ผู้นำแคเมอรูนวัย 92 ปี ชนะการเลือกตั้ง ได้เป็น ปธน.สมัยที่ 8

ผู้นำแคเมอรูนวัย 92 ปี ชนะการเลือกตั้ง ได้เป็น ปธน.สมัยที่ 8

28 ต.ค. 2568 06:20 น.

ผู้นำแคเมอรูนวัย 92 ปี ชนะการเลือกตั้ง ได้เป็น ปธน.สมัยที่ 8

ประธานาธิบดีแคเมอรูน ชนะการเลือกตั้งได้เป็นผู้นำประเทศต่อไปเป็นสมัยที่ 8 หลังจากอยู่ในอำนาจมานาน 43 ปี ท่ามกลางข้อครหาเรื่องการทุจริตเลือกตั้ง

เมื่อ 27 ต.ค. 2568 สภารัฐธรรมนูญของประเทศแคเมอรูนประกาศว่า นายปอล บิยา ประธานาธิบดีวัย 92 ปี ชนะการเลือกตั้งและจะได้ดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศต่อไปเป็นสมัยที่ 8 ท่ามกลางข้อครหาและเสียงคัดค้านมากมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง

สภารัฐธรรมนูญระบุว่า นายบิยา ซึ่งเป็นผู้นำประเทศที่มีอายุมากที่สุดในโลกและปกครองแคเมอรูนมาตั้งแต่ปี 2525 ได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งถึง 53.7% ในขณะที่นายอิสซา ชิโรมา บาการี ผู้นำฝ่ายค้านได้คะแนนไป 35.2%

หลังทราบผลการเลือกตั้ง นายบิยาได้กล่าวขอบคุณผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทุกคนที่ไว้วางใจเขาอีกครั้ง โดยเขาระบุในแถลงการณ์ว่า “ผมหวังอย่างจริงใจว่า พวกเราจะร่วมกันดำเนินการอย่างแน่วแน่เพื่อสร้างแคเมอรูนที่สงบสุข, เป็นหนึ่งเดียว และเจริญรุ่งเรือง”

ก่อนที่ผลการเลือกตั้งจะประกาศออกมา นายชิโรมา บาการี ซึ่งเคยเป็นพันธมิตรของบิยามาก่อน ได้ยืนยันว่าเขาเป็นผู้ชนะการเลือกตั้ง แต่พรรคการเคลื่อนไหวประชาธิปไตยประชาชนแคเมอรูน (CPDM) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลปฏิเสธข้อกล่าวอ้างของเขา

การเลือกตั้งซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ถูกบดบังด้วยความรุนแรงถึงขั้นทำให้มีผู้เสียชีวิต และในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ผู้สนับสนุนของนายชิโรมา บาการี หลายร้อยคนได้ฝ่าฝืนคำสั่งห้ามประท้วงในหลายเมือง เนื่องจากมองว่าพรรครัฐบาลกำลังพยายามปล้นชัยชนะไปจากผู้แทนของพวกเขา ทำให้เกิดการปะทะกับกองกำลังความมั่นคง

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (26 ต.ค.) มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 คนระหว่างการประท้วงที่เมืองดูอาลา เมืองหลวงทางเศรษฐกิจของแคเมอรูน โดยนายซามูเอล ดีเยอดอนเน ดิบัว ผู้ว่าราชการท้องถิ่น กล่าวว่า จุดตรวจของตำรวจถูกโจมตี และกองกำลังความมั่นคงได้ทำการป้องกันตัวเอง

ความไม่สงบยังคงดำเนินต่อไปในวันจันทร์ เมื่อมีผู้คนจำนวนหนึ่งถูกยิงเสียชีวิตใกล้กับที่พักของนายชิโรมา บาการี ในเมืองการัว ในช่วงเวลาเดียวกัน ผู้นำฝ่ายค้านได้เขียนบน Facebook ว่า มีการยิงปืนใส่พลเรือนที่รวมตัวกันนอกบ้านของเขา ต่อมาเขาอ้างว่า มีพลซุ่มยิงประจำการอยู่ที่บ้านตรงข้ามกับบ้านของเขา และกำลัง “ยิงใส่ผู้คนในระยะประชิด”

สถานการณ์ในเมืองหลวงยาอุนเด ตึงเครียดมากจนร้านค้าและโรงเรียนเกือบทั้งหมดต้องปิดทำการ ขณะที่ข้าราชการและพนักงานสำนักงานส่วนใหญ่ต้องอยู่ที่บ้าน

ขณะเดียวกัน สภารัฐธรรมนูญได้ปฏิเสธคำร้องไปแล้วอย่างน้อย 10 ฉบับ ที่กล่าวหาว่ามีการทุจริตเลือกตั้งเกิดขึ้น

ที่มา : bbc

ฮามาสคืนศพให้อิสราเอลอีก 1 ราย เร่งตรวจสอบว่าใช่ตัวประกันหรือไม่

ฮามาสคืนศพให้อิสราเอลอีก 1 ราย เร่งตรวจสอบว่าใช่ตัวประกันหรือไม่

28 ต.ค. 2568 05:35 น.

