รถไฟพุ่งชนรถบัสรับส่งนักเรียนในเบลเยียม เสียชีวิตหลายราย

รถไฟพุ่งชนรถบัสรับส่งนักเรียนในเบลเยียม เสียชีวิตหลายราย

26 พ.ค. 2569 16:53 น.

รถไฟพุ่งชนรถบัสรับส่งนักเรียนในเบลเยียม เสียชีวิตหลายราย

เกิดเหตุรถมินิบัสรับส่งนักเรียน ซึ่งบรรทุกเด็กนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่เป็นเด็กพิเศษรวม 7 คน พร้อมคนขับและผู้ดูแล ถูกรถไฟพุ่งชนอย่างรุนแรง บริเวณทางข้ามทางรถไฟ เมืองบุคเกนฮูต ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายราย เจ้าหน้าที่ระบุสัญญาณเตือนและไม้กั้นทางรถไฟทำงานตามปกติในขณะเกิดเหตุ

อุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 08.15 น. ตามเวลาท้องถิ่นวันนี้ (26 พ.ค.) บริเวณทางข้ามทางรถไฟตัดระหว่างถนนสเตชันส์สแตรต และถนนเฟียร์ฮุยเซน  ในเมืองบุคเกนฮูต จังหวัดฟลานเดอร์ตะวันออก ประเทศเบลเยียม

อัน แบร์เกอร์  โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติเบลเยียม แถลงยืนยันว่า รถยนต์คันที่ถูกชนเป็นรถมินิบัสรับส่งนักเรียนของโรงเรียนการศึกษาพิเศษ ซึ่งมีผู้โดยสารอยู่บนรถทั้งหมด 9 คน ประกอบด้วย เด็กนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย 7 คน คนขับรถ 1 คน และผู้ดูแลนักเรียนอีก 1 คน โดยแรงกระแทกส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุแล้ว “หลายราย” และเจ้าหน้าที่แพทย์ฉุกเฉินต้องเร่งทำซีพีอาร์ผู้บาดเจ็บในจุดเกิดเหตุอย่างเร่งด่วน แต่ตำรวจยังไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดสถานะและจำนวนผู้เสียชีวิตที่แน่ชัด จนกว่าจะมีการแจ้งให้ครอบครัวของผู้ประสบภัยทราบเป็นที่เรียบร้อย โดยขณะนี้กลุ่มญาติได้รับการดูแลสภาพจิตใจโดยผู้เชี่ยวชาญที่โรงเรียนใกล้เคียง

โทมัส บาเคน โฆษกของ อินฟราเบล บริษัทผู้บริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานรถไฟของเบลเยียม เปิดเผยว่า เหตุการณ์นี้เป็นการปะทะที่รุนแรงมากและนำมาซึ่งความสูญเสียครั้งใหญ่ โดยจากการตรวจสอบระบบพบว่า ในช่วงเวลาเกิดเหตุ สัญญาณไฟจราจรบริเวณทางข้ามเป็นสีแดง และไม้กั้นทางรถไฟได้เลื่อนลงมาปิดสนิทตามกระบวนการความปลอดภัยทุกประการ

“พนักงานขับรถไฟได้พยายามสับเบรกฉุกเฉินอย่างสุดความสามารถแล้ว แต่ด้วยระยะที่กระชั้นชิดทำให้ไม่สามารถหยุดขบวนรถได้ทัน เรากำลังเร่งสอบสวนเพื่อทำความเข้าใจว่ารถบัสคันดังกล่าวเข้าไปอยู่บนรางในเวลานั้นได้อย่างไร แต่ในเวลานี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือความห่วงใยและคำอธิษฐานของเราที่มีต่อผู้สูญเสียและครอบครัว” 

ขณะที่ เกียร์ต เฮอร์มันส์ นายกเทศมนตรีเมืองบุคเกนฮูต ระบุว่า รถบัสคันดังกล่าวขับมาจากทางถนนเคิร์กฮอฟสแตรต ก่อนจะเคลื่อนตัวเข้ามาบนทางรถไฟทั้งที่ระบบสัญญาณเตือนภัยและไม้กั้นกำลังทำงานอยู่ ซึ่งพนักงานสอบสวนกำลังเร่งกู้หลักฐานเพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัด

บริษัทรถไฟแห่งชาติเบลเยียม รายงานว่า มีผู้โดยสารอยู่บนขบวนรถไฟดังกล่าวประมาณ 100 คน ซึ่งทั้งหมดไม่ได้รับบาดเจ็บทางร่างกายและได้รับการช่วยเหลืออพยพออกจากขบวนรถโดยเจ้าหน้าที่ดับเพลิงอย่างปลอดภัย มีเพียงผู้โดยสาร 1 รายที่อยู่ในอาการช็อกอย่างรุนแรง

หนึ่งในผู้โดยสารที่นั่งอยู่บนรถไฟขบวนดังกล่าว เล่าถึงนาทีเฉียดตายว่า “ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากในเวลาเพียงไม่กี่วินาที พวกเราได้ยินเสียงกระแทกดังสนั่นหวั่นไหว รถไฟสั่นสะเทือนจนกระจกหน้าต่างด้านหน้าแตกกระจาย ตอนนั้นพวกเรายังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จนกระทั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง และภาพที่ผมเห็นคือมีคนคนหนึ่ง ซึ่งคาดว่าเป็นคนขับรถมินิบัส ร่างกระเด็นลอยทะลุออกมานอกตัวรถ”

หลังเกิดเหตุสะเทือนใจ อานเนลีส แฟร์ลินเดน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและความมั่นคงแห่งทะเลเหนือ ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X  เพื่อแสดงความไว้อาลัยต่อโศกนาฏกรรมในครั้งนี้ว่า

“ไม่มีคำบรรยายใดที่จะแสดงความรู้สึกต่ออุบัติเหตุชนกันระหว่างรถไฟและรถโรงเรียนที่เมืองบุคเกนฮูตในวันนี้ได้ ดิฉันขอส่งความเห็นอกเห็นใจและขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งไปยังผู้ประสบภัย เด็กๆ ครอบครัว และทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากโศกนาฏกรรมครั้งนี้ ขอขอบคุณหน่วยกู้ภัยและเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าพื้นที่อย่างรวดเร็วและทำงานอย่างไม่ย่อท้อ ซึ่งทางสำนักงานอัยการจะเข้ามาร่วมติดตามและตรวจสอบหาสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้อย่างใกล้ชิด”.

ที่มา HLN.BE / Euronews

ออสเตรเลียพบผู้เสียชีวิตจาก “โรคคอตีบ” พบระบาดรุนแรงที่สุดในรอบ 35 ปี

ออสเตรเลียพบผู้เสียชีวิตจาก "โรคคอตีบ" พบระบาดรุนแรงที่สุดในรอบ 35 ปี

26 พ.ค. 2569 16:08 น.

