“อันวาร์ อิบราฮิม” ยันชัด “ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง” ปมเอี่ยวอีเมล “เจฟฟรีย์ เอพสตีน”

"อันวาร์ อิบราฮิม" ยันชัด "ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง" ปมเอี่ยวอีเมล "เจฟฟรีย์ เอพสตีน"

2 ก.พ. 2569 13:57 น.

“อันวาร์ อิบราฮิม” ยันชัด “ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง” ปมเอี่ยวอีเมล “เจฟฟรีย์ เอพสตีน”

นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย อันวาร์ อิบราฮิม ตกเป็นเป้าความสนใจ หลังชื่อโผล่ในเอกสารลับชุดล่าสุดของคดี “เจฟฟรีย์ เอพสตีน” เผยเป็นอีเมลหารือกันระหว่างเอพสตีนและพันธมิตร เพื่อดึงตัวอันวาร์เข้าหาธนาคารยักษ์ใหญ่ JP Morgan หวังเป็น “ขุมทอง” ในอนาคต ด้านฝ่ายค้านมาเลเซียจี้ให้ออกมาคำชี้แจงด่วน

ชื่อของนายอันวาร์ อิบราฮิม ปรากฏอยู่ในกลุ่มเอกสารชุดล่าสุดที่เปิดเผยโดยกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ  ซึ่งเกี่ยวข้องกับคดีของ เจฟฟรีย์ เอพสตีน อดีตนักการเงินผู้ล่วงลับที่เคยถูกจับกุมในคดีล่วงละเมิดทางเพศผู้เยาว์ อย่างไรก็ตาม ชื่อของอันวาร์ไม่ได้ถูกระบุว่าเกี่ยวข้องกับการทำผิดทางเพศหรือการเดินทางไปยังเกาะส่วนตัวของเอพสตีนแต่อย่างใด แต่เป็นการพูดถึงในบริบทของ “โอกาสทางธุรกิจและการเมือง”

จากอีเมลฉบับวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2012 พันธมิตรของเอพสตีน (ซึ่งถูกปกปิดชื่อ) ได้ส่งข้อความสอบถามว่า ควรจัดให้มีการพบกันเป็นการส่วนตัวระหว่างอันวาร์ กับบุคคลที่ชื่อว่า “Jes” ซึ่งเชื่อกันว่าคือ เจส สเตลีย์ ซีอีโอด้านวานิชธนกิจของ JP Morgan ในขณะนั้น เพื่อผลประโยชน์ในอนาคตของธนาคารหรือไม่

ในอีเมลระบุว่า “ถ้าเขากลายเป็นนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เขาจะมาสะสางเรื่องต่างๆ และนี่อาจเป็นขุมทอง (Gold mine) สำหรับ JPM” นอกจากนี้ผู้ส่งอีเมลยังอ้างว่ารู้จักอันวาร์เป็นอย่างดีและสนิทสนมกันมานานหลายปี แม้ในช่วงที่คนอื่นคิดว่าอาชีพการเมืองของเขาจบสิ้นลงแล้ว

ด้านเอพสตีนได้ตอบกลับอีเมลดังกล่าว โดยเสนอให้จัดการพบกันในช่วงเดือนพฤษภาคม และยังแนะนำให้เสนอแผนการสร้างภาพยนตร์ฮอลลีวูดในมาเลเซีย เพื่อเป็นการจูงใจ โดยอ้างถึงผู้กำกับชื่อดังอย่าง “วู้ดดี้ อัลเลน” ที่เคยทำหนังในหลายประเทศเพื่อแลกกับเงินสนับสนุน

ช่วงเวลาที่เกิดการแลกเปลี่ยนอีเมลดังกล่าว คือหนึ่งปีก่อนการเลือกตั้งทั่วไปปี 2013 ของมาเลเซีย ซึ่งในเวลานั้นอันวาร์เป็นผู้นำพรรคฝ่ายค้าน (Pakatan Rakyat) และได้รับความนิยมอย่างสูงจากชาติตะวันตกในฐานะนักปฏิรูป ทำให้เกิดทฤษฎีสมคบคิดว่าสหรัฐฯ และชาติตะวันตกอาจให้การสนับสนุนเขาในการเปลี่ยนผ่านอำนาจ ก่อนที่เขาจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้จริงในปี 2022

ล่าสุด Pemuda Bersatu หรือ ฝ่ายเยาวชนของพรรค Malaysian United Indigenous Party (BERSATU) ในมาเลเซีย นำโดยนายนาอิม บรันเดจ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสาร ได้ออกมาเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีอันวาร์ชี้แจงความจริง ว่าเคยมีการพบปะกับเอพสไตน์หรือบุคคลที่ระบุในเอกสารหรือไม่ โดยเฉพาะประเด็นที่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาเลเซียถูกมองว่าเป็น “ขุมทอง” ของสถาบันการเงินต่างชาติ

ทั้งนี้ เอกสารชุดดังกล่าวถูกเปิดเผยออกมาตามนโยบายความโปร่งใสในการตรวจสอบคดีเอพสตีน เนื่องจากเขามีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับบุคคลระดับสูงจำนวนมาก รวมถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ด้วย ส่วนเจฟฟรีย์ เอพสตีน ได้เสียชีวิตลงในเรือนจำเมื่อปี 2019 ซึ่งมีรายงานว่าเป็นการฆ่าตัวตาย.

ที่มา Malaysiakini

ญี่ปุ่นขุดพบ “แรร์เอิร์ธ” ใต้ทะเลลึก 6,000 เมตร หวังลดการพึ่งพาจีน

ญี่ปุ่นขุดพบ "แรร์เอิร์ธ" ใต้ทะเลลึก 6,000 เมตร หวังลดการพึ่งพาจีน

2 ก.พ. 2569 13:29 น.

