ทรัมป์-สุภาพสตรีหมายเลข 1 เปิดทำเนียบขาวต้อนรับเด็กๆ ครอบครัวเจ้าหน้าที่ร่วมงานฮาโลวีน

ทรัมป์-สุภาพสตรีหมายเลข 1 เปิดทำเนียบขาวต้อนรับเด็กๆ ครอบครัวเจ้าหน้าที่ร่วมงานฮาโลวีน

31 ต.ค. 2568 08:37 น.

ทรัมป์-สุภาพสตรีหมายเลข 1 เปิดทำเนียบขาวต้อนรับเด็กๆ ครอบครัวเจ้าหน้าที่ร่วมงานฮาโลวีน

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และนางเมลาเนีย ทรัมป์ สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐฯ เปิดทำเนียบขาว ในกรุงวอชิงตัน ดีซี.จัดกิจกรรมต้อนรับวัน ฮาโลวีน

วันที่ 30 ตุลาคม 2568 ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และนางเมลาเนีย ทรัมป์ สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐฯ เปิดทำเนียบขาว ในกรุงวอชิงตัน ดีซี.จัดกิจกรรมต้อนรับวัน ฮาโลวีน แจกขนมให้เด็กๆ และครอบครัวเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวที่มาร่วมงานกันอย่างคึกคัก

แม้ทั้งคู่จะไม่ได้สวมชุดแฟนซี แต่ทรัมป์มาในสูท พร้อมหมวกแดงปักคำว่า “ยูเอสเอ” ส่วนเมลาเนียเลือกสวมโค้ตสีเบจเรียบหรู ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นและรอยยิ้มจากบรรดาเด็กๆ ที่แต่งชุดแฟนซีหลากหลายสีสัน

โดยกิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่ทรัมป์เดินทางกลับจากภารกิจเยือนหลายประเทศในเอเชีย ซึ่งรวมถึงการพบหารือกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน เพื่อหารือด้านการค้าระหว่างสองประเทศ และแม้ทำเนียบขาวจะประกาศความสำเร็จของการเยือนเอเชียครั้งนี้ แต่หลายฝ่ายยังคงจับตาว่านโยบายต่างประเทศของทรัมป์จะส่งผลอย่างไรต่อประชาชนชาวอเมริกันที่ยังคงกังวลต่อภาวะเงินเฟ้อสูงอย่างต่อเนื่อง.

ลูกสาวรับไม่ได้ แม่วัย 80 ถูกเรือสำราญลืม จนตายบนเกาะออสเตรเลีย

ลูกสาวรับไม่ได้ แม่วัย 80 ถูกเรือสำราญลืม จนตายบนเกาะออสเตรเลีย

31 ต.ค. 2568 06:43 น.

ลูกสาวรับไม่ได้ แม่วัย 80 ถูกเรือสำราญลืม จนตายบนเกาะออสเตรเลีย

(ภาพจาก DAVID GRAY / AFP) / TO GO WITH AUSTRALIA-CLIMATE-CONVERSATION-REEF BY LAURA CHUNG)

ลูกสาวของหญิงสูงวัยที่ถูกเรือสำราญลืมทิ้งไว้บนเกาะห่างไกล และต่อมาพบว่าเสียชีวิต กล่าวหาผู้ประกอบการว่า ขาดความใส่ใจและสามัญสำนึก จนทำให้แม่ของเธอเสียชีวิต

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ร่างของนาง ซูซานน์ รีส วัย 80 ปี ถูกพบโดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยบนเกาะลิซาร์ด ในเขตแนวปะการัง “เกรตแบร์ริเออร์รีฟ” เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (26 ต.ค.) โดยหนึ่งวันก่อนหน้านั้น เธอได้ไปเดินป่าบนเกาะกับผู้โดยสารคนอื่น ๆ ของเรือสำราญ แต่เธอไม่ได้กลับขึ้นเรือเมื่อเรือออกเดินทางในอีกหลายชั่วโมงต่อมา

น.ส.แคเธอรีน รีส ลูกสาวของซูซานน์ กล่าวว่า เธอทั้งตกใจและเสียใจที่เรือสำราญ “คอรัล แอดเวนเจอเรอร์” (Coral Adventurer) ออกเดินทางไปโดยไม่มีแม่ของเธออยู่บนเรือ “จากข้อมูลเพียงเล็กน้อยที่เราได้รับ ดูเหมือนว่านี่เป็นความล้มเหลวในการดูแลและสามัญสำนึก”

ทั้งนี้ เหตุเกิดระหว่างที่ ซูซานน์ รีส จากรัฐนิวเซาท์เวลส์ กำลังอยู่ในจุดแวะพักแรกของการล่องเรือสำราญรอบออสเตรเลียเป็นเวลา 60 วัน ซึ่งออกจากเมืองแคนส์เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยผู้โดยสารถูกพาไปยังเกาะลิซาร์ดเพื่อเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับ โดยมีทางเลือกในการเดินป่าหรือดำน้ำตื้น

ซูซานน์เข้าร่วมกลุ่มเดินป่าขึ้นไปยังยอดเขาที่สูงที่สุดของเกาะ คือยอดเขา “คุกส์ลุก” (Cook’s Look) ก่อนจะแยกตัวออกมาจากคนอื่น ๆ เนื่องจากเธอต้องการพักผ่อน

“เราทราบจากตำรวจว่าวันนั้นอากาศร้อนมาก และแม่ป่วยขณะปีนเขา” แคเธอรีนกล่าว “เธอถูกขอให้เดินลงมาโดยไม่มีคนดูแล จากนั้นเรือก็ออกเดินทาง โดยเห็นได้ชัดว่าไม่ได้ทำการนับจำนวนผู้โดยสาร”

“ในช่วงใดช่วงหนึ่งของลำดับเหตุการณ์นั้น หรือหลังจากนั้นไม่นาน แม่ก็เสียชีวิตลงตามลำพัง”

แคเธอรีนกล่าวอีกว่า เธอหวังว่าการสืบสวนของแพทย์ชันสูตรศพจะค้นพบว่า ที่จริงแล้วบริษัทควรจะทำอะไรที่อาจช่วยชีวิตแม่ของเธอเอาไว้ได้

ด้านสำนักงานความปลอดภัยทางทะเลของออสเตรเลีย (Amsa) ระบุว่า พวกเขากำลังสืบสวนเหตุการณ์เสียชีวิตในครั้งนี้ และจะเข้าพบลูกเรือของเรือสำราญเมื่อถึงกำหนดเข้าเทียบท่าที่เมืองดาร์วินในปลายสัปดาห์นี้

โฆษกของ Amsa บอกด้วยว่า กัปตันเรือได้แจ้งเตือนพวกเขาเป็นครั้งแรกเกี่ยวกับการหายตัวไปของหญิงคนดังกล่าวเมื่อเวลาประมาณ 21:00 น.วันเสาร์ที่ 25 ต.ค. ตามเวลาท้องถิ่น ทำให้ทีมค้นหากลับไปยังเกาะในอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา แต่ความพยายามในการค้นหาซูซานน์ถูกยกเลิกในเช้ามืดของวันอาทิตย์ ก่อนที่เฮลิคอปเตอร์จะกลับมาอีกครั้งในตอนเช้าและพบร่างของเธอ

เมื่อวันพุธ (29 ต.ค.) นายมาร์ค ฟิฟิลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Coral Expeditions กล่าวว่า บริษัทรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการเสียชีวิตในครั้งนี้ และกำลังให้การสนับสนุนครอบครัวรีส “เรากำลังทำงานอย่างใกล้ชิดกับตำรวจรัฐควีนส์แลนด์และหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อสนับสนุนการสอบสวนของพวกเขา เราไม่สามารถแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมได้ในขณะที่กระบวนการสืบสวนกำลังดำเนินอยู่”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รัฐบาลญี่ปุ่นยกระดับรับมือ “หมี” เล็งให้ตำรวจใช้ปืนไรเฟิลได้

รัฐบาลญี่ปุ่นยกระดับรับมือ “หมี” เล็งให้ตำรวจใช้ปืนไรเฟิลได้

31 ต.ค. 2568 06:11 น.

รัฐบาลญี่ปุ่นยกระดับรับมือ “หมี” เล็งให้ตำรวจใช้ปืนไรเฟิลได้

รัฐบาลญี่ปุ่นประชุมหลายกระทรวงเพื่อหาทางยกระดับมาตรการรับมือเหตุหมีโจมตี โดยพวกเขากำลังพิจารณาให้ตำรวจสามารถใช้ปืนไรเฟิลในการกำราบหมีได้

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 30 ต.ค. 2568 รัฐบาลญี่ปุ่นได้ยกระดับมาตรการเพื่อรับมือกับเหตุ “หมีโจมตี” ซึ่งปีนี้เกิดขึ้นมากครั้งที่สุดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน โดยกำลังพิจารณาเรื่องการอนุญาตให้ตำรวจสามารถใช้ปืนไรเฟิลในการรับมือกับหมีได้

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นเผชิญกับสถิติผู้เสียชีวิตจากการถูกหมีทำร้ายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 12 ราย ในปีงบประมาณปัจจุบัน (ตั้งแต่เดือนเมษายน) ทำให้นายมิโนรุ คิฮาระ โฆษกสูงสุดของรัฐบาล กล่าวในการประชุมระดับรัฐมนตรีว่า สถานการณ์ปัจจุบันเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงปลอดภัยของประชาชน

การประชุมดังกล่าวได้ขยายขอบเขตให้ครอบคลุมถึง 8 กระทรวง จากเดิม 5 กระทรวง โดยได้เพิ่มกระทรวงกลาโหมเข้ามาด้วย ซึ่งนายคิฮาระ หัวหน้าเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้สั่งการให้บังคับใช้มาตรการฉุกเฉินต่างๆ

จากข้อมูลของกระทรวงสิ่งแวดล้อม ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากเหตุหมีโจมตีถึง 12 ศพในปีงบประมาณ 2568 นี้ มากกว่าสถิติสูงสุดเดิมในปี 2566 ซึ่งอยู่ที่ 6 ศพถึงเท่าตัว

โดยกระทรวงสิ่งแวดล้อมเปิดเผยแผนการที่จะรวมงบประมาณสำหรับการจ้างนายพราน ไว้ในงบประมาณเพิ่มเติมสำหรับปีงบประมาณปี 2568 ด้วย รวมถึงการวางนโยบายเพื่อบริหารจัดการประชากรหมี และจะเพิ่มความเข้มงวดของมาตรการควบคุมหมีที่เคยใช้ในปี 2567 ให้มากยิ่งขึ้นด้วย

ด้านกระทรวงศึกษาธิการ วัฒนธรรม กีฬา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้จัดทำสรุปมาตรการความปลอดภัยสำหรับการเดินทางไปโรงเรียนและในบริเวณโรงเรียน เพื่อให้คณะกรรมการการศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศนำไปใช้

อนึ่งในวันพฤหัสบดี สมาชิกกองกำลังป้องกันตนเองภาคพื้นดินประมาณ 130 นายได้ไปทำการฝึกซ้อมร่วมกับนายพรานท้องถิ่น ณ ค่ายในจังหวัดอาคิตะ ซึ่งในปีนี้เกิดเหตุหมีโจมตีหลายสิบครั้งด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : japantoday

โจรอุกอาจ ขโมยของกว่า 1,000 ชิ้นจากโกดัง พิพิธภัณฑ์โอ๊คแลนด์ แคลิฟอร์เนีย

โจรอุกอาจ ขโมยของกว่า 1,000 ชิ้นจากโกดัง พิพิธภัณฑ์โอ๊คแลนด์ แคลิฟอร์เนีย

31 ต.ค. 2568 05:49 น.

