Foxconn เตรียมใช้หุ่นยนต์ฮิวมานอยด์ผลิตเซิร์ฟเวอร์ ในโรงงานที่ฮิวสตัน สหรัฐฯ

Foxconn เตรียมใช้หุ่นยนต์ฮิวมานอยด์ผลิตเซิร์ฟเวอร์ ในโรงงานที่ฮิวสตัน สหรัฐฯ

29 ต.ค. 2568 09:05 น.

Foxconn เตรียมใช้หุ่นยนต์ฮิวมานอยด์ผลิตเซิร์ฟเวอร์ ในโรงงานที่ฮิวสตัน สหรัฐฯ

บริษัท Foxconn ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ที่สุดในโลก ประกาศแผนเดินหน้าติดตั้งหุ่นยนต์ฮิวมานอยด์ทดแทนมนุษย์ ในสายการผลิตที่โรงงานเมืองฮิวสตัน รัฐเทกซัส สหรัฐอเมริกา

บริษัท Foxconn หรือชื่อเต็ม Hon Hai Precision Industry Co. ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นผู้ผลิตหลักของ AI Server ให้กับ Nvidia ประกาศแผนเดินหน้าติดตั้ง หุ่นยนต์ฮิวมานอยด์ ในสายการผลิตที่โรงงานเมืองฮิวสตัน รัฐเทกซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา

การประกาศดังกล่าวมีขึ้นในงาน Nvidia Developer Conference ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดย Foxconn ระบุว่า โรงงานแห่งนี้จะเป็นหนึ่งในโรงงานแรกของโลกที่ใช้ หุ่นยนต์ฮิวมานอยด์รุ่น NVIDIA Isaac GR00T N บนสายการผลิตจริง เพื่อสร้างโรงงานอัจฉริยะต้นแบบระดับโลก

รายงานจาก Reuters ระบุว่า ทั้งสองบริษัทเริ่มหารือเกี่ยวกับโครงการนี้ตั้งแต่กลางปี 2024 โดยมีเป้าหมายเริ่มใช้งานจริงใน ไตรมาสแรกของปี 2026 ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมการผลิตที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบอัตโนมัติในระดับสูง

Foxconn เปิดเผยว่า โรงงานฮิวสตันแห่งนี้จะเป็นฐานผลิตหลักของ AI Server สำหรับ Nvidia ซึ่งกำลังมีความต้องการเพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก ท่ามกลางกระแสการเติบโตของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และศูนย์ข้อมูล

นอกจากนี้ Foxconn ยังมีแผนขยายกำลังการผลิต AI Server เพิ่มเติมใน รัฐเทกซัส, วิสคอนซิน และแคลิฟอร์เนีย เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้ารายใหญ่ในสหรัฐฯ

นาย ยัง หลิว ประธานกรรมการของ Foxconn กล่าวในแถลงการณ์ว่า “ทีมของเรากำลังนำเสนอเทคโนโลยีโซลูชันศูนย์ข้อมูล AI ที่ล้ำหน้าที่สุดสู่สหรัฐอเมริกา เพื่อช่วยให้ลูกค้าระดับผู้นำสามารถก้าวนำในสนามแข่ง AI ได้อย่างต่อเนื่อง”

เขายังเสริมว่า ความร่วมมือกับ Nvidia ครั้งนี้จะทำให้ Foxconn ก้าวสู่การเป็นผู้บุกเบิกในด้านโรงงานอัจฉริยะ ที่ผสานพลังของ หุ่นยนต์, ปัญญาประดิษฐ์ และระบบการผลิตอัตโนมัติ เข้าด้วยกันอย่างเต็มรูปแบบ

การใช้ หุ่นยนต์ฮิวมานอยด์ของ Foxconn ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมการผลิตทั่วโลกที่เริ่มนำเทคโนโลยี AI และหุ่นยนต์มาแทนแรงงานมนุษย์ในกระบวนการที่ซับซ้อน ซึ่งไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต แต่ยังช่วยลดต้นทุนและความเสี่ยงในสายการประกอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ระดับสูง.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ หุ่นยนต์

ตร.บราซิลเปิดปฏิบัติการนองเลือดถล่มแก๊งมาเฟียค้ายาริโอเดจาเนโร สังหาร 64 ศพ หนักสุดในประวัติศาสตร์

ตร.บราซิลเปิดปฏิบัติการนองเลือดถล่มแก๊งมาเฟียค้ายาริโอเดจาเนโร สังหาร 64 ศพ หนักสุดในประวัติศาสตร์

29 ต.ค. 2568 09:04 น.

