ทำความรู้จัก “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” สตรีเหล็กแห่งญี่ปุ่น นายกฯ หญิงคนแรกในประวัติศาสตร์

ทำความรู้จัก "ซานาเอะ ทาคาอิจิ" สตรีเหล็กแห่งญี่ปุ่น นายกฯ หญิงคนแรกในประวัติศาสตร์

21 ต.ค. 2568 13:00 น.

ทำความรู้จัก “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” สตรีเหล็กแห่งญี่ปุ่น นายกฯ หญิงคนแรกในประวัติศาสตร์

ซานาเอะ ทาคาอิจิ นักการเมืองหญิงสายอนุรักษนิยม วัย 64 ปี ผู้ยกย่อง “มาร์กาเร็ต แธตเชอร์” เป็นแบบอย่าง และเคยเป็นมือกลองเฮฟวี่เมทัล ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจและแรงกดดันจากพรรคฝ่ายขวาจัด

วันนี้ (21 ต.ค.) สภาผู้แทนราษฎรของญี่ปุ่น ได้ลงคะแนนเสียงเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ โดยนางซานาเอะ ทาคาอิจิ ได้รับชัยชนะด้วยคะแนน 237 เสียง ซึ่งเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาทั้งหมด 465 ที่นั่ง (ต้องได้ 233 เสียง) ทำให้เธอเตรียมเข้าพิธีสาบานตนเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 104 ของญี่ปุ่นในเย็นวันเดียวกัน และจะกลายเป็นผู้นำหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศ

ก่อนหน้านี้ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นักการเมืองหญิงแนวอนุรักษนิยม วัย 64 ปี ประสบความสำเร็จในการก้าวขึ้นเป็นผู้นำพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลญี่ปุ่น ในวาระครบรอบ 70 ปีของการก่อตั้งพรรค หลังความพยายามถึง 3 ครั้ง 

เธอเกิดที่จังหวัดนาราเมื่อปี 1961 พ่อของทาคาอิชิเป็นพนักงานออฟฟิศ ส่วนแม่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่วนเรื่องการเมืองนั้นห่างไกลจากชีวิตในวัยเด็กของเธอมาก

ครั้งหนึ่งเธอเคยเป็นมือกลองเพลงเฮฟวีเมทัลตัวยง เธอมีชื่อเสียงจากการถือไม้ตีกลองจำนวนมาก เพราะเธอจะหักไม้ตีกลองอย่างแรง เธอยังเป็นนักดำน้ำลึกและผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์อีกด้วย ปัจจุบันรถโตโยต้า ซูปร้าคันโปรดของเธอจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์นารา

ก่อนที่จะเข้าสู่วงการเมือง ทาคาอิจิเคยทำงานเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์อยู่ช่วงหนึ่ง

แรงบันดาลใจทางการเมืองของเธอเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1980 ซึ่งเป็นช่วงที่ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นกำลังรุนแรงที่สุด เธอมุ่งมั่นที่จะเข้าใจมุมมองของชาวอเมริกันที่มีต่อญี่ปุ่น เธอจึงทำงานในสำนักงานของแพทริเซีย ชโรเดอร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเดโมแครต ซึ่งเป็นที่รู้จักในเรื่องการวิพากษ์วิจารณ์ญี่ปุ่น

ทาคาอิจิได้เห็นชาวอเมริกันผสมผสานภาษาและอาหารญี่ปุ่น จีน และเกาหลีเข้าด้วยกัน สังเกตเห็นว่าญี่ปุ่นมักถูกจัดกลุ่มร่วมกับจีนและเกาหลีใต้

“หากญี่ปุ่นไม่สามารถปกป้องตัวเองได้ ชะตากรรมของมันจะตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของความคิดเห็นตื้นๆ ของสหรัฐฯ เสมอ” เธอกล่าวสรุป

เธอลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาครั้งแรกในปี 1992 ในฐานะผู้สมัครอิสระ แต่พ่ายแพ้

เธอยังคงมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่อง จนสามารถคว้าชัยชนะได้หนึ่งที่นั่งในอีกหนึ่งปีต่อมา และเข้าร่วมพรรค LDP ในปี 1996 นับแต่นั้นมา เธอได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ถึง 10 ครั้ง แพ้เพียงครั้งเดียว และสร้างชื่อเสียงในฐานะหนึ่งในเสียงอนุรักษ์นิยมที่กล้าพูดกล้าแสดงออกมากที่สุดของพรรค

เธอยังเคยดำรงตำแหน่งระดับสูงในรัฐบาล รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงทางเศรษฐกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและการสื่อสาร ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานที่สุดเป็นประวัติการณ์

ในปี 2021 ทาคาอิจิได้ลงสมัครชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค LDP เป็นครั้งแรก แต่พ่ายแพ้ให้กับฟูมิโอะ คิชิดะ เธอพยายามอีกครั้งในปี 2024 ครั้งนี้ได้คะแนนเสียงสูงสุดในรอบแรก แต่สุดท้ายก็แพ้ให้กับชิเงรุ อิชิบะ

ในปีนี้ ในความพยายามครั้งที่สาม เธอได้รับชัยชนะ ซึ่งทำให้เธอก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น เมื่อรัฐสภาอนุมัติการแต่งตั้ง

เธอกล่าวกับกลุ่มเด็กนักเรียนระหว่างการหาเสียงเมื่อเร็วๆ นี้ว่า “เป้าหมายของฉันคือการเป็นหญิงเหล็ก” 

จุดยืนและนโยบาย

ทาคาอิจิเป็นที่รู้จักในฐานะนักการเมืองสายอนุรักษนิยมที่แข็งกร้าว และเป็นลูกศิษย์คนสนิทของอดีตนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ผู้ล่วงลับ โดยเธอประกาศจะฟื้นฟูวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจแบบ “อาเบะโนมิกส์” ที่เน้นการใช้จ่ายภาครัฐสูงและการกู้ยืมในอัตราดอกเบี้ยต่ำ

ด้านสังคม: เธอเคยคัดค้านกฎหมายที่อนุญาตให้ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วสามารถใช้นามสกุลเดิมได้ โดยยืนยันว่าเป็นการบ่อนทำลายธรรมเนียมเดิม เธอยังต่อต้านการแต่งงานของคนเพศเดียวกันอีกด้วย แต่ในช่วงหาเสียง เธอได้ผ่อนคลายท่าทีลง โดยให้คำมั่นที่จะผลักดันมาตรการช่วยลดค่าใช้จ่ายการดูแลเด็ก และนำไปหักลดหย่อนภาษีได้บางส่วน และเสนอให้ลดหย่อนภาษีนิติบุคคลสำหรับบริษัทที่ให้บริการดูแลเด็กภายในองค์กร

ประสบการณ์ส่วนตัวและครอบครัวของเธอเป็นแรงผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายของเธอ ได้แก่ การขยายบริการโรงพยาบาลเพื่อสุขภาพสตรี การให้การยอมรับแก่ผู้ช่วยเหลืองานบ้านมากขึ้น และการปรับปรุงทางเลือกในการดูแลผู้สูงอายุในญี่ปุ่น

“ฉันเคยมีประสบการณ์การพยาบาลและการดูแลเด็กมาแล้วสามครั้งในชีวิต นั่นเป็นเหตุผลที่ความมุ่งมั่นของฉันยิ่งแข็งแกร่งขึ้นในการลดจำนวนคนที่ถูกบังคับให้ออกจากงานเนื่องจากการดูแล การเลี้ยงดูบุตร หรือเด็กที่ปฏิเสธที่จะไปโรงเรียน ฉันต้องการสร้างสังคมที่ผู้คนไม่จำเป็นต้องละทิ้งอาชีพการงาน”

ด้านความมั่นคง: เธอไปศาลเจ้ายาสุกุนิอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นที่ถกเถียงและยกย่องผู้เสียชีวิตในสงครามของญี่ปุ่น รวมถึงอาชญากรสงคราม นอกจากนี้เธอยังเรียกร้องให้มีการผ่อนคลายข้อจำกัดทางรัฐธรรมนูญต่อกองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นด้วย

นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 1955 พรรค LDP ได้ครองอำนาจทางการเมืองในญี่ปุ่นมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายทศวรรษ อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พรรคเริ่มสูญเสียฐานเสียงสนับสนุน ท่ามกลางความไม่พอใจของประชาชนต่อภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา ปัญหาประชากรลดลง และความไม่พึงพอใจในประเด็นทางสังคม

ทาคาอิจิ ซึ่งอยู่กลุ่มฝ่ายขวาของพรรค LDP ได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าพรรคในช่วงเวลาที่พรรคต้องการฟื้นฟูความนิยมจากกลุ่มผู้มีแนวคิดอนุรักษนิยมที่ต้องการดึงฐานเสียงอนุรักษนิยมกลับคืน หลังจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งบางส่วนหันไปสนับสนุนพรรคขวาจัดอย่างพรรคซันเซโตะ (Sanseito party)

พรรคซันเซโตะ ซึ่งใช้คำขวัญว่า “ญี่ปุ่นต้องมาก่อน” (Japanese First) มีจำนวนที่นั่งในรัฐสภาเพิ่มขึ้นจาก 1 เป็น 15 ที่นั่งในช่วงหลัง ส่งผลให้พรรคสามารถดึงคะแนนเสียงจากกลุ่มผู้มีแนวคิดอนุรักษนิยมไปได้อย่างมีนัยสำคัญ ในขณะเดียวกัน พรรค LDP ต้องเผชิญกับการสูญเสียเสียงข้างมากในทั้งสองสภา

ทาคาอิจิ ยอมรับถึงความท้าทายนี้ในสุนทรพจน์หลังจากชนะการลงคะแนนรอบแรกในการเลือกตั้งหัวหน้าพรรค โดยกล่าวว่า “เราถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง โดยเฉพาะจากผู้สนับสนุนหลัก กลุ่มอนุรักษนิยม และสมาชิกพรรค”

“LDP จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคตของญี่ปุ่น เราจะยึดมั่นในผลประโยชน์ของชาติเป็นอันดับแรก และบริหารประเทศด้วยความสมดุล”.

ที่มา BBC

“ซานาเอะ ทาคาอิจิ” ได้รับเลือกเป็นนายกฯ หญิงญี่ปุ่นคนแรก เตรียมตั้ง ครม.ชุดใหม่คืนนี้

"ซานาเอะ ทาคาอิจิ" ได้รับเลือกเป็นนายกฯ หญิงญี่ปุ่นคนแรก เตรียมตั้ง ครม.ชุดใหม่คืนนี้

21 ต.ค. 2568 12:41 น.

“ซานาเอะ ทาคาอิจิ” ได้รับเลือกเป็นนายกฯ หญิงญี่ปุ่นคนแรก เตรียมตั้ง ครม.ชุดใหม่คืนนี้

สภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่นลงมติเลือก “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” หัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 104 ของประเทศ และถือเป็นสตรีคนแรกในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นที่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ขณะรอการรับรองจากสภาสูง ก่อนพิธีสาบานตนเย็นนี้ และเริ่มเตรียมจัดตั้งคณะรัฐมนตรีโดยดึงคู่แข่งทางการเมืองเข้าร่วมทีม

สภาผู้แทนราษฎร ของญี่ปุ่น ได้ลงคะแนนเสียงเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ โดย นางทาคาอิจิ ซานาเอะ ได้รับชัยชนะด้วยคะแนน 237 เสียง ซึ่งเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาทั้งหมด 465 ที่นั่ง (ต้องได้ 233 เสียง) ทำให้เธอเตรียมเข้าพิธีสาบานตนเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 104 ของญี่ปุ่นในเย็นวันนี้ และจะกลายเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศ

แม้ว่าเธอจะต้องผ่านการลงมติจากวุฒิสภา ที่มีอำนาจน้อยกว่าอีกขั้นตอนหนึ่ง แต่ด้วยคะแนนเสียงที่แข็งแกร่งในสภาล่าง ประกอบกับการที่พรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) ซึ่งเป็นพรรคของเธอ ได้บรรลุข้อตกลงจัดตั้งรัฐบาลผสมชุดใหม่กับพรรคนวัตกรรมญี่ปุ่น (JIP) เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทำให้คาดว่าเธอจะได้รับการอนุมัติอย่างแน่นอน

ก่อนหน้านี้ พรรค LDP เพิ่งสูญเสียพรรคร่วมรัฐบาลเดิมอย่างพรรคโคเมอิโตะไปเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

หลังได้รับชัยชนะ นางทาคาอิจิได้กล่าวว่า “วันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับเราในการ เสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่น และเปลี่ยนแปลงญี่ปุ่นให้เป็นประเทศที่สามารถรับผิดชอบต่อคนรุ่นหลังได้ ดิฉันตั้งตารอที่จะทำงานร่วมกันในเรื่องนี้”

ด้านตัวแทนจากพรรค JIP ได้ยืนยันความร่วมมือ โดยระบุว่าพรรคมีเจตนาเดียวกันที่จะยกระดับประเทศญี่ปุ่นให้เป็นสถานที่ที่ยอดเยี่ยมสำหรับเด็ก ๆ เมื่อพวกเขาเติบโตขึ้น

เป็นที่ทราบกันว่า ทาคาอิจิเตรียมที่จะประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของเธอทันทีหลังการเข้ารับตำแหน่ง โดยมีรายงานจาก NHK ว่า เธอได้ตัดสินใจดึงตัวผู้ที่มีความเห็นต่างและเคยเป็นคู่แข่งในการชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค LDP มาร่วมงานในตำแหน่งสำคัญ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของพรรค

โดยนายชินจิโร โคอิซูมิ  ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญของเธอ ถูกคาดหมายว่าจะได้รับตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายฮายาชิ โยชิมาสะ  อีกหนึ่งคู่แข่ง ถูกคาดหมายว่าจะได้รับตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการภายในและการสื่อสาร

ส่วนนายโทชิมิตสึ โมเตกิอดีตเลขาธิการพรรคแอลดีพี ซึ่งเคยลงชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคกับเธอ ถูกคาดหมายว่าจะได้รับตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

นางซัตสึกิ คาตายามะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงฟื้นฟูภูมิภาค ถูกคาดหมายว่าจะได้รับตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

คาดว่านางทาคาอิจิจะจัดงานแถลงข่าวในฐานะนายกรัฐมนตรีคนแรกในช่วงเย็นวันนี้.


ที่มา NHK

ช็อก! หญิงเกาหลีใต้พยายาม “เผา” แมลงสาบ สุดท้ายไฟไหม้อพาร์ตเมนต์ เพื่อนบ้านดับ 1 ราย

ช็อก! หญิงเกาหลีใต้พยายาม "เผา" แมลงสาบ สุดท้ายไฟไหม้อพาร์ตเมนต์ เพื่อนบ้านดับ 1 ราย

21 ต.ค. 2568 12:08 น.

ช็อก! หญิงเกาหลีใต้พยายาม “เผา” แมลงสาบ สุดท้ายไฟไหม้อพาร์ตเมนต์ เพื่อนบ้านดับ 1 ราย

ตำรวจเกาหลีใต้เตรียมออกหมายจับหญิงสาวรายหนึ่งที่พยายามกำจัดแมลงสาบด้วยการใช้ไฟแช็กและสเปรย์ จนทำให้เกิดไฟไหม้อพาร์ตเมนต์ ส่งผลให้เพื่อนบ้านเสียชีวิต 1 ราย โดยเหตุการณ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงอันตรายของการใช้ “เครื่องพ่นไฟทำเอง” ในการกำจัดแมลงที่กำลังเป็นที่นิยมในโลกออนไลน์

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า ตำรวจเมืองโอซาน ทางตอนเหนือของเกาหลีใต้ กำลังเตรียมออกหมายจับหญิงสาววัย 20 เศษ รายหนึ่ง หลังจากที่เธอเป็นต้นเหตุให้เกิดเหตุไฟไหม้รุนแรงภายในอาคารอพาร์ตเมนต์

ผู้ต้องหาให้การกับตำรวจว่าเธอพยายามใช้ “ไฟแช็กและสเปรย์ไวไฟ” เพื่อจุดไฟเผาแมลงสาบที่อยู่ในห้องซึ่งเป็นวิธีที่เธอยอมรับว่าเคยทำมาก่อน แต่ในวันจันทร์ (20 ต.ค.) ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุ สิ่งของต่าง ๆ ภายในห้องของเธอกลับติดไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว ตำรวจระบุว่า หญิงสาวคนดังกล่าวอาจถูกตั้งข้อหาในความผิดฐานก่อให้เกิดเพลิงไหม้โดยไม่เจตนา และเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยประมาท

เหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย เป็นหญิงชาวจีนวัย 30 เศษ ซึ่งอาศัยอยู่บนชั้น 5 ของอาคารเดียวกับผู้ก่อเหตุ พร้อมสามีและลูกน้อยวัย 2 เดือน

เมื่อเกิดเพลิงไหม้ขึ้น คาดว่าควันไฟที่หนาทึบได้ปิดกั้นทางหนีไฟบริเวณบันได ทำให้ทั้งคู่ต้องตัดสินใจเปิดหน้าต่างขอความช่วยเหลือ โดยพวกเขาได้ยื่น ลูกน้อยวัย 2 เดือน ผ่านหน้าต่างส่งให้เพื่อนบ้านที่อยู่ตึกข้างเคียงอย่างปลอดภัย

หลังจากนั้น สามีของหญิงสาวผู้เสียชีวิตสามารถปีนข้ามไปยังตึกข้าง ๆ ได้สำเร็จ แต่ขณะที่ภรรยากำลังพยายามหนีตามไป เธอกลับพลัดตกลงมาจากหน้าต่าง ต่อมาถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลและเสียชีวิตในอีกหลายชั่วโมงต่อมา

นอกจากผู้เสียชีวิตแล้ว ยังมีผู้พักอาศัยอีก 8 รายได้รับบาดเจ็บจากการสูดดมควันไฟ โดยอาคารดังกล่าวเป็นอาคารพาณิชย์ที่มีร้านค้าอยู่ชั้นล่าง และมีห้องพักอาศัย 32 ห้องตั้งแต่ชั้น 2 ถึงชั้น 5

ทั้งนี้ การพ่นสเปรย์ใส่แมลงแล้วจุดไฟ หรือการใช้ “เครื่องพ่นไฟทำเอง” เพื่อฆ่าแมลง ได้กลายเป็นวิธีการแปลกใหม่ที่ได้รับความนิยมจากวิดีโอในโซเชียลมีเดีย แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าเป็นวิธีที่อันตรายอย่างยิ่ง ดังเช่นเคยมีกรณีในปี 2018 ชายชาวออสเตรเลียก็เคยจุดไฟจนไหม้ห้องครัว ขณะพยายามเผาแมลงสาบด้วยวิธีเดียวกันมาแล้ว.

ที่มา  BBC

มาเลเซียทุ่ม 11,700 ล้าน เตรียมสร้างกำแพงความมั่นคง พรมแดนไทย-กลันตัน สกัดลอบหนี ขนของเถื่อน

มาเลเซียทุ่ม 11,700 ล้าน เตรียมสร้างกำแพงความมั่นคง พรมแดนไทย-กลันตัน สกัดลอบหนี ขนของเถื่อน

21 ต.ค. 2568 11:38 น.

มาเลเซียทุ่ม 11,700 ล้าน เตรียมสร้างกำแพงความมั่นคง พรมแดนไทย-กลันตัน สกัดลอบหนี ขนของเถื่อน

รัฐบาลมาเลเซียอนุมัติงบกว่า 11,700 ล้านบาท สร้าง “กำแพงความมั่นคง” เลียบพรมแดนไทย–มาเลเซียฝั่งกลันตัน ยาวจากตุมปัตถึงตันเมาะรอฮ์ หวังตัดช่องทางลักลอบข้ามแดนและค้ายา พร้อมใช้เป็นแนวป้องกันน้ำท่วม

วันที่ 21 ตุลาคม 2568 สำนักข่าวเบอร์นามา ของมาเลเซีย รายงานว่า รัฐบาลมาเลเซียได้อนุมัติงบประมาณ 1.5 พันล้านริงกิต หรือประมาณ 11,700 ล้านบาท เพื่อก่อสร้าง “กำแพงความมั่นคง” ตามแนวชายแดนระหว่าง รัฐกลันตัน กับประเทศไทย

ดาโต๊ะ โมฮ์ด ยูซอฟ มะมัด ผู้บัญชาการตำรวจรัฐกลันตัน เปิดเผยว่า โครงการนี้ได้รับการอนุมัติจาก สภาความมั่นคงแห่งชาติ  และอยู่ระหว่างกระบวนการเสนอราคาและจัดทำสัญญา โดยกำแพงจะเริ่มสร้างตั้งแต่เขต ตุมปัต Tumpat) จนถึงตันเมาะรอฮ์ 

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา ยูซอฟเคยระบุว่า การสร้างกำแพงความมั่นคงเลียบแม่น้ำโกลก ในเขตรันเตาปันยัง และปาซีร์มาส ถือเป็นความจำเป็นเชิงยุทธศาสตร์ไม่ใช่แค่ทางเลือกอีกต่อไป เนื่องจากภูมิประเทศของแม่น้ำโกลกมีลักษณะแคบและตื้น ทำให้ควบคุมความปลอดภัยได้ยาก ขณะเดียวกัน กำแพงจะช่วยป้องกันการลักลอบขนสินค้าเถื่อนและอาชญากรรมข้ามแดน พร้อมทั้งทำหน้าที่เป็นแนวกันน้ำท่วม  ไปในตัว

ทั้งนี้ โครงการนี้นับเป็นหนึ่งในแผนเสริมความมั่นคงชายแดนที่ใหญ่ที่สุดของมาเลเซียในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลังจากเกิดปัญหาการลักลอบค้าของเถื่อน ยาเสพติด และแรงงานผิดกฎหมายระหว่างพรมแดนไทย–มาเลเซียอย่างต่อเนื่อง.

ยูโรโพลทลายเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ สร้างบัญชีปลอมกว่า 49 ล้านบัญชีทั่วโลก

ยูโรโพลทลายเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ สร้างบัญชีปลอมกว่า 49 ล้านบัญชีทั่วโลก

21 ต.ค. 2568 11:17 น.

ยูโรโพลทลายเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ สร้างบัญชีปลอมกว่า 49 ล้านบัญชีทั่วโลก

ยูโรโพล (Europol) ร่วมกับทางการลัตเวียและออสเตรีย ประสบความสำเร็จในการทลายเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ ซึ่งเป็นผู้ให้บริการ “ฟาร์มซิมการ์ดให้เช่า” โดยเครือข่ายนี้สร้างบัญชีออนไลน์ปลอมกว่า 49 ล้านบัญชี ทั้งในเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ ธนาคารดิจิทัล และแพลตฟอร์มคริปโทฯ เพื่อใช้ในการฟอกเงินและหลอกลวงเหยื่อทั่วยุโรป ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงของการใช้หมายเลขโทรศัพท์ในการยืนยันตัวตนแบบสองขั้นตอน

องค์การตำรวจยุโรป (Europol) เปิดเผยความสำเร็จของปฏิบัติการ “SIMCARTEL” ที่นำโดยทางการลัตเวีย ออสเตรีย และความร่วมมือจากอีก 14 ประเทศ ในการทลายเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2025 ที่ผ่านมา

เครือข่ายอาชญากรรมนี้ถูกกล่าวหาว่าสร้างบัญชีออนไลน์ปลอมมากกว่า 49 ล้านบัญชี โดยเฉพาะอย่างยิ่งบัญชีที่เชื่อมโยงกับแพลตฟอร์มคริปโทเคอร์เรนซีขนาดใหญ่ ซึ่งบัญชีปลอมเหล่านี้ถูกนำไปใช้ในการ ฟอกเงินผิดกฎหมาย การฟิชชิ่ง (Phishing) และการหลอกลวงผ่าน SMS หรือ สมิชชิ่ง (Smishing) ที่พุ่งเป้าไปที่ผู้ใช้งานทั่วยุโรป

ยูโรโพลระบุว่า เครือข่ายอาชญากรรมนี้ใช้โครงสร้างพื้นฐานที่เรียกว่า “SIM Farm-for-hire” ซึ่งทำหน้าที่คล้ายบริการ อาชญากรรมแบบให้บริการ (Crime-as-a-Service: CaaS) โดยเปิดเว็บไซต์หลักสองแห่งคือ GoGetSMS(.)com และ APISIM(.)com เพื่อให้เช่าหมายเลขโทรศัพท์มือถือชั่วคราวจากกว่า 80 ประเทศ

บริการนี้ออกแบบมาเพื่อหลีกเลี่ยงระบบยืนยันตัวตนทางออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบยืนยันตัวตนแบบสองขั้นตอน (2FA) ผ่าน SMS ทำให้กลุ่มอาชญากรสามารถสร้างและยืนยันตัวตนปลอมได้ในปริมาณมหาศาลเพื่อใช้ในการลงทะเบียนบัญชีในโซเชียลมีเดีย เว็บไซต์หาคู่ และตลาดซื้อขายคริปโทฯ

การบุกทลายเครือข่ายครั้งนี้นำไปสู่การจับกุมผู้ต้องสงสัย 7 ราย และยึดของกลางจำนวนมาก เช่น เครื่องเซิร์ฟเวอร์ซิมการ์ด 1,200 เครื่อง ที่สามารถรองรับซิมการ์ดที่ใช้งานได้กว่า 40,000 ใบ, รถยนต์หรู 4 คัน, เงินสดในบัญชีธนาคาร 431,000 ยูโร และเงินคริปโทเคอร์เรนซี 333,000 ดอลลาร์สหรัฐ

จากการสืบสวนพบว่าเครือข่ายนี้ทำกำไรได้หลายล้านยูโรจากการให้เช่าหมายเลขโทรศัพท์ และเชื่อมโยงกับคดีฉ้อโกงไซเบอร์หลายพันคดี โดยประเมินความเสียหายที่ยืนยันแล้วทั่วยุโรปอยู่ที่กว่า 4.5 ล้านยูโร (ประมาณ 166 ล้านบาท) อย่างไรก็ตาม ยูโรโพลเตือนว่าความเสียหายที่แท้จริงทั่วโลกอาจสูงกว่านี้มาก

กรณีนี้ได้เผยให้เห็นถึงช่องโหว่ร้ายแรงในการพึ่งพาระบบ SMS-based 2FA เป็นมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก เนื่องจากกลุ่มอาชญากรสามารถใช้เทคนิคต่าง ๆ เช่น SIM Swapping (การสวมซิม), SIM Cloning (การโคลนซิม) และ SIM Farming เพื่อดักจับรหัสยืนยันตัวตนและเข้าควบคุมบัญชีได้

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ตราบใดที่สถาบันการเงินและแพลตฟอร์มคริปโทฯ ยังคงใช้การยืนยันตัวตนด้วยหมายเลขโทรศัพท์เป็นหลัก การหลอกลวงในลักษณะนี้ก็จะยังคงเป็นภัยคุกคามอยู่ต่อไป.

