ญี่ปุ่นคุมเข้ม “วีซ่าผู้บริหารธุรกิจ” ปรับเพิ่มเงินลงทุนขั้นต่ำ สกัดลักลอบเข้าทำงานผิดกม.

ญี่ปุ่นคุมเข้ม “วีซ่าผู้บริหารธุรกิจ” ปรับเพิ่มเงินลงทุนขั้นต่ำ สกัดลักลอบเข้าทำงานผิดกม.

28 ต.ค. 2568 12:27 น.

ญี่ปุ่นคุมเข้ม “วีซ่าผู้บริหารธุรกิจ” ปรับเพิ่มเงินลงทุนขั้นต่ำ สกัดลักลอบเข้าทำงานผิดกม.

รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศ คุมเข้มกฎการยื่นขอวีซ่าผู้บริหารธุรกิจ ตั้งแต่เดือนตุลาคมนี้ หลังพบว่ามีการนำวีซ่าดังกล่าวมาใช้เป็นช่องทางอพยพเข้าสู่ญี่ปุ่นโดยไม่ทำธุรกิจจริง 

ภายใต้กฎใหม่ ผู้สมัครขอวีซ่าต้องมีเงินลงทุน อย่างน้อย 30 ล้านเยน หรือ ประมาณ 6.8 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 6 เท่า เพื่อสกัดผู้ที่ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เข้ามาทำธุรกิจจริงๆ นอกจากนี้บริษัทยังต้องจ้างพนักงานเต็มเวลาอย่างน้อย 1 คน ซึ่งต้องเป็นพลเมืองญี่ปุ่นหรือผู้พำนักถาวรในญี่ปุ่น

ขณะเดียวกัน ผู้สมัครยังต้องมีประสบการณ์ด้านการบริหารธุรกิจอย่างน้อย 3 ปี หรือมีวุฒิการศึกษา ระดับปริญญาโทขึ้นไป

นาย อิโตะ จุนจิ เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองญี่ปุ่น ระบุว่า ที่ผ่านมามีการยื่นขอวีซ่าผู้บริหารผ่านบริษัทที่ไม่มีการดำเนินกิจการจริง แต่ใช้สถานะนี้เพื่ออพยพเข้าญี่ปุ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ เพราะกฎเกณฑ์เดิมนั้นหย่อนเกินไป

ข้อมูลพบว่ากว่าครึ่งของผู้ถือวีซ่าผู้บริหารธุรกิจเป็นชาวจีน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นนักลงทุนจริง แต่ก็มีจำนวนมากที่ใช้ช่องทางนี้เพื่ออพยพหนีจากสถานการณ์ในประเทศ เช่น มาตรการล็อกดาวน์เข้มงวดในช่วงโควิด-19 ของรัฐบาลปักกิ่ง และแรงกดดันด้านการศึกษาที่สูงมากจากการแข่งขันสอบเข้ามหาวิทยาลัยในจีน หลายครอบครัวจึงเลือกย้ายมาญี่ปุ่นเพื่อให้บุตรหลานได้เรียนในสภาพแวดล้อมที่กดดันน้อยกว่า

สำนักงานกฎหมายหลายแห่งที่ช่วยยื่นขอวีซ่าให้ลูกค้าระบุว่า มีกลุ่มผู้สมัครแสดงความกังวล โดยเฉพาะเงื่อนไขที่ต้องจ้างพนักงานเต็มเวลา ซึ่งอาจสร้างภาระหนักสำหรับธุรกิจขนาดเล็กหรือสตาร์ทอัพต่างชาติ โดยนาง มัตสึชิตะ นามิโกะ ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายเศรษฐกิจญี่ปุ่น ให้ความเห็นว่า อุปสรรคในการเริ่มต้นธุรกิจในญี่ปุ่นสูงขึ้นมาก คนที่รักญี่ปุ่นและอยากมาลงทุนอาจถูกกันออกไป ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบริษัทสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพเติบโตในญี่ปุ่นได้

วีซ่าประเภทนี้เปิดตัวครั้งแรกเมื่อ 10 ปีก่อน เพื่อดึงดูดผู้ประกอบการต่างชาติให้เข้ามาลงทุนและสร้างงานในญี่ปุ่น แต่ปัจจุบันพบว่าได้รับความนิยมสูงผิดคาด โดยมีผู้ถือสถานะนี้กว่า 41,000 คนในปีที่ผ่านมา ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในรอบทศวรรษ

ขณะที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองญี่ปุ่น ระบุว่าจะติดตามผลของกฎใหม่อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบต่อการลงทุนจากต่างประเทศและความสมดุลระหว่างการคัดกรองผู้อพยพ กับ การดึงดูดนักธุรกิจคุณภาพ.

ที่มา : NHK

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ญี่ปุ่น

พม่าเปิดฉากหาเสียงเลือกตั้งภายใต้รัฐบาลทหาร ท่ามกลางสงคราม-การคว่ำบาตรจากทั่วโลก

พม่าเปิดฉากหาเสียงเลือกตั้งภายใต้รัฐบาลทหาร ท่ามกลางสงคราม-การคว่ำบาตรจากทั่วโลก

28 ต.ค. 2568 12:09 น.

พม่าเปิดฉากหาเสียงเลือกตั้งภายใต้รัฐบาลทหาร ท่ามกลางสงคราม-การคว่ำบาตรจากทั่วโลก

พรรคการเมืองที่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมการเลือกตั้งที่จัดโดยรัฐบาลทหารพม่า เริ่มต้นการหาเสียงในวันนี้ ก่อนการเลือกตั้งจะเริ่มในวันที่ 28 ธันวาคม แต่การเลือกตั้งดังกล่าวถูกมองทั้งจากในประเทศและต่างประเทศว่าเป็นเพียงกลยุทธ์สร้างความชอบธรรมให้ระบอบเผด็จการ ขณะที่ประเทศยังจมอยู่ในสงครามกลางเมือง และประชาชนส่วนใหญ่ไม่สนใจการเลือกตั้งครั้งนี้

พม่าตกอยู่ภายใต้สงครามกลางเมืองนับตั้งแต่กองทัพเข้ายึดอำนาจด้วยการทำรัฐประหารเมื่อปี 2021 โดยโค่นล้มและคุมขังนางออง ซาน ซูจี ผู้นำประชาธิปไตย ซึ่งพรรคของเธอได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้นในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด แม้รัฐบาลทหารจะสูญเสียพื้นที่ส่วนใหญ่ให้กับกองกำลังต่อต้านประชาธิปไตยและกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ แต่ก็ยังคงผลักดันการเลือกตั้งโดยอ้างว่าเป็นหนทางสู่การปรองดอง

กลุ่มกบฏต่อต้านได้ประกาศบอยคอตการลงคะแนนเสียง ในพื้นที่ขนาดใหญ่ที่พวกเขายึดครอง ขณะที่กลุ่มสิทธิมนุษยชนและผู้เชี่ยวชาญของสหประชาชาติ ได้ประณามเงื่อนไขที่จำกัดของการเลือกตั้งในเขตที่รัฐบาลทหารควบคุม

ขณะที่ชาวพม่าจำนวนมากแสดงท่าทีไม่แยแสต่อการเลือกตั้ง โดยชาวเมืองซิตตเว รัฐยะไข่ วัย 60 ปี ให้ความเห็นว่า “การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่มีความหมายสำหรับผม มันไม่ใช่การเลือกตั้งที่แท้จริง และผมไม่เห็นว่ามีใครสนับสนุนมัน” และเสริมว่าผู้คนกำลังดิ้นรนกับปัญหาปากท้องจนไม่มีเวลาสนใจการเมือง “ผมเห็นคนขอทานมากขึ้นเรื่อย ๆ ในเมือง เพราะผู้คนอดอยาก” ด้านพลเรือนที่ต้องพลัดถิ่นไปยังเมือง มัณฑะเลย์ กล่าวว่า “ไม่น่าจะไปลงคะแนนเสียง และผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองอยู่ในรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งหรือไม่ พวกเราไม่ได้สนใจมากนัก พวกเราแค่ต้องการกลับบ้าน”

ทั้งนี้ มี 57 พรรคการเมือง ลงสมัครรับเลือกตั้งที่จะเริ่มขึ้นเป็นระยะตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม โดยพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ของนางออง ซาน ซูจี ซึ่งชนะถึง 82% ของที่นั่งในการเลือกตั้งปี 2020 จะไม่เข้าร่วมการเลือกตั้ง เนื่องจากรัฐบาลทหารได้สั่งยุบพรรคและตั้งข้อกล่าวหาการทุจริตการเลือกตั้งที่ไม่มีหลักฐาน

พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ซึ่งเป็นพรรคสนับสนุนกองทัพ มีแผนจะเริ่มต้นหาเสียงด้วยการติดตั้งป้ายในกรุงเนปิดอว์ และเผยแพร่โฆษณาทางสื่อของรัฐในช่วงเย็นวันนี้ (28 ต.ค.) อย่างไรก็ตาม คาดว่าบรรยากาศการหาเสียงโดยทั่วไปจะเงียบเหงาและมีมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูง เนื่องจากสถานการณ์สงครามกลางเมือง

แหล่งข่าวทางการทูตเปิดเผยว่า สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) จะไม่ส่งผู้สังเกตการณ์เข้าร่วมการเลือกตั้งครั้งนี้ หลังจากที่กลุ่มสิทธิมนุษยชนหลายกลุ่มได้เรียกร้องให้งดการส่งผู้สังเกตการณ์เพื่อไม่ให้เป็นการให้ความชอบธรรมต่อการเลือกตั้งที่เชื่อว่ามีข้อบกพร่องอย่างร้ายแรง

รัฐบาลทหารยังได้ออกกฎหมายลงโทษผู้ที่ประท้วงต่อต้านการเลือกตั้งด้วยโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี และใช้กฎหมายอาชญากรรมทางไซเบอร์เพื่อควบคุมการสื่อสารที่ “บ่อนทำลายความสามัคคี”

รัฐบาลทหารยอมรับว่า 1 ใน 7 ของเขตเลือกตั้งสำหรับรัฐสภาแห่งชาติ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่สงครามที่ยังมีการสู้รบจะไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ และยังคงมีการประกาศกฎอัยการศึก ใน 1 ใน 5 ของเมืองทั้งหมดในประเทศ.

ที่มา AFP

ศุลกากรเซินเจิ้น รวบ 2 หญิงจีน ซุกเต่าแอฟริกาใต้กระโปรง 68 ตัว

ศุลกากรเซินเจิ้น รวบ 2 หญิงจีน ซุกเต่าแอฟริกาใต้กระโปรง 68 ตัว

28 ต.ค. 2568 12:02 น.

ศุลกากรเซินเจิ้น รวบ 2 หญิงจีน ซุกเต่าแอฟริกาใต้กระโปรง 68 ตัว

เจ้าหน้าที่ศุลกากรด่านเหวินจิ่นตู้ เมืองเซินเจิ้น สกัดจับหญิงจีน 2 ราย หลังพยายามลักลอบนำเข้า “เต่าโคลนแคระแอฟริกา” รวม 68 ตัว ผูกติดขา ซุกไว้ใต้กระโปรง เจ้าหน้าที่เผยเป็นสัตว์ต่างถิ่นที่ไม่พบในจีน

วันที่ 27 ตุลาคม 2568 เจ้าหน้าที่ประจำด่านศุลกากรเหวินจิ่นตู้ สังกัดศุลกากรเซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้ง ทางตอนใต้ของจีน เปิดเผยว่า เมื่อไม่นานมานี้ เจ้าหน้าที่พบความผิดปกติของผู้โดยสารหญิงรายหนึ่งที่เดินตัวแข็งทื่ออยู่ภายในอาคารผู้โดยสารขาเข้า จึงเข้าทำการสกัดตัวและตรวจสอบ

จากการตรวจค้นพบว่า หญิงรายนี้ซุกซ่อนเต่ามีชีวิต จำนวน 39 ตัว ไว้ใต้กระโปรง โดยใช้กางเกงเลกกิ้งสีดำผูกติดกับต้นขาทั้งสองข้าง หลังจากนั้นเพียง 5 นาที เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดเต่าเพิ่มอีก 29 ตัว จากหญิงอีกคนที่พยายามเดินผ่านด่านในลักษณะเดียวกัน

รายงานระบุว่า เต่าทั้งหมด 68 ตัว เป็นเต่าโคลนแคระแอฟริกา ชื่อวิทยาศาสตร์ Pelusios nanus  จัดอยู่ในสกุลเพลูซิออส (Pelusios) วงศ์เพโลเมดูซิดี (Pelomedusidae) ซึ่งเป็นสัตว์ต่างถิ่น ไม่มีการกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติในจีนโดยขณะนี้ เจ้าหน้าที่ได้ส่งคดีให้หน่วยงานปราบปรามการลักลอบนำเข้าของศุลกากรเซินเจิ้นดำเนินการตามกฎหมายต่อไป.

ที่มา Xinhua

สหรัฐอเมริกาจ่อยกเลิกการคว่ำบาตรอาวุธต่อกัมพูชา ฟื้นซ้อมรบร่วม

สหรัฐอเมริกาจ่อยกเลิกการคว่ำบาตรอาวุธต่อกัมพูชา ฟื้นซ้อมรบร่วม

28 ต.ค. 2568 11:16 น.

สหรัฐอเมริกาจ่อยกเลิกการคว่ำบาตรอาวุธต่อกัมพูชา ฟื้นซ้อมรบร่วม

สื่อกัมพูชาเผย สหรัฐอเมริกาประกาศเตรียมยกเลิกการคว่ำบาตรอาวุธต่อกัมพูชาแล้ว เพื่อตอบแทนที่รักษาสันติภาพและความมั่นคง

สื่อกัมพูชาอย่างขแมร์ไทมส์ อ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์ทำเนียบขาว ซึ่งมีการเปิดเผยเอกสารสรุปผลงานของประธานาธิบดีทรัมป์ในการส่งเสริมสันติภาพและความรุ่งเรืองในมาเลเซียในการประชุมอาเซียนที่ผ่านมา โดยมีการสรุปการเดินหน้าความร่วมมือกับประเทศต่างๆ เอาไว้

แต่ที่น่าจับตามองคือเนื้อหาใจความที่เกี่ยวข้องกับกัมพูชาซึ่งระบุว่า สหรัฐอเมริกาประกาศจะยกเลิกการคว่ำบาตรอาวุธ ต่อกัมพูชา เพื่อตอบสนองต่อ “ความมุ่งมั่นของกัมพูชาในการรักษาสันติภาพและความมั่นคง”

นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศยังตกลงที่จะ รื้อฟื้นการฝึกซ้อมทางทหารร่วม “ANGKOR SENTINEL” ซึ่งจัดขึ้นครั้งล่าสุดเมื่อปี 2017 และสหรัฐฯ จะเพิ่มโควตาให้นายทหารกัมพูชาเข้าศึกษาในสถาบันการทหารชั้นนำของสหรัฐฯ เช่น โรงเรียนนายร้อยเวสต์พอยต์ และโรงเรียนนายเรืออากาศ

ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องกันในการ ขยายความร่วมมือด้านการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึง เครือข่ายค้ายาเสพติดและศูนย์หลอกลวงออนไลน์  ซึ่งสร้างความเสียหายต่อชาวอเมริกันกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี 

ขณะที่เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับไทยระบุว่า ในการหารือระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์กับนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ผู้นำทั้งสองประเทศได้ ตกลงขยายความร่วมมือด้านความมั่นคงและโซ่อุปทาน เพื่อให้การผลิตและการค้าของทั้งสองประเทศมีความมั่นคงมากขึ้น

ทั้งสหรัฐฯ และไทยจะ เสริมความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายและการแลกเปลี่ยนข้อมูล ระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เพื่อร่วมกันสืบสวน อาชญากรรมทางไซเบอร์และการเงิน ที่เกี่ยวข้องกับ เครือข่ายศูนย์หลอกลวง 

นอกจากนี้ผู้นำทั้งสองยังได้ ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้าน แร่ธาตุสำคัญ โดยมุ่งเน้นให้เกิดความหลากหลายของแหล่งวัตถุดิบ การสร้างพันธมิตรระหว่างบริษัทสหรัฐฯ และไทย และการเสริมความแข็งแกร่งของ ห่วงโซ่อุปทานโลก 

เอกสารจากทำเนียบขาวระบุว่า ความร่วมมือดังกล่าวจะช่วย ลดผลกระทบจากพฤติกรรมการค้าที่ไม่ยุติธรรมเช่น การทุ่มตลาด การอุดหนุนทางการค้า และการตั้งมาตรฐานราคาที่ไม่เป็นธรรม พร้อมสร้างกลไกรองรับราคาสินค้าให้มีเสถียรภาพมากขึ้น.

ที่มา : ทำเนียบขาวสหรัฐฯ

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ กัมพูชา

“ทรัมป์” ชื่นชม “ทาคาอิจิ” นายกฯ หญิงคนแรกของญี่ปุ่น-ลงนามข้อตกลงการค้า-แร่ธาตุสำคัญ

"ทรัมป์" ชื่นชม "ทาคาอิจิ" นายกฯ หญิงคนแรกของญี่ปุ่น-ลงนามข้อตกลงการค้า-แร่ธาตุสำคัญ

28 ต.ค. 2568 10:58 น.

“ทรัมป์” ชื่นชม “ทาคาอิจิ” นายกฯ หญิงคนแรกของญี่ปุ่น-ลงนามข้อตกลงการค้า-แร่ธาตุสำคัญ

โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ยกย่อง ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่นอย่างเต็มที่ พร้อมรับปากจะเร่งเสริมสร้างกองทัพ และลงนามข้อตกลงสำคัญด้านการค้าและแร่ธาตุสำคัญ โดยนางทาคาอิจิเตรียมเสนอแพ็กเกจลงทุนสหรัฐฯ กว่า 5.5 แสนล้านดอลลาร์ และจะเสนอชื่อนายทรัมป์เข้ารับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้กล่าวชื่นชมนางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของญี่ปุ่นอย่างท่วมท้น ในระหว่างการหารือทวิภาคีที่พระราชวังอากาซากะ ในกรุงโตเกียว เมื่อวันอังคาร (28 ต.ค.) โดยนายทรัมป์ได้แสดงความยินดีที่นางทาคาอิจิเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก และกล่าวว่า “ทุกสิ่งที่ผมรู้จากชินโซะ อาเบะ และคนอื่น ๆ คุณจะเป็นหนึ่งในนายกรัฐมนตรีที่ยิ่งใหญ่”

นางทาคาอิจิ ซึ่งเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดของอดีตนายกรัฐมนตรีชินโซะ อาเบะ ผู้ล่วงลับ ได้กล่าวต่อสื่อมวลชนว่า เธอจะเสนอชื่อนายทรัมป์เข้ารับ รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ จากบทบาทในการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกัมพูชา-ไทย และอิสราเอล-กลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์

นอกจากนี้ ผู้นำทั้งสองยังได้ลงนามข้อตกลงว่าด้วยแร่ธาตุสำคัญและแร่หายาก เพื่อร่วมกันลดการพึ่งพาจีนในการจัดหาวัตถุดิบสำคัญเหล่านี้ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภท ตั้งแต่สมาร์ตโฟนไปจนถึงเครื่องบินรบ โดยข้อตกลงนี้มีเป้าหมายร่วมกันในการระบุโครงการที่น่าสนใจในด้านต่าง ๆ เช่น แม่เหล็กและแบตเตอรี่ ในช่วงหกเดือนข้างหน้า รวมถึงการพัฒนากองหนุนแร่ธาตุหลักร่วมกัน

แหล่งข่าวระบุว่า นางทาคาอิจิคาดว่าจะเสนอแพ็กเกจการลงทุนของสหรัฐฯ ภายใต้ข้อตกลงมูลค่า 550,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่ตกลงกันไว้ในปีนี้ ซึ่งรวมถึงอุตสาหกรรมการต่อเรือและการเพิ่มการซื้อถั่วเหลือง ก๊าซธรรมชาติ และรถกระบะจากสหรัฐฯ

ในการเข้าพบครั้งนี้ นางทาคาอิจิได้มอบของขวัญพิเศษแก่นายทรัมป์ ได้แก่ ไม้พัตเตอร์ของนายอาเบะ ถุงกอล์ฟพร้อมลายเซ็นของ ฮิเดกิ มัตสึยามะ นักกอล์ฟชาวญี่ปุ่นที่ชนะรายการเมเจอร์ และลูกกอล์ฟเคลือบทองคำ เพื่อเป็นการรำลึกถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดที่นายทรัมป์เคยมีกับอดีตนายกฯ อาเบะ

เพื่อบรรเทาข้อเรียกร้องของนายทรัมป์ให้ญี่ปุ่นใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศมากขึ้น นางทาคาอิจิได้ประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าจะเร่งแผนการเพิ่มงบประมาณกลาโหมให้ถึง 2% ของจีดีพี

หลังจากการหารืออย่างเป็นทางการ ผู้นำทั้งสองมีกำหนดเดินทางไปยังฐานทัพเรือสหรัฐฯ ที่โยโกสุกะ ใกล้กรุงโตเกียว ซึ่งเป็นที่ตั้งของเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส จอร์จ วอชิงตัน ก่อนที่นายทรัมป์จะพบปะกับผู้นำธุรกิจในโตเกียว และเดินทางต่อไปยังเกาหลีใต้ในวันพุธ เพื่อเข้าร่วมการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปก).

ที่มา Reuters

เหมืองออสเตรเลียระเบิด คร่าชีวิตชาย-หญิงดับ 2 ศพ

เหมืองออสเตรเลียระเบิด คร่าชีวิตชาย-หญิงดับ 2 ศพ

28 ต.ค. 2568 10:10 น.

เหมืองออสเตรเลียระเบิด คร่าชีวิตชาย-หญิงดับ 2 ศพ

เกิดเหตุระเบิดใต้ดินภายในเหมืองแห่งหนึ่งในรัฐนิวเซาท์เวลส์ ของออสเตรเลีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย เมื่อช่วงเช้ามืดของวันอังคาร ตามเวลาท้องถิ่น

เจ้าหน้าที่บริการฉุกเฉินได้รับแจ้งเหตุระเบิดที่เหมือง Endeavor Mine ในเมืองโคบาร์ ซึ่งอยู่ห่างจากนครซิดนีย์ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือราว 700 กิโลเมตร โดยรายงานเบื้องต้นระบุว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 2 คน

ตำรวจเปิดเผยว่า ชายวัยประมาณ 60 ปี เสียชีวิตในที่เกิดเหตุทันที ส่วนหญิงอีก 2 คนซึ่งมีอายุในช่วง 20 ปี ถูกช่วยขึ้นมาจากใต้ดิน โดยหนึ่งในนั้นเสียชีวิตในเวลาต่อมา ส่วนอีกคนถูกนำส่งโรงพยาบาลด้วยเฮลิคอปเตอร์ ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย มีอาการหูอื้อและตกใจจากแรงระเบิด

เจ้าหน้าที่ระบุว่าจะมีการจัดทำรายงานเสนอต่อเจ้าหน้าที่ชันสูตรศพและสำนักงานความปลอดภัยในการทำงานของรัฐจะดำเนินการสอบสวนหาสาเหตุของเหตุการณ์ครั้งนี้ต่อไป

นาย จาร์ร็อด มาร์สเดน นายกเทศมนตรีเมืองโคบาร์ กล่าวกับสำนักข่าว ABC ว่า เหตุการณ์นี้เป็นเรื่องน่าเศร้าอย่างยิ่ง โดยตอนนี้มีสองครอบครัวที่ต้องสูญเสียคนที่พวกเขารักไป

ตามข้อมูลจากเว็บไซต์ของเหมือง Endeavor เหมืองแห่งนี้เปิดดำเนินการอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 1982 จนถึงปี 2020 ก่อนจะถูกบริษัท Polymetals Resources เข้าซื้อกิจการในปี 2023 และอยู่ระหว่างกระบวนการเริ่มทำเหมืองใหม่ในปีนี้ เพื่อผลิตแร่เงิน สังกะสี และตะกั่ว โดยพื้นที่เหมืองมีอุโมงค์ลาดยาวประมาณ 7 กิโลเมตร และปล่องลึกลงไปใต้ดิน 300 เมตร

ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีรัฐนิวเซาท์เวลส์ คริส มินส์ ได้แสดงความเสียใจต่อครอบครัว เพื่อน และเพื่อนร่วมงานของผู้ที่เสียชีวิต โดยกล่าวว่า นี่เป็นวันที่โศกเศร้าอย่างยิ่งสำหรับชุมชนโคบาร์ และจะส่งผลสะเทือนไปทั่วทั้งอุตสาหกรรมเหมืองแร่

เขากล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการด้านความปลอดภัยในอุตสาหกรรมเหมืองแร่มีการพัฒนาอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจอันเจ็บปวดว่า ทุกฝ่ายจำเป็นต้องรักษาความระมัดระวังอยู่เสมอเพื่อปกป้องชีวิตของคนงาน.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เหมืองระเบิด

อาเซียน-จีน ลงนามยกระดับเขตการค้าเสรี 3.0

อาเซียน-จีน ลงนามยกระดับเขตการค้าเสรี 3.0

28 ต.ค. 2568 10:04 น.

อาเซียน-จีน ลงนามยกระดับเขตการค้าเสรี 3.0

จีนและอาเซียนร่วมลงนามเขตการค้าเสรี จีน-อาเซียน 3.0 ส่งเสริมบูรณาการทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค และการค้าระหว่างประเทศให้แข็งแกร่ง ในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 47 ช่วงเช้าวันสุดท้าย 

นายซาฟรูล อาซิส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการลงทุน การค้า และอุตสาหกรรม ของมาเลเซีย และนายหวาง เหวินเทา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของจีน ร่วมลงนามยกระดับเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน 3.0 หรือ ACFTA 3.0 โดยมีนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียและนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน เป็นสักขีพยาน จากนั้นข้อตกลง ได้ถูกนำเสนอต่อเลขาธิการอาเซียน

สำหรับ ACFTA 3.0 เป็นการยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ หลังจากความตกลงฉบับแรกมีผลบังคับใช้มากว่า 20 ปี โดยเพิ่มประเด็นใหม่ที่สอดคล้องกับโลกปัจจุบัน ทั้ง เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว และความเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน 

สาระสำคัญ เช่น การคุ้มครองผู้บริโภคออนไลน์ ดูแลความปลอดภัยข้อมูลส่วนบุคคล ความมั่นคงไซเบอร์ และเอื้อให้ธุรกิจรายย่อยเข้าสู่ตลาดดิจิทัลได้ง่ายขึ้น การเปิดช่องทางร้องเรียน–เยียวยาข้ามประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค การสนับสนุนการค้าสีเขียว การลงทุนเพื่อความยั่งยืน และมาตรการลดการปล่อยคาร์บอน เสริมศักยภาพธุรกิจขนาดเล็กสู่ตลาดโลก พร้อมระบบแบ่งปันข้อมูลและแนวปฏิบัติที่ดี

ตามข้อมูลของอาเซียน จีนถือเป็น คู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของกลุ่มอาเซียน โดยมูลค่าการค้ารวมระหว่างกันในปีที่แล้วอยู่ที่ 771,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ ราว 28 ล้านล้านบาท

จีนกำลังพยายามเสริมสร้างความร่วมมือกับอาเซียน ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีมูลค่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) รวมกว่า 3.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อรับมือกับ ภาษีนำเข้าขนาดใหญ่ที่รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำหนดขึ้นต่อหลายประเทศทั่วโลก

แม้จะเผชิญเสียงวิจารณ์จากประเทศมหาอำนาจอื่น ๆ เกี่ยวกับการจำกัดการส่งออกสินทรัพย์สำคัญอย่างแร่หายากและแร่เชิงกลยุทธ์ต่าง ๆ แต่ปักกิ่งยังคงพยายาม แสดงบทบาทในฐานะเศรษฐกิจที่เปิดกว้างมากขึ้น

การเจรจาข้อตกลงอาเซียน–จีนฉบับอัปเกรดนี้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2022 และสิ้นสุดลงในเดือนพฤษภาคมปีนี้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่สหรัฐฯ เริ่มเดินหน้าเก็บภาษีนำเข้ากับหลายประเทศอย่างเข้มงวด ข้อตกลงการค้าเสรีฉบับแรกของอาเซียน–จีนมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2010

จีนเคยระบุว่า FTA ฉบับใหม่จะช่วย ขยายการเข้าถึงตลาดในภาคเกษตร เศรษฐกิจดิจิทัล และอุตสาหกรรมยา ระหว่างจีนและอาเซียน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการทั้งสองฝ่าย

ทั้งจีนและอาเซียนยังเป็นสมาชิกของ ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ซึ่งเป็นเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ครอบคลุมประชากรราวหนึ่งในสามของโลก และมีสัดส่วนราว 30% ของ GDP โลก โดยมาเลเซียเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอด RCEP ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการจัดประชุมครั้งแรกในรอบ 5 ปี

นักวิเคราะห์บางรายมองว่า ข้อตกลงระหว่างอาเซียนและจีน รวมถึง RCEP อาจช่วยทำหน้าที่เป็นกันชนทางเศรษฐกิจต่อ มาตรการภาษีของสหรัฐฯ ได้ในระดับหนึ่ง แม้ข้อตกลงนี้จะมีข้อจำกัดในบางประเด็น เนื่องจากผลประโยชน์ที่แตกต่างกันของประเทศสมาชิกอาเซียนแต่ละราย.

ที่มา : Reuters

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ การประชุมอาเซียน

เฮอริเคน “เมลิสซา” พัดขึ้นฝั่งจาเมกาวันนี้ ทางการเร่งอพยพประชาชน คาดเป็นพายุรุนแรงที่สุดของปีนี้

เฮอริเคน "เมลิสซา" พัดขึ้นฝั่งจาเมกาวันนี้ ทางการเร่งอพยพประชาชน คาดเป็นพายุรุนแรงที่สุดของปีนี้

28 ต.ค. 2568 10:04 น.

เฮอริเคน “เมลิสซา” พัดขึ้นฝั่งจาเมกาวันนี้ ทางการเร่งอพยพประชาชน คาดเป็นพายุรุนแรงที่สุดของปีนี้

พายุเฮอริเคน “เมลิสซา” ความรุนแรงระดับ 5 จ่อพัดขึ้นฝั่งจาเมกาวันนี้ ล่าสุดอิทธิพลของพายุทำให้ฝนตกหนัก ลมกระโชกแรง คร่าแล้ว 3 ศพ ขณะที่สหรัฐฯ เตือนหายนะระดับโลก พายุรุนแรงสุดแห่งปี 2568

วันที่ 27 ตุลาคม 2568 สำนักข่าว BBC และ CBS รายงานว่า พายุเฮอร์ริเคน “เมลิสซา” (Melissa) พายุหมุนเขตร้อนระดับ 5 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด กำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่เกาะจาเมกา ด้วยความเร็วลมสูงสุดถึงประมาณ 282 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยหากเมลิสซาขึ้นฝั่งด้วยความรุนแรงเท่าปัจจุบัน จะเป็นพายุเฮอร์ริเคนที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์จาเมกา นับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูลในปี  2394  

ศูนย์เฮอร์ริเคนแห่งชาติสหรัฐฯ ระบุว่า เมลิสซามีกำหนดขึ้นฝั่งจาเมกา ในช่วงเช้าวันอังคารตามเวลาท้องถิ่น โดยขณะนี้อยู่ห่างจากกรุงคิงส์ตัน ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 233 กิโลเมตร และเคลื่อนตัวช้าเพียง 6 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้เสี่ยงเกิดฝนตกหนักต่อเนื่อง น้ำท่วมฉับพลัน และดินถล่มในหลายพื้นที่

กระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการจาเมกาเปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิตจากเหตุพายุแล้วอย่างน้อย 3 ศพ ขณะที่ก่อนหน้านี้มีรายงานผู้เสียชีวิต 4 ศพในเฮติ และสาธารณรัฐโดมินิกัน นอกจากนี้ยังมีผู้สูญหายหลายรายจากกระแสน้ำเชี่ยว

ด้านนายไมเคิล เบรนแนน ผู้อำนวยการศูนย์เฮอร์ริเคนแห่งชาติสหรัฐฯ เตือนประชาชนชาวจาเมกา ว่า อย่าออกจากบ้านในทุกกรณี เพราะจะเกิดน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มรุนแรงทั่วเกาะ  พร้อมเตือนว่าไม่ควรออกจากที่พักแม้จะอยู่ในตาพายุ  ซึ่งอาจสร้างความเข้าใจผิดว่าอากาศสงบ โดยปริมาณฝนบางพื้นที่อาจสูงถึง 100 เซนติเมตรภายใน 4 วัน ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ฝนตกหนักระดับ “หายนะ”

ขะเดียวกัน รัฐบาลจาเมกานำโดยนายกรัฐมนตรีแอนดรูว์ โฮลเนส  ได้ออกคำสั่งอพยพประชาชนในหลายชุมชนเสี่ยงทั่วเกาะ โดยระบุผ่านแพลตฟอร์มเอ็กซ์  ว่าขอให้ชาวจาเมกาทุกคนเตรียมพร้อม อยู่ภายในบ้าน และปฏิบัติตามคำสั่งอพยพอย่างเคร่งครัด ทุกคนจะผ่านพายุครั้งนี้ไปด้วยกัน และฟื้นฟูประเทศให้แข็งแกร่งกว่าเดิม 

นางดานา มอร์ริส ดิกสัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์ว่า นี่คือพายุที่จาเมกาไม่เคยเผชิญมาก่อน ที่ผ่านมามีฝนตกตลอดทั้งเดือนตุลาคม ทำให้พื้นดินอิ่มน้ำแล้ว และฝนที่กำลังจะตกอีกจะทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่และดินถล่มในเขตภูเขา  

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลจาเมกาประกาศอพยพประชาชน พร้อมกันนี้ได้เปิดศูนย์พักพิงกว่า 881 แห่งทั่วประเทศ พร้อมใช้รถโรงเรียนช่วยขนย้ายผู้สูงอายุและผู้พิการออกจากพื้นที่เสี่ยง ขณะเดียวกันมีรายงานว่าเครื่องบินสำรวจพายุของสำนักงานสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ ต้องยกเลิกภารกิจกลางทาง หลังเผชิญความปั่นป่วนรุนแรงในชั้นบรรยากาศ.

ทรัมป์เยือนญี่ปุ่น เข้าเฝ้าจักรพรรดินารุฮิโตะ พบนายกฯ ทาคาอิจิ กระชับพันธมิตรหารือความร่วมมือศก.

ทรัมป์เยือนญี่ปุ่น เข้าเฝ้าจักรพรรดินารุฮิโตะ พบนายกฯ ทาคาอิจิ กระชับพันธมิตรหารือความร่วมมือศก.

28 ต.ค. 2568 09:37 น.

ทรัมป์เยือนญี่ปุ่น เข้าเฝ้าจักรพรรดินารุฮิโตะ พบนายกฯ ทาคาอิจิ กระชับพันธมิตรหารือความร่วมมือศก.

ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เดินทางถึงญี่ปุ่น เข้าเฝ้าสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ เมื่อคืนที่ผ่านมา ก่อนเช้านี้จะพบนายกฯ ซานาเอะ ทาคาอิจิ หารือกระชับพันธมิตร เจรจาความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ

วันที่ 28 ตุลาคม 2568 สำนักข่าว NHK ของญี่ปุ่น รายงานว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เดินทางถึงสนามบินฮาเนดะ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เวลาประมาณ 17.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ของเมื่อวานนี้ หลังเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนที่มาเลเซีย

ในค่ำวันเดียวกัน ทรัมป์ได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ ณ พระราชวังอิมพีเรียล ถือเป็นการเยือนญี่ปุ่นครั้งที่ 4 ของทรัมป์ในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยครั้งล่าสุดคือในปี 2562 เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอด G20 ที่เมืองโอซากา

ต่อมาในช่วงเช้าวันที่ 28 ตุลาคม ทรัมป์ได้เข้าพบนางซานาเอะ ทาคาอิชิ นายกรัฐมนตรีหญิงของญี่ปุ่น ที่ทำเนียบนายกรัฐมนตรี กรุงโตเกียว ทั้งสองฝ่ายได้หารือประเด็นด้านความมั่นคง การค้า และแผนการลงทุนของญี่ปุ่นในสหรัฐฯ มูลค่า 550,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 20 ล้านล้านบาท

โดยผู้นำญี่ปุ่นได้โพสต์ข้อความต้อนรับทรัมป์ผ่านแพลตฟอร์ม X ระบุว่า ยินดีที่ได้พบและพูดคุยอย่างสร้างสรรค์ เพื่อเสริมสร้างพันธมิตรที่ยิ่งใหญ่ของเราให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น  พร้อมเผยภาพโตเกียวทาวเวอร์และโตเกียวสกายทรีที่ประดับไฟสีแดง ขาว น้ำเงิน ตามสีธงชาติสหรัฐฯ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพ

ภายหลังการหารือ ทรัมป์ได้เดินทางไปยังฐานทัพสหรัฐฯ ในญี่ปุ่น เพื่อกล่าวสุนทรพจน์ต่อทหารอเมริกัน ตอกย้ำความสัมพันธ์ทางการทหารระหว่างสองประเทศ ก่อนมีกำหนดเดินทางต่อไปยังเกาหลีใต้ เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดเอเปกภายในสัปดาห์นี้.

แผ่นดินไหว 6.1 เขย่าตุรกี อาคารถล่ม 4 แห่ง พบผู้บาดเจ็บแล้ว 22 ราย

แผ่นดินไหว 6.1 เขย่าตุรกี อาคารถล่ม 4 แห่ง พบผู้บาดเจ็บแล้ว 22 ราย

28 ต.ค. 2568 06:50 น.

แผ่นดินไหว 6.1 เขย่าตุรกี อาคารถล่ม 4 แห่ง พบผู้บาดเจ็บแล้ว 22 ราย

เกิดแผ่นดินไหวระดับ 6.1 ทางตะวันตกของตุรกี ทำให้อาคารที่เสียหายอยู่แล้วเพราะแผ่นดินไหวครั้งก่อน พังถล่มลงมา เบื้องต้นพบผู้บาดเจ็บแล้ว 22 ราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงระดับ 6.1 ในพื้นที่ทางตะวันตกของประเทศตุรกี เมื่อคืนวันจันทร์ที่ 27 ต.ค. 2568 ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้อาคาร 4 แห่งที่ได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหวครั้งก่อน พังถล่มลงมา โดยในเบื้องต้นยังไม่มีรายงานว่าพบผู้เสียชีวิต

ตามรายงานของสำนักงานจัดการภัยพิบัติและเหตุฉุกเฉิน (AFAD) ของตุรกี แผ่นดินไหวครั้งนี้มีขนาดแมกนิจูด 6.1 เกิดขึ้นเมื่อเวลา 22:48 น. ตามเวลาท้องถิ่น มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองซินดีร์กี (Sindirgi) ในจังหวัดบาลิเคเซียร์ (Balikesir) ที่ระดับความลึก 5.99 กิโลเมตร

แรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวครั้งนี้สามารถรับรู้ได้ถึงกรุงอิสตันบูล และจังหวัดใกล้เคียงอย่างบูร์ซา (Bursa), มานิซา (Manisa) และอิซมีร์ (Izmir)

นายอาลี เยอร์ลิคายา รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า อาคารที่ไม่มีคนอาศัยอยู่แล้วอย่างน้อย 3 หลัง และร้านค้าสองชั้นหนึ่งแห่งในเมืองซินดีร์กี พังถล่มลง โดยอาคารดังกล่าวโครงสร้างเสียหายอยู่ก่อนแล้วจากแผ่นดินไหวครั้งก่อน

ด้านนายอิสมาอิล อุสตาโอกลู ผู้ว่าราชการจังหวัดบาลิเคเซียร์เปิดเผย มีผู้บาดเจ็บรวม 22 คน เนื่องจากหกล้มเพราะความตื่นตระหนกระหว่างเกิดแผ่นดินไหว ขณะที่นายโดกูคาน โคยุนคู ผู้บริหารเขตซินดีร์กี ระบุว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่พบผู้เสียชีวิต แต่จะประเมินสถานการณ์ต่อไป

ทั้งนี้ เมืองซินดีร์กี เคยถูกเล่นงานด้วยแผ่นดินไหวขนาดแมกนิจูด 6.1 เมื่อเดือนสิงหาคม ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บอีกหลายสิบคน นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา บริเวณรอบเมืองบาลิเคเซียร์ก็ถูกกระทบด้วยแรงสั่นสะเทือนที่เล็กกว่ามาโดยตลอด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews