้างพื้นฐานทางอุตสาหกรรมถูกทำลายจากการสู้รบ และความยากจนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

รายงานของ UNODC ชี้ว่า แม้ความไม่มั่นคงจะเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้เกษตรกรหันมาปลูกฝิ่น แต่ “ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงและสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัยก็ทำให้การดูแลพื้นที่เพาะปลูกเป็นเรื่องยากขึ้น”

ถึงแม้ว่าพื้นที่ปลูกฝิ่นจะขยายตัวขึ้น 17 เปอร์เซ็นต์ จากปี 2024 แต่ผลผลิตในปีนี้ยังคงที่อยู่ที่ประมาณ 1,000 ตัน.

ที่มา AFP

สหรัฐฯ สั่งระงับคำร้องขอเข้าเมืองจาก 19 ประเทศนอกยุโรป อ้างเหตุผลความมั่นคง

สหรัฐฯ สั่งระงับคำร้องขอเข้าเมืองจาก 19 ประเทศนอกยุโรป อ้างเหตุผลความมั่นคง

3 ธ.ค. 2568 11:04 น.

สหรัฐฯ สั่งระงับคำร้องขอเข้าเมืองจาก 19 ประเทศนอกยุโรป อ้างเหตุผลความมั่นคง

ฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศระงับการดำเนินการคำร้องขอเข้าเมืองทั้งหมด ซึ่งรวมถึงการยื่นขอกรีนการ์ด และการขอสัญชาติสหรัฐฯ ที่ยื่นโดยผู้ย้ายถิ่นฐานจาก 19 ประเทศนอกทวีปยุโรป โดยอ้างถึงความกังวลเกี่ยวกับภัยคุกคามด้านความมั่นคงของชาติและความปลอดภัยสาธารณะ

มาตรการระงับดังกล่าวใช้กับพลเมืองของ 19 ประเทศที่เคยถูกจำกัดการเดินทางบางส่วนเมื่อเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นการเพิ่มข้อจำกัดด้านการย้ายถิ่นฐานให้เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งเป็นนโยบายหลักของประธานาธิบดีทรัมป์

บันทึกอย่างเป็นทางการที่ระบุนโยบายใหม่นี้ ได้อ้างถึงเหตุการณ์โจมตีสมาชิกกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิสหรัฐฯ ในกรุงวอชิงตันดีซี เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งมีชายชาวอัฟกานิสถานถูกจับกุมในฐานะผู้ต้องสงสัย โดยเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้สมาชิกกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิเสียชีวิต 1 นาย และบาดเจ็บสาหัสอีก 1 นาย

นอกจากนี้ ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ยังได้กล่าวโจมตีชาวโซมาเลียอย่างรุนแรง โดยเรียกพวกเขาว่าเป็น “ขยะ” และกล่าวว่า “เราไม่ต้องการพวกเขาในประเทศของเรา”

นับตั้งแต่กลับมารับตำแหน่งเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ให้ความสำคัญกับการบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมืองอย่างเข้มงวด โดยได้ส่งเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางไปยังเมืองใหญ่ ๆ ในสหรัฐฯ และปฏิเสธผู้แสวงหาที่ลี้ภัยบริเวณชายแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโก แม้ว่าก่อนหน้านี้รัฐบาลของเขาจะเน้นย้ำเรื่องการเนรเทศ แต่ก็ให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนการย้ายถิ่นฐานแบบถูกกฎหมายน้อยกว่า

การออกมาตรการจำกัดที่รวดเร็วหลังเหตุการณ์โจมตีสมาชิกกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการย้ายถิ่นฐานแบบถูกกฎหมายมากขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อปกป้องความมั่นคงของชาติ และกล่าวโทษนโยบายของอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน

รายชื่อประเทศเป้าหมายประกอบด้วย 12 ประเทศที่เคยถูกจำกัดการย้ายถิ่นฐานอย่างรุนแรงที่สุดในเดือนมิถุนายน ซึ่งรวมถึงการระงับการเข้าประเทศทั้งหมดโดยมีข้อยกเว้นเล็กน้อย ได้แก่ อัฟกานิสถาน พม่า ชาด สาธารณรัฐคองโก อิเควทอเรียลกินี เอริเทรีย เฮติ อิหร่าน ลิเบีย โซมาเลีย ซูดาน เยเมน

ส่วนประเทศอีก 7 ประเทศที่ถูกจำกัดบางส่วนในเดือนมิถุนายน ได้แก่ บุรุนดี คิวบา ลาว เซียร์ราลีโอน โตโก เติร์กเมนิสถาน และเวเนซุเอลา

นโยบายใหม่นี้จะระงับคำร้องที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ และมีคำสั่งให้ผู้ย้ายถิ่นฐานทั้งหมดจากรายชื่อประเทศเหล่านี้ “เข้ารับกระบวนการตรวจสอบซ้ำอย่างละเอียดถี่ถ้วน ซึ่งรวมถึงการสัมภาษณ์ที่อาจเกิดขึ้น และหากจำเป็นให้มีการสัมภาษณ์ซ้ำเพื่อประเมินภัยคุกคามด้านความมั่นคงของชาติและความปลอดภัยสาธารณะทั้งหมดอย่างเต็มที่”

ทนายความของสมาคมทนายความคนเข้าเมืองอเมริกัน กล่าวว่า องค์กรได้รับรายงานเกี่ยวกับการยกเลิกพิธีสาบานตน การสัมภาษณ์ขอสัญชาติ และการปรับสถานะสำหรับบุคคลจากประเทศที่อยู่ในบัญชีห้ามเดินทาง.

ที่มา Reuters

YouTube ยอมล็อกเด็กต่ำกว่า 16 ตามกฎหมายแบนโซเชียลสุดเข้มของออสเตรเลีย

YouTube ยอมล็อกเด็กต่ำกว่า 16 ตามกฎหมายแบนโซเชียลสุดเข้มของออสเตรเลีย

3 ธ.ค. 2568 10:40 น.

YouTube ยอมล็อกเด็กต่ำกว่า 16 ตามกฎหมายแบนโซเชียลสุดเข้มของออสเตรเลีย

YouTube ออกแถลงการณ์จะปฏิบัติตามกฎหมายแบนโซเชียลมีเดียสำหรับวัยรุ่นของออสเตรเลีย โดยจะปิดกั้นไม่ให้ผู้ใช้ที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปีเข้าบัญชีของตนเองได้ภายในไม่กี่วันข้างหน้า

การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นจุดสิ้นสุดของความขัดแย้งระหว่างยักษ์ใหญ่ด้านอินเทอร์เน็ตและรัฐบาลออสเตรเลีย หลังจากรัฐบาลเคยยกเว้น YouTube จากข้อบังคับดังกล่าว เนื่องจากเนื้อหามีบทบาททางการศึกษา แต่ต่อมารัฐบาลได้เปลี่ยนท่าทีรวม YouTube อยู่ภายใต้กฎหมาย ทำให้ Google ต้องขอคำปรึกษาทางกฎหมายก่อนตัดสินใจ

โดยในแถลงการณ์ล่าสุด YouTube ระบุว่า “ผู้ชมจะต้องมีอายุ 16 ปีขึ้นไปเพื่อเข้าสู่ระบบ YouTube” พร้อมตัดพ้อว่า “นี่เป็นเรื่องที่น่าผิดหวัง กฎหมายนี้จะไม่สามารถทำให้เด็กปลอดภัยขึ้นบนโลกออนไลน์ได้ตามที่ตั้งใจไว้ และในความเป็นจริงจะยิ่งทำให้เด็กออสเตรเลีย ไม่ปลอดภัยมากกว่าเดิม บน YouTube”

กฎหมายดังกล่าวกำลังถูกจับตาโดยประเทศและหน่วยงานอื่นทั่วโลกที่กำลังพิจารณามาตรการควบคุมอายุบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ทำให้กรณีของออสเตรเลียอาจกลายเป็นกรณีตัวอย่างต่อวิธีการที่บรรดาบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐ ต้องปรับสมดุลระหว่างการปกป้องเยาวชนกับสิทธิ์เข้าถึงบริการดิจิทัล

รัฐบาลออสเตรเลียยืนยันว่า กฎหมายนี้ตอบสนองต่อข้อมูลจำนวนมากที่บ่งชี้ว่าแพลตฟอร์มต่าง ๆ ยังทำไม่เพียงพอในการปกป้องเด็กจากเนื้อหาที่เป็นอันตราย

YouTube ระบุว่า ผู้ใช้ที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปีจะถูกออกจากระบบโดยอัตโนมัติ ตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม ทำให้ไม่สามารถกดติดตาม กดไลก์ แสดงความคิดเห็น หรือโพสต์วิดีโอได้อีกต่อไป แต่ยังสามารถดูวิดีโอแบบไม่เข้าสู่ระบบได้

ข้อจำกัดนี้หมายถึง ครีเอเตอร์เยาวชน ที่มีอายุต่ำกว่าเกณฑ์จะไม่สามารถเข้าสู่บัญชีของตนเองหรืออัปโหลดเนื้อหาใหม่ได้เช่นกัน โดย YouTube ไม่ได้เปิดเผยว่าจะตรวจสอบอายุผู้ใช้อย่างไร

แพลตฟอร์มยังย้ำในอีเมลถึงผู้ปกครองว่า กฎหมายนี้ทำให้มาตรการควบคุมของผู้ปกครองใช้ไม่ได้ผล เพราะการควบคุมของผู้ปกครองใช้ได้ก็ต่อเมื่อเด็กเข้าสู่ระบบเท่านั้น ดังนั้นการตั้งค่าที่ผู้ปกครองเลือกไว้จะไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไป

ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสื่อสาร อานิกา เวลส์ ของออสเตรเลีย กล่าวในกรุงแคนเบอร์ราว่า มันแปลกมากที่ YouTube ย้ำตลอดว่าการใช้งานแบบไม่เข้าสู่ระบบนั้นไม่ปลอดภัยและมีเนื้อหาไม่เหมาะสมสำหรับเด็ก พร้อมเสริมว่า หาก YouTube ยอมรับว่าสภาพแวดล้อมแบบไม่ล็อกอินไม่ปลอดภัยจริง ก็เป็นปัญหาที่บริษัทต้องแก้ไข

ทั้งนี้ ตามกฎหมายใหม่ของออสเตรเลีย จะห้ามไม่ให้ผู้มีอายุต่ำกว่า 16 ปีมีบัญชีบนแพลตฟอร์ม โดยกำหนดค่าปรับสูงสุดถึง 49.5 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ประมาณ 1,037 ล้านบาท) สำหรับการละเมิด

Meta (Facebook และ Instagram), TikTok และ Snapchat ต่างระบุว่าจะปฏิบัติตามกฎหมาย มีเพียงแพลตฟอร์ม X ของอีลอน มัสก์ และ Reddit ที่ยังไม่ให้คำยืนยันว่าจะปฏิบัติตามหรือไม่

เวลส์ยังระบุว่า แม้จะมีรายงานว่าแอปโซเชียลทางเลือกที่เป็นที่รู้จักน้อยกว่าเริ่มได้รับความนิยม แต่รัฐบาลก็เตรียมขยายรายชื่อแพลตฟอร์มภายใต้กฎหมาย หากเห็นว่าผู้ใช้งานเยาวชนย้ายไปใช้งานอย่างมีนัยสำคัญ

ตามข้อมูลจากหน่วยงานกำกับดูแลด้านความปลอดภัยออนไลน์ eSafety Commissioner ระบุว่า YouTube มีผู้ใช้ชาวออสเตรเลียอายุ 13–15 ปีจำนวน 325,000 บัญชี รองจาก Snapchat ที่มี 440,000 บัญชี และ Instagram ที่มี 350,000 บัญชีในกลุ่มอายุเดียวกัน

eSafety ยังรายงานว่า กว่า 1 ใน 3 ของเด็กอายุ 10–15 ปี เคยเห็นเนื้อหาที่เป็นอันตรายบน YouTube ซึ่งเป็นอัตราที่สูงที่สุดในบรรดาแพลตฟอร์มทั้งหมด.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ YouTube