ญี่ปุ่นขุดพบ “แรร์เอิร์ธ” ใต้ทะเลลึก 6,000 เมตร หวังลดการพึ่งพาจีน

รัฐบาลญี่ปุ่นแถลงความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ หลังภารกิจสำรวจใต้ทะเลลึกขุดพบตะกอนที่มีแร่หายาก หรือ แรร์เอิร์ธ ปริมาณมหาศาล ณ ระดับความลึก 6,000 เมตร บริเวณเกาะมินามิโทริชิมะ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่เป็นอิสระจากจีน ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น

รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ภารกิจทดลองขุดเจาะใต้ทะเลลึกประสบความสำเร็จในการเก็บกู้ตะกอนที่มีแร่หายาก หรือ “แรร์เอิร์ธ” จากระดับความลึกประมาณ 6,000 เมตร ซึ่งถือเป็นความพยายามครั้งแรกของโลกในการขุดเจาะแร่ที่ระดับความลึกขนาดนี้

นายเค ซาโตะ โฆษกรัฐบาลญี่ปุ่น ระบุว่า “ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการวิเคราะห์รายละเอียดของตัวอย่างที่เก็บมาได้ เพื่อตรวจสอบปริมาณแร่ที่แน่ชัด” พร้อมย้ำว่าความสำเร็จนี้มีความหมายอย่างยิ่ง ทั้งในด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการพัฒนาทรัพยากรทางทะเลอย่างครอบคลุม

การขุดเจาะครั้งนี้ใช้เรือเจาะทางวิทยาศาสตร์ที่ชื่อว่า “ชิคิว” (Chikyu) ซึ่งออกเดินทางไปยังเกาะมินามิโทริชิมะในมหาสมุทรแปซิฟิกเมื่อเดือนที่ผ่านมา โดยพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตเศรษฐกิจจำเพาะของญี่ปุ่น และคาดการณ์ว่ามีปริมาณแรร์เอิร์ธสะสมอยู่มากกว่า 16 ล้านตัน ซึ่งหนังสือพิมพ์นิกเคอิ ระบุว่าเป็นแหล่งสำรองที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก

รายงานระบุว่าแหล่งแร่นี้ประกอบด้วย ดิสพรอเซียม (Dysprosium) ที่มีปริมาณเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วโลกถึง 730 ปี ซึ่งใช้ผลิตแม่เหล็กกำลังสูงในโทรศัพท์และรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงอิตเทรียม (Yttrium) ที่มีปริมาณเพียงพอสำหรับการใช้งานถึง 780 ปี โดยใช้ในเทคโนโลยีเลเซอร์

ปัจจุบันจีนเป็นผู้ผลิตแรร์เอิร์ธรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยครองส่วนแบ่งการทำเหมืองเกือบ 2 ใน 3 และครองส่วนแบ่งการถลุงแร่ทั่วโลกถึง 92% ความเคลื่อนไหวของญี่ปุ่นในครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากรัฐบาลปักกิ่งที่สั่งระงับการส่งออกสินค้าที่สามารถใช้งานได้สองทาง ซึ่งรวมถึงแร่บางชนิด เพื่อตอบโต้นโยบายของ นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ที่เคยส่งสัญญาณเรื่องการตอบโต้ทางทหารหากมีการโจมตีไต้หวัน

นักวิเคราะห์จากสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการศึกษายุทธศาสตร์ (IISS) ชี้ว่า หากญี่ปุ่นสามารถสกัดแร่จากแหล่งนี้ได้อย่างสม่ำเสมอ จะกลายเป็น “สินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์” ที่ช่วยลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจากจีนได้อย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม กลุ่มนักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมได้ออกมาเตือนว่า การทำเหมืองใต้ทะเลลึกอาจทำลายระบบนิเวศทางทะเลและรบกวนหน้าดินใต้ทะเลอย่างรุนแรง ขณะที่ในระดับสากล องค์การพื้นดินใต้ทะเลระหว่างประเทศ (ISA) กำลังผลักดันการร่างระเบียบโลกเพื่อควบคุมการขุดเจาะในเขตน่านน้ำสากล แต่ในกรณีนี้ ญี่ปุ่นดำเนินการขุดเจาะภายในเขตน่านน้ำอธิปไตยของตนเองจึงสามารถดำเนินการได้ภายใต้กฎหมายภายในประเทศ

นอกจากนี้ ประเด็นดังกล่าวยังเป็นจุดปะทะทางภูมิรัฐศาสตร์ที่น่าจับตา หลังจากที่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ มีแนวทางสนับสนุนให้เร่งรัดการทำเหมืองในน่านน้ำสากลเพื่อแข่งขันกับจีนในตลาดแร่ยุทธศาสตร์เช่นกัน.

ที่มา AFP

“Bad Bunny” คว้ารางวัลใหญ่แกรมมี “อัลบั้มแห่งปี” ครั้งแรกของอัลบั้มเพลงภาษาสเปน

"Bad Bunny" คว้ารางวัลใหญ่แกรมมี "อัลบั้มแห่งปี"  ครั้งแรกของอัลบั้มเพลงภาษาสเปน

2 ก.พ. 2569 12:37 น.

“Bad Bunny” คว้ารางวัลใหญ่แกรมมี “อัลบั้มแห่งปี” ครั้งแรกของอัลบั้มเพลงภาษาสเปน

“แบด บันนี” (Bad Bunny) ศิลปินชาวเปอร์โตริโก สร้างประวัติศาสตร์บนเวทีแกรมมี อวอร์ดส์ ด้วยการเป็นศิลปินคนแรกที่คว้ารางวัลอัลบั้มแห่งปีจากอัลบั้มที่ขับร้องเป็นภาษาสเปนทั้งหมด จากผลงานชุดที่ 6 Debí Tirar Mas Fotos ซึ่งเป็นงานที่สะท้อนอัตลักษณ์ ดนตรี และประวัติศาสตร์ลาตินอย่างลึกซึ้ง โดยเขาอุทิศรางวัลให้ผู้อพยพ ท่ามกลางบรรยากาศที่ศิลปินจำนวนมากแสดงจุดยืนคัดค้านนโยบายคนเข้าเมืองของสหรัฐฯ

