พายุเฮอริเคน “เมลิสซา” พัดถล่มแคริบเบียน ยอดดับพุ่ง 49 ศพ จาเมกาอ่วมหนัก ไร้น้ำไฟนานหลายวัน

พายุเฮอริเคน “เมลิสซา” พัดถล่มแคริบเบียน ยอดดับพุ่ง 49 ศพ จาเมกาอ่วมหนัก ไร้น้ำไฟนานหลายวัน

31 ต.ค. 2568 23:13 น.

พายุเฮอริเคน “เมลิสซา” พัดถล่มแคริบเบียน ยอดดับพุ่ง 49 ศพ จาเมกาอ่วมหนัก ไร้น้ำไฟนานหลายวัน

เฮอริเคนเมลิสซา พัดถล่มจาเมกา และเฮติ คร่าแล้ว 49 ศพ บ้านเรือนของประชาชนพังราบ หน่วยกู้ภัยเข้าถึงยาก ถนนขาด น้ำ-ไฟดับทั่วเกาะ ประชาชนหลายหมื่นคนรอความช่วยเหลือ ขณะที่คิวบาอพยพกว่า 7 แสนคน

วันที่ 30 ตุลาคม 2568 สำนักข่าวบีบีซี รายงานว่า ยอดผู้เสียชีวิตจาก พายุเฮอร์ริเคน “เมลิสซา” ( Melissa) เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 49 ศพ ในภูมิภาคแคริบเบียน โดยเฉพาะที่จาเมกาเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 19 ศพ และใน เฮติมีผู้เสียชีวิตอีก 30 ศพ ขณะที่หลายพื้นที่ยังถูกตัดขาดจากโลกภายนอก

ดานา มอร์ริส ดิกสัน รัฐมนตรีสารสนเทศของจาเมกาเผยว่า  มีชุมชนทั้งหมู่บ้านที่ถูกตัดขาด และบางพื้นที่แทบราบเรียบ  โดยเฉพาะทางตะวันตกของประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ไฟฟ้าและน้ำประปาใช้ไม่ได้ทั่วเกาะ ประชาชนหลายพันคนต้องช่วยกันกู้ซากบ้านเรือนและทรัพย์สินจากโคลนและน้ำท่วม

แม้สนามบินหลักในกรุงคิงส์ตันกลับมาเปิดใช้งานได้บางส่วน แต่สนามบินภูมิภาคหลายแห่งยังไม่สามารถให้บริการเต็มที่ ถนนหลายสายพังเสียหายจนขนส่งความช่วยเหลือไม่ได้ อาทิ เส้นทางจากเมืองแมนเดวิลถึงแบล็คริเวอร์ ซึ่งปกติใช้เวลา 1 ชั่วโมง ต้องใช้เวลากว่า 8 ชั่วโมง เพราะถนนพังและเต็มไปด้วยต้นไม้หักโค่น

ภาพดาวเทียมเผยให้เห็นว่าหมู่บ้านบางแห่งในจาเมกาแทบถูกพายุถล่มจนไม่เหลือสิ่งปลูกสร้าง ขณะที่ชาวบ้านจำนวนมากบอกว่าไม่มีคำใดอธิบายความเสียหายได้

โดยที่ เฮติ พายุก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันจากแม่น้ำล้นตลิ่งที่เมือง เปอตีต์-โกฟ มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 30 ศพ และประชาชนราว 15,000 คน ต้องอพยพไปอยู่ในศูนย์พักพิงกว่า 120 แห่ง ตามรายงานขององค์การสหประชาชาติ

ส่วนใน คิวบา ทางการระบุว่ามีประชาชนกว่า 3 ล้านคน เผชิญสภาวะเสี่ยงชีวิต จากพายุ แต่สามารถอพยพได้แล้วราว 735,000 คน ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต แต่มีชุมชนกว่า 240 แห่ง ถูกตัดขาดจากน้ำท่วมและดินถล่ม

พายุเมลิสซาขึ้นฝั่งที่จาเมกาเมื่อวันอังคาร ที่ผ่านมา ด้วยความเร็วลมสูงสุดถึง 295 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จัดเป็นพายุระดับ 5 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด ก่อนจะเคลื่อนต่อไปถล่มเฮติ คิวบา และมุ่งหน้าสู่เบอร์มิวดา.

ทรัมป์กำหนดเพดานรับผู้ลี้ภัยต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 7,500 คน เน้นคนผิวขาวแอฟริกาใต้

ทรัมป์กำหนดเพดานรับผู้ลี้ภัยต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 7,500 คน เน้นคนผิวขาวแอฟริกาใต้

31 ต.ค. 2568 15:22 น.

ทรัมป์กำหนดเพดานรับผู้ลี้ภัยต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 7,500 คน เน้นคนผิวขาวแอฟริกาใต้

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้กำหนดเพดานการรับผู้ลี้ภัยเข้าประเทศในปีงบประมาณ 2026 ไว้เพียง 7,500 คน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ ตามเอกสารจากทำเนียบขาวที่เผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดี (30 ต.ค.) โดยระบุว่าการรับผู้ลี้ภัยจะมุ่งเน้นไปที่ชาวแอฟริกาใต้เชื้อสายยุโรป หรือ “อัฟริคานเนอร์”

ในเอกสารกำหนดผู้ลี้ภัยประจำปีลงวันที่ 30 กันยายน ทรัมป์ระบุว่าการรับผู้ลี้ภัยจะมุ่งเน้นไปที่ชาวแอฟริกาใต้เชื้อสายยุโรป หรือ “อัฟริคานเนอร์” ทรัมป์อ้างว่าชาวอัฟริคานเนอร์เผชิญกับการประหัตประหารจากเชื้อชาติในประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นคนผิวสี แม้ว่ารัฐบาลแอฟริกาใต้จะปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวก็ตาม

ทั้งนี้ ตัวเลข 7,500 คน นับว่าลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ลี้ภัย 100,000 คน ที่ได้รับอนุญาตภายใต้รัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน ในปีงบประมาณ 2024

ทรัมป์เคยสั่งระงับการรับผู้ลี้ภัยทั้งหมดเมื่อเข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคม โดยกล่าวว่าจะเริ่มใหม่ก็ต่อเมื่อเป็น “ผลประโยชน์สูงสุดของสหรัฐฯ” เท่านั้น และไม่กี่สัปดาห์ต่อมา เขาได้เริ่มความพยายามที่จะรับชาวอัฟริคานเนอร์ ซึ่งก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มสนับสนุนผู้ลี้ภัย โดยสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าจนถึงต้นเดือนกันยายน มีชาวแอฟริกาใต้เพียง 138 คน เท่านั้นที่เดินทางเข้าสหรัฐฯ ได้

ในเอกสารที่เผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดี ทรัมป์กล่าวว่ารัฐบาลของเขาจะพิจารณารับ “เหยื่อของการเลือกปฏิบัติที่ผิดกฎหมายหรือไม่เป็นธรรมในมาตุภูมิของตน” เข้ามาด้วย นอกจากนี้ เอกสารภายในที่ร่างโดยเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ เมื่อเดือนเมษายนยังชี้ให้เห็นว่าอาจมีการให้ความสำคัญกับชาวยุโรป ที่ถูกกำหนดเป้าหมายเนื่องจากการแสดงความคิดเห็นบางอย่าง เช่น การต่อต้านการย้ายถิ่นฐานจำนวนมากหรือการสนับสนุนพรรคการเมืองประชานิยม แม้ว่ากลุ่มชาวยุโรปและกลุ่มอื่น ๆ จะไม่ได้ถูกระบุชื่อในแผนผู้ลี้ภัยที่เปิดเผยต่อสาธารณะของทรัมป์ก็ตาม

กฎหมายของสหรัฐฯ กำหนดให้ฝ่ายบริหารต้องปรึกษาหารือกับสมาชิกสภาคองเกรสก่อนการกำหนดจำนวนผู้ลี้ภัย แต่สมาชิกสภานิติบัญญัติจากพรรคเดโมแครตระบุเมื่อวันที่ 30 กันยายนว่า การประชุมดังกล่าวไม่เคยเกิดขึ้น

สส. เจมี่ รัสกิน สว. ดิก เดอร์บิน และสมาชิกสภานิติบัญญัติพรรคเดโมแครตคนอื่น ๆ ได้ออกแถลงการณ์ว่า การกำหนดเพดานผู้ลี้ภัยที่ต่ำของทรัมป์นั้น “ไม่เพียงแต่ไม่มีเหตุผลทางศีลธรรมเท่านั้น แต่ยังผิดกฎหมายและเป็นโมฆะ”

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่อาวุโสของรัฐบาลทรัมป์คนหนึ่งโทษว่า การหารือล่าช้าเนื่องจากการปิดหน่วยงานรัฐบาล หรือ ชัตดาวน์ ที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม และกล่าวว่าจะไม่มีการรับผู้ลี้ภัยใดๆ จนกว่าจะมีการหารือเกิดขึ้น

ในขณะเดียวกัน ในระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลทรัมป์ได้เรียกร้องให้ประเทศอื่นๆ เข้าร่วมในแคมเปญระดับโลกเพื่อลดการคุ้มครองผู้ลี้ภัย ซึ่งนับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่มุ่งหวังจะปรับเปลี่ยนกรอบการย้ายถิ่นฐานหลังสงครามโลกครั้งที่สอง.

ที่มา Reuters

สิงคโปร์ยึดทรัพย์ 3,700 ล้าน ขยายผลสอบคดีฟอกเงินเครือ “Prince Group” กัมพูชา

สิงคโปร์ยึดทรัพย์ 3,700 ล้าน ขยายผลสอบคดีฟอกเงินเครือ "Prince Group" กัมพูชา

31 ต.ค. 2568 13:36 น.

สิงคโปร์ยึดทรัพย์ 3,700 ล้าน ขยายผลสอบคดีฟอกเงินเครือ “Prince Group” กัมพูชา

ตำรวจสิงคโปร์ได้ยึดทรัพย์สินและออกคำสั่งห้ามจำหน่ายทรัพย์สินหลายรายการ ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 150 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 3,728 ล้านบาท) รวมถึงอสังหาริมทรัพย์ 6 แห่ง เพื่อดำเนินการสอบสวนคดีปลอมแปลงเอกสารและฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับ Prince Holding Group หนึ่งในกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่สุดของกัมพูชา และนายเฉิน จื้อ ผู้ก่อตั้ง โดยการสืบสวนนี้เป็นผลมาจากการประสานงานกับหน่วยงานระหว่างประเทศ

ตำรวจสิงคโปร์เปิดปฏิบัติการตรวจค้นครั้งใหญ่ทั่วประเทศเมื่อวันพฤหัสบดี (30 ต.ค.) ยึดและอายัดทรัพย์สินรวมมูลค่ากว่า 150 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 3,728 ล้านบาท) ภายใต้การสอบสวนคดี ฟอกเงินและปลอมแปลงเอกสาร ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ของกัมพูชา Prince Holding Group และนายเฉิน จื้อ ผู้ก่อตั้ง 

แถลงการณ์จากสำนักงานตำรวจสิงคโปร์ระบุว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ดำเนินการในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยมีการยึดและออกคำสั่งห้ามจำหน่ายหรือโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน 6 แห่ง รวมถึงบัญชีธนาคาร บัญชีหลักทรัพย์ เงินสด และทรัพย์สินทางการเงินอื่น ๆ รวมมูลค่ากว่า 150 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ นอกจากนี้ยังมีการอายัดเรือยอชต์ รถยนต์ 11 คัน และสุราหลายขวด ที่เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว

ตำรวจเปิดเผยว่า ขณะนี้เฉิน จื้อ วัย 37 ปี และเครือข่ายผู้ร่วมขบวนการไม่ได้อยู่ในสิงคโปร์ และการสอบสวนยังคงดำเนินต่อไป โดยได้รับข้อมูลด้านข่าวกรองทางการเงินจากสำนักงานรายงานธุรกรรมต้องสงสัยตั้งแต่ปี 2024

การสอบสวนดังกล่าวได้รับแรงสนับสนุนจากข้อมูลเพิ่มเติมของหน่วยงานในสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 14 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งได้ออกประกาศเกี่ยวกับ Prince Group และนายเฉิน จื้อ ตำรวจสิงคโปร์จึงได้ร่วมมือกับเครือข่าย Anti-Money Laundering Case Coordination and Collaboration Network ซึ่งมีธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) เป็นแกนนำ เพื่อเดินหน้าปฏิบัติการครั้งนี้

ธนาคารกลางสิงคโปร์ยืนยันในแถลงการณ์ว่าได้ร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับตำรวจ และเปิดเผยว่าสถาบันการเงินหลายแห่งได้ยื่นรายงานธุรกรรมต้องสงสัยตั้งแต่ปี 2022 พร้อมใช้มาตรการลดความเสี่ยง เช่น ปิดบัญชีที่เข้าข่ายต้องสงสัย ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้เงินจำนวนมากเข้าสู่ระบบการเงินของประเทศ

นางหลู่ เซียวอี้ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายนโยบายและอาชญากรรมทางการเงินของ MAS กล่าวย้ำว่า “การต่อสู้กับอาชญากรรมทางการเงินจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระดับโลก เนื่องจากเงินผิดกฎหมายมักเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดน เราจะทำงานใกล้ชิดกับหน่วยงานต่างประเทศและสถาบันการเงินเพื่อปกป้องระบบการเงินของสิงคโปร์จากกิจกรรมผิดกฎหมายทุกรูปแบบ”

ด้าน เดวิด ชิว ผู้อำนวยการกรมสอบสวนอาชญากรรมทางพาณิชย์ ระบุว่า “สิงคโปร์จะรักษาความซื่อสัตย์ในฐานะศูนย์กลางการเงินระดับโลกที่ยึดมั่นในหลักนิติธรรม เราจะไม่ยอมให้บุคคลหรือกลุ่มอาชญากรใช้ระบบการเงินของเราหาประโยชน์ในทางผิดกฎหมาย” พร้อมระบุว่าคดีนี้เป็น “เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติขนาดใหญ่ที่ซับซ้อน” ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด

ตามกฎหมายของสิงคโปร์ ความผิดฐานฟอกเงินมีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนความผิดฐานปลอมแปลงเอกสารเพื่อหลอกลวง มีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี และปรับเพิ่มเติม ทั้งนี้ ตำรวจยังคงดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมเกี่ยวกับเส้นทางการเงินของ Prince Holding Group และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง.

ที่มา CNA

ไต้หวันไม่ต้องการ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ปธน.ไล่ ชิง-เต๋อ ลั่นต้องปกป้องตนเอง

ไต้หวันไม่ต้องการ  "หนึ่งประเทศ สองระบบ"  ปธน.ไล่ ชิง-เต๋อ ลั่นต้องปกป้องตนเอง

31 ต.ค. 2568 11:57 น.

ไต้หวันไม่ต้องการ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ปธน.ไล่ ชิง-เต๋อ ลั่นต้องปกป้องตนเอง

ประธานาธิบดีไล่ ชิง-เต๋อ แห่งไต้หวัน ออกมาปฏิเสธความพยายามล่าสุดของรัฐบาลจีนที่ต้องการให้ไต้หวันอยู่ภายใต้การปกครองของจีน โดยยืนยันว่าไต้หวันจะไม่ยอมรับหลักการ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” แต่จะยึดมั่นในประชาธิปไตยและพร้อมที่จะปกป้องตนเอง คำกล่าวนี้มีขึ้นหลังจีนใช้ถ้อยคำที่แข็งกร้าวยิ่งขึ้น โดยระบุว่าจะ “ไม่ตัดโอกาส” ในการใช้กำลังต่อไต้หวัน

ประธานาธิบดีไล่ ชิง-เต๋อ ซึ่งถูกจีนมองว่าเป็น “ผู้แบ่งแยกดินแดน” ได้กล่าวต่อทหารที่ฐานทัพในเมืองหูโข่ว ทางตอนเหนือของไต้หวัน วันนี้ (31 ต.ค.) โดยย้ำว่า “มีเพียงความแข็งแกร่งเท่านั้นที่สามารถนำมาซึ่งสันติภาพที่แท้จริงได้”

ประธานาธิบดีไล่กล่าวอย่างชัดเจนว่า “เรา ปฏิเสธ ‘หนึ่งประเทศ สองระบบ’ เพราะเราจะยึดมั่นในระบบรัฐธรรมนูญที่เป็นเสรีและประชาธิปไตยของเราตลอดไป” เขาเสริมว่า “การยอมรับข้อเรียกร้องของผู้รุกรานและการละทิ้งอธิปไตยไม่สามารถนำมาซึ่งสันติภาพได้อย่างแน่นอน ดังนั้น เราต้องธำรงไว้ซึ่งสถานะที่เป็นอยู่ด้วยศักดิ์ศรีและความมุ่งมั่น ต่อต้านการผนวกดินแดน การรุกราน และการผลักดันให้เกิดการรวมชาติโดยใช้กำลัง”

นายไล่เน้นย้ำว่า สาธารณรัฐจีน (ชื่ออย่างเป็นทางการของไต้หวัน) และสาธารณรัฐประชาชนจีน นั้น “ไม่ได้เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของกันและกัน” และชะตากรรมของไต้หวันจะถูกตัดสินโดยประชาชนเท่านั้น

จนถึงขณะนี้ ไม่มีพรรคการเมืองใหญ่ใดในไต้หวันที่สนับสนุนแนวคิด “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ของจีน

ประธานาธิบดีไล่กล่าวว่า “การที่ชาวไต้หวันปกป้องอธิปไตยและรักษาการดำเนินชีวิตแบบประชาธิปไตยและเสรีภาพ ไม่ควรถือเป็นการยั่วยุ การลงทุนในด้านการป้องกันประเทศคือการลงทุนในสันติภาพ” นายไล่ได้ให้คำมั่นที่จะเพิ่มการใช้จ่ายด้านกลาโหมให้เป็น 5% ของจีดีพี ภายในปี 2030 เพื่อเสริมสร้างการป้องกันตนเองจากภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นจากจีน

ผู้นำไต้หวันเข้าร่วมพิธีการรับมอบ รถถัง M1A2T Abrams ชุดแรกของกองทัพไต้หวัน ซึ่งผลิตโดยบริษัท General Dynamics Land Systems ของสหรัฐฯ โดยไต้หวันได้รับมอบรถถังแล้ว 80 คัน จากที่สั่งซื้อทั้งหมด 108 คัน

ทั้งนี้ สหรัฐฯ ถือเป็นผู้สนับสนุนและซัพพลายเออร์อาวุธรายสำคัญที่สุดของไต้หวัน แม้จะไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการก็ตาม โดยกฎหมายสหรัฐฯ กำหนดให้ต้องจัดหาเครื่องมือให้ไต้หวันสามารถป้องกันตนเองได้

ในวันเดียวกันนั้น นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้พบกับ นายตง จุน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจีน ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยเน้นย้ำถึงความกังวลของสหรัฐฯ ต่อกิจกรรมของจีนทั้งในพื้นที่รอบไต้หวันและในทะเลจีนใต้ที่มีข้อพิพาท.

เกาหลีใต้จัดงานส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและความงามเมืองอินชอน พร้อมผลักดันสู่ระดับโลก

เกาหลีใต้จัดงานส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและความงามเมืองอินชอน พร้อมผลักดันสู่ระดับโลก

31 ต.ค. 2568 11:28 น.

เกาหลีใต้จัดงานส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและความงามเมืองอินชอน พร้อมผลักดันสู่ระดับโลก

เกาหลีใต้จัดงานส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพ ความงาม ระหว่างไทยและเกาหลีใต้ พร้อมผลักดันอินชอนเป็นเมืองศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ระดับโลก 

วันที่ 30 ตุลาคม 2568 องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวอินชอน ร่วมกับทีมแพทย์อินชอน จัดโรดโชว์และการประชุมบีทูบี งาน “2025 Incheon Medical & Wellness Tourism in Thailand” เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพระหว่างไทยและเกาหลีใต้ พร้อมผลักดันอินชอนเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ระดับโลก 

งานนี้มีโรงพยาบาล สถาบันสุขภาพ และคลินิกความงามระดับแนวหน้าจากเกาหลีใต้ พร้อมด้วยพันธมิตรจากไทยกว่า 20 สถาบันการแพทย์และผู้แทนภาคธุรกิจสุขภาพเข้าร่วมงาน เพื่อหารือเกี่ยวกับโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพร่วมกัน 


โดยทีมแพทย์อินชอนตัวแทนจากเกาหลีใต้ได้แก่ ศูนย์การแพทย์กิล มหาวิทยาลัยกาชน โรงพยาบาลอิน คลินิกศัลยกรรมตกแต่งทามิ ท็อกซ์นฟิล ซองโด และผู้ประกอบการขาเข้า ได้แก่ บริษัท อาร์จี แฟคทอรี่ จำกัด และบริษัท ออคิซ จำกัด ซึ่งคณะผู้แทนได้เน้นย้ำถึงความเชี่ยวชาญขั้นสูงของอินชอน โครงสร้างพื้นฐานทางการแพทย์ที่ทันสมัย และโครงการส่งเสริมสุขภาพที่ดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งมุ่งกระชับความร่วมมือกับพันธมิตรชาวไทย 

โดยอินชอนผสมผสานสิ่งอำนวยความสะดวกทางการแพทย์ที่ทันสมัยเข้ากับทรัพยากรสุขภาพที่มุ่งเน้นการรักษา ทำให้อินชอนเป็นจุดหมายปลายทางที่โดดเด่นสำหรับการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ด้วยบริการล่าม บริการผู้ช่วยส่วนตัว และโปรแกรมฟื้นฟูก่อนและหลังการรักษา เมืองอินชอนจึงมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์แบบครบวงจรอย่างแท้จริงให้กับผู้ป่วยชาวต่างชาติ


นายชิน บยองซอล ผู้อำนวยการสำนักสาธารณสุขและสวัสดิการเมืองอินชอน กล่าวว่า  ปัจจุบันอินชอนกำลังก้าวสู่การเป็นเมืองศูนย์กลางด้านการดูแลสุขภาพระดับโลก (Global Healthcare City) การมาเยือนประเทศไทยของเมืองอินชอนในครั้งนี้คือการเชื่อมโยงเทคโนโลยีทางการแพทย์อันล้ำสมัยของอินชอน เข้ากับตลาดการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ที่มีศักยภาพและเติบโตอย่างรวดเร็วของประเทศไทย และได้บรรลุข้อตกลงในการพัฒนาแพ็กเกจการแพทย์สุขภาพแบบบูรณาการเฉพาะบุคคล ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ป่วยชาวไทยโดยเฉพาะ 

เขากล่าวว่า เมืองอินชอนยังมีแผนจะดำเนินโครงการสนับสนุนด้านการแพทย์ สำหรับประชาชนชาวไทยเพื่อขยายความร่วมมือทางการแพทย์ให้กว้างไกลยิ่งขึ้น และสร้างความเชื่อมั่นซึ่งกันและกันอย่างยั่งยืนในระยะยาว พร้อมมั่นใจว่านี่คือคุณค่าที่แท้จริงของ K-Healthcare 

ทางด้านจอง โซยอน องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวอินชอน กล่าวว่า  ความงามและสปา เป็นหมวดที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ อุตสาหกรรม K-Beauty ของเกาหลีเป็นที่ยอมรับในระดับโลก และอินชอนก็โดดเด่นด้วยโรงแรมรีสอร์ทระดับพรีเมียม สปาหรู และคลินิกความงามคุณภาพสูงที่ตั้งอยู่ใกล้สนามบิน จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์สปาหรือบิวตี้โปรแกรมในระยะเวลาสั้น ๆ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากประเทศไทย ญี่ปุ่น และจีนที่ให้ความนิยมอย่างต่อเนื่อง  

ขณะเดียวกัน พัค มีรัน หัวหน้าทีมเมืองอินชอน กล่าวว่า  การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์นับเป็นอุตสาหกรรมมูลค่าสูงที่สามารถเพิ่มรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติและกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในปีที่แล้ว อินชอนสามารถดึงดูดผู้ป่วยชาวต่างชาติได้ถึง 21,387 ราย และได้ดำเนินโครงการพัฒนาคลัสเตอร์บูรณาการด้านการแพทย์และสุขภาพ (Medical-Wellness Convergence Cluster) ตั้งแต่ปี 2566 ถึง 2568 โครงการนี้คาดว่าจะช่วยสร้างรายได้เพิ่มขึ้น ไม่เพียงจากการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องในท้องถิ่น อาทิ ที่พัก ร้านอาหาร และการขนส่ง วิสัยทัศน์ระยะยาวของอินชอนคือการก้าวสู่การเป็น เมืองบูรณาการการแพทย์และสุขภาพ  (Medical-Wellness Convergence City) และยกระดับให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพชั้นนำแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ.

นักวิเคราะห์ชี้ กษัตริย์ชาร์ลสถอดยศเจ้าชายแอนดรูว์ หวังสะสางราชวงศ์เพื่อรักษาสถาบัน

นักวิเคราะห์ชี้ กษัตริย์ชาร์ลสถอดยศเจ้าชายแอนดรูว์ หวังสะสางราชวงศ์เพื่อรักษาสถาบัน

31 ต.ค. 2568 11:23 น.

นักวิเคราะห์ชี้ กษัตริย์ชาร์ลสถอดยศเจ้าชายแอนดรูว์ หวังสะสางราชวงศ์เพื่อรักษาสถาบัน

นักวิชาการชี้ การถอดยศเจ้าชายแอนดรูว์และขับออกจากที่ประทับคือมาตรการขั้นสูงสุด ของกษัตริย์ชาร์ลส์ที่มุ่งฟื้นภาพลักษณ์ราชวงศ์ หลังกรณีอื้อฉาวสัมพันธ์กับเจฟฟรีย์ เอปสตีนยืดเยื้อมานานหลายปี

การตัดสินใจของสมเด็จพระราชาธิบดีชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร ในการถอดยศและปลดเจ้าชายแอนดรูว์ออกจากฐานันดรศักดิ์ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของราชวงศ์วินด์เซอร์ และสะท้อนถึงความพยายามของกษัตริย์ในการจัดระเบียบบ้าน เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของสถาบันพระมหากษัตริย์ในยุคใหม่

แหล่งข่าวจาก พระราชวังบักกิงแฮม ยืนยันเมื่อวันพฤหัสบดีว่า เจ้าชายแอนดรูว์จะถูก ย้ายออกจากที่พำนัก “Royal Lodge” หลังถูกกดดันอย่างหนักจากสาธารณชนและสื่อมวลชนให้รับผิดชอบต่อความสัมพันธ์ในอดีตกับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน อาชญากรทางเพศฉาวระดับโลก

ก่อนหน้านี้ เจ้าชายแอนดรูว์ได้ตัดสินพระทัยคืนตำแหน่งดยุกแห่งยอร์กเมื่อช่วงต้นเดือน หลังมีรายงานเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมในบันทึกความทรงจำของ เวอร์จิเนีย จูฟเฟร หนึ่งในผู้เสียหายจากเอปสตีน ซึ่งได้กล่าวอ้างถึงบทบาทของเจ้าชายในเครือข่ายนั้น

แต่พระราชาธิบดีชาร์ลส์ทรงดำเนินการด้วยมาตรการที่รุนแรงกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ ด้วยการถอดคำเรียกขาน “เจ้าชาย” ออกจากฐานันดรศักดิ์ของแอนดรูว์ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ได้รับมาตั้งแต่ประสูติในฐานะพระราชโอรสของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2

ศาสตราจารย์ จอร์จ กรอสส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ราชวงศ์จาก King’s College London วิเคราะห์ว่า “สิ่งที่กษัตริย์ชาร์ลส์ทำคือการจัดบ้านให้เป็นระเบียบ เพื่อไม่ให้เรื่องนี้กลายเป็นภาระระยะยาวของราชวงศ์ 

เขากล่าวเพิ่มเติมว่า ข่าวอื้อฉาวของเจ้าชายแอนดรูว์ ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะมีข่าวลือ การสัมภาษณ์ และการขุดคุ้ยมานานหลายปี การถอดยศครั้งนี้จึงไม่ใช่ระเบิดลงฉับพลัน หากแต่เป็นการสะสางอย่างเด็ดขาดหลังจากปล่อยให้ปัญหายืดเยื้อมานาน

ศาสตราจารย์กรอสส์ยังกล่าวด้วยว่าแอนดรูว์มีภาพลักษณ์ที่สังคมมองว่าเป็นปัญหามานาน การที่สมเด็จพระราชาธิบดีเลือกใช้มาตรการสูงสุดในตอนนี้ นับเป็นสัญญาณว่าพระองค์ต้องการเริ่มต้นใหม่ เพื่อไม่ให้เงาของเรื่องนี้ตกทอดถึงรัชสมัยของเจ้าชายวิลเลียมในอนาคต 

นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า การตัดสินใจครั้งนี้ เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนจากกษัตริย์ชาร์ลส์ว่า พระองค์ให้ความสำคัญกับ ความน่าเชื่อถือของสถาบันมากกว่าสายสัมพันธ์ภายในครอบครัว

ท่าทีที่แข็งกร้าวของพระองค์สะท้อนถึงยุทธศาสตร์ระยะยาวในการปกป้องสถาบันกษัตริย์จากผลกระทบของข่าวฉาวซ้ำซาก และสร้างภาพลักษณ์ของราชวงศ์ที่โปร่งใส มีความรับผิดชอบ และอยู่ในกรอบศีลธรรมสาธารณะ

ในอีกด้านหนึ่ง การเคลื่อนไหวนี้อาจช่วย เบาแรงเจ้าชายวิลเลียม ซึ่งเป็นรัชทายาทลำดับที่ 1 ให้สามารถสืบทอดราชบัลลังก์ในอนาคตโดยไม่ถูกพัวพันกับรอยด่างของเรื่องราวในอดีต.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เจ้าชายแอนดรูว์

สีจิ้นผิงเตรียมถกผู้นำแคนาดา-ญี่ปุ่น-ไทย หลังบรรลุข้อตกลงสงบศึกการค้า “ทรัมป์”

สีจิ้นผิงเตรียมถกผู้นำแคนาดา-ญี่ปุ่น-ไทย หลังบรรลุข้อตกลงสงบศึกการค้า "ทรัมป์"

31 ต.ค. 2568 10:58 น.

สีจิ้นผิงเตรียมถกผู้นำแคนาดา-ญี่ปุ่น-ไทย หลังบรรลุข้อตกลงสงบศึกการค้า “ทรัมป์”

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญในการประชุมสุดยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปก) ที่เกาหลีใต้ โดยมีกำหนดพบหารือกับผู้นำแคนาดา ญี่ปุ่น และไทย หลังประสบความสำเร็จในการบรรลุข้อตกลง “สงบศึกการค้าชั่วคราว” กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ที่ได้ตัดสินใจไม่เข้าร่วมการประชุมเอเปก

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เข้าร่วมการประชุมเอเปกประจำปีนี้ ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองคยองจู ประเทศเกาหลีใต้ โดยมีกำหนดการพบปะกับผู้นำหลายประเทศในวันนี้ (31 ต.ค.) ก่อนหน้านี้ไม่นาน ประธานาธิบดีสีได้บรรลุข้อตกลงสงบศึกทางการค้าชั่วคราวกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เดินทางออกจากเกาหลีใต้และไม่เข้าร่วมการประชุมเอเปกที่จัดขึ้นเป็นเวลาสองวัน 

ในการประชุมเอเปก ซึ่งมีสมาชิก 21 เขตเศรษฐกิจ มุ่งเน้นไปที่การเสริมสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทาน โดยประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ของเกาหลีใต้ กล่าวเปิดการประชุมว่า ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลกกำลังทวีความรุนแรง และการค้าการลงทุนกำลังสูญเสียแรงผลักดัน โดยมีนายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เป็นผู้แทนของทรัมป์

ความสนใจพุ่งเป้าไปที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เนื่องจากผู้นำสหรัฐฯ ไม่ได้เข้าร่วม และคาดว่านายสีจะจัดการเจรจาครั้งแรกกับ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม แม้ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับญี่ปุ่นจะอยู่ในทิศทางที่ดีขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่การที่ทาคาอิชิขึ้นมาเป็นผู้นำอาจสร้างความตึงเครียดได้ เนื่องจากมุมมองชาตินิยมและนโยบายความมั่นคงที่แข็งกร้าว ของเธอ

หนึ่งในการดำเนินการแรกของทาคาอิชิหลังเข้ารับตำแหน่งคือการเร่งสร้างแสนยานุภาพทางทหาร เพื่อป้องปรามความทะเยอทะยานด้านอาณาเขตของจีนในเอเชียตะวันออก ขณะที่การควบคุมตัวพลเมืองญี่ปุ่นในจีนและข้อจำกัดการนำเข้าผลิตภัณฑ์ญี่ปุ่น เช่น เนื้อวัว อาหารทะเล และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ก็คาดว่าจะเป็นประเด็นสำคัญในการพูดคุย

สำนักงานนายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ ของแคนาดา ยืนยันว่าเขาจะพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เวลา 16.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีเป้าหมายเพื่อ เริ่มต้นความสัมพันธ์ในวงกว้างกับจีนอีกครั้ง หลังความสัมพันธ์ตกต่ำมานานหลายปี

ทั้งนี้ แคนาดาพยายามลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุด เนื่องจากเผชิญกับสงครามการค้าที่รุนแรงกับสหรัฐฯ และต้องการหาตลาดใหม่ โดยจีนถือเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับสองของแคนาดา อย่างไรก็ตาม ในยุคของอดีตนายกฯ จัสติน ทรูโด มีเหตุการณ์พลเมืองแคนาดาถูกควบคุมตัวและถูกประหารชีวิตในจีน ทั้งยังมีการกล่าวหาว่าจีนเข้าแทรกแซงการเลือกตั้งของแคนาดาอย่างน้อยสองครั้ง นอกจากนั้น จีนประกาศเรียกเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดต่อการนำเข้าคาโนลาของแคนาดาในเดือนสิงหาคม หลังจากที่แคนาดาประกาศเรียกเก็บภาษี 100% สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน

ด้านทำเนียบรัฐบาลไทยระบุว่า นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล มีกำหนดพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ หลังจากการลงนามใน “ถ้อยแถลงร่วม” กับกัมพูชา ที่มาเลเซีย เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งมีประธานาธิบดีทรัมป์เป็นสักขีพยานในการลงนาม

ทรัมป์ชูตนเองในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยสันติภาพระดับโลก ขณะที่สี จิ้นผิง ได้บอกกับทรัมป์เมื่อวันพฤหัสบดีว่า จีนมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเจรจาและการปรองดองในประเด็นเร่งด่วนต่างๆ

ส่วนนายเจนเซน หวง ซีอีโอของ Nvidia มีกำหนดจะกล่าวปราศรัยในการรวมตัวของผู้บริหารที่จัดขึ้นคู่ขนานกับการประชุมสุดยอดเอเปก ในช่วงบ่ายวันศุกร์นี้ แม้ว่าบริษัทของเขาจะกลายเป็นบริษัทแรกที่มีมูลค่าเกิน 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ประเด็นการขายชิป AI ขั้นสูงของสหรัฐฯ ในจีนดูเหมือนจะ ถกละเลยจากการประชุมสุดยอดระหว่างสีกับทรัมป์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา.

ที่มา Reuters

Air Japan ประกาศยุติบิน มีนาคม 2026 ปิดฉากสายการบินลูกผสมของ ANA หลังให้บริการได้เพียง 2 ปี

Air Japan ประกาศยุติบิน มีนาคม 2026 ปิดฉากสายการบินลูกผสมของ ANA หลังให้บริการได้เพียง 2 ปี

31 ต.ค. 2568 10:05 น.

Air Japan ประกาศยุติบิน มีนาคม 2026 ปิดฉากสายการบินลูกผสมของ ANA หลังให้บริการได้เพียง 2 ปี

กลุ่ม ANA ตัดสินใจยุบแบรนด์ Air Japan เพื่อปรับโครงสร้างธุรกิจ เหลือเพียง ANA และ Peach หวังเพิ่มศักยภาพแข่งขัน เพื่อรับมือวิกฤตอุตสาหกรรมการบินโลก

สายการบิน Air Japan ซึ่งอยู่ภายใต้กลุ่ม ANA Holdings ของญี่ปุ่น ประกาศจะยุติการให้บริการทั้งหมดตั้งแต่เดือนมีนาคม 2026 หลังเปิดดำเนินงานได้ไม่ถึง 2 ปี โดยเที่ยวบินสุดท้ายจะออกเดินทางจาก สิงคโปร์ไปสนามบินนาริตะ ในวันที่ 29 มีนาคม 2026 เวลา 00.55 น. 

กลุ่ม ANA ระบุว่า การตัดสินใจดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการ ปรับโครงสร้างกลยุทธ์แบรนด์ในเครือ โดยจะรวมสายการบินที่มีอยู่จากสามแบรนด์ — ได้แก่ ANA, Peach และ Air Japan (ลูกผสม) เหลือเพียงสองแบรนด์หลักคือ ANA และ Peach 

โดยแถลงการณ์จาก ANA Group ระบุว่า การปรับโครงสร้างครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและความยืดหยุ่นของกลุ่ม ANA ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการทำกำไรของทั้งกลุ่ม

กลุ่ม ANA ยังอ้างถึงปัจจัยความไม่แน่นอนระดับโลก เช่น สงครามในยูเครน, ความล่าช้าในการส่งมอบเครื่องบิน, และสถานการณ์ AOG (Aircraft on Ground) ที่ส่งผลให้เครื่องบิน Boeing 787 บางลำต้องหยุดใช้งานชั่วคราว

ANA Group ระบุเพิ่มเติมว่า เพื่อใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ จะ โอนเครื่องบินของ Air Japan และบุคลากรทั้งหมดกลับไปอยู่ภายใต้สายการบิน ANA เพื่อขยายเส้นทางบินระหว่างประเทศในอนาคต

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา Air Japan เพิ่งประกาศแผนเพิ่มความถี่เที่ยวบินระหว่าง สิงคโปร์–โตเกียว (นาริตะ) เป็นเที่ยวบินรายวัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายนนี้ หลังจากได้รับเครื่องบินลำใหม่เข้าประจำฝูงบิน พร้อมโปรโมตตั๋วเที่ยวเดียวราคาพิเศษเริ่มต้นที่ 226 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 5,600 บาท.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ AirJapan

“คิม จองอึน” ตรวจโครงการก่อสร้างโรงพยาบาลใกล้เปียงยาง ประกาศแผนปฏิวัติการดูแลสุขภาพชาวเกาหลีเหนือ

"คิม จองอึน" ตรวจโครงการก่อสร้างโรงพยาบาลใกล้เปียงยาง ประกาศแผนปฏิวัติการดูแลสุขภาพชาวเกาหลีเหนือ

31 ต.ค. 2568 09:58 น.

“คิม จองอึน” ตรวจโครงการก่อสร้างโรงพยาบาลใกล้เปียงยาง ประกาศแผนปฏิวัติการดูแลสุขภาพชาวเกาหลีเหนือ

“คิม จองอึน” ผู้นำเกาหลีเหนือตรวจงานโครงการก่อสร้างโรงพยาบาลแห่งใหม่ใกล้กรุงเปียงยาง พร้อมประกาศนโยบาย “ปฏิวัติสาธารณสุข” สร้างโรงพยาบาลสมัยใหม่ใน 20 เมืองทุกปี

วันที่ 31 ตุลาคม 2568 สำนักข่าวกลางเกาหลี หรือเคซีเอ็นเอ รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือเดินทางไปตรวจงานก่อสร้างโรงพยาบาลคังดง ในกรุงเปียงยาง ที่ใกล้แล้วเสร็จ โดยอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายก่อนเปิดใช้งาน พร้อมสั่งติดตั้งอุปกรณ์แพทย์ภายในเดือนหน้า มุ่งยกระดับสุขภาพประชาชนทั่วประเทศ 

นอกจากนี้ ผู้นำเกาหลีเหนือยังตั้งเป้าหมายให้มีการสร้างโรงพยาบาลสมัยใหม่ใน 20 เมืองและเขตทุกปี เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข พร้อมเรียกร้องให้ขยายกำลังแรงงานในภาคการก่อสร้างทางการแพทย์ และเปิดเผยว่าการประชุมคณะกรรมการกลางพรรคแรงงานเกาหลีที่จะจัดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ จะมีการหารือถึงประเด็นการก่อสร้างโรงพยาบาลเป็นวาระสำคัญด้วย

การตรวจเยี่ยมครั้งนี้มีขึ้นในวันเดียวกับที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เดินทางออกจากเกาหลีใต้ หลังจบการเยือนสองวันเพื่อหารือกับประธานาธิบดี อี แจ มยอง และประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน เนื่องในโอกาสการประชุมเอเปก  

อย่างไรก็ตาม รายงานของเคซีเอ็นเอ ไม่ได้กล่าวถึงคำเชิญของทรัมป์ที่ต้องการพบคิมระหว่างการเยือนเกาหลีใต้ ซึ่งถือเป็นท่าทีเงียบของเกาหลีเหนือท่ามกลางแรงกดดันจากนานาชาติ.  

พิพิธภัณฑ์ Grand Egyptian Museum สุดยิ่งใหญ่ เปิดทางการเสาร์นี้ อวดสมบัติโบราณกว่า 50,000 ชิ้น

พิพิธภัณฑ์ Grand Egyptian Museum สุดยิ่งใหญ่ เปิดทางการเสาร์นี้ อวดสมบัติโบราณกว่า 50,000 ชิ้น

31 ต.ค. 2568 08:57 น.

พิพิธภัณฑ์ Grand Egyptian Museum สุดยิ่งใหญ่ เปิดทางการเสาร์นี้ อวดสมบัติโบราณกว่า 50,000 ชิ้น

อียิปต์เตรียมเปิดพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่สุดอลังการวันเสาร์นี้ หลังใช้เวลาก่อสร้างกว่า 20 ปีและเผชิญการเลื่อนเปิดหลายครั้ง รวบรวมโบราณวัตถุกว่า 50,000 ชิ้น รวมถึงสมบัติครบชุดของกษัตริย์ตุตันคาเมน 

หลังการรอคอยยาวนานกว่าสองทศวรรษและต้องเลื่อนเปิดหลายครั้ง ในที่สุดพิพิธภัณฑ์อียิปต์แห่งใหม่ (Grand Egyptian Museum – GEM) ก็เตรียมเปิดอย่างเป็นทางการในวันเสาร์นี้ โดยพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้เรื่องอารยธรรมอียิปต์โบราณ และเป็นหัวใจสำคัญของแผนฟื้นฟูอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นแหล่งรายได้สำคัญของประเทศที่กำลังขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ

พิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่ทางตะวันตกของกรุงไคโร ติดกับ พีระมิดกีซา ใช้งบประมาณการก่อสร้างมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และถูกออกแบบให้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่อุทิศให้กับอารยธรรมเดียว โดยจัดแสดงโบราณวัตถุกว่า 50,000 ชิ้น ซึ่งมากกว่าจำนวนชิ้นจัดแสดงของพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ในกรุงปารีสที่มีอยู่ราว 35,000 ชิ้น

พิพิธภัณฑ์ GEM เป็นหนึ่งใน “เมกะโปรเจ็กต์” ภายใต้การผลักดันของ ประธานาธิบดีอับเดล ฟัตตาห์ เอล-ซิซี ที่ลงทุนอย่างมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐานตั้งแต่ปี 2014 เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ซบเซามานานและได้รับผลกระทบจากความไม่สงบหลังอาหรับสปริง ปี 2011

การก่อสร้างเริ่มต้นเมื่อปี 2005 แต่ต้องหยุดชะงักไปสามปีหลังเกิดเหตุความวุ่นวายทางการเมือง และพิธีเปิดครั้งใหญ่ก็ถูกเลื่อนมาหลายรอบ ล่าสุดคือเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ล่าสุดมีการยืนยันพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันเสาร์นี้ โดยมีผู้นำประเทศต่าง ๆ จะเข้าร่วมในงานสำคัญระดับโลกนี้

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ออกแบบโดยบริษัทสถาปนิกจากไอร์แลนด์ Heneghan Peng Architects โดดเด่นด้วย ผนังกระจกทรงสามเหลี่ยมขนาดมหึมา ที่สะท้อนรูปทรงใกล้เคียงกับพีระมิด

บริเวณโถงทางเข้าตั้งตระหง่านด้วย รูปสลักหินแกรนิตขนาด 11 เมตร ของฟาโรห์รามเสสที่ 2 ซึ่งมีอายุกว่า 3,200 ปี เดิมตั้งอยู่กลางวงเวียนหน้าสถานีรถไฟหลักของกรุงไคโร ก่อนถูกย้ายมาจัดแสดงที่นี่

จากโถงใหญ่มีบันไดหินขนาดมหึมาสูง 6 ชั้น เรียงรายด้วยรูปสลักโบราณนำขึ้นสู่ห้องจัดแสดงหลัก พร้อมมุมชมวิวพีระมิดกีซาโดยตรง

พิพิธภัณฑ์ยังมีทางเชื่อมตรงไปยังพีระมิด เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินหรือใช้รถพลังงานไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไปมาระหว่างสองสถานที่ได้อย่างสะดวก

ภายในพิพิธภัณฑ์มีพื้นที่จัดแสดงถาวรกว่า 24,000 ตารางเมตร พร้อมพิพิธภัณฑ์เด็ก ศูนย์การประชุมและการเรียนรู้ พื้นที่พาณิชย์ และศูนย์อนุรักษ์โบราณวัตถุขนาดใหญ่

โซนหลัก 12 โซนที่เปิดบางส่วนไปเมื่อปีที่แล้ว จัดแสดงโบราณวัตถุตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์จนถึงยุคโรมัน โดยแบ่งตามยุคสมัยและธีมเรื่องราว

โบราณวัตถุจำนวนมากกว่า 50,000 ชิ้นมาจากพิพิธภัณฑ์อียิปต์เก่าในจัตุรัสทาห์รีร์ใจกลางกรุงไคโร ส่วนอีกหลายชิ้นถูกขุดค้นขึ้นใหม่จากแหล่งโบราณคดี เช่น สุสานซักการา ซึ่งอยู่ห่างออกไปทางใต้ราว 22 กิโลเมตร

หนึ่งในไฮไลต์ของพิธีเปิดคือการเปิดห้องจัดแสดงพิเศษ “คอลเลกชันของกษัตริย์ตุตันคาเมน” จำนวนกว่า 5,000 ชิ้น ที่ถูกนำมาจัดแสดงครบชุดเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ถูกค้นพบในปี 1922 โดยโฮเวิร์ด คาร์เตอร์ นักโบราณคดีชาวอังกฤษ

ภายในประกอบด้วย บัลลังก์ทองคำ โลงศพหุ้มทอง หน้ากากฝังศพ และรถศึกโบราณ 6 คัน ซึ่งบางชิ้นได้รับการบูรณะที่ศูนย์อนุรักษ์ของพิพิธภัณฑ์ รวมถึง หน้ากากทองคำของตุตันคาเมน ที่เคยเสียหงอนเคราในปี 2014 ก่อนจะได้รับการซ่อมแซมโดยผู้เชี่ยวชาญเยอรมัน-อียิปต์

ซาฮี ฮาวาสส์อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงโบราณคดีและนักโบราณคดีชื่อดังของอียิปต์ กล่าวว่าคอลเลกชันของตุตันคาเมนคือหัวใจของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้

อีกหนึ่งจุดเด่นคือ เรือสุริยะ ของฟาโรห์คูฟู อายุราว 4,600 ปี ซึ่งเชื่อว่าใช้โดยกษัตริย์ในชีวิตหลังความตาย เรือไม้ยาวกว่า 43 เมตร ถูกย้ายจากพื้นที่จัดแสดงเดิมข้างพีระมิดมายังพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่นี้ในปี 2021 โดยใช้ยานบังคับควบคุมจากเบลเยียม

รัฐบาลอียิปต์หวังว่าการเปิดพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่นี้จะดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เข้ามาเพิ่มขึ้น และช่วยสร้างรายได้จากเงินตราต่างประเทศเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้าชม วันละ 15,000-20,000 คน หลังเปิดอย่างเป็นทางการ โดยในปี 2024 มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนอียิปต์ถึง 15.7 ล้านคน และรัฐบาลตั้งเป้าเพิ่มเป็น 30 ล้านคนภายในปี 2032.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อียิปต์