โจรอุกอาจ ขโมยของกว่า 1,000 ชิ้นจากโกดัง พิพิธภัณฑ์โอ๊คแลนด์ แคลิฟอร์เนีย

เกิดเหตุโจรบุกขโมยวัตถุโบราณและสิ่งของอื่นๆ รวมกว่า 1,000 ชิ้น ไปจากสถานเก็บของของพิพิธภัณฑ์โอ๊คแลนด์แห่งแคลิฟอร์เนีย ล่าสุดยังตามจับคนร้ายไม่ได้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 30 ต.ค. 2568 ว่า เกิดเหตุคนร้ายขโมยสิ่งของมากกว่า 1,000 รายการ รวมถึงโบราณวัตถุทางประวัติศาสตร์และเครื่องประดับ ไปจากสถานที่เก็บของนอกสถานที่ของ พิพิธภัณฑ์โอ๊คแลนด์แห่งแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและ FBI กำลังดำเนินการสืบสวนร่วมกัน

กรมตำรวจโอ๊คแลนด์ระบุในแถลงการณ์ว่า เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ก่อนเวลา 03:30 น. เล็กน้อย มีบุคคลบุกรุกเข้าไปในสถานที่เก็บของดังกล่าว และขโมยสิ่งของหลายร้อยรายการไปจากคอลเลคชัน โดยของที่หายไปรวมถึงโบราณวัตถุ เช่น ตะกร้าของชนพื้นเมืองอเมริกัน, งานแกะสลักงาช้าง, และ ภาพถ่ายดาแกโรไทป์ (daguerreotypes) แม้แต่คอมพิวเตอร์แล็ปท็อปก็ถูกเอาไปด้วย

“การโจรกรรมที่เกิดขึ้นนี้เป็นการกระทำที่อุกอาจ ซึ่งปล้นมรดกทางวัฒนธรรมของรัฐเราไปจากสาธารณชน” ลอรี โฟการ์ตี ผู้อำนวยการบริหารและซีอีโอของพิพิธภัณฑ์โอ๊คแลนด์แห่งแคลิฟอร์เนียระบุในแถลงการณ์ “วัตถุเหล่านี้ส่วนใหญ่ได้รับมอบให้พิพิธภัณฑ์โดยผู้บริจาคที่มีน้ำใจ เรากำลังทำงานร่วมกับเมืองโอ๊คแลนด์ กรมตำรวจโอ๊คแลนด์ และ FBI อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ได้วัตถุเหล่านี้กลับคืนมา”

ทั้งนี้ พิพิธภัณฑ์โอ๊คแลนด์ฯ เปิดตัวครั้งแรกในปี 2512 และเป็นที่เก็บวัตถุต่างๆ มากกว่า 2 ล้านชิ้น ซึ่งรวมถึง ผลงานศิลปะชิ้นสำคัญ, โบราณวัตถุทางประวัติศาสตร์ และตัวอย่างธรรมชาติ และยังนำเสนอโครงการที่มุ่งเน้นการสำรวจ และเปิดเผยปัจจัยที่หล่อหลอมลักษณะเฉพาะและอัตลักษณ์ของแคลิฟอร์เนีย

น.ส.โฟการ์ตีให้สัมภาษณ์กับนักข่าวเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (29 ต.ค.) ว่า ไม่มีเจ้าหน้าที่อยู่ในสถานที่เก็บของดังกล่าวในตอนเกิดเหตุ และคนงานมาพบว่าเกิดการโจรกรรมเมื่อเช้าวันที่ 16 ตุลาคม โดยเธอเชื่อว่า เหตุการณ์นี้ดูเหมือนเป็นอาชญากรรมที่เกิดจากการสบโอกาส มากกว่าการวางแผนอย่างมีกลยุทธ์

ด้านกรมตำรวจโอ๊คแลนด์ระบุว่า พวกเขากำลังสืบสวนคดีโจรกรรมนี้ร่วมกับ ทีมอาชญากรรมทางศิลปะของ FBI ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญสูง ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ประมาณ 20 นาย ซึ่งทำหน้าที่สืบสวนคดีโจรกรรม ฉ้อโกง การลักลอบค้าโบราณวัตถุและทรัพย์สินทางวัฒนธรรมโดยเฉพาะ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian

คิงชาร์ลส์ที่ 3 ถอดยศ “เจ้าชาย” ของแอนดรูว์ จ่อให้ย้ายออกจากคฤหาสน์

คิงชาร์ลส์ที่ 3 ถอดยศ “เจ้าชาย” ของแอนดรูว์ จ่อให้ย้ายออกจากคฤหาสน์

31 ต.ค. 2568 05:12 น.

คิงชาร์ลส์ที่ 3 ถอดยศ “เจ้าชาย” ของแอนดรูว์ จ่อให้ย้ายออกจากคฤหาสน์

สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ ที่ 3 กษัตริย์แห่งอังกฤษ เริ่มกระบวนการถอดยศ “เจ้าชาย”, เครื่องราชอิสริยาภรณ์ และคำนำหน้าอื่นๆ ของเจ้าชายแอนดรูว์แล้ว จากปมฉาวที่เกี่ยวข้องกับเจฟฟรีย์ เอปสตีน

สำนักพระราชวังบักกิงแฮมเปิดเผยในวันพฤหัสบดีที่ 30 ต.ค. 2568 ว่า สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร ทรงเริ่มกระบวนการเพื่อริบพระอิสริยยศของเจ้าชายแอนดรูว์ พระอนุชา และได้แจ้งให้พระองค์ย้ายออกจากคฤหาสน์ “รอยัล ลอดจ์” (Royal Lodge) ซึ่งเป็นที่ประทับของพระองค์แล้ว

เจ้าชายแอนดรูว์ พระชนมายุ 65 ชันษา ต้องเผชิญข้อครหาอีกครั้งเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของพระองค์กับนาย เจฟฟรีย์ เอปสตีน อดีตนักการเงินคนดังผู้ถูกตัดสินว่ามีความผิดคดีค้าประเวณีผู้ล่วงลับ หลังจากมีการเผยแพร่หนังสือบันทึกความทรงจำหลังการเสียชีวิตของ เวอร์จิเนีย จุฟเฟรย์ ผู้กล่าวหาพระองค์ว่าล่วงละเมิดทางเพศ ในชื่อเรื่อง “Nobody’s Girl”

น.ส.จุฟเฟรย์ ระบุในบันทึกความทรงจำว่า เจ้าชายแอนดรูว์ได้ล่วงละเมิดทางเพศเธอขณะที่เธอยังเป็นวัยรุ่น โดยเธอจบชีวิตตัวเองเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ขณะมีอายุ 41 ปี ส่วนเจ้าชายแอนดรูว์ก็ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดที่มีต่อพระองค์ และอ้างว่าไม่เคยพบกับจุฟเฟรย์มาก่อน

ล่าสุดในวันพฤหัสบดี (30 ต.ค.) สำนักพระราชวังบักกิงแฮมออกแถลงการณ์ว่า “ในวันนี้ สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงเริ่มกระบวนการอย่างเป็นทางการ เพื่อถอดถอนคำนำหน้า (Style), พระอิสริยยศ (Titles) และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ (Honours) ของเจ้าชายแอนดรูว์”

“เจ้าชายแอนดรูว์จะถูกเรียกขานในนาม แอนดรูว์ เมาต์แบตเทน วินด์เซอร์ นับตั้งแต่นี้ไป ส่วนสัญญาเช่าที่ประทับ รอยัล ลอดจ์ ที่ให้ความคุ้มครองทางกฎหมายแก่พระองค์ในการเข้าประทับที่นั่นจนถึงวันนี้นั้น ขณะนี้ได้มีการแจ้งอย่างเป็นทางการให้ยกเลิกสัญญาเช่าแล้ว และพระองค์จะย้ายไปยังที่ประทับส่วนพระองค์แห่งอื่น”

“การตำหนิเหล่านี้ถือเป็นสิ่งจำเป็น แม้ว่าพระองค์จะยังคงปฏิเสธข้อกล่าวหาที่มีต่อพระองค์ก็ตาม” แถลงการณ์ของสำนักพระราชวังบักกิงแฮมระบุ

ด้านสำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น อ้างว่าได้ข้อมูลมาว่า เจ้าชายแอนดรูว์จะย้ายไปประทับที่อสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่งในเขตพระราชฐานแซนดริงแฮม ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์อังกฤษ ไม่ใช่ของ Crown Estate (สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์) ที่จัดการทรัพย์สินและที่ดินของราชวงศ์ โดยการย้ายที่ประทับนี้จะได้รับเงินทุนส่วนตัวจากสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ และจะเกิดขึ้นทันทีที่สามารถทำได้ในทางปฏิบัติ

ทั้งนี้คาดกันว่า การที่สำนักพระราชวังดำเนินการดังกล่าว เนื่องจากแม้จะรับทราบว่าเจ้าชายแอนดรูว์ยังคงปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดที่มีต่อพระองค์ แต่ก็เป็นที่แน่ชัดว่าพระองค์ทรงตัดสินใจผิดพลาดอย่างร้ายแรง

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีประกาศเรื่องการถอดยศดังกล่าว แต่เจ้าชายแอนดรูว์จะยังคงเป็น รัชทายาทลำดับที่ 8 แห่งราชวงศ์อังกฤษ สถานะดังกล่าวสามารถถูกถอดถอนได้ด้วยการออกกฎหมาย แต่จะต้องได้รับความยินยอมจากประเทศในเครือจักรภพทั่วโลกซึ่งจะต้องใช้เวลา โดยกระบวนการนี้ถูกใช้ครั้งล่าสุดตอนสมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 ทรงสละราชสมบัติในปี 2479

CNN เข้าใจว่า แทนที่จะถอดถอนพระอิสริยยศ ดยุกแห่งยอร์ก ของเจ้าชายแอนดรูว์อย่างเป็นทางการ ผ่านพระราชบัญญัติของรัฐสภา สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์จะทรงส่งพระราชโองการ (royal warrants) เพื่อถอดถอนฐานันดรศักดิ์ของเจ้าชายแอนดรูว์ที่เกี่ยวข้องกับยศ ดยุคแห่งยอร์ก, เอิร์ลแห่งอินเวอร์เนส และ บารอนแห่งคิลลีลีห์ แทน

ทั้งนี้ เจ้าชายแอนดรูว์เคยดำรงพระอิสริยยศดังกล่าว และครองเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดลำดับที่ 1 ของเครื่องราชอิสริยาภรณ์รอยัลวิกตอเรียน (GCVO) และเครื่องราชอิสริยาภรณ์การ์เตอร์อันทรงเกียรติสูงสุดของอังกฤษ (Order of the Garter) ซึ่งการถอดถอนพระอิสริยยศของพระองค์ได้มีผลทันที

สำนักพระราชวังบักกิงแฮมระบุเสริมในแถลงการณ์ว่า “องค์พระมหากษัตริย์และสมเด็จพระราชินีทรงปรารถนาที่จะแสดงความชัดเจนว่า พระองค์ยังคงมีความคิดคำนึงและความเห็นอกเห็นใจอย่างสุดซึ้ง ต่อเหยื่อและผู้รอดชีวิตจากการล่วงละเมิดทุกรูปแบบ”

ด้านเจ้าหญิงเบียทริซ และ เจ้าหญิงยูจีนี พระธิดาของเจ้าชายแอนดรูว์ จะยังคงรักษาพระอิสริยยศของพระองค์ไว้ เนื่องจากทรงเป็นพระธิดาของโอรสของพระประมุข ซึ่งเป็นไปตามกฎที่กำหนดไว้โดยสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 5 ในปี 2460

ส่วน ซาราห์ เฟอร์กูสัน อดีตพระชายาของเจ้าชายแอนดรูว์ ซึ่งอาศัยอยู่กับพระองค์ที่ รอยัล ลอดจ์ มาเป็นเวลา 20 ปี ก็จะย้ายออกเช่นกัน และเป็นที่เข้าใจกันว่าเธอกำลังดำเนินการจัดเตรียมที่อยู่ใหม่ด้วยตัวเอง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ฮามาสส่งคืนอีก 2 ศพ อ้างเป็นร่างตัวประกัน อิสราเอลเร่งตรวจสอบ

ฮามาสส่งคืนอีก 2 ศพ อ้างเป็นร่างตัวประกัน อิสราเอลเร่งตรวจสอบ

31 ต.ค. 2568 02:12 น.

ฮามาสส่งคืนอีก 2 ศพ อ้างเป็นร่างตัวประกัน อิสราเอลเร่งตรวจสอบ

ฮามาสคืนศพให้อิสราเอลอีก 2 ศพ โดยอ้างว่าเป็นร่างของตัวประกัน ขณะที่อิสราเอลกำลังดำเนินการตรวจสอบ เพื่อยืนยันตัวตนของศพทั้งสอง

สำนักงานนายกรัฐมนตรีอิสราเอลเปิดเผยว่า ทหารของพวกเขาได้รับโลงศพ 2 ศพ ที่กลุ่มฮามาสส่งมาผ่านเจ้าหน้าที่กาชาดในฉนวนกาซาแล้ว เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 30 ต.ค. 2568 โดยฮามาสอ้างว่า ศพทั้งสองเป็นร่างของตัวประกันที่เสียชีวิตไปแล้ว ซึ่งอิสราเอลกำลังนำร่างไปตรวจสอบเพื่อยืนยันตัวตนที่ศูนย์นิติวิทยาศาสตร์แห่งชาติ

ก่อนหน้านี้ ฝ่ายกลุ่มติดอาวุธของฮามาสออกมาประกาศว่า พวกเขากู้ร่างตัวประกันชาวอิสราเอลได้อีก 2 ราย คือ อมิรัม คูเปอร์ และ ซาฮาร์ บารุค

ทั้งนี้ กลุ่มฮามาสกำลังดำเนินการคืนร่างตัวประกันที่เสียชีวิตแล้วทั้งหมดให้แก่อิสราเอล ตามที่ตกลงกันไว้ในข้อตกลงหยุดยิง โดยจนถึงตอนนี้พวกเขาคืนร่างตัวประกันให้อิสราเอลแล้ว 15 ศพ เหลืออีก 13 ศพที่ยังคงอยู่ในฉนวนกาซา และฮามาสยอมรับว่า จำเป็นต้องมีการค้นหาใต้ซากปรักหักพังของอาคาร

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (28 ต.ค.) อิสราเอลกล่าวหาฮามาสว่า ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง หลังจากกลุ่มติดอาวุธกลุ่มนี้ ส่งมอบโลงศพที่มีชิ้นส่วนของมนุษย์ ซึ่งพวกเขาอ้างว่าเป็นของหนึ่งในตัวประกัน แต่ผลการตรวจสอบกลับชี้ว่า เป็นศพของ โอเฟียร์ ซาร์ฟาติ ที่กองทัพอิสราเอลกู้ร่างขึ้นมาได้เมื่อปลายปี 2566

กองทัพอิสราเอลยังเผยแพร่ภาพวิดีโอที่ถ่ายด้วยโดรน ซึ่งอ้างว่าแสดงให้เห็นวินาทีที่สมาชิกกลุ่มฮามาสกำลังย้ายถุงบรรจุศพ ที่มีชิ้นส่วนของมนุษย์ออกจากอาคารในเมืองกาซาซิตี้ แล้วนำไปฝังใหม่ ก่อนจะจัดฉากการค้นพบต่อหน้าเจ้าหน้าที่กาชาด

ด้านเจ้าหน้าที่กาชาดระบุว่า พวกเขาไม่ทราบว่ามีการย้ายถุงบรรจุศพก่อนที่พวกเขาจะมาถึง และระบุว่าการจัดฉากการกู้ร่างเช่นนี้เป็น “สิ่งที่ยอมรับไม่ได้” ส่วนกลุ่มฮามาสปฏิเสธข้อกล่าวหาของอิสราเอล โดยระบุว่า ไม่มีมูลความจริง พร้อมกล่าวหาอิสราเอลกลับว่า พยายามสร้างข้ออ้างที่เป็นเท็จเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการใช้มาตรการรุกรานครั้งใหม่

ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา รัฐบาลอิสราเอลก็กล่าวหาฮามาสว่าละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอีกครั้ง โดยระบุว่านักรบติดอาวุธยิงโจมตีทหารอิสราเอลที่เมืองราฟาห์ ทางใต้ของกาซา ทำให้ทหารเสียชีวิต 1 นาย แต่ฝ่ายฮามาสยืนยันว่า พวกเขาไม่รู้เห็นเรื่องการโจมตีดังกล่าว และว่าขาดการติดต่อกับกลุ่มติดอาวุธในพื้นที่แถบนั้นมานานแล้ว

อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นไม่นานนาย เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ก็ประกาศเริ่มการโจมตีทางอากาศในฉนวนกาซารอบใหม่อีกครั้ง โดยมุ่งเป้าไปที่ฐานที่มั่นของกลุ่มติดอาวุธและผู้ก่อการร้ายหลายสิบแห่ง

กระทรวงสาธารณสุขในฉนวนกาซา ซึ่งบริหารโดยกลุ่มฮามาส รายงานว่า การโจมตีระลอกล่าสุดของอิสราเอล ทำให้มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตถึง 104 ศพ ซึ่งรวมถึงเด็ก 46 คน และผู้หญิง 20 คน ทำให้นี่เป็นวันที่นองเลือดที่สุดนับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ตำรวจอินเดียช่วยเด็ก 17 คนสำเร็จ หลังถูกชายปริศนาจับเป็นตัวประกัน

ตำรวจอินเดียช่วยเด็ก 17 คนสำเร็จ หลังถูกชายปริศนาจับเป็นตัวประกัน

31 ต.ค. 2568 00:10 น.

ตำรวจอินเดียช่วยเด็ก 17 คนสำเร็จ หลังถูกชายปริศนาจับเป็นตัวประกัน

ตำรวจอินเดียช่วยเหลือเด็กๆ 17 คนกับผู้ใหญ่ 2 คนได้สำเร็จ หลังชายคนหนึ่งอ้างว่าจับพวกเขาไว้เป็นตัวประกัน และขู่ว่าจะจุดไฟเผาอาคาร

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ตำรวจในเมืองมุมไบ ประเทศอินเดียเปิดเผยในวันพฤหัสบดีที่ 30 ต.ค. 2568 ว่า พวกเขาสามารถช่วยเหลือเด็ก 17 คนกับผู้ใหญ่อีก 2 คน ที่ถูกชายคนหนึ่งที่อ้างว่าจับพวกเขาเป็นตัวประกันได้อย่างปลอดภัยแล้ว

ตำรวจระบุว่า พวกเขาได้รับโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือเมื่อเวลา 13:45 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยระบุว่า มีคนถูกจับเป็นตัวประกันอยู่ในอาคารแห่งหนึ่ง โดยตอนแรกเจ้าหน้าที่พยายามเจรจากับผู้ต้องสงสัย แต่เขายืนกรานไม่ยอม ตำรวจจึงต้องใช้กำลังบุกเข้าไปในอาคาร

ตำรวจบอกอีกว่า หลังปฏิบัติการเสร็จสิ้น ผู้ต้องสงสัยรายนี้ก็ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษา โดยไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับอาการของเขา ขณะที่สื่อท้องถิ่นรายงานว่า ชายคนนี้ได้รับบาดเจ็บ

ข่าวระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นที่โรงเรียนสอนการแสดง ซึ่งตั้งอยู่ในอาคาร Mahavir Classic ในย่านโปไว (Powai) ซึ่งมีผู้คนพลุกพล่าน ในขณะที่เด็ก ๆ กำลังมาออดิชันอยู่ที่นั่น

สื่อโทรทัศน์ของอินเดียเผยแพร่วิดีโอแสดงให้เห็นชายผู้ต้องสงสัย พูดว่าเขาจับเด็ก ๆ เป็นตัวประกันเพราะเขาต้องการถามคำถามใครบางคนซึ่งเขาไม่ได้ระบุชัดเจน

ชายคนนี้บอกว่าตัวเองชื่อ โรหิต อาร์ยา และกล่าวว่าเขามี “ข้อเรียกร้องง่าย ๆ ข้อเรียกร้องทางศีลธรรม ข้อเรียกร้องด้านจริยธรรม และคำถามบางประการ” พร้อมเสริมว่าเขาไม่ใช่ผู้ก่อการร้ายและไม่ได้ต้องการเงินใด ๆ อย่างไรก็ตามเขาเตือนด้วยว่า การตัดสินใจผิดแม้แต่น้อยจะกระตุ้นให้เขาลงมือ และขู่ว่าจะจุดไฟเผาอาคาร

เบื้องต้นตำรวจยืนยันชื่อของชายต้องสงสัยรายนี้แล้ว แต่ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า นายอาร์ยาเป็นใคร และบุคคลที่เขาต้องการคุยด้วยคือใคร โดยตำรวจกำลังดำเนินการตรวจค้นในที่เกิดเหตุ

นายดัตตา นาลาวาเด รองผู้บัญชาการตำรวจเมืองมุมไบ กล่าวในงานแถลงข่าวว่า ตำรวจพบปืนลมและสารเคมีบางอย่างในที่เกิดเหตุ แต่เจ้าหน้าที่จะสามารถให้ข้อมูลเพิ่มเติมได้ก็ต่อเมื่อการสอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เวียดนามอ่วม น้ำท่วมหนักทุบสถิติ ดับแล้ว 10 ศพ ถนนกลายเป็นคลอง

เวียดนามอ่วม น้ำท่วมหนักทุบสถิติ ดับแล้ว 10 ศพ ถนนกลายเป็นคลอง

30 ต.ค. 2568 22:13 น.

เวียดนามอ่วม น้ำท่วมหนักทุบสถิติ ดับแล้ว 10 ศพ ถนนกลายเป็นคลอง

เวียดนามยังเผชิญเหตุน้ำท่วมอย่างหนักในจังหวัดตอนกลางของประเทศ ล่าสุดทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 10 ศพ ประชาชนจำนวนมากติดค้าง และเจ้าหน้าที่ต้องใช้โดรนเพื่อให้ความช่วยเหลือ

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 30 ต.ค. 2568 ทางการเวียดนามเปิดเผยว่า เหตุน้ำท่วมใหญ่ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ตอนกลางของประเทศตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 10 ศพ และเปลี่ยนถนนในเมืองฮอยอันให้กลายเป็นคลอง หลังจากเกิดฝนตกหนักทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำสายหลักเพิ่มสูงที่สุดในรอบกว่า 60 ปี

ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักได้ซัดกระหน่ำจังหวัดชายฝั่งของเวียดนาม บ้านเรือนมากกว่า 128,000 หลังคาเรือน ใน 5 จังหวัดถูกน้ำท่วมขัง โดยบางพื้นที่มีน้ำท่วมสูงถึง 3 เมตร ขณะที่เมืองมรดกโลกของยูเนสโกอย่าง ฮอยอัน ถูกน้ำท่วมสูงถึง 1.7 ม. ภายในเวลา 24 ชั่วโมง

กระทรวงสิ่งแวดล้อมของเวียดนามเปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 10 ราย ในขณะที่อีก 8 รายยังคงสูญหาย โดยถนนหลายกิโลเมตรได้รับความเสียหายหรือถูกปิดกั้นจากน้ำท่วมและดินถล่มที่เกิดขึ้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ขณะที่พืชผลกว่า 5,000 เฮกตาร์ (50,000 ไร่) ถูกทำลาย และปศุสัตว์ตายไปกว่า 16,000 ตัว

ด้านสำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติระบุว่า ระดับน้ำท่วมที่สถานีตรวจวัดแม่น้ำทูโบน ซึ่งไหลผ่านเมืองดานังและไหลลงสู่ทะเลที่ฮอยอันนั้น สูงกว่าสถิติสูงสุดเมื่อปี 2507 ไป 4 เซนติเมตร โดยอยู่ที่ 5.62 เมตรนับถึงเมื่อช่วงกลางดึกวันพุธ

สื่อของรัฐบาลเวียดนามรายงานว่า เจ้าหน้าที่สามารถเปิดบางส่วนของถนนบนช่องเขาที่เชื่อมระหว่างจังหวัดดานังและกว๋างหงายได้อีกครั้งแล้ว หลังจากที่ถูกดินถล่มปิดกั้นเมื่อวันอาทิตย์ (26 ต.ค.) ขณะที่ทีมกู้ภัยใช้โดรนส่งน้ำและบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปให้กับประชาชนกว่า 50 คน ที่ติดอยู่ในรถบรรทุกหลายสิบคันบนถนนที่ถูกตัดขาด

พยากรณ์อากาศระบุว่า ระดับน้ำในเมืองดานังและเมืองเว้เริ่มลดลงอย่างช้า ๆ แล้ว แต่จะยังคงอยู่ในระดับที่ “น่าตกใจ” ตลอดวันพฤหัสบดี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

รัฐบาลชวนร่วมโครงการ “เที่ยวดีมีคืน 2568” เที่ยวเมืองรองลดหย่อนภาษี 1.5 เท่า

รัฐบาลชวนร่วมโครงการ “เที่ยวดีมีคืน 2568” เที่ยวเมืองรองลดหย่อนภาษี 1.5 เท่า

30 ต.ค. 2568 22:08 น.

รัฐบาลชวนร่วมโครงการ “เที่ยวดีมีคืน 2568” เที่ยวเมืองรองลดหย่อนภาษี 1.5 เท่า

โฆษกรัฐบาล ชวน “เที่ยวดีมีคืน 2568” รับสิทธิลดหย่อนภาษี 1.5 เท่า ผ่านการท่องเที่ยวเมืองรอง ตั้งแต่วันนี้ – 15 ธ.ค. 2568 พักโรงแรม-โฮมสเตย์-ทานร้านอาหาร ก็ได้สิทธิ

วันที่ 30 ต.ค. 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เชิญชวนประชาชนร่วมโครงการ “เที่ยวดีมีคืน 2568” ซึ่งเริ่มแล้วตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม – 15 ธันวาคม 2568 เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศอย่างทั่วถึง โดยโครงการฯ ได้เปิดโอกาสให้บุคคลธรรมดา นำค่าใช้จ่ายด้านที่พักในโรงแรม โฮมสเตย์ไทย ที่พักที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และค่าบริการของร้านอาหารที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) มาหักลดหย่อนภาษี ได้ไม่เกิน 20,000 บาท โดย 10,000 บาทแรกใช้ใบกำกับภาษีแบบกระดาษหรือใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์

(e-Tax Invoice) และอีก 10,000 บาทใช้ e-Tax Invoice เท่านั้น ทั้งนี้ หากเดินทางท่องเที่ยวในเมืองรอง จะได้รับสิทธิลดหย่อน 1.5 เท่า สูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท (จากการจ่ายจริงไม่เกิน 20,000 บาท) ส่วนพื้นที่เมืองหลักนอกจากเมืองรอง ลดหย่อนได้ 1 เท่า สูงสุดไม่เกิน 20,000 บาท

ส่วนภาคธุรกิจนิติบุคคล บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สามารถนำค่าใช้จ่ายจากการจัดอบรมหรือสัมมนาภายในประเทศในช่วงเวลาดังกล่าว มาหักรายจ่ายได้เพิ่ม โดยต้องเป็นค่าใช้จ่ายที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ส่วนกรณีค่าขนส่ง อนุญาตให้จ่ายให้แก่ผู้ที่ไม่ใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ แต่ต้องมีใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) เป็นหลักฐาน โดยสามารถหักรายจ่ายในเมืองรองได้ 2 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง และในพื้นที่เมืองหลักนอกจากเมืองรอง หักรายจ่ายได้ 1.5 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า มาตรการนี้ รัฐบาล มุ่งส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวสู่ 55 เมืองรองทั่วประเทศ เพื่อกระจายเม็ดเงินสู่พื้นที่ท้องถิ่นที่มีศักยภาพ แต่ยังมีจำนวนนักท่องเที่ยวไม่มากเท่าเมืองหลัก อาทิ ภาคเหนือ (เชียงราย, น่าน, ลำปาง, แม่ฮ่องสอน ฯลฯ) ภาคอีสาน (เลย, สกลนคร, บึงกาฬ, ร้อยเอ็ด ฯลฯ) ภาคกลาง (ลพบุรี, สุพรรณบุรี, นครนายก ฯลฯ) และภาคใต้ (ตรัง, ระนอง, ชุมพร, นครศรีธรรมราช ฯลฯ)

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการโรงแรม สามารถนำค่าใช้จ่ายจากการต่อเติมหรือปรับปรุงทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับกิจการหักรายจ่ายได้ 2 เท่าของค่าใช้จ่ายจริง ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569 เพื่อยกระดับมาตรฐานบริการและความพร้อมของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

“เที่ยวดีมีคืน 2568 เป็นมาตรการสำคัญของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ได้ผลในระยะยาว และกระจายพื้นที่ทั่วประเทศ รัฐบาลเชิญชวนประชาชนและผู้ประกอบการใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2568 เพื่อร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจ รับประโยชน์จากมาตรการภาษี และส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง” นายสิริพงศ์ ย้ำ

จับเพิ่ม 5 ผู้ต้องสงสัยคดีโจรกรรม “เครื่องเพชรราชวงศ์ฝรั่งเศส” จากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์

จับเพิ่ม 5 ผู้ต้องสงสัยคดีโจรกรรม "เครื่องเพชรราชวงศ์ฝรั่งเศส" จากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์

30 ต.ค. 2568 15:25 น.

จับเพิ่ม 5 ผู้ต้องสงสัยคดีโจรกรรม “เครื่องเพชรราชวงศ์ฝรั่งเศส” จากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์

อัยการกรุงปารีส แถลงความคืบหน้าครั้งสำคัญของคดีโจรกรรมพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ จับกุมผู้ต้องสงสัยเพิ่มอีก 5 ราย เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา โดยหนึ่งในนั้นคือ ผู้ต้องสงสัยคนสำคัญที่พนักงานสอบสวนกำลังจับตาดูอยู่ การจับกุมเกิดขึ้น 10 วัน หลังเกิดเหตุโจรกรรมเครื่องเพชรแห่งราชวงศ์ฝรั่งเศส 8 ชิ้น ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 88 ล้านยูโร (ราว 3,315 ล้านบาท) แต่ขณะนี้ยังไม่พบสิ่งของที่ถูกโจรกรรม

ลอร์ เบคคัว อัยการกรุงปารีส เปิดเผยผ่านสถานีวิทยุ RTL ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมผู้ต้องสงสัยเพิ่มเติม 5 รายเมื่อค่ำวันพุธที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา ในพื้นที่กรุงปารีสและปริมณฑล และถูกควบคุมตัวเพื่อสอบปากคำ ในคดีโจรกรรมเครื่องเพชรราชวงศ์ฝรั่งเศส 8 ชิ้น จากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ หนึ่งในนั้นเป็นผู้ต้องสงสัยหลักที่เจ้าหน้าที่ติดตามตัวมาระยะหนึ่ง

อัยการระบุว่า ผู้ถูกจับกุมรายหนึ่งเป็น “เป้าหมาย” ที่เจ้าหน้าที่กำลังจับตามอง และเชื่อว่าบุคคลนี้อยู่ร่วมในที่เกิดเหตุขณะลงมือก่อเหตุโจรกรรม ส่วนผู้ถูกจับกุมอีก 4 รายนั้น อาจสามารถให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับรายละเอียดและขั้นตอนของการก่อเหตุ อย่างไรก็ตาม เครื่องเพชรพลอยของราชวงศ์ฝรั่งเศสจำนวน 8 ชิ้น ที่มีมูลค่าประเมินสูงถึง 88 ล้านยูโร ยังคงสูญหาย

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาและสั่งจำคุกผู้ต้องสงสัยอีก 2 ราย ซึ่งถูกจับกุมตัวไว้ตั้งแต่คืนวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยผู้ต้องสงสัย 2 รายนี้ มีอายุ 34 ปี และ 39 ปี ถูกตั้งข้อหา “โจรกรรมโดยองค์กรอาชญากรรม”  และ “การรวมกลุ่มของอาชญากรเพื่อกระทำความผิดทางอาญา” และถูกควบคุมตัวชั่วคราวแล้ว

ทนายความของผู้ต้องสงสัยวัย 34 ปี ยืนยันถึงความจำเป็นในการ “เคารพความลับของการสอบสวนและการดำเนินการทางกฎหมายอย่างที่สุด” และระบุว่า “มีช่องว่างที่ลึกสุดหยั่งถึงระหว่างความเป็นคดีพิเศษที่น่าตื่นตาตื่นใจ กับบุคลิกที่เป็นคนธรรมดาสามัญของลูกความของเรา”.

ที่มา franceinfo