ในงานประกาศผลรางวัลแกรมมี่ อวอร์ดส์ ครั้งที่ 68 ณ นครลอสแอนเจลิส Bad Bunny หรือ เบนิโต โอกาซิโอ ศิลปินหนุ่มวัย 31 ปี จากเปอร์โตริโก สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการส่งอัลบั้มชุดที่ 6 “Debí Tirar Mas Fotos” คว้ารางวัลใหญ่ที่สุดอย่าง อัลบั้มแห่งปี (Album of the Year) ไปครองได้สำเร็จ ชนะตัวเต็งอย่าง Lady Gaga, Kendrick Lamar และ Sabrina Carpenter โดยถือเป็นอัลบั้มภาษาสเปนล้วนชุดแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้รับรางวัลนี้

Bad Bunny มีอาการตกใจอย่างเห็นได้ชัดเมื่อ Harry Styles ประกาศชื่อเขา เขาขึ้นรับรางวัลด้วยน้ำตาพร้อมกล่าวอุทิศรางวัลนี้ให้กับ “ทุกคนที่ต้องทิ้งบ้านเกิด ทิ้งแผ่นดิน และประเทศของตนเพื่อมาทำตามความฝัน”

บรรยากาศงานในปีนี้เต็มไปด้วยการแสดงออกทางการเมือง โดยเฉพาะประเด็นการปราบปรามผู้อพยพในสหรัฐฯ ศิลปินจำนวนมากรวมถึง Bad Bunny สวมเข็มกลัด “ICE out” (สื่อถึงหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐฯ) เพื่อประท้วงการทำงานของรัฐบาล

“โอลิเวีย ดีน” (Olivia Dean) เจ้าของรางวัลศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม (Best New Artist) กล่าวว่าเธอคือหลานสาวของผู้อพยพและผลผลิตของความกล้าหาญ ขณะที่บิลลี ไอลิช (Billie Eilish) ผู้คว้ารางวัลเพลงแห่งปี (Song of the Year) จาก “Wildflower” ได้เรียกร้องให้ทุกคนสู้ต่อไปและส่งเสียงประท้วง เพราะเสียงของประชาชนนั้นสำคัญที่สุด

ด้านแรปเปอร์ฝีมือฉกาจ “เคนดริก ลามาร์” (Kendrick Lamar) สร้างสถิติใหม่ด้วยการคว้าแกรมมี่สะสมรวม 27 รางวัล แซงหน้า Jay-Z กลายเป็นแรปเปอร์ที่ครองรางวัลแกรมมี่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยในปีนี้เขาคว้ารางวัล อัลบั้มแรปยอดเยี่ยม (Best Rap Album) จาก “GNX” และ บันทึกเสียงแห่งปี (Record of the Year) จากเพลง “Luther” ร่วมกับ SZA

อย่างไรก็ตาม ช่วงการประกาศรางวัล Record of the Year เกิดเหตุการณ์ชวนสับสน เมื่อตำนานอย่าง Cher ลืมอ่านรายชื่อผู้เข้าชิงและเกือบประกาศชื่อผิด จนทำให้ผู้ชมเข้าใจผิดไปชั่วขณะว่าเป็นรางวัลของศิลปินผู้ล่วงลับอย่าง Luther Vandross แต่ Kendrick Lamar ก็แก้สถานการณ์ได้ดีด้วยการกล่าวสดุดี Vandross บนเวทีแทน

ค่ำคืนนี้เปิดฉากอย่างเร้าใจด้วยโชว์จาก Rosé จากวง Blackpink และ Bruno Mars ในเพลงฮิต “APT.” เวอร์ชั่นร็อค นอกจากนี้ยังมีโชว์ที่สร้างเสียงฮือฮาจาก Justin Bieber ที่ขึ้นแสดงเพลง “Yukon” โดยสวมเพียงกางเกงบ็อกเซอร์และถุงเท้าพร้อมกีตาร์ตัวเดียว และ Lady Gaga ที่มาในชุดเครื่องประดับศีรษะรูปกรงนกสุดอลังการในเพลง “Abracadabra”

สรุปผลรางวัลสำคัญ Grammy Awards ครั้งที่ 68

อัลบั้มแห่งปี: “Debi Tirar Mas Fotos” – Bad Bunny

บันทึกเสียงแห่งปี: “luther” – Kendrick Lamar ร่วมกับ SZA

เพลงแห่งปี (ยกย่องการแต่งเพลง): “Wildflower” – Billie Eilish O’Connell & Finneas O’Connell ผู้แต่งเพลง (Billie Eilish)

ศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม: Olivia Dean

การแสดงเดี่ยวเพลงป็อปยอดเยี่ยม: “Messy” – Lola Young

การแสดงคู่/กลุ่มเพลงป็อปยอดเยี่ยม: “Defying Gravity” – Cynthia Erivo & Ariana Grande

อัลบั้มเพลงป็อปยอดเยี่ยม: “Mayhem” – Lady Gaga

อัลบั้มแร็พยอดเยี่ยม: “GNX” – Kendrick Lamar

การแสดงแร็พยอดเยี่ยม: “Chains & Whips” – Clipse (Pusha T & Malice) ร่วมกับ Kendrick Lamar & Pharrell Williams

มิวสิกวิดีโอยอดเยี่ยม: “Anxiety” – Doechii

อัลบั้มเพลง Urban ยอดเยี่ยม: Bad Bunny – “Debí Tirar Mas Fotos”

การแสดงดนตรีระดับโลกยอดเยี่ยม: Bad Bunny – “Eoo”

อัลบั้มเพลงระดับโลกยอดเยี่ยม: “Caetano e Bethania Ao Vivo” – Caetano Veloso และ Maria Bethania

เพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม: “Golden” จาก “KPop Demon Hunters”

ที่มา BBC

โดรนรัสเซียถล่มยูเครน ถูกรถบัสคนงานเหมือง ดับ 12 ศพ

โดรนรัสเซียถล่มยูเครน ถูกรถบัสคนงานเหมือง ดับ 12 ศพ

2 ก.พ. 2569 11:24 น.

โดรนรัสเซียถล่มยูเครน ถูกรถบัสคนงานเหมือง ดับ 12 ศพ

สถานการณ์ในยูเครนทวีความรุนแรงขึ้น หลังโดรนรัสเซียพุ่งเป้าโจมตีรถบัสคนงานเหมืองในแคว้นดนีโปรเปตรอฟสค์ คร่าชีวิต 12 ราย ขณะที่โรงพยาบาลแม่และเด็กในซาปอริซเซียถูกถล่มพังยับเยิน ท่ามกลางความพยายามเจรจาสันติภาพไตรภาคีที่เตรียมเปิดฉากขึ้นในสัปดาห์นี้

เจ้าหน้าที่ยูเครนเปิดเผยว่า คนงานเหมืองอย่างน้อย 12 คนเสียชีวิตจากการโจมตีด้วยโดรนของรัสเซียในภาคตะวันออกของยูเครน โดยบริษัทดีเทค (DTEK) บริษัทพลังงานเอกชนรายใหญ่ที่สุดของประเทศ ระบุว่า รถบัสรับส่งคนงานหลังเลิกกะในแคว้นดนีโปรเปตรอฟสก์ถูกโจมตีเมื่อวันอาทิตย์ (1 ก.พ.) ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 15 คน 

ก่อนหน้านั้น ยังมีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย และบาดเจ็บ 9 คน จากการโจมตีหลายจุดในช่วงข้ามคืนและวันเดียวกัน หนึ่งในเหตุรุนแรงคือโดรนพุ่งชนโรงพยาบาลสูตินรีหมายเลข 3 บนถนนโบชารอโว ในเมืองซาปอริซเซีย ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 6 คน รวมถึงหญิงตั้งครรภ์ 2 คนที่กำลังคลอดบุตร

อีวาน เฟโดรอฟ ผู้ว่าการแคว้นซาปอริซเซีย ระบุว่า เหตุโจมตีดังกล่าวเป็น “หลักฐานเพิ่มเติมของสงครามที่มุ่งทำลายชีวิต” ภาพวิดีโอที่เผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์แสดงให้เห็นความเสียหายภายในอาคาร ห้องผู้ป่วย และห้องเด็ก กระจกแตก เศษซากกระจาย บางจุดเกิดเพลิงไหม้ และเจ้าหน้าที่ต้องเร่งอพยพผู้ป่วย

อันดริย์ ซีบีฮา รัฐมนตรีต่างประเทศยูเครน กล่าวว่า การโจมตีโรงพยาบาลสะท้อนว่าประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ดำเนินสงครามต่อพลเรือน ที่ขัดต่อความพยายามสันติภาพ ต่อมาเฟโดรอฟรายงานเพิ่มเติมว่า มีผู้บาดเจ็บอีก 3 คนจากการโจมตีพื้นที่ที่อยู่อาศัย

ดีเทคเคยรายงานยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุรถบัสในเมืองเทอร์นีฟกาไว้ที่ 15 ราย ก่อนปรับลดเป็นอย่างน้อย 12 ราย ขณะเดียวกัน ในเมืองดนีโปรตอนกลาง มีผู้เสียชีวิตจากการโจมตีด้วยโดรนอีก 2 ราย และชายวัย 72 ปีบาดเจ็บในเมืองนีโคปอล นอกจากนี้ หญิงวัย 59 ปีบาดเจ็บสาหัสจากการยิงปืนใหญ่ในเคอร์ซอน และมีผู้บาดเจ็บ 3 คนจากการโจมตีในคาร์คิฟ

รายงานระบุว่า รัสเซียเปิดฉากโจมตีโครงข่ายพลังงานของยูเครนตั้งแต่เดือนมกราคม ทำให้ประชาชนหลายล้านคนขาดไฟฟ้าและความร้อน ท่ามกลางฤดูหนาวที่หนาวจัด โดยคาดว่าอุณหภูมิจะลดต่ำกว่า -20 องศาเซลเซียสในบางพื้นที่ช่วงสุดสัปดาห์นี้ ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ระบุว่า ปูตินตกลงระงับการโจมตีช่วงอากาศหนาว แต่เครมลินยืนยันว่าการหยุดโจมตีจะสิ้นสุดในวันอาทิตย์

ในอีกด้านหนึ่ง ยูเครนระบุว่ากำลังทำงานร่วมกับสเปซเอ็กซ์ของอีลอน มัสก์ เพื่อป้องกันการใช้ระบบดาวเทียมสตาร์ลิงก์ของรัสเซียในการโจมตีด้วยโดรน หลังพบอุปกรณ์ดังกล่าวบนโดรนพิสัยไกลของรัสเซีย มัสก์กล่าวว่ามาตรการสกัดกั้นการใช้งานโดยไม่ได้รับอนุญาตเริ่มได้ผล ขณะที่รัฐมนตรีกลาโหมยูเครนขอบคุณมัสก์ที่สนับสนุน

ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน เปิดเผยว่า การเจรจาสามฝ่ายระหว่างยูเครน รัสเซีย และสหรัฐฯ รอบที่สอง เพื่อยุติการสู้รบซึ่งยืดเยื้อมานานเกือบ 4 ปี จะเริ่มในวันพุธที่กรุงอาบูดาบี เลื่อนจากกำหนดเดิมวันอาทิตย์ โดยไม่ระบุสาเหตุ ประเด็นค้างคาหลักยังคงเป็นข้อเรียกร้องเรื่องดินแดน ซึ่งรัสเซียยึดครองอยู่ราวหนึ่งในห้าของยูเครน รวมถึงพื้นที่ส่วนใหญ่ของดอนบาส ขณะที่ยูเครนต้องการให้รัสเซียคืนการควบคุมโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาปอริซเซียที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ.

ที่มา BBC

เริ่มแล้ว ชาวทิเบตพลัดถิ่นใน 27 ประเทศทั่วโลก ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งรัฐสภาในต่างแดน

เริ่มแล้ว ชาวทิเบตพลัดถิ่นใน 27 ประเทศทั่วโลก ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งรัฐสภาในต่างแดน

2 ก.พ. 2569 10:57 น.

