นายกฯ แคนาดาขอโทษทรัมป์ ปมโฆษณาต้านกำแพงภาษี

นายกฯ แคนาดาขอโทษทรัมป์ ปมโฆษณาต้านกำแพงภาษี

2 พ.ย. 2568 04:36 น.

นายกฯ แคนาดาขอโทษทรัมป์ ปมโฆษณาต้านกำแพงภาษี

นายมาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา ยืนยันว่า เขาได้กล่าวขอโทษประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ แล้ว เกี่ยวกับกรณีโฆษณาต้านกำแพงภาษีซึ่งอ้างคำพูดอดีตประธานาธิบดีเรแกน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 1 พ.ย. 2568 ว่า นายมาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา ยืนยันว่า เขาได้กล่าวขอโทษประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ แล้ว สำหรับกรณีที่รัฐออนแทริโอตัดทอนคำพูดของอดีตประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน ของสหรัฐฯ แล้วนำไปใช้ในโฆษณาต่อต้านมาตรการกำแพงภาษีของนายทรัมป์

โฆษณาดังกล่าวใช้คลิปชุดหนึ่งจากสุนทรพจน์ทางวิทยุระดับชาติของอดีตประธานาธิบดีเรแกนในปี 2530 ซึ่งเขาพูดว่า ภาษีนำเข้าจะทำลายเศรษฐกิจของอเมริกา “มาตรการกีดกันทางการค้าแบบนั้นจะทำร้ายคนงานและผู้บริโภคชาวอเมริกันทุกคน” เรแกนระบุ

“ผมได้กล่าวขอโทษประธานาธิบดีแล้ว” นายคาร์นีย์บอกผู้สื่อข่าวที่การประชุมสุดยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) ในเกาหลีใต้เมื่อวันเสาร์ โดยยืนยันว่า โฆษณาแบบนั้นไม่ใช่สิ่งที่เขาจะทำ และเสริมว่า นายทรัมป์ไม่พอใจกับมันมากๆ

ผลจากโฆษณานี้ทำให้เมื่อสัปดาห์ก่อน โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวหาแคนาดาว่าใช้โฆษณาเพื่อแทรกแซงการพิจารณาของศาลสูงสุด ที่จะตัดสินว่ามาตรการกำแพงภาษีของเขาผิดกฎหมายหรือไม่ พร้อมทั้งประกาศระงับการเจรจาทางการค้ากับแคนาดา และกล่าวว่าจะเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากแคนาดาเพิ่มเติมอีก 10%

ก่อนหน้านี้เมื่อวันศุกร์ (31 ต.ค.) นายทรัมป์เปิดเผยว่า นายคาร์นีย์ได้กล่าวขอโทษเขาสำหรับกรณีโฆษณาดังกล่าวแล้ว และเสริมว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์ “ที่ดีมาก” แต่นายทรัมป์ย้ำว่า สิ่งที่แคนาดาทำมันผิด

ด้านนายคาร์นีย์อ้างว่า นายดั๊ก ฟอร์ด ผู้ว่าการรัฐออนแทริโอ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโฆษณาดังกล่าว ได้แสดงคลิปให้เขาดูก่อนหน้านี้ และตัวเขาก็แนะนำไม่ให้เขานำโฆษณาออกเผยแพร่

ทั้งนี้ นับตั้งแต่โดนัลด์ ทรัมป์ รับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เขาได้เรียกเก็บภาษีนำเข้าจากหลายประเทศ รวมถึงแคนาดา

สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากแคนาดาในอัตรา 35% แม้ว่าส่วนใหญ่จะได้รับการยกเว้นภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีที่มีอยู่ นอกจากนั้น สินค้าบางภาคส่วนมีอัตราภาษีที่แยกต่างหาก ซึ่งรวมถึงเหล็กกล้ากับอะลูมิเนียมที่ถูกเรียกเก็บ 50% และรถยนต์ที่ถูกเรียกเก็บ 25%

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ตำรวจมาเลเซียเร่งล่าผู้ต้องสงสัย 7 ราย โยงแก๊งต้มตุ๋นออนไลน์ในกัมพูชา

ตำรวจมาเลเซียเร่งล่าผู้ต้องสงสัย 7 ราย โยงแก๊งต้มตุ๋นออนไลน์ในกัมพูชา

2 พ.ย. 2568 02:35 น.

ตำรวจมาเลเซียเร่งล่าผู้ต้องสงสัย 7 ราย โยงแก๊งต้มตุ๋นออนไลน์ในกัมพูชา

ตำรวจในมาเลเซียกำลังตามล่าพลเมืองของตัวเอง 7 คน ที่ทางการสิงคโปร์กำลังต้องการตัว เนื่องจากต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งต้มตุ๋นที่ปฏิบัติการจากประเทศกัมพูชา

ในแถลงการณ์ที่โพสต์บนเฟซบุ๊ก เมื่อช่วงเช้าวันเสาร์ที่ 1 พ.ย. 2568 นาย เอ็ม. กุมาร ผู้อำนวยการกองสืบสวนคดีอาญาของบูกิต อามัน (สำนักงานตำรวจมาเลเซีย) ระบุว่า กำลังมีความพยายามในการติดตามตัวผู้ต้องสงสัยทั้ง 7 รายนี้

“ตำรวจได้เริ่มความพยายามในการติดตามและจับกุมผู้ต้องสงสัยชาวมาเลเซียทั้งหมดแล้ว ทั้งเจ็ดคนถูกขึ้นบัญชีผู้ที่ทางการต้องการตัวเพื่อจับกุมและสอบสวนเพิ่มเติม” นายกุมารระบุ

ความเคลื่อนไหวของมาเลเซียเกิดขึ้นหลังจากตำรวจสิงคโปร์ออกหมายจับผู้ต้องสงสัย 34 คน ซึ่งประกอบด้วยชาวสิงคโปร์ 27 คน และชาวมาเลเซีย 7 คน

ชาวมาเลเซียกลุ่มนี้ประกอบด้วย Tang Soon Fai, Kang Liang Yee, Tang Soon Wah, Hoe Ming Wei, Pang Han Ee, Bernard Goh Yie Shen และ Yip Chee Hoe

ตามข้อมูลจากตำรวจสิงคโปร์ แก๊งนี้มุ่งเป้าหลอกลวงเหยื่อชาวสิงคโปร์โดยแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ และเชื่อกันว่าเกี่ยวข้องกับคดีอย่างน้อย 438 คดี มีความเสียหายรวมกันไม่น้อยกว่า 41 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์

ผู้ต้องสงสัยทั้ง 34 คนถูกระบุตัวตน หลังจากที่กองกำลังตำรวจสิงคโปร์ได้ดำเนินการร่วมกับตำรวจแห่งชาติกัมพูชาเมื่อวันที่ 9 กันยายน ต่อต้านกลุ่มที่เชื่อว่ากำลังปฏิบัติการจากศูนย์หลอกลวงในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา

หลังจากปฏิบัติการดังกล่าว ก็มีผู้ต้องสงสัย 15 คน ซึ่งเป็นชาวสิงคโปร์ 12 คน ชาวมาเลเซีย 2 คน และชาวฟิลิปปินส์ 1 คน ถูกจับกุมในสิงคโปร์ โดยพวกเขาถูกตั้งข้อหาเมื่อวันที่ 11 และ 12 กันยายน ในข้อหาเป็นสมาชิกกลุ่มอาชญากรรมท้องถิ่น

“สำนักงานตำรวจมาเลเซียขอยืนยันว่า พวกเขามีความมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามพรมแดน ที่อาจคุกคามความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยของสาธารณะต่อไป” นายกุมารกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา: cna

สมาชิกสภาสหรัฐฯ เรียกร้องอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ เข้าให้การปมเอปสตีน

สมาชิกสภาสหรัฐฯ เรียกร้องอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ เข้าให้การปมเอปสตีน

2 พ.ย. 2568 00:22 น.

สมาชิกสภาสหรัฐฯ เรียกร้องอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ เข้าให้การปมเอปสตีน

สมาชิกคณะกรรมการสืบสวนของรัฐสภาสหรัฐฯ ออกมาเรียกร้องให้ อดีตเจ้าชายแอนดรูว์เข้าให้การคดีเอปสตีนอีกครั้ง หลังจากเขาถูกคิงชาร์ลส์ที่ 3 ถอดพระอิสริยยศ

สำนักข่าว บีบีซี รายงานเมื่อ 1 พ.ย. 2568 ว่า สมาชิกคณะกรรมการกำกับดูแลและปฏิรูปรัฐบาล ของสภาคองเกรสสหรัฐฯ ซึ่งกำลังสืบสวนคดีทางเพศของนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน อดีตนักการเงินผู้ล่วงลับ เพิ่มการเรียกร้องให้ อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ หรือปัจจุบันใช้นามว่า แอนดรูว์ เมาต์แบตเทน วินด์เซอร์ เข้าให้การเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเขากับนายเอปสตีน

สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงถอดพระอิสริยยศ “เจ้าชาย” ของแอนดรูว์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา และเตรียมให้พระอนุชาพระองค์นี้ย้ายออกจากคฤหาสน์ “รอยัล ลอดจ์” (Royal Lodge) ภายในบริเวณพระราชวังวินด์เซอร์ เพื่อตอบรับกับกระแสความไม่พอใจต่อข่าวอื้อฉาวของแอนดรูว์ที่สั่งสมมานานหลายปี

สำนักพระราชวังบักกิงแฮมกล่าวว่า การลงโทษดังกล่าวมีความจำเป็น แม้ว่าแอนดรูว์จะยังคงปฏิเสธข้อกล่าวหาต่างๆ ที่มุ่งเป้ามาที่พระองค์ รวมถึงข้อหาล่วงละเมิดทางเพศผู้เยาว์ อันเกี่ยวโยงกับนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน อดีตนักการเงินผู้ถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาค้าประเวณี

การถอดยศของแอนดรูว์ทำให้เกิดกระแสเรียกร้องในสหรัฐฯ ให้แอนดรูว์เปิดเผยทุกสิ่งที่รู้เกี่ยวกับนายเอปสตีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากถ้อยแถลงจากสำนักพระราชวัง ที่แสดงความเห็นใจต่อเหยื่อของการล่วงละเมิดทั้งหมด

บีบีซีรายงานว่า สมาชิกรัฐสภาจากพรรคเดโมแครตอย่างน้อย 4 คนในคณะกรรมการกำกับดูแลและปฏิรูปรัฐบาล (House Oversight Committee) ซึ่งกำลังสืบสวนการจัดการคดีของเอปสตีน ได้ยื่นคำร้องให้แอนดรูว์เข้าให้การเกี่ยวกับคดีนี้อีกครั้ง

นายราชา กฤษณามูรติ ส.ส. เดโมแครต และเป็นหนึ่งในสมาชิกคณะกรรมการ 4 คนดังกล่าว ระบุว่า “สารภาพตามตรง มาปรากฏตัวต่อหน้ารัฐสภาสหรัฐฯ ให้การโดยสมัครใจ อย่ารอหมายเรียก โปรดมาให้การและบอกเราว่าคุณรู้อะไรบ้าง” “ทั้งหมดนี้ไม่เพียงเพื่อมอบความยุติธรรมแก่ผู้รอดชีวิตเท่านั้น แต่เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีกด้วย”

ขณะที่นายสุหาส สุพรามัณยัม ส.ส. เดโมแครตอีกคน กล่าวว่า แอนดรูว์สามารถเข้าให้การทางไกลพร้อมทนายความของเขา และพูดคุยกับคณะกรรมการแบบส่วนตัวได้

ขณะที่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา นายคริส ไบรอันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าของสหราชอาณาจักรบอกกับ บีบีซี ว่า แอนดรูว์ควรเดินทางไปยังสหรัฐฯ เพื่อตอบคำถามเกี่ยวกับเอปสตีน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ฝรั่งเศสตั้งข้อหาหญิงวัย 38 คดีขโมยเพชรพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ 3.3 พันล้านบาท

ฝรั่งเศสตั้งข้อหาหญิงวัย 38 คดีขโมยเพชรพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ 3.3 พันล้านบาท

1 พ.ย. 2568 23:47 น.

ฝรั่งเศสตั้งข้อหาหญิงวัย 38 คดีขโมยเพชรพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ 3.3 พันล้านบาท

ฝรั่งเศสตั้งข้อหาหญิงวัย 38 ปี ฐานเกี่ยวข้องกับคดีโจรกรรมเครื่องเพชรโบราณจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ นับเป็นรายที่ 2 ที่ถูกตั้งข้อหา ต่อจากผู้ต้องสงสัยหลัก 2 คนก่อนหน้านี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หญิงวัย 38 ปี ซึ่งถูกจับกุมในสัปดาห์นี้ สืบเนื่องจากการปล้นเครื่องเพชรมูลค่า 102 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.3 พันล้านบาท) ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ถูกนำตัวขึ้นศาลเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาแล้ว ในวันเสาร์ที่ 1 พ.ย. 2568 ขณะที่ทางการฝรั่งเศสยังคงเดินหน้าคลี่คลายหนึ่งในคดีโจรกรรมพิพิธภัณฑ์ที่อุกอาจที่สุดของประเทศ

ผู้หญิงคนดังกล่าว ซึ่งมีรายงานว่าร่ำไห้ขณะยืนยันตัวตนและให้การที่ศาลในย่าน ลา กูร์เนิฟ ชานเมืองทางเหนือของกรุงปารีส ถูกตั้งข้อหาเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในการโจรกรรมโดยองค์กรอาชญากรรม และสมคบคิดก่ออาชญากรรม ก่อนที่การไต่สวนในเวลาต่อมาจะดำเนินการแบบปิดตามคำร้องขอของอัยการ

ขณะนี้ตำรวจฝรั่งเศสควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับการโจรกรรมที่พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์เมื่อเดือนก่อนได้แล้ว 7 คน โดยที่ชาย 2 คนที่ถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้ถูกตั้งข้อหาลักทรัพย์และสมคบคิด หลังจากที่พวกเขาให้การภาคเสธ (ยอมรับบางส่วน) เกี่ยวกับการโจรกรรมครั้งนี้

เจ้าหน้าที่ระบุว่า หนึ่งในผู้ต้องสงสัยสองรายดังกล่าว เป็นชาวแอลจีเรียวัย 34 ปี ถูกระบุตัวตนจากดีเอ็นเอที่พบในสกูตเตอร์ที่ใช้หลบหนี ขณะที่อีกคนเป็นคนขับแท็กซี่ผิดกฎหมายวัย 39 ปี จากเมืองโอแบร์วิลลิเยร์ ถูกจับใกล้บ้านของเขา

ตำรวจยืนยันว่า สองคนนี้เป็นผู้ลงมือก่อเหตุบุกรุกเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ ขณะที่มีผู้สมรู้ร่วมคิดรออยู่ด้านนอก และผู้ต้องสงสัยทั้งคู่เป็นที่รู้จักของตำรวจอยู่แล้วจากคดีลักทรัพย์ก่อนหน้านี้

ส่วนผู้ต้องสงสัยอีกห้าคนถูกจับกุมในสัปดาห์นี้ในพื้นที่แซน-แซงต์-เดอนีส์ และบริเวณใกล้เคียง แม้ว่าจะมีหนึ่งคนที่ถูกปล่อยตัวไปโดยไม่มีการตั้งข้อหา ซึ่งนาง โซเฟีย บูกรีน ทนายความฝ่ายจำเลย โจมตีการทำงานของเจ้าหน้าที่ว่าเป็นการ “เหวี่ยงแหจับปลา” ที่จับคนโดยไม่มีหลักฐานชัดเจน

พนักงานสืบสวนยอมรับว่า ยังหาเครื่องประดับที่ถูกโจรกรรมไปไม่เจอ ไม่ว่าจะเป็น สร้อยคอที่ทำจากมรกตและเพชร ซึ่งจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 เคยพระราชทานให้แก่จักรพรรดินีมารี-หลุยส์ หรือรัดเกล้าของจักรพรรดินีเออเฌนี ที่ฝังด้วยเพชรเกือบ 2,000 เม็ด ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ของเหล่านี้อาจสูญหายไปตลอดกาลแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สื่ออังกฤษเผย เจ้าชายแอนดรูว์ซึ่งถูกถอดยศ อาจย้ายออกจาก Royal Lodge หลังปีใหม่

สื่ออังกฤษเผย เจ้าชายแอนดรูว์ซึ่งถูกถอดยศ อาจย้ายออกจาก Royal Lodge หลังปีใหม่

1 พ.ย. 2568 10:48 น.

สื่ออังกฤษเผย เจ้าชายแอนดรูว์ซึ่งถูกถอดยศ อาจย้ายออกจาก Royal Lodge หลังปีใหม่

สื่ออังกฤษเผย อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ อาจยังไม่ย้ายออกจากคฤหาสน์หรู Royal Lodge จนกว่าจะถึงต้นปีหน้า ขณะที่รัฐบาลอังกฤษยืนยันยังไม่มีแผนตัดชื่อเขาออกจากรายชื่อผู้สืบราชสันตติวงศ์

หลังจากพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงมีพระราชดำริให้พระอนุชาทรงย้ายออกจากคฤหาสน์หรู Royal Lodge และยุติฐานันดรศักดิ์เจ้าชาย เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ล่าสุดสำนักข่าว BBC รายงานอ้างแหล่งข่าวในพระราชสำนักว่า การย้ายอาจถูกเลื่อนไปหลังปีใหม่ เพื่อหลีกเลี่ยงความกระอักกระอ่วนในช่วง เทศกาลคริสต์มาส ที่พระบรมวงศานุวงศ์จะเสด็จรวมตัวกันที่แซนดริงแฮมตามธรรมเนียมทุกปี 

โดยหลังจากนี้ แอนดรูว์ เมาท์แบทเท่น วินด์เซอร์ หรืออดีตเจ้าชายแอนดรูว์ จะย้ายไปพำนักที่ที่พักส่วนตัวภายในพระตำหนักแซนดริงแฮม ซึ่งเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ของกษัตริย์ โดยค่าใช้จ่ายและการดูแลทั้งหมดจะอยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของพระเจ้าชาร์ลส์

อย่างไรก็ตามบีบีซีเปิดเผยว่า แม้จะถูกถอดพระอิสริยยศและสิทธิพิเศษส่วนใหญ่แล้ว แต่แอนดรูว์จะยังคง อยู่ในลำดับที่ 8 ของการสืบราชสันตติวงศ์อังกฤษ ซึ่งถือเป็นตำแหน่งสำคัญเพียงอย่างเดียวที่ยังเหลืออยู่ในปัจจุบัน

โดยรัฐบาลอังกฤษ ยืนยันว่ายังไม่มีแผน ออกกฎหมายเพื่อตัดชื่ออดีตเจ้าชายแอนดรูว์ออกจากรายชื่อผู้สืบราชสันตติวงศ์ เนื่องจากการดำเนินการดังกล่าวจำเป็นต้องผ่านความเห็นชอบจาก รัฐสภาอังกฤษ และ เครือจักรภพอังกฤษ รวมถึงประเทศต่าง ๆ อย่างออสเตรเลียและแคนาดา ซึ่งถือว่าซับซ้อนและต้องใช้เวลา

ความเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นหลังจาก พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงมีพระราชดำริปลดพระอนุชาออกจากตำแหน่งและเครื่องอิสริยาภรณ์ทั้งหมด ท่ามกลางแรงกดดันจากสังคมที่ยังไม่คลาย หลังจากอดีตเจ้าชายแอนดรูว์มีความเกี่ยวพันกับ เจฟฟรีย์ เอพสตีน นักการเงินผู้ต้องหาคดีล่วงละเมิดทางเพศเยาวชน

แม้พระองค์จะยืนยันว่าไม่เคยกระทำผิด และได้จ่ายเงินชดเชยให้ เวอร์จิเนีย จูฟเฟร ผู้กล่าวหาในปี 2022 เพื่อยุติคดีแพ่ง แต่เสียงวิจารณ์ยังคงกดดันราชสำนักอย่างต่อเนื่อง

โพลล่าสุดจาก YouGov เผยว่า ประชาชนกว่า 79% สนับสนุนการถอดยศเจ้าชายแอนดรูว์ และมากกว่าครึ่งมองว่าพระเจ้าชาร์ลส์ทรงตัดสินพระทัยถูกต้อง แต่ก็มีเสียงสะท้อนว่าควรดำเนินการเร็วกว่านี้

ขณะที่ราชสำนักยืนยันว่าการย้ายออกจาก Royal Lodge จะเกิดขึ้นเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ทว่าแหล่งข่าววงในเผยว่าอาจต้องรอถึงต้นปีหน้า ก่อนที่อดีตเจ้าชายแอนดรูว์จะย้ายออกจากคฤหาสน์ซึ่งเคยเป็นที่ประทับของพระราชินีเอลิซาเบธ พระมารดา.

ที่มา :BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เจ้าชายแอนดรูว์

ดอกซากศพบานสะพรั่งรับฮาโลวีน คนแห่ชมในสวนพฤกษศาสตร์นิวยอร์ก

ดอกซากศพบานสะพรั่งรับฮาโลวีน คนแห่ชมในสวนพฤกษศาสตร์นิวยอร์ก

1 พ.ย. 2568 10:06 น.

ดอกซากศพบานสะพรั่งรับฮาโลวีน คนแห่ชมในสวนพฤกษศาสตร์นิวยอร์ก

ผู้คนจำนวนมากแห่ต่อคิวเพื่อชมและสูดกลิ่นของดอกซากศพ ที่เพิ่งบานสะพรั่งในสวนพฤกษศาสตร์นิวยอร์ก ต้อนรับเทศกาลฮาโลวีน อย่างพอดิบพอดีในปีนี้

ดอกไม้หายากชนิดนี้มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Amorphophallus titanum มีถิ่นกำเนิดจากเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย และถือเป็นหนึ่งในดอกไม้ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก จุดเด่นคือมีกลิ่นเหม็นรุนแรง คล้ายเนื้อสัตว์เน่า หรือซากศพ ส่งกลิ่นออกไปได้ไกลหลายสิบเมตร เพื่อดึงดูดแมลงวันและด้วงซากศพให้มาช่วยผสมเกสร จึงถูกเรียกกันติดปากว่าดอกซากศพ 

แม้จะมีกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ แต่ความพิเศษของมันอยู่ที่ช่วงเวลาการบาน ที่หายากและสั้นมาก โดยแต่ละดอกจะบานเพียง 24 ถึง 48 ชั่วโมงเท่านั้น และไม่สามารถคาดเดาการบานได้ล่วงหน้า ทำให้เมื่อดอกเริ่มบานขึ้นจริง ผู้คนต่างรีบมาชมอย่างตื่นเต้น เพราะถือเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก

ทางสวนพฤกษศาสตร์นิวยอร์กได้จัด ถ่ายทอดสดให้ผู้คนทั่วโลกได้ชมภาพของดอกซากศพขนาดยักษ์นี้แบบเรียลไทม์ พร้อมเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวรีบเข้าชมก่อนที่ดอกจะหุบลงในไม่กี่วันข้างหน้า

ผู้ดูแลสวนพฤกษศาสตร์เปิดเผยว่า ดอกไม้ชนิดนี้ต้องใช้เวลาสะสมพลังงานจากเหง้าขนาดใหญ่ใต้ดินหลายปี ก่อนจะบานเพียงครั้งเดียว แล้วกลับเข้าสู่ช่วงพักตัวอีกยาวนาน ซึ่งทำให้การบานครั้งนี้ยิ่งพิเศษขึ้นไปอีก

นอกจากนี้ ดอกซากศพยังได้รับความนิยมในหลายประเทศทั่วโลก โดยมักถูกนำมาเป็นไฮไลต์ทางพฤกษศาสตร์ และเป็นแรงดึงดูดให้นักท่องเที่ยวแห่เข้าชมทุกครั้งที่มันบาน เพราะนอกจากรูปลักษณ์ที่แปลกตาแล้ว กลิ่นและช่วงเวลาบานอันสั้น ยังทำให้มันถูกขนานนามว่าเป็นดอกไม้ที่ทั้งน่ากลัวและน่าหลงใหลที่สุดในโลก

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ดอกซากศพ

หมอกหนาทึบปกคลุมหลายมณฑลของจีน กระทบการสัญจรอย่างหนัก

หมอกหนาทึบปกคลุมหลายมณฑลของจีน กระทบการสัญจรอย่างหนัก

1 พ.ย. 2568 09:46 น.

หมอกหนาทึบปกคลุมหลายมณฑลของจีน กระทบการสัญจรอย่างหนัก

หมอกหนาทึบปกคลุมหลายมณฑลของจีน การจราจรถูกกระทบหนัก มีรายงานว่าบางพื้นที่ทัศนวิสัยในการมองเห็นต่ำกว่า 20 เมตร

หมอกหนาทึบปกคลุมพื้นที่ทางตอนเหนือและตะวันออกของจีน ส่งผลให้การจราจรบนถนนและทางหลวงหลายสายต้องหยุดชะงัก โดยเฉพาะในมณฑลเหอเป่ย เหอหนาน อันฮุย และเจียงซู

ในมณฑลเหอเป่ย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด หมอกหนาในเมืองหานตานเมื่อช่วงเช้าวันศุกร์ทำให้ทัศนวิสัยบางจุดลดลงเหลือต่ำกว่า 20 เมตร รถยนต์ต้องเปิดไฟตัดหมอกและสัญญาณฉุกเฉินเพื่อขับอย่างระมัดระวัง ขณะที่หลายพื้นที่ของมณฑลยังคงมีหมอกหนาปกคลุมตลอดช่วงเที่ยงวัน

ส่วนมณฑลเหอหนาน ทางตอนกลางของจีน ได้รับผลกระทบงวงกว้างเช่นกัน โดยศูนย์อุตุนิยมวิทยาเหอหนานออกประกาศเตือนภัยหมอกในระดับสีเหลือง ตั้งแต่ช่วงเย็นวันพฤหัสบดี ครอบคลุมกว่า 30 เมือง รวมถึงนครหลวงเจิ้งโจว ซึ่งทัศนวิสัยลดลงต่ำกว่า 200 เมตร ทำให้การเดินทางในช่วงเช้าเป็นไปอย่างยากลำบาก

ที่มณฑลเจียงซู เมืองเหลียนหยุนกังต้องปิดทางเข้าทางด่วน 3 แห่งตั้งแต่ช่วงตี 2 ของวันศุกร์ เนื่องจากหมอกหนาจัด ก่อนจะเปิดใช้งานอีกครั้งในช่วงสายหลังหมอกเริ่มจางลง ขณะที่มณฑลอันฮุยทางตะวันออกของประเทศ ก็ออกประกาศเตือนภัยหมอก ในระดับสีเหลืองเช่นกัน โดยหมอกหนาปกคลุมพื้นที่ทางเหนือของแม่น้ำแยงซี รวมถึงเมืองเหอเฟย เมืองเอกของมณฑล

ข้อมูลจากสำนักงานอุตุนิยมวิทยาอันฮุยระบุว่า ทัศนวิสัยในหลายพื้นที่ลดลงเหลือต่ำกว่า 500 เมตร และบางจุดต่ำกว่า 200 เมตร ทำให้ต้องปิดด่านเก็บเงินบนทางหลวงกว่า 85 แห่งชั่วคราว ก่อนกลับมาเปิดอีกครั้งในช่วงสายวันศุกร์

เจ้าหน้าที่เตือนประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกของจีนให้เพิ่มความระมัดระวัง โดยเฉพาะในช่วงเช้ามืดและช่วงค่ำของสุดสัปดาห์นี้ เนื่องจากมีแนวโน้มที่หมอกหนาอาจกลับมาปกคลุมอีกระลอก หากสภาพอากาศยังคงมีความชื้นสูงและลมสงบ.

ที่มา : Newsflare

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ หมอกหนาจัด

ปิดตำนานขบวนการ 5 สี “ซูเปอร์ เซ็นไต” ซีรีส์ต้นฉบับ “พาวเวอร์ เรนเจอร์ส” หลังออกอากาศมาครึ่งศตวรรษ

ปิดตำนานขบวนการ 5 สี "ซูเปอร์ เซ็นไต" ซีรีส์ต้นฉบับ "พาวเวอร์ เรนเจอร์ส" หลังออกอากาศมาครึ่งศตวรรษ

1 พ.ย. 2568 07:34 น.

ปิดตำนานขบวนการ 5 สี “ซูเปอร์ เซ็นไต” ซีรีส์ต้นฉบับ “พาวเวอร์ เรนเจอร์ส” หลังออกอากาศมาครึ่งศตวรรษ

ภาพ : Power Rangers

“ซูเปอร์ เซ็นไต” ขบวนการยอดมนุษย์ 5 สี ซีรีส์ต้นฉบับของ “พาวเวอร์ เรนเจอร์ส” เตรียมปิดฉากหลังออกอากาศยาวนานครึ่งศตวรรษ เหตุรายได้สินค้าลิขสิทธิ์และอีเวนต์ไม่พอชดเชยต้นทุน ด้านแฟนคลับทั่วโลกสุดอาลัย

วันที่ 31 ตุลาคม 2568 สื่อญี่ปุ่นรายงานว่า ซีรีส์ฮีโร่ระดับตำนานของญี่ปุ่นอย่าง “ซูเปอร์ เซ็นไต” (Super Sentai) ซึ่งเป็นต้นแบบของขบวนการฮีโร 5 สี ซีรีส์ดัง “พาวเวอร์ เรนเจอร์ส” (Power Rangers) ของสหรัฐฯ เตรียมจะอวสานหลังจากออกอากาศต่อเนื่องยาวนานถึง 50 ปี โดยแหล่งข่าวระบุว่า ยอดขายสินค้าของเล่นและกิจกรรมต่าง ๆ ลดลงจนไม่สามารถครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการผลิตได้ ขณะที่สถานีโทรทัศน์ ทีวี อาซาฮี ผู้ผลิตรายการ ปฏิเสธให้ความเห็นเกี่ยวกับ แผนผังรายการในอนาคต

ซีรีส์ซูเปอร์ เซ็นไต  ออกอากาศครั้งแรกในปี พ.ศ. 2518 มีเอกลักษณ์คือกลุ่มวัยรุ่น 5 คนที่สามารถแปลงร่างเป็นยอดมนุษย์สวมชุดหลากสี ต่อสู้กับเหล่ามนุษย์ต่างดาว ซึ่งกลายเป็นต้นแบบของพาวเวอร์ เรนเจอร์ส และซีรีส์ฮีโร่อื่น ๆ ทั่วเอเชีย

รายการนี้ไม่เพียงเป็นพื้นที่แจ้งเกิดของนักแสดงญี่ปุ่นมากมาย แต่ยังเป็นเครื่องมือส่งเสริมการตลาดของเล่น เสื้อผ้า และของสะสมอีกด้วย แฟนการ์ตูนและของเล่นทั่วโลกต่างมองว่าซูเปอร์ เซ็นไต คือประตูสู่โลกวัฒนธรรมฮีโร่และมังงะของญี่ปุ่น

โดยข่าวการปิดฉากซูเปอร์ เซ็นไต ทำให้แฟน ๆ และคนดังต่างร่วมแสดงความเสียใจ ดาราสาวชื่อดัง เคโกะ คิตางาวะ โพสต์ข่าวพร้อมข้อความว่า “สิ้นหวัง” ซึ่งมียอดเข้าชมบน X กว่า 15 ล้านครั้ง ขณะที่นักแสดง ยะสุฮิสะ ฟุรุฮาระ ผู้เคยรับบทเป็นหนึ่งในฮีโร่ของทีม กล่าวอย่างภาคภูมิว่า “ภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์”

ขณะเดียวกัน แฟนคลับจำนวนมากโพสต์รำลึกความทรงจำ หลายคนเล่าว่าพ่อแม่เคยดูซูเปอร์ เซ็นไต ตอนเด็ก ๆ และตอนนี้ลูก ๆ ของพวกเขาก็กำลังดูภาคปัจจุบันอยู่ พร้อมระบุว่าน่าเสียดายอย่างมาก และตั้งคำถามว่า ต่อไปเด็กผู้ชายยุคนี้จะดูอะไรกัน.

ที่มา KyodoNews

สหรัฐฯ -อินเดียลงนามสัญญาความร่วมมือด้านกลาโหมระยะ 10 ปี ท่ามกลางความตึงเครียดจากมาตรการภาษีทรัมป์

สหรัฐฯ -อินเดียลงนามสัญญาความร่วมมือด้านกลาโหมระยะ 10 ปี ท่ามกลางความตึงเครียดจากมาตรการภาษีทรัมป์

1 พ.ย. 2568 06:25 น.

สหรัฐฯ -อินเดียลงนามสัญญาความร่วมมือด้านกลาโหมระยะ 10 ปี ท่ามกลางความตึงเครียดจากมาตรการภาษีทรัมป์

สหรัฐฯ -อินเดียลงนามสัญญาความมั่นคงระยะยาว 10 ปี หวังยกระดับการแบ่งปันข้อมูล เทคโนโลยีความมั่นคงในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ท่ามกลางความตึงเครียดจากมาตรการภาษีทรัมป์ที่เล่นงานอินเดียหนักถึง 50%

วันที่ 31 ตุลาคม 2568 นายพีต เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ และ นายราจนาถ สิงห์ รัฐมนตรีกลาโหมอินเดียร่วมลงนามในกรอบข้อตกลงความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศระยะเวลา 10 ปี หลังการประชุมร่วมกันที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ของมาเลเซีย 

โดยนายเฮกเซธ ระบุว่า ข้อตกลงฉบับนี้จะช่วยเสริมสร้างการประสานงาน การแบ่งปันข้อมูล และความร่วมมือทางเทคโนโลยี รวมทั้งส่งเสริมเสถียรภาพและการป้องปรามในภูมิภาค  โดยจะเป็นแนวทางเชิงนโยบายให้กับความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงระหว่างสองประเทศในระยะยาว

ด้านนายราจนาถ สิงห์ ระบุว่า นี่คือสัญญาณแห่งความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และจะเปิดศักราชใหม่แห่งพันธมิตรระหว่างอินเดียและสหรัฐฯ ความร่วมมือด้านกลาโหมยังคงเป็นเสาหลักสำคัญของความสัมพันธ์ทวิภาคี ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการคงไว้ซึ่งภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกที่เสรี เปิดกว้าง และยึดหลักกติกา 

ทั้งนี้ ข้อตกลงฉบับนี้เกิดขึ้นในช่วงที่สหรัฐฯ และอินเดีย พยายามเจรจาข้อตกลงการค้าใหม่ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากอินเดีย 50% รวมถึงบทลงโทษเพิ่มเติม 25% สำหรับการซื้อน้ำมันและอาวุธจากรัสเซีย อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทั้งสองประเทศอยู่ระหว่างการเจรจาข้อตกลงทางการค้าฉบับใหม่ ซึ่งคาดว่าจะบรรลุผลภายในเดือนพฤศจิกายนนี้.

ที่มา BBC

ภาพ Pete Hegseth/Twitter

ตร.กัมพูชาบุกจับเครือข่ายจีน-กัมพูชา เปิดโกดังกลางพนมเปญ ลอบนำเข้าอุปกรณ์เทคโนโลยีสแกมเมอร์

ตร.กัมพูชาบุกจับเครือข่ายจีน-กัมพูชา เปิดโกดังกลางพนมเปญ ลอบนำเข้าอุปกรณ์เทคโนโลยีสแกมเมอร์

1 พ.ย. 2568 04:21 น.

ตร.กัมพูชาบุกจับเครือข่ายจีน-กัมพูชา เปิดโกดังกลางพนมเปญ ลอบนำเข้าอุปกรณ์เทคโนโลยีสแกมเมอร์

ตร.กัมพูชาบุกค้นโกดังในกรุงพนมเปญ ยึดของกลางมือถือกว่า 2,000 เครื่อง คอมพิวเตอร์หลายร้อยชุด พร้อมซิมการ์ดนับหมื่นใบ จับผู้ต้องหา 7 ราย ทั้งชาวจีนและกัมพูชา พัวพันขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติ

วันที่ 31 ตุลาคม 2568 สำนักข่าวเฟรชนิวส์ ของกัมพูชารายงานว่า ตำรวจกัมพูชานำชุดปฏิบัติการพิเศษ บุกตรวจค้นบ้านพักกลางกรุงพนมเปญที่ถูกใช้เป็นสถานที่นำเข้าและจำหน่ายอุปกรณ์เทคโนโลยีและสื่อสาร เพื่อสนับสนุนขบวนการหลอกลวงทางออนไลน์ โดยตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 7 คน เป็นชาวจีน 3 คน รวมหัวหน้าเครือข่าย และชาวกัมพูชา 4 คน

จากการตรวจค้น เจ้าหน้าที่พบของกลางจำนวนมาก อาทิ โทรศัพท์มือถือ 2,323 เครื่อง  อุปกรณ์อินเทอร์เน็ตดาวเทียม Starlink 12 ชุด  หน้าจอ LCD 48 เครื่อง  คอมพิวเตอร์แบบ All-in-One 447 เครื่อง  เคสคอมพิวเตอร์ 147 ชุด จอมอนิเตอร์ 239 เครื่อง  เครื่องชาร์จโทรศัพท์หลายเครื่องพร้อมกัน 343 ชุด  เราเตอร์ Wi-Fi 89 เครื่อง และซิมการ์ดจากต่างประเทศกว่า 18,950 ใบ รวมถึงซิมท้องถิ่นอีกจำนวนมาก

จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า อุปกรณ์ทั้งหมดถูกใช้เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยเฉพาะซิมการ์ดจากต่างประเทศ เช่น สหรัฐฯ ตุรกี ไทย เวียดนาม มาเลเซีย เม็กซิโก สเปน และอิตาลี ซึ่งถูกนำไปสร้างบัญชีปลอมบนแอปพลิเคชันต่าง ๆ รวมถึงเปิดบัญชีธนาคารปลอม เพื่อใช้หลอกลวงเหยื่อในหลายประเทศ

ผู้ต้องหาทั้งหมดรับสารภาพว่า ได้รับคำสั่งให้นำอุปกรณ์ไปส่งตามจังหวัดต่าง ๆ ของกัมพูชา เพื่อสนับสนุนฐานปฏิบัติการหลอกลวงทางออนไลน์ในพื้นที่อื่น ๆ

หลังปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่ได้ส่งตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางให้พนักงานอัยการศาลเทศบาลพนมเปญดำเนินคดีตามกฎหมาย และอยู่ระหว่างขยายผลหาผู้ร่วมขบวนการและแหล่งนำเข้าอุปกรณ์เทคโนโลยีที่ผิดกฎหมาย เพื่อดำเนินการทางกฎหมายต่อไป.

ที่มา Fresh News