ทรัมป์เผย “น่าเสียดาย” ชวดชิงเก้าอี้ ปธน. สมัยที่ 3 แม้ใจอยากทำต่อ

ทรัมป์เผย "น่าเสียดาย" ชวดชิงเก้าอี้ ปธน. สมัยที่ 3 แม้ใจอยากทำต่อ

29 ต.ค. 2568 13:06 น.

ทรัมป์เผย “น่าเสียดาย” ชวดชิงเก้าอี้ ปธน. สมัยที่ 3 แม้ใจอยากทำต่อ

โดนัลด์ ทรัมป์ เผย “น่าเสียดาย” โดยยอมรับข้อจำกัดตามรัฐธรรมนูญว่าเขาไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยที่สามได้ แม้ยังแสดงความสนใจอยากดำรงตำแหน่งต่อ ขณะที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร “ไมค์ จอห์นสัน” ยืนยันว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดทางให้ทรัมป์ลงสมัครอีกครั้งเป็นไปได้ยากและกินเวลาหลายสิบปี

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยเมื่อวันพุธว่า “น่าเสียดาย” ที่เขาไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีได้เป็นสมัยที่สาม แม้จะแสดงความสนใจที่จะดำรงตำแหน่งต่อไป แต่ก็ยอมรับในความเป็นจริงตามข้อกำหนดของรัฐธรรมนูญ

“ถ้าคุณได้อ่าน คุณจะเห็นว่ามันค่อนข้างชัดเจน” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน ขณะเดินทางจากญี่ปุ่นไปเกาหลีใต้ “ผมไม่ได้รับอนุญาตให้ลงสมัคร มันน่าเสียดายจริงๆ”

คำกล่าวของทรัมป์เกิดขึ้นหนึ่งวันหลังจากที่ นายไมค์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นแกนนำพรรครีพับลิกันและผู้ที่ใกล้ชิดกับทรัมป์ ออกมาระบุว่า เป็นไปไม่ได้ ที่ทรัมป์จะอยู่ในทำเนียบขาวต่อเป็นสมัยที่สาม “ผมไม่เห็นช่องทางสำหรับเรื่องนั้น” จอห์นสันกล่าวกับผู้สื่อข่าวที่อาคารรัฐสภาเมื่อวันอังคาร

จอห์นสันกล่าวว่าเขาได้หารือเรื่องนี้กับประธานาธิบดี และคิดว่าทรัมป์เข้าใจสถานการณ์แล้ว “ผมกับเขาได้คุยกันถึงข้อจำกัดของรัฐธรรมนูญ” จอห์นสันอธิบายว่า รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 22  ไม่อนุญาตให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สาม และการจะแก้ไขเพื่อเปลี่ยนกฎหมายนี้จำเป็นต้องใช้เวลานานนับทศวรรษ เพื่อเอาชนะใจรัฐต่าง ๆ และคะแนนเสียงในสภาคองเกรส

“แต่ผมบอกได้เลยว่า เราจะไม่ละความพยายาม เราจะทำเพื่อชาวอเมริกัน และเขามีช่วงเวลาที่ดีรออยู่ — เขาจะมีสี่ปีที่แข็งแกร่ง” จอห์นสันกล่าว โดยหมายถึงการสนับสนุนทรัมป์ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

แม้จอห์นสันจะยืนยันชัดเจน แต่คำอธิบายของทรัมป์เกี่ยวกับข้อห้ามในสมัยที่สามกลับไม่เด็ดขาดนัก “ตามที่ผมอ่าน ผมคิดว่าผมไม่ได้รับอนุญาตให้ลงสมัคร” ทรัมป์กล่าว “เราจะรอดูกันต่อไปว่าเกิดอะไรขึ้น”

ทรัมป์กล่าวเสริมเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า “ผมอยากทำมันนะ” (หมายถึงการลงสมัคร) และยังกล่าวถึงทางเลือกของพรรครีพับลิกันสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า คือนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ และ นายเจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดี

เมื่อถูกถามย้ำว่าเขายืนยันว่าจะไม่ลงชิงตำแหน่งสมัยที่สามหรือไม่ ทรัมป์ก็ยังคงหลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมา และเมื่อถูกถามถึงกลยุทธ์ที่เขาจะลงสมัครในตำแหน่งรองประธานาธิบดี (ซึ่งอาจได้รับอนุญาตตามกฎหมาย) แล้วค่อยก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีในภายหลัง เขาก็ปฏิเสธความคิดนี้ว่า “มันดูเป็นเรื่องเล่นเกินไป” 

นายจอห์นสันกล่าวปฏิเสธความกังวลของกลุ่มนักวิจารณ์ต่อความเป็นไปได้ดังกล่าว โดยกล่าวว่าประธานาธิบดีนั้น “สนุกกับการสร้างความปั่นป่วนพรรคเดโมแครต” และมีความสุขกับการหยอกล้อในเรื่องนี้

การแสดงความคิดเห็นเรื่องการดำรงตำแหน่งสมัยที่สามของทรัมป์ สอดคล้องกับพฤติกรรมและการกระทำหลายอย่างของเขาที่แสดงให้เห็นถึงการขยายขอบเขตอำนาจของประธานาธิบดีให้ไกลที่สุด โดยไม่เกรงกลัวการถูกหยุดยั้ง เช่น การส่งกองกำลังพิทักษ์ชาติไปยังเมืองต่าง ๆ โดยที่ผู้ว่าการรัฐไม่เห็นด้วย การรับเงินบริจาคส่วนตัวจำนวนมหาศาลเพื่อจ่ายเงินให้กองทัพ และการจัดหาเงินทุนสำหรับห้องจัดเลี้ยงแห่งใหม่ในทำเนียบขาว.

ที่มา AP

สุดสลด ยายวัย 80 ปี ถูกเรือสำราญทิ้งไว้บนเกาะเกรตแบร์ริเออร์รีฟ สุดท้ายพบเป็นศพ

สุดสลด ยายวัย 80 ปี ถูกเรือสำราญทิ้งไว้บนเกาะเกรตแบร์ริเออร์รีฟ สุดท้ายพบเป็นศพ

29 ต.ค. 2568 12:48 น.

สุดสลด ยายวัย 80 ปี ถูกเรือสำราญทิ้งไว้บนเกาะเกรตแบร์ริเออร์รีฟ สุดท้ายพบเป็นศพ

เกิดเหตุสลดในออสเตรเลีย เมื่อคุณยายวัย 80 ปี ถูกเรือสำราญลืมทิ้งไว้บนเกาะในแนวปะการังเกรตแบร์ริเออร์รีฟ หลังร่วมเดินป่าไปกับกลุ่มนักท่องเที่ยว กว่าจนท.จะกลับมาตามหาก็พบว่าคุณยายตายแล้ว 

ทางการออสเตรเลียกำลังสอบสวนเหตุการณ์สลด หลังพบศพหญิงชาวออสเตรเลียวัย 80 ปี ซึ่งถูกเรือสำราญทิ้งไว้บนเกาะลิซาร์ด หนึ่งในเกาะท่องเที่ยวชื่อดังของแนวปะการังเกรตแบร์ริเออร์รีฟ ทางตอนเหนือของเมืองแคร์นส์

รายงานระบุว่า หญิงคนดังกล่าวเดินทางมากับเรือสำราญ Coral Adventurer และได้เข้าร่วมกิจกรรมเดินป่าบนเกาะร่วมกับผู้โดยสารคนอื่นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยจุดหมายคือยอดเขา “Cook’s Look” ซึ่งเป็นจุดชมวิวสูงสุดของเกาะ แต่ระหว่างทางเธอได้แยกตัวออกจากกลุ่มเพื่อพักเหนื่อย

ต่อมาในช่วงพระอาทิตย์ตก เรือสำราญได้ออกจากเกาะโดยไม่รู้ว่ามีผู้โดยสารหายไป กระทั่งหลายชั่วโมงหลังจากนั้น ลูกเรือจึงรู้ตัวและรีบกลับไปยังเกาะอีกครั้ง ก่อนจะแจ้งเหตุคนหายให้เจ้าหน้าที่ทางทะเลทราบ

หน่วยงานความปลอดภัยทางทะเลของออสเตรเลีย (AMSA) เผยว่า ได้รับแจ้งจากกัปตันเรือเมื่อเวลาประมาณ 21.00 น. ของวันเสาร์ ตามเวลาท้องถิ่น และได้ประสานหน่วยค้นหาทั้งทางเรือและเฮลิคอปเตอร์เข้าพื้นที่ โดยในคืนเดียวกันมีผู้เห็นเฮลิคอปเตอร์บินค้นหาด้วยไฟสปอตไลต์เหนือเส้นทางเดินเท้าบนเกาะ

พยานที่อยู่ใกล้พื้นที่เล่าว่า เห็นเจ้าหน้าที่และลูกเรือกว่า 7 คน ลงมายังเกาะพร้อมไฟฉายเพื่อค้นหา แต่การค้นหาต้องหยุดลงราวตี 3 ก่อนจะกลับมาดำเนินการอีกครั้งในเช้าวันอาทิตย์ ซึ่งสุดท้ายพบร่างของหญิงวัย 80 ปีในบริเวณใกล้เส้นทางเดินป่า

มาร์ค ไฟฟิลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท Coral Expeditions ผู้ให้บริการเรือสำราญ กล่าวว่า บริษัทได้ติดต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตและกำลังให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่ พร้อมแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และจะให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่อย่างเต็มที่

ตามรายงานของสื่อท้องถิ่น หญิงชรารายนี้เพิ่งเริ่มต้นการเดินทางรอบออสเตรเลีย 60 วัน ซึ่งเป็นจุดหมายแรกของทริปหรูมูลค่าหลายหมื่นดอลลาร์ โดยเรือ Coral Adventurer สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 120 คน และมีลูกเรือ 46 คน ถูกออกแบบมาเพื่อเข้าถึงพื้นที่ห่างไกลตามแนวชายฝั่งออสเตรเลีย

ด้านตำรวจรัฐควีนส์แลนด์ระบุว่า ได้จัดทำรายงานส่งต่อให้เจ้าหน้าที่ชันสูตรศพแล้ว โดยเบื้องต้นสันนิษฐานว่าเป็น การเสียชีวิตอย่างกระทันหัน และไม่น่าสงสัย.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ออสเตรเลีย

“ลิงทดลอง” หนีจากรถบรรทุกพลิกคว่ำในรัฐมิสซิสซิปปี เจ้าหน้าที่เตือน “มีพฤติกรรมก้าวร้าว”

"ลิงทดลอง" หนีจากรถบรรทุกพลิกคว่ำในรัฐมิสซิสซิปปี เจ้าหน้าที่เตือน "มีพฤติกรรมก้าวร้าว"

29 ต.ค. 2568 11:31 น.

“ลิงทดลอง” หนีจากรถบรรทุกพลิกคว่ำในรัฐมิสซิสซิปปี เจ้าหน้าที่เตือน “มีพฤติกรรมก้าวร้าว”

เกิดเหตุรถบรรทุกลิงวอก (Rhesus Monkeys) ซึ่งใช้ในการวิจัยทางการแพทย์ พลิกคว่ำบนทางหลวงรัฐมิสซิสซิปปีของสหรัฐฯ ทำให้ลิงบางส่วนหลุดหนีออกมา โดยลิงที่หลุดออกมาเกือบทั้งหมดถูกสังหาร เหลือเพียงหนึ่งตัวที่ยังคงหลบหนีอยู่ เจ้าหน้าที่เตือนประชาชนให้อยู่ห่าง เนื่องจากลิงมีพฤติกรรมก้าวร้าว ขณะมหาวิทยาลัยทูเลนยืนยัน ลิงเหล่านี้ “ไม่ติดเชื้อโรค”

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (28 ต.ค.) เกิดอุบัติเหตุรถบรรทุกที่ขนส่งลิงทดลองพลิกคว่ำบนทางหลวงระหว่างรัฐหมายเลข 59 ใกล้เมืองไฮเดลเบิร์ก รัฐมิสซิสซิปปี สหรัฐอเมริกา ส่งผลให้ลิงบางส่วนหลุดหนีออกจากกรง เจ้าหน้าที่กองปราบเทศมณฑลแจสเปอร์ รายงานทางเฟซบุ๊กว่า ลิงที่หลุดออกมาเกือบทั้งหมดถูกสังหาร เหลือเพียงหนึ่งตัวที่ยังคงหลบหนีอยู่ พร้อมเตือนว่าลิงเหล่านี้ “มีนิสัยก้าวร้าว”

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ไม่ได้ระบุจำนวนลิงทั้งหมดที่อยู่ในรถบรรทุก หรือจำนวนที่เสียชีวิตแน่ชัด

ลิงที่ขนส่งมาคือ ลิงวอก(Rhesus monkey) น้ำหนักเฉลี่ยราว 7.7 กิโลกรัม ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ถูกนำมาใช้ในการศึกษาทางการแพทย์มากที่สุดในโลก โดยลิงเหล่านี้ถูกเลี้ยงอยู่ที่ศูนย์วิจัยชีวการแพทย์แห่งชาติของมหาวิทยาลัยทูเลน เมืองนิวออร์ลีนส์ รัฐหลุยเซียนา ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จัดหาลิงให้แก่โครงการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ทั่วประเทศ

ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่ารถบรรทุกคันดังกล่าวเป็นของหน่วยงานใด และกำลังนำลิงไปที่ไหนในขณะเกิดเหตุ

มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอแสดงให้เห็นลิงหลายตัวกำลังปีนป่ายอยู่ในพงหญ้าข้างทาง โดยมีลังไม้ที่ติดป้ายคำว่า “live animals” หรือ “สัตว์มีชีวิต” กระจัดกระจายอยู่รอบบริเวณ

เจ้าหน้าที่กองปราบในพื้นที่ระบุในเบื้องต้นว่าลิงอาจเป็นพาหะของโรค เช่น เริม แต่ภายหลัง มหาวิทยาลัยทูเลนออกแถลงการณ์ยืนยันว่า ลิงชุดนี้ “ไม่ได้ติดเชื้อ” และไม่มีความเสี่ยงในการแพร่โรค พร้อมระบุว่ากำลังร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในการติดตามสถานการณ์

ด้านสำนักงานสัตว์ป่าและประมงของรัฐมิสซิสซิปปี ได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สนับสนุนการค้นหาลิงที่เหลือ

เหตุการณ์เกิดขึ้นห่างจากเมืองแจ็กสัน เมืองหลวงของรัฐประมาณ 160 กิโลเมตร ขณะนี้ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดที่ทำให้รถบรรทุกคันดังกล่าวพลิกคว่ำ.


ที่มา AP

เมียนมาเปิดแคมเปญหาเสียงวันแรก สองเดือนก่อนเลือกตั้ง ไม่มีพรรคซูจีร่วมวง

เมียนมาเปิดแคมเปญหาเสียงวันแรก สองเดือนก่อนเลือกตั้ง ไม่มีพรรคซูจีร่วมวง

29 ต.ค. 2568 11:18 น.

เมียนมาเปิดแคมเปญหาเสียงวันแรก สองเดือนก่อนเลือกตั้ง ไม่มีพรรคซูจีร่วมวง

พรรคการเมืองเมียนมาเปิดแคมเปญหาเสียงวันแรก ก่อนถึงวันเลือกตั้ง 28 ธ.ค. นี้ โดยไม่มีพรรคซูจีร่วมวง ขณะที่อาเซียนเมินส่งผู้สังเกตการณ์

วันที่ 28 ตุลาคม 2568 เว็บไซต์ข่าวอิระวดี รายงานว่า บรรดาพรรคการเมืองที่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมการเลือกตั้งภายใต้รัฐบาลทหารเมียนมา เริ่มเปิดฉากหาเสียงวันแรกเมื่อวันอังคาร (28 ต.ค.) ท่ามกลางเสียงคัดค้านทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่มองว่าเป็นกลลวงเพื่อสร้างความชอบธรรมให้ระบอบทหาร หลังรัฐประหารปี 2564 ที่โค่นรัฐบาลพลเรือนของ นางออง ซาน ซูจี

โดยการเลือกตั้งเมียนมาจะจัดขึ้นเป็นขั้นตอน เริ่มตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคมนี้ โดยมีพรรคการเมือง 57 พรรคลงชิงชัย อาทิ พรรคสหภาพเพื่อความมั่นคงและการพัฒนา (USDP) ซึ่งหนุนหลังโดยกองทัพ เตรียมเปิดตัวป้ายหาเสียงในกรุงเนปิดอว์ และออกโฆษณาทางสื่อของรัฐในช่วงเย็น แต่การหาเสียงโดยรวมยังคงอยู่ในบรรยากาศเงียบเหงาและเข้มงวดด้านความมั่นคง 

อย่างไรก็ตาม พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ของนางอองซาน ซูจี ซึ่งกวาดที่นั่งไปถึง 82% ในการเลือกตั้งปี 2563 จะไม่อยู่ในรายชื่อ หลังถูกคณะรัฐประหารยุบพรรคและจับกุมแกนนำ พร้อมถูกกล่าวหาทุจริตเลือกตั้ง 

ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวทางการทูตระบุว่า สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน จะไม่ส่งผู้สังเกตการณ์เข้าร่วมติดตามการเลือกตั้งครั้งนี้ หลังหลายองค์กรสิทธิมนุษยชนเรียกร้องให้งดส่ง เพื่อไม่ให้กลายเป็นการรับรองความชอบธรรมให้รัฐบาลทหาร

ทั้งนี้ รัฐบาลทหารเมียนมาได้ประกาศกฎหมายลงโทษผู้ต่อต้านการเลือกตั้งสูงสุดถึง 10 ปี และออกกฎหมายไซเบอร์ใหม่ ควบคุมการสื่อสารออนไลน์ที่ถูกมองว่าบั่นทอนความมั่นคงแห่งชาติ โดยยอมรับว่าการเลือกตั้งจะไม่จัดขึ้นใน 1 ใน 7 เขตเลือกตั้งทั่วประเทศ ซึ่งเป็นพื้นที่สู้รบ ขณะที่ 1 ใน 5 เขตเมืองยังอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก

 ที่มา Irrawaddy

เมืองเว้ เมืองหลวงเก่าเวียดนามจมบาดาล ฝนตก 1 เมตรใน 24 ชม. ทุบสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์

เมืองเว้ เมืองหลวงเก่าเวียดนามจมบาดาล ฝนตก 1 เมตรใน 24 ชม. ทุบสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์

29 ต.ค. 2568 11:03 น.

เมืองเว้ เมืองหลวงเก่าเวียดนามจมบาดาล ฝนตก 1 เมตรใน 24 ชม. ทุบสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์

ฝนตกหนักเป็นประวัติการณ์ในเมืองเว้ เมืองหลวงเก่าของเวียดนาม สูงกว่า 1,000 มม./วัน ทำแม่น้ำเอ่อท่วม บ้านเรือน ฟาร์ม และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่างนครเว้และฮอยอัน ถูกน้ำสูงระดับเอว ตัดขาดเส้นทางคมนาคมหลัก และต้องอพยพนักท่องเที่ยวกว่า 40,000 คน

เกิดน้ำท่วมใหญ่ครั้งรุนแรงในพื้นที่ภาคกลางของเวียดนาม จากอิทธิพลของฝนที่ตกหนักอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำหลายสายเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อบ้านเรือน พื้นที่เกษตรกรรม และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญระดับโลก เช่น เมืองเว้ อดีตเมืองหลวงเก่าของเวียดนาม และเมืองโบราณฮอยอัน

กรมอุตุนิยมวิทยาของเวียดนามรายงานว่า ปริมาณน้ำฝนในเมืองเว้ ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางของภาคกลาง วัดได้สูงถึง 1,085 มิลลิเมตร ภายใน 24 ชั่วโมง เมื่อช่วงค่ำวันจันทร์ ซึ่งถือเป็นปริมาณฝนที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกของเวียดนาม

ภายในเช้าวันอังคาร ระดับน้ำในแม่น้ำหอม สัญลักษณ์ของเมืองเว้ ได้เพิ่มสูงถึง 4.62 เมตร และระดับน้ำท่วมในเขตเมืองเก่าของเว้ ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากยูเนสโก รวมถึงเมืองเก่าฮอยอัน สูงถึงระดับเอว

ที่เมืองฮอยอัน มีการอพยพนักท่องเที่ยวด้วยเรือ หลังฝนที่ตกหนักและการระบายน้ำจากเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำหว่าย เพิ่มสูงขึ้นเกือบ 2 เมตร