เริ่มแล้ว ชาวทิเบตพลัดถิ่นใน 27 ประเทศทั่วโลก ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งรัฐสภาในต่างแดน

ชาวทิเบตที่อาศัยอยู่ใน 27 ประเทศทั่วโลก เริ่มออกไปใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาพลัดถิ่น  โดยมีการจัดตั้งคูหาลงคะแนน 309 แห่ง เพื่อสรรหาผู้แทนทำหน้าที่สะท้อนเสียง-ผลประโยชน์ของชาวทิเบต

วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักข่าวเอพี รายงานว่า การเลือกตั้งรัฐสภาทิเบตในต่างแดนเริ่มต้นแล้วที่เมืองธรรมศาลา อินเดีย ซึ่งเป็นที่ตั้งของรัฐบาลทิเบตพลัดถิ่น โดยได้มีการจัดตั้งคูหาลงคะแนน 309 แห่งใน 27 ประเทศทั่วโลก มีเจ้าหน้าที่เลือกตั้งกว่า 1,737 คนดูแลกระบวนการ

โดยประเทศที่มีการจัดการเลือกตั้งครอบคลุมทั้งในภูมิภาคเอเชียและตะวันตก อาทิ อินเดีย เนปาล ภูฏาน รวมถึงหลายประเทศในโลกตะวันตก ซึ่งเป็นพื้นที่พำนักของชาวทิเบตในต่างแดน

ทั้งนี้ การเลือกตั้งรัฐสภาทิเบตในต่างแดนถือเป็นกระบวนการทางประชาธิปไตยสำคัญของชุมชนชาวทิเบตพลัดถิ่นทั่วโลก เพื่อคัดเลือกผู้แทนทำหน้าที่สะท้อนเสียงและผลประโยชน์ของชาวทิเบตที่อาศัยอยู่นอกเขตทิเบต ภายใต้สถานการณ์ทางการเมืองที่ยังคงอ่อนไหวจนถึงปัจจุบัน.

“คิม จองอึน” ทำพิธีเปิด “ฟาร์มเรือนกระจกยักษ์” ความสำเร็จก่อนการประชุมพรรคแรงงานครั้งที่ 9

"คิม จองอึน" ทำพิธีเปิด "ฟาร์มเรือนกระจกยักษ์" ความสำเร็จก่อนการประชุมพรรคแรงงานครั้งที่ 9

2 ก.พ. 2569 10:42 น.

“คิม จองอึน” ทำพิธีเปิด “ฟาร์มเรือนกระจกยักษ์” ความสำเร็จก่อนการประชุมพรรคแรงงานครั้งที่ 9

“คิม จองอึน” ผู้นำเกาหลีเหนือเปิดฟาร์มเรือนกระจกขนาดใหญ่ในเมืองซินอุยจู พื้นที่ประสบอุทกภัยหนักเมื่อปี 2567 ยกเป็นความสำเร็จสำคัญ ก่อนการประชุมพรรคแรงงานครั้งที่ 9

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักข่าวยอนฮับ ของเกาหลีใต้รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ เข้าร่วมพิธีเปิด “ฟาร์มเรือนกระจกแบบผสมซินอุยจู” (Sinuiju Combined Greenhouse Farm) ในเมืองซินอุยจู ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ พร้อมยกย่องโครงการดังกล่าวว่าเป็นความสำเร็จอันน่าทึ่ง ก่อนการประชุมพรรคแรงงานเกาหลีครั้งที่ 9 ซึ่งจะจัดขึ้นในเร็วๆ นี้

รายงานข่าวระบุว่า พิธีเปิดจัดขึ้นเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นับเป็นเวลาประมาณ 1 ปีหลังจากมีการวางศิลาฤกษ์โครงการในเดือนกุมภาพันธ์ ปีที่แล้ว โดยโครงการฟาร์มเรือนกระจกแห่งนี้ตั้งอยู่บนเกาะวีฮวา ซึ่งเป็นพื้นที่กว้างใหญ่ในเมืองซินอุยจู และเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากอุทกภัยในช่วงฤดูร้อนปี 2567 โดยรัฐบาลเกาหลีเหนือให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงการนี้ในฐานะมาตรการฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน

ผู้นำเกาหลีเหนือ กล่าวแสดงความพึงพอใจที่ฟาร์มเรือนกระจกแห่งนี้ได้กลายเป็นฐานแห่งชีวิตใ” สำหรับชาวเมืองซินอุยจู ซึ่งต้องเผชิญกับภัยน้ำท่วมซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาหลายชั่วอายุคน ขณะเดียวกันระบุว่า ทหารและเยาวชนของประเทศได้ร่วมกันสร้างผลงานแห่งการสร้างสรรค์อันยอดเยี่ยม เพื่อนำเสนอในการประชุมพรรคแรงงานเกาหลีครั้งที่ 9 ซึ่งเป็นการประชุมใหญ่ที่จัดขึ้นทุก 5 ปี และถือเป็นเหตุการณ์ทางการเมืองที่สำคัญที่สุดของประเทศ.

ที่มา Yonhap

อัยการสหรัฐฯ ส่อไม่ตั้งข้อหาเพิ่มคดี “เอปสตีน” หลังเปิดเอกสารชุดล่าสุด

อัยการสหรัฐฯ ส่อไม่ตั้งข้อหาเพิ่มคดี “เอปสตีน” หลังเปิดเอกสารชุดล่าสุด

2 ก.พ. 2569 06:07 น.

อัยการสหรัฐฯ ส่อไม่ตั้งข้อหาเพิ่มคดี “เอปสตีน” หลังเปิดเอกสารชุดล่าสุด

อัยการสหรัฐฯ ส่งสัญญาณว่า อาจไม่มีการตั้งข้อหาในคดีที่เกี่ยวข้องกับนาย เจฟฟรีย์ เอปสตีน เพิ่มเติมแล้ว หลังรัฐบาลเผยแพร่เอกสารชุดใหม่กว่า 3 ล้านฉบับเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2569 รองอัยการสูงสุดของสหรัฐฯ ส่งสัญญาณว่าทางการจะไม่มีการตั้งข้อหาเพิ่มเติมใดๆ ในคดีที่เกี่ยวข้องกับนาย เจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้กระทำความผิดในคดีล่วงละเมิดทางเพศ หลังมีการเปิดเผยเอกสารลับชุดล่าสุดกว่า 3 ล้านฉบับ ซึ่งมีชื่อของคนดังและบุคคลสำคัญมากมายเข้าไปพัวพัน