ที่มา Yahoo News

ทำเนียบขาวเริ่มรื้อปีกตะวันออก เตรียมสร้าง “ห้องบอลรูมใหม่” ราคา 8 พันล้านตามแผนทรัมป์

ทำเนียบขาวเริ่มรื้อปีกตะวันออก เตรียมสร้าง "ห้องบอลรูมใหม่" ราคา 8 พันล้านตามแผนทรัมป์

21 ต.ค. 2568 10:52 น.

ทำเนียบขาวเริ่มรื้อปีกตะวันออก เตรียมสร้าง “ห้องบอลรูมใหม่” ราคา 8 พันล้านตามแผนทรัมป์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มโครงการก่อสร้างห้องบอลรูมใหม่มูลค่า 250 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 8,000 ล้านบาท ในทำเนียบขาวแล้ว โดยมีการรื้อถอนโครงสร้างบางส่วนของ “ปีกตะวันออก” ท่ามกลางความกังวลจากนักประวัติศาสตร์และสมาคมอนุรักษ์สถาปัตยกรรมที่ระบุว่า โครงการนี้ขาดการตรวจสอบที่เข้มงวดและอาจกระทบต่อประวัติศาสตร์ของอาคารสำคัญแห่งนี้

ทำเนียบขาวได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างห้องบอลรูมใหม่ ตามแผนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยทีมงานก่อสร้างเริ่มรื้อถอนโครงสร้างทางเข้าที่มีหลังคาคลุมและหน้าต่างบางส่วนของอาคารปีกตะวันออก

ทรัมป์ได้ประกาศเรื่องนี้ผ่านโซเชียลมีเดีย โดยระบุว่าโครงการมูลค่า 250 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 8,147 ล้านบาท) นี้เป็นการ “ปรับปรุงให้ทันสมัยอย่างเต็มที่” และเป็นพื้นที่ที่ “จำเป็นอย่างยิ่ง” โดยอ้างว่าประธานาธิบดีทุกคนใฝ่ฝันที่จะมีห้องบอลรูมในทำเนียบขาวเพื่อจัดงานเลี้ยงใหญ่และการต้อนรับบุคคลสำคัญมานานกว่า 150 ปี ทรัมป์ระบุว่าโครงการนี้ได้รับ เงินทุนสนับสนุนจากภาคเอกชน โดย “ผู้รักชาติผู้ใจบุญจำนวนมาก” แม้ว่าทำเนียบขาวยังไม่ได้เปิดเผยรายชื่อผู้บริจาคแต่อย่างใด

ปีกตะวันออกของทำเนียบขาวสร้างขึ้นในปี 1902 และมีการปรับปรุงครั้งล่าสุดในปี 1942 การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในครั้งนี้ทำให้เกิดความกังวลอย่างยิ่ง โดย นายโรเบิร์ต เค ซัตตัน อดีตหัวหน้านักประวัติศาสตร์ของหน่วยงานอุทยานแห่งชาติสหรัฐฯ (NPS) กล่าวว่า โดยปกติแล้ว โครงการปรับปรุงทำเนียบขาวจะต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบที่เข้มงวด ของ NPS ทั้งการทบทวนแผนงาน การคัดเลือกสถาปนิก และการออกแบบ เพื่อรักษาภาพลักษณ์และความสำคัญทางประวัติศาสตร์

อย่างไรก็ตาม นายซัตตันแสดงความกังวลว่า โครงการนี้ขาดการตรวจสอบอย่างละเอียด และกระบวนการอาจถูกเร่งรัด ซึ่งอาจทำให้การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นเพียงภาพสะท้อนของ “สไตล์เฉพาะตัวของทรัมป์” มากกว่าการเคารพประวัติศาสตร์ของ “บ้านของประชาชน” แห่งนี้

สมาคมนักประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม ซึ่งเป็นกลุ่มไม่แสวงหากำไรระหว่างประเทศ ได้ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อโครงการเพิ่มห้องบอลรูม โดยชี้ว่านี่จะเป็น การเปลี่ยนแปลงภายนอกครั้งสำคัญที่สุดในรอบ 83 ปี นับตั้งแต่การสร้างปีกตะวันออกในรูปแบบปัจจุบันเมื่อปี 1942 และเรียกร้องให้โครงการที่มีความสำคัญอย่างยิ่งนี้ต้องผ่านกระบวนการออกแบบและทบทวนที่เข้มงวดและรอบคอบ

ทั้งนี้ ทำเนียบขาวได้เปิดเผยข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับโครงการ รวมถึงภาพวาดที่แสดงให้เห็นห้องบอลรูมใหม่ที่มีโคมระย้าสีทองอันหรูหราและที่นั่งสำหรับรองรับคนหลายร้อยคน โดยระบุว่าจะทำงานร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการปรับปรุงที่จำเป็น โดยยังคงรักษาความสง่างามของการออกแบบคลาสสิกและคุณค่าทางประวัติศาสตร์เอาไว้

แม้จะเกิดข้อถกเถียง แต่ทรัมป์ไม่ใช่ประธานาธิบดีคนแรกที่ทำการเปลี่ยนแปลงทำเนียบขาว โดยประธานาธิบดีคนก่อน ๆ ก็มีการปรับปรุงพื้นที่หลายส่วนเช่นกัน เช่น การเปลี่ยนสระว่ายน้ำในร่มเป็นห้องแถลงข่าวในยุคของนายริชาร์ด นิกสัน หรือการปรับปรุงทำเนียบขาวครั้งใหญ่ทั้งหมดในสมัยของนายแฮร์รี ทรูแมน.

ที่มา BBC

พบศพชายเกาหลีใต้ดับปริศนา ในโรงแรมเมืองสีหนุวิลล์ กัมพูชา เร่งสอบโยงแก๊งอาชญากรรมหรือไม่

พบศพชายเกาหลีใต้ดับปริศนา ในโรงแรมเมืองสีหนุวิลล์ กัมพูชา เร่งสอบโยงแก๊งอาชญากรรมหรือไม่

21 ต.ค. 2568 10:04 น.

พบศพชายเกาหลีใต้ดับปริศนา ในโรงแรมเมืองสีหนุวิลล์ กัมพูชา เร่งสอบโยงแก๊งอาชญากรรมหรือไม่

ชายชาวเกาหลีใต้วัยราว 50 ปี ถูกพบเป็นศพภายในห้องพักของโรงแรมแห่งหนึ่งในเมืองสีหนุวิลล์ พร้อมจดหมายเขียนด้วยลายมือ และเอกสารระบุตัวตน แต่ยังไม่แน่ชัดว่าเกี่ยวโยงแก๊งอาชญากรรมหรือไม่

กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้เปิดเผยเมื่อวันอังคารว่า ได้รับรายงานเหตุจากตำรวจท้องถิ่นผ่านผู้นำชุมชนชาวเกาหลีในพื้นที่ว่า ตำรวจพบร่างของผู้เสียชีวิตเป็นชายชาวเกาหลีใต้วัย 50 ปี ภายในห้องพักของโรงแรมแห่งหนึ่งในเมืองสีหนุวิลล์ เมื่อเวลาประมาณ 20.00 น. พร้อมเอกสารระบุตัวตน ได้แก่ หนังสือเดินทาง โทรศัพท์มือถือ และจดหมายที่คาดว่าเขาเขียนไว้เองด้วยลายมือ 

โดยสถานเอกอัครราชทูตเกาหลีใต้ประจำกรุงพนมเปญได้ส่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายกงสุลเดินทางไปยังที่เกิดเหตุทันทีเพื่อให้ความช่วยเหลือด้านกระบวนการทางกฎหมายและตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม รายงานจากสื่อเกาหลีใต้ระบุว่า กรณีการเสียชีวิตล่าสุดนี้ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับขบวนการหลอกลวงออนไลน์ตามที่หลายฝ่ายตั้งข้อสงสัย และขณะนี้ตำรวจท้องถิ่นของกัมพูชากำลังดำเนินการสอบสวนหาสาเหตุการเสียชีวิตอย่างละเอียดแล้ว

ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ยืนยันว่า จะให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตอย่างเต็มที่ รวมถึงการดำเนินการด้านศพและการส่งกลับประเทศ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลเกาหลีกำลังเร่งแก้ไขปัญหา การล่อลวงคนเกาหลีใต้ให้ทำงานในขบวนการหลอกลวงออนไลน์ภายในกัมพูชา หลังเกิดคดีทำร้ายและลักพาตัวชาวเกาหลีจำนวนมากในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา.

ที่มา : The Korea Herald

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ กัมพูชา

วิเคราะห์การเมือง : ลุ้น “เฟกนิวส์” เป็นจริง

วิเคราะห์การเมือง : ลุ้น “เฟกนิวส์” เป็นจริง

วิเคราะห์การเมือง : ลุ้น “เฟกนิวส์” เป็นจริง

21 ต.ค. 2568 09:42 น.

“เฟกนิวส์” ที่กระแสเชียร์กระหึ่ม อยากให้เป็น “ข่าวจริง” โดยปรากฏการณ์แบบที่สถานเอกอัครราชทูตเกาหลีประจำประเทศไทย ชิงออกแถลงการณ์ชี้แจงด่วน ปฏิเสธบทความจากสื่อออนไลน์บางสำนักของไทยรายงานประเด็นร้อนฉาวโลก แฉ “รายงานลับ” นายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้ เปิดโพย 7 นักการเมืองไทย

สมเด็จพระจักรพรรดินีมิจิโกะ อดีตจักรพรรดินีแห่งญี่ปุ่น มีพระชนมายุครบ 91 พรรษา

สมเด็จพระจักรพรรดินีมิจิโกะ อดีตจักรพรรดินีแห่งญี่ปุ่น มีพระชนมายุครบ 91 พรรษา

21 ต.ค. 2568 09:28 น.

สมเด็จพระจักรพรรดินีมิจิโกะ อดีตจักรพรรดินีแห่งญี่ปุ่น มีพระชนมายุครบ 91 พรรษา

“สมเด็จพระจักรพรรดินีมิจิโกะ” จักรพรรดินีพระองค์ก่อนของญี่ปุ่น เจริญพระชนมายุครบ 91 พรรษา หลังทรงหายจากอาการพระเพลาหัก ใช้เวลาส่วนใหญ่ภายในที่ประทับ อ่านหนังสือ ติดตามความเคลื่อนไหวของโลก 

วันที่ 20 ตุลาคม 2568 สำนักพระราชวังญี่ปุ่นเปิดเผยว่า สมเด็จพระจักรพรรดินีมิจิโกะ อดีตจักรพรรดินีแห่งญี่ปุ่น และเป็นสมเด็จพระชนนีในสมเด็จพระจักรพรรดินารูฮิโตะ ทรงเจริญพระชนมายุครบ 91 พรรษา

เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังระบุว่า สมเด็จพระจักรพรรดินีมิจิโกะทรงฟื้นจากพระอาการประชวรพระเพลาหักเมื่อปีก่อน และปัจจุบันทรงใช้เวลาส่วนใหญ่ภายในที่ประทับ โดยทรงโปรดการอ่านหนังสือและติดตามเหตุการณ์บ้านเมืองและข่าวสารของโลกอย่างต่อเนื่อง 

สมเด็จพระจักรพรรดินีมิจิโกะ ซึ่งมีพระนามเดิมว่า “มิจิโกะ โชดะ” ทรงเป็นสามัญชนพระองค์แรกในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของญี่ปุ่นที่ได้เสกสมรสกับรัชทายาทแห่งราชวงศ์จักรพรรดิ โดยทรงอภิเษกสมรสกับสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2502 ภายหลังความสัมพันธ์ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นรักกลางสนามเทนนิส

หลังจากนั้นทั้งสองพระองค์ทรงสละราชสมบัติเมื่อปี 2562 เพื่อเปิดทางให้สมเด็จพระจักรพรรดินารูฮิโตะ เสด็จขึ้นครองราชย์ และสมเด็จพระจักรพรรดินีมาซาโกะ ทรงเป็นจักรพรรดินีองค์ปัจจุบัน

ทั้งนี้ ภายหลังการสละราชสมบัติ สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ และสมเด็จพระจักรพรรดินีมิจิโกะ ทรงลดการเสด็จออกงานสาธารณะ และประทับอย่างสงบเรียบง่ายภายในที่ประทับในกรุงโตเกียว โดยมีประชาชนชาวญี่ปุ่นยังคงแสดงความจงรักภักดีและเทิดทูนในพระเมตตาและพระจริยวัตรอันงดงามของทั้งสองพระองค์อย่างต่อเนื่อง.

นทท.ต่อคิวเก้อ พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ยังปิดทำการชั่วคราว จากเหตุโจรกรรมสะท้านโลก

นทท.ต่อคิวเก้อ พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ยังปิดทำการชั่วคราว จากเหตุโจรกรรมสะท้านโลก

21 ต.ค. 2568 09:18 น.

นทท.ต่อคิวเก้อ พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ยังปิดทำการชั่วคราว จากเหตุโจรกรรมสะท้านโลก

นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาชมพิพิธภัณฑ์ ลูฟวร์ ต่างต้องเดินทางกลับอย่างผิดหวัง หลังพิพิธภัณฑ์ประกาศปิดให้บริการต่อเนื่องในวันจันทร์ หลังเกิดเหตุโจรกรรมอัญมณีล้ำค่าเมื่อวันอาทิตย์ 

พิพิธภัณฑ์ ลูฟวร์ หนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่มีผู้เยี่ยมชมมากที่สุดในโลก ประกาศปิดให้บริการในวันจันทร์ (20 ต.ค.) หลังเกิดเหตุโจรกรรมอัญมณีล้ำค่ากลางวันแสก ๆ ภายในตัวอาคารเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความตกตะลึงให้กับทั้งเจ้าหน้าที่และนักท่องเที่ยวทั่วโลก

โดยเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์มาแจ้งให้นักท่องเที่ยวออกจากพื้นที่ และประกาศคืนเงินให้ผู้จองตั๋วเต็มจำนวน โดยยังไม่ได้ระบุชัดว่าจะกลับมาเปิดทำการอีกครั้งในวันใด ส่งผลให้นักท่องเที่ยวที่จองตั๋วล่วงหน้า และมารอต่อคิว ต้องผิดหวังไปตามๆ กัน

เหตุการณ์นี้ถูกยกให้เป็น หนึ่งในคดีโจรกรรมพิพิธภัณฑ์ที่อุกอาจที่สุดของฝรั่งเศสในรอบหลายปี โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าโจรใช้เวลาเพียง 4 นาทีในการก่อเหตุ ก่อนหลบหนีไป หนึ่งในของที่ถูกขโมยคือ มงกุฎจักรพรรดินีอูเชนี ประดับเพชรกว่า 1,300 เม็ด ซึ่งภายหลังพบถูกทิ้งไว้ในสภาพแตกหักและอาจจะไม่สามารถซ่อมแซมให้กลับคืนสภาพเดิมได้

ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะกำลังเร่งสืบสวนเพื่อติดตามอัญมณีที่สูญหายไป ซึ่งบางชิ้นอาจมีอายุกว่า 150 ปี และถือเป็นสมบัติระดับชาติของฝรั่งเศส.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์