ดับแล้ว 5 ศพ อิสราเอลโจมตีกาซารอบใหม่ สหรัฐฯ ยัน หยุดยิงยังไม่ล่ม

ดับแล้ว 5 ศพ อิสราเอลโจมตีกาซารอบใหม่ สหรัฐฯ ยัน หยุดยิงยังไม่ล่ม

29 ต.ค. 2568 04:12 น.

ดับแล้ว 5 ศพ อิสราเอลโจมตีกาซารอบใหม่ สหรัฐฯ ยัน หยุดยิงยังไม่ล่ม

เจ้าหน้าที่ในฉนวนกาซาระบุว่า การโจมตีทางอากาศรอบใหม่ของอิสราเอล ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 5 ศพ ขณะที่รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนยันว่า ข้อตกลงหยุดยิงมีผลบังคับใช้อยู่

สำนักข่าว AFP รายงานในคืนวันอังคารที่ 28 ต.ค. 2568 ว่า หน่วยงานป้องกันภัยพลเรือนของกาซาเปิดเผยว่า อิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศรอบใหม่เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา โดยโจมตีโดนยานพาหนะคันหนึ่งในพื้นที่ภาคใต้ของกาซา ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 5 ศพ

อิสราเอลยังไม่ยืนยันรายงานดังกล่าว แต่สื่อปาเลสไตน์หลายสำนัก รวมถึง Filastin ในเครือของกลุ่มฮามาส รายงานว่า มีผู้เสียชีวิต 5 ศพในพื้นที่ดังกล่าว

การโจมตีระลอกใหม่ของอิสราเอลเกิดขึ้นหลังจาก นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู สั่งให้กองทัพกลับมาโจมตีฉนวนกาซาอีกครั้ง โดยกล่าวหากลุ่มฮามาสว่า ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงหลายครั้ง และจงใจส่งศพที่ไม่เกี่ยวข้องมาให้พวกเขา โดยโกหกว่าเป็นร่างตัวประกัน

อิสราเอลกล่าวหาฮามาสว่า นำศพที่ไม่เกี่ยวข้องไปฝังดิน ก่อนจะขุดขึ้นมาใหม่แล้วบอกว่าเป็นร่างของตัวประกัน ส่วนคณะกรรมการกาชาดสากล (ICRC) ระบุว่า พวกเขาไม่รู้ว่าข้อกล่าวหาของอิสราเอลเป็นความจริงหรือไม่ แต่การจัดฉากการค้นพบร่างตัวประกัน เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้

ด้านกลุ่มฮามาสยืนยันว่าพวกเขาไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ยิงโจมตีหน่วยทหารอิสราเอล ในเมืองราฟาห์ทางตอนใต้ของฉนวนกาซา พร้อมโต้กลับว่า อิสราเอลกำลังขัดขวางการค้นหาร่างตัวประกัน และว่าพวกเขายังคงยึดมั่นในข้อตกลงหยุดยิงที่ทำข้อตกลงผ่านการไกล่เกลี่ยของอียิปต์และกาตาร์

แต่กลุ่มฮามาสยังไม่แสดงความเห็นใดๆ เกี่ยวกับข้อกล่าวหาเรื่องการจัดฉากการพบศพ

ทั้งนี้ ท่ามกลางสถานการณ์ระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสที่ตึงเครียดมากขึ้นเรื่อยๆ นาย เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมายืนยันว่า ข้อตกลงหยุดยิงในฉนวนกาซายังคงมีผลบังคับใช้

“การหยุดยิงยังคงอยู่ นั่นไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีการปะทะเล็ก ๆ น้อย ๆ เกิดขึ้นบ้างในที่ต่าง ๆ” นายแวนซ์บอกกับผู้สื่อข่าว “เรารู้ว่ากลุ่มฮามาสหรือใครบางคนในฉนวนกาซาโจมตีทหารอิสราเอล เราคาดว่าฝ่ายอิสราเอลจะตอบโต้ แต่ผมคิดว่า สันติภาพของประธานาธิบดี (ทรัมป์) จะยังคงอยู่ แม้จะมีเหตุการณ์นั้นก็ตาม”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา: bbc

เฮอริเคน “เมลิสซา” ขึ้นฝั่งจาเมกาแล้ว ทำไฟดับ 1 ใน 3 ของประเทศ

เฮอริเคน “เมลิสซา” ขึ้นฝั่งจาเมกาแล้ว ทำไฟดับ 1 ใน 3 ของประเทศ

29 ต.ค. 2568 03:27 น.

เฮอริเคน “เมลิสซา” ขึ้นฝั่งจาเมกาแล้ว ทำไฟดับ 1 ใน 3 ของประเทศ

เฮอริเคนเมลิสซา พายุรุนแรงที่สุดในโลกในปีนี้ เคลื่อนตัวขึ้นฝั่งประเทศจาเมกาแล้ว โดยคาดว่ามันจะทำให้เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน โดยล่าสุดพื้นที่กว่า 1 ใน 3 ของจาเมกาไม่มีไฟฟ้าใช้แล้ว

เฮอริเคน “เมลิสซา” ซึ่งเป็นพายุรุนแรงที่สุดที่เกิดขึ้นในปี 2568 จนถึงตอนนี้ เคลื่อนตัวขึ้นฝั่งประเทศจาเมกาแล้ว ในวันอังคารที่ 28 ต.ค. ขณะมีความเร็วลมสูงสุด 186 ไมล์ต่อชั่วโมง (ราว 295 กม./ชม.) ก่อนจะลดระดับลงเหลือ 165 ไมล์ต่อชั่วโมง (ราว 270 กม./ชม.) ในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตาม มันยังคงสถานะเฮอริเคนระดับ 5 ซึ่งเป็นขั้นสูงสุด

ศูนย์เฮอริเคนแห่งชาติของสหรัฐฯ (NHC) ระบุว่า พายุเมลิสซาขึ้นฝั่งทางตะวันตกเฉียงใต้ของจาเมกาใกล้เมืองนิวโฮป พร้อมประกาศเตือนว่า นี่เป็นสถานการณ์อันตรายอย่างยิ่งและเป็นภัยคุกคามต่อชีวิต โดยคาดว่าอิทธิพลของพายุจะทำให้เกิดลมกระโชกแรง, น้ำท่วมฉับพลัน และคลื่นพายุหนุนซัดฝั่งทั่วทั้งเกาะ

ขณะที่ทางการจาเมกาเรียกร้องให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวหลบภัยอยู่ในที่พักต่อไป ในขณะที่พายุเคลื่อนผ่านเกาะ โดยตอนนี้พื้นที่เกือบหนึ่งในสามของประเทศไม่มีไฟฟ้าใช้แล้ว

นายเดสมอนด์ แมคเคนซี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงปกครองท้องถิ่นของจาเมกา ออกคำเตือนอย่างหนักแน่นก่อนที่พายุจะขึ้นฝั่งไม่นานว่า “อย่าท้าทายเมลิสซา – มันเป็นการเดิมพันที่เราไม่สามารถชนะได้”

ทั้งนี้ หลังจากเคลื่อนตัวผ่านเกาะจาเมกาแล้ว พายุเมลิสซาจะเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มุ่งหน้าสู่ประเทศคิวบาและบาฮามาส โดยพยากรณ์อากาศคาดการณ์ว่า เมลิสซาจะขึ้นฝั่งคิวบาในฐานะเฮอริเคนระดับ 4 จากนั้น มันจะอ่อนกำลังลงเรื่อยๆ จนเป็นเฮอริเคนระดับ 2 และออกสู่มหาสมุทรแอตแลนติกตอนเหนือในคืนวันพุธ (29 ต.ค.)

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ผู้นำอิสราเอลสั่งโจมตีกาซาทันที ฉุนฮามาสคืนศพผิด ไม่ใช่ร่างตัวประกัน

ผู้นำอิสราเอลสั่งโจมตีกาซาทันที ฉุนฮามาสคืนศพผิด ไม่ใช่ร่างตัวประกัน

29 ต.ค. 2568 01:44 น.

ผู้นำอิสราเอลสั่งโจมตีกาซาทันที ฉุนฮามาสคืนศพผิด ไม่ใช่ร่างตัวประกัน

นายกรัฐมนตรีอิสราเอลสั่งการให้กองทัพโจมตีในฉนวนกาซาทันที โดยกล่าวหาฮามาสว่าละเมิดข้อตกลงหยุดยิงหลายครั้ง และคืนศพผิด ไม่ใช่ร่างของตัวประกัน

เมื่อ 28 ต.ค. 2568 สำนักงานของนายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู ระบุว่า นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้กองทัพดำเนินการโจมตีฉนวนกาซาอย่างรุนแรงในทันทีแล้ว โดยกล่าวหากลุ่มฮามาสว่า ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงในกาซาซึ่งเริ่มบังคับใช้ได้เพียงไม่กี่สัปดาห์อย่างชัดเจนหลายต่อหลายครั้ง

อิสราเอลกล่าวหาฮามาสว่ายิงใส่กองกำลังของตนที่ยึดครองพื้นที่ส่วนหนึ่งของฉนวนกาซา รวมถึงสิ่งที่อิสราเอลระบุว่าเป็น “แผนการหลอกลวงโดยเจตนา”

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นหลังจาก เจ้าหน้าที่อิสราเอลตรวจสอบพบว่า ศพที่ฮามาสส่งคืนเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เป็นของนาย โอฟีร์ ซาฟาตี ซึ่งกองทัพอิสราเอลพบร่างตั้งแต่ปลายปี 2566 และไม่ได้เป็นหนึ่งในตัวประกันที่เสียชีวิตแล้ว 13 รายที่ร่างยังอยู่ในกาซา

ด้านกลุ่มฮามาสตอบโต้กลับว่า อิสราเอลกำลังพยายามสร้างข้ออ้างเท็จเพื่อเตรียมการสำหรับการดำเนินมาตรการก้าวร้าวใหม่ ๆ ในกาซา และกล่าวหาอิสราเอลว่า ขัดขวางความพยายามในการค้นหาร่างตัวประกันในฉนวนกาซา พร้อมเรียกร้องให้ผู้ไกล่เกลี่ย อนุญาตให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินภารกิจด้านมนุษยธรรมของตน โดยห่างจากการคำนวณทางการเมืองและความก้าวร้าว

กลุ่มฮามาสยังประกาศเลื่อนการส่งมอบร่างตัวประกันที่เสียชีวิตอีก 1 รายออกไปก่อนด้วย โดยอ้างว่าอิสราเอลละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

ทั้งนี้ หลังจากเนทันยาฮูประกาศโจมตีได้ไม่นาน สำนักข่าว เอเอฟพี ก็รายงานโดยอ้างการเปิดเผยของโฆษกสำนักงานป้องกันพลเรือนในกาซาว่า อิสราเอลโจมตีทางอากาศแล้วอย่างน้อย 3 ครั้ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กองทัพสหรัฐฯ โจมตี เรือ 4 ลำในแปซิฟิก ดับ 14 ศพ ยกระดับต้านยาเสพติด

กองทัพสหรัฐฯ โจมตี เรือ 4 ลำในแปซิฟิก ดับ 14 ศพ ยกระดับต้านยาเสพติด

29 ต.ค. 2568 00:16 น.

กองทัพสหรัฐฯ โจมตี เรือ 4 ลำในแปซิฟิก ดับ 14 ศพ ยกระดับต้านยาเสพติด

กองทัพสหรัฐฯ โจมตีเรืออีก 4 ลำในมหาสมุทรแปซิฟิก ที่อ้างว่ากำลังลักลอบขนยาเสพติด ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 14 ศพ โดยนี่นับเป็นการโจมตีเรือในทะเลครั้งที่ 13 ของสหรัฐฯ แล้ว

เมื่อวันอังคารที่ 28 ต.ค. 2568 นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้ทำการโจมตีเรือในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกอีก 4 ลำ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้คนบนเรือเสียชีวิตรวม 14 ศพ และมีผู้รอดชีวิต 1 ราย

การโจมตีดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งในแคมเปญต่อต้านการลักลอบขนยาเสพติดของรัฐบาลทรัมป์ ซึ่งดำเนินการมาหลายสัปดาห์ โดยนี่ถือเป็นครั้งแรกที่กองทัพสหรัฐฯ โจมตีเรือมากกว่า 1 ลำในวันเดียว ขณะที่นายเฮกเซธเผยว่า ทางการเม็กซิโกรับผิดชอบในการประสานงานการค้นหาและช่วยเหลือผู้รอดชีวิตรายดังกล่าว

ทั้งนี้ กองทัพสหรัฐฯ ดำเนินการโจมตีในมหาสมุทรแปซิฟิก 3 ครั้งในวันจันทร์ โดยครั้งหนึ่งเป็นการโจมตีเรือ 2 ลำพร้อมกัน ทำให้นับตั้งแต่ต้นเดือนกันยายนจนถึงตอนนี้ กองทัพสหรัฐฯ โจมตีเรือที่ต้องสงสัยว่าลักลอบขนยาเสพติดไปแล้ว 13 ครั้ง โดยทำลายเรือไปแล้วทั้งสิ้น 14 ลำ และมีผู้เสียชีวิต 57 ศพ รอดชีวิต 3 ราย

สหรัฐฯ เริ่มโจมตีเรือในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกเป็นครั้งแรกเมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งถูกมองว่าเป็นการขยายขอบเขตของปฏิบัติการ เนื่องจากการโจมตี 7 ครั้งก่อนหน้านั้นมุ่งเป้าหมายไปที่เรือในทะเลแคริบเบียน

ในการโจมตีลำหนึ่งในทะเลแคริบเบียนเมื่อต้นเดือนตุลาคม กองทัพเรือสหรัฐฯ ได้ควบคุมตัวผู้รอดชีวิต 2 คนเอาไว้ ก่อนจะดำเนินการส่งตัวทั้งคู่กลับประเทศบ้านเกิดได้แก่ เอกวาดอร์และโคลอมเบีย

อย่างไรก็ตาม การจับกุมผู้รอดชีวิตดังกล่าวทำให้เกิดคำถามมากมายทั้งในด้านกฎหมายและนโยบาย เนื่องจากไม่ชัดเจนว่ากองทัพสหรัฐฯ จะสามารถอ้างอำนาจทางกฎหมายใดในการควบคุมตัวผู้รอดชีวิตอย่างไม่มีกำหนดได้

สำนักข่าว CNN รายงานว่า รัฐบาลทรัมป์ได้จัดทำ “เอกสารความเห็นทางกฎหมายลับ” (classified legal opinion) เพื่อสร้างความชอบธรรมในการโจมตีสังหารขบวนการค้ายาเสพติด (cartels) และผู้ต้องสงสัยค้ายาเสพติดที่ถูกขึ้นบัญชีเอาไว้ ซึ่งมีจำนวนมากและถูกปิดเป็นความลับ

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายบอกกับ CNN ว่า เอกสารความเห็นทางกฎหมายดังกล่าวมีความสำคัญยิ่ง เพราะมันปฏิบัติกับผู้ลักลอบขนยาเสพติดเป็น “ทหารฝ่ายศัตรู” ที่สามารถถูกสังหารได้ทันทีโดยไม่ต้องมีการตรวจสอบทางกระบวนการยุติธรรมใด ๆ

นายเฮกเซธกล่าวว่า เรือที่ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมานั้น ถูกใช้งานโดยองค์กรที่ถูกกำหนดให้เป็นองค์กรก่อการร้าย ซึ่งลักลอบค้ายาเสพติดในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก “เรือทั้ง 4 ลำเป็นที่รู้จักกันดีโดยหน่วยข่าวกรองของเรา ว่ากำลังแล่นผ่านเส้นทางการค้ายาเสพติดที่เป็นที่รู้จัก และบรรทุกยาเสพติดอยู่”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

Amazon เตรียมลดพนักงาน 14,000 ตำแหน่ง หั่นเพิ่มอีกปีหน้า ดึง AI แทน

Amazon เตรียมลดพนักงาน 14,000 ตำแหน่ง หั่นเพิ่มอีกปีหน้า ดึง AI แทน

28 ต.ค. 2568 22:42 น.

Amazon เตรียมลดพนักงาน 14,000 ตำแหน่ง หั่นเพิ่มอีกปีหน้า ดึง AI แทน

Amazon เตรียมลดพนักงาน 14,000 ตำแหน่ง ในการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ เพื่อนำเทคโนโลยี AI มาใช้งานมากขึ้น และมีแผนจะลดพนักงานอีกในปีหน้าด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า บริษัท Amazon (อเมซอน) เปิดเผยในวันอังคารที่ 28 ต.ค. 2568 ว่า พวกเขาจะลดจำนวนพนักงานฝ่ายองค์กรลงประมาณ 14,000 ตำแหน่ง ในการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ โดยส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้มีการลดจำนวนพนักงานลงอีกในปีหน้าด้วย

ข้อมูลในบันทึกที่ส่งถึงพนักงานเมื่อช่วงเช้าและเผยแพร่บนเว็บไซต์ของบริษัท ระบุว่า การลดพนักงานครั้งนี้จะช่วยบริษัทในการ “ลดขั้นตอนระบบราชการลงอีก, ขจัดลำดับชั้นที่ซ้ำซ้อนออกไป และโยกย้ายทรัพยากรเพื่อให้แน่ใจว่าเรากำลังลงทุนในเดิมพันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเรา”

ก่อนหน้านี้เมื่อวันจันทร์ สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า Amazon วางแผนที่จะลดตำแหน่งงานฝ่ายองค์กรมากถึง 30,000 ตำแหน่ง โดยจะเริ่มในวันอังคาร เนื่องจากบริษัทกำลังชดเชยการจ้างงานที่มากเกินไป ในช่วงการระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งปริมาณความต้องการพุ่งขึ้นถึงขีดสุด

ทั้งนี้ ตามข้อมูล ณ ช่วงสิ้นปี 2567 Amazon มีพนักงานเต็มเวลาและนอกเวลาประมาณ 1.56 ล้านคน และมีพนักงานฝ่ายองค์กรอยู่ประมาณ 350,000 คน

ในช่วงสองปีที่ผ่านมา บริษัท Amazon ได้ดำเนินการลดตำแหน่งงานแบบแยกส่วนในแผนกต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงธุรกิจหนังสือ, อุปกรณ์ และธุรกิจพอดแคสต์ Wondery

น.ส.เบธ กาเลตติ รองประธานอาวุโสฝ่ายเทคโนโลยีและประสบการณ์บุคลากร ระบุในบันทึกว่า การดำเนินการดังกล่าวช่วยให้ทีมงานทำงานได้เร็วขึ้นแล้ว และบริษัทจะยังคงบริหารจัดการการจ้างงานต่อไปโดย “การลดในบางส่วนและจ้างในส่วนอื่น ๆ” เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2026

บริษัทยังจะเสนอให้พนักงานที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่มีเวลา 90 วันในการมองหาตำแหน่งใหม่ภายในองค์กร และกล่าวว่าทีมจัดหางานของพวกเขาจะให้ความสำคัญกับผู้สมัครเหล่านั้น

บันทึกดังกล่าวยังย้ำถึงความพยายามของ แอนดี แจสซี ซีอีโอ ในการลดลำดับชั้นการจัดการ และพึ่งพาเทคโนโลยี AI มากขึ้น โดยเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เขาเคยกล่าวไว้ว่า การนำเครื่องมือ Generative AI มาใช้เพิ่มขึ้นจะส่งผลให้จำนวนพนักงานฝ่ายองค์กรทั้งหมดของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ซแห่งนี้ลดลงในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า

Amazon คาดด้วยว่าจะต้องใช้จ่ายเงินลงทุนประมาณ 1.18 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ ซึ่งส่วนใหญ่จะนำไปใช้ในการสร้าง AI และโครงสร้างพื้นฐานเกี่ยวกับคลาวด์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อันวาร์เผยคุยอะไรกับทรัมป์บนรถ เหน็บผู้นำบางคนปล่อยคลิปเสียงหลุดจะไม่มีใครคุยด้วย

อันวาร์เผยคุยอะไรกับทรัมป์บนรถ เหน็บผู้นำบางคนปล่อยคลิปเสียงหลุดจะไม่มีใครคุยด้วย

28 ต.ค. 2568 20:39 น.

อันวาร์เผยคุยอะไรกับทรัมป์บนรถ เหน็บผู้นำบางคนปล่อยคลิปเสียงหลุดจะไม่มีใครคุยด้วย

“อันวาร์ อิบราฮิม” ผู้นำมาเลเซีย ตอบนักข่าวคุยอะไรกับทรัมป์บนรถ ก่อนเหน็บผู้นำบางคนคุยแบบส่วนตัว ไม่ควรปล่อยคลิปการสนทนาหลุด เหมือนที่เคยเกิดในอดีต มิเช่นนั้นจะไม่มีใครอยากสนทนาด้วย

นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย แถลงปิดท้ายพิธีปิดการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 47 ที่ Plenary Hall ศูนย์การประชุมกัวลาลัมเปอร์ (KLCC) โดยช่วงที่เปิดให้สื่อมวลชนถาม มีนักข่าวผู้หญิงถามว่าอยากให้ช่วยบอกผู้สื่อข่าวหน่อยว่าท่านนายกฯ อันวาร์ กับประธานาธิบดีทรัมป์ พูดคุยระหว่างเดินทางจากสนามบินถึง KLCC ว่าคุยอะไรกันบ้างที่นอกจากเรื่องเซมิคอนดักเตอร์ และเรื่องภาษา

หลังจบคำถาม นายกฯ อันวาร์ ตอบว่า ผมรู้ว่าทุกคนอยากจะรู้ตอนที่อยู่ข้างในรถ ที่ประธานาธิบดีทรัมป์ ชวนไปนั่งรถด้วยกัน ซึ่งที่จริงแล้ว ในทางพิธีการทูตไม่สามารถทำได้ เมื่อเข้าไปข้างในรถ เราพบกัน ผมพยายามใช้ความสามารถในการที่จะปฏิสัมพันธ์กับท่านประธานาธิบดีทรัมป์ ท่านเป็นผู้ฟังที่ดี รับฟัง อธิบาย และแลกเปลี่ยนกันในประเด็นต่างๆ เรื่องประเทศของเราทั้งสอง เพื่อนบ้าน เรื่องจีน เรื่องบราซิล เรื่องแอฟริกาใต้  

เรื่องภาษี ผมก็ได้พูดคุยกับท่านประธานาธิบดี ในเรื่องภาษี 0% ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการส่งออกของเซมิคอนดัคเตอร์ประเทศมาเลเซีย นอกจากนี้ผมก็ขอขอบคุณท่านประธานาธิบดี ที่ให้มาเลเซียตรงนั้น 

นายกฯ มาเลเซีย กล่าวอีกว่า บางครั้งก็หารือกันเรื่องประเทศ ซึ่งในข่าวที่รายงานว่าผมได้พบกับผู้นำฮามาสที่โดฮา ผมรู้จัก 2 คนที่นั่น ผมได้บอกผู้นำฮามาสว่า ผมสนับสนุนการริเริ่มสันติภาพ ของกลุ่มประเทศอาหรับ OIC ที่ก่อให้เกิดสันติภาพในอิสราเอล ซึ่งคงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าประธานาธิบดีทรัมป์มีส่วนสำคัญในเรื่องนี้ โดยคำตอบของท่านประธานาธิบดีทรัมป์ ก็คือ มันเป็นแค่เฟสแรก ยังต้องทำงานกันต่อ และจะพยายามทำอย่างจริงจัง 

ผมคิดว่า ผมอยู่ในจุดที่โชคดี ที่ทำให้ผมได้มีโอกาสสนทนาอย่างเป็นส่วนตัว และเป็นความลับ และผมต้องสารภาพว่าท่านก็รับฟังความเห็น ผมคิดว่าผมพยายามทำดีที่สุด ที่จะนำเสนอในช่วงระยะเวลาการสนทนา และท่านก็รับฟัง ซึ่งมันก็เป็นเหมือนการประชุมทางการอื่นๆในการเจรจาทวิภาคีระหว่างมาเลเซีย-สหรัฐ และวงอาเซียน นั่นมันเป็นวิธีการทางทูตที่เหมือนกัน ผมได้ทำดีที่สุด ในการร้องขอเรื่องการริเริ่มสันติภาพ ต้องครอบคลุม ยั่งยืน เป็นกลาง และแน่นอนมีอีกหลายอย่างที่คุยกันเป็นการส่วนตัว ซึ่งผมยินดีที่ได้ฟัง  

แต่การสนทนาส่วนตัวระหว่างผู้นำ คุณต้องให้ความเคารพ ซึ่งถ้ามีการปล่อยหลุดออกไปเหมือนในอดีต หรือมีการปล่อยเสียงสนทนาทางโทรศัพท์หลุดออกไป คงไม่มีใครที่อยากจะคุยกับคุณ หรือว่าเผยแพร่บทสนทนาส่วนตัว ซึ่งเราจะไม่ทำอย่างนั้น ผมจึงบอกเล่าเฉพาะหัวข้อที่คิดว่าบอกเล่าได้.

อ่านข่าวเกี่ยวกับ อันวาร์ อิบราฮิม

เผยรายละเอียด สหรัฐฯ-ไทย บรรลุ “กรอบข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน” ไทยยกเลิกภาษีสินค้าสหรัฐฯ 99%

เผยรายละเอียด สหรัฐฯ-ไทย บรรลุ "กรอบข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน" ไทยยกเลิกภาษีสินค้าสหรัฐฯ 99%

28 ต.ค. 2568 16:17 น.

เผยรายละเอียด สหรัฐฯ-ไทย บรรลุ “กรอบข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน” ไทยยกเลิกภาษีสินค้าสหรัฐฯ 99%

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ประกาศบรรลุกรอบข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (Framework for an Agreement on Reciprocal Trade) กับประเทศไทย ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้ส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมและเกษตรของสหรัฐฯ เข้าถึงตลาดไทยได้อย่างไม่เคยมีมาก่อน โดยไทยจะยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ 99% ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ มุ่งลดอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีสำหรับสินค้าสหรัฐฯ พร้อมกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และยืนยันมูลค่าการค้าที่จะเกิดขึ้นรวมกว่า 2.6 หมื่นล้านดอลลาร์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศข้อตกลงการค้ากับราชอาณาจักรไทย โดยเน้นย้ำถึงการมอบสิทธิประโยชน์ในการเข้าถึงตลาดในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อนสำหรับชาวอเมริกัน ข้อตกลงนี้จะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ทวิภาคี และสนับสนุนความมั่นคงทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ

สาระสำคัญของข้อตกลง:

  • ภาษีศุลกากร: ไทยจะยกเลิกภาษีนำเข้าใน 99% ของสินค้าทั้งหมด ครอบคลุมสินค้าอุตสาหกรรม เกษตรและอาหารจากสหรัฐฯ ส่วนสหรัฐฯ จะคงอัตราภาษีตอบแทน 19% สำหรับสินค้านำเข้าจากไทย และจะพิจารณาปรับเป็น 0% สำหรับสินค้าบางรายการที่อยู่ในบัญชีแนบท้ายคำสั่งฝ่ายบริหารเลขที่ 14346
  • ลดอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษีสำหรับสินค้าอุตสาหกรรม: ไทยตกลงรับรองมาตรฐานความปลอดภัยของยานยนต์ตามกฎหมายสหรัฐฯ, ยอมรับใบรับรองจากองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) สำหรับเครื่องมือแพทย์และยา, อนุญาตนำเข้าเอทานอลเป็นเชื้อเพลิง, ปรับปรุงกฎหมายศุลกากรเพื่อลดการให้รางวัลจากค่าปรับ และดำเนินการตามแนวทางกำกับดูแลที่โปร่งใส
  • เปิดตลาดสินค้าเกษตรสหรัฐฯ: ไทยจะเร่งอนุมัติการนำเข้าเนื้อสัตว์และสัตว์ปีกจากโรงงานที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานความปลอดภัยอาหารของสหรัฐฯ (FSIS), แก้ไขเงื่อนไขกีดกันทางเทคนิคสำหรับสินค้าเกษตร เช่น ข้าวโพดอบแห้ง และยอมรับใบรับรองสินค้าจากหน่วยงานสหรัฐฯ
  • ยกเลิกอุปสรรคด้านการค้าและบริการดิจิทัล: ไทยจะไม่จัดเก็บภาษีบริการดิจิทัลหรือมาตรการเลือกปฏิบัติต่อแพลตฟอร์มสหรัฐฯ, อนุญาตให้มีการโอนข้อมูลข้ามพรมแดนอย่างเสรี, สนับสนุนการงดเก็บภาษีศุลกากรจากการส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO), ยกเลิกข้อบังคับประมวลผลธุรกรรมบัตรเดบิตภายในประเทศ และผ่อนคลายข้อจำกัดการถือหุ้นต่างชาติในธุรกิจโทรคมนาคม
  • ทรัพย์สินทางปัญญา: ไทยให้คำมั่นแก้ไขปัญหาการละเมิดเครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ และการละเมิดสิทธิบัตร รวมถึงจัดการกับองค์กรจัดเก็บลิขสิทธิ์เถื่อน และความล่าช้าในการจดสิทธิบัตร พร้อมร่วมกำหนดกรอบการคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI)
  • ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ: ทั้งสองประเทศจะร่วมมือสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน ป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษี และร่วมดำเนินมาตรการควบคุมการส่งออกและการลงทุนในสาขายุทธศาสตร์
  • สิทธิแรงงานและสิ่งแวดล้อม: ไทยจะปรับปรุงกฎหมายแรงงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ส่งเสริมสิทธิการรวมตัวและการเจรจาต่อรองของแรงงาน รวมทั้งเพิ่มการบังคับใช้กฎหมายในภาคส่วนที่มีความเสี่ยงต่อแรงงานบังคับและแรงงานเด็ก พร้อมรักษามาตรฐานการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
  • ดีลการค้าขนาดใหญ่: สหรัฐฯ และไทยเตรียมลงนามข้อตกลงทางพาณิชย์ระหว่างบริษัทเอกชนในภาคเกษตร พลังงาน และการบิน มูลค่ารวมกว่า 26,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
    • สินค้าเกษตร (ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กากถั่วเหลือง และธัญพืชแห้ง) มูลค่าราว 2.6 พันล้านดอลลาร์/ปี
    • พลังงาน (ก๊าซธรรมชาติเหลว น้ำมันดิบ และอีเทน) มูลค่าราว 5.4 พันล้านดอลลาร์/ปี
    • จัดซื้อเครื่องบินจากสหรัฐฯ จำนวน 80 ลำ มูลค่ารวม 18.8 พันล้านดอลลาร์

แนวทางข้างหน้า: สหรัฐฯ และไทยจะเร่งเจรจาเพื่อสรุปและลงนามข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มมูลค่าการส่งออกของสหรัฐฯ ลดการขาดดุลการค้ากับไทย และขยายโอกาสให้เกษตรกร ผู้ผลิต และธุรกิจขนาดกลาง–ขนาดย่อมของอเมริกา

ข้อตกลงนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย “America First” ที่ประธานาธิบดีทรัมป์ผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อขจัดอุปสรรคทางการค้าไม่เป็นธรรม และฟื้นฟูสมดุลทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศพันธมิตร โดยไทยถือเป็นหนึ่งในคู่ค้าหลักที่สหรัฐฯ ต้องการสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาว โดยปัจจุบันประเทศไทยเป็นประเทศที่สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าสินค้ามากเป็นอันดับที่ 11 ซึ่งมีมูลค่ารวม 45 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024.

ที่มา The Office of the United States Trade Representative

มือปืนรับสารภาพสังหาร “ชินโซ อาเบะ” อดีตนายกฯ ญี่ปุ่น

มือปืนรับสารภาพสังหาร "ชินโซ อาเบะ" อดีตนายกฯ ญี่ปุ่น

28 ต.ค. 2568 14:38 น.

มือปืนรับสารภาพสังหาร “ชินโซ อาเบะ” อดีตนายกฯ ญี่ปุ่น

มือปืนผู้ก่อเหตุลอบสังหารอดีตนายกรัฐมนตรี ชินโซ อาเบะ ของญี่ปุ่น ได้ให้การรับสารภาพต่อศาล หรือ 3 ปีหลังเหตุการณ์สังหารกลางวันแสก ๆ ที่สร้างความตกตะลึงไปทั่วโลก การสังหารครั้งนี้ทำให้ญี่ปุ่น ซึ่งแทบไม่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงจากอาวุธปืน ต้องทบทวนมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด และจุดประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองอนุรักษนิยมกับลัทธิ “โบสถ์แห่งความสามัคคี”

นายเท็ตสึยะ ยามากามิ ผู้ต้องหาวัย 45 ปี ได้รับสารภาพในศาลที่เมืองนารา โดยกล่าวว่า “ทุกอย่างเป็นความจริง” ในข้อหาฆาตกรรมผู้นำที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดของประเทศเมื่อเดือนกรกฎาคม 2022

นายยามากามิ ซึ่งสวมเสื้อยืดสีดำและรวบผมยาวด้านหลัง ได้รับการควบคุมตัวเข้ามาในห้องพิจารณาคดีโดยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย 4 นาย แม้เขาจะตอบคำถามของผู้พิพากษาด้วยเสียงที่เบามาก แต่ทนายความของเขาแถลงว่าจะมีการโต้แย้งในบางข้อหา รวมถึงการละเมิดกฎหมายควบคุมอาวุธปืน จากการถูกกล่าวหาว่าใช้อาวุธที่ประดิษฐ์ขึ้นเอง

ประเด็นสำคัญในคดีนี้คือ การพิจารณาว่าจะมีเหตุบรรเทาโทษหรือไม่ เนื่องจากมีรายงานจากสื่อท้องถิ่นว่านายยามากามิมีความคับแค้นใจจาก “การทารุณกรรมทางศาสนา” ในวัยเด็ก อันเนื่องมาจากการอุทิศตนอย่างสุดโต่งของมารดาต่อโบสถ์แห่งความสามัคคี

มีรายงานว่า นายยามากามิมีความแค้นเคืองต่ออดีตนายกฯ อาเบะ จากการที่เขามีความเชื่อมโยงกับโบสถ์ดังกล่าว ซึ่งก่อตั้งในเกาหลีใต้เมื่อปี 1954 โดยโบสถ์นี้ถูกกล่าวหาว่าทำให้เกิดการละเลยเด็กและการแสวงหาผลประโยชน์ทางการเงินจากสมาชิก ซึ่งเป็นสิ่งที่ทางโบสถ์ปฏิเสธ

นายยามากามิ ระบุว่า ตนมีความแค้นต่อโบสถ์แห่งความสามัคคีอย่างรุนแรง เนื่องจากมารดาของเขาได้บริจาคเงินให้โบสถ์ไปกว่า 100 ล้านเยน (ประมาณ 25 ล้านบาทในขณะนั้น) จนทำให้ครอบครัวล้มละลาย

หลังเหตุการณ์สังหารนายอาเบะ การสอบสวนได้นำไปสู่การเปิดเผยความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดระหว่างโบสถ์แห่งความสามัคคีกับนักการเมืองอนุรักษนิยมหลายคนในพรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล จนนำไปสู่การลาออกของรัฐมนตรีถึง 4 คน และศาลแขวงโตเกียวได้มีคำสั่งยุบสาขาในญี่ปุ่นของโบสถ์นี้เมื่อต้นปีที่ผ่านมา โดยระบุว่าได้สร้าง “ความเสียหายที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” ต่อสังคม

เหตุลอบสังหารยังเป็นสัญญาณเตือนสำหรับญี่ปุ่น ซึ่งมีกฎหมายควบคุมอาวุธปืนที่เข้มงวดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก รายงานของตำรวจระบุว่าเหตุการณ์ความรุนแรงจากปืนที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ทำให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในที่เกิดเหตุไม่สามารถแยกแยะเสียงปืนนัดแรกได้ทันที และเข้าช่วยเหลือนายอาเบะช้าเกินไป

ส่งผลให้ในปี 2024 สมาชิกรัฐสภาญี่ปุ่นได้ผ่านร่างกฎหมายที่เพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมอาวุธ เพื่อป้องกันการทำปืนประดิษฐ์ โดยกำหนดให้การอัปโหลดวิดีโอสอนทำอาวุธปืนและการเผยแพร่ข้อมูลการขายปืนในโซเชียลมีเดียอาจมีโทษปรับหรือจำคุกไม่เกินหนึ่งปี.

ที่มา AFP

Amazon เตรียมปลดพนักงานองค์กรกว่า 30,000 ตำแหน่ง ลดต้นทุน-ปรับโครงสร้างรับยุค AI

Amazon เตรียมปลดพนักงานองค์กรกว่า 30,000 ตำแหน่ง ลดต้นทุน-ปรับโครงสร้างรับยุค AI

28 ต.ค. 2568 12:44 น.

Amazon เตรียมปลดพนักงานองค์กรกว่า 30,000 ตำแหน่ง ลดต้นทุน-ปรับโครงสร้างรับยุค AI

Amazon เตรียมลดตำแหน่งงานในส่วนองค์กร สูงสุดถึง 30,000 ตำแหน่ง เริ่มตั้งแต่วันอังคารนี้ ตามรายงานจากแหล่งข่าว โดยมาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการปรับลดค่าใช้จ่ายและการแก้ไขปัญหาการจ้างงานเกินความจำเป็นในช่วงที่ความต้องการพุ่งสูงในช่วงโควิด-19 การปรับลดครั้งนี้คิดเป็นเกือบ 10% ของพนักงานในส่วนองค์กรทั้งหมด และถือเป็นการปลดพนักงานครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปลายปี 2022 ขณะบริษัทเดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กรและเพิ่มการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในกระบวนการทำงาน

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานโดยอ้างแหล่งข่าว 3 รายว่า บริษัทแอมะซอน (Amazon) ยักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ซและเทคโนโลยี มีแผนที่จะปรับลดจำนวนพนักงานในส่วนงานองค์กรลงมากถึง 30,000 ตำแหน่ง โดยการแจ้งเตือนพนักงานที่ได้รับผลกระทบจะเริ่มขึ้นในเช้าวันอังคาร ตามข้อมูลจากบุคคลที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้

การปรับลดครั้งนี้ถือเป็นเปอร์เซ็นต์ที่น้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนพนักงานทั้งหมดของ Amazon ที่มีอยู่ 1.55 ล้านคน แต่คิดเป็นเกือบ 10% ของพนักงานองค์กรประมาณ 350,000 คน และเป็นการปลดพนักงานครั้งใหญ่ที่สุดของบริษัทนับตั้งแต่การลดพนักงาน 27,000 ตำแหน่งเมื่อปลายปี 2565

การปรับลดพนักงานครั้งใหม่นี้คาดว่าจะส่งผลกระทบในวงกว้างต่อหลายแผนก รวมถึงฝ่ายทรัพยากรบุคคล หรือที่เรียกว่า People Experience and Technology (PXT), ฝ่ายปฏิบัติการ, ฝ่ายอุปกรณ์และบริการ, Amazon Web Services (AWS) ซึ่งเป็นหน่วยธุรกิจคลาวด์คอมพิวติงที่ทำกำไรสูงสุดของบริษัท โดยผู้จัดการทีมที่ได้รับผลกระทบ ได้เข้ารับการฝึกอบรมเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการสื่อสารกับพนักงานที่จะได้รับแจ้งผ่านอีเมล

นายแอนดี้ แจสซีย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Amazon กำลังดำเนินการตามแผนลดความซ้ำซ้อนและระบบการบริหารที่มากเกินไป โดยรวมถึงการลดจำนวนผู้จัดการ ซึ่งก่อนหน้านี้เขาได้เปิดเผยว่า การใช้เครื่องมือ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เพิ่มขึ้นอาจนำไปสู่การลดตำแหน่งงานเพิ่มเติม โดยเฉพาะงานที่ทำซ้ำและเป็นกิจวัตร

สกาย คานาเวส นักวิเคราะห์จาก eMarketer กล่าวว่า การเคลื่อนไหวครั้งล่าสุดนี้ส่งสัญญาณว่า Amazon อาจเริ่มตระหนักถึงการเพิ่มผลผลิตที่ขับเคลื่อนด้วย AI ภายในทีมงานองค์กร จนสามารถลดพนักงานลงได้อย่างมาก

แม้ว่า Amazon จะประกาศรับสมัครพนักงานตามฤดูกาล จำนวน 250,000 ตำแหน่ง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับช่วงเทศกาลขายที่คาดว่าจะคึกคัก แต่ก็กำลังเผชิญกับความท้าทายในหน่วยธุรกิจ AWS ซึ่งเป็นศูนย์กลางกำไรหลัก

รายงานยอดขายไตรมาสที่สองของ AWS อยู่ที่ 30.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 17.5% ซึ่งยังคงต่ำกว่าคู่แข่งอย่าง Microsoft Azure (39%) และ Google Cloud (32%) นอกจากนี้ AWS ยังคงได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ระบบอินเทอร์เน็ตล่มเป็นเวลาประมาณ 15 ชั่วโมงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้มีการปลดพนักงานจำนวนมากคือ โครงการเรียกพนักงานกลับเข้าสำนักงาน 5 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งมีความเข้มงวดที่สุดในบรรดาบริษัทเทคโนโลยี ล้มเหลวในการกระตุ้นให้พนักงานลาออกตามเป้าหมายที่บริษัทต้องการ โดยมีรายงานว่า พนักงานบางคนที่ไม่ได้เข้าสำนักงานตามกำหนด อาจถูกแจ้งว่าได้ลาออกโดยสมัครใจและจะไม่ได้รับค่าชดเชย เพื่อช่วยให้บริษัทประหยัดค่าใช้จ่าย.

ที่มา Reuters

แหล่งข่าวเผย อาเซียนจะไม่ส่งผู้ตรวจสอบการเลือกตั้งเมียนมา

แหล่งข่าวเผย อาเซียนจะไม่ส่งผู้ตรวจสอบการเลือกตั้งเมียนมา

28 ต.ค. 2568 12:32 น.

แหล่งข่าวเผย อาเซียนจะไม่ส่งผู้ตรวจสอบการเลือกตั้งเมียนมา

นายกฯ มาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน เรียกร้องเมียนมาหยุดยิงทันที หลังที่ประชุมอาเซียนแสดงความกังวลต่อสถานการณ์เมียนมา ขณะที่ประเทศสมาชิกไม่เห็นพ้องส่งผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งในเดือนธ.ค.นี้

วันที่ 27 ตุลาคม 2568 แหล่งข่าวทางการทูตในเมียนมาเปิดเผยว่า สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน จะไม่ส่งผู้สังเกตการณ์เข้าร่วมติดตามการเลือกตั้งในเมียนมา ที่รัฐบาลทหารเตรียมจัดขึ้นในเดือนธันวาคมนี้ โดยระบุว่า เป็นสัญญาณสะท้อนการไม่ยอมรับความพยายามสร้างความชอบธรรมของรัฐบาลทหารภายใต้การนำของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย

ในขณะที่ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมาได้ประกาศจัดการเลือกตั้งเริ่มวันที่ 28 ธันวาคม โดยอ้างว่าเป็น ก้าวสำคัญสู่ความปรองดอง ท่ามกลางสงครามกลางเมืองที่ปะทุขึ้นหลังการรัฐประหารเมื่อปี 2564

นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน ได้ออกมาเรียกร้องให้เกิดการหยุดยิงทันที  พร้อมเปิดเผยว่า ผู้นำอาเซียนทั้ง 11 ประเทศที่ร่วมประชุมในมาเลเซียได้แสดงความกังวลอย่างลึกซึ้ง ต่อสถานการณ์ความรุนแรง และเตือนถึงความล้มเหลวในการสร้างความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมในกระบวนการสันติภาพ

แถลงการณ์ของอาเซียนระบุว่า การยุติความรุนแรงและการเจรจาทางการเมืองแบบครอบคลุม ต้องเกิดขึ้นก่อนการจัดการเลือกตั้ง พร้อมยืนยันว่าแม้รัฐบาลทหารเมียนมาจะเชิญประเทศสมาชิกส่งผู้สังเกตการณ์ แต่อาเซียนโดยรวมจะไม่ส่งคณะอย่างเป็นทางการ

แหล่งข่าวนักการทูตรายหนึ่งเผยว่า อาเซียนจะไม่มีผู้สังเกตการณ์ในนามองค์กร แต่ประเทศสมาชิกสามารถส่งผู้แทนได้ในฐานะทวิภาคี ขณะที่แหล่งข่าวอีกรายยืนยันว่า ไม่มีฉันทามติให้จัดส่งคณะผู้สังเกตการณ์ในนามอาเซียน.