อิสราเอลอ้าง เริ่มหยุดยิงในกาซาอีกครั้ง หลังถล่มรอบใหม่ ดับ 104 ศพ

อิสราเอลอ้าง เริ่มหยุดยิงในกาซาอีกครั้ง หลังถล่มรอบใหม่ ดับ 104 ศพ

29 ต.ค. 2568 22:37 น.

อิสราเอลอ้าง เริ่มหยุดยิงในกาซาอีกครั้ง หลังถล่มรอบใหม่ ดับ 104 ศพ

ทหารอิสราเอลอ้าง กลับมาหยุดยิงอีกครั้งแล้ว หลังโจมตีกาซารอบใหม่ ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 104 ศพ โดยกล่าวหาฮามาสว่าละเมิดข้อตกลงหยุดยิง และสังหารทหารอิสราเอลไป 1 นาย

เมื่อ 29 ต.ค. 2568 กระทรวงสาธารณสุขในฉนวนกาซา ซึ่งบริหารโดยกลุ่มฮามาส ระบุว่า การโจมตีทางอากาศระลอกใหม่ของกองทัพอิสราเอลที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา ทำให้มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 104 ศพ ซึ่งรวมถึงเด็ก 46 คนและผู้หญิง 20 คน และมีผู้บาดเจ็บมากกว่า 250 คน

การโจมตีของอิสราเอลได้พุ่งเป้าไปที่บ้านเรือน, โรงเรียน และอาคารที่พักอาศัยในเมืองกาซาซิตี้และเบต ลาเฮีย ทางตอนเหนือของกาซา, เมืองบูเรจ และนูเซรัต ทางตอนกลาง, และเมืองข่านยูนิส ทางตอนใต้

เมื่อช่วงเช้าวันพุธ (29 ต.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ออกมาประกาศว่า พวกเขาเริ่มบังคับใช้ข้อตกลงหยุดยิงอีกครั้งแล้ว หลังจากโจมตีหลายระลอกเข้าใส่เป้าหมายหลายสิบจุดที่พวกเขาระบุว่าเป็น ที่มั่นของผู้ก่อการร้าย และโจมตีผู้บัญชาการของกลุ่มติดอาวุธอีกอย่างน้อย 30 คน

IDF กล่าวเพิ่มเติมว่า “กองทัพ IDF จะยังคงยึดมั่นในข้อตกลงหยุดยิง และจะตอบโต้อย่างหนักแน่นต่อการละเมิดใด ๆ ก็ตาม”

ทั้งนี้ อิสราเอลเปิดฉากโจมตีภายในฉนวนกาซารอบใหม่เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา อ้างว่าเพื่อตอบโต้ที่ฮามาสละเมิดข้อตกลงหยุดยิงซึ่งเพิ่งบังคับใช้เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน หลังจากสหรัฐฯ, กาตาร์ และอียิปต์ เข้ามาเป็นตัวกลางเจรจา

ก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของอิสราเอลกล่าวหากลุ่มฮามาสว่า อยู่เบื้องหลังการโจมตีทหารอิสราเอลบริเวณเมืองราฟาห์ ทางตอนใต้ของฉนวนกาซา ที่ทำให้จ่าสิบเอก โยนา เอฟราอิม เฟลด์บอม เสียชีวิต และละเมิดเงื่อนไขในการส่งมอบศพตัวประกันที่เสียชีวิต

อนึ่ง ศพผู้เสียชีวิตที่ฮามาสส่งมอบให้อิสราเอลเมื่อคืนวันจันทร์ ถูกตรวจพบว่าไม่ใช่ร่างของตัวประกันที่เสียชีวิต ซึ่งตอนนี้ยังอยู่ในกาซาอีก 13 ราย อิสราเอลถึงขั้นกล่าวหาฮามาสว่า นำศพที่ไม่เกี่ยวข้องไปฝังดิน ก่อนจะขุดขึ้นมาใหม่แล้วบอกว่าเป็นร่างของตัวประกัน

ด้านกลุ่มฮามาสยืนยันว่า พวกเขาไม่รู้เรื่องการโจมตีที่เมืองราฟาห์ และโต้กลับว่า อิสราเอลกำลังพยายามบ่อนทำลายข้อตกลงหยุดยิง

ขณะที่สหรัฐฯ พยายามลดความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ในฉนวนกาซาลง โดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ บอกกับผู้สื่อข่าวบนเครื่องบิน แอร์ฟอร์ซวัน “เท่าที่ผมเข้าใจ พวกเขาได้ฆ่า… พวกเขาได้สังหารทหารอิสราเอล ดังนั้นชาวอิสราเอลจึงตอบโต้ และพวกเขาก็ควรจะตอบโต้”

แต่นายทรัมป์ยืนยันว่า “ไม่มีอะไรที่จะเป็นภัยต่อ ‘ข้อตกลงหยุดยิง’ คุณต้องเข้าใจว่า ฮามาสเป็นส่วนเล็กมาก ๆ ของสันติภาพในตะวันออกกลาง และพวกเขาต้องประพฤติตัวให้เหมาะสม”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

จีนยืนยัน “สี จิ้นผิง” พบ “ทรัมป์” ที่เกาหลีใต้ 30 ต.ค. นี้ หวังคลี่คลายความตึงเครียดทางการค้า

จีนยืนยัน "สี จิ้นผิง" พบ "ทรัมป์" ที่เกาหลีใต้ 30 ต.ค. นี้ หวังคลี่คลายความตึงเครียดทางการค้า

29 ต.ค. 2568 16:29 น.

จีนยืนยัน “สี จิ้นผิง” พบ “ทรัมป์” ที่เกาหลีใต้ 30 ต.ค. นี้ หวังคลี่คลายความตึงเครียดทางการค้า

กระทรวงการต่างประเทศของจีนออกมายืนยันว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะพบกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เมืองปูซาน ของเกาหลีใต้ ในวันพฤหัสบดีนี้ (30 ต.ค.) ซึ่งเป็นการพบกันที่ตลาดและนักลงทุนต่างตั้งตารอคอยอย่างใจจดใจจ่อ โดยหวังว่าจะช่วยบรรเทาความตึงเครียดทางการค้าที่ยืดเยื้อมานานหลายเดือน

นายกัว เจียคุน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนกล่าวว่า “ประมุขแห่งรัฐทั้งสองจะมีการสื่อสารเชิงลึกในประเด็นเชิงกลยุทธ์และระยะยาว” โดยไม่ได้กล่าวถึงข้อตกลงทางการค้าโดยตรง โฆษกฯ กล่าวเสริมว่า จีนยินดีที่จะทำงานร่วมกับสหรัฐฯ เพื่อส่งเสริมผลลัพธ์เชิงบวกจากการประชุมครั้งนี้ และมอบแนวทางใหม่สำหรับการพัฒนาความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ อย่างมีเสถียรภาพ

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน ระหว่างทางไปเกาหลีใต้ว่า เขาและประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะบรรลุ “ข้อตกลงที่ดี” เพื่อประโยชน์ของทั้งสองประเทศ

การพบกันครั้งนี้จะเป็นการพบกันครั้งแรก นับตั้งแต่ทรัมป์เริ่มการดำรงตำแหน่งวาระที่สองและประกาศใช้มาตรการภาษีกับทุกประเทศทั่วโลก

ความคาดหวังต่อการพบปะของสองผู้นำ ได้ช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดในช่วงเดือนที่ผ่านมา หลังความตึงเครียดที่เกิดขึ้นครั้งใหม่ก่อให้เกิดความกังวลว่าผู้นำทั้งสองอาจล้มเลิกการเจรจาเพื่อยุติสงครามภาษีที่ทำลายห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก

การเผชิญหน้ากันระหว่างสหรัฐฯ และจีนไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องภาษีเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมประเด็นอื่น ๆ เช่น การลักลอบส่งเฟนทานิล ชิปเทคโนโลยีขั้นสูง แร่หายาก และการส่งออกถั่วเหลือง

ท่ามกลางการเจรจาที่ตึงเครียดนี้ มีรายงานจากแหล่งข่าวทางการค้าว่า บริษัท COFCO ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของจีนได้สั่งซื้อถั่วเหลือง 3 ลำเรือจากสหรัฐฯ ก่อนการประชุม ซึ่งนับเป็นการซื้อถั่วเหลืองล็อตแรกจากผลผลิตปีนี้ของสหรัฐฯ นักวิเคราะห์มองว่านี่อาจเป็นสัญญาณเชิงบวกก่อนการเจรจา

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะอยู่ในเกาหลีใต้ระหว่างวันพฤหัสบดีถึงวันเสาร์เพื่อเข้าร่วมการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในเอเชียแปซิฟิก (เอเปก) และการเยือนประเทศเกาหลีใต้อย่างเป็นทางการ ขณะที่ทรัมป์จะไม่ได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดระดับภูมิภาคนี้.

ที่มา Reuters

เกาหลีใต้มอบเครื่องอิสริยาภรณ์สูงสุด “มูกุงฮวา” และมงกุฎทองจำลอง แด่ทรัมป์

เกาหลีใต้มอบเครื่องอิสริยาภรณ์สูงสุด "มูกุงฮวา" และมงกุฎทองจำลอง แด่ทรัมป์

29 ต.ค. 2568 14:56 น.

เกาหลีใต้มอบเครื่องอิสริยาภรณ์สูงสุด “มูกุงฮวา” และมงกุฎทองจำลอง แด่ทรัมป์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่จากรัฐบาลเกาหลีใต้ โดยประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ได้มอบเครื่องอิสริยาภรณ์ “มูกุงฮวา” (Grand Order of Mugunghwa) ซึ่งเป็นเครื่องอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของประเทศ และได้รับของขวัญเป็นมงกุฎทองคำจำลอง เพื่อเชิดชูบทบาท “ผู้สร้างสันติภาพบนคาบสมุทรเกาหลี”

ทรัมป์เดินทางถึงเกาหลีใต้ในวันนี้ (29 ต.ค.) ซึ่งเป็นจุดสุดท้ายของทัวร์เอเชียต่อจากมาเลเซียและญี่ปุ่น โดยมีวาระสำคัญคือการเจรจาทางการค้าในระดับสูงกับประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ของเกาหลีใต้ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน

เครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน ได้รับการคุ้มกันโดยเครื่องบินรบของสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ เมื่อลงจอด มีวงดุริยางค์ทหารเกาหลีใต้บรรเลงเพลง “YMCA” และมีการยิงสลุตต้อนรับ

สำนักงานของประธานาธิบดีอี แจ มยอง กล่าวว่า การมอบเครื่องอิสริยาภรณ์ “มูกุงฮวา” ซึ่งตั้งชื่อตามดอกมูกุงฮวา ซึ่งเป็นดอกไม้ประจำชาติ ให้แก่ทรัมป์ เป็นการยกย่องบทบาทของเขาในฐานะ “ผู้สร้างสันติภาพ” ในคาบสมุทรเกาหลี ทรัมป์กล่าวทันทีที่ได้รับเครื่องอิสริยาภรณ์ว่า “ผมอยากจะสวมมันตอนนี้เลย” โดยเจ้าหน้าที่เกาหลีใต้ระบุว่า ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนแรกที่ได้รับเกียรตินี้

แม้ในวาระแรกของการดำรงตำแหน่ง ทรัมป์เคยจัดการประชุมสุดยอดหลายครั้งกับคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ก่อนที่การเจรจาจะล่มลง เมื่อเกาหลีเหนือเร่งพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธ แต่ในวันพุธ ทรัมป์ได้ย้ำคำเชิญเพื่อพบนายคิมอีกครั้ง แม้เกาหลีเหนือจะยังไม่มีความเห็นต่อการทาบทามล่าสุด

ผู้นำทั้งสองได้พบกันที่พิพิธภัณฑ์ในเมือง คยองจู ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยว ซึ่งเต็มไปด้วยสุสานและพระราชวังทางประวัติศาสตร์สมัยอาณาจักรชิลลา

ทรัมป์ได้รับมอบมงกุฎทองคำชอนมาจองจำลอง ซึ่งเป็นมงกุฎโบราณที่แสดงถึงประวัติศาสตร์ของอาณาจักรชิลลา และเป็นสัญลักษณ์ของ “ยุคใหม่แห่งการอยู่ร่วมกันอย่างสันติและการเติบโตร่วมกันในคาบสมุทรเกาหลี ที่สหรัฐฯ และเกาหลีใต้จะร่วมมือกัน”

สำหรับอาหารกลางวัน มื้อพิเศษได้รวมถึง สลัด Thousand Island ซึ่งสำนักงานของประธานาธิบดีอีกล่าวว่า เป็นการแสดงความเคารพต่อ “เรื่องราวความสำเร็จของประธานาธิบดีทรัมป์ในบ้านเกิดที่นิวยอร์ก” นอกจากนี้ยังมีอาหารท้องถิ่นที่ “ตรงตามความต้องการของประธานาธิบดีทรัมป์”

ทรัมป์จะปิดท้ายวันนี้ด้วยงานเลี้ยงอาหารค่ำร่วมกับผู้นำจากหลายประเทศ เช่น เวียดนาม ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แคนาดา ไทย และสิงคโปร์

แหล่งข่าวทางการทูต 3 ราย เปิดเผยว่า ผู้นำบางคนต้องเปลี่ยนตารางเวลา เพื่อรองรับการเยือนของทรัมป์ ซึ่งเดินทางมาถึงและจะออกจากประเทศก่อนการประชุมสุดยอดผู้นำความร่วมมือทางเศรษฐกิจในเอเชียแปซิฟิก (เอเปก) ที่กำหนดจัดขึ้นในวันศุกร์และวันเสาร์.

ที่มา Reuters

อิสราเอลถล่มกาซาอีกระลอก ดับอย่างน้อย 50 ศพ รวมเด็ก 22 คน

อิสราเอลถล่มกาซาอีกระลอก ดับอย่างน้อย 50 ศพ รวมเด็ก 22 คน

29 ต.ค. 2568 13:32 น.

อิสราเอลถล่มกาซาอีกระลอก ดับอย่างน้อย 50 ศพ รวมเด็ก 22 คน

หน่วยกู้ภัยในฉนวนกาซาเผย อิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศในช่วงกลางดึกที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 50 คน และบาดเจ็บกว่า 200 คน ทั้งที่ข้อตกลงหยุดยิงยังมีผล ขณะประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยัน “ไม่มีอะไรจะทำลายข้อตกลงนี้ได้” แม้จะสนับสนุนสิทธิของอิสราเอลในการ “ตอบโต้กลับ” หลังทหารอิสราเอลถูกสังหารหนึ่งนาย

หน่วยงานป้องกันภัยพลเรือนของกาซา เปิดเผยกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า การโจมตีทางอากาศของอิสราเอลตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตในดินแดนปาเลสไตน์อย่างน้อย 50 ศพ และมีผู้บาดเจ็บประมาณ 200 คน โดยในบรรดาผู้เสียชีวิตมี เด็ก 22 ราย รวมอยู่ด้วย

การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวว่า “ไม่มีอะไร” จะเป็นภัยต่อข้อตกลงหยุดยิงที่เขาช่วยเป็นคนกลางเจรจาไว้

นายมาห์มูด บัสซาล โฆษกหน่วยงานป้องกันภัยพลเรือนของกาซา กล่าวถึงสถานการณ์ในกาซาว่า “เป็นหายนะและน่าหวาดกลัว” และเรียกการโจมตีครั้งนี้ว่า “เป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างชัดเจนและโจ่งแจ้ง” เขาเปิดเผยว่า การโจมตีของอิสราเอล พุ่งเป้าไปที่เต็นท์สำหรับผู้พลัดถิ่น บ้านเรือน และบริเวณใกล้เคียงโรงพยาบาล ในฉนวนกาซา

อิสราเอลเริ่มดำเนินการโจมตีทางอากาศอีกครั้งเมื่อวันอังคาร หลังจากกล่าวหาว่ากลุ่ม ฮามาสโจมตีทหารอิสราเอลในกาซา และละเมิดการหยุดยิง ขณะที่ฮามาสยืนยันว่านักรบของตน “ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ยิงปืนในเมืองราฟาห์” และยืนยันความมุ่งมั่นต่อข้อตกลงหยุดยิงที่สหรัฐฯ เป็นคนกลาง

กองทัพอิสราเอลแถลงวันนี้ว่า ทหารคนหนึ่งชื่อ โยนา เอฟราอิม เฟลด์บัม วัย 37 ปี เสียชีวิต “ระหว่างการต่อสู้ในฉนวนกาซาตอนใต้” เมื่อวันก่อนหน้า

ประธานาธิบดีทรัมป์ ออกมาปกป้องการกระทำของอิสราเอล โดยกล่าวว่า อิสราเอล “ควรจะตอบโต้” แต่ย้ำว่า “ไม่มีอะไรจะทำให้การหยุดยิงตกอยู่ในอันตราย” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันว่า “พวกเขาสังหารทหารอิสราเอล ดังนั้นอิสราเอลจึงตอบโต้ และพวกเขาสมควรตอบโต้” 

ก่อนหน้านี้ รองประธานาธิบดีเจ.ดี. แวนซ์ ก็กล่าวว่าข้อตกลงหยุดยิงยังคงอยู่ แม้จะมี “การปะทะกันเล็กน้อย”

มีรายงานว่า การโจมตีครั้งหนึ่งได้โดนบริเวณหลังโรงพยาบาลอัล-ชิฟา ด้านโรงพยาบาลอัล-เอาดา ระบุว่า ได้รับศพหลายศพ รวมถึงศพเด็ก 4 ราย ที่เสียชีวิตจากการทิ้งระเบิดในค่ายผู้ลี้ภัยนูเซรัตตอนกลางของกาซา

ส่วนกลุ่มฮามาสประกาศว่าจะ เลื่อนการส่งมอบศพตัวประกันอีกราย ที่กำหนดไว้เมื่อวันอังคาร โดยให้เหตุผลว่า “ความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นของอิสราเอลจะขัดขวางการค้นหาขุดและกู้ศพ”

ปัญหาความขัดแย้งเรื่องศพตัวประกันที่เหลืออยู่กำลังคุกคามข้อตกลงหยุดยิง อิสราเอลกล่าวหาฮามาสว่าผิดคำพูดที่ไม่ส่งมอบศพตัวประกันที่เสียชีวิต อย่างไรก็ตาม ฮามาสกล่าวว่าต้องใช้เวลาในการค้นหาศพที่ถูกฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพังของกาซา.

ที่มา AFP

ทรัมป์เผย “น่าเสียดาย” ชวดชิงเก้าอี้ ปธน. สมัยที่ 3 แม้ใจอยากทำต่อ

ทรัมป์เผย "น่าเสียดาย" ชวดชิงเก้าอี้ ปธน. สมัยที่ 3 แม้ใจอยากทำต่อ

29 ต.ค. 2568 13:06 น.

ทรัมป์เผย “น่าเสียดาย” ชวดชิงเก้าอี้ ปธน. สมัยที่ 3 แม้ใจอยากทำต่อ

โดนัลด์ ทรัมป์ เผย “น่าเสียดาย” โดยยอมรับข้อจำกัดตามรัฐธรรมนูญว่าเขาไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยที่สามได้ แม้ยังแสดงความสนใจอยากดำรงตำแหน่งต่อ ขณะที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร “ไมค์ จอห์นสัน” ยืนยันว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดทางให้ทรัมป์ลงสมัครอีกครั้งเป็นไปได้ยากและกินเวลาหลายสิบปี

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยเมื่อวันพุธว่า “น่าเสียดาย” ที่เขาไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีได้เป็นสมัยที่สาม แม้จะแสดงความสนใจที่จะดำรงตำแหน่งต่อไป แต่ก็ยอมรับในความเป็นจริงตามข้อกำหนดของรัฐธรรมนูญ

“ถ้าคุณได้อ่าน คุณจะเห็นว่ามันค่อนข้างชัดเจน” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน ขณะเดินทางจากญี่ปุ่นไปเกาหลีใต้ “ผมไม่ได้รับอนุญาตให้ลงสมัคร มันน่าเสียดายจริงๆ”

คำกล่าวของทรัมป์เกิดขึ้นหนึ่งวันหลังจากที่ นายไมค์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นแกนนำพรรครีพับลิกันและผู้ที่ใกล้ชิดกับทรัมป์ ออกมาระบุว่า เป็นไปไม่ได้ ที่ทรัมป์จะอยู่ในทำเนียบขาวต่อเป็นสมัยที่สาม “ผมไม่เห็นช่องทางสำหรับเรื่องนั้น” จอห์นสันกล่าวกับผู้สื่อข่าวที่อาคารรัฐสภาเมื่อวันอังคาร

จอห์นสันกล่าวว่าเขาได้หารือเรื่องนี้กับประธานาธิบดี และคิดว่าทรัมป์เข้าใจสถานการณ์แล้ว “ผมกับเขาได้คุยกันถึงข้อจำกัดของรัฐธรรมนูญ” จอห์นสันอธิบายว่า รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 22  ไม่อนุญาตให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สาม และการจะแก้ไขเพื่อเปลี่ยนกฎหมายนี้จำเป็นต้องใช้เวลานานนับทศวรรษ เพื่อเอาชนะใจรัฐต่าง ๆ และคะแนนเสียงในสภาคองเกรส

“แต่ผมบอกได้เลยว่า เราจะไม่ละความพยายาม เราจะทำเพื่อชาวอเมริกัน และเขามีช่วงเวลาที่ดีรออยู่ — เขาจะมีสี่ปีที่แข็งแกร่ง” จอห์นสันกล่าว โดยหมายถึงการสนับสนุนทรัมป์ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

แม้จอห์นสันจะยืนยันชัดเจน แต่คำอธิบายของทรัมป์เกี่ยวกับข้อห้ามในสมัยที่สามกลับไม่เด็ดขาดนัก “ตามที่ผมอ่าน ผมคิดว่าผมไม่ได้รับอนุญาตให้ลงสมัคร” ทรัมป์กล่าว “เราจะรอดูกันต่อไปว่าเกิดอะไรขึ้น”

ทรัมป์กล่าวเสริมเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า “ผมอยากทำมันนะ” (หมายถึงการลงสมัคร) และยังกล่าวถึงทางเลือกของพรรครีพับลิกันสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า คือนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ และ นายเจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดี

เมื่อถูกถามย้ำว่าเขายืนยันว่าจะไม่ลงชิงตำแหน่งสมัยที่สามหรือไม่ ทรัมป์ก็ยังคงหลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมา และเมื่อถูกถามถึงกลยุทธ์ที่เขาจะลงสมัครในตำแหน่งรองประธานาธิบดี (ซึ่งอาจได้รับอนุญาตตามกฎหมาย) แล้วค่อยก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีในภายหลัง เขาก็ปฏิเสธความคิดนี้ว่า “มันดูเป็นเรื่องเล่นเกินไป” 

นายจอห์นสันกล่าวปฏิเสธความกังวลของกลุ่มนักวิจารณ์ต่อความเป็นไปได้ดังกล่าว โดยกล่าวว่าประธานาธิบดีนั้น “สนุกกับการสร้างความปั่นป่วนพรรคเดโมแครต” และมีความสุขกับการหยอกล้อในเรื่องนี้

การแสดงความคิดเห็นเรื่องการดำรงตำแหน่งสมัยที่สามของทรัมป์ สอดคล้องกับพฤติกรรมและการกระทำหลายอย่างของเขาที่แสดงให้เห็นถึงการขยายขอบเขตอำนาจของประธานาธิบดีให้ไกลที่สุด โดยไม่เกรงกลัวการถูกหยุดยั้ง เช่น การส่งกองกำลังพิทักษ์ชาติไปยังเมืองต่าง ๆ โดยที่ผู้ว่าการรัฐไม่เห็นด้วย การรับเงินบริจาคส่วนตัวจำนวนมหาศาลเพื่อจ่ายเงินให้กองทัพ และการจัดหาเงินทุนสำหรับห้องจัดเลี้ยงแห่งใหม่ในทำเนียบขาว.

ที่มา AP

สุดสลด ยายวัย 80 ปี ถูกเรือสำราญทิ้งไว้บนเกาะเกรตแบร์ริเออร์รีฟ สุดท้ายพบเป็นศพ

สุดสลด ยายวัย 80 ปี ถูกเรือสำราญทิ้งไว้บนเกาะเกรตแบร์ริเออร์รีฟ สุดท้ายพบเป็นศพ

29 ต.ค. 2568 12:48 น.

สุดสลด ยายวัย 80 ปี ถูกเรือสำราญทิ้งไว้บนเกาะเกรตแบร์ริเออร์รีฟ สุดท้ายพบเป็นศพ

เกิดเหตุสลดในออสเตรเลีย เมื่อคุณยายวัย 80 ปี ถูกเรือสำราญลืมทิ้งไว้บนเกาะในแนวปะการังเกรตแบร์ริเออร์รีฟ หลังร่วมเดินป่าไปกับกลุ่มนักท่องเที่ยว กว่าจนท.จะกลับมาตามหาก็พบว่าคุณยายตายแล้ว 

ทางการออสเตรเลียกำลังสอบสวนเหตุการณ์สลด หลังพบศพหญิงชาวออสเตรเลียวัย 80 ปี ซึ่งถูกเรือสำราญทิ้งไว้บนเกาะลิซาร์ด หนึ่งในเกาะท่องเที่ยวชื่อดังของแนวปะการังเกรตแบร์ริเออร์รีฟ ทางตอนเหนือของเมืองแคร์นส์

รายงานระบุว่า หญิงคนดังกล่าวเดินทางมากับเรือสำราญ Coral Adventurer และได้เข้าร่วมกิจกรรมเดินป่าบนเกาะร่วมกับผู้โดยสารคนอื่นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยจุดหมายคือยอดเขา “Cook’s Look” ซึ่งเป็นจุดชมวิวสูงสุดของเกาะ แต่ระหว่างทางเธอได้แยกตัวออกจากกลุ่มเพื่อพักเหนื่อย

ต่อมาในช่วงพระอาทิตย์ตก เรือสำราญได้ออกจากเกาะโดยไม่รู้ว่ามีผู้โดยสารหายไป กระทั่งหลายชั่วโมงหลังจากนั้น ลูกเรือจึงรู้ตัวและรีบกลับไปยังเกาะอีกครั้ง ก่อนจะแจ้งเหตุคนหายให้เจ้าหน้าที่ทางทะเลทราบ

หน่วยงานความปลอดภัยทางทะเลของออสเตรเลีย (AMSA) เผยว่า ได้รับแจ้งจากกัปตันเรือเมื่อเวลาประมาณ 21.00 น. ของวันเสาร์ ตามเวลาท้องถิ่น และได้ประสานหน่วยค้นหาทั้งทางเรือและเฮลิคอปเตอร์เข้าพื้นที่ โดยในคืนเดียวกันมีผู้เห็นเฮลิคอปเตอร์บินค้นหาด้วยไฟสปอตไลต์เหนือเส้นทางเดินเท้าบนเกาะ

พยานที่อยู่ใกล้พื้นที่เล่าว่า เห็นเจ้าหน้าที่และลูกเรือกว่า 7 คน ลงมายังเกาะพร้อมไฟฉายเพื่อค้นหา แต่การค้นหาต้องหยุดลงราวตี 3 ก่อนจะกลับมาดำเนินการอีกครั้งในเช้าวันอาทิตย์ ซึ่งสุดท้ายพบร่างของหญิงวัย 80 ปีในบริเวณใกล้เส้นทางเดินป่า

มาร์ค ไฟฟิลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท Coral Expeditions ผู้ให้บริการเรือสำราญ กล่าวว่า บริษัทได้ติดต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตและกำลังให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่ พร้อมแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และจะให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่อย่างเต็มที่

ตามรายงานของสื่อท้องถิ่น หญิงชรารายนี้เพิ่งเริ่มต้นการเดินทางรอบออสเตรเลีย 60 วัน ซึ่งเป็นจุดหมายแรกของทริปหรูมูลค่าหลายหมื่นดอลลาร์ โดยเรือ Coral Adventurer สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 120 คน และมีลูกเรือ 46 คน ถูกออกแบบมาเพื่อเข้าถึงพื้นที่ห่างไกลตามแนวชายฝั่งออสเตรเลีย

ด้านตำรวจรัฐควีนส์แลนด์ระบุว่า ได้จัดทำรายงานส่งต่อให้เจ้าหน้าที่ชันสูตรศพแล้ว โดยเบื้องต้นสันนิษฐานว่าเป็น การเสียชีวิตอย่างกระทันหัน และไม่น่าสงสัย.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ออสเตรเลีย

“ลิงทดลอง” หนีจากรถบรรทุกพลิกคว่ำในรัฐมิสซิสซิปปี เจ้าหน้าที่เตือน “มีพฤติกรรมก้าวร้าว”

"ลิงทดลอง" หนีจากรถบรรทุกพลิกคว่ำในรัฐมิสซิสซิปปี เจ้าหน้าที่เตือน "มีพฤติกรรมก้าวร้าว"

29 ต.ค. 2568 11:31 น.

“ลิงทดลอง” หนีจากรถบรรทุกพลิกคว่ำในรัฐมิสซิสซิปปี เจ้าหน้าที่เตือน “มีพฤติกรรมก้าวร้าว”

เกิดเหตุรถบรรทุกลิงวอก (Rhesus Monkeys) ซึ่งใช้ในการวิจัยทางการแพทย์ พลิกคว่ำบนทางหลวงรัฐมิสซิสซิปปีของสหรัฐฯ ทำให้ลิงบางส่วนหลุดหนีออกมา โดยลิงที่หลุดออกมาเกือบทั้งหมดถูกสังหาร เหลือเพียงหนึ่งตัวที่ยังคงหลบหนีอยู่ เจ้าหน้าที่เตือนประชาชนให้อยู่ห่าง เนื่องจากลิงมีพฤติกรรมก้าวร้าว ขณะมหาวิทยาลัยทูเลนยืนยัน ลิงเหล่านี้ “ไม่ติดเชื้อโรค”

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (28 ต.ค.) เกิดอุบัติเหตุรถบรรทุกที่ขนส่งลิงทดลองพลิกคว่ำบนทางหลวงระหว่างรัฐหมายเลข 59 ใกล้เมืองไฮเดลเบิร์ก รัฐมิสซิสซิปปี สหรัฐอเมริกา ส่งผลให้ลิงบางส่วนหลุดหนีออกจากกรง เจ้าหน้าที่กองปราบเทศมณฑลแจสเปอร์ รายงานทางเฟซบุ๊กว่า ลิงที่หลุดออกมาเกือบทั้งหมดถูกสังหาร เหลือเพียงหนึ่งตัวที่ยังคงหลบหนีอยู่ พร้อมเตือนว่าลิงเหล่านี้ “มีนิสัยก้าวร้าว”

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ไม่ได้ระบุจำนวนลิงทั้งหมดที่อยู่ในรถบรรทุก หรือจำนวนที่เสียชีวิตแน่ชัด

ลิงที่ขนส่งมาคือ ลิงวอก(Rhesus monkey) น้ำหนักเฉลี่ยราว 7.7 กิโลกรัม ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ถูกนำมาใช้ในการศึกษาทางการแพทย์มากที่สุดในโลก โดยลิงเหล่านี้ถูกเลี้ยงอยู่ที่ศูนย์วิจัยชีวการแพทย์แห่งชาติของมหาวิทยาลัยทูเลน เมืองนิวออร์ลีนส์ รัฐหลุยเซียนา ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จัดหาลิงให้แก่โครงการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ทั่วประเทศ

ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่ารถบรรทุกคันดังกล่าวเป็นของหน่วยงานใด และกำลังนำลิงไปที่ไหนในขณะเกิดเหตุ

มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอแสดงให้เห็นลิงหลายตัวกำลังปีนป่ายอยู่ในพงหญ้าข้างทาง โดยมีลังไม้ที่ติดป้ายคำว่า “live animals” หรือ “สัตว์มีชีวิต” กระจัดกระจายอยู่รอบบริเวณ

เจ้าหน้าที่กองปราบในพื้นที่ระบุในเบื้องต้นว่าลิงอาจเป็นพาหะของโรค เช่น เริม แต่ภายหลัง มหาวิทยาลัยทูเลนออกแถลงการณ์ยืนยันว่า ลิงชุดนี้ “ไม่ได้ติดเชื้อ” และไม่มีความเสี่ยงในการแพร่โรค พร้อมระบุว่ากำลังร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในการติดตามสถานการณ์

ด้านสำนักงานสัตว์ป่าและประมงของรัฐมิสซิสซิปปี ได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สนับสนุนการค้นหาลิงที่เหลือ

เหตุการณ์เกิดขึ้นห่างจากเมืองแจ็กสัน เมืองหลวงของรัฐประมาณ 160 กิโลเมตร ขณะนี้ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดที่ทำให้รถบรรทุกคันดังกล่าวพลิกคว่ำ.


ที่มา AP

เมียนมาเปิดแคมเปญหาเสียงวันแรก สองเดือนก่อนเลือกตั้ง ไม่มีพรรคซูจีร่วมวง

เมียนมาเปิดแคมเปญหาเสียงวันแรก สองเดือนก่อนเลือกตั้ง ไม่มีพรรคซูจีร่วมวง

29 ต.ค. 2568 11:18 น.

เมียนมาเปิดแคมเปญหาเสียงวันแรก สองเดือนก่อนเลือกตั้ง ไม่มีพรรคซูจีร่วมวง

พรรคการเมืองเมียนมาเปิดแคมเปญหาเสียงวันแรก ก่อนถึงวันเลือกตั้ง 28 ธ.ค. นี้ โดยไม่มีพรรคซูจีร่วมวง ขณะที่อาเซียนเมินส่งผู้สังเกตการณ์

วันที่ 28 ตุลาคม 2568 เว็บไซต์ข่าวอิระวดี รายงานว่า บรรดาพรรคการเมืองที่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมการเลือกตั้งภายใต้รัฐบาลทหารเมียนมา เริ่มเปิดฉากหาเสียงวันแรกเมื่อวันอังคาร (28 ต.ค.) ท่ามกลางเสียงคัดค้านทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่มองว่าเป็นกลลวงเพื่อสร้างความชอบธรรมให้ระบอบทหาร หลังรัฐประหารปี 2564 ที่โค่นรัฐบาลพลเรือนของ นางออง ซาน ซูจี

โดยการเลือกตั้งเมียนมาจะจัดขึ้นเป็นขั้นตอน เริ่มตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคมนี้ โดยมีพรรคการเมือง 57 พรรคลงชิงชัย อาทิ พรรคสหภาพเพื่อความมั่นคงและการพัฒนา (USDP) ซึ่งหนุนหลังโดยกองทัพ เตรียมเปิดตัวป้ายหาเสียงในกรุงเนปิดอว์ และออกโฆษณาทางสื่อของรัฐในช่วงเย็น แต่การหาเสียงโดยรวมยังคงอยู่ในบรรยากาศเงียบเหงาและเข้มงวดด้านความมั่นคง 

อย่างไรก็ตาม พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ของนางอองซาน ซูจี ซึ่งกวาดที่นั่งไปถึง 82% ในการเลือกตั้งปี 2563 จะไม่อยู่ในรายชื่อ หลังถูกคณะรัฐประหารยุบพรรคและจับกุมแกนนำ พร้อมถูกกล่าวหาทุจริตเลือกตั้ง 

ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวทางการทูตระบุว่า สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน จะไม่ส่งผู้สังเกตการณ์เข้าร่วมติดตามการเลือกตั้งครั้งนี้ หลังหลายองค์กรสิทธิมนุษยชนเรียกร้องให้งดส่ง เพื่อไม่ให้กลายเป็นการรับรองความชอบธรรมให้รัฐบาลทหาร

ทั้งนี้ รัฐบาลทหารเมียนมาได้ประกาศกฎหมายลงโทษผู้ต่อต้านการเลือกตั้งสูงสุดถึง 10 ปี และออกกฎหมายไซเบอร์ใหม่ ควบคุมการสื่อสารออนไลน์ที่ถูกมองว่าบั่นทอนความมั่นคงแห่งชาติ โดยยอมรับว่าการเลือกตั้งจะไม่จัดขึ้นใน 1 ใน 7 เขตเลือกตั้งทั่วประเทศ ซึ่งเป็นพื้นที่สู้รบ ขณะที่ 1 ใน 5 เขตเมืองยังอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก

 ที่มา Irrawaddy

เมืองเว้ เมืองหลวงเก่าเวียดนามจมบาดาล ฝนตก 1 เมตรใน 24 ชม. ทุบสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์

เมืองเว้ เมืองหลวงเก่าเวียดนามจมบาดาล ฝนตก 1 เมตรใน 24 ชม. ทุบสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์

29 ต.ค. 2568 11:03 น.

เมืองเว้ เมืองหลวงเก่าเวียดนามจมบาดาล ฝนตก 1 เมตรใน 24 ชม. ทุบสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์

ฝนตกหนักเป็นประวัติการณ์ในเมืองเว้ เมืองหลวงเก่าของเวียดนาม สูงกว่า 1,000 มม./วัน ทำแม่น้ำเอ่อท่วม บ้านเรือน ฟาร์ม และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่างนครเว้และฮอยอัน ถูกน้ำสูงระดับเอว ตัดขาดเส้นทางคมนาคมหลัก และต้องอพยพนักท่องเที่ยวกว่า 40,000 คน

เกิดน้ำท่วมใหญ่ครั้งรุนแรงในพื้นที่ภาคกลางของเวียดนาม จากอิทธิพลของฝนที่ตกหนักอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำหลายสายเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อบ้านเรือน พื้นที่เกษตรกรรม และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญระดับโลก เช่น เมืองเว้ อดีตเมืองหลวงเก่าของเวียดนาม และเมืองโบราณฮอยอัน

กรมอุตุนิยมวิทยาของเวียดนามรายงานว่า ปริมาณน้ำฝนในเมืองเว้ ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางของภาคกลาง วัดได้สูงถึง 1,085 มิลลิเมตร ภายใน 24 ชั่วโมง เมื่อช่วงค่ำวันจันทร์ ซึ่งถือเป็นปริมาณฝนที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกของเวียดนาม

ภายในเช้าวันอังคาร ระดับน้ำในแม่น้ำหอม สัญลักษณ์ของเมืองเว้ ได้เพิ่มสูงถึง 4.62 เมตร และระดับน้ำท่วมในเขตเมืองเก่าของเว้ ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากยูเนสโก รวมถึงเมืองเก่าฮอยอัน สูงถึงระดับเอว

ที่เมืองฮอยอัน มีการอพยพนักท่องเที่ยวด้วยเรือ หลังฝนที่ตกหนักและการระบายน้ำจากเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำหว่าย เพิ่มสูงขึ้นเกือบ 2 เมตร

สื่อของรัฐรายงานว่า นักท่องเที่ยวประมาณ 40,000 คน ได้ถูกย้ายไปยังโรงแรมอื่นที่อยู่นอกพื้นที่น้ำท่วมเพื่อความปลอดภัย นายเหงียน ง็อก อันห์ เจ้าของโรงแรมใกล้แม่น้ำทูโบน ในฮอยอัน เปิดเผยว่า “น้ำท่วมเพิ่มสูงขึ้นเร็วมาก และเราต้องรีบย้ายแขกไปยังโรงแรมอื่นนอกพื้นที่น้ำท่วมอย่างรวดเร็วเพื่อความปลอดภัย” โดยทำได้เพียงแค่ปิดประตูโรงแรมก่อนที่จะอพยพออกมา

น้ำท่วมในเมืองเว้ทำให้บ้านเรือนจมน้ำและถนนสายหลักหลายสายถูกตัดขาด โดยชาวบ้านต้องใช้เรือในการสัญจร เส้นทางรถไฟสายหลักระหว่างกรุงฮานอยทางเหนือ และเมืองโฮจิมินห์ทางใต้ ถูกระงับชั่วคราว ส่งผลกระทบต่อผู้โดยสารหลายพันคน

เพื่อป้องกันความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน เมื่อคืนวันจันทร์ ทางการรถไฟเวียดนามได้ใช้ ตู้รถไฟ 19 ตู้ ที่บรรทุกหินหนัก 980 ตัน วางบนสะพานแห่งหนึ่งเพื่อต้านทานกระแสน้ำท่วมไม่ให้พัดสะพานพัง มูลนิธิเพื่อเด็ก Blue Dragon Children’s Foundation ของออสเตรเลีย ระบุว่า มีประชาชนประมาณ 1,000 คน ในพื้นที่ชนบทของจังหวัดเถื่อเทียนเว้ ถูกตัดขาด จากน้ำท่วมและดินถล่ม ซึ่งในจำนวนนี้มีเด็กที่อยู่ในความดูแลของมูลนิธิ 200 คน

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ภาวะโลกร้อน คือปัจจัยที่ทำให้พายุโซนร้อนมีความรุนแรงและมีฝนตกหนักมากขึ้น เนื่องจากมหาสมุทรที่อุ่นขึ้นเป็นตัวกระตุ้น ทำให้เกิดลมที่รุนแรงขึ้น ปริมาณน้ำฝนที่มากขึ้น และส่งผลต่อรูปแบบการตกของฝนทั่วเอเชียตะวันออก

เวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่เสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมมากที่สุดในโลก โดยมีประชากรเกือบครึ่งหนึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย.

ที่มา AFP

เกาหลีเหนือโชว์ ยิงทดสอบขีปนาวุธนำวิถี ก่อน “โดนัลด์ ทรัมป์” เยือนเกาหลีใต้ เพื่อร่วมประชุมเอเปก

เกาหลีเหนือโชว์ ยิงทดสอบขีปนาวุธนำวิถี ก่อน "โดนัลด์ ทรัมป์" เยือนเกาหลีใต้ เพื่อร่วมประชุมเอเปก

29 ต.ค. 2568 10:34 น.

เกาหลีเหนือโชว์ ยิงทดสอบขีปนาวุธนำวิถี ก่อน “โดนัลด์ ทรัมป์” เยือนเกาหลีใต้ เพื่อร่วมประชุมเอเปก

คิม จองอึน ประกาศศักดา ยิงขีปนาวุธนำวิถีไปลงเป้าหมายในทะเลเหลือง ก่อนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ จะเดินทางเยือนเกาหลีใต้ เพื่อร่วมการประชุมเอเปก

วันที่ 29 ตุลาคม 2568 สำนักข่าวกลางเกาหลี หรือเคซีเอ็นเอ เกาหลีเหนือประกาศเมื่อวันพุธว่าได้ยิงทดสอบ ขีปนาวุธร่อนเชิงยุทธศาสตร์จากทะเลสู่ผิวน้ำ บริเวณทะเลเหลืองเมื่อวันก่อนหน้า ถือเป็นการแสดงแสนยานุภาพก่อนที่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ จะเดินทางเยือนเกาหลีใต้ เพื่อร่วมการประชุม เอเปก (APEC) ระหว่างวันที่ 29–30 ตุลาคมนี้

รายงานข่าวระบุว่า ขีปนาวุธที่ถูกพัฒนาขึ้นสำหรับการยิงจากเรือรบ ถูกยิงขึ้นในแนวดิ่ง และบินตามเส้นทางที่กำหนดไว้ล่วงหน้าเหนือทะเลเหลืองเป็นเวลานานกว่า 7,800 วินาที หรือราว 2 ชั่วโมง 10 นาที ก่อนทำลายเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยไม่ได้เปิดเผยระยะทางการบินหรือรายละเอียดอื่นเพิ่มเติม นอกจากนี้ระบุว่า นายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ไม่ได้เข้าร่วมสังเกตการณ์การทดสอบครั้งนี้  

ทางด้านนายพัก จองชอน รองประธานคณะกรรมาธิการทหารกลางแห่งพรรคแรงงานเกาหลี ซึ่งเป็นผู้กำกับการทดสอบครั้งนี้ กล่าวว่าการยิงขีปนาวุธร่อนดังกล่าวเป็นความสำเร็จสำคัญในการทำให้กองกำลังนิวเคลียร์ของประเทศมีความพร้อมใช้งานจริงในภาคปฏิบัติ พร้อมระบุว่า การทดสอบนี้เป็นส่วนหนึ่งของการฝึกใช้อำนาจป้องปรามสงคราม  และการดำเนินการอย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อยืนยันความน่าเชื่อถือของขีปนาวุธโจมตีเชิงยุทธศาสตร์ชนิดต่าง ๆ รวมถึงแสดงศักยภาพให้ศัตรูเห็นอย่างชัดเจน 

ทั้งนี้ การยิงขีปนาวุธครั้งล่าสุดของเกาหลีเหนือเกิดขึ้นในจังหวะอ่อนไหวทางการเมือง ก่อนที่ทรัมป์จะเดินทางเยือนกรุงโซล ซึ่งเขาแสดงความประสงค์จะพบ คิม จอง อึน ระหว่างการประชุมเอเปก เพื่อฟื้นการเจรจาเรื่องนิวเคลียร์บนคาบสมุทรเกาหลีอีกครั้ง.