ออสเตรเลียพบผู้เสียชีวิตจาก “โรคคอตีบ” พบระบาดรุนแรงที่สุดในรอบ 35 ปี

ออสเตรเลียยืนยันพบผู้เสียชีวิตจาก “โรคคอตีบ” รายแรกในรอบ 8 ปี ท่ามกลางวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1991 พบผู้ติดเชื้อพุ่งทะลุ 240 ราย ส่วนใหญ่อยู่ในชุมชนชนพื้นเมืองพื้นที่ห่างไกล ทางการเร่งฉีดวัคซีนและเปิดคลินิกเฉพาะกิจสกัดการแพร่ระบาด

สตีฟ เอดจิงตัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประจำเขตนอร์เทิร์นเทอร์ริทอรี แถลงว่า ผลการชันสูตรพลิกศพจากห้องปฏิบัติการในต่างประเทศยืนยันว่า ชายคนหนึ่งที่เสียชีวิตเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ที่โรงพยาบาลรอยัลดาร์วิน มีสาเหตุมาจาก “โรคคอตีบ” ซึ่งถือเป็นผู้เสียชีวิตจากโรคนี้รายแรกของออสเตรเลียนับตั้งแต่ปี 2018

อย่างไรก็ตาม ทางกระทรวงสาธารณสุขนอร์เทิร์นเทอร์ริทอรี ได้ออกมาชี้แจงปฏิเสธกระแสข่าวลือก่อนหน้านี้จากสำนักข่าว ABC ที่ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตรายที่สองเป็นชายในแคว้นตอนกลางของออสเตรเลีย โดยยืนยันว่าการเสียชีวิตของคนไข้รายดังกล่าวเมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 พ.ค. ที่ผ่านมา ไม่มีความเกี่ยวข้องกับโรคคอตีบแต่อย่างใด และขอสงวนข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อความเป็นส่วนตัว

ออสเตรเลียเริ่มพบผู้ติดเชื้อคอตีบเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปี 2025 ก่อนจะพุ่งทะยานอย่างรวดเร็วในเดือนกุมภาพันธ์ จนต้องมีการประกาศสถานการณ์การแพร่ระบาดอย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการระบาดครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 1991 เป็นต้นมา โดยความรุนแรงในระลอกนี้กระจายตัวไปใน 4 รัฐหลัก ยอดผู้ติดเชื้อสะสมในปีนี้พุ่งสูงถึงอย่างน้อย 242–245 ราย แหล่งระบาดสำคัญอยู่ในชุมชนพื้นเมืองห่างไกล โดยพบว่านอร์เทิร์นเทอร์ริทอรีวิกฤตที่สุด โดยพบผู้ติดเชื้อคิดเป็น 60% ของประเทศ (ราว 146 ราย)

ส่วนรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย พบผู้ติดเชื้อราว 36% (89 ราย) โดยเฉพาะในภูมิภาคคิมเบอร์ลีย์ และถือเป็นการพบผู้ป่วยคอตีบระบบทางเดินหายใจครั้งแรกของรัฐในรอบกว่า 50 ปี ขณะที่รัฐเซาท์ออสเตรเลีย พบผู้ติดเชื้อ 7 รายในเขต APY Lands ทางตะวันตกเฉียงเหนือ และในรัฐควีนส์แลนด์ พบผู้ติดเชื้อจำนวน 3 ราย ในเมืองแคร์นส์และบริสเบน

มาร์ก บัตเลอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออสเตรเลีย กล่าวแสดงความกังวลว่า “นี่คือสิ่งที่มีบางอย่างผิดพลาดอย่างเห็นได้ชัด การแพร่ระบาดครั้งใหญ่ขนาดนี้กับโรคที่ประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่จัดให้เป็นเรื่องในอดีตไปแล้ว ทำให้เราจำเป็นต้องกลับมาตรวจสอบอย่างจริงจังว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่”

ทั้งนี้  โรคคอตีบเป็นโรคติดเชื้อเฉียบพลันในระบบทางเดินหายใจ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งสามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน โดยแบ่งออกเป็น 2 สายพันธุ์หลัก ได้แก่ โรคคอตีบระบบทางเดินหายใจ (Respiratory Diphtheria) แพร่กระจายผ่านการไอหรือจาม อาการเริ่มแรกจะมีไข้ หนาวสั่น เจ็บคอ และเบื่ออาหาร ภายในไม่กี่วันเชื้อจะสร้างแผ่นเยื่อหนาสีเทาแกมขาวเกาะอยู่บริเวณลำคอและทอนซิล ทำให้กลืนลำบากและหายใจติดขัด ในรายที่รุนแรงแผ่นเยื่อนี้จะอุดกั้นทางเดินหายใจทำให้เสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจ ซึ่งศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคเตือนว่า แม้จะได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ แต่อัตราการเสียชีวิตยังสูงถึง 1 ใน 10 ราย

ส่วนโรคคอตีบที่ติดเชื้อที่ผิวหนัง (Cutaneous Diphtheria) แพร่กระจายผ่านการสัมผัสผิวหนังโดยตรง ทำให้เกิดแผลพุพองหรือแผลเปื่อยตามร่างกาย โดยมักเกิดที่แขนและขา แผลจะหายช้ามาก แต่ความรุนแรงของโรคน้อยกว่าระบบทางเดินหายใจ

จากความรุนแรงดังกล่าว ศาสตราจารย์ ไมเคิล คิดด์  หัวหน้าเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ของออสเตรเลีย ได้ประกาศให้สถานการณ์โรคคอตีบระบาดครั้งนี้เป็น “เหตุการณ์โรคติดต่อที่มีความสำคัญระดับชาติ” ขณะที่รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณฉุกเฉินจำนวน 7.2 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 160 ล้านบาท) เพื่อเพิ่มทรัพยากรทางการแพทย์และเร่งระดมฉีดวัคซีนในพื้นที่เสี่ยง

ด้านกระทรวงสาธารณสุขในพื้นที่ระบาด ได้เร่งจัดตั้งคลินิกเคลื่อนที่ ในเมืองหลัก เช่น ดาร์วิน แคทเธอรีน และอลิซสปริงส์ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ โดยตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีประชาชนเข้ารับการฉีดวัคซีนแล้วมากกว่า 10,407 โดส

ทางการระบุว่า “วัคซีนคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด” โดยปกติแล้วเด็กๆ จะได้รับวัคซีนพื้นฐาน 5 โดส ตั้งแต่อายุ 2 เดือนถึง 4 ปี และฉีดกระตุ้นในช่วงอายุ 12-13 ปี อย่างไรก็ตาม จากวิกฤตในครั้งนี้ แพทย์แนะนำทุกๆ 5 ปี จากเดิมที่กำหนดไว้ทุก 10 ปี เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่และสกัดกั้นการแพร่ระบาดให้ยุติลงโดยเร็วที่สุด.

ที่มา BBC / ABC

ฉลองสัมพันธ์การทูต 72 ปี ไทย-อิสราเอล สร้างโรงเรือนเกษตร ช่วยเด็กบ้านเมอร์ซี่พึ่งพาตนเอง

ฉลองสัมพันธ์การทูต 72 ปี ไทย-อิสราเอล สร้างโรงเรือนเกษตร ช่วยเด็กบ้านเมอร์ซี่พึ่งพาตนเอง

26 พ.ค. 2569 14:44 น.

ฉลองสัมพันธ์การทูต 72 ปี ไทย-อิสราเอล สร้างโรงเรือนเกษตร ช่วยเด็กบ้านเมอร์ซี่พึ่งพาตนเอง

อิสราเอลสร้างโรงเรือนและปรับปรุงระบบน้ำเพื่อการเกษตร กิจกรรมแรกของการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูต ระหว่างอิสราเอลและประเทศไทยครบ 72 ปี ณ ศูนย์เรียนรู้วิถีพอเพียงบ้านสวนเมอร์ซี่

เนื่องในโอกาสครบรอบปีที่ 72 ของความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างอิสราเอลและประเทศไทยสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยจัดกิจกรรมร่วมเฉลิมฉลองด้วยการสร้างโรงเรือนและปรับปรุงระบบน้ำเพื่อการเกษตร ณ ศูนย์เรียนรู้วิถีพอเพียงบ้านสวนเมอร์ซี่ ถนนกรุงเทพกรีฑา กรุงเทพมหานคร ภายใต้มูลนิธิส่งเสริมการพัฒนาบุคคล (บ้านเมอร์ซี่)

โครงการบ้านสวนเมอร์ซี่ (Mercy Farm) เริ่มขึ้นเมื่อพ.ศ. 2549 ภายใต้การดูแลของบาทหลวงโจเซฟ เอช ไมเออร์เพื่อพัฒนาเยียวยาเด็กและเยาวชนที่พักอาศัยอยู่ในบ้านเมอร์ซี่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ด้อยโอกาส มีภูมิหลังที่ยากลำบาก ไม่ว่าจะยากจนมาจากครอบครัวที่เปราะบาง หรือต้องการความสนับสนุนด้านการศึกษาและกำลังใจบ้านสวนเมอร์ซี่จึงเป็นพื้นที่ปลอดภัยซึ่งเอื้อต่อการเยียวยาจิตใจ เพื่อให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ทักษะชีวิตด้านเกษตรกรรม สามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเองอยู่ในสังคมได้อย่างภาคภูมิ และดำเนินชีวิตภายใต้ปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ตามพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลฯ เห็นความสำคัญของการพัฒนาเด็กทั้งทางร่างกายและจิตใจว่าเป็นพื้นฐานหลักของสังคมที่เข้มแข็งและเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วม จึงริเริ่มโครงการความร่วมมือในด้านต่างๆรวมถึงจัดกิจกรรมหลากประเภททั้งด้านการศึกษา สังคมและบันเทิง เพื่อสนับสนุนศูนย์เมอร์ซี่อย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่าสองทศวรรษและเมื่อพ.ศ. 2559 สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลฯได้มอบอุปกรณ์ระบบการชลประทานน้ำหยดที่พัฒนาในประเทศอิสราเอลให้บ้านสวนเมอร์ซี่พร้อมกับส่งผู้เชี่ยวชาญมาช่วยแบ่งปันความรู้เรื่องเทคโนโลยีการเกษตร สอนเด็กและเยาวชนของบ้านสวนเมอร์ซี่ให้เรียนรู้วิธีใช้น้ำอย่างคุ้มค่ารู้จักการปลูกผักสวนครัวที่เหมาะสม เพื่อจะได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพด้วยวิถีธรรมชาติและเกษตรกรรม ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือผลผลิตที่มีทั้งคุณภาพและปริมาณ ซึ่งเพียงพอกับความต้องการของสมาชิกบ้านสวนเมอร์ซี่และศูนย์เมอร์ซี่ทั้งยังมีปริมาณมากพอที่จะส่งไปขายยังชุมชนใกล้เคียงอีกด้วย

ในปีนี้ สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลฯ ได้ปรับปรุงระบบน้ำหยดให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ดังเดิม พร้อมกับสร้างโรงเรือนให้อีกหนึ่งหลังเพื่อให้การปลูกผักสวนครัวดำเนินไปได้ตลอดปี มีการจัดการระบบน้ำอย่างมีประสิทธิภาพและป้องกันพืชผักสวนครัวจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

โครงการนี้เปลี่ยนเทคโนโลยีให้เป็นโอกาส เปลี่ยนการเกษตรให้เป็นการเรียนรู้อันเป็นความร่วมมือที่ช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศที่มีความมุ่งมั่นร่วมกัน ในการช่วยให้เด็กๆมีพัฒนาการและความเป็นอยู่ที่ดี เพื่อจะได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความมั่นใจ มีศักดิ์ศรี และภาคภูมิ 

“ความร่วมมือนี้สะท้อนความเชื่อของอิสราเอลที่ว่าการศึกษาคือเครื่องมือที่สร้างความเข้มแข็งให้เด็กๆ จากการใช้นวัตกรรมและสร้างทักษะจากการลงมือทำ” เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ดร. อโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์กล่าว

“เราหวังว่าการแบ่งปันความรู้และเทคโนโลยีการเกษตร จะช่วยบ่มเพาะให้สมาชิกบ้านสวนเมอร์ซี่มีความมั่นใจและรู้จักพึ่งพาตนเองโครงการนี้จึงเป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพอันแท้จริงยั่งยืนระหว่างอิสราเอลและประเทศไทยที่มีมาตลอด 72 ปีโดยตั้งอยู่บนความหวังที่เรามีร่วมกันต่อบุตรหลานของเรา”

สะพานข้ามแยกกลางกรุงโซลถล่มบางส่วนระหว่างรื้อถอน ดับ 1 เจ็บ 6

สะพานข้ามแยกกลางกรุงโซลถล่มบางส่วนระหว่างรื้อถอน ดับ 1 เจ็บ 6

26 พ.ค. 2569 14:38 น.

สะพานข้ามแยกกลางกรุงโซลถล่มบางส่วนระหว่างรื้อถอน ดับ 1 เจ็บ 6

เกิดเหตุสะพานข้ามแยก “ซอโซมุน” ในกรุงโซลของเกาหลีใต้ ที่อยู่ระหว่างการรื้อถอน เกิดพังถล่มลงมาบางส่วน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ราย บาดเจ็บอย่างน้อย 6 ราย และยังมีผู้ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังอีก 2 ราย

สำนักงานดับเพลิงและเจ้าหน้าที่กรุงโซลเปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 14.32 น. ของวันนี้ (26 พ.ค.) บริเวณสถานที่รื้อถอนสะพานข้ามแยกซอโซมุน ทางตะวันตกของกรุงโซล ซึ่งสะพานข้ามแยกเก่าแก่แห่งนี้มีกำหนดการที่จะถูกรื้อถอนเสร็จสิ้นในช่วงต้นเดือนหน้า

รายงานระบุว่า ในระหว่างที่คนงานกำลังปฏิบัติหน้าที่ โครงสร้างพื้นผิวถนนของสะพานเกิดการทรุดตัวและพังถล่มลงมาอย่างกะทันหัน ส่งผลให้รถสำหรับใช้ในการรื้อถอน 1 คัน และประชาชนรวมถึงคนงานติดอยู่ใต้โครงสร้างคอนกรีตขนาดใหญ่

ล่าสุดในช่วงบ่ายวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่สามารถช่วยเหลือผู้ประสบภัยออกมาได้แล้ว 4 ราย โดยในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิตที่จุดเกิดเหตุ 1 ราย และอีก 1 รายอยู่ในภาวะหัวใจหยุดเต้น ขณะที่ทีมกู้ภัยยังคงพยายามฝ่าซากปรักหักพังเพื่อเข้าไปให้ถึงตัวผู้ประสบภัยอีก 2 รายที่คาดว่ายังติดอยู่ด้านล่าง

หลังเกิดเหตุเพียง 6 นาที ทีมกู้ภัยชุดแรกได้เดินทางถึงพื้นที่ในเวลา 14.38 น. ก่อนที่ทางหน่วยงานดับเพลิงจะประกาศยกระดับการตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินเป็น “ระดับ 1” ในเวลา 14.49 น. โดยระดมกำลังเจ้าหน้าที่กู้ภัย 62 นาย รถกู้ภัยและอุปกรณ์ 16 คัน พร้อมด้วยรถพยาบาลเพิ่มเติมอีก 5 คัน และเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกราว 30 นายเข้าควบคุมพื้นที่ พร้อมรายงานสถานการณ์ตรงไปยังศูนย์จัดการวิกฤตแห่งชาติ 

อุบัติเหตุครั้งนี้ยังส่งผลกระทบวงกว้างต่อการคมนาคม โดยบริษัทรถไฟแห่งชาติเกาหลี ประกาศระงับการเดินรถไฟระหว่างสถานีโซล และสถานีชินชอน ทันที ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อรถไฟสายกยอง-อึย และบริการรถไฟใกล้เคียงอื่นๆ

โศกนาฏกรรมครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงโซลที่จะมีขึ้นในวันที่ 3 มิถุนายน ส่งผลให้สองผู้สมัครตัวเต็งจากพรรคการเมืองใหญ่ประกาศระงับกิจกรรมหาเสียงทันที

