เผยรายละเอียดฉบับเต็ม MOU ไทย-สหรัฐฯ “กระจายแร่ธาตุสำคัญ-ส่งเสริมการลงทุน”

เผยรายละเอียดฉบับเต็ม MOU ไทย-สหรัฐฯ "กระจายแร่ธาตุสำคัญ-ส่งเสริมการลงทุน"

27 ต.ค. 2568 14:05 น.

เผยรายละเอียดฉบับเต็ม MOU ไทย-สหรัฐฯ “กระจายแร่ธาตุสำคัญ-ส่งเสริมการลงทุน”

ทำเนียบขาวเปิดเผยรายละเอียดบันทึกความเข้าใจ ว่าด้วยความร่วมมือในการกระจายห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญของโลกและการส่งเสริมการลงทุน แต่ไม่มีผลทางกฏหมายระหว่างประเทศและสามารถยุติได้ทุกเมื่อ

บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลสหรัฐอเมริกาและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยว่าด้วยความร่วมมือเพื่อกระจายห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญของโลกและส่งเสริมการลงทุน

รัฐบาลสหรัฐอเมริกาและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย (ต่อไปนี้เรียกรวมกันว่า “ภาคี”)

โดยมีความประสงค์ที่จะส่งเสริมความร่วมมือในการเสริมสร้างธรรมาภิบาลในภาคทรัพยากรแร่ธาตุสำคัญ ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ และขยายความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมของประเทศไทยในห่วงโซ่อุปทานโลกที่มั่นคงและเชื่อถือได้

โดยตระหนักถึงความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนอันยาวนานและก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน ตลอดจนความสำคัญของการส่งเสริมการค้าและการลงทุนเพื่อการเติบโตและการพัฒนาเศรษฐกิจ

โดยตระหนักเพิ่มเติมว่า การมีตลาดแร่ธาตุสำคัญที่มั่นคง หลากหลาย มีสภาพคล่อง และเป็นธรรม มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการสำรวจ การสกัด การแปรรูป การใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ การนำกลับมาใช้ใหม่ และการรีไซเคิล

โดยมุ่งประสงค์ที่จะยกระดับความร่วมมือเพื่อประโยชน์ร่วมกันด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจและทรัพยากรของทั้งสองประเทศ

โดยเน้นย้ำความสำคัญของการส่งเสริมการสกัด การแปรรูป และการรีไซเคิลแร่ธาตุภายใต้มาตรฐานสากลสูงสุด

โดยคำนึงถึงความเชี่ยวชาญทางเทคนิค กฎระเบียบ นโยบาย การบริหารจัดการ และประสบการณ์เฉพาะด้านทรัพยากรแร่ที่ทั้งสองประเทศมีอยู่

โดยมีความประสงค์ที่จะเสริมสร้างการค้าและการลงทุนในห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญ เพื่อให้เกิดความมั่นคงและความเชื่อถือได้ของแหล่งทรัพยากรระดับโลก ส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเชิงนวัตกรรม

โดยเชื่อมั่นว่าความร่วมมือระหว่างภาคีจะเป็นประโยชน์ร่วมกัน ในการสร้างสภาพแวดล้อมการลงทุนที่มั่นคงสำหรับทั้งนักลงทุนภายในประเทศและต่างประเทศ เพิ่มความยืดหยุ่นและความยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญ และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศในด้านการสำรวจ การพัฒนา การแปรรูป และการใช้ประโยชน์แร่ธาตุสำคัญ

ภาคีจึงได้บรรลุความเข้าใจร่วมกัน ดังต่อไปนี้

วัตถุประสงค์

บันทึกความเข้าใจฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาคีในการพัฒนาและขยายห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญ ส่งเสริมการค้าและการลงทุนในด้านการสำรวจ การสกัด การแปรรูป การกลั่น การรีไซเคิล และการนำกลับมาใช้ประโยชน์ของแร่ธาตุสำคัญ ส่งเสริมการลงทุนที่เพิ่มมูลค่าในประเทศและพัฒนาอุตสาหกรรมการแปรรูปภายในประเทศ แทนการพึ่งพาการส่งออกวัตถุดิบ และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ตลาดแร่ธาตุสำคัญและแร่หายากที่เปิดกว้าง มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และโปร่งใส เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและความมั่งคั่งของห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญและแร่หายากในสหรัฐอเมริกาและประเทศไทย

กรอบความร่วมมือ

  1. การแลกเปลี่ยนข้อมูลและความเชี่ยวชาญภาคีมีเจตนาที่จะแลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้ และความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคตามแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดระดับสากล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคแร่ธาตุสำคัญของประเทศไทย รวมทั้งช่วยวิเคราะห์ศักยภาพของฐานทรัพยากรแร่ และประสานงานในโครงการสำคัญเพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุที่มั่นคง ยืดหยุ่น และมีความรับผิดชอบ โดยภาคีอาจพิจารณาลงทุนในโครงการที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายภายในประเทศของตน และโครงการดังกล่าวควรมีองค์ประกอบของการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาศักยภาพบุคลากร และการฝึกอบรม โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปในประเทศ
  2. กลไกความร่วมมือภาคีอาจจัดการประชุมระหว่างเจ้าหน้าที่ของทั้งสองฝ่าย จัดการสัมมนา เวิร์กช็อป การวิจัยร่วมด้านธรณีวิทยา การแลกเปลี่ยนข้อมูล ตลอดจนการประชุมร่วมกับภาคเอกชน มหาวิทยาลัย และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ รวมถึงกิจกรรมเสริมสร้างศักยภาพ
  3. ด้านนโยบายและกฎระเบียบภาคีอาจร่วมมือกันในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับแนวปฏิบัติด้านกฎระเบียบที่ดี เช่น การปรับปรุงกระบวนการอนุญาตให้รวดเร็วขึ้น ประเด็นด้านการลงทุน และการประสานความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกลางกับหน่วยงานระดับจังหวัดหรือท้องถิ่น รวมถึงร่วมกันพัฒนาและเสริมสร้างกลไกที่ป้องกันการขายสินทรัพย์แร่ธาตุสำคัญและแร่หายากที่อาจกระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติ
  4. การเข้าถึงข้อมูลโครงการลงทุนภาคีจะจัดให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับโครงการหรืองานประมูลที่อาจเกิดขึ้นโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และไม่ช้ากว่าช่วงเวลาที่ข้อมูลนั้นเปิดเผยต่อผู้ลงทุนรายอื่น เพื่อให้บริษัทและพันธมิตรของภาคีมีเวลาพอในการพิจารณาเข้าร่วม
  5. การคุ้มครองตลาดภายในประเทศภาคีจะประสานงานเพื่อคุ้มครองตลาดแร่ธาตุสำคัญและแร่หายากในประเทศของตน บนพื้นฐานของนโยบายตลาดเสรีและการค้าที่เป็นธรรม โดยจัดตั้งตลาดที่มีมาตรฐานสูง ให้สิทธิพิเศษแก่ผู้ประกอบการที่ผ่านเกณฑ์ และอาจกำหนดกรอบราคาขั้นต่ำหรือมาตรการที่ใกล้เคียง