ตร.บราซิลเปิดปฏิบัติการนองเลือดถล่มแก๊งมาเฟียค้ายาริโอเดจาเนโร สังหาร 64 ศพ หนักสุดในประวัติศาสตร์

ตร.บราซิลเปิดปฏิบัติการนองเลือดถล่มแก๊งมาเฟียในชุมชนแออัดริโอเดจาเนโร ปราบแก๊งค้ายา “คอมมันโด แวร์เมลโญ” สังหาร 60 ศพ จนท.ตร.ดับ 4 ราย นับเป็นปฏิบัติการของตำรวจครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์

วันที่ 28 ตุลาคม 2568 สำนักข่าวอัลจาซีราห์ รายงานว่า เมืองริโอเดจาเนโร ของบราซิลได้กลายเป็นสมรภูมิเดือด หลังตำรวจเปิดปฏิบัติการขนาดใหญ่ถล่มชุมชนแออัด “ฟาเวล่า” เพื่อปราบปรามสมาชิกแก๊งค้ายา “คอมมันโด แวร์เมลโญ” (Comando Vermelho) หรือ “แก๊งแดง”  เครือข่ายค้ายาเสพติดรายใหญ่ที่สุดในริโอเดจาเนโร และมีอิทธิพลควบคุมหลายชุมชนยากจนมานานหลายปี 

รายงานจากสื่อท้องถิ่นระบุว่า ปฏิบัติการครั้งนี้มีชื่อว่า “Operation Containment” ซึ่งมีเป้าหมายสกัดกั้นอิทธิพลของแก๊งค้ายารายใหญ่ และจับกุมแกนนำอาชญากรรมที่หลบซ่อนอยู่ในพื้นที่เสี่ยงทั่วเมือง โดยมีเจ้าหน้าที่กว่า 2,500 นาย พร้อมรถหุ้มเกราะและเฮลิคอปเตอร์เข้าร่วม โดยส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 60 ศพ รวมเจ้าหน้าที่ตำรวจ 4 ศพ นับเป็นปฏิบัติการตำรวจที่คร่าชีวิตมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของรัฐริโอเดจาเนโร 

นายเคลาดิโอ กัสโตร ผู้ว่าการรัฐริโอเดจาเนโร แถลงผ่านวิดีโอว่า เจ้าหน้าที่ได้ปลดอาวุธและยุติการคุกคามของผู้ต้องสงสัยกว่า 60 คน และจับกุมเพิ่มอีก 81 ราย พร้อมยึดอาวุธจำนวนมาก พร้อมประกาศอย่างแข็งกร้าวว่า สิ่งที่ทางการต้องการคือริโอเดจาเนโร และบราซิลที่ปลอดจากอาชญากรรม เพื่อให้ประชาชนงปลอดภัยมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการครั้งนี้ถูกจับตาอย่างหนักจากนานาชาติ เนื่องจากตัวเลขผู้เสียชีวิตจำนวนมาก สื่อบราซิลรายงานว่า เหตุยิงปะทะเกิดขึ้นในพื้นที่ อาเลเมา และเปญญา ชุมชนแออัดขนาดใหญ่ทางตอนเหนือของเมือง ปืนกลและเสียงระเบิดดังระงมไปทั่วพื้นที่ ทำให้มีผู้บาดเจ็บหลายราย รวมถึงผู้บริสุทธิ์ที่ถูกลูกหลง.

คืบหน้าเพลิงไหม้ “มารินา เบย์ แซนด์ส” สิงคโปร์ พบต้นเพลิงจากงานเชื่อมโลหะ ไม่มีผู้บาดเจ็บ

คืบหน้าเพลิงไหม้ “มารินา เบย์ แซนด์ส” สิงคโปร์ พบต้นเพลิงจากงานเชื่อมโลหะ ไม่มีผู้บาดเจ็บ

29 ต.ค. 2568 08:49 น.

คืบหน้าเพลิงไหม้ “มารินา เบย์ แซนด์ส” สิงคโปร์ พบต้นเพลิงจากงานเชื่อมโลหะ ไม่มีผู้บาดเจ็บ

หน่วยป้องกันและดับเพลิงสิงคโปร์ รายงานความคืบหน้าเหตุ เพลิงไหม้ชั้น 55 โรงแรมมารินา เบย์ แซนด์ส หนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญใจกลางสิงคโปร์ ต้นเพลิงเกิดจากการเชื่อมโลหะ

ความคืบหน้าเหตุ เพลิงไหม้โรงแรมมารินา เบย์ แซนด์ส หนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญใจกลางสิงคโปร์ เมื่อช่วงบ่ายของวันอังคารที่ผ่านมา หน่วยป้องกันและดับเพลิงสิงคโปร์เพลิงไหม้ระบุว่าต้นเพลิงเกิดจากแผ่นพลาสติกที่ติดไฟง่าย ใกล้จุดที่มีการเชื่อมโลหะอยู่ในขณะนั้น คาดว่าประกายไฟจากงานเชื่อมโลหะที่ดำเนินการในพื้นที่ใกล้เคียง อาจไปตกกระทบกับวัสดุที่ติดไฟง่ายจนเกิดการลุกไหม้ โดยพื้นที่ที่เกิดเหตุ เป็นพื้นที่ที่ยังไม่เปิดให้แขกเข้าถึงได้ 

โดยภาพที่เผยแพร่ในโซเชียล เผยให้เห็นวินาทีที่เกิดเหตุ โดยมีกลุ่มควันสีเทาพวยพุ่งออกจากชั้นบนของอาคาร ขณะที่โฆษกของโรงแรมมารินา เบย์ แซนด์ส ให้ข้อมูลกับสำนักข่าว CNA ว่า พนักงานของโรงแรมสามารถ ดับเพลิงได้ด้วยตนเองก่อนที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจะมาถึง โดยยืนยันว่าไม่มีแขกหรือพนักงานคนใดได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้

หลังจากควบคุมเพลิงได้ เจ้าหน้าที่ SCDF ได้เข้าตรวจสอบพื้นที่เพื่อป้องกันการลุกไหม้ซ้ำ พร้อมเก็บหลักฐานเพื่อใช้ในการสอบสวนหาสาเหตุโดยละเอียด

ขณะที่ทางมารินา เบย์ แซนด์ส ยืนยันว่าได้ดำเนินมาตรการตรวจสอบด้านความปลอดภัยทันทีหลังเกิดเหตุ และจะทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะนี้ซ้ำอีก

ทั้งนี้ แม้จะมีเหตุเพลิงไหม้ แต่ทางโรงแรมยืนยันว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่กระทบต่อแขกผู้เข้าพักหรือการดำเนินงานของโรงแรม และยังคงเปิดให้บริการห้องพักตามปกติ 

โรงแรม Marina Bay Sands ถือเป็นสัญลักษณ์ของประเทศสิงคโปร์ ด้วยสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นและชั้นดาดฟ้า “SkyPark” ที่อยู่บนชั้น 57 ซึ่งเป็นจุดชมวิวชื่อดังของนักท่องเที่ยวทั่วโลก เหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้จึงได้รับความสนใจจากสื่อทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างกว้างขวาง.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไฟไหม้

เครื่องบินท่องเที่ยวขนาดเล็ก ตกใกล้ชายฝั่งเคนยา ดับยกลำ 11 ศพ

เครื่องบินท่องเที่ยวขนาดเล็ก ตกใกล้ชายฝั่งเคนยา ดับยกลำ 11 ศพ

29 ต.ค. 2568 06:18 น.

เครื่องบินท่องเที่ยวขนาดเล็ก ตกใกล้ชายฝั่งเคนยา ดับยกลำ 11 ศพ

เกิดเหตุเครื่องบินท่องเที่ยวขนาดเล็กตก ใกล้ชายฝั่งของประเทศเคนยา ทำให้ผู้โดยสารกับลูกเรือบนเครื่องทั้ง 11 คน เสียชีวิตทั้งหมด

องค์การการบินพลเรือนเคนยา (KCAA) เปิดเผยในวันอังคารที่ 28 ต.ค. 2568 ว่า เครื่องบินลำดังกล่าวบินจากชายหาด “เดียนี” ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของเคนยา ไปยังลานบินในอุทยานแห่งชาติ “มาไซมารา” (Maasai Mara) ก่อนที่จะตกในเวลา 05:30 น. ตามเวลาท้องถิ่น

สายการบิน มอมบาซา แอร์ ซาฟารี (Mombasa Air Safari) ระบุว่า เครื่องบินลำที่เกิดเหตุบรรทุกชาวฮังการี 8 ราย ชาวเยอรมัน 2 ราย และนักบินชาวเคนยา 1 ราย ซึ่งทั้งหมดเสียชีวิตในเหตุการณ์นี้

“สิ่งที่เราให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกในขณะนี้คือ การให้การสนับสนุนที่เป็นไปได้ทั้งหมดแก่ครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ” มอมบาซาฯ ระบุในแถลงการณ์

ด้านสื่อท้องถิ่นของเคนยาได้เผยแพร่ภาพเครื่องบินที่ลุกไหม้ โดยมีเศษซากกระจัดกระจายอยู่ ณ จุดเกิดเหตุ

นายสตีเฟน ออรินเด ผู้ว่าการเขต “ควาเล” (Kwale) ทางใต้สุดของเคนยาบอกกับ BBC ว่า เครื่องบินตกห่างจากเมืองควาเลประมาณ 10 กิโลเมตร หลังจากบินออกจากหาดเดียนี เพื่อเดินทางไปยังสนามบิน คิชวา เทมโบ (Kichwa Tembo) ในอุทยานแห่งชาติ มาไซมารา

“ผู้โดยสารทั้งหมดเป็นนักท่องเที่ยว” นายออรินเดกล่าว และเสริมว่า เจ้าหน้าที่กำลังสืบสวนหาสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้ แต่นายออรินเดชี้ว่า อาจเกิดจากสภาพอากาศเลวร้าย “ในตอนนั้นสภาพอากาศที่นี่ไม่ค่อยดี มีฝนตกตั้งแต่เช้าตรู่ และมีหมอกลงจัด แต่ยังไม่สามารถด่วนสรุป (ผลการสืบสวน) ไปก่อนได้”

ทั้งนี้ เมื่อเดือนสิงหาคม เครื่องบินขนาดเล็กขององค์กรการกุศลทางการแพทย์ Amref ก็ตกที่ชานกรุงไนโรบี เมืองหลวงของเคนยา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 6 ศพ และบาดเจ็บอีก 2 ราย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ดับแล้ว 5 ศพ อิสราเอลโจมตีกาซารอบใหม่ สหรัฐฯ ยัน หยุดยิงยังไม่ล่ม

ดับแล้ว 5 ศพ อิสราเอลโจมตีกาซารอบใหม่ สหรัฐฯ ยัน หยุดยิงยังไม่ล่ม

29 ต.ค. 2568 04:12 น.

ดับแล้ว 5 ศพ อิสราเอลโจมตีกาซารอบใหม่ สหรัฐฯ ยัน หยุดยิงยังไม่ล่ม

เจ้าหน้าที่ในฉนวนกาซาระบุว่า การโจมตีทางอากาศรอบใหม่ของอิสราเอล ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 5 ศพ ขณะที่รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนยันว่า ข้อตกลงหยุดยิงมีผลบังคับใช้อยู่

สำนักข่าว AFP รายงานในคืนวันอังคารที่ 28 ต.ค. 2568 ว่า หน่วยงานป้องกันภัยพลเรือนของกาซาเปิดเผยว่า อิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศรอบใหม่เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา โดยโจมตีโดนยานพาหนะคันหนึ่งในพื้นที่ภาคใต้ของกาซา ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 5 ศพ

อิสราเอลยังไม่ยืนยันรายงานดังกล่าว แต่สื่อปาเลสไตน์หลายสำนัก รวมถึง Filastin ในเครือของกลุ่มฮามาส รายงานว่า มีผู้เสียชีวิต 5 ศพในพื้นที่ดังกล่าว

การโจมตีระลอกใหม่ของอิสราเอลเกิดขึ้นหลังจาก นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู สั่งให้กองทัพกลับมาโจมตีฉนวนกาซาอีกครั้ง โดยกล่าวหากลุ่มฮามาสว่า ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงหลายครั้ง และจงใจส่งศพที่ไม่เกี่ยวข้องมาให้พวกเขา โดยโกหกว่าเป็นร่างตัวประกัน

อิสราเอลกล่าวหาฮามาสว่า นำศพที่ไม่เกี่ยวข้องไปฝังดิน ก่อนจะขุดขึ้นมาใหม่แล้วบอกว่าเป็นร่างของตัวประกัน ส่วนคณะกรรมการกาชาดสากล (ICRC) ระบุว่า พวกเขาไม่รู้ว่าข้อกล่าวหาของอิสราเอลเป็นความจริงหรือไม่ แต่การจัดฉากการค้นพบร่างตัวประกัน เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้

ด้านกลุ่มฮามาสยืนยันว่าพวกเขาไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ยิงโจมตีหน่วยทหารอิสราเอล ในเมืองราฟาห์ทางตอนใต้ของฉนวนกาซา พร้อมโต้กลับว่า อิสราเอลกำลังขัดขวางการค้นหาร่างตัวประกัน และว่าพวกเขายังคงยึดมั่นในข้อตกลงหยุดยิงที่ทำข้อตกลงผ่านการไกล่เกลี่ยของอียิปต์และกาตาร์

แต่กลุ่มฮามาสยังไม่แสดงความเห็นใดๆ เกี่ยวกับข้อกล่าวหาเรื่องการจัดฉากการพบศพ

ทั้งนี้ ท่ามกลางสถานการณ์ระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสที่ตึงเครียดมากขึ้นเรื่อยๆ นาย เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมายืนยันว่า ข้อตกลงหยุดยิงในฉนวนกาซายังคงมีผลบังคับใช้

“การหยุดยิงยังคงอยู่ นั่นไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีการปะทะเล็ก ๆ น้อย ๆ เกิดขึ้นบ้างในที่ต่าง ๆ” นายแวนซ์บอกกับผู้สื่อข่าว “เรารู้ว่ากลุ่มฮามาสหรือใครบางคนในฉนวนกาซาโจมตีทหารอิสราเอล เราคาดว่าฝ่ายอิสราเอลจะตอบโต้ แต่ผมคิดว่า สันติภาพของประธานาธิบดี (ทรัมป์) จะยังคงอยู่ แม้จะมีเหตุการณ์นั้นก็ตาม”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา: bbc

เฮอริเคน “เมลิสซา” ขึ้นฝั่งจาเมกาแล้ว ทำไฟดับ 1 ใน 3 ของประเทศ

เฮอริเคน “เมลิสซา” ขึ้นฝั่งจาเมกาแล้ว ทำไฟดับ 1 ใน 3 ของประเทศ

29 ต.ค. 2568 03:27 น.

เฮอริเคน “เมลิสซา” ขึ้นฝั่งจาเมกาแล้ว ทำไฟดับ 1 ใน 3 ของประเทศ

เฮอริเคนเมลิสซา พายุรุนแรงที่สุดในโลกในปีนี้ เคลื่อนตัวขึ้นฝั่งประเทศจาเมกาแล้ว โดยคาดว่ามันจะทำให้เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน โดยล่าสุดพื้นที่กว่า 1 ใน 3 ของจาเมกาไม่มีไฟฟ้าใช้แล้ว

เฮอริเคน “เมลิสซา” ซึ่งเป็นพายุรุนแรงที่สุดที่เกิดขึ้นในปี 2568 จนถึงตอนนี้ เคลื่อนตัวขึ้นฝั่งประเทศจาเมกาแล้ว ในวันอังคารที่ 28 ต.ค. ขณะมีความเร็วลมสูงสุด 186 ไมล์ต่อชั่วโมง (ราว 295 กม./ชม.) ก่อนจะลดระดับลงเหลือ 165 ไมล์ต่อชั่วโมง (ราว 270 กม./ชม.) ในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตาม มันยังคงสถานะเฮอริเคนระดับ 5 ซึ่งเป็นขั้นสูงสุด

ศูนย์เฮอริเคนแห่งชาติของสหรัฐฯ (NHC) ระบุว่า พายุเมลิสซาขึ้นฝั่งทางตะวันตกเฉียงใต้ของจาเมกาใกล้เมืองนิวโฮป พร้อมประกาศเตือนว่า นี่เป็นสถานการณ์อันตรายอย่างยิ่งและเป็นภัยคุกคามต่อชีวิต โดยคาดว่าอิทธิพลของพายุจะทำให้เกิดลมกระโชกแรง, น้ำท่วมฉับพลัน และคลื่นพายุหนุนซัดฝั่งทั่วทั้งเกาะ

ขณะที่ทางการจาเมกาเรียกร้องให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวหลบภัยอยู่ในที่พักต่อไป ในขณะที่พายุเคลื่อนผ่านเกาะ โดยตอนนี้พื้นที่เกือบหนึ่งในสามของประเทศไม่มีไฟฟ้าใช้แล้ว

นายเดสมอนด์ แมคเคนซี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงปกครองท้องถิ่นของจาเมกา ออกคำเตือนอย่างหนักแน่นก่อนที่พายุจะขึ้นฝั่งไม่นานว่า “อย่าท้าทายเมลิสซา – มันเป็นการเดิมพันที่เราไม่สามารถชนะได้”

ทั้งนี้ หลังจากเคลื่อนตัวผ่านเกาะจาเมกาแล้ว พายุเมลิสซาจะเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มุ่งหน้าสู่ประเทศคิวบาและบาฮามาส โดยพยากรณ์อากาศคาดการณ์ว่า เมลิสซาจะขึ้นฝั่งคิวบาในฐานะเฮอริเคนระดับ 4 จากนั้น มันจะอ่อนกำลังลงเรื่อยๆ จนเป็นเฮอริเคนระดับ 2 และออกสู่มหาสมุทรแอตแลนติกตอนเหนือในคืนวันพุธ (29 ต.ค.)

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ผู้นำอิสราเอลสั่งโจมตีกาซาทันที ฉุนฮามาสคืนศพผิด ไม่ใช่ร่างตัวประกัน

ผู้นำอิสราเอลสั่งโจมตีกาซาทันที ฉุนฮามาสคืนศพผิด ไม่ใช่ร่างตัวประกัน

29 ต.ค. 2568 01:44 น.

ผู้นำอิสราเอลสั่งโจมตีกาซาทันที ฉุนฮามาสคืนศพผิด ไม่ใช่ร่างตัวประกัน

นายกรัฐมนตรีอิสราเอลสั่งการให้กองทัพโจมตีในฉนวนกาซาทันที โดยกล่าวหาฮามาสว่าละเมิดข้อตกลงหยุดยิงหลายครั้ง และคืนศพผิด ไม่ใช่ร่างของตัวประกัน

เมื่อ 28 ต.ค. 2568 สำนักงานของนายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู ระบุว่า นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้กองทัพดำเนินการโจมตีฉนวนกาซาอย่างรุนแรงในทันทีแล้ว โดยกล่าวหากลุ่มฮามาสว่า ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงในกาซาซึ่งเริ่มบังคับใช้ได้เพียงไม่กี่สัปดาห์อย่างชัดเจนหลายต่อหลายครั้ง

อิสราเอลกล่าวหาฮามาสว่ายิงใส่กองกำลังของตนที่ยึดครองพื้นที่ส่วนหนึ่งของฉนวนกาซา รวมถึงสิ่งที่อิสราเอลระบุว่าเป็น “แผนการหลอกลวงโดยเจตนา”

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นหลังจาก เจ้าหน้าที่อิสราเอลตรวจสอบพบว่า ศพที่ฮามาสส่งคืนเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เป็นของนาย โอฟีร์ ซาฟาตี ซึ่งกองทัพอิสราเอลพบร่างตั้งแต่ปลายปี 2566 และไม่ได้เป็นหนึ่งในตัวประกันที่เสียชีวิตแล้ว 13 รายที่ร่างยังอยู่ในกาซา

ด้านกลุ่มฮามาสตอบโต้กลับว่า อิสราเอลกำลังพยายามสร้างข้ออ้างเท็จเพื่อเตรียมการสำหรับการดำเนินมาตรการก้าวร้าวใหม่ ๆ ในกาซา และกล่าวหาอิสราเอลว่า ขัดขวางความพยายามในการค้นหาร่างตัวประกันในฉนวนกาซา พร้อมเรียกร้องให้ผู้ไกล่เกลี่ย อนุญาตให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินภารกิจด้านมนุษยธรรมของตน โดยห่างจากการคำนวณทางการเมืองและความก้าวร้าว

กลุ่มฮามาสยังประกาศเลื่อนการส่งมอบร่างตัวประกันที่เสียชีวิตอีก 1 รายออกไปก่อนด้วย โดยอ้างว่าอิสราเอลละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

ทั้งนี้ หลังจากเนทันยาฮูประกาศโจมตีได้ไม่นาน สำนักข่าว เอเอฟพี ก็รายงานโดยอ้างการเปิดเผยของโฆษกสำนักงานป้องกันพลเรือนในกาซาว่า อิสราเอลโจมตีทางอากาศแล้วอย่างน้อย 3 ครั้ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กองทัพสหรัฐฯ โจมตี เรือ 4 ลำในแปซิฟิก ดับ 14 ศพ ยกระดับต้านยาเสพติด

กองทัพสหรัฐฯ โจมตี เรือ 4 ลำในแปซิฟิก ดับ 14 ศพ ยกระดับต้านยาเสพติด

29 ต.ค. 2568 00:16 น.

กองทัพสหรัฐฯ โจมตี เรือ 4 ลำในแปซิฟิก ดับ 14 ศพ ยกระดับต้านยาเสพติด

กองทัพสหรัฐฯ โจมตีเรืออีก 4 ลำในมหาสมุทรแปซิฟิก ที่อ้างว่ากำลังลักลอบขนยาเสพติด ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 14 ศพ โดยนี่นับเป็นการโจมตีเรือในทะเลครั้งที่ 13 ของสหรัฐฯ แล้ว

เมื่อวันอังคารที่ 28 ต.ค. 2568 นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้ทำการโจมตีเรือในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกอีก 4 ลำ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้คนบนเรือเสียชีวิตรวม 14 ศพ และมีผู้รอดชีวิต 1 ราย

การโจมตีดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งในแคมเปญต่อต้านการลักลอบขนยาเสพติดของรัฐบาลทรัมป์ ซึ่งดำเนินการมาหลายสัปดาห์ โดยนี่ถือเป็นครั้งแรกที่กองทัพสหรัฐฯ โจมตีเรือมากกว่า 1 ลำในวันเดียว ขณะที่นายเฮกเซธเผยว่า ทางการเม็กซิโกรับผิดชอบในการประสานงานการค้นหาและช่วยเหลือผู้รอดชีวิตรายดังกล่าว

ทั้งนี้ กองทัพสหรัฐฯ ดำเนินการโจมตีในมหาสมุทรแปซิฟิก 3 ครั้งในวันจันทร์ โดยครั้งหนึ่งเป็นการโจมตีเรือ 2 ลำพร้อมกัน ทำให้นับตั้งแต่ต้นเดือนกันยายนจนถึงตอนนี้ กองทัพสหรัฐฯ โจมตีเรือที่ต้องสงสัยว่าลักลอบขนยาเสพติดไปแล้ว 13 ครั้ง โดยทำลายเรือไปแล้วทั้งสิ้น 14 ลำ และมีผู้เสียชีวิต 57 ศพ รอดชีวิต 3 ราย

สหรัฐฯ เริ่มโจมตีเรือในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกเป็นครั้งแรกเมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งถูกมองว่าเป็นการขยายขอบเขตของปฏิบัติการ เนื่องจากการโจมตี 7 ครั้งก่อนหน้านั้นมุ่งเป้าหมายไปที่เรือในทะเลแคริบเบียน

ในการโจมตีลำหนึ่งในทะเลแคริบเบียนเมื่อต้นเดือนตุลาคม กองทัพเรือสหรัฐฯ ได้ควบคุมตัวผู้รอดชีวิต 2 คนเอาไว้ ก่อนจะดำเนินการส่งตัวทั้งคู่กลับประเทศบ้านเกิดได้แก่ เอกวาดอร์และโคลอมเบีย

อย่างไรก็ตาม การจับกุมผู้รอดชีวิตดังกล่าวทำให้เกิดคำถามมากมายทั้งในด้านกฎหมายและนโยบาย เนื่องจากไม่ชัดเจนว่ากองทัพสหรัฐฯ จะสามารถอ้างอำนาจทางกฎหมายใดในการควบคุมตัวผู้รอดชีวิตอย่างไม่มีกำหนดได้

สำนักข่าว CNN รายงานว่า รัฐบาลทรัมป์ได้จัดทำ “เอกสารความเห็นทางกฎหมายลับ” (classified legal opinion) เพื่อสร้างความชอบธรรมในการโจมตีสังหารขบวนการค้ายาเสพติด (cartels) และผู้ต้องสงสัยค้ายาเสพติดที่ถูกขึ้นบัญชีเอาไว้ ซึ่งมีจำนวนมากและถูกปิดเป็นความลับ

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายบอกกับ CNN ว่า เอกสารความเห็นทางกฎหมายดังกล่าวมีความสำคัญยิ่ง เพราะมันปฏิบัติกับผู้ลักลอบขนยาเสพติดเป็น “ทหารฝ่ายศัตรู” ที่สามารถถูกสังหารได้ทันทีโดยไม่ต้องมีการตรวจสอบทางกระบวนการยุติธรรมใด ๆ

นายเฮกเซธกล่าวว่า เรือที่ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมานั้น ถูกใช้งานโดยองค์กรที่ถูกกำหนดให้เป็นองค์กรก่อการร้าย ซึ่งลักลอบค้ายาเสพติดในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก “เรือทั้ง 4 ลำเป็นที่รู้จักกันดีโดยหน่วยข่าวกรองของเรา ว่ากำลังแล่นผ่านเส้นทางการค้ายาเสพติดที่เป็นที่รู้จัก และบรรทุกยาเสพติดอยู่”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

Amazon เตรียมลดพนักงาน 14,000 ตำแหน่ง หั่นเพิ่มอีกปีหน้า ดึง AI แทน

Amazon เตรียมลดพนักงาน 14,000 ตำแหน่ง หั่นเพิ่มอีกปีหน้า ดึง AI แทน

28 ต.ค. 2568 22:42 น.

Amazon เตรียมลดพนักงาน 14,000 ตำแหน่ง หั่นเพิ่มอีกปีหน้า ดึง AI แทน

Amazon เตรียมลดพนักงาน 14,000 ตำแหน่ง ในการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ เพื่อนำเทคโนโลยี AI มาใช้งานมากขึ้น และมีแผนจะลดพนักงานอีกในปีหน้าด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า บริษัท Amazon (อเมซอน) เปิดเผยในวันอังคารที่ 28 ต.ค. 2568 ว่า พวกเขาจะลดจำนวนพนักงานฝ่ายองค์กรลงประมาณ 14,000 ตำแหน่ง ในการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ โดยส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้มีการลดจำนวนพนักงานลงอีกในปีหน้าด้วย

ข้อมูลในบันทึกที่ส่งถึงพนักงานเมื่อช่วงเช้าและเผยแพร่บนเว็บไซต์ของบริษัท ระบุว่า การลดพนักงานครั้งนี้จะช่วยบริษัทในการ “ลดขั้นตอนระบบราชการลงอีก, ขจัดลำดับชั้นที่ซ้ำซ้อนออกไป และโยกย้ายทรัพยากรเพื่อให้แน่ใจว่าเรากำลังลงทุนในเดิมพันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเรา”

ก่อนหน้านี้เมื่อวันจันทร์ สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า Amazon วางแผนที่จะลดตำแหน่งงานฝ่ายองค์กรมากถึง 30,000 ตำแหน่ง โดยจะเริ่มในวันอังคาร เนื่องจากบริษัทกำลังชดเชยการจ้างงานที่มากเกินไป ในช่วงการระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งปริมาณความต้องการพุ่งขึ้นถึงขีดสุด

ทั้งนี้ ตามข้อมูล ณ ช่วงสิ้นปี 2567 Amazon มีพนักงานเต็มเวลาและนอกเวลาประมาณ 1.56 ล้านคน และมีพนักงานฝ่ายองค์กรอยู่ประมาณ 350,000 คน

ในช่วงสองปีที่ผ่านมา บริษัท Amazon ได้ดำเนินการลดตำแหน่งงานแบบแยกส่วนในแผนกต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงธุรกิจหนังสือ, อุปกรณ์ และธุรกิจพอดแคสต์ Wondery

น.ส.เบธ กาเลตติ รองประธานอาวุโสฝ่ายเทคโนโลยีและประสบการณ์บุคลากร ระบุในบันทึกว่า การดำเนินการดังกล่าวช่วยให้ทีมงานทำงานได้เร็วขึ้นแล้ว และบริษัทจะยังคงบริหารจัดการการจ้างงานต่อไปโดย “การลดในบางส่วนและจ้างในส่วนอื่น ๆ” เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2026

บริษัทยังจะเสนอให้พนักงานที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่มีเวลา 90 วันในการมองหาตำแหน่งใหม่ภายในองค์กร และกล่าวว่าทีมจัดหางานของพวกเขาจะให้ความสำคัญกับผู้สมัครเหล่านั้น

บันทึกดังกล่าวยังย้ำถึงความพยายามของ แอนดี แจสซี ซีอีโอ ในการลดลำดับชั้นการจัดการ และพึ่งพาเทคโนโลยี AI มากขึ้น โดยเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เขาเคยกล่าวไว้ว่า การนำเครื่องมือ Generative AI มาใช้เพิ่มขึ้นจะส่งผลให้จำนวนพนักงานฝ่ายองค์กรทั้งหมดของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ซแห่งนี้ลดลงในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า

Amazon คาดด้วยว่าจะต้องใช้จ่ายเงินลงทุนประมาณ 1.18 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ ซึ่งส่วนใหญ่จะนำไปใช้ในการสร้าง AI และโครงสร้างพื้นฐานเกี่ยวกับคลาวด์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อันวาร์เผยคุยอะไรกับทรัมป์บนรถ เหน็บผู้นำบางคนปล่อยคลิปเสียงหลุดจะไม่มีใครคุยด้วย

อันวาร์เผยคุยอะไรกับทรัมป์บนรถ เหน็บผู้นำบางคนปล่อยคลิปเสียงหลุดจะไม่มีใครคุยด้วย

28 ต.ค. 2568 20:39 น.

อันวาร์เผยคุยอะไรกับทรัมป์บนรถ เหน็บผู้นำบางคนปล่อยคลิปเสียงหลุดจะไม่มีใครคุยด้วย

“อันวาร์ อิบราฮิม” ผู้นำมาเลเซีย ตอบนักข่าวคุยอะไรกับทรัมป์บนรถ ก่อนเหน็บผู้นำบางคนคุยแบบส่วนตัว ไม่ควรปล่อยคลิปการสนทนาหลุด เหมือนที่เคยเกิดในอดีต มิเช่นนั้นจะไม่มีใครอยากสนทนาด้วย

นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย แถลงปิดท้ายพิธีปิดการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 47 ที่ Plenary Hall ศูนย์การประชุมกัวลาลัมเปอร์ (KLCC) โดยช่วงที่เปิดให้สื่อมวลชนถาม มีนักข่าวผู้หญิงถามว่าอยากให้ช่วยบอกผู้สื่อข่าวหน่อยว่าท่านนายกฯ อันวาร์ กับประธานาธิบดีทรัมป์ พูดคุยระหว่างเดินทางจากสนามบินถึง KLCC ว่าคุยอะไรกันบ้างที่นอกจากเรื่องเซมิคอนดักเตอร์ และเรื่องภาษา

หลังจบคำถาม นายกฯ อันวาร์ ตอบว่า ผมรู้ว่าทุกคนอยากจะรู้ตอนที่อยู่ข้างในรถ ที่ประธานาธิบดีทรัมป์ ชวนไปนั่งรถด้วยกัน ซึ่งที่จริงแล้ว ในทางพิธีการทูตไม่สามารถทำได้ เมื่อเข้าไปข้างในรถ เราพบกัน ผมพยายามใช้ความสามารถในการที่จะปฏิสัมพันธ์กับท่านประธานาธิบดีทรัมป์ ท่านเป็นผู้ฟังที่ดี รับฟัง อธิบาย และแลกเปลี่ยนกันในประเด็นต่างๆ เรื่องประเทศของเราทั้งสอง เพื่อนบ้าน เรื่องจีน เรื่องบราซิล เรื่องแอฟริกาใต้  

เรื่องภาษี ผมก็ได้พูดคุยกับท่านประธานาธิบดี ในเรื่องภาษี 0% ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการส่งออกของเซมิคอนดัคเตอร์ประเทศมาเลเซีย นอกจากนี้ผมก็ขอขอบคุณท่านประธานาธิบดี ที่ให้มาเลเซียตรงนั้น 

นายกฯ มาเลเซีย กล่าวอีกว่า บางครั้งก็หารือกันเรื่องประเทศ ซึ่งในข่าวที่รายงานว่าผมได้พบกับผู้นำฮามาสที่โดฮา ผมรู้จัก 2 คนที่นั่น ผมได้บอกผู้นำฮามาสว่า ผมสนับสนุนการริเริ่มสันติภาพ ของกลุ่มประเทศอาหรับ OIC ที่ก่อให้เกิดสันติภาพในอิสราเอล ซึ่งคงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าประธานาธิบดีทรัมป์มีส่วนสำคัญในเรื่องนี้ โดยคำตอบของท่านประธานาธิบดีทรัมป์ ก็คือ มันเป็นแค่เฟสแรก ยังต้องทำงานกันต่อ และจะพยายามทำอย่างจริงจัง 

ผมคิดว่า ผมอยู่ในจุดที่โชคดี ที่ทำให้ผมได้มีโอกาสสนทนาอย่างเป็นส่วนตัว และเป็นความลับ และผมต้องสารภาพว่าท่านก็รับฟังความเห็น ผมคิดว่าผมพยายามทำดีที่สุด ที่จะนำเสนอในช่วงระยะเวลาการสนทนา และท่านก็รับฟัง ซึ่งมันก็เป็นเหมือนการประชุมทางการอื่นๆในการเจรจาทวิภาคีระหว่างมาเลเซีย-สหรัฐ และวงอาเซียน นั่นมันเป็นวิธีการทางทูตที่เหมือนกัน ผมได้ทำดีที่สุด ในการร้องขอเรื่องการริเริ่มสันติภาพ ต้องครอบคลุม ยั่งยืน เป็นกลาง และแน่นอนมีอีกหลายอย่างที่คุยกันเป็นการส่วนตัว ซึ่งผมยินดีที่ได้ฟัง  

แต่การสนทนาส่วนตัวระหว่างผู้นำ คุณต้องให้ความเคารพ ซึ่งถ้ามีการปล่อยหลุดออกไปเหมือนในอดีต หรือมีการปล่อยเสียงสนทนาทางโทรศัพท์หลุดออกไป คงไม่มีใครที่อยากจะคุยกับคุณ หรือว่าเผยแพร่บทสนทนาส่วนตัว ซึ่งเราจะไม่ทำอย่างนั้น ผมจึงบอกเล่าเฉพาะหัวข้อที่คิดว่าบอกเล่าได้.

อ่านข่าวเกี่ยวกับ อันวาร์ อิบราฮิม