โดยนายชอง วอนโอ ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปไตย ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน แถลงว่า “การหาเสียงจะถูกระงับไว้ชั่วคราว การฟื้นฟูและกู้ภัยจากอุบัติเหตุคือสิ่งสำคัญที่สุด” ก่อนจะเดินทางไปยังจุดเกิดเหตุทันที

ส่วนนายโอ เซฮุน ผู้สมัครจากพรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า “ไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าความปลอดภัยของพลเมือง ผมขอหยุดการหาเสียงตั้งแต่เวลานี้และจะมุ่งหน้าไปยังจุดเกิดเหตุทันทีเพื่อตรวจสอบสถานการณ์ด้วยตัวเอง” พร้อมเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่กรุงโซลทำทุกวิถีทางเพื่อป้องกันความสูญเสียเพิ่มเติม

ด้าน นายกรัฐมนตรี คิม มินซอก หลังได้รับรายงานสรุปสถานการณ์ ได้ออกคำสั่งฉุกเฉินไปยังกระทรวงเพื่อความปลอดภัยและรัฐกิจสัมพันธ์ และสำนักงานดับเพลิงแห่งชาติ ให้ระดมกำลังพลและอุปกรณ์ที่มีอยู่ทั้งหมดเข้าสนับสนุนปฏิบัติการกู้ภัยอย่างเต็มกำลัง

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังกำชับให้ประสานงานกับสถานพยาบาลใกล้เคียงที่ศักยภาพเพียงพอ เพื่อเตรียมรองรับและเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บอย่างรวดเร็วที่สุดเพื่อลดการสูญเสียชีวิต พร้อมเน้นย้ำให้คำนึงถึงความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่กู้ภัยในพื้นที่ปฏิบัติงาน และจำกัดการเข้าพื้นที่ของบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันอุบัติเหตุซ้ำซ้อน ส่วนสาเหตุที่แท้จริงของการพังถล่มในครั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญกำลังเร่งดำเนินการสอบสวนต่อไป.

ที่มา Yonhap / Korea Herald

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้ลงทะเลเหลือง ท่ามกลางข่าว “สี จิ้นผิง” อาจเยือนเปียงยาง

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้ลงทะเลเหลือง ท่ามกลางข่าว "สี จิ้นผิง" อาจเยือนเปียงยาง

26 พ.ค. 2569 13:17 น.

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้ลงทะเลเหลือง ท่ามกลางข่าว “สี จิ้นผิง” อาจเยือนเปียงยาง

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้หลายลูกลงสู่ทะเลเหลือง ด้านกองทัพเกาหลีใต้เพิ่มระดับเฝ้าระวังและประสานข้อมูลกับสหรัฐฯ และญี่ปุ่น ขณะที่มีกระแสข่าวว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง อาจเดินทางเยือนเกาหลีเหนือในช่วงปลายเดือนนี้หรือต้นเดือนหน้า

คณะเสนาธิการร่วมของเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า กองทัพสามารถตรวจจับสัญญาณการปล่อยขีปนาวุธบาลิสติกพิสัยใกล้ รวมถึงสิ่งเทียมอาวุธอื่นๆ จำนวนหลายลูก โดยถูกยิงออกมาจากบริเวณเมืองจองจู จังหวัดพยองอันเหนือ ของเกาหลีเหนือ เมื่อเวลาประมาณ 13.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นวันนี้ (26 พ.ค.) มุ่งหน้าไปทางทะเลเหลือง ซึ่งเป็นน่านน้ำที่คั่นกลางระหว่างคาบสมุทรเกาหลีและประเทศจีน

รายงานจากกองทัพเกาหลีใต้ระบุว่า ขีปนาวุธดังกล่าวบินเป็นระยะทางประมาณ 80 กิโลเมตร โดยขีปนาวุธประเภทนี้ ถือเป็นขีปนาวุธบาลิสติกที่มีพิสัยการยิงค่อนข้างสั้นคือไม่เกิน 300 กิโลเมตร ขณะนี้กองทัพเกาหลีใต้กำลังร่วมกับสหรัฐฯ ในการวิเคราะห์ข้อมูลจำเพาะและวิถีการบินอย่างละเอียด

คณะเสนาธิการร่วมเกาหลีใต้ ระบุในแถลงการณ์ว่า “กองทัพของเราได้ยกระดับการเฝ้าระวังและการตรวจสอบอย่างเข้มงวด เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับการปล่อยขีปนาวุธเพิ่มเติมที่อาจเกิดขึ้นได้ พร้อมทั้งแบ่งปันข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น โดยยังคงรักษาท่าทีเตรียมพร้อมรบอย่างเต็มพิกัด” 

การทดสอบขีปนาวุธในครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการวิเคราะห์ของหลายฝ่ายเกี่ยวกับกำหนดการเยือนเกาหลีเหนือของ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ผู้นำจีน ซึ่งคาดว่าอาจเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนนี้หรือต้นเดือนหน้า โดยสำนักข่าวยอนฮัปของเกาหลีใต้เพิ่งรายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าวในรัฐบาลว่า ผู้นำจีนน่าจะเดินทางเยือนกรุงเปียงยางภายในสัปดาห์นี้ หลังจากที่นายสี จิ้นผิง เพิ่งเสร็จสิ้นการประชุมสุดยอดร่วมกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ที่กรุงปักกิ่ง เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา

แม้ว่าในปัจจุบัน ทั้งรัฐบาลจีนและเกาหลีเหนือจะยังไม่ได้ออกมายืนยันกำหนดการเยือนดังกล่าวอย่างเป็นทางการ แต่จีนก็ยังคงเป็นผู้สนับสนุนทางเศรษฐกิจและการเมืองหลักของเกาหลีเหนือ ถึงแม้ว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เกาหลีเหนือจะเริ่มหันไปกระชับความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับรัสเซียมากขึ้นก็ตาม

นักวิเคราะห์มองว่า การที่เกาหลีเหนือเร่งเดินหน้าทดสอบอาวุธอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นความพยายามของรัฐบาลเปียงยางที่ฉวยโอกาสจากสถานการณ์ความมั่นคงโลกและบรรทัดฐานระหว่างประเทศที่กำลังอ่อนแอลง เพื่อตราหน้าและตอกย้ำสถานะการเป็น “รัฐนิวเคลียร์” ของตนเอง นอกจากนี้ เกาหลีเหนือยังแสดงท่าทีปฏิเสธความพยายามของรัฐบาลเกาหลีใต้ในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ โดยผู้นำ คิม จองอึน ได้ตอกย้ำหลายครั้งว่า รัฐบาลเกาหลีใต้คือ “ศัตรูที่มุ่งร้ายและเป็นปรปักษ์มากที่สุด”

การยิงขีปนาวุธในวันนี้ ถือเป็นการทดสอบอาวุธครั้งแรกของเกาหลีเหนือในรอบ 37 วัน และนับเป็นครั้งที่ 8 ของปีนี้ โดยก่อนหน้านี้ เกาหลีเหนือเพิ่งระดมยิงขีปนาวุธพิสัยสั้นหลายลูกไปทางทะเลตะวันออก หรือทะเลญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 19 เม.ย. ซึ่งในเวลาต่อมาสื่อกระบอกเสียงของรัฐบาลเกาหลีเหนือระบุว่า เป็นการทดสอบขีปนาวุธแบบพื้นสู่พื้นเพื่อตรวจสอบคุณลักษณะและอานุภาพของหัวรบประเภทระเบิดลูกปราย

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 12 เม.ย. เกาหลีเหนือยังได้ทำการทดสอบยิงขีปนาวุธร่อนยุทธศาสตร์และขีปนาวุธต่อต้านเรือรบจากเรือทำลายล้าง “ชเวฮยอน” เหนือทะเลเหลือง โดยมีนายคิม จองอึน เดินทางไปควบคุมดูแลปฏิบัติการด้วยตัวเอง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเกาหลีเหนือยังคงไม่หยุดยั้งในการพัฒนาขีดความสามารถด้านแสงยานุภาพทางการทหารอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา Yonhap / AFP

ช็อกผู้ชม โดรนร่วงตกใส่อ่าวเกือบ 90 ลำ กลางเทศกาลแสงสีซิดนีย์ หลังระบบขัดข้อง

ช็อกผู้ชม โดรนร่วงตกใส่อ่าวเกือบ 90 ลำ กลางเทศกาลแสงสีซิดนีย์ หลังระบบขัดข้อง

26 พ.ค. 2569 12:59 น.

ช็อกผู้ชม โดรนร่วงตกใส่อ่าวเกือบ 90 ลำ กลางเทศกาลแสงสีซิดนีย์ หลังระบบขัดข้อง

เกิดเหตุไม่คาดคิดกลางเทศกาลแสงสีชื่อดังของออสเตรเลีย เมื่อโดรนเกือบ 90 ลำ ร่วงตกจากท้องฟ้าลงสู่อ่าวดาร์ลิง ฮาร์เบอร์ระหว่างการแสดงแสงสีสุดตระการตา ท่ามกลางผู้ชมจำนวนมากที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ

เหตุการณ์เกิดขึ้นระหว่างเทศกาล “วิวิด ซิดนีย์” (Vivid Sydney) ซึ่งเป็นเทศกาลประจำปีที่จัดแสดงงานไฟและศิลปะแสงสีทั่วเมือง โดยในคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา ผู้ชมต่างตกตะลึงเมื่อโดรนจำนวนมาก ร่วงหล่นจากท้องฟ้าระหว่างการแสดง ก่อนตกลงไปในน้ำและบริเวณท่าเรือใกล้ผู้ชม

ภาพวิดีโอจากจุดเกิดเหตุเผยให้เห็นโดรนจำนวนมากค่อย ๆ หล่นลงมาจากอากาศ สร้างความสับสนให้ผู้ชมที่กำลังเฝ้าชมการแสดงอยู่ด้านล่าง

บริษัท “สกายเมจิก” (Skymagic) จากสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นผู้จัดการแสดงโดรน เปิดเผยว่า ปัญหาเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของคลื่นความถี่วิทยุหลังโดรนขึ้นบิน ส่งผลให้ระบบระบุตำแหน่งทำงานผิดพลาด และทำให้โดรนบางส่วนเข้าสู่โหมดลงจอดฉุกเฉินอัตโนมัติ

ทางบริษัทระบุว่า มีโดรนทั้งหมด 89 ลำ ตกลงในบริเวณค็อกเคิล เบย์ รอบอ่าวดาร์ลิง ฮาร์เบอร์ แต่ยืนยันว่าไม่มีโดรนลำใดตกออกนอกพื้นที่ความปลอดภัย

ด้าน โรเบิร์ต พยานที่เห็นเหตุการณ์ซึ่งทำงานอยู่บริเวณดาร์ลิง ฮาร์เบอร์ ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ ABC ว่า เสียงโดรนกระแทกพื้นดังมาก แม้อยู่ห่างออกไปราว 10-20 เมตร ก็ยังได้ยินเสียงชนและแตกกระจายอย่างชัดเจน

ด้านผู้จัดงานวิวิด ซิดนีย์ ออกแถลงการณ์ขอโทษผู้เข้าชมต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมประกาศยกเลิกการแสดงโดรนอีก 2 รอบ ตามมาตรการความปลอดภัยมาตรฐาน

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่รัฐและบริษัทผู้จัดแสดงจะร่วมกันตรวจสอบสาเหตุอย่างละเอียด ก่อนตัดสินใจว่าจะเดินหน้าจัดการแสดงโดรนที่เหลือหรือไม่

การแสดงโดรนชุดดังกล่าวใช้ชื่อว่า “Star-Bound” มีโดรนเฉพาะทางมากถึง 1,000 ลำ บินโชว์นานประมาณ 12 นาที โดยเริ่มจัดแสดงครั้งแรกเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา และเดิมมีกำหนดแสดงทั้งหมด 22 รอบ ตลอด 11 คืนในช่วง 3 สัปดาห์ของเทศกาล

เทศกาลวิวิด ซิดนีย์ เริ่มจัดขึ้นครั้งแรกในปี 2009 และได้รับการโปรโมตว่าเป็นเทศกาลแสง สี ดนตรี และอาหารที่ใหญ่ที่สุดในซีกโลกใต้ โดยมีจุดเด่นเป็นเส้นทางเดินชมงานระยะทาง 6.5 กิโลเมตร พร้อมงานติดตั้งไฟกว่า 43 จุด รวมถึงการฉายภาพสีสันบนอาคารโอเปรา เฮาส์ ซิดนีย์ ซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกทุกปี.

ที่มา :BBC

สตาร์บัคส์เกาหลีใต้ยอดขายร่วงหนัก หลังแคมเปญขายแก้ว โยงเหตุสังหารหมู่ควังจู

สตาร์บัคส์เกาหลีใต้ยอดขายร่วงหนัก หลังแคมเปญขายแก้ว โยงเหตุสังหารหมู่ควังจู

26 พ.ค. 2569 12:45 น.

สตาร์บัคส์เกาหลีใต้ยอดขายร่วงหนัก หลังแคมเปญขายแก้ว โยงเหตุสังหารหมู่ควังจู

สตาร์บัคส์เกาหลีใต้เผชิญกระแสวิจารณ์รุนแรงจนยอดขายตกฮวบ หลังเปิดตัวแคมเปญโปรโมตแก้วทัมเบลอร์ชื่อ “Tank Day” ตรงกับวันครบรอบเหตุสังหารหมู่ควังจูปี 1980 ซึ่งกองทัพเกาหลีใต้ใช้รถถังและกำลังทหารปราบปรามผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยจนมีผู้เสียชีวิตนับร้อยราย ด้านผู้บริหารเครือชินเซเกออกมาขอโทษต่อสาธารณชน หลังปลดซีอีโอสตาร์บัคส์เกาหลีใต้พ้นตำแหน่ง

เจ้าหน้าที่ระดับสูงจาก ชินเซแก กรุ๊ป กลุ่มกลุ่มทุนค้าปลีกยักษ์ใหญ่ของเกาหลีใต้ ผู้บริหารจัดการเครือข่ายร้านกาแฟสตาร์บัคส์ในเกาหลีใต้ ออกมายอมรับว่ายอดขายของสตาร์บัคส์เกาหลีใต้ประสบภาวะ “ดิ่งลงอย่างรุนแรงและมีนัยสำคัญ” หลังเผชิญกระแสโกรธแค้นจากประชาชนอย่างหนัก

วิกฤตครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากทีมการตลาดอีคอมเมิร์ซของสตาร์บัคส์เกาหลีใต้เปิดตัวแคมเปญโปรโมตแก้วทัมเบลอร์ ภายใต้ชื่อ ‘Tank Day’ เมื่อวันที่ 18 พ.ค. ซึ่งตรงกับวันครบรอบเหตุการณ์ “การลุกฮือที่เมืองควังจู” ในปี 1980 ซึ่งเป็นโศกนาฏกรรมทางประวัติศาสตร์ที่รัฐบาลเผด็จการทหารของนายชอน ดู-ฮวาน ได้ส่งกำลังทหารและรถถัง เข้าปราบปรามประชาชนและนักศึกษาที่ออกมาประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างโหดเหี้ยม เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและสูญหายอย่างเป็นทางการหลายร้อยราย

จากเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ชินเซเกสั่งปลด นายซน จองฮยอน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของสตาร์บัคส์เกาหลีใต้ออกจากตำแหน่งทันทีเมื่อสัปดาห์ก่อน พร้อมส่งเรื่องแจ้งไปยังสำนักงานใหญ่ของสตาร์บัคส์ในสหรัฐฯ ซึ่งกำลังติดตามสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด

ในการแถลงข่าวที่กรุงโซล นายจอง ยงจิน ประธานกรรมการชินเซเก กรุ๊ป ได้โค้งคำนับต่อหน้าสาธารณชนเพื่อขออภัยต่อครอบครัวผู้สูญเสียจากเหตุการณ์ 18 พ.ค. พร้อมกล่าวว่า “ผมไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ ทั้งสิ้น และขอรับผิดชอบต่อเหตุการณ์นี้แต่เพียงผู้เดียว ผมเสียใจอย่างสุดซึ้งที่การตลาดที่ไม่เหมาะสมของสตาร์บัคส์เกาหลีใต้สร้างความเจ็บปวดและโกรธเคืองให้กับผู้คนจำนวนมาก แต่ผมขอความกรุณาจากทุกท่าน โปรดอย่าได้ลงโทษหรือระบายความโกรธแค้นนี้ไปที่พนักงานระดับปฏิบัติการและพนักงานหน้าร้านของสตาร์บัคส์เลย”

ทั้งนี้ หลังจากแถลงความคืบหน้า ราคาหุ้นของชินเซเก ในช่วงเช้าดิ่งลงทันที 2.8% ก่อนจะตีตื้นกลับมาบวก 1.7% ขณะที่หุ้น E-Mart บริษัทลูกของชินเซเกที่ถือหุ้นใหญ่ในสตาร์บัคส์เกาหลีใต้ ขยับขึ้น 2.3%

จอน ซังจิน ผู้บริหารอีกรายของชินเซเก ได้แถลงผลการตรวจสอบภายใน ซึ่งเผยให้เห็นถึงความหละหลวมและ “ไร้จิตสำนึกทางประวัติศาสตร์และสังคม” ของทีมงานอย่างน่าตกใจ โดยสรุปความบกพร่องออกเป็นข้อๆ เช่น ทีมการตลาดสารภาพว่า พวกเขาให้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยคิดคำและไอเดียสำหรับจัดโปรโมตประจำสัปดาห์ โดยอ้างว่าคิดแต่เรื่องยอดขายจนลืมไปว่าวันที่ 18 พ.ค. เป็นวันสำคัญทางประวัติศาสตร์ อย่างไรก็ตาม ผลสอบยังไม่แน่ชัดว่าทีมงานตั้งใจปล่อยผ่านคำสั่งจาก AI หรือไม่

นอกจากนั้น แคมเปญนี้ผ่านการอนุมัติจากหัวหน้าทีมและผู้บริหารรวม 7 คน แต่ผลสอบพบว่า มีผู้บริหารบางรายเซ็นอนุมัติผ่านอีเมลตามความเคยชิน โดยไม่ได้คลิกเปิดดูไฟล์แนบรูปทรงดีไซน์ของแก้วเลยด้วยซ้ำ

เนื่องจากทีมงานมุ่งเน้นแต่ความรวดเร็วในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายที่มีปริมาณมากในแต่ละสัปดาห์ ทำให้แคมเปญนี้ “ข้าม” ขั้นตอนการตรวจสอบความเสี่ยงและข้อกฎหมายจากทีมเนติกรของบริษัท

อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการตรวจสอบเชิงลึกยังไม่สมบูรณ์ เนื่องจากมีพนักงานในทีมการตลาด 3 จาก 5 คน ปฏิเสธที่จะส่งมอบโทรศัพท์มือถือให้เจ้าหน้าที่ทำนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล โดยอ้างสิทธิ์ความเป็นส่วนตัว

สตาร์บัคส์ถือเป็นแบรนด์ร้านอาหารและเครื่องดื่มอันดับหนึ่งในเกาหลีใต้ที่มีผู้ใช้บริการมากที่สุด การจัดแคมเปญที่จี้บาดแผลทางประวัติศาสตร์ครั้งนี้จึงจุดชนวนการบอยคอตต์ทั่วประเทศ แม้กระทั่ง ประธานาธิบดี อี แจมยอง แห่งเกาหลีใต้ ยังออกมาประณามแคมเปญนี้อย่างรุนแรงว่า “เป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมและน่าอับอายที่สุด”

ขณะนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติเกาหลีใต้ได้เข้ามาเปิดฉากสืบสวนคดีนี้เป็นกรณีพิเศษแล้ว ซึ่งหากผลสอบทางอาญาพบว่า พนักงานหรือผู้บริหารคนใดมี “เจตนาจงใจ” ล้อเลียนหรือลบหลู่เหตุการณ์โศกนาฏกรรมกวางจู บุคคลนั้นนอกจากจะถูกไล่ออกแล้ว จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุดอีกด้วย

ขณะที่โฆษกพรรครัฐบาล ระบุผ่านสำนักข่าวยอนฮัปว่า คำขอโทษของประธานชินเซเกดูมีความจริงใจ และทางพรรคจะเร่งผลักดันมาตรการเพื่อป้องกันไม่ให้แบรนด์สินค้าใดๆ นำเรื่องราวความสูญเสียของประชาชนมาทำเป็นแคมเปญการตลาดที่ไร้รสนิยมเช่นนี้อีกในอนาคต.

ที่มา Reuters / AFP

เฟอร์รารีเปิดตัว “Luce” รถไฟฟ้า 100% รุ่นแรกของค่าย ค่าตัว 21 ล้านบาท

เฟอร์รารีเปิดตัว "Luce" รถไฟฟ้า 100% รุ่นแรกของค่าย ค่าตัว 21 ล้านบาท

26 พ.ค. 2569 12:01 น.

เฟอร์รารีเปิดตัว “Luce” รถไฟฟ้า 100% รุ่นแรกของค่าย ค่าตัว 21 ล้านบาท

เฟอร์รารี เปิดตัว “Luce” (ลูเช) รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100% รุ่นแรกของค่ายอย่างเป็นทางการ ตั้งราคาค่ากว่า 640,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 21 ล้านบาท) หวังเจาะกลุ่มมหาเศรษฐียุคใหม่ ท่ามกลางกระแสวิจารณ์บนโลกออนไลน์ที่เสียงแตกเป็นสองฝั่ง ทั้งชื่นชมว่าเป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีซ และโจมตีว่าอาจทำลายอัตลักษณ์ของแบรนด์

เบเนเดตโต วินญา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเฟอร์รารี เปิดเผยว่า รถรุ่นนี้ใช้เวลาในการพัฒนานานถึงครึ่งทศวรรษ โดยชื่อ “Luce” เป็นภาษาอิตาเลียนที่แปลว่า “แสงสว่าง” มีความเร็วสูงสุดถึง 310 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และสามารถทำความเร็วจาก 0 ถึง 96 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ในเวลาเพียง 2.5 วินาทีเท่านั้น ด้วยขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้าที่เฟอร์รารีผลิตขึ้นเองแยกอิสระในแต่ละล้อ โดยส่วนประกอบทั้งหมดของตัวรถเป็นการผลิตภายในโรงงานของตัวเอง เพื่อการันตีว่าบริษัทจะสามารถดูแลรักษารถรุ่นนี้ได้ในระยะยาวเพื่อรักษาราคาขายต่อ

นอกจากจะเป็นรถไฟฟ้า 100% รุ่นแรกแล้ว “Luce” ยังทำลายขนบเดิมๆ ของค่ายด้วยการเป็น “รถยนต์ 5 ที่นั่งรุ่นแรก” ของแบรนด์ ซึ่งได้รับการออกแบบร่วมกับ LoveFrom สตูดิโอดีไซน์ของ “โจนี ไอฟ์” อดีตหัวหน้าฝ่ายออกแบบของแอปเปิล ทำให้รูปลักษณ์ภายนอกดูแปลกตาและแตกต่างจากรถสปอร์ตตระกูลเฟอร์รารีทั่วไปอย่างสิ้นเชิง โดยมีกำหนดเริ่มส่งมอบให้ลูกค้ากลุ่มแรกในเดือนตุลาคมนี้

ทันทีที่มีการเปิดตัว กระแสบนแพลตฟอร์ม X และโซเชียลมีเดียก็ร้อนระอุทันที โดยมีความคิดเห็นแตกออกเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจน กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยต่างเปรียบเทียบเคสนี้กับแบรนด์หรูสัญชาติอังกฤษอย่าง จากัวร์ ที่เพิ่งโดนวิจารณ์เรื่องการเปลี่ยนอัตลักษณ์ โดยบัญชีหนึ่งระบุว่า “เฟอร์รารีเพิ่งฆ่าแบรนด์ตัวเองทิ้ง เหมือนที่จากัวร์ทำ นี่มันขยะรอวันไปสุสานรถชัดๆ” ขณะที่อีกบัญชีตั้งคำถามว่า “เกิดอะไรขึ้นกับค่ายรถหรูฝั่งยุโรป? ก่อนหน้านี้ก็จากัวร์ มาตอนนี้ก็เฟอร์รารี”

ในทางตรงกันข้าม กลุ่มที่ชื่นชอบชื่นชมว่านี่คือก้าวกระโดดครั้งใหญ่ โดยระบุว่า “นี่คือระดับมาสเตอร์พีซด้านการดีไซน์เฟอร์รารีเพิ่งเปิดตัวคอนเซปต์ LUCE ที่น่าทึ่ง และมันจะเปลี่ยนเกมของวงการไปตลอดกาล”

ด้าน ฟลาวิโอ มันโซนี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายออกแบบของเฟอร์รารี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับยูทูบเบอร์ชื่อดัง คลีโอ แอบรัม โดยยอมรับว่า การเปลี่ยนผ่านสู่รถไฟฟ้าและงานดีไซน์รูปแบบใหม่ย่อมนำมาซึ่ง “ความเห็นที่แตกแยกเป็นสองฝั่ง” แต่อย่างไรก็ตาม เขามองว่าเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนานวัตกรรม และเชื่อว่าผู้คนจะเริ่มเข้าใจและหันมาหลงรักรถรุ่นนี้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

การตัดสินใจเปิดตัว Luce ของเฟอร์รารีในครั้งนี้ ถือเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ที่สวนทางกับคู่แข่งร่วมสัญชาติและค่ายรถยุโรปอื่นๆ ที่กำลังพร้อมใจกันชะลอแผนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า เนื่องจากปัญหาความต้องการในตลาดโลกที่ลดลง ประกอบกับการแข่งขันที่รุนแรงจากแบรนด์จีนที่ผลิตได้เร็วกว่าและราคาถูกกว่า เช่น BYD ที่ส่ง Yangwang U9 ซูเปอร์คาร์ไฟฟ้าที่สามารถกระโดดและเต้นได้เข้าสู่ตลาด

ด้านลัมโบร์กินี ประกาศพับแผนการเปิดตัวรถไฟฟ้า 100% ภายในปี 2030 ไปเรียบร้อยแล้ว โดยขอหันไปมุ่งเน้นรถยนต์ระบบไฮบริดแทน เนื่องจากลูกค้าระดับบนไม่ให้ความสนใจเท่าที่ควร

ส่วนปอร์เช่ ค่ายรถยักษ์ใหญ่จากเยอรมนีต้องลดขนาดแผนงานด้าน EV ลง หลังเผชิญปัญหายอดขายซบเซาในประเทศจีน และมาตรการกำแพงภาษีในสหรัฐฯ

ค่ายรถกระแสหลักอย่างฟอร์ดและโฟล์กสวาเกน เริ่มหันกลับมาลุยตลาดรถยนต์ใช้น้ำมันอีกครั้ง โดยเฉพาะในสหรัฐฯ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตัดงบสนับสนุนและสิทธิประโยชน์ของผู้ซื้อรถ EV

ฟิลิเป มูนอซ นักวิเคราะห์จาก Car Industry Analysis มองว่าเฟอร์รารีไม่ได้ตั้งเป้าให้ Luce เป็นรุ่นที่ทำยอดขายถล่มทลาย แต่เป็นการ “ประกาศจุดยืน” และสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดรถหรูไฟฟ้า ก่อนที่แบรนด์จีนจะเข้ามาครอบงำตลาดทั้งหมด

แม้ว่าแบรนด์จะเผชิญแรงกดดันจนทำให้มูลค่าหุ้นร่วงลงกว่า 25% ในรอบปีที่ผ่านมา จากสภาวะเงินเฟ้อทั่วโลกที่กระทบต่อความต้องการสินค้าฟุ่มเฟือย แต่ในฐานะค่ายรถยนต์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในยุโรป เฟอร์รารียังคงเดินหน้าลงทุนอย่างหนักด้วยการสร้างโรงงานเฉพาะทาง “e-building” ที่สำนักงานใหญ่ในเมืองมาราเนลโล ประเทศอิตาลี

ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเฟอร์รารีคือการรักษาเสน่ห์เฉพาะตัวเอาไว้ภายใต้เทคโนโลยีไร้น้ำมัน ซึ่งรถยนต์ไฟฟ้าย่อมไม่มีเสียงเครื่องยนต์อันทรงพลังอันเป็นเอกลักษณ์ ในเรื่องนี้เฟอร์รารีได้เปิดเผยเทคโนโลยีระบบเสียงที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ ซึ่งจะทำหน้าที่ “ขยายแรงสั่นสะเทือน” จากระบบส่งกำลังไฟฟ้า เพื่อสร้างเสียงคำรามในแบบฉบับของรถไฟฟ้าเฟอร์รารีโดยเฉพาะ แทนที่จะใช้เสียงสังเคราะห์จากคอมพิวเตอร์ทั่วไป

อย่างไรก็ตาม เฟอร์รารีได้ปรับลดเป้าหมายสัดส่วนรถไฟฟ้า 100% ลงเหลือ 20% ของสายการผลิตภายในปี 2030 จากเดิมตั้งเป้าไว้ที่ 40% และยืนยันว่าจะยังคงเดินหน้าผลิตและวางจำหน่ายรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป และรถยนต์ระบบไฮบริดควบคู่กันต่อไป เพื่อเป็นทางเลือกให้แก่มหาเศรษฐีทุกเจเนอเรชัน.

ที่มา BBC / Reuters

เร่งช่วย 7 ชีวิตติดถ้ำลาวนานเกือบสัปดาห์ หลังน้ำท่วมปิดทางออก

เร่งช่วย 7 ชีวิตติดถ้ำลาวนานเกือบสัปดาห์ หลังน้ำท่วมปิดทางออก

26 พ.ค. 2569 11:22 น.