สื่อของรัฐรายงานว่า นักท่องเที่ยวประมาณ 40,000 คน ได้ถูกย้ายไปยังโรงแรมอื่นที่อยู่นอกพื้นที่น้ำท่วมเพื่อความปลอดภัย นายเหงียน ง็อก อันห์ เจ้าของโรงแรมใกล้แม่น้ำทูโบน ในฮอยอัน เปิดเผยว่า “น้ำท่วมเพิ่มสูงขึ้นเร็วมาก และเราต้องรีบย้ายแขกไปยังโรงแรมอื่นนอกพื้นที่น้ำท่วมอย่างรวดเร็วเพื่อความปลอดภัย” โดยทำได้เพียงแค่ปิดประตูโรงแรมก่อนที่จะอพยพออกมา

น้ำท่วมในเมืองเว้ทำให้บ้านเรือนจมน้ำและถนนสายหลักหลายสายถูกตัดขาด โดยชาวบ้านต้องใช้เรือในการสัญจร เส้นทางรถไฟสายหลักระหว่างกรุงฮานอยทางเหนือ และเมืองโฮจิมินห์ทางใต้ ถูกระงับชั่วคราว ส่งผลกระทบต่อผู้โดยสารหลายพันคน

เพื่อป้องกันความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน เมื่อคืนวันจันทร์ ทางการรถไฟเวียดนามได้ใช้ ตู้รถไฟ 19 ตู้ ที่บรรทุกหินหนัก 980 ตัน วางบนสะพานแห่งหนึ่งเพื่อต้านทานกระแสน้ำท่วมไม่ให้พัดสะพานพัง มูลนิธิเพื่อเด็ก Blue Dragon Children’s Foundation ของออสเตรเลีย ระบุว่า มีประชาชนประมาณ 1,000 คน ในพื้นที่ชนบทของจังหวัดเถื่อเทียนเว้ ถูกตัดขาด จากน้ำท่วมและดินถล่ม ซึ่งในจำนวนนี้มีเด็กที่อยู่ในความดูแลของมูลนิธิ 200 คน

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ภาวะโลกร้อน คือปัจจัยที่ทำให้พายุโซนร้อนมีความรุนแรงและมีฝนตกหนักมากขึ้น เนื่องจากมหาสมุทรที่อุ่นขึ้นเป็นตัวกระตุ้น ทำให้เกิดลมที่รุนแรงขึ้น ปริมาณน้ำฝนที่มากขึ้น และส่งผลต่อรูปแบบการตกของฝนทั่วเอเชียตะวันออก

เวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่เสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมมากที่สุดในโลก โดยมีประชากรเกือบครึ่งหนึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย.

ที่มา AFP

เกาหลีเหนือโชว์ ยิงทดสอบขีปนาวุธนำวิถี ก่อน “โดนัลด์ ทรัมป์” เยือนเกาหลีใต้ เพื่อร่วมประชุมเอเปก

เกาหลีเหนือโชว์ ยิงทดสอบขีปนาวุธนำวิถี ก่อน "โดนัลด์ ทรัมป์" เยือนเกาหลีใต้ เพื่อร่วมประชุมเอเปก

29 ต.ค. 2568 10:34 น.

เกาหลีเหนือโชว์ ยิงทดสอบขีปนาวุธนำวิถี ก่อน “โดนัลด์ ทรัมป์” เยือนเกาหลีใต้ เพื่อร่วมประชุมเอเปก

คิม จองอึน ประกาศศักดา ยิงขีปนาวุธนำวิถีไปลงเป้าหมายในทะเลเหลือง ก่อนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ จะเดินทางเยือนเกาหลีใต้ เพื่อร่วมการประชุมเอเปก

วันที่ 29 ตุลาคม 2568 สำนักข่าวกลางเกาหลี หรือเคซีเอ็นเอ เกาหลีเหนือประกาศเมื่อวันพุธว่าได้ยิงทดสอบ ขีปนาวุธร่อนเชิงยุทธศาสตร์จากทะเลสู่ผิวน้ำ บริเวณทะเลเหลืองเมื่อวันก่อนหน้า ถือเป็นการแสดงแสนยานุภาพก่อนที่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ จะเดินทางเยือนเกาหลีใต้ เพื่อร่วมการประชุม เอเปก (APEC) ระหว่างวันที่ 29–30 ตุลาคมนี้

รายงานข่าวระบุว่า ขีปนาวุธที่ถูกพัฒนาขึ้นสำหรับการยิงจากเรือรบ ถูกยิงขึ้นในแนวดิ่ง และบินตามเส้นทางที่กำหนดไว้ล่วงหน้าเหนือทะเลเหลืองเป็นเวลานานกว่า 7,800 วินาที หรือราว 2 ชั่วโมง 10 นาที ก่อนทำลายเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยไม่ได้เปิดเผยระยะทางการบินหรือรายละเอียดอื่นเพิ่มเติม นอกจากนี้ระบุว่า นายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ไม่ได้เข้าร่วมสังเกตการณ์การทดสอบครั้งนี้  

ทางด้านนายพัก จองชอน รองประธานคณะกรรมาธิการทหารกลางแห่งพรรคแรงงานเกาหลี ซึ่งเป็นผู้กำกับการทดสอบครั้งนี้ กล่าวว่าการยิงขีปนาวุธร่อนดังกล่าวเป็นความสำเร็จสำคัญในการทำให้กองกำลังนิวเคลียร์ของประเทศมีความพร้อมใช้งานจริงในภาคปฏิบัติ พร้อมระบุว่า การทดสอบนี้เป็นส่วนหนึ่งของการฝึกใช้อำนาจป้องปรามสงคราม  และการดำเนินการอย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อยืนยันความน่าเชื่อถือของขีปนาวุธโจมตีเชิงยุทธศาสตร์ชนิดต่าง ๆ รวมถึงแสดงศักยภาพให้ศัตรูเห็นอย่างชัดเจน 

ทั้งนี้ การยิงขีปนาวุธครั้งล่าสุดของเกาหลีเหนือเกิดขึ้นในจังหวะอ่อนไหวทางการเมือง ก่อนที่ทรัมป์จะเดินทางเยือนกรุงโซล ซึ่งเขาแสดงความประสงค์จะพบ คิม จอง อึน ระหว่างการประชุมเอเปก เพื่อฟื้นการเจรจาเรื่องนิวเคลียร์บนคาบสมุทรเกาหลีอีกครั้ง.

Foxconn เตรียมใช้หุ่นยนต์ฮิวมานอยด์ผลิตเซิร์ฟเวอร์ ในโรงงานที่ฮิวสตัน สหรัฐฯ

Foxconn เตรียมใช้หุ่นยนต์ฮิวมานอยด์ผลิตเซิร์ฟเวอร์ ในโรงงานที่ฮิวสตัน สหรัฐฯ

29 ต.ค. 2568 09:05 น.

Foxconn เตรียมใช้หุ่นยนต์ฮิวมานอยด์ผลิตเซิร์ฟเวอร์ ในโรงงานที่ฮิวสตัน สหรัฐฯ

บริษัท Foxconn ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ที่สุดในโลก ประกาศแผนเดินหน้าติดตั้งหุ่นยนต์ฮิวมานอยด์ทดแทนมนุษย์ ในสายการผลิตที่โรงงานเมืองฮิวสตัน รัฐเทกซัส สหรัฐอเมริกา

บริษัท Foxconn หรือชื่อเต็ม Hon Hai Precision Industry Co. ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นผู้ผลิตหลักของ AI Server ให้กับ Nvidia ประกาศแผนเดินหน้าติดตั้ง หุ่นยนต์ฮิวมานอยด์ ในสายการผลิตที่โรงงานเมืองฮิวสตัน รัฐเทกซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา

การประกาศดังกล่าวมีขึ้นในงาน Nvidia Developer Conference ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดย Foxconn ระบุว่า โรงงานแห่งนี้จะเป็นหนึ่งในโรงงานแรกของโลกที่ใช้ หุ่นยนต์ฮิวมานอยด์รุ่น NVIDIA Isaac GR00T N บนสายการผลิตจริง เพื่อสร้างโรงงานอัจฉริยะต้นแบบระดับโลก

รายงานจาก Reuters ระบุว่า ทั้งสองบริษัทเริ่มหารือเกี่ยวกับโครงการนี้ตั้งแต่กลางปี 2024 โดยมีเป้าหมายเริ่มใช้งานจริงใน ไตรมาสแรกของปี 2026 ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมการผลิตที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบอัตโนมัติในระดับสูง

Foxconn เปิดเผยว่า โรงงานฮิวสตันแห่งนี้จะเป็นฐานผลิตหลักของ AI Server สำหรับ Nvidia ซึ่งกำลังมีความต้องการเพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก ท่ามกลางกระแสการเติบโตของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และศูนย์ข้อมูล

นอกจากนี้ Foxconn ยังมีแผนขยายกำลังการผลิต AI Server เพิ่มเติมใน รัฐเทกซัส, วิสคอนซิน และแคลิฟอร์เนีย เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้ารายใหญ่ในสหรัฐฯ

นาย ยัง หลิว ประธานกรรมการของ Foxconn กล่าวในแถลงการณ์ว่า “ทีมของเรากำลังนำเสนอเทคโนโลยีโซลูชันศูนย์ข้อมูล AI ที่ล้ำหน้าที่สุดสู่สหรัฐอเมริกา เพื่อช่วยให้ลูกค้าระดับผู้นำสามารถก้าวนำในสนามแข่ง AI ได้อย่างต่อเนื่อง”

เขายังเสริมว่า ความร่วมมือกับ Nvidia ครั้งนี้จะทำให้ Foxconn ก้าวสู่การเป็นผู้บุกเบิกในด้านโรงงานอัจฉริยะ ที่ผสานพลังของ หุ่นยนต์, ปัญญาประดิษฐ์ และระบบการผลิตอัตโนมัติ เข้าด้วยกันอย่างเต็มรูปแบบ

การใช้ หุ่นยนต์ฮิวมานอยด์ของ Foxconn ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมการผลิตทั่วโลกที่เริ่มนำเทคโนโลยี AI และหุ่นยนต์มาแทนแรงงานมนุษย์ในกระบวนการที่ซับซ้อน ซึ่งไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต แต่ยังช่วยลดต้นทุนและความเสี่ยงในสายการประกอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ระดับสูง.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ หุ่นยนต์

ตร.บราซิลเปิดปฏิบัติการนองเลือดถล่มแก๊งมาเฟียค้ายาริโอเดจาเนโร สังหาร 64 ศพ หนักสุดในประวัติศาสตร์

ตร.บราซิลเปิดปฏิบัติการนองเลือดถล่มแก๊งมาเฟียค้ายาริโอเดจาเนโร สังหาร 64 ศพ หนักสุดในประวัติศาสตร์

29 ต.ค. 2568 09:04 น.

ตร.บราซิลเปิดปฏิบัติการนองเลือดถล่มแก๊งมาเฟียค้ายาริโอเดจาเนโร สังหาร 64 ศพ หนักสุดในประวัติศาสตร์

ตร.บราซิลเปิดปฏิบัติการนองเลือดถล่มแก๊งมาเฟียในชุมชนแออัดริโอเดจาเนโร ปราบแก๊งค้ายา “คอมมันโด แวร์เมลโญ” สังหาร 60 ศพ จนท.ตร.ดับ 4 ราย นับเป็นปฏิบัติการของตำรวจครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์

วันที่ 28 ตุลาคม 2568 สำนักข่าวอัลจาซีราห์ รายงานว่า เมืองริโอเดจาเนโร ของบราซิลได้กลายเป็นสมรภูมิเดือด หลังตำรวจเปิดปฏิบัติการขนาดใหญ่ถล่มชุมชนแออัด “ฟาเวล่า” เพื่อปราบปรามสมาชิกแก๊งค้ายา “คอมมันโด แวร์เมลโญ” (Comando Vermelho) หรือ “แก๊งแดง”  เครือข่ายค้ายาเสพติดรายใหญ่ที่สุดในริโอเดจาเนโร และมีอิทธิพลควบคุมหลายชุมชนยากจนมานานหลายปี 

รายงานจากสื่อท้องถิ่นระบุว่า ปฏิบัติการครั้งนี้มีชื่อว่า “Operation Containment” ซึ่งมีเป้าหมายสกัดกั้นอิทธิพลของแก๊งค้ายารายใหญ่ และจับกุมแกนนำอาชญากรรมที่หลบซ่อนอยู่ในพื้นที่เสี่ยงทั่วเมือง โดยมีเจ้าหน้าที่กว่า 2,500 นาย พร้อมรถหุ้มเกราะและเฮลิคอปเตอร์เข้าร่วม โดยส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 60 ศพ รวมเจ้าหน้าที่ตำรวจ 4 ศพ นับเป็นปฏิบัติการตำรวจที่คร่าชีวิตมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของรัฐริโอเดจาเนโร 

นายเคลาดิโอ กัสโตร ผู้ว่าการรัฐริโอเดจาเนโร แถลงผ่านวิดีโอว่า เจ้าหน้าที่ได้ปลดอาวุธและยุติการคุกคามของผู้ต้องสงสัยกว่า 60 คน และจับกุมเพิ่มอีก 81 ราย พร้อมยึดอาวุธจำนวนมาก พร้อมประกาศอย่างแข็งกร้าวว่า สิ่งที่ทางการต้องการคือริโอเดจาเนโร และบราซิลที่ปลอดจากอาชญากรรม เพื่อให้ประชาชนงปลอดภัยมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการครั้งนี้ถูกจับตาอย่างหนักจากนานาชาติ เนื่องจากตัวเลขผู้เสียชีวิตจำนวนมาก สื่อบราซิลรายงานว่า เหตุยิงปะทะเกิดขึ้นในพื้นที่ อาเลเมา และเปญญา ชุมชนแออัดขนาดใหญ่ทางตอนเหนือของเมือง ปืนกลและเสียงระเบิดดังระงมไปทั่วพื้นที่ ทำให้มีผู้บาดเจ็บหลายราย รวมถึงผู้บริสุทธิ์ที่ถูกลูกหลง.

คืบหน้าเพลิงไหม้ “มารินา เบย์ แซนด์ส” สิงคโปร์ พบต้นเพลิงจากงานเชื่อมโลหะ ไม่มีผู้บาดเจ็บ

คืบหน้าเพลิงไหม้ “มารินา เบย์ แซนด์ส” สิงคโปร์ พบต้นเพลิงจากงานเชื่อมโลหะ ไม่มีผู้บาดเจ็บ

29 ต.ค. 2568 08:49 น.

คืบหน้าเพลิงไหม้ “มารินา เบย์ แซนด์ส” สิงคโปร์ พบต้นเพลิงจากงานเชื่อมโลหะ ไม่มีผู้บาดเจ็บ

หน่วยป้องกันและดับเพลิงสิงคโปร์ รายงานความคืบหน้าเหตุ เพลิงไหม้ชั้น 55 โรงแรมมารินา เบย์ แซนด์ส หนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญใจกลางสิงคโปร์ ต้นเพลิงเกิดจากการเชื่อมโลหะ

ความคืบหน้าเหตุ เพลิงไหม้โรงแรมมารินา เบย์ แซนด์ส หนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญใจกลางสิงคโปร์ เมื่อช่วงบ่ายของวันอังคารที่ผ่านมา หน่วยป้องกันและดับเพลิงสิงคโปร์เพลิงไหม้ระบุว่าต้นเพลิงเกิดจากแผ่นพลาสติกที่ติดไฟง่าย ใกล้จุดที่มีการเชื่อมโลหะอยู่ในขณะนั้น คาดว่าประกายไฟจากงานเชื่อมโลหะที่ดำเนินการในพื้นที่ใกล้เคียง อาจไปตกกระทบกับวัสดุที่ติดไฟง่ายจนเกิดการลุกไหม้ โดยพื้นที่ที่เกิดเหตุ เป็นพื้นที่ที่ยังไม่เปิดให้แขกเข้าถึงได้ 

โดยภาพที่เผยแพร่ในโซเชียล เผยให้เห็นวินาทีที่เกิดเหตุ โดยมีกลุ่มควันสีเทาพวยพุ่งออกจากชั้นบนของอาคาร ขณะที่โฆษกของโรงแรมมารินา เบย์ แซนด์ส ให้ข้อมูลกับสำนักข่าว CNA ว่า พนักงานของโรงแรมสามารถ ดับเพลิงได้ด้วยตนเองก่อนที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจะมาถึง โดยยืนยันว่าไม่มีแขกหรือพนักงานคนใดได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้

หลังจากควบคุมเพลิงได้ เจ้าหน้าที่ SCDF ได้เข้าตรวจสอบพื้นที่เพื่อป้องกันการลุกไหม้ซ้ำ พร้อมเก็บหลักฐานเพื่อใช้ในการสอบสวนหาสาเหตุโดยละเอียด

ขณะที่ทางมารินา เบย์ แซนด์ส ยืนยันว่าได้ดำเนินมาตรการตรวจสอบด้านความปลอดภัยทันทีหลังเกิดเหตุ และจะทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะนี้ซ้ำอีก

ทั้งนี้ แม้จะมีเหตุเพลิงไหม้ แต่ทางโรงแรมยืนยันว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่กระทบต่อแขกผู้เข้าพักหรือการดำเนินงานของโรงแรม และยังคงเปิดให้บริการห้องพักตามปกติ 

โรงแรม Marina Bay Sands ถือเป็นสัญลักษณ์ของประเทศสิงคโปร์ ด้วยสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นและชั้นดาดฟ้า “SkyPark” ที่อยู่บนชั้น 57 ซึ่งเป็นจุดชมวิวชื่อดังของนักท่องเที่ยวทั่วโลก เหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้จึงได้รับความสนใจจากสื่อทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างกว้างขวาง.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไฟไหม้

เครื่องบินท่องเที่ยวขนาดเล็ก ตกใกล้ชายฝั่งเคนยา ดับยกลำ 11 ศพ

เครื่องบินท่องเที่ยวขนาดเล็ก ตกใกล้ชายฝั่งเคนยา ดับยกลำ 11 ศพ

29 ต.ค. 2568 06:18 น.

เครื่องบินท่องเที่ยวขนาดเล็ก ตกใกล้ชายฝั่งเคนยา ดับยกลำ 11 ศพ

เกิดเหตุเครื่องบินท่องเที่ยวขนาดเล็กตก ใกล้ชายฝั่งของประเทศเคนยา ทำให้ผู้โดยสารกับลูกเรือบนเครื่องทั้ง 11 คน เสียชีวิตทั้งหมด

องค์การการบินพลเรือนเคนยา (KCAA) เปิดเผยในวันอังคารที่ 28 ต.ค. 2568 ว่า เครื่องบินลำดังกล่าวบินจากชายหาด “เดียนี” ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของเคนยา ไปยังลานบินในอุทยานแห่งชาติ “มาไซมารา” (Maasai Mara) ก่อนที่จะตกในเวลา 05:30 น. ตามเวลาท้องถิ่น

สายการบิน มอมบาซา แอร์ ซาฟารี (Mombasa Air Safari) ระบุว่า เครื่องบินลำที่เกิดเหตุบรรทุกชาวฮังการี 8 ราย ชาวเยอรมัน 2 ราย และนักบินชาวเคนยา 1 ราย ซึ่งทั้งหมดเสียชีวิตในเหตุการณ์นี้

“สิ่งที่เราให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกในขณะนี้คือ การให้การสนับสนุนที่เป็นไปได้ทั้งหมดแก่ครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ” มอมบาซาฯ ระบุในแถลงการณ์

ด้านสื่อท้องถิ่นของเคนยาได้เผยแพร่ภาพเครื่องบินที่ลุกไหม้ โดยมีเศษซากกระจัดกระจายอยู่ ณ จุดเกิดเหตุ

นายสตีเฟน ออรินเด ผู้ว่าการเขต “ควาเล” (Kwale) ทางใต้สุดของเคนยาบอกกับ BBC ว่า เครื่องบินตกห่างจากเมืองควาเลประมาณ 10 กิโลเมตร หลังจากบินออกจากหาดเดียนี เพื่อเดินทางไปยังสนามบิน คิชวา เทมโบ (Kichwa Tembo) ในอุทยานแห่งชาติ มาไซมารา

“ผู้โดยสารทั้งหมดเป็นนักท่องเที่ยว” นายออรินเดกล่าว และเสริมว่า เจ้าหน้าที่กำลังสืบสวนหาสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้ แต่นายออรินเดชี้ว่า อาจเกิดจากสภาพอากาศเลวร้าย “ในตอนนั้นสภาพอากาศที่นี่ไม่ค่อยดี มีฝนตกตั้งแต่เช้าตรู่ และมีหมอกลงจัด แต่ยังไม่สามารถด่วนสรุป (ผลการสืบสวน) ไปก่อนได้”

ทั้งนี้ เมื่อเดือนสิงหาคม เครื่องบินขนาดเล็กขององค์กรการกุศลทางการแพทย์ Amref ก็ตกที่ชานกรุงไนโรบี เมืองหลวงของเคนยา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 6 ศพ และบาดเจ็บอีก 2 ราย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc