เหยื่อแผ่นดินไหวอัฟกานิสถานพุ่ง 20 ศพ บาดเจ็บเกิน 530 ราย

เหยื่อแผ่นดินไหวอัฟกานิสถานพุ่ง 20 ศพ บาดเจ็บเกิน 530 ราย

3 พ.ย. 2568 23:10 น.

เหยื่อแผ่นดินไหวอัฟกานิสถานพุ่ง 20 ศพ บาดเจ็บเกิน 530 ราย

จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวในภาคเหนือของอัฟกานิสถานทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 20 ศพ และมีผู้บาดเจ็บมากกว่า 530 ราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของอัฟกานิสถานเปิดเผยว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวระดับ 6.3 ในพื้นที่ทางเหนือของประเทศเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 20 ศพแล้ว และคาดว่าจำนวนอาจจะเพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยยังไม่เสร็จสิ้น

แผ่นดินไหวดังกล่าวเกิดขึ้นใกล้กับเมืองมาซาร์อีชารีฟ (Mazar-e-Sharif) หนึ่งในเมืองใหญ่ที่สุดของอัฟกานิสถาน ซึ่งมีประชากรประมาณ 500,000 คน เมื่อเวลาประมาณ 01:00 น.ของวันจันทร์ที่ 3 พ.ย. 2568 ตามเวลาท้องถิ่น

สำนักสำรวจธรณีวิทยาแห่งชาติของสหรัฐฯ (USGS) ระบุว่า แผ่นดินไหวมีขนาด 6.3 จุดศูนย์กลางอยู่ที่ความลึก 28 กม. และมันถูกจัดให้อยู่ในระดับการแจ้งเตือนขั้นสีส้ม ซึ่งหมายความว่า มีแนวโน้มที่จะเกิดการบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก

กระทรวงสาธารณสุขของรัฐบาลตาลีบัน แห่งอัฟกานิสถานรายงานว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากแผ่นดินไหวครั้งนี้มากกว่า 530 รายด้วย

นายฮาจี ไซด์ โฆษกของกลุ่มตาลีบันในจังหวัดบัลข์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองมาซาร์อีชารีฟ เปิดเผยผ่าน X ว่า พบผู้บาดเจ็บจำนวนมากในเขตโชลกรา ทางใต้ของเมืองมาซาร์อีชารีฟ และมีรายงานผู้บาดเจ็บกับความเสียหายเล็กน้อยในทุกเขตของเมืองแห่งนี้

แผ่นดินไหวครั้งนี้ยังส่งผลให้เกิดไฟฟ้าดับทั่วประเทศ รวมถึงในกรุงคาบูล ซึ่งเป็นเมืองหลวง หลังจากสายส่งไฟฟ้าจากอุซเบกิสถานและทาจิกิสถาน ซึ่งเป็นผู้จัดหาไฟฟ้าหลักให้กับอัฟกานิสถาน ได้รับความเสียหาย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สื่อนอกตีข่าว ไทย-กัมพูชา เริ่มถอนอาวุธหนักจากชายแดนแล้ว

สื่อนอกตีข่าว ไทย-กัมพูชา เริ่มถอนอาวุธหนักจากชายแดนแล้ว

3 พ.ย. 2568 22:05 น.

สื่อนอกตีข่าว ไทย-กัมพูชา เริ่มถอนอาวุธหนักจากชายแดนแล้ว

สื่อนอกรายงานข่าวว่า ทหารของไทยและกัมพูชาเริ่มการถอนอาวุธหนักออกจากบริเวณชายแดนแล้ว ตามข้อตกลงที่ลงนามร่วมกันเมื่อสัปดาห์ก่อน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน อ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ไทยในวันจันทร์ที่ 3 พ.ย. 2568 ว่า ทหารของไทยและกัมพูชาเริ่มการถอนอาวุธหนักและปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนพิพาทแล้ว โดยเป็นส่วนหนึ่งในขั้นตอนลดความตึงเครียด หลังจากทั้งสองฝ่ายลงนามขยายการหยุดยิงเมื่อสัปดาห์ก่อน

ผู้นำของไทยและกัมพูชาลงนามข้อตกลงหยุดยิงที่ได้รับการปรับปรุงเพิ่มเติมเมื่อสัปดาห์ก่อน ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยมี โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ร่วมเป็นสักขีพยาน หลังจากที่ความตึงเครียดบริเวณชายแดนของทั้ง 2 ประเทศ ปะทุกลายเป็นการปะทะนาน 5 วันเมื่อเดือนกรกฎาคม

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประเทศไทยจะยังไม่ปล่อยตัวทหารกัมพูชา 18 นาย ที่ถูกควบคุมตัวไว้ตั้งแต่เกิดความขัดแย้ง และจะยังไม่เปิดจุดผ่านแดน จนกว่าจะประเมินแล้วว่ากัมพูชาปฏิบัติตามข้อตกลง

ขณะที่โฆษกกระทรวงกลาโหมของไทย เปิดเผยในการแถลงข่าวว่า ปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนได้เริ่มขึ้นแล้ว โดยฝ่ายไทยเสนอให้มีการเก็บกู้ทุ่นระเบิดใน 13 พื้นที่ และฝ่ายกัมพูชาเสนอ 1 พื้นที่

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (31 ต.ค.) ทั้ง 2 ประเทศออกแถลงการณ์ร่วมกันระบุว่า ทั้ง 2 ฝ่ายตกลงที่จะถอนอาวุธหนักออกจากชายแดน โดยแบ่งเป็นสามระยะ เริ่มจากระบบจรวด ตามด้วยปืนใหญ่ จากนั้นจึงเป็นรถถังและยานเกราะอื่น ๆ

ต่อมาในวันเสาร์ (1 พ.ย.) กระทรวงกลาโหมของกัมพูชาระบุว่า การถอนอาวุธในระยะแรกมีกำหนดใช้เวลา 3 สัปดาห์ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน ขณะที่พลเรือตรี สุรศักดิ์ กล่าวในวันจันทร์ว่า “เราคาดว่าการถอนอาวุธหนักจะเสร็จสิ้นภายในสิ้นปีนี้”

พลเรือตรี สุรศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ทั้ง 2 ประเทศยังตกลงเพิ่มความพยายามร่วมกันในการต่อสู้กับอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ และกำลังเร่งดำเนินการปักปันเขตแดนร่วมกันอย่างเร่งด่วนในพื้นที่ชายแดนที่มีข้อพิพาท

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

นายกฯ หญิงญี่ปุ่น ขอพบ “คิม จอง อึน” เร่งแก้ปมพลเมืองถูกเกาหลีเหนือลักพาตัว

นายกฯ หญิงญี่ปุ่น ขอพบ "คิม จอง อึน" เร่งแก้ปมพลเมืองถูกเกาหลีเหนือลักพาตัว

3 พ.ย. 2568 16:44 น.

นายกฯ หญิงญี่ปุ่น ขอพบ “คิม จอง อึน” เร่งแก้ปมพลเมืองถูกเกาหลีเหนือลักพาตัว

นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ประกาศว่า เธอได้ยื่นคำร้องขอเข้าพบหารือกับ นายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ เพื่อแก้ไขปัญหาที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษเกี่ยวกับการลักพาตัวพลเมืองญี่ปุ่นโดยรัฐบาลเกาหลีเหนือ

เกาหลีเหนือยอมรับในปี 2002 หลังจากการปฏิเสธมานานหลายปี ว่าเจ้าหน้าที่ของตนได้ลักพาตัวพลเมืองญี่ปุ่นไป 13 คน ในช่วงทศวรรษ 1970 และ 1980 เพื่อนำไปใช้ฝึกสายลับของเกาหลีเหนือในด้านภาษาและขนบธรรมเนียมของญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม รัฐบาลญี่ปุ่นเชื่อว่ามีชาวญี่ปุ่นถูกลักพาตัวไปอย่างน้อย 17 คน และบางแหล่งระบุว่าอาจมีจำนวนมากกว่านั้น

นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิกล่าวในงานรณรงค์สร้างความตระหนักเกี่ยวกับปัญหานี้ที่กรุงโตเกียวว่า เธอได้ยื่นคำร้องขอจัดการประชุมสุดยอดกับนายคิม จอง อึน

“เพื่อสร้างความสัมพันธ์ใหม่ที่เกิดผลระหว่างญี่ปุ่นและเกาหลีเหนือ ดิฉันตัดสินใจที่จะพบหน้ากับประธานคิม จอง อึน” เธอกล่าวพร้อมเสริมว่า “การลักพาตัวถือเป็นวาระสำคัญอันดับแรกของคณะรัฐมนตรีของดิฉัน”

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผู้นำญี่ปุ่นพยายามจัดการเจรจาโดยตรงกับ คิม จอง อึน เพื่อคลี่คลายปัญหานี้ ก่อนหน้านี้ นายจุนอิจิโร โคอิซึมิ อดีตนายกรัฐมนตรี เคยเดินทางเยือนกรุงเปียงยางในปี 2002 และ 2004 โดยได้พบกับ นายคิม จอง อิล ผู้นำเกาหลีเหนือในขณะนั้น และเจรจาจนนำผู้ถูกลักพาตัวกลับมาได้ 5 คน แต่เกาหลีเหนืออ้างว่าที่เหลืออีก 8 คนเสียชีวิตแล้ว

ส่วนนายชิเงรุ อิชิบะ นายกรัฐมนตรีคนก่อนหน้า เคยเสนอให้มีการจัดตั้งสำนักงานประสานงานในญี่ปุ่นและเกาหลีเหนือเพื่อขับเคลื่อนประเด็นนี้ แต่ก็ไม่เคยเกิดขึ้นจริง

นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิเน้นย้ำถึงความสำคัญของประเด็นนี้ โดยกล่าวว่า “ดิฉันจะใช้ทุกวิถีทางที่จำเป็นสำหรับประเด็นนี้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับชีวิตของผู้ถูกลักพาตัวและอธิปไตยของชาติเรา”

นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังคงประสานงานกับสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อให้ประชาคมโลกยังคงให้ความสนใจกับเรื่องนี้ ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ ได้เข้าพบกับครอบครัวของผู้ถูกลักพาตัวชาวญี่ปุ่นระหว่างการเยือนโตเกียวเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ทั้งนี้ เกาหลีเหนือยังไม่มีการตอบสนองต่อคำร้องขอเข้าพบของนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิอย่างเป็นทางการ.

ที่มา AFP 

ไต้ฝุ่น “คัลแมกี” เตรียมขึ้นฝั่งฟิลิปปินส์ สั่งอพยพประชาชนนับหมื่นในพื้นที่เสี่ยงภัย

ไต้ฝุ่น "คัลแมกี" เตรียมขึ้นฝั่งฟิลิปปินส์ สั่งอพยพประชาชนนับหมื่นในพื้นที่เสี่ยงภัย

3 พ.ย. 2568 14:55 น.

ไต้ฝุ่น “คัลแมกี” เตรียมขึ้นฝั่งฟิลิปปินส์ สั่งอพยพประชาชนนับหมื่นในพื้นที่เสี่ยงภัย

ประชาชนหลายหมื่นคนในจังหวัดที่ติดชายฝั่งทะเลของฟิลิปปินส์ได้รับคำสั่งให้อพยพ เพื่อเตรียมรับมือกับ พายุไต้ฝุ่นคัลแมกี (Kalmaegi) ที่กำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่พื้นที่เกาะเลย์เต ซึ่งเป็นพื้นที่เคยประสบภัยจากซูเปอร์ไต้ฝุ่นไห่เยี่ยน เมื่อปี 2013 ที่คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 6,000 ราย

ตามรายงานของกรมอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติฟิลิปปินส์ ไต้ฝุ่นคัลแมกีกำลังมุ่งหน้ายังเกาะเลย์เต โดยมีความเร็วลม 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีลมกระโชกแรงสูงสุดถึง 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

นายโรเอล มอนเตซา เจ้าหน้าที่ภัยพิบัติประจำเกาะเลย์เต เปิดเผยว่า การอพยพกำลังดำเนินอยู่ในเมืองปาโล และตานาอวน ซึ่งเป็นสองเมืองที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากคลื่นพายุซัดฝั่งในปี 2013 ที่ซูเปอร์ไต้ฝุ่นไห่เยี่ยนเคยคร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 6,000 ราย

นอกจากนี้ ยังมีการอพยพผู้อยู่อาศัยนับพันคนตั้งแต่เมื่อวันอาทิตย์ที่เกาะซามาร์ ที่อยู่ใกล้เคียง ซึ่งคาดการณ์ว่าอาจเผชิญกับคลื่นพายุซัดฝั่งสูงถึง 3 เมตร นายแรนดี นิกการ์ต เจ้าหน้าที่ป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน กล่าวว่า “รัฐบาลท้องถิ่นบางแห่งได้ใช้วิธีอพยพโดยบังคับ รวมถึงในเมืองกุยอวน ซึ่งเป็นบริเวณที่พายุมีแนวโน้มจะขึ้นฝั่ง”

ในจังหวัดหมู่เกาะดีนากัตทางตอนใต้ของเกาะเลย์เต นายนีโล เดเมเรย์ ผู้ว่าการจังหวัด กล่าวว่า มีประชาชนราว 10,000 ถึง 15,000 คน ถูกเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่ปลอดภัยแล้ว “เราได้ดำเนินการอพยพป้องกันล่วงหน้าในช่วงสองวันที่ผ่านมา ขณะที่เรายังมีเวลา”

ชาร์เมน วาริลลา ผู้เชี่ยวชาญจากกรมอุตุนิยมวิทยาของรัฐเปิดเผยว่า การมาถึงของไต้ฝุ่นคัลแมกี ทำให้ฟิลิปปินส์มีพายุรวม 20 ลูก แล้วในปีนี้ ซึ่งถือเป็นค่าเฉลี่ยปกติที่ประเทศต้องเผชิญในแต่ละปี และคาดว่าอาจมีพายุ “อีก 3 ถึง 5 ลูก” ตามมาจนถึงสิ้นเดือนธันวาคม

นักวิทยาศาสตร์เตือนว่าพายุกำลังทวีความรุนแรงขึ้นเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากมนุษย์ อย่างไรก็ตาม วาริลลาเสริมว่า จำนวนพายุหมุนที่สูงขึ้นมักจะมาพร้อมกับปรากฏการณ์ ลานีญา ซึ่งเป็นรูปแบบภูมิอากาศตามธรรมชาติที่ทำให้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตรเย็นลง

เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ฟิลิปปินส์เพิ่งเผชิญกับพายุใหญ่สองลูก รวมถึงซูเปอร์ไต้ฝุ่นรากาซา ที่สร้างความเสียหายอย่างหนักและทำให้มีผู้เสียชีวิต 14 รายในไต้หวัน.

ที่มา AFP 

มัลดีฟส์สร้างประวัติศาสตร์ เป็นประเทศแรกของโลก ห้ามคนรุ่นใหม่สูบบุหรี่ตลอดชีวิต

มัลดีฟส์สร้างประวัติศาสตร์ เป็นประเทศแรกของโลก ห้ามคนรุ่นใหม่สูบบุหรี่ตลอดชีวิต

3 พ.ย. 2568 14:13 น.

มัลดีฟส์สร้างประวัติศาสตร์ เป็นประเทศแรกของโลก ห้ามคนรุ่นใหม่สูบบุหรี่ตลอดชีวิต

มัลดีฟส์สร้างประวัติศาสตร์กลายเป็นประเทศแรกของโลกที่บังคับใช้ “กฎหมายห้ามสูบบุหรี่ตามช่วงอายุ” โดยให้การ สูบ ซื้อ หรือจำหน่ายยาสูบเป็นสิ่งผิดกฎหมายสำหรับผู้ที่เกิดหลังวันที่ 1 มกราคม 2007

คำสั่งดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันเสาร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ผู้ที่เกิดหลัง 1 มกราคม 2007 ซึ่งตอนนี้มีอายุ 18 ปีแล้ว รวมทั้งเยาวชนที่อายุน้อยกว่านี้ จะไม่สามารถสูบบุหรี่ ซื้อบุหรี่หรือจำหน่ายบุหรี่ไปตลอดชีวิต และทำให้มัลดีฟส์กลายเป็นประเทศแรกในโลกที่ออกกฎหมายห้ามบุหรี่แบบถาวรตามรุ่นประชากรอย่างเป็นทางการ โดยกระทรวงสาธารณสุขมัลดีฟส์ระบุว่า นี่คือก้าวสำคัญทางประวัติศาสตร์ในการปกป้องสุขภาพประชาชน และสร้างสังคมปลอดบุหรี่สำหรับคนรุ่นต่อไป

องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า บุหรี่คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกกว่า 7 ล้านคนต่อปี โดยข้อมูลปี 2021 พบว่ากว่า 25% ของประชากรวัยผู้ใหญ่ (อายุ 15–69 ปี)ในมัลดีฟส์ ยังคงใช้ยาสูบ และในกลุ่มวัยรุ่นอายุ 13–15 ปี อัตราการสูบสูงเกือบสองเท่า

เมื่อเทียบกับต่างประเทศ ตัวเลขนี้ถือว่าน่ากังวล โดยในสหรัฐฯ ผู้ใหญ่ที่สูบบุหรี่มีราว 20% ส่วนในสหราชอาณาจักรเหลือเพียง 12% ในปี 2023

แนวคิดห้ามบุหรี่ตามรุ่นอายุที่เกิด เคยถูกเสนอในหลายประเทศมาแล้ว เช่น นิวซีแลนด์ เคยผ่านร่างกฎหมายในปี 2022 ที่ห้ามขายบุหรี่ให้ผู้เกิดหลังปี 2009 แต่รัฐบาลชุดใหม่กลับยกเลิกกฎหมายในปี 2023 เพื่อช่วยชดเชยรายได้ภาษี 

ส่วนสหราชอาณาจักร ก็มีร่างกฎหมายลักษณะเดียวกัน กำหนดห้ามบุหรี่สำหรับผู้ที่เกิดหลังวันที่ 1 มกราคม 2009 ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาในรัฐสภา โดยผู้นำองค์กรสาธารณสุขกว่า 100 แห่งร่วมลงนามเรียกร้องให้ผ่านกฎหมายนี้โดยเร็ว หลังมีรายงานว่าเพียง 6 เดือน มีเยาวชนอังกฤษกว่า 120,000 คนเริ่มสูบบุหรี่

การประกาศห้ามบุหรี่ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนยาวนานหลายปีของมัลดีฟส์ในการต่อสู้กับยาสูบและบุหรี่ไฟฟ้า โดยรัฐบาลเพิ่งออกคำสั่งห้ามนำเข้า ครอบครอง ใช้ ผลิต และจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าทุกรูปแบบ ตั้งแต่ปลายปี 2024 ไม่ว่าผู้ใช้นั้นจะมีอายุเท่าใดก็ตาม

รัฐบาลยังมีแผนจัดตั้ง “คลินิกเลิกบุหรี่” ทั่วหมู่เกาะ เพื่อให้คำปรึกษาและจ่ายยาช่วยเลิกบุหรี่ฟรี รวมถึงมีโครงการจูงใจใหม่ ๆ เช่น รางวัลเงินสดสำหรับชุมชนที่สามารถทำให้เกาะของตนปลอดการสูบบุหรี่ได้ 100%

มาตรการใหม่นี้สะท้อนความพยายามของมัลดีฟส์ในการพลิกภาพลักษณ์จากประเทศท่องเที่ยวทางทะเล สู่วิถีชุมชนปลอดควัน โดยนักวิเคราะห์มองว่า การห้ามบุหรี่แบบถาวรตามรุ่นประชากรอาจเป็นต้นแบบให้หลายประเทศในเอเชีย รวมถึงอาเซียน นำไปปรับใช้ในอนาคต.

ที่มา :CNN

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ มัลดีฟส์

กัมพูชาสั่งปิด-ระงับธุรกิจกาสิโน 4 แห่งในสีหนุวิลล์ ส่อพัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์

กัมพูชาสั่งปิด-ระงับธุรกิจกาสิโน 4 แห่งในสีหนุวิลล์ ส่อพัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์

3 พ.ย. 2568 12:21 น.

กัมพูชาสั่งปิด-ระงับธุรกิจกาสิโน 4 แห่งในสีหนุวิลล์ ส่อพัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์

เมื่อเช้าวันที่ 2 พฤศจิกายน สำนักเลขาธิการคณะกรรมการควบคุมการพนันเชิงพาณิชย์กัมพูชา (CGMC) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติกัมพูชา ได้นำกำลังปฏิบัติการร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นเข้าสั่ง ระงับและปิดธุรกิจกาสิโนรวม 4 แห่ง ในจังหวัดพระสีหนุ เนื่องจากเข้าข่ายต้องสงสัยว่าได้กระทำความผิดฐานปกปิดและฉ้อโกงโดยใช้ระบบเทคโนโลยี

ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปตามคำสั่งเลขที่ 01 ของรัฐบาลราชอาณาจักรกัมพูชา ว่าด้วยการรณรงค์กวาดล้างการฉ้อโกงผ่านระบบเทคโนโลยี (การปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์/หลอกลวงออนไลน์)

คณะทำงานนำโดย พลโท เซียง เซน รองเลขาธิการ CGMC ได้ประสานงานกับผู้บริหารจังหวัดพระสีหนุ กองบัญชาการตำรวจจังหวัด และกระทรวงแรงงานจังหวัด โดยมี นายชิว อิกคง รองอัยการศาลชั้นต้นจังหวัดพระสีหนุ เป็นผู้ประสานงานด้านกระบวนการทางกฎหมาย

โดยรายชื่อกาสิโนทั้ง 4 แห่งที่ถูกคณะทำงานเข้าสั่งระงับและปิดผนึกใบอนุญาต ได้แก่:

1: มติเลขที่ 028 GCCC ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2568 ว่าด้วยการระงับใบอนุญาตของบริษัท จินเพ่ย กรุ๊ป จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของคาสิโนชื่อ จินเพ่ย กรุ๊ป

2: มติเลขที่ 029 GCCC ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2568 ว่าด้วยการระงับใบอนุญาตของบริษัท แคมโบเดียน เฮง ซิน เรียล เอสเตท จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของคาสิโนชื่อ จินเพ่ย

3: มติเลขที่ 030 ของคณะกรรมการบริหารคาสิโน ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2568 ว่าด้วยการระงับใบอนุญาตของบริษัท จี.ซี. มีเดีย จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของคาสิโนชื่อ จี.ซี. คาสิโน 

4: มติเลขที่ 031 ของคณะกรรมการบริหารคาสิโน ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2568 ว่าด้วยการระงับใบอนุญาตของบริษัท จี.ซี. บริษัท จินเป่ย คาสิโน จำกัด เจ้าของกาสิโน จินเพ่ย 4 ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานปกปิดข้อมูลและฉ้อโกงผ่านระบบเทคโนโลยี

การดำเนินการดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากกาสิโนเหล่านี้ ต้องสงสัยว่ามีการลักลอบกระทำความผิดซ่อนเร้นการฉ้อโกงผ่านระบบเทคโนโลยีซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์อย่างจริงจังของรัฐบาลกัมพูชา.

ที่มา FRESH NEWS

เมียนมา-รัสเซีย ลงนามข้อตกลงยกเว้นวีซ่า ร่วมมือด้านเลือกตั้ง พลังงานนิวเคลียร์ และส่งแรงงาน

เมียนมา-รัสเซีย ลงนามข้อตกลงยกเว้นวีซ่า ร่วมมือด้านเลือกตั้ง พลังงานนิวเคลียร์ และส่งแรงงาน

3 พ.ย. 2568 12:11 น.

เมียนมา-รัสเซีย ลงนามข้อตกลงยกเว้นวีซ่า ร่วมมือด้านเลือกตั้ง พลังงานนิวเคลียร์ และส่งแรงงาน

รัฐบาลทหารเมียนมาลงนามในข้อตกลงยกเว้นวีซ่ากับรัสเซีย พร้อมแผนปรึกษาหารือปี 2568–2570 ร่วมมือด้านเลือกตั้ง พลังงานนิวเคลียร์ และส่งแรงงาน ท่ามกลางสายสัมพันธ์แน่นแฟ้นหลังรัฐประหาร

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 เว็บไซต์ข่าว Mizzima รายงานว่า พลเอกอาวุโสตาน ฉ่วย อดีตผู้นำรัฐบาลเผด็จการทหารเมียนมา ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมา และนายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย ลงนามข้อตกลงยกเว้นวีซ่าสำหรับพลเมืองสองประเทศ ระหว่างการประชุมความมั่นคงยูเรเชียระดับสูง ในกรุงมินสค์ ของเบลารุส

แม้ไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดข้อกำหนดยกเว้นวีซ่า แต่รัฐบาลทหารระบุว่า ทั้งสองฝ่ายยังได้ลงนามแผนการปรึกษาหารือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศในช่วงปี 2568–2570 นอกจากนี้ ยังมีการหารือถึงความเป็นไปได้ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งของรัสเซียและสมาชิกสภาดูมา จะส่งผู้สังเกตการณ์เข้าตรวจสอบการเลือกตั้งที่รัฐบาลทหารเมียนมาวางแผนจัดขึ้นในเดือนธันวาคมปีนี้

ทั้งนี้ นับตั้งแต่การรัฐประหารเมื่อปี 2564 เมียนมารักษาความสัมพันธ์แนบแน่นกับรัสเซีย ซึ่งเป็นผู้จัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ เช่น โดรนและเฮลิคอปเตอร์ ตามข้อมูลจากองค์กรภาคประชาสังคม ทั้งสองประเทศยังมีข้อตกลงคุ้มครองซึ่งกันและกันในกระบวนการกฎหมายระหว่างประเทศ และร่วมมือก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก ในเมียนมา นอกจากนี้รัฐบาลทหารเมียนมายังส่งแรงงานไปทำงานในรัสเซีย และเจรจาเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างกัน ซึ่งสะท้อนถึงความร่วมมือที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นท่ามกลางมาตรการคว่ำบาตรจากนานาชาติ.

แผ่นดินไหวอัฟกานิสถาน 6.3 ดับอย่างน้อย 10 ศพ บาดเจ็บกว่า 260

แผ่นดินไหวอัฟกานิสถาน 6.3 ดับอย่างน้อย 10 ศพ บาดเจ็บกว่า 260

3 พ.ย. 2568 11:34 น.

แผ่นดินไหวอัฟกานิสถาน 6.3 ดับอย่างน้อย 10 ศพ บาดเจ็บกว่า 260

ทางการอัฟกานิสถานยืนยันว่า เกิดเหตุแผ่นดินไหวครั้งรุนแรง ขนาด 6.3 ทางตอนเหนือของประเทศ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 10 ศพ และบาดเจ็บกว่า 260 คน นับเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งล่าสุดที่ซ้ำเติมอัฟกานิสถานที่เผชิญกับเหตุแผ่นดินไหวร้ายแรงมาแล้วหลายครั้งในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

ตามรายงานของสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐฯ (USGS) แผ่นดินไหวมีความรุนแรง 6.3 เกิดขึ้นเมื่อเวลา 01.00 น. วันนี้ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีจุดศูนย์กลางใกล้กับเมือง มาซาร์-อี-ชารีฟ ที่ความลึก 28 กิโลเมตร

ที่จังหวัดบัลค์ นายคามาล ข่าน ซาดราน โฆษกกระทรวงสาธารณสุข ยืนยันว่ามีผู้เสียชีวิต 4 ราย และมีผู้บาดเจ็บถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในจังหวัดรวม 120 ราย ส่วนที่จังหวัดซามังกัน นายโมฮัมหมัดดุลเลาะห์ ฮาหมัด โฆษกหน่วยงานจัดการภัยพิบัติแห่งชาติ (NDMA) ระบุว่า มีผู้เสียชีวิต 5 ราย และบาดเจ็บ 143 ราย โดยส่วนใหญ่ได้รับการรักษาและเดินทางกลับบ้านแล้ว แต่คาดว่าตัวเลขผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจะสูงขึ้นอีก

เหตุการณ์นี้ทำให้ผู้คนในเมืองมาซาร์-อี-ชารีฟ ซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองใหญ่ทางตอนเหนือ ต้องวิ่งหนีออกจากบ้านด้วยความกลัวว่าอาคารจะพังทลายลงมา ขณะที่ผู้สื่อข่าวในกรุงคาบูล ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 420 กิโลเมตรทางใต้ ก็รับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนได้เช่นกัน

เครือข่ายการสื่อสารและโครงสร้างพื้นฐานที่ย่ำแย่ในพื้นที่ภูเขาของอัฟกานิสถานได้เป็นอุปสรรคต่อการตอบสนองต่อภัยพิบัติในอดีต ทำให้ทางการต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงหรือหลายวันกว่าจะเข้าถึงหมู่บ้านที่ห่างไกลเพื่อประเมินความเสียหายได้อย่างสมบูรณ์

นอกจากนั้น อัฟกานิสถานยังประสบปัญหาขาดแคลนความช่วยเหลือจากต่างประเทศอย่างหนักนับตั้งแต่รัฐบาลตาลีบันเข้ายึดอำนาจในปี 2021 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประเทศต้องเผชิญกับแผ่นดินไหวร้ายแรงถึง 3 ครั้ง นอกจากนี้ยังประสบกับวิกฤตด้านมนุษยธรรมที่ซับซ้อนจากภัยแล้ง ข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ และการผลักดันพลเมืองอัฟกานิสถานนับล้านคนจากประเทศเพื่อนบ้าน

ทั้งนี้ แผ่นดินไหวเป็นเรื่องปกติในอัฟกานิสถาน โดยเฉพาะตามแนวเทือกเขาฮินดูกูช ซึ่งเป็นบริเวณที่แผ่นเปลือกโลกยูเรเชียและอินเดียมาบรรจบกัน ประกอบกับบ้านเรือนส่วนใหญ่ในพื้นที่ชนบทมักสร้างอย่างไม่มั่นคง ทำให้มีความเสี่ยงที่จะพังทลายได้ง่ายในระหว่างเกิดแผ่นดินไหว.

ที่มา BBC

พบผู้ต้องสงสัยเพียงรายเดียว เหตุแทงคนบนรถไฟอังกฤษ จนท. รถไฟอาการวิกฤต

พบผู้ต้องสงสัยเพียงรายเดียว เหตุแทงคนบนรถไฟอังกฤษ จนท. รถไฟอาการวิกฤต

3 พ.ย. 2568 10:49 น.

พบผู้ต้องสงสัยเพียงรายเดียว เหตุแทงคนบนรถไฟอังกฤษ จนท. รถไฟอาการวิกฤต

ตำรวจอังกฤษยืนยันว่า ชายวัย 32 ปีจากเมืองปีเตอร์โบโรห์ เป็นผู้ต้องสงสัยเพียงรายเดียวในเหตุแทงผู้โดยสารหลายคนบนขบวนรถไฟสายดอนคาสเตอร์–ลอนดอนคิงส์ครอส เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา เหตุเกิดขณะรถไฟหยุดที่สถานีฮันติงดัน มณฑลแคมบริดจ์เชียร์ ก่อนเวลา 20.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น 

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บรวม 11 รายถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ซึ่งมีการยืนยันว่าผู้บาดเจ็บ 5 รายได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลแล้วเมื่อคืนวันอาทิตย์ ส่วนพนักงานรถไฟอาการสาหัส หลังพยายามหยุดยั้งคนร้าย

หนึ่งในผู้บาดเจ็บคือ พนักงานรถไฟ ของบริษัท LNER ซึ่งขณะนี้อาการยังคงอยู่ในขั้นเป็นอันตรายถึงชีวิต หลังจากการโจมตี โดยตำรวจยืนยันว่า พนักงานคนดังกล่าวได้พยายามเข้าขวางผู้ก่อเหตุ โฆษกของ BTP กล่าวว่า “จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดบนรถไฟ การกระทำของพนักงานรถไฟนั้น กล้าหาญอย่างยิ่ง และไม่ต้องสงสัยเลยว่าได้ช่วยชีวิตผู้คนไว้”

ทั้งนี้ ผู้ต้องสงสัยเป็นชายวัย 32 ปีจากเมืองปีเตอร์โบโร ซึ่งขึ้นรถไฟขบวนดังกล่าวจากสถานีปีเตอร์โบโร ส่วนชายวัย 35 ปีที่ถูกจับกุมในที่เกิดเหตุในตอนแรกได้ถูกปล่อยตัวไปโดยไม่มีการดำเนินการใด ๆ เพิ่มเติม หลังจากการสืบสวนยืนยันว่าเขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตี โดยเจ้าหน้าที่สามารถกู้มีดที่ใช้ก่อเหตุคืนมาได้ในที่เกิดเหตุ

รองผู้บังคับการตำรวจ สจวร์ต คันดี้ กล่าวว่า “การสืบสวนของเราคืบหน้าอย่างรวดเร็ว และเรามั่นใจว่าเราไม่ได้กำลังตามหาบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้อีก”

เดวิด ฮอร์น กรรมการผู้จัดการของ LNER แสดงความตกใจและความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเพื่อนร่วมงานที่ยังคงมีอาการสาหัส พร้อมทั้งชื่นชมความกล้าหาญและการดำเนินการอย่างรวดเร็วของเจ้าหน้าที่ฉุกเฉิน พนักงานควบคุมรถ และลูกเรือ

นายแอนดรูว์ จอห์นสัน พนักงานขับรถไฟ ได้รับการยกย่องว่ามีความคิดที่ฉับไว เมื่อมีการแจ้งเตือนเหตุ เขารีบติดต่อห้องควบคุมเพื่อเปลี่ยนเส้นทางรถไฟจากรางเร็วไปยังรางช้าที่มีชานชาลาที่ฮันติงดัน ซึ่งเชื่อกันว่าการกระทำนี้ช่วยให้หน่วยบริการฉุกเฉินสามารถขึ้นรถไฟได้อย่างรวดเร็ว.

ที่มา BBC

หนูอวกาศจีน ปรับตัวได้ดีในสภาวะไร้น้ำหนักบนสถานีเทียนกง เตรียมกลับโลกเมื่อครบ 7 วัน

หนูอวกาศจีน ปรับตัวได้ดีในสภาวะไร้น้ำหนักบนสถานีเทียนกง เตรียมกลับโลกเมื่อครบ 7 วัน

3 พ.ย. 2568 10:26 น.

หนูอวกาศจีน ปรับตัวได้ดีในสภาวะไร้น้ำหนักบนสถานีเทียนกง เตรียมกลับโลกเมื่อครบ 7 วัน

หน่วยงานวิทยาศาสตร์จีนเผย หนูทดลองเพศผู้ 2 ตัว เพศเมีย 2 ตัว ปรับตัวได้ดีในสภาวะไร้น้ำหนัก ไม่มีอาการผิดปกติด้านพฤติกรรม เตรียมกลับโลกหลังวิจัยครบ 7 วัน

ศูนย์เทคโนโลยีและวิศวกรรมเพื่อการใช้ประโยชน์อวกาศ ภายใต้สถาบันวิทยาศาสตร์จีน (CAS) รายงานว่า หนูทดลอง 4 ตัว ที่เดินทางไปกับยานอวกาศเสิ่นโจว-21ได้ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมไร้น้ำหนักบนสถานีอวกาศ เทียนกงได้เป็นอย่างดี และยังคงมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์

หลังจากยานเสิ่นโจว-21 ทำการ เทียบท่าอัตโนมัติและเชื่อมต่อสำเร็จกับสถานีอวกาศเทียนกงในช่วงเช้าวันเสาร์ที่ผ่านมา หน่วยทดลองที่บรรจุหนูทั้งสี่ตัวได้ถูกเคลื่อนย้ายเข้าสู่โมดูลแล็บเวิ่นเทียนด้วยการประสานงานใกล้ชิดระหว่างนักบินอวกาศจีน

หน่วยงานระบุว่า ทุกค่าทางสิ่งแวดล้อมในหน่วยทดลอง เช่น อุณหภูมิ ความชื้น และระดับออกซิเจน ยังคงอยู่ในสภาวะปกติ ขณะที่ข้อมูลการติดตามจากระบบเฝ้าระบุว่า หนูทั้ง 4 ตัวกินอาหารและดื่มน้ำได้ตามปกติ อีกทั้งยังไม่พบความแตกต่างด้านพฤติกรรมหรือการเคลื่อนไหว เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมที่อยู่บนโลก

การทดลองนี้เป็นส่วนหนึ่งของ ภารกิจวิจัยทางชีววิทยาในอวกาศ เพื่อศึกษาผลกระทบของสภาพไร้น้ำหนักต่อสิ่งมีชีวิต โดยหนูทั้ง 4 ตัว เพศผู้ 2 ตัว และเพศเมีย 2 ตัว จะอยู่ในวงโคจรเป็นเวลา 5-7 วัน ก่อนจะเดินทางกลับโลกพร้อมยานเสิ่นโจว-20

ก่อนหน้านี้ จีนได้ประสบความสำเร็จในการปล่อยยานอวกาศเสิ่นโจว-21 เมื่อคืนวันศุกร์จากศูนย์ปล่อยดาวเทียมจิ่วฉวน ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ พร้อมส่งนักบินอวกาศ 3 นายขึ้นประจำการบนสถานีเทียนกง เพื่อปฏิบัติภารกิจระยะเวลา 6 เดือน

ตลอดภารกิจนี้ ทีมเสิ่นโจว-21 จะดำเนินการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และการประยุกต์ใช้ทางเทคโนโลยีใหม่รวม 27 โครงการ ซึ่งรวมถึงการศึกษาชีววิทยาในอวกาศ ที่ถือเป็นก้าวสำคัญของจีนในการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศเพื่ออนาคต.

ที่มา : CCTV

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ หนูทดลอง