ฮามาสคืนศพให้อิสราเอลอีก 1 ราย เร่งตรวจสอบว่าใช่ตัวประกันหรือไม่

ฮามาสคืนร่างผู้เสียชีวิตที่เชื่อว่าเป็นศพตัวประกันให้แก่อิสราเอลเพิ่มอีก 1 รายแล้ว โดยอิสราเอลกำลังตรวจสอบยืนยัน ในขณะที่การค้นหาร่างตัวประกันที่เหลือยังคงดำเนินต่อไป

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กลุ่มฮามาสส่งศพที่พวกเขาระบุว่าเป็นร่างของหนึ่งในตัวประกันที่พวกเขาจับตัวมาคืนให้แก่อิสราเอลแล้ว ในคืนวันจันทร์ที่ 27 ต.ค. 2568 ผ่านทางเจ้าหน้าที่ของกาชาด ขณะที่กองทัพอิสราเอลยืนยันว่ากำลังนำศพกลับประเทศเพื่อดำเนินการทดสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อระบุตัวตนของผู้เสียชีวิต

หากยืนยันแล้วว่าศพที่ได้รับเป็นร่างของตัวประกันจริง นั่นเท่ากับว่าฮามาสได้ส่งคืนร่างตัวประกันที่เสียชีวิตแล้วคืนให้แก่อิสราเอลแล้ว 16 ราย จากทั้งหมด 28 ราย ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงฉบับล่าสุดซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน

การส่งมอบครั้งล่าสุดนี้เกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลอิสราเอลเปิดเผยว่า ได้อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ของอียิปต์และคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศเข้าไปในพื้นที่ภายในกาซาที่กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ควบคุมอยู่ เพื่อช่วยในการค้นหาตัวประกันที่เสียชีวิตที่เหลืออยู่ และให้สมาชิกฮามาสคนหนึ่งเข้าไปให้ข้อมูลด้วย

ทั้งนี้ ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา อิสราเอลกล่าวหากลุ่มฮามาสว่า ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงฉบับล่าสุด ซึ่งมีสหรัฐฯ อียิปต์ กาตาร์ และตุรกีเป็นคนกลางไกล่เกลี่ย เนื่องจากฮามาสยังไม่ได้ส่งคืนร่างของตัวประกันทั้งหมด

ด้านกลุ่มฮามาสยืนยันว่า พวกเขายังคงยึดมั่นตามข้อตกลง แต่ต้องการความช่วยเหลือในการค้นหาร่างที่ถูกฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพังซึ่งเกิดจากสงครามตลอด 2 ปีที่ผ่านมา

น.ส.โชช เบโดรเซียน โฆษกรัฐบาลอิสราเอลระบุในแถลงการณ์เมื่อช่วงบ่ายวันจันทร์ว่า “กาชาด ทีมเทคนิคของอียิปต์ และบุคคลของฮามาส ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในบริเวณที่อยู่เลยแนว ‘เส้นสีเหลือง’ ของ IDF ในกาซา ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของ IDF”

เธอระบุอีกว่า อียิปต์จะนำอุปกรณ์เข้าไปเพิ่มด้วย รวมถึงยานพาหนะประเภทรถแทรกเตอร์ หลังจากเมื่อวันอาทิตย์ อียิปต์ส่งรถขุด 2-3 คันกับรถบรรทุกจำนวนใกล้เคียงกันเข้าไปก่อนแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ผู้ว่าฯ จังหวัดอากิตะ วอนกองทัพช่วยปราบหมี ชี้รับมือไม่ไหวแล้ว

ผู้ว่าฯ จังหวัดอากิตะ วอนกองทัพช่วยปราบหมี ชี้รับมือไม่ไหวแล้ว

28 ต.ค. 2568 04:56 น.

ผู้ว่าฯ จังหวัดอากิตะ วอนกองทัพช่วยปราบหมี ชี้รับมือไม่ไหวแล้ว

ผู้ว่าราชการจังหวัดอากิตะ ซึ่งเป็นพื้นที่ภูเขาทางตอนเหนือของญี่ปุ่น ร้องขอความช่วยเหลือจากกองกำลังป้องกันตนเอง เพื่อปกป้องประชาชนจากการโจมตีของหมีที่เกิดขึ้นบ่อยผิดปกติ

นาย เคนตะ ซูซูกิ ผู้ว่าราชการจังหวัดอากิตะ โพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรมเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (26 ต.ค. 2568) ว่า “ความเหนื่อยล้าในพื้นที่กำลังถึงขีดจำกัด” หลังเกิดเหตุหมีโจมตีประชาชนหลายระลอก และว่า เขาวางแผนที่จะขอความช่วยเหลือจากกองกำลังป้องกันตนเองในการกำจัดหมี

ตามกำหนดการที่เผยแพร่โดยกระทรวงกลาโหม นายชินจิโร โคอิซุมิ รัฐมนตรีว่าการกลาโหมคนใหม่ของญี่ปุ่น จะเข้าพบกับผู้ว่าฯ ซูซูกิในเช้าวันอังคารนี้ (28 ต.ค.)

อนึ่ง การร้องขอความช่วยเหลือจากผู้ว่าฯ ซูซูกิมีขึ้นหลังจาก เกิดเหตุหมีโจมตีในอากิตะเมื่อวันศุกร์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บอีก 3 ราย ท่ามกลางจำนวนการโจมตีทั่วประเทศในปีนี้ซึ่งทุบสถิติสูงสุด

ทางการท้องถิ่นในอากิตะระบุว่า มีประชาชนเสียชีวิตหรือบาดเจ็บจากหมีแล้ว 54 รายในปีนี้ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีเพียง 11 ราย ขณะที่จำนวนการพบเห็นหมีก็เพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 8,000 กรณี หรือเพิ่มขึ้นจากปีก่อนกว่า 6 เท่า

จำนวนหมีที่เพิ่มขึ้นและการลดลงของประชากรในพื้นที่ชนบท ทำให้ผู้คนมีโอกาสเผชิญหน้ากับหมีมากขึ้นเรื่อย ๆ การเผชิญหน้าจำนวนมากเกิดขึ้นในเมืองและตามหมู่บ้านที่หมีเหล่านี้ออกหาอาหาร บางครั้งถึงขั้นบุกเข้าไปในบ้านเรือน และมีอย่างน้อยสองครั้งที่หมีบุกเข้าไปในซูเปอร์มาร์เก็ต

นอกจากนั้น ปัญหาประชากรสูงอายุของญี่ปุ่นส่งผลให้ มีจำนวนนายพรานที่มีคุณสมบัติเหมาะสมไม่เพียงพอที่จะติดตามหมี ซึ่งดูเหมือนจะเกรงกลัวมนุษย์น้อยลงกว่าในอดีต

ทั้งนี้ ในญี่ปุ่นมีหมีอยู่หลายชนิด ที่พบเห็นบ่อยคือ หมีดำญี่ปุ่น (Japanese black bear) ซึ่งพบเห็นได้ทั่วไปในพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ สามารถมีน้ำหนักได้มากถึง 140 กิโลกรัม ส่วนหมีสีน้ำตาล (Brown bear) บนเกาะฮอกไกโดทางตอนเหนือ สามารถมีน้ำหนักได้มากถึง 400 กิโลกรัม

ผู้ว่าฯ ซูซูกิระบุในโพสต์ของเขาว่า จังหวัดอากิตะได้เริ่มแจกจ่ายสเปรย์ขับไล่หมีตามเส้นทางไปโรงเรียนแล้ว เพื่อสร้างความมั่นใจเรื่องความปลอดภัยของเด็ก ๆ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เฮอริเคน “เมลิสซา” กลายเป็นพายุแรงสุดในปี 2568 แล้ว จ่อถล่มจาเมกา-คิวบา

เฮอริเคน “เมลิสซา” กลายเป็นพายุแรงสุดในปี 2568 แล้ว จ่อถล่มจาเมกา-คิวบา

28 ต.ค. 2568 03:46 น.

เฮอริเคน “เมลิสซา” กลายเป็นพายุแรงสุดในปี 2568 แล้ว จ่อถล่มจาเมกา-คิวบา

เฮอริเคน เมลิสซา ยังคงทวีกำลังขึ้นอย่างต่อเนื่อง และขณะนี้มันกลายเป็น พายุที่รุนแรงที่สุดโลกประจำปี 2568 ณ ตอนนี้แล้ว และกำลังเคลื่อนตัวเข้าถล่มประเทศจาเมกาและคิวบา

ศูนย์เฮอริเคนแห่งชาติ (NHC) ของสหรัฐฯ รายงานในช่วงบ่ายวันจันทร์ที่ 27 ต.ค. 2568 ตามเวลาท้องถิ่น ว่า เฮอริเคน เมลิสซา มีความเร็วลมสูงสุดเพิ่มขึ้นเป็น 175 ไมล์ต่อชั่วโมงแล้ว (ราว 281.6 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) โดยเพิ่มขึ้นจากเมื่อ 3 ชั่วโมงก่อนประมาณ 10 ไมล์ต่อชั่วโมง

NHC บอกอีกว่า เมลิสซาได้เริ่มหันไปทางเหนือมุ่งหน้าสู่จาเมกาแล้ว และขณะนี้กำลังเคลื่อนตัวไปทางตะวันตกเฉียงเหนือด้วยความเร็ว 3 ไมล์ต่อชั่วโมง โดยศูนย์กลางของพายุลูกนี้อยู่ห่างจากกรุงคิงส์ตัน เมืองหลวงของจาเมกา ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 145 ไมล์ (ราว 233.3 กิโลเมตร)

นาย เพียร์เนล ชาร์ลส์ รัฐมนตรีกระทรวงแรงงานและความมั่นคงทางสังคมของจาเมกา กล่าวในวันจันทร์ว่า คำสั่งอพยพที่ออกสำหรับพื้นที่เสี่ยงภัยไม่ใช่แค่ข้อเสนอแนะ แต่เป็น “คำสั่งเพื่อรักษาชีวิตของคุณ” เนื่องจากประเทศกำลังเผชิญกับ “ความเสียหายและอันตรายร้ายแรงอย่างยิ่ง” ที่จะเกิดเพราะพายุเฮอริเคนเมลิสซา

“พายุลูกนี้เคลื่อนตัวช้ามาก มันรุนแรง มาก มาก มาก และนั่นหมายความว่าผลลัพธ์ที่ตามมาอาจนำไปสู่ความเสียหายและอันตรายร้ายแรงอย่างยิ่งได้” ชาร์ลส์บอกกับ เดเร็ก แวน แดม ของ ซีเอ็นเอ็น และเสริมว่า “ผมอยากจะบอกทุกคนที่กำลังฟังและกำลังรับชมว่า คำสั่งอพยพ ไม่ใช่ข้อเสนอแนะ แต่เป็นคำสั่ง และเป็นคำสั่งเพื่อรักษาชีวิตของคุณ”

รัฐมนตรียังกล่าวด้วยว่า ได้มีการใช้รถโดยสารเพื่อขนส่งผู้คนที่ต้องการความช่วยเหลือไปยังศูนย์พักพิงฉุกเฉินทั่วประเทศแล้ว และ “หากคุณอยู่ในพื้นที่ต่ำและเสี่ยงต่อน้ำท่วม นี่คือเวลาที่จะไม่ควรเสี่ยงและไม่ควรประมาท”

ทางการจาเมกาสั่งปิดทำการ ท่าอากาศยานนานาชาติ นอร์แมน แมนลีย์ (Norman Manley) ในกรุงคิงส์ตัน และท่าอากาศยานนานาชาติ แซงสเตอร์ (Sangster) ที่มอนเตโก เบย์ แล้ว เนื่องจากอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อ “สตอร์มเซิร์จ” (storm surge) หรือคลื่นพายุหนุนซัดฝั่ง รุนแรง จนอาจก่อให้เกิดน้ำท่วม

นอกจากที่จาเมกาแล้ว ประชาชนนับแสนในภาคตะวันออกของคิวบาก็กำลังอพยพเพื่อหนีจากผลกระทบของเฮอริเคน เมลิสซา ที่กำลังโหมกระหน่ำ โดยเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของเมือง ซานติอาโก เด คิวบา ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 ของประเทศระบุว่า มีประชาชนถูกอพยพแล้ว 119,000 คน หลังทางการสั่งให้ผู้อาศัยในพื้นที่ต่ำอพยพ

ขณะที่สื่อโทรทัศน์ของคิวบารายงานประกาศของรัฐบาลซึ่งเตือนว่า การขนส่งสาธารณะทั้งหมดในภาคตะวันออกของคิวบาจะถูกระงับ รวมถึงบริการรถไฟ รถบัส และเที่ยวบิน

การมาของเฮอริเคน เมลิสซา ทำให้ประชาชนจำนวนมากแห่เข้าแถวซื้ออาหารและน้ำ หรือกดเงินสดจากตู้ ATM หลายคนปีนขึ้นไปบนหลังคาในเมืองเพื่อรื้อถอนกันสาดโลหะและถังเก็บน้ำ ที่อาจถูกลมพายุพัดหลุดลอยจนกลายเป็นอาวุธสังหาร

ทั้งนี้ ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากพายุเมลิสซา จะยิ่งซ้ำเติมปัญหาในคิวบาให้หนักขึ้นไปอีก โดยปัจจุบันประเทศเกาะแห่งนี้กำลังเผชิญปัญหามากมาย ทั้งการขาดแคลนไฟฟ้าอย่างรุนแรง, ความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ และการแพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สหรัฐฯ จับกุม “ซามี ฮัมดี” นักข่าวอังกฤษ ฐานสนับสนุนผู้ก่อการร้าย

สหรัฐฯ จับกุม “ซามี ฮัมดี” นักข่าวอังกฤษ ฐานสนับสนุนผู้ก่อการร้าย

28 ต.ค. 2568 02:51 น.

สหรัฐฯ จับกุม “ซามี ฮัมดี” นักข่าวอังกฤษ ฐานสนับสนุนผู้ก่อการร้าย

ซามี ฮัมดี นักวิจารณ์อิสราเอลตัวยงชาวสหราชอาณาจักรถูกจับกุมตัวในสหรัฐฯ ข้อหาสนับสนุนผู้ก่อการร้าย ขณะที่องค์กรมุสลิมโต้แย้งว่าเป็นการมุ่งเป้าทางการเมือง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 27 ต.ค. 2568 ว่า นายซามี ฮัมดี นักข่าวและนักวิเคราะห์ข่าวชาวสหราชอาณาจักร และเป็นผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์อิสราเอลอย่างเปิดเผย ถูกสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและบังคับใช้กฎหมายศุลกากรของสหรัฐฯ (ICE) ควบคุมตัวแล้ว

น.ส.ทริเซีย แม็คลัฟลิน โฆษกกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) เปิดเผยผ่าน X ว่า นายฮัมดีถูกเจ้าหน้าที่ ICE เข้าควบคุมตัวขณะอยู่ระหว่างการทัวร์บรรยายในสหรัฐฯ เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และขณะนี้ นายฮัมดีกำลังอยู่ระหว่างรอการเนรเทศออกจากประเทศ

กระทรวงการต่างประเทศและ DHS อ้างว่า ฮัมดี สนับสนุนการก่อการร้ายและเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ ขณะที่กลุ่มผู้สนับสนุนชาวมุสลิมโต้แย้งว่า เขาถูกมุ่งเป้าโจมตีทางการเมือง ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการพูดของเขา

โพสต์บน X ของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า “เราเคยกล่าวไว้แล้ว และจะกล่าวอีกครั้งว่า สหรัฐอเมริกาไม่มีภาระผูกพันที่จะต้องเป็นเจ้าภาพต้อนรับชาวต่างชาติที่สนับสนุนการก่อการร้าย และบ่อนทำลายความปลอดภัยของชาวอเมริกันอย่างแข็งขัน”

ทางกระทรวงระบุเพิ่มเติมด้วยว่า พวกเขาจะดำเนินการ เพิกถอนวีซ่า ของบุคคลที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมดังกล่าวต่อไป

ทั้งนี้ นายซามี ฮัมดี ถูกควบคุมตัวที่สนามบินนานาชาติซานฟรานซิสโกเมื่อวันอาทิตย์ (26 ต.ค.) หลังจากเมื่อวันเสาร์เขาไปบรรยายในงานกาล่าประจำปีของ สภาความสัมพันธ์อเมริกัน-อิสลาม (CAIR) สาขาแซคราเมนโต และมีกำหนดจะบรรยายในงานกาล่าของ CAIR สาขาฟลอริดาในวันอาทิตย์ แต่ถูกจับกุมตัวเสียก่อน

CAIR ระบุในแถลงการณ์ว่า “ประเทศของเราต้องหยุดการลักพาตัวผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอิสราเอลตามคำขอร้องของผู้คลั่งไคล้ ‘อิสราเอลต้องมาก่อน’ (Israel First) ที่ขาดสติ นี่คือนโยบาย ‘อิสราเอลต้องมาก่อน’ ไม่ใช่ ‘อเมริกาต้องมาก่อน’ และมันต้องยุติลง” พร้อมกับเรียกร้องให้ ICE ปล่อยตัวนายฮัมดีทันที

อนึ่ง การจับกุมนายฮัมดีเกิดขึ้นหลังจากที่ น.ส.ลอรา ลูเมอร์ นักกิจกรรมทางการเมืองฝ่ายขวาจัดและพันธมิตรของทรัมป์ โพสต์ข้อความมากมายบน X กล่าวหานายฮัมดีว่า สนับสนุนองค์กรก่อการร้าย ขณะที่ CAIR โต้แย้งว่า ลูเมอร์ กำลังส่งเสริม “ทฤษฎีสมคบคิดต่อต้านชาวมุสลิม”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ไม่ตัดโอกาส หาทางเป็น ปธน.สมัยที่ 3 แต่จะไม่ใช้ช่องโหว่รอง ปธน.

ทรัมป์ไม่ตัดโอกาส หาทางเป็น ปธน.สมัยที่ 3 แต่จะไม่ใช้ช่องโหว่รอง ปธน.

27 ต.ค. 2568 23:42 น.

ทรัมป์ไม่ตัดโอกาส หาทางเป็น ปธน.สมัยที่ 3 แต่จะไม่ใช้ช่องโหว่รอง ปธน.

โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ตัดโอกาสที่เขาจะหาทางเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยที่ 3 แต่ยืนยันว่าจะไม่ใช้ช่องโหว่การชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีเพื่อให้ได้เป็นผู้นำต่ออีกสมัย

เมื่อวันอังคารที่ 27 ต.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกกับนักข่าวขณะโดยสารเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน เดินทางจากมาเลเซียไปญี่ปุ่นว่า เขาไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะหาทางทำให้ตัวเขาสามารถดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นสมัยที่ 3 แม้รัฐธรรมนูญสหรัฐฯ จะระบุว่าไม่สามารถทำได้ โดยนายทรัมป์กล่าวว่าเขาอยากทำมาก

แต่นายทรัมป์ ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการเดินทางเยือนทวีปเอเชีย ตัดความเป็นไปได้ที่เขาจะลงสมัครชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีในปี 2571 ซึ่งเป็นแนวคิดที่ผู้สนับสนุนบางคนเสนอขึ้นเพื่อเป็นทางให้เขาสามารถ “เลี่ยงรัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ” ที่ห้ามประธานาธิบดีลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นวาระที่สาม

นายทรัมป์ระบุว่า แนวคิดดังกล่าวนั้น “ไร้เดียงสาเกินไป” และว่ามัน “อาจไม่ถูกต้องนัก”

ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่านายทรัมป์จะใช้วิธีใดในการเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยที่ 3 แต่เมื่อสัปดาห์ก่อนนายสตีฟ แบนนอน อดีตนักยุทธศาสตร์ของทรัมป์ กล่าวว่า “แผนการ” ถูกจัดเตรียมไว้แล้ว เพื่อรับประกันว่าประธานาธิบดีวัย 79 ปีผู้นี้ จะได้ดำรงตำแหน่งอีกวาระ

เมื่อพูดถึงความเป็นไปได้ของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 3 ทรัมป์กล่าวว่า “ผมยังไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้อย่างจริงจัง แต่ผมมีผลสำรวจความคิดเห็นที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา”

นอกจากนั้น นายทรัมป์ยังบอกด้วยว่า รองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ กับนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มีศักยภาพที่จะเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งประธานาธิบดี โดยระบุว่าพวกเขาเป็นคนที่ไม่มีใครหยุดได้

“ทั้งหมดที่ผมสามารถบอกคุณได้ก็คือ เรามีกลุ่มคนดี ๆ ซึ่งพวกนั้น (พรรคเดโมแครต) ไม่มี” ทรัมป์กล่าวเสริม

ทั้งนี้ ข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ฉบับแก้ไขครั้งที่ 22 ระบุว่า ห้ามประธานาธิบดีลงสมัครชิงตำแหน่งเป็นสมัยที่ 3 ขณะที่การยกเลิกข้อกำหนดดังกล่าว ต้องได้รับคะแนนโหวตจากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาถึง 2 ใน 3 ซึ่งถูกมองว่าไม่น่าจะเกิดขึ้นได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทหาร UN ในเลบานอน ยิงโดรนอิสราเอลร่วง อ้างบินในลักษณะก้าวร้าว

ทหาร UN ในเลบานอน ยิงโดรนอิสราเอลร่วง อ้างบินในลักษณะก้าวร้าว

27 ต.ค. 2568 22:30 น.

ทหาร UN ในเลบานอน ยิงโดรนอิสราเอลร่วง อ้างบินในลักษณะก้าวร้าว

เจ้าหน้าที่กองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติในเลบานอน ยิงโดรนของอิสราเอลตกในภาคใต้ของประเทศ อ้างบินในลักษณะก้าวร้าวเหนือชุดลาดตระเวน

เมื่อ 27 ต.ค. 2568 คณะผู้แทนรักษาสันติภาพของสหประชาชาติในเลบานอน (UNIFIL) กล่าวว่า ได้ยิงทำลายโดรนของอิสราเอลที่บินเหนือชุดลาดตระเวนซึ่งกำลังปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศเลบานอนเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

UNIFIL ระบุว่า โดรนลำดังกล่าวบินในลักษณะ “ก้าวร้าว” ใกล้เมืองคฟาร์ คิลา (Kfar Kila) บริเวณชายแดน และผู้รักษาสันติภาพได้ใช้ “มาตรการป้องกันที่จำเป็น”

ด้านกองทัพอิสราเอลยืนยันว่า โดรนลำดังกล่าวกำลังปฏิบัติภารกิจรวบรวมข่าวกรองตามปกติ

“การสอบสวนเบื้องต้นชี้ให้เห็นว่ากองกำลัง UNIFIL ที่ประจำการอยู่ใกล้เคียงได้จงใจยิงใส่โดรนและยิงจนตก การปฏิบัติการของโดรนลำนี้ไม่ได้ก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อกองกำลัง UNIFIL แต่อย่างใด” พันโท นาดาฟ โชชานี โฆษกกองทัพอิสราเอลโพสต์บน X

UNIFIL ระบุว่า โดรนอีกลำของอิสราเอลทิ้งระเบิดมือลงมาใกล้กับจุดที่ชุดลาดตระเวนอยู่ และหลังจากนั้นไม่นาน รถถังของอิสราเอลก็ยิงกระสุน 1 นัด ไปยังเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพ แต่เคราะห์ดีที่ไม่มีเจ้าหน้าที่ของ UNIFIL ได้รับบาดเจ็บ หรือทรัพย์สินใด ๆ เสียหาย

ด้าน พันโท นาดาฟยอมรับว่า มีการทิ้งระเบิดมือจริง แต่ทิ้งไปยังจุดที่โดรนของพวกเขาตก และ “ควรเน้นย้ำว่า ไม่มีการยิงใดๆ พุ่งเป้าไปที่กองกำลัง UNIFIL เหตุการณ์นี้กำลังได้รับการตรวจสอบเพิ่มเติมผ่านช่องทางการประสานงานทางทหาร”

ทั้งนี้ แม้ว่าอิสราเอลกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ของเลบานอนจะทำข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกัน ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 แต่อิสราเอลยังคงส่งโดรนบิน และดำเนินการโจมตีทางอากาศต่อผู้คนและเป้าหมายในเลบานอนอย่างต่อเนื่อง โดยอ้างว่าเพื่อป้องกันไม่ให้ฮิซบอลเลาะห์กลับมารวมกลุ่มและติดอาวุธใหม่อีกครั้ง

แต่ฝ่ายสหประชาชาติกับรัฐบาลเลบานอนระบุว่า การกระทำของอิสราเอลเป็นการละเมิดอธิปไตยของประเทศและเป็นการฝ่าฝืนข้อตกลงหยุดยิง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

โดนัลด์ ทรัมป์ ถึงญี่ปุ่น เตรียมพบนายกฯ หญิงคนใหม่ พร้อมเดินหน้าดีลการค้าสหรัฐฯ-จีน

โดนัลด์ ทรัมป์ ถึงญี่ปุ่น เตรียมพบนายกฯ หญิงคนใหม่ พร้อมเดินหน้าดีลการค้าสหรัฐฯ-จีน

27 ต.ค. 2568 16:18 น.

โดนัลด์ ทรัมป์ ถึงญี่ปุ่น เตรียมพบนายกฯ หญิงคนใหม่ พร้อมเดินหน้าดีลการค้าสหรัฐฯ-จีน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางถึงญี่ปุ่นแล้ว เพื่อพบปะกับนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซานาเอะ ทาคาอิจิ เป็นครั้งแรก ท่ามกลางกระแสข่าวเชิงบวกจากเจ้าหน้าที่ทั้งสหรัฐฯ และจีน ว่าข้อตกลงการค้าสำคัญระหว่างสองชาติมหาอำนาจใกล้จะบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นแล้ว ก่อนการประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในวันพฤหัสบดีนี้

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เดินทางถึงประเทศญี่ปุ่นแล้ววันนี้ (27 ต.ค.) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางเยือนเอเชียที่ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนมกราคม โดยวาระสำคัญของการเดินทางครั้งนี้คือการผลักดันนโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน”  และการปรับสมดุลเศรษฐกิจโลกตามวิสัยทัศน์ของเขา

ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันก่อนลงจอดในกรุงโตเกียวว่า เขาหวังว่าจะเพิ่มข้อตกลงทางการค้ากับจีนเข้าในชุดข้อตกลงที่เขาได้ลงนามไปแล้วระหว่างการเยือนเอเชียในสัปดาห์นี้ “ผมให้ความเคารพอย่างมากต่อประธานาธิบดีสี และผมคิดว่าเราจะสามารถบรรลุข้อตกลงได้” ทรัมป์กล่าว

หลังจากลงจากเครื่องบิน ทรัมป์ได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติ ก่อนที่จะเดินทางไปยังพระราชวังอิมพีเรียลเพื่อเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ โดยทรัมป์ถือเป็นผู้นำต่างชาติคนแรกที่ได้เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ นับตั้งแต่พระองค์ขึ้นครองราชย์ในปี 2019

คณะผู้เจรจาจากจีนและสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ว่า ข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน กำลังใกล้เข้ามา โดยได้บรรลุฉันทามติเบื้องต้นที่จะให้ทรัมป์และนายสี จิ้นผิง ตั้งเป้าหมายในการสรุปข้อตกลงให้เสร็จสิ้นระหว่างการประชุมที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในวันพฤหัสบดีนี้

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า ทีมเจรจาได้จัดทำกรอบข้อตกลงในวันอาทิตย์ เพื่อระงับการขึ้นภาษีที่สูงขึ้นของสหรัฐฯ และการควบคุมการส่งออกแร่หายากของจีน ซึ่งข่าวนี้ส่งผลให้ ตลาดหุ้นเอเชียพุ่งทำสถิติสูงสุด

นอกจากนี้ นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ซึ่งร่วมคณะมาด้วย เปิดเผยว่า กรอบข้อตกลงโดยรวมกับเกาหลีใต้ก็เสร็จสมบูรณ์แล้วเช่นกัน แต่จะยังไม่มีการสรุปข้อตกลงภายในสัปดาห์นี้

ทรัมป์มีกำหนดการพบปะกับ นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น ในวันอังคารนี้ ซึ่งทาคาอิจิเป็นศิษย์รักของอดีตนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ซึ่งมีความสัมพันธ์อันดีและชื่นชอบกีฬากอล์ฟเช่นเดียวกับทรัมป์

ทาคาอิจิ ซึ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ได้กล่าวกับทรัมป์ในการสนทนาทางโทรศัพท์ครั้งแรกเมื่อวันเสาร์ว่า การเสริมสร้างความเป็นพันธมิตรระหว่างประเทศถือเป็น “วาระสำคัญสูงสุด” ของเธอ ในการประชุมสุดยอดครั้งนี้ ทาคาอิจิหวังที่จะสร้างความประทับใจให้กับทรัมป์ด้วยการให้คำมั่นที่จะ ซื้อรถกระบะ ถั่วเหลือง และก๊าซจากสหรัฐฯ เพิ่มเติม นอกเหนือจากคำมั่นด้านการลงทุนมูลค่า 550,000 ล้านดอลลาร์ ที่ญี่ปุ่นเคยให้ไว้ก่อนหน้านี้

นอกจากประเด็นการค้า ทาคาอิจิยังเตรียมให้ความมั่นใจแก่ทรัมป์ว่าญี่ปุ่นพร้อมจะทำ เพิ่มขึ้นในด้านความมั่นคง หลังจากที่เธอได้แจ้งต่อสมาชิกรัฐสภาเมื่อวันศุกร์ถึงแผนการเร่งรัดการสร้างเสริมศักยภาพทางกลาโหมครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง

การเดินทางเยือนเอเชียของทรัมป์ครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางปัญหาภายในประเทศ โดยเฉพาะสถานการณ์การชัตดาวน์ของหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ยังคงยืดเยื้อ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่รัฐหลายคนไม่ได้รับเงินเดือนเต็มจำนวนงวดแรก และยังทำให้เกิดความไม่แน่นอนด้านความช่วยเหลือด้านอาหารของรัฐบาลกลาง

ขณะเดียวกัน ทางการญี่ปุ่นได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายพันนายเพื่อรักษาความปลอดภัยในกรุงโตเกียวหลังเกิดเหตุการณ์ชายถือมีดถูกจับกุมนอกสถานทูตสหรัฐฯ เมื่อวันศุกร์ และมีการวางแผนจัดกิจกรรมประท้วงต่อต้านทรัมป์ในย่านชินจูกุ.

ที่มา Reuters

แหล่งข่าวเผย อาเซียนไม่ส่งผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งพม่า

แหล่งข่าวเผย อาเซียนไม่ส่งผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งพม่า

27 ต.ค. 2568 15:48 น.

แหล่งข่าวเผย อาเซียนไม่ส่งผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งพม่า

แหล่งข่าวทางการทูตเผย กลุ่มประเทศอาเซียนไม่มีฉันทามติในการส่งคณะผู้สังเกตการณ์ไปตรวจสอบการเลือกตั้งในพม่าเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งถือเป็นการสกัดกั้นความพยายามของรัฐบาลทหารพม่าในการแสวงหาความชอบธรรมจากประชาคมโลก ขณะที่ผู้นำอาเซียนเรียกร้องให้มี “การหยุดยิงทันที” ก่อนจัดการเลือกตั้ง

แหล่งข่าวทางการทูตเปิดเผยวันนี้ (27 ต.ค.) ว่า กลุ่มประเทศอาเซียนจะไม่ส่งผู้สังเกตการณ์อย่างเป็นทางการภายใต้ชื่อของอาเซียน ไปสังเกตการณ์การเลือกตั้งที่รัฐบาลทหารพม่าวางแผนจะจัดขึ้นในวันที่ 28 ธันวาคมนี้

การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นแม้ว่า พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของพม่า จะประกาศว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นก้าวหนึ่งสู่การปรองดองในสงครามกลางเมืองที่ปะทุขึ้นหลังการรัฐประหารในปี 2021 ซึ่งทางรัฐบาลทหารได้ส่งคำเชิญให้ชาติสมาชิกอาเซียนส่งผู้สังเกตการณ์เข้าร่วม

แหล่งข่าวทางการทูตระบุว่า การตัดสินใจนี้หมายความว่าจะไม่มีผู้สังเกตการณ์ของอาเซียนอย่างเป็นทางการ แต่ชาติสมาชิกอาเซียนแต่ละประเทศยังมีอิสระที่จะส่งผู้สังเกตการณ์เข้าไปได้ในลักษณะทวิภาคี ซึ่งได้รับการยืนยันจากนักการทูตอีกรายว่าไม่มีฉันทามติร่วมกันในกลุ่มสมาชิกที่จะส่งคณะผู้แทนในนามของอาเซียน

ในการประชุมสุดยอดของกลุ่มผู้นำอาเซียน 11 ประเทศที่มาเลเซีย แถลงการณ์ที่เผยแพร่ออกมาเมื่อค่ำวันที่ 26 ต.ค. แสดงความ “กังวลอย่างยิ่ง” ต่อความขัดแย้งในพม่า และเตือนถึง “การขาดความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม” ในการบรรลุสันติภาพ

นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียนในปีนี้ ได้ย้ำข้อเรียกร้องให้มีการ “หยุดยิงทันที” โดยในแถลงการณ์ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “การยุติความรุนแรงและการเจรจาทางการเมืองอย่างครอบคลุมจะต้องเกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้ง”

มุสตาฟา อิซซุดดิน นักวิเคราะห์กิจการระหว่างประเทศจากที่ปรึกษา Solaris Strategies Singapore กล่าวว่า การไม่ส่งผู้สังเกตการณ์ของอาเซียน “ย่อมเป็นผลกระทบต่อความปรารถนาในการสร้างความชอบธรรมของพม่า” และระบุว่า “จะไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือใดๆ ที่จะบ่งชี้ได้ว่ามีการจัดการเลือกตั้งที่เป็นไปอย่างเสรีและยุติธรรม”

นอกจากนี้ ทั้งฮิวแมนไรวอตช์ และแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชันแนล  ต่างออกมาประณามการเลือกตั้งครั้งนี้ว่าเป็นการ “หลอกลวง” โดยกล่าวหารัฐบาลทหารพม่าว่าใช้ “ยุทธวิธีปราบปราม” และ “จับกุมทุกคนที่วิพากษ์วิจารณ์การเลือกตั้ง”

ก่อนหน้านี้ ทอม แอนดรูว์ส ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติ ได้เคยเรียกร้องให้อาเซียนไม่ “ให้ความชอบธรรมต่อการหลอกลวงของรัฐบาลทหารพม่า” ด้วยการส่งผู้สังเกตการณ์ และเตือนว่าการยอมรับ “การเลือกตั้งที่ฉ้อฉล” จะเท่ากับการทำให้พม่าถอยหลัง

ทั้งนี้ การลงคะแนนเสียงจะไม่มีขึ้นในพื้นที่ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลังสนับสนุนประชาธิปไตยและกองทัพชนกลุ่มน้อยที่สู้รบกับรัฐบาลทหาร.

ปรมาจารย์ซูชิ “จิโร่ โอโนะ” ฉลองวัย 100 ปี เผยเคล็ดลับสุขภาพดีคือ “การทำงาน”

ปรมาจารย์ซูชิ "จิโร่ โอโนะ" ฉลองวัย 100 ปี เผยเคล็ดลับสุขภาพดีคือ "การทำงาน"

27 ต.ค. 2568 14:58 น.

ปรมาจารย์ซูชิ “จิโร่ โอโนะ” ฉลองวัย 100 ปี เผยเคล็ดลับสุขภาพดีคือ “การทำงาน”

“จิโร่ โอโนะ” ตำนานเชฟซูชิผู้เคยครอง 3 ดาวมิชลินนานกว่าทศวรรษ และมีชื่อเสียงระดับโลก ฉลองวันเกิดอายุครบ 100 ปี เผยเคล็ดลับที่ทำให้ร่างกายแข็งแรงคือ “การทำงาน” พร้อมประกาศแผนว่าจะยังไม่เกษียณในเร็ว ๆ นี้

จิโร่ โอโนะ ปรมาจารย์ซูชิชื่อดังระดับโลก ผู้ก่อตั้งร้าน ซูกิยะบาชิ จิโร่ (Sukiyabashi Jiro) ร้านซูชิขนาดเล็ก 10 ที่นั่ง ที่ตั้งอยู่ในชั้นใต้ดินของอาคารในย่านกินซ่าของกรุงโตเกียว ได้ฉลองวันเกิดครบรอบ 100 ปี ในวันนี้ (27 ต.ค.) ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในประชากรวัยเกิน 100 ปี เกือบ 100,000 คนของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราประชากรสูงวัยเร็วที่สุดในโลก

แม้จะบรรลุความสำเร็จมากมายในชีวิต แต่เชฟจิโร่ยังคงไม่พร้อมที่จะเกษียณอย่างเต็มตัว “ผมวางแผนที่จะทำงานต่อไปอีกประมาณห้าปี” จิโร่ โอโนะกล่าวเมื่อเดือนที่แล้ว ในโอกาสฉลอง “วันเคารพผู้สูงอายุ” ของญี่ปุ่น ก่อนถึงวันเกิดของเขา

เมื่อผู้ว่าการกรุงโตเกียว ยูริโกะ โคอิเกะ ที่มาร่วมแสดงความยินดี สอบถามถึงเคล็ดลับด้านสุขภาพ เชฟจิโร่ตอบอย่างเรียบง่ายแต่ได้ใจความว่า “การทำงาน”  เชฟจิโร่กล่าวว่า “ผมไม่สามารถมาทำงานได้ทุกวัน แต่ผมพยายามทำงานให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ในวัย 100 ปี การทำงานคือยาวิเศษที่ดีที่สุด ผมคิดอย่างนั้น” 

จิโร่ โอโนะ เกิดที่เมืองฮามามัตสึ ทางตอนกลางของญี่ปุ่นในปี 1925 เริ่มฝึกงานตั้งแต่อายุเพียง 7 ขวบ และย้ายมายังโตเกียวเพื่อเป็นเชฟซูชิในวัย 25 ปี ก่อนจะเปิดร้านซูคิยาบาชิ จิโร่ ของตัวเองในอีก 15 ปีต่อมา คือในปี 1965 เขาอุทิศชีวิตให้กับการแสวงหาความสมบูรณ์แบบในการทำซูชิมาโดยตลอด

ร้านซูคิยาบาชิ จิโร่ ได้รับรางวัลมิชลิน 3 ดาว  ในปี 2007 ทำให้เขาเป็นเชฟซูชิคนแรกที่ได้รับเกียรตินี้ และรักษาสถานะดังกล่าวไว้ได้จนถึงปี 2019 ในปีนั้น เขายังได้รับการยอมรับจาก กินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ดส์ ในฐานะหัวหน้าเชฟที่อายุมากที่สุดของร้านอาหารระดับ 3 ดาวมิชลิน ด้วยวัย 93 ปี 128 วัน

ความโด่งดังของเขาถึงขนาดมีภาพยนตร์สารคดีที่ได้รับรางวัลในปี 2012 ชื่อเรื่องว่า “Jiro Dreams of Sushi” ซึ่งถ่ายทอดชีวิตและการทำงานของเขา โดยในภาพยนตร์เรื่องนี้ เชฟจิโร่เคยกล่าวไว้ขณะอายุ 85 ปีว่า “ผมยังไม่ถึงความสมบูรณ์แบบเลย” และเสริมว่า “ผมจะยังคงปีนป่ายเพื่อพยายามไปให้ถึงจุดสูงสุด แต่ไม่มีใครรู้ว่าจุดสูงสุดนั้นอยู่ที่ไหน”

เชฟจิโร่เคยต้อนรับบุคคลสำคัญระดับโลกมาลิ้มลองฝีมือของเขา รวมถึงการเสิร์ฟซูชิให้กับประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในขณะนั้น บารัก โอบามา และอดีตนายกรัฐมนตรี ชินโซ อาเบะ ในปี 2014

อย่างไรก็ตาม ในปี 2020 ร้านซูคิยาบาชิ จิโร่ ถูกถอดออกจากคู่มือมิชลิน เนื่องจากทางร้านเริ่มรับจองเฉพาะลูกค้าประจำ หรือผ่านโรงแรมชั้นนำเท่านั้น

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เชฟจิโร่เสิร์ฟซูชิให้กับแขกคนพิเศษเท่านั้น “เพราะมือของผมทำงานได้ไม่ดีเท่าเดิม” แต่เขาก็ไม่เคยย่อท้อ ลูกชายของเขา โยชิคาสุ ซึ่งทำงานร่วมกับพ่อมาโดยตลอดและปัจจุบันเป็นหัวหน้าเชฟของร้าน ได้เล่าว่า เมื่อไม่นานมานี้ ขณะที่เชฟจิโร่ดูข่าวโทรทัศน์เกี่ยวกับการเสียชีวิตของผู้ชายชาวญี่ปุ่นที่อายุมากที่สุดในประเทศด้วยวัย 113 ปี เขายังแสดงความเห็นว่า “13 ปีดูเหมือนจะเป็นไปได้นะ” แสดงให้เห็นว่าไฟในการใช้ชีวิตของปรมาจารย์ท่านนี้ยังคงลุกโชน.

ที่มา AP