เร่งช่วย 7 ชีวิตติดถ้ำลาวนานเกือบสัปดาห์ หลังน้ำท่วมปิดทางออก

ทีมกู้ภัยร่วมไทย-ลาว เร่งแข่งกับเวลาเพื่อช่วยเหลือชาวบ้าน 7 คนที่ติดอยู่ภายในถ้ำ แขวงไซสมบูน สปป.ลาว นานเกือบสัปดาห์ หลังฝนตกหนักน้ำป่าทะลักปิดทางออก เผยอุปสรรคบางจุดของถ้ำกว้างเพียง 50 เซนติเมตร

ความคืบหน้าปฏิบัติการค้นหาผู้สูญหายชาวลาวจำนวน 7 คน ที่ติดอยู่ภายในถ้ำแห่งหนึ่งในแขวงไซสมบูน ทางตอนกลางของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ตั้งแต่วันอังคารที่ 19 พ.ค. ที่ผ่านมา ล่าสุดทีมกู้ภัยจากทั้ง สปป.ลาว และประเทศไทย กำลังทำงานอย่างหนักแข่งกับเวลาเพื่อฝ่ากระแสน้ำเข้าไปให้ถึงตัวผู้ประสบภัย

รายงานระบุว่า ผู้ประสบภัยกลุ่มนี้เป็นชาวบ้านในพื้นที่ที่พากันเข้าไปในถ้ำเพื่อค้นหาทองคำและตามล่าสัตว์ป่า แต่ในระหว่างนั้นเกิดฝนตกหนักอย่างกะทันหัน จนทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากและดินถล่มปิดกั้นปากทางเข้า-ออกถ้ำอย่างสิ้นเชิง โดยเหตุการณ์นี้มีชาวบ้าน 1 คนที่ไหวตัวทัน สามารถหนีรอดออกมาได้ก่อนที่น้ำจะท่วมมิดปากถ้ำ และได้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ให้เข้าช่วยเหลือ ส่วนชะตากรรมของอีก 7 ชีวิตที่เหลือยังคงไม่ทราบแน่ชัด

บุนคำ หลวงลาด หัวหน้าหน่วยอาสากู้ภัยเพื่อประชาชนของลาว เปิดเผยกับสำนักข่าวเอพีว่า ถ้ำแห่งนี้เป็นระบบถ้ำที่ทอดยาวลึกไปใต้ดิน และมีลักษณะเป็นช่องแคบที่ชาวบ้านมักแอบเข้ามาขุดหาทอง แม้ว่าทางการจะเคยออกคำเตือนหลายครั้งเกี่ยวกับความปลอดภัยแล้วก็ตาม ด้านทีมกู้ภัยระบุว่าอุปสรรคสำคัญคือความแคบของถ้ำ โดยบางจุดมีความกว้างเพียงประมาณ 50 เซนติเมตรเท่านั้น ทำให้นักดำน้ำต้องคลานผ่านช่องโคลนที่แคบและมีน้ำท่วมเกือบมิดเพดานถ้ำด้วยความยากลำบาก

ขณะที่ภาพวิดีโอจากเฟซบุ๊กของหน่วยกู้ภัยเมตตาธรรมกาฬสินธุ์ เผยให้เห็นภาพเจ้าหน้าที่กู้ภัยไทยที่เดินทางไปถึงพื้นที่ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมา กำลังเร่งติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพื่อระบายน้ำออกจากถ้ำตลอดทั้งวันทั้งคืน และพยายามเคลียร์เศษหินบริเวณหน้าถ้ำจนสามารถสำรวจเข้าไปในส่วนที่ลึกขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม ระดับน้ำยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากฝนที่ตกลงมาเพิ่ม ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการเดินหน้า

แม้ว่าจนถึงขณะนี้จะยังไม่มีการตรวจพบสัญญาณชีพของกลุ่มผู้รอดชีวิต แต่นายเก่งกาจ บ้งกาวงศ์ จากทีมกู้ภัยเมตตาธรรมฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมงานที่เคยเข้าร่วมภารกิจประวัติศาสตร์ในการช่วยเหลือนักฟุตบอลเยาวชนและโค้ชทีม “หมูป่าอะคาเดมี” 13 ชีวิต ที่ติดถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน จังหวัดเชียงราย เมื่อปี 2018 ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ขณะนี้ทีมกู้ภัยกำลังเข้าใกล้จุดที่คาดว่าชาวบ้านจะติดอยู่เข้าไปทุกที โดยประเมินว่าเหลือระยะทางอีกไม่ถึง 20 เมตร เท่านั้น

สำหรับเหตุการณ์กู้ภัยที่ถ้ำหลวงในประเทศไทยเมื่อปี 2018 นั้น ถือเป็นปฏิบัติการระดับโลกที่ใช้ผู้เชี่ยวชาญกว่า 10,000 คนจากทั่วทุกมุมโลก และถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์และสารคดีชื่อดังมากมาย เช่น Thirteen Lives และ The Rescue ซึ่งการมีส่วนร่วมของผู้เชี่ยวชาญจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ทำให้เกิดความหวังในภารกิจที่ สปป.ลาว ครั้งนี้เป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ด้านกระทรวงการต่างประเทศของ สปป.ลาว ยังคงปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อสื่อมวลชน เนื่องจาก สปป.ลาว เป็นประเทศที่ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์พรรคเดียว ซึ่งไม่มีกลุ่มการเมืองฝ่ายค้านอย่างเป็นทางการ และรัฐบาลมักจะมีการควบคุมการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารอย่างเข้มงวด.

ที่มา BBC / AP

เกาหลีเหนือเตรียมประชุมพรรคแรงงานปลาย มิ.ย. จับตาท่าทีต่อเกาหลีใต้-สหรัฐฯ

เกาหลีเหนือเตรียมประชุมพรรคแรงงานปลาย มิ.ย. จับตาท่าทีต่อเกาหลีใต้-สหรัฐฯ

26 พ.ค. 2569 09:43 น.

เกาหลีเหนือเตรียมประชุมพรรคแรงงานปลาย มิ.ย. จับตาท่าทีต่อเกาหลีใต้-สหรัฐฯ

เกาหลีเหนือเตรียมจัดการประชุมใหญ่พรรคแรงงานช่วงปลายเดือนมิถุนายน เพื่อติดตามผลการดำเนินนโยบายของรัฐและพรรคในช่วงครึ่งปีแรก ท่ามกลางการจับตาว่าเกาหลีเหนืออาจส่งสัญญาณใหม่ต่อเกาหลีใต้และสหรัฐฯ

วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 สำนักข่าวกลางเกาหลี หรือเคซีเอ็นเอ รายงานว่า คณะกรมการเมืองของพรรคแรงงานเกาหลีมีมติให้จัดการประชุมเต็มคณะครั้งที่ 2 ของคณะกรรมการกลางพรรคชุดที่ 9 ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน โดยสื่อทางการเกาหลีเหนือระบุว่า การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อตรวจสอบความคืบหน้าของการดำเนินนโยบายพรรคและรัฐประจำปี 2569 ในช่วงครึ่งปีแรก พร้อมหารือแผนงานสำหรับครึ่งปีหลัง รวมถึงประเด็นสำคัญอื่น ๆ แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เกาหลีเหนือมักจัดประชุมเต็มคณะของพรรคแรงงานเป็นประจำในช่วงปลายเดือนมิถุนายนและเดือนธันวาคมของทุกปี รวมถึงอาจเรียกประชุมเพิ่มเติมเมื่อมีวาระสำคัญด้านการเมือง ความมั่นคง หรือเศรษฐกิจ

การประชุมรอบใหม่นี้เกิดขึ้นในช่วงที่เกาหลีเหนือกำลังเดินหน้าผลักดันมาตรการต่อเนื่องจากการประชุมสมัชชาพรรคแรงงานครั้งที่ 9 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และหนึ่งเดือนหลังจากนั้น เกาหลีเหนือได้แก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มบทบัญญัติใหม่ว่าด้วยดินแดนของประเทศ กำหนดพรมแดนติดจีนและรัสเซียทางเหนือ และติดเกาหลีใต้ทางใต้ พร้อมตัดถ้อยคำทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการรวมชาติระหว่างสองเกาหลีออกจากรัฐธรรมนูญ

นักวิเคราะห์จับตาว่า การประชุมปลายเดือนมิถุนายนอาจมีการหารือหรือประกาศท่าทีใหม่ต่อเกาหลีใต้และสหรัฐฯ โดยเฉพาะในช่วงที่มีกระแสข่าวว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน อาจเดินทางเยือนเกาหลีเหนือในเร็วๆ นี้ .