การดำเนินงานและการแลกเปลี่ยนข้อมูล

ภาคีมีเจตนาจะประชุมเป็นประจำ ทั้งในรูปแบบการพบปะโดยตรงหรือทางออนไลน์ เพื่อหารือเกี่ยวกับโอกาสด้านการค้าและการลงทุนในห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญ หรือจัดการประชุมเพิ่มเติมตามความเหมาะสมในกรณีเร่งด่วน ทั้งนี้ แต่ละฝ่ายจะพิจารณาเป็นอิสระว่าโครงการใดเหมาะสมสำหรับการมีส่วนร่วมเพิ่มเติม

การมีผลบังคับใช้และการยุติความร่วมมือ

1. บันทึกความเข้าใจฉบับนี้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ลงนามโดยภาคีทั้งสองฝ่าย

2. ความร่วมมือทั้งหมดภายใต้บันทึกความเข้าใจฉบับนี้อยู่ภายใต้การพิจารณาถึงความพร้อมของเงินทุน บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ไม่ได้แสดงถึงภาระผูกพันทางการเงิน ภาคีแต่ละฝ่ายมีความประสงค์ที่จะดำเนินกิจกรรมที่กำหนดไว้ภายใต้บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ โดยเป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องของตน

3. บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่กระทบต่อข้อตกลงอื่นที่มีอยู่ระหว่างภาคี

4. ภาคีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจยุติความร่วมมือภายใต้บันทึกความเข้าใจนี้ได้ทุกเมื่อ โดยแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรถึงอีกฝ่ายผ่านช่องทางการทูต

5. การยุติความร่วมมือจะไม่กระทบต่อกิจกรรมที่ได้เริ่มดำเนินการไปแล้วภายใต้บันทึกความเข้าใจนี้ก่อนวันที่ยุติ.

ที่มา The White House

นักวิทย์ไขปริศนา “กองทัพนโปเลียน” พ่ายยับในรัสเซีย หลังพบดีเอ็นเอโรคระบาด 200 ปีก่อน

นักวิทย์ไขปริศนา "กองทัพนโปเลียน" พ่ายยับในรัสเซีย หลังพบดีเอ็นเอโรคระบาด 200 ปีก่อน

27 ต.ค. 2568 13:22 น.

นักวิทย์ไขปริศนา “กองทัพนโปเลียน” พ่ายยับในรัสเซีย หลังพบดีเอ็นเอโรคระบาด 200 ปีก่อน

การค้นพบใหม่จากงานวิจัยทางพันธุกรรม เผยเบื้องหลังความพ่ายแพ้ของจักรพรรดินโปเลียน ในสงครามรุกรัสเซีย ค.ศ.1812 ที่คร่าชีวิตทหารฝรั่งเศสหลายแสนคน โดยหลักฐานดีเอ็นเอพบมีโรคระบาดหลายโรค

ย้อนไปในช่วงรุ่งโรจน์ของอาณาจักรฝรั่งเศส จักรพรรดินโปเลียนได้นำกองทัพกว่า ครึ่งล้านนายบุกโจมตีรัสเซีย เมื่อปี ค.ศ.1812 แต่เพียงหกเดือนให้หลัง กองทัพต้องล่าถอยกลับ มีทหารเพียงหลักหมื่นที่รอดชีวิตกลับถึงฝรั่งเศส ทำให้สงครามครั้งนั้นถูกจารึกว่าเป็นหนึ่งใน หายนะทางทหารที่หนักหน่วงที่สุดในประวัติศาสตร์ยุโรป  

โดยเดิมทีเชื่อกันว่าความพ่ายแพ้นั้น เกิดจากความหนาวจัด ความอดอยาก และโรคไทฟัส แต่ล่าสุดนักวิทยาศาสตร์พบหลักฐานทางดีเอ็นเอที่บ่งชี้ว่า ไม่ได้มีเพียงโรคเดียวเท่านั้นที่ทำลายกองทัพนโปเลียน 

งานวิจัยล่าสุด นำทีมโดยนักวิทยาศาสตร์จาก สถาบันปาสเตอร์ กรุงปารีส และมหาวิทยาลัยทาร์ตู ประเทศเอสโตเนีย ได้วิเคราะห์ดีเอ็นเอจากซากฟันของทหารฝรั่งเศส ที่ถูกค้นพบในหลุมศพหมู่เมื่อปี 2001 ที่กรุงวิลนีอุส ประเทศลิทัวเนีย ได้ไขปริศนา สาเหตุที่นำไปสู่ความพ่ายแพ้อันเลื่องชื่อของจักรพรรดินโปเลียน โบนาปาร์ต ในสงครามรุกรัสเซีย โดยผลการวิเคราะห์ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Current Biology เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ระบุว่า พบนิวเคลียสของเชื้อโรคสองชนิด ได้แก่ Salmonella enterica ซึ่งเป็นสาเหตุของ ไข้พาราไทฟอยด์ และเชื้อ Borrelia recurrentis เชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดไข้กลับซ้ำ แต่จากการตรวจสอบไม่พบเชื้อไทฟัสในตัวอย่างเหล่านี้เลย แม้ว่างานวิจัยเมื่อปี 2006 เคยตรวจพบเชื้อดังกล่าวจากทหารชุดเดียวกัน

ดร.เรมี บาร์บิเอรี หัวหน้าทีมวิจัยกล่าวว่า “ก่อนหน้านี้เราคิดว่ามีเพียงโรคไทฟัสที่ฆ่าทหารนโปเลียน แต่ผลดีเอ็นเอล่าสุดชี้ว่ามีโรคหลายชนิดร่วมกันระบาดในค่ายทหาร ซึ่งอาจเป็นสาเหตุสำคัญของการล่มสลายของกองทัพนี้”

ทีมวิจัยใช้เทคนิค High-Throughput Sequencing ที่สามารถถอดรหัสดีเอ็นเอหลายล้านชิ้นในคราวเดียว ทำให้ตรวจเจอเชื้อจากซากที่มีอายุกว่า 200 ปีได้แม่นยำกว่างานศึกษาก่อนหน้า

ด้านดร.นิโกลัส ราสโควาน ผู้ร่วมวิจัยจากสถาบันปาสเตอร์กล่าวว่า เทคโนโลยีระดับนี้ช่วยให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า โรคระบาดในอดีตมีความซับซ้อนเพียงใด และมันได้หล่อหลอมวิวัฒนาการของเชื้อโรคที่ยังคงอยู่ถึงปัจจุบัน

บันทึกทางประวัติศาสตร์ระบุว่า เมื่อกองทัพฝรั่งเศสบุกถึงมอสโก เมืองถูกทิ้งร้าง เผาผลาญไปหมด ไม่มีอาหารหรือเสื้อผ้าที่สะอาด ขณะฤดูหนาวรัสเซียกำลังย่างกราย ทหารจำนวนมากเริ่มล้มตายจาก ความหนาว ความอดอยาก และโรคระบาดในค่ายทหารที่แออัด

ด้านเซซิล ลูอิส ผู้เชี่ยวชาญด้านดีเอ็นเอโบราณจากสหรัฐฯ กล่าวชื่นชมว่า งานวิจัยนี้เป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยให้เข้าใจความพ่ายแพ้ของนโปเลียนอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น และการศึกษาดีเอ็นเอจากเชื้อโรคในอดีตช่วยให้เห็นวิวัฒนาการของเชื้อโรคและเข้าใจวิธีที่มันอาจส่งผลต่อโลกอนาคตได้ด้วย

ที่มา : CNN

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ นโปเลียน

นิกเกอิทะลุ 50,000 จุดครั้งแรกในประวัติศาสตร์ รับแรงหนุนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนายกฯ ใหม่

นิกเกอิทะลุ 50,000 จุดครั้งแรกในประวัติศาสตร์ รับแรงหนุนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนายกฯ ใหม่

27 ต.ค. 2568 11:56 น.

นิกเกอิทะลุ 50,000 จุดครั้งแรกในประวัติศาสตร์ รับแรงหนุนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนายกฯ ใหม่

ดัชนีนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่น ทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง ทะลุแนวต้านทางจิตวิทยา 50,000 จุด หลังนางซานาเอะ ทาคาอิจิ เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ พร้อมให้คำมั่นนโยบายเน้นการเติบโตและมาตรการกระตุ้นทางการคลังมูลค่ากว่า 13.9 ล้านล้านเยน

ตลาดหุ้นญี่ปุ่นทำสถิติครั้งประวัติศาสตร์ในวันนี้ (27 ต.ค.) เมื่อดัชนีนิกเกอิ 225 ทะยานผ่านระดับ 50,000 จุด เป็นครั้งแรก เนื่องจากนักลงทุนต่างคาดหวังถึงมาตรการใช้จ่ายครั้งใหญ่จากนายกรัฐมนตรีคนใหม่ การที่ดัชนีสามารถก้าวข้ามแนวต้านทางจิตวิทยาที่สำคัญนี้ได้ ถือเป็นความสำเร็จครั้งล่าสุดสำหรับดัชนีหุ้นบลูชิพที่ร้อนแรงอย่างมาก นับตั้งแต่นางซานาเอะ ทาคาอิจิ ผู้มีแนวคิดสนับสนุนการใช้จ่ายทางการคลัง ได้ก้าวขึ้นสู่อำนาจ

โดยดัชนีนิกเกอิ 225 พุ่งขึ้นสูงสุดถึง 2.4% แตะระดับสูงสุดระหว่างวันที่ 50,491.23 จุด ก่อนจะปิดตลาดภาคเช้าด้วยการปรับขึ้น 2.1% ที่ระดับ 50,337.36 จุด ส่งผลให้ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันของดัชนีอยู่ที่ 26%

ขณะที่ดัชนี โทปิกซ์ ซึ่งเป็นดัชนีในวงกว้างกว่า ก็ทำสถิติสูงสุดตลอดกาลเช่นกัน โดยเพิ่มขึ้นเกือบ 1.6% ปิดตลาดภาคเที่ยงที่ 3,321.48 จุด และมีผลตอบแทนสะสมปีนี้ที่ 19.3%

นายฮิโรยูกิ อุเอโนะ หัวหน้านักยุทธศาสตร์ของ Sumitomo Mitsui Trust Asset Management ระบุว่า “การปรับขึ้นของนิกเกอิได้รับการสนับสนุนจากความคาดหวังในรัฐบาลของทาคาอิจิ ซึ่งมีนโยบายที่เน้นการเติบโตเป็นหลัก” โดยเสริมว่า ตลาดซื้อขายหุ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าดัชนีจะปรับลดลงหลังทาคาอิจิได้รับเลือกตั้ง แต่การลดลงนั้นไม่นาน เนื่องจากนักลงทุนที่พลาดโอกาสการปรับขึ้นรอบก่อนหน้าต่างเข้า “ช้อนซื้อ” หุ้นเมื่อราคาลดลง

หุ้นที่ให้แรงหนุนนิกเกอิมากที่สุดในวันจันทร์คือ ผู้ผลิตอุปกรณ์ทดสอบชิป Advantest ซึ่งราคาพุ่งขึ้น 5.15% ขณะที่บริษัทเจ้าของแบรนด์ Uniqlo อย่าง Fast Retailing ก็เพิ่มขึ้น 2.73%

ทั้งนี้ ดัชนีนิกเกอิ 225 ได้ทะลุระดับ 45,000 จุด ไปเมื่อวันที่ 16 กันยายน และทำสถิติเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอย่างรวดเร็ว ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่สำหรับตลาดที่ซบเซามานาน โดยก่อนหน้านี้ดัชนีต้องใช้เวลาถึง 34 ปี กว่าจะฟื้นตัวกลับมาสู่จุดสูงสุดในยุคเศรษฐกิจฟองสบู่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 2024

นายนิชิฮิโระ ยามากูจิ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำประเทศญี่ปุ่นของ Oxford Economics ให้ความเห็นว่า “มาตรการทางการคลังมักจะได้รับการตอบรับอย่างดีจากตลาด โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่แท้จริงต่อเศรษฐกิจโดยรวม”

การที่ดัชนีพุ่งเข้าใกล้ 50,000 จุด เมื่อวันอังคารที่แล้ว เกิดขึ้นหลังนางทาคาอิจิผ่านการโหวตในรัฐสภาเพื่อเป็นนายกรัฐมนตรี โดยเธอให้คำมั่นที่จะดำเนินนโยบายการใช้จ่ายเชิงรุก พร้อมคาดการณ์ว่าแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจจะมีมูลค่าสูงกว่า 13.9 ล้านล้านเยน

ทั้งนี้ นางทาคาอิจิ ได้เข้ารับตำแหน่งต่อจากนายชิเงรุ อิชิบะ และเป็นผู้ที่สนับสนุนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจแบบ “อาเบะโนมิกส์” ของอดีตนายกรัฐมนตรี ชินโซ อาเบะ ตามกำหนดการ นางทาคาอิจิ จะเข้าพบประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ในช่วงเย็นวันจันทร์ และจะมีการประชุมสุดยอดทวิภาคีในวันอังคารนี้

เผยรายละเอียดสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงการค้า-แร่ธาตุสำคัญ 4 ชาติอาเซียน หาแหล่งผลิตทดแทนจีน

เผยรายละเอียดสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงการค้า-แร่ธาตุสำคัญ 4 ชาติอาเซียน หาแหล่งผลิตทดแทนจีน

27 ต.ค. 2568 11:21 น.

เผยรายละเอียดสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงการค้า-แร่ธาตุสำคัญ 4 ชาติอาเซียน หาแหล่งผลิตทดแทนจีน

เปิดเผยรายละเอียดหลังสหรัฐอเมริกาได้ลงนามในข้อตกลงชุดใหญ่ด้านการค้าและแร่ธาตุสำคัญ กับ 4 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายหลักในการแก้ไขปัญหาความไม่สมดุลทางการค้า และกระจายห่วงโซ่อุปทาน ท่ามกลางการคุมเข้มการส่งออกแร่หายากจากประเทศจีน

นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อวันอาทิตย์ (26 ต.ค.)  ได้ลงนามในข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนกับผู้นำมาเลเซียและกัมพูชา พร้อมทั้งลงนามในกรอบข้อตกลงการค้ากับประเทศไทย ซึ่งจะทำให้ประเทศคู่สัญญาทำงานร่วมกันเพื่อจัดการกับอุปสรรคด้านภาษี และไม่ใช่ภาษี (non-tariff)

ตามแถลงการณ์ร่วมจากทำเนียบขาว ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว สหรัฐฯ จะคงอัตราภาษีนำเข้าที่ 19% สำหรับสินค้าจากทั้งสามประเทศ โดยมีแผนจะลดภาษีเป็นศูนย์สำหรับสินค้าบางประเภท

นอกจากนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ยังได้ประกาศกรอบข้อตกลงที่คล้ายกันกับเวียดนาม ซึ่งปัจจุบันถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ในอัตรา 20% โดยเวียดนาม ซึ่งมีสถิติเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ถึง 123,000 ล้านดอลลาร์เมื่อปีที่แล้ว ได้ให้คำมั่นว่าจะเพิ่มการซื้อสินค้าจากสหรัฐฯ อย่างมาก เพื่อลดช่องว่างทางการค้าระหว่างสองประเทศ

มาเลเซียให้คำมั่น ไม่แบนส่งออกแร่หายากไปสหรัฐฯ

ในการประชุมครั้งนี้ นายทรัมป์ได้ลงนามข้อตกลงแยก 2 ฉบับกับ ไทย และ มาเลเซีย เพื่อความร่วมมือในการกระจายห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญ ท่ามกลางความพยายามแข่งขันจากปักกิ่งในภาคส่วนที่เติบโตอย่างรวดเร็วนี้

มาเลเซียได้ตกลงที่จะ ละเว้นการห้ามหรือการกำหนดโควตา ในการส่งออกแร่ธาตุสำคัญหรือแร่หายาก ไปยังสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าคำมั่นนี้มีผลบังคับใช้กับแร่หายากที่ยังไม่ผ่านการแปรรูปหรือแร่ที่ผ่านการแปรรูปแล้ว เนื่องจากปัจจุบันมาเลเซีย ซึ่งมีปริมาณสำรองแร่หายากประมาณ 16.1 ล้านตัน ได้สั่งห้ามการส่งออกแร่หายากดิบเพื่อป้องกันการสูญเสียทรัพยากร และส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมขั้นปลาย

การยกเลิกอุปสรรคภาษีและสิทธิพิเศษทางการตลาด

ภายใต้ข้อตกลงนี้ ทั้งสี่ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้คำมั่นที่จะยกเลิกอุปสรรคทางการค้า และมอบสิทธิพิเศษทางการตลาดในการเข้าถึงสินค้าต่างๆ ของสหรัฐฯ ข้อตกลงยังครอบคลุมถึงความมุ่งมั่นในด้านการค้าดิจิทัล บริการ และการลงทุน รวมถึงคำมั่นสัญญาจากประเทศอาเซียนในการปกป้องสิทธิแรงงานและเสริมสร้างการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ ไทย มาเลเซีย และเวียดนาม ยังตกลงที่จะยอมรับยานพาหนะที่สร้างขึ้นตามมาตรฐานความปลอดภัยและการปล่อยมลพิษของรถยนต์ในสหรัฐฯ ขณะที่มาเลเซีย ซึ่งเป็นผู้นำระดับโลกในการรับรอง ฮาลาล ได้ตกลงที่จะปรับปรุงข้อกำหนดสำหรับผลิตภัณฑ์ของสหรัฐฯ เช่น เครื่องสำอางและยา

  • ไทย ได้ให้คำมั่นที่จะยกเลิกอุปสรรคทางภาษีสำหรับสินค้าประมาณ 99% และจะผ่อนปรนข้อจำกัดความเป็นเจ้าของของต่างชาติสำหรับการลงทุนของสหรัฐฯ ในภาคโทรคมนาคม
  • มีการรับทราบถึงข้อตกลงทางการค้าที่กำลังจะเกิดขึ้นระหว่างบริษัทไทยและสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงการซื้อสินค้าเกษตร เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และกากถั่วเหลือง มูลค่าประมาณ 2,600 ล้านดอลลาร์ต่อปี นอกจากนี้ ไทยยังให้คำมั่นว่าจะซื้อเครื่องบินของสหรัฐฯ จำนวน 80 ลำ มูลค่ารวม 18,800 ล้านดอลลาร์ และสินค้าพลังงาน รวมถึงก๊าซธรรมชาติเหลวและน้ำมันดิบ ประมาณ 5,400 ล้านดอลลาร์ต่อปี
  • มาเลเซีย ได้รับการยกเว้นภาษีสำหรับอุปกรณ์การบินและอวกาศและผลิตภัณฑ์ยา ตลอดจนสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น น้ำมันปาล์ม โกโก้ และยางพารา

ข้อตกลงทั้งหมดนี้เกิดขึ้นหลังจากที่นายทรัมป์ได้เข้าร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนาม ข้อตกลงหยุดยิงที่ได้รับการยกระดับ ระหว่างไทยและกัมพูชา หลังเกิดการปะทะกันบริเวณชายแดนที่คร่าชีวิตผู้คนไปก่อนหน้านี้ในปีนี้.

ที่มา Reuters

เคที เพอร์รี ควง จัสติน ทรูโด อดีตนายกฯ แคนาดา เปิดตัวต่อสาธารณะฉลองวันเกิดที่ปารีส

เคที เพอร์รี ควง จัสติน ทรูโด อดีตนายกฯ แคนาดา เปิดตัวต่อสาธารณะฉลองวันเกิดที่ปารีส

27 ต.ค. 2568 10:48 น.

เคที เพอร์รี ควง จัสติน ทรูโด อดีตนายกฯ แคนาดา เปิดตัวต่อสาธารณะฉลองวันเกิดที่ปารีส

นักร้องสาวซูเปอร์สตาร์ เคที เพอร์รี และจัสติน ทรูโด อดีตนายกรัฐมนตรีแคนาดา ถูกจับภาพควงกันออกเดตกลางกรุงปารีสหวานฉ่ำ เนื่องในวันเกิดครบรอบ 41 ปีของนักร้องสาว เมื่อเสาร์ที่ 25 ตุลาคมที่ผ่านมา

ภาพจากเว็บไซต์ TMZ เผยให้เห็นโมเมนต์ทั้งคู่ เดินจับมือกันออกจากคลับ “Crazy Horse Paris” พร้อมรอยยิ้มสุดโรแมนติก โดยเพอร์รีมาในชุดเดรสสีแดงสดสะดุดตา ส่วนทรูโดวัย 53 ปีเลือกใส่ชุดดำสุดคลาสสิก

ทั้งคู่เริ่มถูกจับตาว่ามีความสัมพันธ์เกินเพื่อนตั้งแต่ช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา หลังมีคนเห็นเพอร์รีและทรูโดออกเดตที่มอนทรีออล ประเทศแคนาดา ไม่นานหลังจากที่เธอเลิกรากับนักแสดงชื่อดัง ออร์แลนโด บลูม เมื่อเดือนมิถุนายน

เดือนต่อมา ปาปารัสซีจับภาพทั้งคู่ได้อีกครั้ง ขณะกำลัง จูบกันบนเรือยอชต์นอกชายฝั่งซานตาบาร์บารา ก่อนที่แหล่งข่าวใกล้ชิดจะยืนยันกับนิตยสาร People ว่า “ทั้งสองคนดูจะเข้ากันได้ดี และเริ่มรู้สึกจริงจังต่อกันมากขึ้น”

แหล่งข่าวระบุว่า เพอร์รีและทรูโดยังคงติดต่อกันตั้งแต่กลางปี แม้ทั้งคู่จะมีภาระงานและครอบครัว แต่ก็พยายามหาช่วงเวลาให้กัน โดยคนใกล้ชิดเผยว่า ทั้งสองต่างมีชีวิตยุ่งมาก แต่ก็ยังคุยกันเสมอ ทั้งคู่ฉลาด สนใจประเด็นสังคม และชอบแลกเปลี่ยนมุมมองกัน มันไม่ใช่แค่แรงดึงดูด แต่เป็นความสัมพันธ์ที่มีทั้งความเข้าใจและระดับปัญญา

ก่อนหน้านี้ เพอร์รีมีลูกสาววัย 5 ขวบชื่อ เดซี กับออร์แลนโด บลูม ส่วนทรูโดมีลูกสามคน เซเวียร์, เอลลา-เกรซ และฮาดรีแอน จากอดีตภรรยา โซฟี เกรกัวร์ ซึ่งแยกทางกันเมื่อปี 2023

แม้ทั้งคู่จะมีหน้าที่ความเป็นพ่อแม่ที่ต้องรับผิดชอบ แต่แหล่งข่าวบอกว่า พวกเขาเข้าใจดีว่าหน้าที่ส่วนตัวอาจทำให้ความสัมพันธ์เดินช้ากว่าปกติ แต่ก็พร้อมปรับตัว เพื่อให้ความรักครั้งใหม่นี้ไปต่อได้

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เคทีเพอร์รี่

พายุ “เมลิสซา” ยกระดับเป็น เฮอริเคนระดับ 5 จ่อถล่มจาเมกา รุนแรงสุดครั้งประวัติศาสตร์

พายุ "เมลิสซา” ยกระดับเป็น เฮอริเคนระดับ 5 จ่อถล่มจาเมกา รุนแรงสุดครั้งประวัติศาสตร์

27 ต.ค. 2568 10:43 น.

พายุ “เมลิสซา” ยกระดับเป็น เฮอริเคนระดับ 5 จ่อถล่มจาเมกา รุนแรงสุดครั้งประวัติศาสตร์

พายุ“เมลิสซา” คาดว่าจะยกระดับเป็นเฮอริเคนระดับ 5 ซึ่งพบได้ยากมาก ก่อนที่จะเคลื่อนตัวไปพัดขึ้นฝั่งทางตอนใต้ของจาเมกา ในช่วงเช้าวันพรุ่งนี้  คาดว่าจะทำให้มีฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และดินถล่ม

วันที่ 27 ตุลาคม 2568 ศูนย์เฮอริเคนแห่งชาติของสหรัฐฯ ประกาศเตือน พายุ “เมลิสซา” (Melissa) เฮอริเคนระดับ 4 ที่มีความเร็วลมประมาณ 233 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กำลังทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็ว คาดว่าจะยกระดับเป็นเฮอริเคนระดับ 5 ซึ่งพบได้ยากมาก ก่อนที่พายุลูกนี้เคลื่อนตัวไปพัดขึ้นฝั่งทางตอนใต้ของประเทศจาเมกา ในช่วงเช้าของวันพรุ่งนี้  คาดว่าอิทธิพลของพายุลูกนี้จะทำให้มีฝนตกหนัก เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และดินถล่ม

ศูนย์เฮอริเคนรายงานว่า จนถึงตอนนี้ศูนย์กลางของพายุอยู่ห่างจากกรุงคิงส์ตัน เมืองหลวงของจาเมกา ราว  185 กิโลเมตร และขณะนี้เริ่มมีฝนตกหนักบางส่วนของเฮติแล้ว พร้อมกันนี้ได้ออกคำเตือนด่วนให้ประชาชนรีบหาที่หลบภัยทันที  พร้อมระบุว่าลมแรงและฝนตกหนักจนถึงวันจันทร์ จะทำให้เกิดอุทกภัยรุนแรงถึงขั้นภัยพิบัติ และดินถล่มเป็นบริเวณกว้าง ก่อนที่ลมพายุทำลายล้างจะเริ่มพัดถล่มต่อเนื่องถึงเช้าวันอังคาร 

ทางด้านนายกรัฐมนตรีแอนดรูว์ โฮลเนสส์ ของจาเมกา กล่าวเตือนประชาชนว่า  ขอให้ชาวจาเมกาเห็นความสำคัญของภัยพายุครั้งนี้ และเตรียมการป้องกันตัวเองอย่างเต็มที่ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า จาเมกาจะเป็นศูนย์กลางของภัยพิบัติจากพายุเมลิสซา ทั้ง ฝนตกหนัก น้ำท่วม ดินถล่ม และคลื่นพายุซัดฝั่ง  ซึ่งคาดว่าจะกระทบหนักทางตอนใต้ของเกาะ

ขณะนี้มีการประกาศเตือนภัยเฮอริเคนทั่วจาเมกา ซึ่งจะเริ่มมีผลภายในวันจันทร์ โโยรัฐบาลจาเมกาได้ประกาศเตรียมความพร้อมสูงสุด โรงพยาบาลทุกแห่งเข้าสู่ภาวะฉุกเฉิน ระงับการรักษาผู้ป่วยนอกและการผ่าตัดไม่เร่งด่วน เพื่อเปิดพื้นที่รองรับผู้ป่วยจากภัยพิบัติ ขณะที่ศูนย์พักพิงฉุกเฉินทั่วประเทศเปิดให้บริการแล้ว สำหรับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมและดินถล่ม 

ขณะที่สนามบินหลักสองแห่ง ได้แก่ สนามบินนานาชาตินอร์แมน แมนลีย์ และสนามบินนานาชาติ แซงสเตอร์ ปิดให้บริการตั้งแต่คืนวันเสาร์ที่ผ่านมา 

ในส่วนของประเทศคิวบาก็ได้ประกาศเตือนภัยสำหรับจังหวัดทางตะวันออก 4 แห่ง ได้แก่ กรันมา ซานติอาโก เด คิวบา กวนตานาโม และโฮลกีน ส่วนเฮติทางตอนใต้ก็อยู่ในพื้นที่เฝ้าระวังเช่นกัน

ทั้งนี้ “เมลิสซา” เคลื่อนตัวอย่างช้าๆ ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ทำให้ฝนกระหน่ำเฮติ และสาธารณรัฐโดมินิกันต่อเนื่องจนเกิดน้ำท่วมและดินถล่ม มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 3 ศพในเฮติ และอีก 1 ศพในโดมินิกัน โดยมีประชาชนมากกว่า 1,000 รายต้องอพยพ นักอุตุนิยมวิทยาคาดว่า พายุเมลิสซาจะทวีความรุนแรงสูงสุดเป็นระดับ 5 และอาจกลายเป็นพายุที่ รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ขึ้นฝั่งจาเมกา ทั้งในระดับ 4 หรือ 5 ซึ่งปรากฏการณ์การทวีกำลังเร็วของพายุลักษณะนี้เกิดบ่อยขึ้นตามภาวะความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ.

รัฐบาลกัมพูชาอิสระของสม รังสี ส่งสาส์นแสดงความอาลัยสมเด็จพระพันปีหลวง

รัฐบาลกัมพูชาอิสระของสม รังสี ส่งสาส์นแสดงความอาลัยสมเด็จพระพันปีหลวง

27 ต.ค. 2568 10:03 น.

รัฐบาลกัมพูชาอิสระของสม รังสี ส่งสาส์นแสดงความอาลัยสมเด็จพระพันปีหลวง

รัฐบาลกัมพูชาอิสระ ของสม รังสี อดีตผู้นำพรรคฝ่ายค้านกัมพูชา ส่งสาส์นแสดงความอาลัยต่อการเสด็จสวรรคตของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันที่ 26 ตุลาคม 2568 รัฐบาลกัมพูชาอิสระ ของสม รังสี อดีตผู้นำพรรคฝ่ายค้านกัมพูชา ในนามประชาชนกัมพูชา ทั้งภายในและนอกประเทศ แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง ต่อการเสด็จสวรรคตของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง แห่งราชอาณาจักรไทย  

 แถลงการณ์ของรัฐบาลกัมพูชาอิสระ ระบุว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงมีพระราชกรณียกิจอันทรงคุณค่า โดยเฉพาะด้านศิลปวัฒนธรรมและการพัฒนาชนบท ผ่าน มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ และการทรงอุปถัมภ์ศิลปหัตถกรรมไทย เรื่องเหล่านี้ได้ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยเป็นลำดับ

พร้อมระบุว่า ในฐานะเพื่อนบ้านที่มีประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ยาวนาน รู้สึกถึงความสูญเสียครั้งใหญ่ของประเทศไทย และขอถวายพระอาลัยแก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รวมทั้งพระบรมวงศานุวงศ์และปวงชนชาวไทย

แถลงการณ์ยังยืนยันว่า รัฐบาลอิสระกัมพูชา 23 ตุลาคม ซึ่งเป็นตัวแทนของความปรารถนาเสรีภาพและอธิปไตยของประชาชนกัมพูชา จะยืนเคียงข้างประเทศที่ให้คุณค่ากับอธิปไตย มรดกทางวัฒนธรรม และสวัสดิภาพของประชาชน เพื่อความสัมพันธ์ระหว่างชาติที่อิสระและเท่าเทียม

ท้ายสุด รัฐบาลอิสระกัมพูชา 23 ตุลาคม ฝากความปรารถนาให้ปวงชนชาวไทยทรงเข้มแข็ง รักษาความสามัคคี และร่วมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงขณะนี้.

เครื่องบินรบ และฮ.กองทัพเรือสหรัฐฯ ตกกลางทะเลจีนใต้ ห่างกันแค่ 30 นาที

เครื่องบินรบ และฮ.กองทัพเรือสหรัฐฯ ตกกลางทะเลจีนใต้ ห่างกันแค่ 30 นาที

27 ต.ค. 2568 09:46 น.

เครื่องบินรบ และฮ.กองทัพเรือสหรัฐฯ ตกกลางทะเลจีนใต้ ห่างกันแค่ 30 นาที

เครื่องบินรบและเฮลิคอปเตอร์จากเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Nimitz ประสบอุบัติเหตุตกลงในทะเลจีนใต้ เมื่อบ่ายวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ห่างกันเพียง 30 นาที เจ้าหน้าที่ 5 นายได้รับการช่วยเหลือปลอดภัย

ตามแถลงของกองเรือแปซิฟิกของสหรัฐฯ  เหตุการณ์แรกเกิดกับเฮลิคอปเตอร์ MH-60R Sea Hawk ที่มีลูกเรือ 3 นาย ขณะที่เหตุการณ์ที่สองเกิดขึ้นกับเครื่องบินขับไล่ F/A-18F Super Hornet ที่มีนักบิน 2 นาย ทั้งหมดถูกช่วยเหลือได้ปลอดภัย และอยู่ในอาการทรงตัว ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังอยู่ระหว่างการสอบสวนหาสาเหตุของอุบัติเหตุทั้งสองลำ

เรือบรรทุกเครื่องบิน USS Nimitz กำลังเดินทางกลับฐานทัพเรือ Naval Base Kitsap ในรัฐวอชิงตัน หลังเสร็จสิ้นภารกิจในตะวันออกกลางตลอดช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการตอบโต้การโจมตีเรือพาณิชย์โดยกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมน  โดยการเดินทางครั้งนี้ถือเป็น ภารกิจสุดท้ายของเรือ Nimitz ก่อนปลดประจำการ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นไม่นานหลังจากที่เรือบรรทุกเครื่องบินอีกลำของสหรัฐฯ คือ USS Harry S Truman พบกับเหตุขัดข้องต่อเนื่องในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ขณะปฏิบัติการในตะวันออกกลาง

ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เรือพิฆาตติดขีปนาวุธนำวิถี USS Gettysburg ได้ยิงเครื่องบินรบ F/A-18 จากเรือ Truman ผิดพลาดโดยไม่ได้ตั้งใจต่อมาในเดือนเมษายน เครื่องบิน F/A-18 อีกลำไหลหลุดจากดาดฟ้าลงทะเลแดงและในเดือนพฤษภาคม เครื่องบินรบอีกลำที่พยายามลงจอดบนเรือ Truman พลาดสายเคเบิลหยุดเครื่อง ทำให้ตกลงทะเล ขณะที่นักบินทั้งสองคนต้องดีดตัวออกก่อนรอดชีวิต

อย่างไรก็ตาม ไม่มีลูกเรือหรือทหารเสียชีวิตจากเหตุการณ์เหล่านี้ ขณะที่รายงานผลการสอบสวนของทุกกรณียังไม่ถูกเปิดเผยอย่างเป็นทางการ.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เครื่องบินรบ

นายกฯอินเดีย – สิงคโปร์ โพสต์ข้อความแสดงความอาลัยสมเด็จพระพันปีหลวง

นายกฯอินเดีย - สิงคโปร์ โพสต์ข้อความแสดงความอาลัยสมเด็จพระพันปีหลวง

27 ต.ค. 2568 09:22 น.

นายกฯอินเดีย – สิงคโปร์ โพสต์ข้อความแสดงความอาลัยสมเด็จพระพันปีหลวง

นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ของอินเดีย แสดงความอาลัยต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในขณะที่ผู้นำสิงคโปร์ร่วมแสดงความอาลัยเช่นเดียวกัน

วันที่ 26 ตุลาคม 2568 นายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีของอินเดีย โพสต์ข้อความผ่านบัญชีเอ็กซ์ แสดงความอาลัยต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยยกย่องพระราชจริยวัตรและพระราชกรณียกิจอันยิ่งใหญ่ในฐานะแบบอย่างแห่งการอุทิศพระองค์เพื่อประชาชน

ข้อความระบุว่า “ข้าพเจ้ารู้สึกเศร้าใจอย่างยิ่งต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระองค์ทรงอุทิศพระชนมชีพเพื่อประชาชน ซึ่งจะเป็นแรงบันดาลใจแก่ผู้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่า” พร้อมทั้งแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ และ ประชาชนชาวไทย ในช่วงเวลาแห่งความโศกอันใหญ่หลวงนี้

ข้อความของนายกรัฐมนตรีอินเดีย ได้รับการเผยแพร่และส่งต่ออย่างกว้างขวางในอินเดียและประเทศต่างๆ ทั่วเอเชียใต้ สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่าง ราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐอินเดีย ที่ยืนยาวทั้งด้านวัฒนธรรม ศาสนา และมิตรภาพระหว่างประชาชนสองประเทศ 

ทางด้าน ผู้นำสิงคโปร์ร่วมแสดงความอาลัยต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยรัฐบาลสิงคโปร์ได้ออกแถลงการณ์ผ่านกระทรวงการต่างประเทศเมื่อวันอาทิตย์ (26 ต.ค.) ระบุว่าได้ส่งสารแสดงความเสียใจไปยังพระบรมวงศานุวงศ์ รัฐบาล และประชาชนชาวไทย

ประธานาธิบดีทาร์แมน ชันมูการัตนัม แห่งสิงคโปร์ ส่งสาส์นถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ในนามของชาวสิงคโปร์ โดยกล่าวว่า รู้สึกโศกเศร้าอย่างสุดซึ้งต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

พร้อมกันนี้ได้แสดงความชื่นชมว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงมีพระชนมชีพที่เปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจ ทรงเป็นคู่พระบารมีที่มั่นคงเคียงข้างพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และด้วยพระราชดำริด้านผ้าไทย งานหัตถศิลป์ และการพัฒนาชนบท ได้ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะสตรีและเด็กในถิ่นทุรกันดาร

ขณะที่นายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง ได้ส่งสารถึงนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ในนามรัฐบาลสิงคโปร์ โดยกล่าวว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงเป็นที่รักและเคารพของประชาชนชาวไทย ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้วยพระเมตตาและความมั่นคงเคียงข้างในหลวงรัชกาลที่ 9 ตลอดรัชกาล

พร้อมกันนี้ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า พระราชกรณียกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน การส่งเสริมสวัสดิการสตรีและเด็ก และการอนุรักษ์ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน สะท้อนถึงพระปรีชาสามารถและสายพระเนตรอันยาวไกล ซึ่งจะยังคงส่งผลดีต่อประชาชนชาวไทยต่อไป

ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ ดร.วิเวียน บาลากฤษณะ ได้มีจดหมายถึงนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย โดยกล่าวอาลัยว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ จะทรงเป็นที่จดจำในฐานะ “แม่ของแผ่นดิน” ผู้ทรงเปี่ยมด้วยความรัก ความเมตตา และความเสียสละเพื่อปวงชนชาวไทย

ดร.วิเวียน กล่าวยกย่องว่า สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงร่วมกับในหลวงรัชกาลที่ 9 ปฏิบัติพระราชกรณียกิจมากกว่า 4,000 โครงการ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน และทรงดำรงตำแหน่งนายกสภากาชาดไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2499 ทรงอุทิศพระองค์เพื่อการกุศลและสันติสุขของชาติ โดยพระองค์ทรงทิ้งร่องรอยแห่งพระเมตตาและพระปรีชาสามารถไว้ในสังคมไทย ซึ่งจะเป็นแรงบันดาลใจและเป็นแบบอย่างตลอดไป.

อียิปต์-กาชาด ส่งคน-อุปกรณ์เข้าฉนวนกาซา ช่วยค้นหาศพตัวประกัน

อียิปต์-กาชาด ส่งคน-อุปกรณ์เข้าฉนวนกาซา ช่วยค้นหาศพตัวประกัน

27 ต.ค. 2568 05:35 น.

อียิปต์-กาชาด ส่งคน-อุปกรณ์เข้าฉนวนกาซา ช่วยค้นหาศพตัวประกัน

อิสราเอลอนุญาตให้เจ้าหน้าที่อียิปต์กับกาชาดสากลขนอุปกรณ์เข้าสู่ฉนวนกาซา เพื่อช่วยค้นหาร่างตัวประกัน หลังกลุ่มฮามาสยังไม่ส่งคืนศพตัวประกันที่เหลืออีก 13 ราย โดยอ้างว่าถูกทับอยู่ใต้ซากปรักหักพัง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทางการอิสราเอลยืนยันในวันอาทิตย์ที่ 26 ต.ค. 2568 ว่า ทีมจากอียิปต์และคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในฉนวนกาซา เพื่อค้นหาร่างของตัวประกันที่เสียชีวิต ซึ่งถูกกลุ่มฮามาสลักพาตัวไปในระหว่างการโจมตีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 แล้ว

รัฐบาลอิสราเอลระบุว่า ทีมเจ้าหน้าที่ของอียิปต์และ ICRC ได้รับอนุญาตให้ค้นหาเกินแนวที่เรียกว่า “เส้นสีเหลือง” ซึ่งเป็นพื้นที่ในฉนวนกาซาที่กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ควบคุมอยู่ โดยพวกเขาจะใช้รถขุดและรถบรรทุกช่วยในการค้นหาด้วย

นอกจากนั้น สื่ออิสราเอลรายงานว่า สมาชิกกลุ่มฮามาสก็ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในพื้นที่ฉนวนกาซาที่ IDF ควบคุมด้วยเช่นกัน เพื่อช่วยในการค้นหาศพตัวประกันร่วมกับทีมงานอียิปต์กับ ICRC โดยฮามาสยืนยันว่า พวกเขากำลังประสานงานกับทางการอียิปต์

อนึ่ง จนถึงตอนนี้กลุ่มฮามาสได้ส่งมอบร่างตัวประกันที่เสียชีวิตคืนให้อิสราเอลแล้ว 15 ราย จากทั้งหมด 28 ราย ตามข้อตกลงหยุดยิงระยะแรกที่สหรัฐฯ เป็นตัวกลาง อย่างไรก็ตาม ฮามาสอ้างว่า การค้นหาร่างตัวประกันที่เหลือทำได้ยากลำบาก เนื่องจากพวกเขาต้องการอุปกรณ์สำหรับขุดค้นหา

ความล่าช้าในการคืนศพตัวประกันของฮามาสทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจในอิสราเอล ขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เตือนให้ฮามาสคืนศพตัวประกันทั้งหมดโดยเร็ว มิเช่นนั้น ประเทศอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้อตกลงสันติภาพนี้ จะเริ่มเคลื่อนไหว

ทั้งนี้ อียิปต์ พร้อมด้วยกาตาร์และตุรกี เป็นผู้ลงนามหลักในแผนสันติภาพฉนวนกาซาที่ทรัมป์เป็นคนกลางไกล่เกลี่ย ซึ่งได้ลงนามกันที่เมืองตากอากาศชาร์ม เอล ชีค ของอียิปต์เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ขณะที่ ICRC มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือตัวประกันมาตลอด และเป็นตัวกลางในการพาตัวประกันที่ฮามาสปล่อยตัว ไปส่งให้แก่กองทัพอิสราเอล

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc