ทรัมป์-สี จิ้นผิง จ่อพบกันที่ปูซาน เตรียมคุยเรื่องอะไรบ้าง?

ทรัมป์-สี จิ้นผิง จ่อพบกันที่ปูซาน เตรียมคุยเรื่องอะไรบ้าง?

30 ต.ค. 2568 07:15 น.

ทรัมป์-สี จิ้นผิง จ่อพบกันที่ปูซาน เตรียมคุยเรื่องอะไรบ้าง?

โดนัลด์ ทรัมป์ กับ สี จิ้นผิง เตรียมประชุมสุดยอดร่วมกันเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี โดยคาดกันว่าจะหารือกันเรื่องปัญหาต่างๆ ทั้ง ภาษี, TikTok, แร่หายาก, เฟนทานิล และสงครามรัสเซียยูเครน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ คาดหวังว่าการประชุมกับ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่เกาหลีใต้ในวันพฤหัสบดี (30 ต.ค. 2568) จะสามารถ แก้ไข “ปัญหามากมาย” ระหว่างสหรัฐฯ และจีนได้ ในขณะที่ความตึงเครียดของทั้งสองฝ่ายพุ่งสูง หลังสหรัฐฯ ขู่ตั้งกำแพงภาษีสินค้าจีนอีก 100% ตอบโต้ที่แดนมังกรจำกัดการส่งออกแร่ธาตุหายากเพิ่มขึ้น

ตั้งแต่เดือนสิงหาคม เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และจีนเจรจาการค้ามาตลอด และมีการจัดทำกรอบข้อตกลงแล้ว โดยนายทรัมป์กล่าวในการประชุม APEC ที่เกาหลีใต้ว่า ข้อตกลงที่คาดว่าจะเกิดขึ้นนั้น จะเป็นผลดีและน่าตื่นเต้นสำหรับทุกคน อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มีความคาดหวังเพียงเล็กน้อยว่า การพบกันครั้งนี้ จะมีการบรรลุข้อตกลงที่ฟื้นฟูความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศได้จริง

ทรัมป์-สี จิ้นผิง จะหารือกันเรื่องอะไรบ้าง?

คาดกันว่า ประเด็นที่ผู้นำทั้งสองคนจะหารือกันจะครอบคลุมถึงเรื่อง กำแพงภาษีทางการค้า, การลักลอบขนยาเฟนทานิล ซึ่งเป็นยาเสพติดที่คร่าชีวิตผู้คนในสหรัฐฯ ปีละหลายหมื่นคน, การควบคุมการส่งออกแร่หายาก (rare-earth) ของจีนกับการนำเข้าถั่วเหลืองสหรัฐฯ ของจีน

นอกจากนั้นยังมีเรื่อง การควบคุมการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ของสหรัฐฯ, ประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคง โดยเฉพาะ สงครามรัสเซียยูเครน และจุดยืนของสหรัฐฯ เรื่องไต้หวัน, ค่าธรรมเนียมท่าเรือสำหรับเรือจีนที่จอดเทียบท่าในสหรัฐฯ และการสรุปข้อตกลงเพื่อซื้อ TikTok

ศ.อเลฮานโดร เรเยส จากภาควิชาการเมืองและรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮ่องกงบอกกับ อัลจาซีรา ว่า สหรัฐฯ กับจีนต้องการที่จะ ประคับประคองความสัมพันธ์การเป็นคู่แข่งที่น่าหงุดหงิดใจนี้เอาไว้ แต่ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน

สำหรับสหรัฐฯ เป้าหมายคือการแสดงให้เห็นว่าท่าทีที่แข็งกร้าวต่อจีนของพวกเขานั้น “ได้ผลลัพธ์แล้ว” นายทรัมป์เข้าร่วมการประชุมสุดยอดนี้หลังจากลงนามข้อตกลงการค้ากับ มาเลเซีย, กัมพูชา และญี่ปุ่น เชื่อมโยงการเข้าถึงตลาดเข้ากับการร่วมมือด้านความมั่นคงแห่งชาติโดยตรง

ส่วนจีน สิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญมากที่สุดคือ “การแสดงออกถึงความสงบและความอดทน” การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากการประชุมเต็มคณะครั้งที่สี่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งเป็นการย้ำยืนยันอำนาจของผู้นำจีน สี จิ้นผิง และกำหนดทิศทางสำหรับแผนพัฒนาประเทศในอีก 5 ปีข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม ศ.เรเยสกล่าวด้วยว่า การหารือเกี่ยวกับข้อพิพาทเรื่องกำแพงภาษีทางการค้า, แร่หายาก, เทคโนโลยี AI และยุทธศาสตร์ภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นประเด็นที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนในปัจจุบันมากที่สุดนั้น จะไม่สามารถแก้ไขได้โดยง่าย

ความเสียหายในยูเครน
ความเสียหายในยูเครน

ประเด็นที่เป็นอุปสรรคสำคัญ

-ยาเฟนทานิล

หนึ่งในประเด็นที่เป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดคือเรื่อง ยาเฟนทานิล ซึ่งเป็นยาอันตรายที่ไหลเข้าสหรัฐฯ จากจีน ซึ่งนายทรัมป์เคยขึ้นภาษีสินค้าจีนในอัตรา 20% เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อกดดันให้จีนเพิ่มการควบคุมการส่งออกสารตั้งต้นของยาชนิดนี้

น.ส.บอนนี เกลเซอร์ กรรมการผู้จัดการโครงการอินโด-แปซิฟิกของ German Marshall Fund of the United States (GMF) มองว่า ปัญหานี้เป็นประเด็นที่ขัดแย้งกันอย่างมาก แต่จีนอาจพร้อมให้ความร่วมมือในการปราบปรามการฟอกเงินของอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับการค้าเฟนทานิล

ขณะที่ The Wall Street Journal รายงานว่า ในการประชุมครั้งนี้ จีนอาจให้คำมั่นว่าจะควบคุมสารตั้งต้นในการผลิตเฟนทานิลมากขึ้น และหากบรรลุข้อตกลง ทรัมป์อาจลดภาษีที่เกี่ยวกับเฟนทานิลลงได้ถึง 10%

-กำแพงภาษีทางการค้า

หลังจากสหรัฐฯ ขึ้นภาษีเรื่องเฟนทานิล จีนตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีสินค้าเกษตรสหรัฐฯ 15% ก่อนที่สงครามภาษีจะทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อทรัมป์ขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเป็น 145% และจีนโต้กลับที่ 125% แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะลดภาษีลงเหลือ 30% และ 10% และตกลงสงบศึกเป็นเวลา 90 วัน (ขยายเวลาไปแล้ว 2 ครั้ง) แต่ก็ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้าได้จนถึงทุกวันนี้

-แร่หายากกับถั่วเหลือง

จีนจำกัดการส่งออกแร่หายาก 12 ชนิด (7 ชนิดในเดือนเมษายน และอีก 5 ชนิดในเดือนตุลาคม) และเครื่องจักรที่เกี่ยวข้อง โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงและเป็นการตอบโต้สหรัฐฯ โดยแร่หายากเหล่านี้ คือโลหะที่สำคัญต่ออุตสาหกรรมกลาโหม และ AI ส่งผลให้นายทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีสินค้าจีน 100% และขู่ควบคุมการส่งออกซอฟต์แวร์ด้วย

อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ คาดว่า จีนจะชะลอการจำกัดการส่งออกแร่หายาก และการขู่ขึ้นภาษี 100% อาจถูกยกเลิกไปพร้อมทั้งคาดว่าจีนจะตกลงเพิ่มการซื้อถั่วเหลืองสหรัฐฯ

ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าข้อพิพาทการค้านี้อาจมีทางออกที่ดี แต่ไม่เชื่อว่าความตึงเครียดพื้นฐานจะคลี่คลาย เพราะปัญหาอยู่ลึกกว่าเศรษฐกิจและต้องอาศัยการบริหารจัดการที่ดีและมองข้ามแนวคิดที่ว่า ผลประโยชน์ของคนอื่นจะเท่ากับผลขาดทุนของตัวเอง (zero-sum game)

แร่หายาก
แร่หายาก

-เทคโนโลยีและ TikTok

ในเดือนกันยายน นายทรัมป์ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อให้มีการ โอนทรัพย์สินของ TikTok ในสหรัฐฯ ไปยังนักลงทุนชาวสหรัฐฯ แล้ว โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ ขณะที่นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังกล่าวว่า สหรัฐฯ และจีน “บรรลุข้อตกลงสุดท้ายเกี่ยวกับ TikTok แล้ว” ซึ่งจะมีการสรุปในการประชุมนี้

แต่นักวิเคราะห์เชื่อว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะไม่ยุติความขัดแย้งเรื่องชิป, AI และการควบคุมทางดิจิทัล

ในเดือนตุลาคม สหรัฐฯ ขึ้นบัญชีดำบริษัทเทคโนโลยีจีนหลายร้อยแห่ง และจำกัดการส่งออกชิป AI ขั้นสูงของ Nvidia ไปยังจีน ซึ่งทำให้ปักกิ่งไม่พอใจและเริ่ม สอบสวนการผูกขาดของ Nvidia และ Qualcomm ซึ่งนายทรัมป์กล่าวเมื่อวันพุธว่า เขาอาจจะหารือเรื่องชิป Nvidia กับสี จิ้นผิง ในการประชุมวันพฤหัสบดีนี้

-ปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์

ทรัมป์ต้องการใช้โอกาสนี้หารือกับสี จิ้นผิง เรื่องการยุติสงครามยูเครน แม้ว่าจีนจะเคยบอกว่า สงครามที่ยืดเยื้อในยูเครน “ไม่เป็นผลดีต่อผลประโยชน์ของใครเลย” แต่พวกเขาก็ย้ำว่า จีนไม่สามารถปล่อยให้รัสเซียแพ้สงครามในยูเครนได้ เนื่องจากสหรัฐฯ จะหันมาให้ความสนใจกับจีนแทน

ก่อนหน้านี้ นายทรัมป์เคยขู่คว่ำบาตรประเทศที่ซื้อน้ำมันรัสเซีย และได้ขึ้นภาษีอินเดียไปแล้ว 50% แต่ยังไม่ได้ดำเนินการกับจีน ทั้งที่แดนมังกรนำเข้าน้ำมันรัสเซียทางทะเลมากถึง 1.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน อย่างไรก็ตาม หลังจากสหรัฐฯ คว่ำบาตรบริษัทน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดสองแห่งของมอสโก คือ Rosneft และ Lukoil ในเดือนตุลาคม บริษัทน้ำมันบางแห่งในจีนก็ระบุว่า จะงดเว้นจากการนำเข้าน้ำมันรัสเซียทางทะเลในระยะสั้น

นักวิเคราะห์คาดว่า ทรัมป์จะขอให้สี จิ้นผิง ช่วยกดดันปูตินให้เข้าร่วมโต๊ะเจรจา แต่ สี จิ้นผิง อาจจะลังเล ขณะที่ฝ่ายจีนจะหารือเรื่องจุดยืนของสหรัฐฯ ต่อไต้หวัน สี จิ้นผิง อาจกดดันให้ทรัมป์ยืนยันว่าสหรัฐฯ คัดค้านเอกราชของไต้หวัน อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ไม่น่าจะทอดทิ้งไต้หวัน เพราะต้องการเครดิตในการยุติสงครามไม่ใช่นำไปสู่สงคราม

อย่างไรก็ดี นายทรัมป์กล่าวก่อนเมื่อวันพุธ (29 ต.ค.) ว่า เขาไม่แน่ใจว่าจะหารือเรื่องไต้หวันหรือไม่

ป้ายโฆษณาเทคโนโลยี AI ในจีน
ป้ายโฆษณาเทคโนโลยี AI ในจีน

ฝ่ายไหนได้เปรียบกว่ากัน?

ดุลอำนาจการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-จีนมีการเปลี่ยนแปลงในช่วงที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ โจ ไบเดน จำกัดการส่งออก เซมิคอนดักเตอร์ ให้จีน และนายทรัมป์ก็เพิ่มภาษีจีนเป็น 145% ทำให้จีนตอบโต้ด้วยภาษี 125% และ จำกัดการส่งออกโลหะหายากรวม 12 ชนิด

ทั้งสองฝ่ายต่างก็พยายามสร้างพันธมิตรทางการค้า จีนเสริมสร้างข้อตกลงกับ อาเซียน ขณะที่สหรัฐฯ ทำข้อตกลงใหม่กับ ญี่ปุ่น มาเลเซีย กัมพูชา และเกาหลีใต้ ทำให้นักวิเคราะห์ชี้ว่า ณ ตอนนี้ยังไม่ชัดเจนว่าฝ่ายใดได้เปรียบในการเจรจา

ส่วน ศ.เรเยส มองว่า สหรัฐฯ และจีนมีจุดแข็งต่างกัน สหรัฐฯ ได้เปรียบตรงที่สร้างเครือข่ายพันธมิตรใหม่ (เช่น ข้อตกลงกับมาเลเซีย) ซึ่งช่วยเสริมแรงขับเคลื่อนในการเจรจา แต่จีนมีความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ พวกเขายังคงเป็นแกนหลักของการผลิตโลก, ครองการแปรรูปแร่ธาตุสำคัญ และพิสูจน์แล้วว่าสามารถต้านทานกำแพงภาษีได้

สรุปคือ สหรัฐฯ มีอำนาจที่รวดเร็วและเสียงดัง แต่จีนมีความอดทนและมั่นคงกว่า สามารถอดทนได้นานกว่าหากความขัดแย้งยืดเยื้อ

ผลลัพธ์จะออกมาอย่างไร?

แม้ทรัมป์คาดว่านี่จะเป็นการประชุมที่ “ยอดเยี่ยม” แต่นักวิเคราะห์มีความคาดหวังเพียงเล็กน้อยว่า การพบกันครั้งนี้จะมีผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ใดๆ

ศ.เรเยสคาดว่า จะมีการ “สงบศึกชั่วคราว” และการประกาศชัยชนะเล็กๆ น้อยๆ เช่น การชะลอภาษีหรือแถลงการณ์ร่วมเรื่องเสถียรภาพทางการค้า แต่การประชุมนี้จะไม่ยุติความเป็นคู่แข่ง หากเป็นการเริ่มต้นของ “เฟสใหม่” ในการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันกับความเป็นคู่แข่ง ในขณะที่สหรัฐฯ สร้างพันธมิตรผ่านสนธิสัญญา ส่วนจีนก็เพิ่มความเข้มแข็งด้วยความอดทน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : aljazeera

ธนาคารกลางสหรัฐฯ ลดดอกเบี้ยอีก 0.25% แต่อาจไม่ลดในเดือนธันวาคม

ธนาคารกลางสหรัฐฯ ลดดอกเบี้ยอีก 0.25% แต่อาจไม่ลดในเดือนธันวาคม

30 ต.ค. 2568 05:54 น.

ธนาคารกลางสหรัฐฯ ลดดอกเบี้ยอีก 0.25% แต่อาจไม่ลดในเดือนธันวาคม

ธนาคารกลางสหรัฐฯ ลดอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ตามความคาดหมาย แต่เฟดพยายามระงับความคาดหวังว่า จะมีการลดดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือนธันวาคม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คณะกรรมการการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานลงอีก 0.25% ตามความคาดหมาย แต่เจอโรม พาวเวลล์ ออกมาเบรกความคาดหวังของตลาดเกี่ยวกับการลดดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม ทำให้ค่าเงินดอลลาร์กลับแข็งค่าขึ้นหลัง

ในการประชุมเมื่อวันพุธที่ 29 ต.ค. 2568 มีกรรมการ 2 คนที่ไม่เห็นด้วยกับการลดดอกเบี้ยครั้งนี้ โดยผู้ว่าการเฟด สตีเฟน มีแรน เรียกร้องอีกครั้งว่าให้ลดอัตราดอกเบี้ยมากกว่านี้ ขณะที่นาย เจฟฟรีย์ ชมิด ประธานเฟด สาขาแคนซัสซิตี้ กลับต้องการให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อยังสูง

อดัม บัตตัน หัวหน้านักวิเคราะห์สกุลเงินที่ InvestingLive ในโตรอนโต กล่าวว่า การแสดงความไม่เห็นด้วยจากนายชมิด สะท้อนความรู้สึกของเจ้าหน้าที่เฟด บางส่วน ดังนั้น อาจมีแรงกดดันให้นายพาวเวลล์ต้องระงับความคาดหวังของตลาดสำหรับการลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม

ขณะที่นายพาวเวลล์กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังไม่สามารถหาข้อสรุปเรื่องนโยบายการเงินได้ และตลาดไม่ควรคาดหวังว่าจะมีการลดอัตราดอกเบี้ยอีกในช่วงสิ้นปี

ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังได้ประกาศเพิ่มเติมว่า จะกลับมาเริ่มซื้อหลักทรัพย์ของกระทรวงการคลัง (Treasury securities) ในวงจำกัดอีกครั้ง หลังจากที่ตลาดเงินแสดงสัญญาณว่า สภาพคล่องเริ่มขาดแคลน ซึ่งเป็นภาวะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ให้คำมั่นว่าจะหลีกเลี่ยง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สหรัฐฯ ยังชัตดาวน์ สนง.งบประมาณคาด เสียหาย 7 พันล้านดอลลาร์/เดือน

สหรัฐฯ ยังชัตดาวน์ สนง.งบประมาณคาด เสียหาย 7 พันล้านดอลลาร์/เดือน

30 ต.ค. 2568 05:34 น.

สหรัฐฯ ยังชัตดาวน์ สนง.งบประมาณคาด เสียหาย 7 พันล้านดอลลาร์/เดือน

สำนักงานงบประมาณสหรัฐฯ เตือนว่า การชัตดาวน์ของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ยังไม่มีท่าทีว่าจะจบลงนี้ จะสร้างความเสียหายที่ไม่อาจฟื้นคืนได้ถึงเดือนละ 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

สำนักงานงบประมาณรัฐสภา (CBO) ของสหรัฐฯ เผยแพร่รายงานใหม่ในวันพุธที่ 29 ต.ค. 2568 ซึ่งประเมินมูลค่าความเสียหายที่เกิดจากผลกระทบจากการที่ หน่วยงานรัฐบาลส่วนใหญ่ต้องปิดทำการเพราะรัฐบาลผ่านงบประมาณไม่สำเร็จ หรือการ “ชัตดาวน์” ซึ่งดำเนินมาใกล้ครบ 1 เดือนแล้ว

รายงานใหม่จาก CBO ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ระบุว่า การปิดหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ กำลังสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจประมาณ 7 พันล้านดอลลาร์ต่อเดือน (ราว 2.26 แสนล้านบาท) ซึ่งเป็นความเสียหายที่จะไม่สามารถกู้คืนกลับมาได้เมื่อหน่วยงานกลับมาเปิดทำการอีกครั้ง

ในจดหมายที่ส่งถึง โจดี อาร์ริงตัน ประธานคณะกรรมการงบประมาณของสภาผู้แทนราษฎร (สังกัดพรรครีพับลิกัน รัฐเท็กซัส) CBO ระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศที่แท้จริง (Real GDP) จะลดลง 7 พันล้านดอลลาร์ ในกรณีที่ปิดหน่วยงานเป็นเวลาสี่สัปดาห์ ก่อนจะเพิ่มเป็น 1.1 หมื่นล้านเมื่อถึง 6 สัปดาห์ และ 1.4 หมื่นล้านตอน 8 สัปดาห์

CBO ระบุอีกว่า หลังจากการชัตดาวน์สิ้นสุดลง ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศที่แท้จริง (Real GDP) จะสูงขึ้นชั่วคราวเมื่อเทียบกับที่ควรจะเป็น แม้ว่าส่วนใหญ่ของการลดลงของ Real GDP จะสามารถฟื้นตัวกลับมาได้ในที่สุด แต่จะมีมูลค่าระหว่าง 7 พันล้านดอลลาร์ถึง 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์ ที่จะไม่สามารถฟื้นคืนได้

ทั้งนี้เนื่องจาก การใช้จ่ายด้านสินค้าและบริการจะลดลงในช่วงที่มีการปิดหน่วยงาน เพราะพนักงานกว่าหนึ่งล้านคนไม่ได้รับค่าจ้าง แต่จะเพิ่มขึ้นอีกครั้งหลังจากที่หน่วยงานรัฐบาลกลับมาเปิดทำการ

CBO ระบุว่า สถานการณ์ดังกล่าวจะมีผลกระทบทางเศรษฐกิจมหภาคในเชิง “ลบ” เมื่อเทียบกับสถานการณ์ที่ไม่มีการชัตดาวน์ และผลกระทบเหล่านั้น “จะยิ่งรุนแรงขึ้น” เมื่อการชัตดาวน์ยืดเยื้อออกไป

CBO ใช้ข้อมูลจากหน่วยงานรัฐบาลกลางในการประเมินว่า โดยเฉลี่ยแล้ว พนักงานประมาณ 600,000 คน จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มยกเว้นและยังคงทำงานในแต่ละสัปดาห์ และพนักงาน 650,000 คน จะถูกสั่งพักงาน ซึ่งบุคลากรทางทหารและเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลกลางบางส่วนยังคงได้รับค่าจ้างผ่านการจัดสรรเงินทุนใหม่โดยทำเนียบขาว

ขณะที่พนักงานรัฐบาลกลางส่วนใหญ่ไม่ได้รับเงินเดือนระหว่างการปิดหน่วยงาน แต่ตามกฎหมายของรัฐบาลกลาง เมื่อหน่วยงานเปิดทำการ พวกเขาจะได้รับค่าจ้างย้อนหลังคืนทั้งหมด ไม่ว่าในช่วงนั้นจะได้ทำงานหรือไม่ก็ตาม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : nbcnews

นักเรียนอินโดนีเซียป่วยกว่า 660 คน หลังกินอาหารกลางวันโรงเรียนฟรี

นักเรียนอินโดนีเซียป่วยกว่า 660 คน หลังกินอาหารกลางวันโรงเรียนฟรี

30 ต.ค. 2568 05:05 น.

นักเรียนอินโดนีเซียป่วยกว่า 660 คน หลังกินอาหารกลางวันโรงเรียนฟรี

นักเรียนในอินโดนีเซียล้มป่วยอีกกว่า 660 คน หลังทานอาหารกลางวันโรงเรียนฟรี ซึ่งทำจากครัวเดียวกันตามโครงการของรัฐบาล และมีผู้ต้องเข้าโรงพยาบาลหลายสิบคน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นางเอนดาห์ ซูเบกติ กุนตารินิงสิห์ หัวหน้าเขตเมืองกูนุงกิดุล (Gunungkidul) เปิดเผยเมื่อวันพุธ (29 ต.ค.) ว่า มีนักเรียนกว่า 660 คน จากโรงเรียน 2 แห่งในภาคกลางของเกาะชวา ล้มป่วยเป็นอาหารเป็นพิษ หลังรับประทานอาหารกลางวันฟรีของโรงเรียน และมีครูอีก 10 คนจากหนึ่งในโรงเรียนดังกล่าวก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน

นี่นับเป็นเหตุอาหารเป็นพิษครั้งล่าสุดที่เกิดกับโครงการอาหารกลางวันโรงเรียนฟรีของรัฐบาลอินโดนีเซีย โดยนับตั้งแต่โครงการมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต เริ่มต้นขึ้นในเดือนมกราคม ก็มีเด็กนักเรียนล้มป่วยไปแล้วหลายพันคน จนเกิดเสียงเรียกร้องให้ยุติโครงการเนื่องจากมีข้อกังวลด้านสุขอนามัย

นายอิสโมโน หัวหน้าหน่วยงานสาธารณสุขท้องถิ่นระบุว่า ผู้ป่วยในกรณีล่าสุดนี้ ส่วนใหญ่มีอาการท้องร่วง คลื่นไส้ และเวียนศีรษะ หลังรับประทานอาหารที่แจกเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา และมีประชาชนอย่างน้อย 64 คน ต้องเข้ารับการรักษาที่คลินิกสุขภาพและโรงพยาบาลท้องถิ่น

ขณะที่นางเอนดาห์ เตือนให้ครูใหญ่ของโรงเรียนที่ได้รับอาหารจากครัวเดียวกันควรเฝ้าระวังนักเรียนของตน และบอกให้นักเรียนของตนประสานงานกับศูนย์สุขภาพชุมชน หากมีอาการใดๆ เกิดขึ้น

ด้านหน่วยงานโภชนาการแห่งชาติของอินโดนีเซีย ที่กำกับดูแลโครงการอาหารฟรี ยังไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นใดๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์นี้

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้นายปราโบโวกล่าวปกป้องโครงการอาหารฟรีซึ่งเป็นโครงการหลักของเขาว่า เป็นวิธีรับมือกับภาวะทุพโภชนาการในเด็ก และแย้งว่ากรณีอาหารเป็นพิษที่เกิดขึ้นนั้น มีจำนวนน้อยมาก เมื่อเทียบกับจำนวนมื้ออาหารที่แจกจ่ายไปแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สหรัฐฯ – เกาหลีใต้ บรรลุข้อตกลงการค้า ลดภาษีเหลือ 15% ลงทุนนับแสนล้าน

สหรัฐฯ - เกาหลีใต้ บรรลุข้อตกลงการค้า ลดภาษีเหลือ 15% ลงทุนนับแสนล้าน

30 ต.ค. 2568 01:55 น.

สหรัฐฯ – เกาหลีใต้ บรรลุข้อตกลงการค้า ลดภาษีเหลือ 15% ลงทุนนับแสนล้าน

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กับเกาหลีใต้ ประกาศบรรลุข้อตกลงการค้ารอบใหม่ ยืนยันลดกำแพงภาษีเหลือ 15% ตามที่ตกลงไว้ก่อนหน้านี้ ขณะที่เกาหลีใต้จะลงทุนในสหรัฐฯ หลายแสนล้านดอลลาร์

เมื่อวันพุธที่ 29 ต.ค. 2568 สหรัฐฯ กับเกาหลีใต้ ประกาศว่า พวกเขาได้บรรลุข้อตกลงการค้าในวงกว้างแล้ว หลังจากผู้นำของทั้งสองประเทศพบปะเจรจากัน โดยนาย คิม ยง-มอบ ที่ปรึกษาประธานาธิบดีเกาหลีใต้ กล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายจะลดภาษีศุลกากรซึ่งกันและกันจาก 25% เป็น 15% ตามที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อต้นปีนี้

นายคิมกล่าวอีกว่า เกาหลีใต้จะลงทุนในสหรัฐฯ เป็นจำนวนเงิน 350,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งรวมถึงการลงทุนเป็นเงินสด 200,000 ล้านดอลลาร์ และการลงทุนในอุตสาหกรรมการต่อเรือ 150,000 ล้านดอลลาร์

ด้านประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งอยู่ระหว่างการเดินทางเยือนเอเชียเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ กล่าวในงานเลี้ยงอาหารค่ำภายหลังการเจรจาที่ใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงว่า ข้อตกลงนี้ “ถือว่าเสร็จสิ้นเกือบทั้งหมดแล้ว” แต่เขาไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

“วันนี้เรามีการประชุมที่ยอดเยี่ยมกับเกาหลีใต้” นายทรัมป์กล่าวถึงการหารือกับประธานาธิบดี อี แจ-มยอง ของเกาหลีใต้ พร้อมเสริมว่า “เราหารือเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งชาติและอื่น ๆ และผมคิดว่าเราได้ข้อสรุปในหลายประเด็นที่สำคัญมาก”

ก่อนหน้าการเจรจาในวันพุธ ทั้งสองฝ่ายต่างออกมาลดความคาดหวังที่ว่า จะมีความคืบหน้าครั้งสำคัญเกิดขึ้นในการเจรจา สร้างความผิดหวังให้กับหลายฝ่ายในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ชิป และยานยนต์ของเกาหลีใต้ ที่ต้องการความชัดเจนท่ามกลางความวุ่นวายเรื่องภาษี

ทั้งนี้ เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา นายทรัมป์ประกาศใช้มาตรการเรียกเก็บภาษีจากสินค้าที่นำเข้ามาจากประเทศคู่ค้าทั่วโลก โดยเขาเรียกเก็บจากเกาหลีใต้ในอัตรา 25% ก่อนที่ประธานาธิบดีอีสามารถเจรจาให้ลดลงเหลือ 15% แลกกับการที่เกาหลีใต้สัญญาจะลงทุน 350,000 ล้านดอลลาร์ในสหรัฐฯ และซื้อก๊าซ LNG มูลค่า 100,000 ล้านดอลลาร์

แต่ภายหลังทำเนียบขาวได้เพิ่มข้อเรียกร้องในการเจรจาการค้า โดยนายทรัมป์ผลักดันให้มีการลงทุนเป็นเงินสดในสหรัฐฯ ด้วย นอกจากนั้นยังเกิดกรณีเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ บุกตรวจค้นโรงงานของบริษัท ฮุนได และจับตัวคนงานนับร้อยราย ทำให้เกิดความไม่แน่นอนในเรื่องข้อตกลง

หลังจากนี้ นายทรัมป์จะพบกับนาย สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ในวันพฤหัสบดี นอกรอบการประชุมสุดยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค) ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองคยองจู โดยกระทรวงการต่างประเทศของจีนยืนยันว่า ผู้นำทั้งสองจะพบกันที่เมืองปูซาน ซึ่งใช้เวลาเดินทางด้วยเครื่องบินจากเมืองคยองจูไม่นาน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เฮอริเคน “เมลิสซา” คร่าแล้ว 30 ศพในแคริบเบียน ถล่ม 3 ประเทศอ่วม

เฮอริเคน “เมลิสซา” คร่าแล้ว 30 ศพในแคริบเบียน ถล่ม 3 ประเทศอ่วม

30 ต.ค. 2568 00:36 น.

เฮอริเคน “เมลิสซา” คร่าแล้ว 30 ศพในแคริบเบียน ถล่ม 3 ประเทศอ่วม

เฮอริเคนเมลิสซากำลังมุ่งหน้าสู่บาฮามาส หลังพัดถล่มคิวบากับจาเมกา และแผ่อิทธิพลเล่นงานเฮติกับโดมินิกัน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 30 ศพ

เมื่อ 29 ต.ค. 2568 ประธานาธิบดี มิเกล ดิอัซ-คาเนล แห่งประเทศคิวบา เปิดเผยว่า เฮอริเคน เมลิสซา สร้างความเสียหายอย่างหนักแก่ประเทศของเขา หลังจากพายุเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งเมื่อช่วงเช้ามืดวันพุธที่ผ่านมา ขณะเป็นเฮอริเคนระดับ 3 ทำให้ประชาชนประมาณ 140,000 คน ถูกตัดขาดจากการคมนาคมเนื่องจากระดับน้ำในแม่น้ำสูงขึ้น

พายุเมลิสซาเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งประเทศจาเมกาก่อนเมื่อวันอังคาร โดยอิทธิพลของมันแพร่กระจายครอบคลุมทั่วประเทศ สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดในวันพุธ รัฐบาลจาเมกาได้ประกาศ “พ้นภัย” จากเฮอริเคนเมลิสซาแล้ว หลังจากพายุเคลื่อนตัวผ่านเกาะไปและมุ่งหน้าเข้าสู่ประเทศคิวบา โดยที่ระบบสาธารณูปโภคทั้ง ไฟฟ้า น้ำประปา และโทรคมนาคม เริ่มดำเนินการฟื้นฟูและกู้คืนระบบกลับมาแล้ว

แต่โฆษกรัฐบาลยอมรับว่า ยังมีอาคารบ้านเรือนกว่า 77% ทั่วประเทศ ที่ยังคงไม่มีไฟฟ้าใช้

ต่อมาในเวลาประมาณ 11.00 น. ตามเวลาตะวันออก (ET) หรือหลายชั่วโมงหลังจาก เมลิสซาขึ้นฝั่งคิวบา ศูนย์เฮอริเคนแห่งชาติของสหรัฐฯ (NHC) รายงานว่า พายุลูกนี้ได้เคลื่อนตัวออกจากคิวบา เข้าสู่มหาสมุทรแอตแลนติกอย่างเป็นทางการแล้ว ขณะเป็นเฮอริเคนระดับ 2 มีความเร็วลม 160 กม./ชม.

NHC บอกอีกว่า พายุลูกนี้กำลังเคลื่อนตัวไปทางตะวันออกเฉียงเหนือด้วยความเร็ว 22 กม./ชม. มุ่งหน้าสู่บาฮามาส โดยอิทธิพลของมันแผ่ขยายไปถึงประเทศเกาะแห่งนี้แล้ว

ทั้งนี้ อิทธิพลของเฮอริเคน เมลิสซา ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 30 ศพ โดยส่วนใหญ่อยู่ในประเทศเฮติ ทางตะวันออกของคิวบากับจาเมกา หลังจากพายุทำให้แม่น้ำในภาคใต้ของเฮติเอ่อล้นตลิ่งกลายเป็นน้ำท่วมฉับพลันที่เมืองเปอตี-กัวฟ์ ทำให้มีผู้เคราะห์ร้ายแล้วอย่างน้อย 25 ศพ และมีผู้คนอีกจำนวนหนึ่งติดอยู่ใต้ซากบ้านที่พังถล่มลงมา

ที่เฮติยังมีผู้เสียชีวิตอีก 3 ศพ โดย 2 รายในจำนวนนี้เป็นผลจากดินถล่ม ขณะที่ในจาเมกามีผู้เสียชีวิต 3 ศพระหว่างเตรียมการรับมือพายุ และมีผู้เสียชีวิตอีก 1 ศพที่สาธารณรัฐโดมินิกัน ทางตะวันออกของเฮติ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิสราเอลอ้าง เริ่มหยุดยิงในกาซาอีกครั้ง หลังถล่มรอบใหม่ ดับ 104 ศพ

อิสราเอลอ้าง เริ่มหยุดยิงในกาซาอีกครั้ง หลังถล่มรอบใหม่ ดับ 104 ศพ

29 ต.ค. 2568 22:37 น.

อิสราเอลอ้าง เริ่มหยุดยิงในกาซาอีกครั้ง หลังถล่มรอบใหม่ ดับ 104 ศพ

ทหารอิสราเอลอ้าง กลับมาหยุดยิงอีกครั้งแล้ว หลังโจมตีกาซารอบใหม่ ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 104 ศพ โดยกล่าวหาฮามาสว่าละเมิดข้อตกลงหยุดยิง และสังหารทหารอิสราเอลไป 1 นาย

เมื่อ 29 ต.ค. 2568 กระทรวงสาธารณสุขในฉนวนกาซา ซึ่งบริหารโดยกลุ่มฮามาส ระบุว่า การโจมตีทางอากาศระลอกใหม่ของกองทัพอิสราเอลที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา ทำให้มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 104 ศพ ซึ่งรวมถึงเด็ก 46 คนและผู้หญิง 20 คน และมีผู้บาดเจ็บมากกว่า 250 คน

การโจมตีของอิสราเอลได้พุ่งเป้าไปที่บ้านเรือน, โรงเรียน และอาคารที่พักอาศัยในเมืองกาซาซิตี้และเบต ลาเฮีย ทางตอนเหนือของกาซา, เมืองบูเรจ และนูเซรัต ทางตอนกลาง, และเมืองข่านยูนิส ทางตอนใต้

เมื่อช่วงเช้าวันพุธ (29 ต.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ออกมาประกาศว่า พวกเขาเริ่มบังคับใช้ข้อตกลงหยุดยิงอีกครั้งแล้ว หลังจากโจมตีหลายระลอกเข้าใส่เป้าหมายหลายสิบจุดที่พวกเขาระบุว่าเป็น ที่มั่นของผู้ก่อการร้าย และโจมตีผู้บัญชาการของกลุ่มติดอาวุธอีกอย่างน้อย 30 คน

IDF กล่าวเพิ่มเติมว่า “กองทัพ IDF จะยังคงยึดมั่นในข้อตกลงหยุดยิง และจะตอบโต้อย่างหนักแน่นต่อการละเมิดใด ๆ ก็ตาม”

ทั้งนี้ อิสราเอลเปิดฉากโจมตีภายในฉนวนกาซารอบใหม่เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา อ้างว่าเพื่อตอบโต้ที่ฮามาสละเมิดข้อตกลงหยุดยิงซึ่งเพิ่งบังคับใช้เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน หลังจากสหรัฐฯ, กาตาร์ และอียิปต์ เข้ามาเป็นตัวกลางเจรจา

ก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของอิสราเอลกล่าวหากลุ่มฮามาสว่า อยู่เบื้องหลังการโจมตีทหารอิสราเอลบริเวณเมืองราฟาห์ ทางตอนใต้ของฉนวนกาซา ที่ทำให้จ่าสิบเอก โยนา เอฟราอิม เฟลด์บอม เสียชีวิต และละเมิดเงื่อนไขในการส่งมอบศพตัวประกันที่เสียชีวิต

อนึ่ง ศพผู้เสียชีวิตที่ฮามาสส่งมอบให้อิสราเอลเมื่อคืนวันจันทร์ ถูกตรวจพบว่าไม่ใช่ร่างของตัวประกันที่เสียชีวิต ซึ่งตอนนี้ยังอยู่ในกาซาอีก 13 ราย อิสราเอลถึงขั้นกล่าวหาฮามาสว่า นำศพที่ไม่เกี่ยวข้องไปฝังดิน ก่อนจะขุดขึ้นมาใหม่แล้วบอกว่าเป็นร่างของตัวประกัน

ด้านกลุ่มฮามาสยืนยันว่า พวกเขาไม่รู้เรื่องการโจมตีที่เมืองราฟาห์ และโต้กลับว่า อิสราเอลกำลังพยายามบ่อนทำลายข้อตกลงหยุดยิง

ขณะที่สหรัฐฯ พยายามลดความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ในฉนวนกาซาลง โดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ บอกกับผู้สื่อข่าวบนเครื่องบิน แอร์ฟอร์ซวัน “เท่าที่ผมเข้าใจ พวกเขาได้ฆ่า… พวกเขาได้สังหารทหารอิสราเอล ดังนั้นชาวอิสราเอลจึงตอบโต้ และพวกเขาก็ควรจะตอบโต้”

แต่นายทรัมป์ยืนยันว่า “ไม่มีอะไรที่จะเป็นภัยต่อ ‘ข้อตกลงหยุดยิง’ คุณต้องเข้าใจว่า ฮามาสเป็นส่วนเล็กมาก ๆ ของสันติภาพในตะวันออกกลาง และพวกเขาต้องประพฤติตัวให้เหมาะสม”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

จีนยืนยัน “สี จิ้นผิง” พบ “ทรัมป์” ที่เกาหลีใต้ 30 ต.ค. นี้ หวังคลี่คลายความตึงเครียดทางการค้า

จีนยืนยัน "สี จิ้นผิง" พบ "ทรัมป์" ที่เกาหลีใต้ 30 ต.ค. นี้ หวังคลี่คลายความตึงเครียดทางการค้า

29 ต.ค. 2568 16:29 น.

จีนยืนยัน “สี จิ้นผิง” พบ “ทรัมป์” ที่เกาหลีใต้ 30 ต.ค. นี้ หวังคลี่คลายความตึงเครียดทางการค้า

กระทรวงการต่างประเทศของจีนออกมายืนยันว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะพบกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เมืองปูซาน ของเกาหลีใต้ ในวันพฤหัสบดีนี้ (30 ต.ค.) ซึ่งเป็นการพบกันที่ตลาดและนักลงทุนต่างตั้งตารอคอยอย่างใจจดใจจ่อ โดยหวังว่าจะช่วยบรรเทาความตึงเครียดทางการค้าที่ยืดเยื้อมานานหลายเดือน

นายกัว เจียคุน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนกล่าวว่า “ประมุขแห่งรัฐทั้งสองจะมีการสื่อสารเชิงลึกในประเด็นเชิงกลยุทธ์และระยะยาว” โดยไม่ได้กล่าวถึงข้อตกลงทางการค้าโดยตรง โฆษกฯ กล่าวเสริมว่า จีนยินดีที่จะทำงานร่วมกับสหรัฐฯ เพื่อส่งเสริมผลลัพธ์เชิงบวกจากการประชุมครั้งนี้ และมอบแนวทางใหม่สำหรับการพัฒนาความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ อย่างมีเสถียรภาพ

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน ระหว่างทางไปเกาหลีใต้ว่า เขาและประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะบรรลุ “ข้อตกลงที่ดี” เพื่อประโยชน์ของทั้งสองประเทศ

การพบกันครั้งนี้จะเป็นการพบกันครั้งแรก นับตั้งแต่ทรัมป์เริ่มการดำรงตำแหน่งวาระที่สองและประกาศใช้มาตรการภาษีกับทุกประเทศทั่วโลก

ความคาดหวังต่อการพบปะของสองผู้นำ ได้ช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดในช่วงเดือนที่ผ่านมา หลังความตึงเครียดที่เกิดขึ้นครั้งใหม่ก่อให้เกิดความกังวลว่าผู้นำทั้งสองอาจล้มเลิกการเจรจาเพื่อยุติสงครามภาษีที่ทำลายห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก

การเผชิญหน้ากันระหว่างสหรัฐฯ และจีนไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องภาษีเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมประเด็นอื่น ๆ เช่น การลักลอบส่งเฟนทานิล ชิปเทคโนโลยีขั้นสูง แร่หายาก และการส่งออกถั่วเหลือง

ท่ามกลางการเจรจาที่ตึงเครียดนี้ มีรายงานจากแหล่งข่าวทางการค้าว่า บริษัท COFCO ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของจีนได้สั่งซื้อถั่วเหลือง 3 ลำเรือจากสหรัฐฯ ก่อนการประชุม ซึ่งนับเป็นการซื้อถั่วเหลืองล็อตแรกจากผลผลิตปีนี้ของสหรัฐฯ นักวิเคราะห์มองว่านี่อาจเป็นสัญญาณเชิงบวกก่อนการเจรจา

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะอยู่ในเกาหลีใต้ระหว่างวันพฤหัสบดีถึงวันเสาร์เพื่อเข้าร่วมการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในเอเชียแปซิฟิก (เอเปก) และการเยือนประเทศเกาหลีใต้อย่างเป็นทางการ ขณะที่ทรัมป์จะไม่ได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดระดับภูมิภาคนี้.

ที่มา Reuters

เกาหลีใต้มอบเครื่องอิสริยาภรณ์สูงสุด “มูกุงฮวา” และมงกุฎทองจำลอง แด่ทรัมป์

เกาหลีใต้มอบเครื่องอิสริยาภรณ์สูงสุด "มูกุงฮวา" และมงกุฎทองจำลอง แด่ทรัมป์

29 ต.ค. 2568 14:56 น.

เกาหลีใต้มอบเครื่องอิสริยาภรณ์สูงสุด “มูกุงฮวา” และมงกุฎทองจำลอง แด่ทรัมป์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่จากรัฐบาลเกาหลีใต้ โดยประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ได้มอบเครื่องอิสริยาภรณ์ “มูกุงฮวา” (Grand Order of Mugunghwa) ซึ่งเป็นเครื่องอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของประเทศ และได้รับของขวัญเป็นมงกุฎทองคำจำลอง เพื่อเชิดชูบทบาท “ผู้สร้างสันติภาพบนคาบสมุทรเกาหลี”

ทรัมป์เดินทางถึงเกาหลีใต้ในวันนี้ (29 ต.ค.) ซึ่งเป็นจุดสุดท้ายของทัวร์เอเชียต่อจากมาเลเซียและญี่ปุ่น โดยมีวาระสำคัญคือการเจรจาทางการค้าในระดับสูงกับประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ของเกาหลีใต้ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน

เครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน ได้รับการคุ้มกันโดยเครื่องบินรบของสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ เมื่อลงจอด มีวงดุริยางค์ทหารเกาหลีใต้บรรเลงเพลง “YMCA” และมีการยิงสลุตต้อนรับ

สำนักงานของประธานาธิบดีอี แจ มยอง กล่าวว่า การมอบเครื่องอิสริยาภรณ์ “มูกุงฮวา” ซึ่งตั้งชื่อตามดอกมูกุงฮวา ซึ่งเป็นดอกไม้ประจำชาติ ให้แก่ทรัมป์ เป็นการยกย่องบทบาทของเขาในฐานะ “ผู้สร้างสันติภาพ” ในคาบสมุทรเกาหลี ทรัมป์กล่าวทันทีที่ได้รับเครื่องอิสริยาภรณ์ว่า “ผมอยากจะสวมมันตอนนี้เลย” โดยเจ้าหน้าที่เกาหลีใต้ระบุว่า ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนแรกที่ได้รับเกียรตินี้

แม้ในวาระแรกของการดำรงตำแหน่ง ทรัมป์เคยจัดการประชุมสุดยอดหลายครั้งกับคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ก่อนที่การเจรจาจะล่มลง เมื่อเกาหลีเหนือเร่งพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธ แต่ในวันพุธ ทรัมป์ได้ย้ำคำเชิญเพื่อพบนายคิมอีกครั้ง แม้เกาหลีเหนือจะยังไม่มีความเห็นต่อการทาบทามล่าสุด

ผู้นำทั้งสองได้พบกันที่พิพิธภัณฑ์ในเมือง คยองจู ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยว ซึ่งเต็มไปด้วยสุสานและพระราชวังทางประวัติศาสตร์สมัยอาณาจักรชิลลา

ทรัมป์ได้รับมอบมงกุฎทองคำชอนมาจองจำลอง ซึ่งเป็นมงกุฎโบราณที่แสดงถึงประวัติศาสตร์ของอาณาจักรชิลลา และเป็นสัญลักษณ์ของ “ยุคใหม่แห่งการอยู่ร่วมกันอย่างสันติและการเติบโตร่วมกันในคาบสมุทรเกาหลี ที่สหรัฐฯ และเกาหลีใต้จะร่วมมือกัน”

สำหรับอาหารกลางวัน มื้อพิเศษได้รวมถึง สลัด Thousand Island ซึ่งสำนักงานของประธานาธิบดีอีกล่าวว่า เป็นการแสดงความเคารพต่อ “เรื่องราวความสำเร็จของประธานาธิบดีทรัมป์ในบ้านเกิดที่นิวยอร์ก” นอกจากนี้ยังมีอาหารท้องถิ่นที่ “ตรงตามความต้องการของประธานาธิบดีทรัมป์”

ทรัมป์จะปิดท้ายวันนี้ด้วยงานเลี้ยงอาหารค่ำร่วมกับผู้นำจากหลายประเทศ เช่น เวียดนาม ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แคนาดา ไทย และสิงคโปร์

แหล่งข่าวทางการทูต 3 ราย เปิดเผยว่า ผู้นำบางคนต้องเปลี่ยนตารางเวลา เพื่อรองรับการเยือนของทรัมป์ ซึ่งเดินทางมาถึงและจะออกจากประเทศก่อนการประชุมสุดยอดผู้นำความร่วมมือทางเศรษฐกิจในเอเชียแปซิฟิก (เอเปก) ที่กำหนดจัดขึ้นในวันศุกร์และวันเสาร์.

ที่มา Reuters

อิสราเอลถล่มกาซาอีกระลอก ดับอย่างน้อย 50 ศพ รวมเด็ก 22 คน

อิสราเอลถล่มกาซาอีกระลอก ดับอย่างน้อย 50 ศพ รวมเด็ก 22 คน

29 ต.ค. 2568 13:32 น.

อิสราเอลถล่มกาซาอีกระลอก ดับอย่างน้อย 50 ศพ รวมเด็ก 22 คน

หน่วยกู้ภัยในฉนวนกาซาเผย อิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศในช่วงกลางดึกที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 50 คน และบาดเจ็บกว่า 200 คน ทั้งที่ข้อตกลงหยุดยิงยังมีผล ขณะประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยัน “ไม่มีอะไรจะทำลายข้อตกลงนี้ได้” แม้จะสนับสนุนสิทธิของอิสราเอลในการ “ตอบโต้กลับ” หลังทหารอิสราเอลถูกสังหารหนึ่งนาย

หน่วยงานป้องกันภัยพลเรือนของกาซา เปิดเผยกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า การโจมตีทางอากาศของอิสราเอลตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตในดินแดนปาเลสไตน์อย่างน้อย 50 ศพ และมีผู้บาดเจ็บประมาณ 200 คน โดยในบรรดาผู้เสียชีวิตมี เด็ก 22 ราย รวมอยู่ด้วย

การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวว่า “ไม่มีอะไร” จะเป็นภัยต่อข้อตกลงหยุดยิงที่เขาช่วยเป็นคนกลางเจรจาไว้

นายมาห์มูด บัสซาล โฆษกหน่วยงานป้องกันภัยพลเรือนของกาซา กล่าวถึงสถานการณ์ในกาซาว่า “เป็นหายนะและน่าหวาดกลัว” และเรียกการโจมตีครั้งนี้ว่า “เป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างชัดเจนและโจ่งแจ้ง” เขาเปิดเผยว่า การโจมตีของอิสราเอล พุ่งเป้าไปที่เต็นท์สำหรับผู้พลัดถิ่น บ้านเรือน และบริเวณใกล้เคียงโรงพยาบาล ในฉนวนกาซา

อิสราเอลเริ่มดำเนินการโจมตีทางอากาศอีกครั้งเมื่อวันอังคาร หลังจากกล่าวหาว่ากลุ่ม ฮามาสโจมตีทหารอิสราเอลในกาซา และละเมิดการหยุดยิง ขณะที่ฮามาสยืนยันว่านักรบของตน “ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ยิงปืนในเมืองราฟาห์” และยืนยันความมุ่งมั่นต่อข้อตกลงหยุดยิงที่สหรัฐฯ เป็นคนกลาง

กองทัพอิสราเอลแถลงวันนี้ว่า ทหารคนหนึ่งชื่อ โยนา เอฟราอิม เฟลด์บัม วัย 37 ปี เสียชีวิต “ระหว่างการต่อสู้ในฉนวนกาซาตอนใต้” เมื่อวันก่อนหน้า

ประธานาธิบดีทรัมป์ ออกมาปกป้องการกระทำของอิสราเอล โดยกล่าวว่า อิสราเอล “ควรจะตอบโต้” แต่ย้ำว่า “ไม่มีอะไรจะทำให้การหยุดยิงตกอยู่ในอันตราย” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันว่า “พวกเขาสังหารทหารอิสราเอล ดังนั้นอิสราเอลจึงตอบโต้ และพวกเขาสมควรตอบโต้” 

ก่อนหน้านี้ รองประธานาธิบดีเจ.ดี. แวนซ์ ก็กล่าวว่าข้อตกลงหยุดยิงยังคงอยู่ แม้จะมี “การปะทะกันเล็กน้อย”

มีรายงานว่า การโจมตีครั้งหนึ่งได้โดนบริเวณหลังโรงพยาบาลอัล-ชิฟา ด้านโรงพยาบาลอัล-เอาดา ระบุว่า ได้รับศพหลายศพ รวมถึงศพเด็ก 4 ราย ที่เสียชีวิตจากการทิ้งระเบิดในค่ายผู้ลี้ภัยนูเซรัตตอนกลางของกาซา

ส่วนกลุ่มฮามาสประกาศว่าจะ เลื่อนการส่งมอบศพตัวประกันอีกราย ที่กำหนดไว้เมื่อวันอังคาร โดยให้เหตุผลว่า “ความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นของอิสราเอลจะขัดขวางการค้นหาขุดและกู้ศพ”

ปัญหาความขัดแย้งเรื่องศพตัวประกันที่เหลืออยู่กำลังคุกคามข้อตกลงหยุดยิง อิสราเอลกล่าวหาฮามาสว่าผิดคำพูดที่ไม่ส่งมอบศพตัวประกันที่เสียชีวิต อย่างไรก็ตาม ฮามาสกล่าวว่าต้องใช้เวลาในการค้นหาศพที่ถูกฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพังของกาซา.

ที่มา AFP