“การตรวจสอบที่เราทำก่อนหน้านี้ได้ข้อสรุปว่าไม่มีข้อมูลในลักษณะนั้น (ที่จะนำไปสู่การตั้งข้อหาเพิ่ม) และเรายังคงยืนยันตามนั้นจากสิ่งที่เราเห็นและสิ่งที่เราได้เผยแพร่ออกมาจากไฟล์ของเอปสตีน” ทอดด์ บลานช์ รองอัยการสูงสุด กล่าวในรายการ “State of the Union” ทางช่อง CNN

เอกสารมากกว่า 3 ล้านรายการที่ถูกนำขึ้นออนไลน์ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ประกอบด้วยอีเมล รูปภาพ คลิปวิดีโอ และการเอ่ยถึงบุคคลผู้ทรงอิทธิพลจำนวนมาก อาทิ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์, อีลอน มัสก์, บิล เกตส์ และอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ เมานต์แบ็ตเทน-วินด์เซอร์

“การตรวจสอบนี้สิ้นสุดลงแล้ว” บลานช์กล่าวเสริมในการให้สัมภาษณ์กับรายการ “This Week” ของช่อง ABC โดยระบุว่าเหลือเอกสารเพียงจำนวนน้อยเท่านั้นที่ยังคงอยู่ในการตรวจสอบของผู้พิพากษา

ปัจจุบัน กิสเลน แม็กซ์เวลล์ อดีตแฟนสาวของเอปสตีน เป็นเพียงบุคคลเดียวที่ถูกตั้งข้อหาในคดีที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมของเขา โดยเธอถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานค้าประเวณีเด็กสาวให้กับเอปสตีน และเธอกำลังรับโทษจำคุก 20 ปี

ทางด้านผู้รอดชีวิตจากการล่วงละเมิดของเอปสตีนกล่าวว่า ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ล่วงละเมิดคนอื่นๆ “ยังคงหลบซ่อนและได้รับการปกป้อง” แม้ว่าจะมีการเปิดเผยเอกสารชุดล่าสุดออกมาแล้วก็ตาม

ทั้งนี้ นายบลานช์ ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งทนายความส่วนตัวของทรัมป์มาก่อน ได้ปฏิเสธข้อสันนิษฐานที่ว่ามีการคัดกรองเนื้อหาที่อาจสร้างความเสื่อมเสียแก่ประธานาธิบดีออกไป ขณะที่ทรัมป์ระบุว่าการเปิดเผยเอกสารชุดล่าสุดนี้ได้ช่วยล้างมลทินให้กับเขา

“ผมไม่ได้ดูด้วยตัวเองหรอก แต่คนสำคัญหลายคนบอกผมว่า มันไม่ใช่แค่การช่วยยืนยันความบริสุทธิ์ของผมนะ แต่มันตรงข้ามกับสิ่งที่คนพวกนั้นคาดหวังไว้เลย พวกฝ่ายซ้ายจัดน่ะ” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันเมื่อคืนวันเสาร์

อนึ่ง คดีอื้อฉาวเกี่ยวกับเจฟฟรีย์ เอปสตีน คอยตามหลอกหลอนนายทรัมป์มาโดยตลอด เนื่องจากเขาเคยอยู่ในแวดวงสังคมเดียวกับนักการเงินชื่อฉาวรายนี้ ทั้งในฟลอริดาและนิวยอร์ก โดยประธานาธิบดีได้ต่อสู้ขัดขวางการเปิดเผยคลังเอกสารปริมาณมหาศาลนี้มานานหลายเดือน

ขณะที่กลุ่มฐานเสียงฝ่ายขวาของทรัมป์เชื่อมาตลอดว่า นักการเงินผู้นี้เป็นผู้ดูแลเครือข่ายค้าประเวณีทางเพศให้กับกลุ่มชนชั้นนำของโลก และรัฐบาลสหรัฐฯ มี “รายชื่อลูกค้า” ของเอปสตีนเอาไว้ในครอบครอง แต่ทางการยืนยันว่า รายชื่อดังกล่าวไม่มีอยู่จริง

นายบลานช์กล่าวว่า เขาไม่ได้คาดหวังว่า “ไฟล์เอปสตีน” นี้จะช่วยลดความอยากรู้อยากเห็นของสาธารณชนหรือหยุดยั้งทฤษฎีสมคบคิดต่างๆ ได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์ขู่อิหร่าน ถ้าเจรจาไม่สำเร็จ จะได้รู้กันว่าสงครามเกิดหรือไม่

ทรัมป์ขู่อิหร่าน ถ้าเจรจาไม่สำเร็จ จะได้รู้กันว่าสงครามเกิดหรือไม่

2 ก.พ. 2569 05:30 น.

ทรัมป์ขู่อิหร่าน ถ้าเจรจาไม่สำเร็จ จะได้รู้กันว่าสงครามเกิดหรือไม่

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จี้อิหร่านรีบบรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์ ลั่นถ้าเจรจาไม่สำเร็จ จะได้รู้กันว่าสงครามจะเกิดตามที่ผู้นำอิหร่านเตือนเอาไว้หรือไม่

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (1 ก.พ. 2569) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เสนอแนะว่าหากอิหร่านไม่สามารถบรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์กับสหรัฐฯ ได้ โลกก็จะได้เห็นในเร็วๆ นี้ว่าคำเตือนของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ที่ว่าการโจมตีของสหรัฐฯ จะจุดชนวนสงครามในภูมิภาคนั้น เป็นความจริงหรือไม่

“ทำไมเขาถึงจะไม่พูดแบบนั้นล่ะ? แน่นอน คุณพูดแบบนั้นได้อยู่แล้ว” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อถูกถามถึงปฏิกิริยาต่อถ้อยคำท้าทายของผู้นำอิหร่านเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตี

“แต่เรามีเรือรบที่ใหญ่ที่สุดและทรงพลังที่สุดในโลกจอดอยู่ตรงนั้น ในระยะที่ใกล้มาก” ทรัมป์กล่าวเสริม “และหวังว่าเราจะบรรลุข้อตกลงกันได้ … แต่ถ้าเราตกลงกันไม่ได้ เมื่อนั้นเราก็จะได้รู้กันว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นถูกหรือเปล่า”

ทั้งนี้ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา นายทรัมป์ระบุว่า อิหร่านกำลัง “หารืออย่างจริงจัง” กับสหรัฐฯ แต่เขาปฏิเสธที่จะเปิดเผยว่าได้ตัดสินใจเรื่องการใช้กำลังทหารโจมตีรัฐบาลอิหร่านแล้วหรือไม่

ขณะที่สื่อรัฐบาลอิหร่านรายงานว่า คาเมเนอีได้กล่าวต่อหน้าฝูงชนในกรุงเตหะรานเมื่อวันอาทิตย์ว่า อิหร่าน “ไม่มีเจตนาจะโจมตีประเทศใด แต่ประชาชาติอิหร่านจะตอบโต้อย่างรุนแรงต่อใครก็ตามที่โจมตีหรือคุกคามเรา”

ตามรายงานของ ซีเอ็นเอ็น ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากเมื่อสัปดาห์ก่อน มีข่าวว่านายทรัมป์กำลังพิจารณาแผนโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่ หลังจากที่การหารือเบื้องต้นระหว่างวอชิงตันและเตหะรานเรื่องการจำกัดโครงการนิวเคลียร์และการผลิตขีปนาวุธวิถีโค้งไม่มีความคืบหน้า

สหรัฐฯ ยังส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น มุ่งหน้าเข้าใกล้อิหร่าน เพื่อเตรียมพร้อมสนับสนุนปฏิบัติการใดๆ ของสหรัฐฯ ที่อาจเกิดขึ้นต่ออิหร่านด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

เวเนซุเอลาปล่อยตัว นักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาคนดัง เตรียมปิดคุกฉาว

เวเนซุเอลาปล่อยตัว นักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาคนดัง เตรียมปิดคุกฉาว

2 ก.พ. 2569 03:07 น.

เวเนซุเอลาปล่อยตัว นักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาคนดัง เตรียมปิดคุกฉาว

เวเนซุเอลาปล่อยตัวนักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาคนดังแล้ว ท่ามกลางแรงกดดันของสหรัฐฯ ที่ต้องการให้ปฏิรูปการเมืองและเศรษฐกิจ หลังบุกจับอดีตประธานาธิบดีมาดูโรเมื่อเดือนก่อน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 1 ก.พ. 2569 ว่า นายฆาเบียร์ ตาราโซนา นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนชื่อดังชาวเวเนซุเอลาได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำแล้ว นับเป็นนักโทษการเมืองรายล่าสุดที่รัฐบาลเวเนซุเอลาปล่อยตัว ภายใต้แรงกดดันจากสหรัฐฯ ที่ต้องการให้เกิดการปฏิรูปประเทศ

นายตาราโซนา เป็นผู้อำนวยการองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน Fundaredes ถูกจับกุมในปี 2564 และถูกคุมขังในเรือนจำ El Helicoide อันอื้อฉาวในกรุงการากัส โดยทางกลุ่ม Fundaredes ได้ประกาศเรื่องการปล่อยตัวเขาเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

ขณะที่ Foro Penal อีกหนึ่งกลุ่มสิทธิมนุษยชนในเวเนซุเอลา ระบุว่าทางกลุ่มได้ตรวจสอบและยืนยันการปล่อยตัวนักโทษการเมืองไปแล้วมากกว่า 300 ราย นับตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา นางเดลซี โรดริเกซ รักษาการประธานาธิบดีเวเนซุเอลากล่าวว่า รัฐบาลจะเสนอกฎหมายนิรโทษกรรม ซึ่งคาดว่าจะเกิดประโยชน์ต่อนักโทษการเมืองหลายร้อยคน และภายใต้ร่างกฎหมายนี้ เรือนจำ El Helicoide มีกำหนดที่จะถูกสั่งปิดตัวลงด้วยเช่นกัน

ประกาศดังกล่าวมีขึ้น 4 สัปดาห์หลังจากกองกำลังสหรัฐฯ เข้าควบคุมตัวประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร และเรียกร้องให้รัฐบาลเวเนซุเอลาดำเนินการปฏิรูปทั้งทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ นายตาราโซนาเคยกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่รัฐว่า มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มกองโจรในโคลอมเบีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีพรมแดนติดกับเวเนซุเอลาเป็นระยะทางกว่า 2,000 กิโลเมตร ทำให้เขาถูกรัฐบาลเวเนซุเอลาตั้งข้อหากบฏ ก่อการร้าย และยุยงปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชัง

เหตุการณ์ที่หน่วยรบพิเศษสหรัฐฯ บุกเข้าจับกุมตัวมาดูโรอย่างไม่คาดฝันเมื่อวันที่ 3 มกราคม ได้กลายเป็นแรงผลักดันให้ครอบครัวของกลุ่มผู้สนับสนุนฝ่ายค้านและเหล่านักเคลื่อนไหวที่ถูกจับกุมในยุคของมาดูโรและอดีตประธานาธิบดี อูโก ชาเวซ ต่างพากันยกระดับการรณรงค์เพื่อเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวนักโทษคนอื่นๆ ต่อไป

เวเนซุเอลาปฏิเสธมาโดยตลอดว่าไม่มีการคุมขังนักโทษการเมือง แต่บรรดาครอบครัวและนักสิทธิมนุษยชนต่างเรียกร้องให้มีการยกฟ้องผู้ที่ถูกกักตัวทั้งหมด ซึ่งเหล่านักการเมืองฝ่ายค้าน ผู้สื่อข่าว และนักเคลื่อนไหว ต่างต้องเผชิญกับข้อหาหนัก เช่น การก่อการร้ายและการกบฏ ซึ่งครอบครัวของพวกเขามองว่าเป็นการยัดข้อหาโดยอำเภอใจ

ร่างกฎหมายนิรโทษกรรมที่ประกาศโดยโรดริเกซ คาดว่าจะได้รับการอนุมัติจากสมัชชาแห่งชาติในอีกไม่กี่วันข้างหน้า โดยรักษาการประธานาธิบดีระบุว่า เป้าหมายของกฎหมายนี้คือเพื่อ “เยียวยาบาดแผลจากการเผชิญหน้าทางการเมือง ความรุนแรง และแนวคิดสุดโต่ง”

อย่างไรก็ตาม กลุ่ม Foro Penal ระบุว่า ผู้ที่ได้รับการปล่อยตัวหลายรายในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมายังไม่ได้รับการยกฟ้องตามข้อกล่าวหาเดิม ทำให้พวกเขาตกอยู่ในสภาวะสุญญากาศทางกฎหมาย และทางกลุ่มกล่าวเสริมว่า พวกเขายังถูกสั่งห้ามไม่ให้พูดหรือแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะอีกด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เด็ก 5 ขวบกับพ่อ ได้กลับบ้านแล้ว หลังถูก ตม.สหรัฐฯ คุมตัวไว้หลายวัน

เด็ก 5 ขวบกับพ่อ ได้กลับบ้านแล้ว หลังถูก ตม.สหรัฐฯ คุมตัวไว้หลายวัน

2 ก.พ. 2569 01:54 น.

เด็ก 5 ขวบกับพ่อ ได้กลับบ้านแล้ว หลังถูก ตม.สหรัฐฯ คุมตัวไว้หลายวัน

เด็กชายวัย 5 ขวบกับพ่อของเขา ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ ควบคุมตัวเมื่อหลายวันก่อน ได้รับอิสรภาพและเดินทางกลับถึงบ้านแล้ว หลังศาลมีคำสั่งให้ปล่อยตัวทั้งคู่

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เด็กชายวัย 5 ขวบกับพ่อของเขา ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) ควบคุมตัวนานหลายวัน ได้รับอิสรภาพและเดินทางกลับถึงบ้านแล้ว หลังจากศาลมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ปล่อยตัวทั้งคู่

วาคีน คาสโตร สมาชิกสภาคองเกรสจากรัฐเท็กซัส สังกัดพรรคเดโมแครต ประกาศเมื่อวันอาทิตย์ (1 ก.พ. 2569) ว่า เลียม โคเนโฮ รามอส และพ่อของเขา เอเดรียน อเล็กซานเดอร์ โคเนโฮ อาเรียส ได้รับการปล่อยตัวจากศูนย์กักกัน “ดิลลีย์” ในรัฐเท็กซัส และเดินทางกลับถึงบ้านที่เมืองมินนีแอโพลิส ในรัฐมินนิโซตาแล้ว

การควบคุมตัวทั้งคู่ได้จุดชนวนให้เกิดการประท้วงบริเวณด้านหน้าสถานกักกัน และนำไปสู่กระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักไปทั่วประเทศ ขณะที่กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ระบุในแถลงการณ์ว่า “ICE ไม่ได้มีเป้าหมายหรือทำการจับกุมเด็ก”

“อาชญากรต่างด้าวผิดกฎหมายได้ทอดทิ้งลูกของตนเองขณะหลบหนีเจ้าหน้าที่ ICE และเจ้าหน้าที่ของเราก็ได้ช่วยให้แน่ใจว่าเด็กคนนี้จะปลอดภัยท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บ” ICE ระบุผ่าน X

อย่างไรก็ตาม นายมาร์ค โปรโกช ทนายความของครอบครัว ยืนยันว่าพ่อลูกคู่นี้ “ทำทุกอย่างถูกต้องแล้ว” นับตั้งแต่เดินทางจากเอกวาดอร์เข้าสู่สหรัฐฯ ในปี 2567 พวกเขาผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองเพื่อขอสิทธิ์ลี้ภัย มีการใช้แอปพลิเคชัน CBP One นัดหมายล่วงหน้า แสดงตัวต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรและป้องกันพรมแดน และได้แจ้งข้อมูลทั้งหมดให้รัฐบาลทราบอย่างครบถ้วน

“ครอบครัวนี้ไม่ได้หลบหนี ICE แต่อย่างใด พวกเขาปฏิบัติตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ทุกประการในการยื่นคำร้องขอสิทธิ์ลี้ภัย เดินทางไปปรากฏตัวที่ศาลตามนัด ไม่ได้เป็นภัยต่อความมั่นคง ไม่มีความเสี่ยงที่จะหลบหนี และไม่ควรถูกควบคุมตัวตั้งแต่แรก” โปรโกชกล่าวเสริม

ทั้งนี้ การได้กลับบ้านของพ่อลูกโคเนโฮเกิดขึ้นหลังจาก เฟรด บีรี ผู้พิพากษาศาลแขวงสหรัฐฯ ได้อนุมัติคำร้องฉุกเฉินจากทนายความของครอบครัว และมีคำสั่งให้ปล่อยตัวพวกเขาเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยผู้พิพากษาประณามการควบคุมตัวครั้งนี้ว่าเป็นผลพวงมาจาก “ความกระหายในอำนาจที่ปราศจากการควบคุมอย่างน่าอดสู”

“คดีนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากการที่รัฐบาลพยายามทำยอดโควตาการเนรเทศรายวันอย่างขาดการยั้งคิดและไร้ประสิทธิภาพ ซึ่งดูเหมือนจะยอมทำแม้กระทั่งการสร้างบาดแผลทางใจให้กับเด็ก” บีรี ระบุในคำวินิจฉัย และเสริมว่า การเนรเทศผ่านระบบตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐฯ ควรดำเนินการภายใต้นโยบายที่เป็นระเบียบและมีมนุษยธรรมมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ก่อนหน้านี้ กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐฯ ระบุว่า พ่อลูกคู่นี้เดินทางเข้าสหรัฐฯ อย่างผิดกฎหมาย ในขณะที่ทนายความของครอบครัวยืนยันว่าพวกเขาได้ปฏิบัติตามขั้นตอนที่ถูกต้องในการขอสิทธิ์ลี้ภัย

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิได้ระบุในแถลงการณ์ที่ส่งถึง CBS News ว่า “รัฐบาลภายใต้การนำของทรัมป์มุ่งมั่นที่จะกอบกู้หลักนิติธรรมและสามัญสำนึกให้กลับคืนสู่ระบบการตรวจคนเข้าเมืองของเรา และจะเดินหน้าต่อสู้เพื่อจับกุม กักตัว และเนรเทศชาวต่างชาติที่ไม่มีสิทธิ์พำนักอยู่ในประเทศนี้ต่อไป”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc