กัมพูชาออกกฎหมายเกณฑ์ทหารใหม่ หนีทหารเจอโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี

กัมพูชาออกกฎหมายเกณฑ์ทหารใหม่ หนีทหารเจอโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี

26 พ.ค. 2569 09:07 น.

กัมพูชาออกกฎหมายเกณฑ์ทหารใหม่ หนีทหารเจอโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี

รัฐบาลกัมพูชาเริ่มบังคับใช้กฎหมายเกณฑ์ทหารฉบับใหม่อย่างเป็นทางการแล้ว โดยกำหนดโทษจำคุกสูงสุดถึง 5 ปี สำหรับผู้หลีกเลี่ยงการเข้ารับราชการทหาร ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา

นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ของกัมพูชา เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคมว่า กฎหมายฉบับดังกล่าวมีผลบังคับใช้แล้ว หลังได้รับการลงนามรับรองเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาโดยสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภา ซึ่งปฏิบัติหน้าที่รักษาการประมุขแห่งรัฐ ระหว่างที่สมเด็จพระราชาธิบดีนโรดม สีหมุนี เสด็จไปรักษาพระอาการประชวรโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในประเทศจีน

กฎหมายเกณฑ์ทหารฉบับใหม่นี้ เกิดขึ้นหลังเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้น 2 ครั้งเมื่อปีที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 100 คน และประชาชนหลายแสนคนต้องอพยพออกจากพื้นที่

สำหรับกฎหมายฉบับใหม่ มีทั้งหมด 8 หมวด 20 มาตรา โดยเข้ามาแทนที่กฎหมายปี 2006 ซึ่งไม่เคยถูกนำมาบังคับใช้อย่างจริงจัง และถูกมองว่าล้าสมัย

เนื้อหาสำคัญกำหนดให้ชายชาวกัมพูชาอายุระหว่าง 18-25 ปี ต้องเข้ารับราชการทหารเป็นเวลา 2 ปี ส่วนผู้หญิงสามารถสมัครเข้ารับราชการโดยสมัครใจได้

ผู้ที่ได้รับหมายเรียกต้องไปรายงานตัวภายใน 30 วัน นับจากวันที่ได้รับแจ้ง หากไม่ไปตามกำหนดจะถือว่าหลีกเลี่ยงการเกณฑ์ทหาร เว้นแต่จะมีเหตุผลอันสมควร

บทลงโทษสำหรับผู้หลบเลี่ยงการเกณฑ์ทหารจะแตกต่างกันตามสถานการณ์ของประเทศ โดยในช่วงเวลาปกติ ผู้ฝ่าฝืนอาจถูกจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 2 ปี และปรับตั้งแต่ 250-1,000 ดอลลาร์สหรัฐ แต่หากอยู่ในภาวะสงครามหรือถูกต่างชาติรุกราน โทษจะเพิ่มเป็นจำคุก 2-5 ปี และปรับตั้งแต่ 1,000-2,500 ดอลลาร์สหรัฐ

อย่างไรก็ตาม กฎหมายดังกล่าวยกเว้นการเกณฑ์ทหารให้แก่พระสงฆ์ นักบวช ผู้พิการ รวมถึงบุคคลที่มีทักษะเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ขณะที่ผู้ที่ผ่านการรับราชการแล้ว จะถูกจัดเป็นกำลังสำรองจนถึงอายุ 45 ปี

ก่อนหน้านี้ ฮุน มาเนต กล่าวต่อรัฐสภาว่า กฎหมายฉบับนี้ถือเป็นรากฐานสำคัญในการปลูกฝังให้เยาวชนกัมพูชารักชาติ มีความเป็นชาตินิยม และพร้อมปกป้องประเทศผ่านการรับใช้กองทัพในอนาคต.

ที่มา :channelnewsasia

รัสเซียเตือนต่างชาติออกจากกรุงเคียฟ เตรียมโจมตีตอบโต้ยูเครนเป็นระลอก

รัสเซียเตือนต่างชาติออกจากกรุงเคียฟ เตรียมโจมตีตอบโต้ยูเครนเป็นระลอก

26 พ.ค. 2569 09:01 น.

รัสเซียเตือนต่างชาติออกจากกรุงเคียฟ เตรียมโจมตีตอบโต้ยูเครนเป็นระลอก

รัสเซียประกาศเตือนชาวต่างชาติให้เร่งอพยพออกจากกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน หลังเปิดเผยแผนเตรียมโจมตีเป้าหมายทางทหารและอุตสาหกรรมด้านกลาโหมในเมืองอย่างเป็นระบบ เพื่อตอบโต้เหตุโจมตีด้วยโดรนที่เกิดขึ้นในแคว้นลูฮันสก์

วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 กระทรวงกลาโหมรัสเซียออกแถลงการณ์ระบุว่า กองทัพรัสเซียเตรียมเปิดปฏิบัติการโจมตีเป็นระลอก ถล่มโรงงานและสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบ ผลิตโปรแกรม และเตรียมใช้งานอากาศยานไร้คนขับ หรือยูเอวี ในกรุงเคียฟ 

รัสเซียชี้ว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการตอบโต้เหตุโจมตีด้วยโดรนของยูเครนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งพุ่งเป้าใส่หอพักนักศึกษาในเมืองสตาโรบิลสก์ เขตลูฮันสก์ที่รัสเซียยึดครองอยู่ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 18 ศพ โดยรัสเซียระบุว่า เหตุโจมตีในสตาโรบิลสก์ ถือเป็นจุดแตกหัก หลังจากที่ผ่านมาเผชิญการโจมตีจากโดรนของยูเครนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและเป้าหมายในพื้นที่ของรัสเซีย

พร้อมกันนี้ กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียยังออกคำเตือนให้พลเมืองต่างชาติ รวมถึงเจ้าหน้าที่สถานทูตและองค์กรระหว่างประเทศ รีบเดินทางออกจากกรุงเคียฟโดยเร็วที่สุด เนื่องจากสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตโดรนกระจายอยู่หลายจุดทั่วเมือง ทางการรัสเซียยังขอให้ประชาชนในกรุงเคียฟหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้สถานที่ด้านทหารและหน่วยงานบริหารของรัฐในช่วงนี้

ต่อมา กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียเปิดเผยว่า นายเซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย ได้โทรศัพท์หารือกับนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เพื่อแจ้งล่วงหน้าเกี่ยวกับแผนโจมตีพร้อมขอให้สหรัฐฯ พิจารณาอพยพเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ออกจากกรุงเคียฟ

ทั้งนี้ ตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ยูเครนเพิ่มขีดความสามารถในการโจมตีด้วยโดรนอย่างต่อเนื่อง และสามารถโจมตีเป้าหมายในรัสเซียได้หลายครั้ง ขณะที่รัสเซียตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตียูเครนเป็นวงกว้าง ท่ามกลางสงครามที่ยืดเยื้อเข้าสู่ปีที่ 4 และยังไม่มีสัญญาณว่าจะคลี่คลายในเร็ววัน.

อังกฤษเผชิญคลื่นความร้อนทำลายสถิติ พฤษภาคมร้อนสุดในประวัติการณ์ เตือนเสี่ยงเสียชีวิตเพิ่ม

อังกฤษเผชิญคลื่นความร้อนทำลายสถิติ พฤษภาคมร้อนสุดในประวัติการณ์ เตือนเสี่ยงเสียชีวิตเพิ่ม

26 พ.ค. 2569 08:49 น.

อังกฤษเผชิญคลื่นความร้อนทำลายสถิติ พฤษภาคมร้อนสุดในประวัติการณ์ เตือนเสี่ยงเสียชีวิตเพิ่ม

สหราชอาณาจักรเผชิญสภาพอากาศร้อนจัดผิดปกติ หลังอุณหภูมิพุ่งสูงทำลายสถิติสูงสุดของเดือนพฤษภาคม ขณะที่หน่วยงานสาธารณสุขเตือนประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ให้ระวังอากาศร้อนที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาของอังกฤษรายงานว่า อุณหภูมิที่สนามบินฮีทโธรว์ กรุงลอนดอน พุ่งแตะ 33.5 องศาเซลเซียส เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทำลายสถิติอุณหภูมิสูงสุดของเดือนพฤษภาคมที่เคยอยู่ที่ 32.8 องศาเซลเซียส ซึ่งเคยบันทึกไว้เมื่อปี 1922 และเกิดขึ้นอีกครั้งในปี 1944

อากาศร้อนจัดที่เกิดขึ้นในช่วงวันหยุด Bank Holiday Monday ทำให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวจำนวนมากพากันออกไปพักผ่อนตามชายหาด สวนสาธารณะ และพื้นที่กลางแจ้ง เพื่อคลายร้อน ขณะที่หลายพื้นที่มีผู้คนแห่ออกมาหาที่ร่มและเล่นน้ำ ท่ามกลางอุณหภูมิที่สูงผิดปกติสำหรับช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิ

ด้านสำนักงานความมั่นคงด้านสุขภาพแห่งสหราชอาณาจักร ได้ออกประกาศเตือนภัยสุขภาพระดับสีส้ม เป็นครั้งแรกของปี โดยเตือนว่าอุณหภูมิที่สูงขึ้นอาจทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว และผู้ที่ต้องทำงานกลางแจ้งในช่วงเวลาที่อากาศร้อนที่สุดของวัน

นักอุตุนิยมวิทยาระบุว่า คลื่นความร้อนครั้งนี้มีสาเหตุมาจากความกดอากาศสูงจากยุโรปที่แผ่ปกคลุมเข้าสู่สหราชอาณาจักร ส่งผลให้มวลอากาศร้อนเคลื่อนตัวเข้าปกคลุมหลายพื้นที่ทั่วประเทศ

ผู้เชี่ยวชาญยังชี้ว่า คลื่นความร้อนในเดือนพฤษภาคมถือเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากในสหราชอาณาจักร และการที่ฝนตกน้อยผิดปกติในช่วงนี้ อาจส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรและทำให้ผลผลิตพืชผลเสียหายในระยะต่อไป

ขณะเดียวกัน นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศเตือนว่า โลกกำลังเผชิญสภาพอากาศสุดขั้วที่เกิดบ่อยขึ้นและรุนแรงขึ้น อันเป็นผลจากภาวะโลกร้อน ซึ่งไม่เพียงทำให้เกิดคลื่นความร้อนรุนแรง แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติในหลายพื้นที่ทั่วโลกอีกด้วย.

ที่มา : BBC

สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีเป้าหมายทางตอนใต้ของอิหร่าน อ้างป้องกันกำลังพลท่ามกลางข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบาง

สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีเป้าหมายทางตอนใต้ของอิหร่าน อ้างป้องกันกำลังพลท่ามกลางข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบาง

26 พ.ค. 2569 07:16 น.

สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีเป้าหมายทางตอนใต้ของอิหร่าน อ้างป้องกันกำลังพลท่ามกลางข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบาง

กองทัพสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายหลายแห่งทางภาคใต้ของอิหร่าน ระบุว่าเป็นการตอบโต้เพื่อป้องกันตนเอง มุ่งเป้าไปยังฐานยิงขีปนาวุธของอิหร่าน รวมถึงเรือที่พยายามวางทุ่นระเบิดในพื้นที่ ท่ามกลางสถานการณ์หยุดยิงที่ยังเปราะบางระหว่างสองฝ่าย

วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือเซนต์คอม ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม ระบุว่า ปฏิบัติการโจมตีครั้งนี้มีขึ้นเพื่อปกป้องกำลังพลสหรัฐฯ จากภัยคุกคามที่มาจากกองกำลังอิหร่าน พร้อมย้ำว่าสหรัฐฯ ยังคงใช้ความอดกลั้นระหว่างที่ข้อตกลงหยุดยิงยังมีผลบังคับใช้

โฆษกของเซนต์คอมระบุเพิ่มเติมว่า กองทัพสหรัฐฯ ยังคงดำเนินมาตรการป้องกันกำลังพลในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็พยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปมากกว่านี้ ขณะที่ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่อิหร่านเปิดเผยว่า การเจรจากับสหรัฐฯ มีความคืบหน้าบางส่วน แต่ยังไม่มีแนวโน้มว่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงยุติความขัดแย้งได้ในเร็ววัน

ทั้งนี้ ตลอดช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงตึงเครียด หลังสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งต่อความมั่นคงในภูมิภาคและเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งยังคงถูกจับตาอย่างใกล้ชิดจากนานาชาติ แม้จะมีความพยายามผลักดันการเจรจาและรักษาข้อตกลงหยุดยิง แต่การโจมตีล่าสุดสะท้อนให้เห็นว่า ความเสี่ยงของการเผชิญหน้าทางทหารระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังไม่คลี่คลาย.

ที่มา CNN

ทรัมป์ลั่น ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะของอิหร่านจะต้องถูกทำลาย

ทรัมป์ลั่น ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะของอิหร่านจะต้องถูกทำลาย

26 พ.ค. 2569 05:49 น.

ทรัมป์ลั่น ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะของอิหร่านจะต้องถูกทำลาย

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความยืนยันว่า ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะของอิหร่านจะต้องถูกทำลาย ไม่ว่าจะขนมาทำลายในสหรัฐฯ, ทำลายในอิหร่าน หรือทำลายในประเทศอื่นๆ ก็ตาม

เมื่อ 25 พ.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความใหม่ผ่าน truth Social เปิดเผยถึงแผนการทำลายยูเรเนียมเสริมสมรรถนะของอิหร่าน โดยระบุว่าสารดังกล่าวจะถูกขนส่งมายังสหรัฐอเมริกา หรือจัดการทำลายในพื้นที่เดิมที่มันอยู่ หรือนำไปยังสถานที่อื่น

“ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ (หรือฝุ่นนิวเคลียร์!) จะต้องถูกส่งมอบให้กับสหรัฐอเมริกาในทันทีเพื่อนำกลับมาทำลายที่บ้านของเรา หรือหากเป็นไปได้ ก็อาจจะทำลายในพื้นที่เดิมด้วยความร่วมมือและการประสานงานกับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน หรืออาจทำลายในสถานที่อื่นที่ยอมรับได้ โดยมีคณะกรรมาธิการพลังงานปรมาณูหรือหน่วยงานที่เทียบเท่า ร่วมเป็นสักขีพยานในกระบวนการและเหตุการณ์ครั้งนี้” โพสต์ของทรัมป์ระบุ

เมื่อสัปดาห์ก่อน โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ห้องทำงานรูปไข่ ในทำเนียบขาวว่า สหรัฐฯ จะไม่ยอมอ่อนข้อในเรื่องการเรียกคืนยูเรเนียมเสริมสมรรถนะของอิหร่าน ทว่าถ้อยแถลงล่าสุดนี้แสดงให้เห็นว่าเขาเริ่มเปิดรับให้รัฐบาลเตหะรานเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการดังกล่าวมากขึ้น

“เราคงจะทำลายมันทันทีหลังจากที่เราได้มันมา แต่เราจะไม่ปล่อยให้พวกเขาเก็บมันไว้เด็ดขาด” ทรัมป์กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (21 พ.ค.)

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

เนทันยาฮูสั่งยกระดับการโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน

เนทันยาฮูสั่งยกระดับการโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน

26 พ.ค. 2569 05:15 น.

เนทันยาฮูสั่งยกระดับการโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน

นายกรัฐมนตรีอิสราเอลสั่งยกระดับการโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนให้รุนแรงขึ้นอีก หลังจากทั้งสองฝ่ายโจมตีตอบโต้กันแทบจะทุกวัน แม้มีข้อตกลงหยุดยิง

เมื่อ 25 พ.ค. 2569 กองทัพอิสราเอลยกระดับการโจมตีพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศเลบานอนเพิ่มขึ้นอีก หลังจากนาย เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลออกมาเปิดเผยว่าเขามีคำสั่งดังกล่าว เพื่อมุ่งเป้าที่จะ “บดขยี้” กลุ่มฮิซบอลเลาะห์

การโจมตีทางอากาศระลอกล่าสุดนี้เกิดขึ้นในขณะที่สหรัฐอเมริกาและอิหร่านกำลังพยายามสรุปข้อตกลงขั้นสุดท้ายเพื่อยุติความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจรวมถึงแนวรบในเลบานอนที่อิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ได้ทำสงครามร่วมกันมาตั้งแต่วันที่ 2 มี.ค.

แม้ว่าข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับเลบานอนจะมีผลบังคับใช้ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 17 เม.ย. แต่อิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ยังคงเปิดฉากยิงตอบโต้กันแทบจะรายวัน

“ผมได้สั่งการให้เร่งความเร็วในปฏิบัติการของเราให้มากยิ่งขึ้นไปอีก” เนทันยาฮูกล่าวในแถลงการณ์รูปแบบวิดีโอที่โพสต์บนช่อง Telegram ของเขา “เป็นความจริงที่พวกเขาโจมตีเราด้วยโดรน รวมถึงโดรนระบบสายเคเบิลใยแก้วนำแสง แต่เรามีทีมงานที่กำลังพัฒนามาตรการตอบโต้ และเราจะแก้ปัญหานี้ให้ได้… เราจะเพิ่มความรุนแรงในการโจมตี เพิ่มอานุภาพการทำลายล้าง และเราจะบดขยี้พวกเขาให้สิ้นซาก”

หลังจากการประกาศยกระดับความรุนแรงดังกล่าว ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าว AFP รายงานว่าพบเห็นประชาชนพากันอพยพหนีตายออกจากพื้นที่แถบชานเมืองทางตอนใต้ของกรุงเบรุต ซึ่งเป็นฐานที่มั่นสำคัญของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

สำนักข่าวแห่งชาติเลบานอน (NNA) รายงานว่า กองทัพอากาศอิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีอย่างต่อเนื่องในหุบเขาเบกา (Bekaa valley) ทางตะวันออกของเลบานอนเมื่อช่วงเย็นวันจันทร์ที่ผ่านมา หลังจากที่ในช่วงเช้ามืดวันเดียวกัน อิสราเอลได้ส่งโดรนและเครื่องบินรบเข้าถล่มเมืองและหมู่บ้านหลายแห่งทางตอนใต้ของเลบานอน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 ศพ

ตามรายงานจากทางการเลบานอน ระบุว่า การโจมตีของอิสราเอลนับตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 3,100 ศพ

ขณะเดียวกัน กองทัพอิสราเอลยังประกาศเมื่อวันจันทร์ว่า มีทหารอิสราเอลเสียชีวิต 1 นายเมื่อวันก่อนหน้านี้ในพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอน ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตของทหารอิสราเอลนับตั้งแต่เกิดการสู้รบกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์เพิ่มขึ้นเป็น 23 นาย และมีผู้รับเหมาที่เป็นพลเรือนเสียชีวิตอีก 1 ราย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ปธน.อิหร่าน สั่งเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอีกครั้ง หลังตัดมานานหลายเดือน

ปธน.อิหร่าน สั่งเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอีกครั้ง หลังตัดมานานหลายเดือน

26 พ.ค. 2569 04:12 น.

ปธน.อิหร่าน สั่งเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอีกครั้ง หลังตัดมานานหลายเดือน

สื่ออิหร่านเปิดเผยว่า ประธานาธิบดีมีคำสั่งให้ฟื้นฟูการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแล้ว หลังจากตัดขาดเกือบสมบูรณ์นับตั้งแต่สหรัฐฯ กับอิสราเอลเปิดฉากโจมตีเมื่อเดือนกุมภาพันธ์

เมื่อ 25 พ.ค. 2569 สำนักข่าวฟาร์ส (Fars) สื่อกึ่งทางการของอิหร่าน รายงานอ้างอิงแหล่งข่าวจากกระทรวงสารสนเทศว่า ประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน ออกคำสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการฟื้นฟูระบบการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตแล้ว หลังจากตัดการเชื่อมต่อมานานหลายเดือน

ข้อมูลจาก NetBlocks และกลุ่มเฝ้าระวังอื่นๆ ระบุว่า อิหร่านเริ่มจำกัดการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนธันวาคม 2568 หลังจากเกิดการประท้วงต่อต้านรัฐบาลครั้งใหญ่ ซึ่งในตอนแรกมีชนวนเหตุมาจากภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูง ค่าเงินทรุดตัว และวิกฤตเศรษฐกิจที่ทวีความรุนแรงขึ้น

รัฐบาลเตหะรานได้ยกระดับการควบคุมให้เข้มงวดขึ้นเมื่อการประท้วงขยายวงกว้างไปสู่การเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และในช่วงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ ท่ามกลางการเปิดฉากโจมตีทางทหารจากสหรัฐฯ และอิสราเอล รัฐบาลอิหร่านก็ตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตเกือบจะโดยสมบูรณ์

องค์กร NetBlocks โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า การสั่งปิดสัญญาณอินเทอร์เน็ตในครั้งนี้กินเวลายาวนานกว่า 2,064 ชั่วโมง ซึ่งส่งผลให้ “ขาดความโปร่งใสใดๆ เกี่ยวกับการสั่งประหารชีวิต” ผู้เห็นต่าง อีกทั้งกลุ่มผู้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลที่ถูกคุมขัง ต้องเผชิญกับ “สภาพความเป็นอยู่ที่ไร้มนุษยธรรมและไม่แน่นอนในแต่ละวัน”

อย่างไรก็ตาม รายงานจากสำนักข่าวฟาร์สไม่ได้ระบุแน่ชัดว่า คำสั่งฟื้นฟูสัญญาณนี้จะมีผลบังคับใช้เมื่อใด หรือมีการยกเลิกข้อจำกัดในส่วนใดบ้าง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

โป๊ปไม่ยอมรับ ทฤษฎี “สงครามอันชอบธรรม” วอนโลกชะลอพัฒนา AI

โป๊ปไม่ยอมรับ ทฤษฎี “สงครามอันชอบธรรม” วอนโลกชะลอพัฒนา AI

26 พ.ค. 2569 03:21 น.

โป๊ปไม่ยอมรับ ทฤษฎี “สงครามอันชอบธรรม” วอนโลกชะลอพัฒนา AI

โป๊ปเลโอที่ 14 เผยแพร่สารตราพระสันตะปาปาฉบับแรกในสมัยของพระองค์ โดยทรงเรียกร้องให้โลกชะลอการพัฒนา AI ในขณะที่ทรงตรัสปฏิเสธทฤษฎี “สงครามอันชอบธรรม” ที่ผู้นำโลกใช้เป็นข้ออ้างในการทำสงคราม

เมื่อ 25 พ.ค. 2569 สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอ ที่ 14 ทรงนำเสนอสารตราพระสันตะปาปา (Encyclical) ฉบับแรกในสมณสมัยของพระองค์ที่งานแถลงในนครรัฐวาติกัน โดยทรงเรียกร้องให้รัฐบาลประเทศต่างๆ ชะลอตัวและควบคุมการพัฒนาเพื่อวางกฎเกณฑ์ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างใกล้ชิด

โป๊ปเลโอทรงเตือนว่าเทคโนโลยีเหล่านี้กำลังแพร่กระจายข้อมูลเท็จ มุ่งเน้นไปที่ความขัดแย้ง และเสี่ยงที่จะนำพาโลกไปสู่เส้นทางแห่งสงครามที่ไม่มีวันสิ้นสุด พร้อมแสดงความกังวลว่า ระบบอาวุธอัตโนมัติบางประเภทได้ก้าวล้ำไปไกลจน “เกือบจะอยู่เหนือความสามารถของมนุษย์ในการควบคุมดูแลพวกมันแล้ว”

ทั้งนี้ พระสันตะปาปาเลโอทรงเริ่มใช้สำนวนที่เฉียบขาดและดุดันมากขึ้นในเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องสงครามเมื่อช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา จนเรียกเสียงวิจารณ์อย่างหนักจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม พระองค์เรียกร้องต่อบรรดาผู้นำโลกอีกครั้งผ่าน สารตราพระสันตะปาปา ฉบับนี้

ในสารตราดังกล่าวซึ่งมีชื่อว่า “Magnifica Humanitas” (มนุษยชาติอันสง่างาม) โป๊ปเลโอเรียกร้องไม่ให้กรรมสิทธิ์ในข้อมูล AI ตกไปอยู่ในมือของภาคเอกชนแต่เพียงผู้เดียว และขอให้ผู้กำหนดนโยบายร่วมกันปกป้องสิทธิ์ของแรงงาน รวมถึงดูแลให้เด็กๆ ปลอดภัยจากเทคโนโลยีดังกล่าว พร้อมทั้งทรงกระตุ้นให้ลดการแข่งขันที่ดุเดือดระหว่างบริษัท AI ต่างๆ ลง

“สิ่งที่จำเป็นในขณะนี้คือ ความมุ่งมั่นและการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่จริงจังยิ่งขึ้น จนมีความสามารถมากพอที่จะช่วยชะลอสิ่งต่างๆ ให้ช้าลง ในยามที่ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังเร่งความเร็วไปข้างหน้า”

นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงเรียกร้องให้มี “กรอบกฎหมายที่เข้มแข็ง มีการตรวจสอบที่เป็นอิสระ มีผู้ใช้งานที่รู้เท่าทันเทคโนโลยี และมีระบบการเมืองที่ไม่ละทิ้งความรับผิดชอบของตนเอง”

อนึ่ง สารตราพระสันตะปาปาถือเป็นหนึ่งในรูปแบบคำสอนขั้นสูงสุดจากพระประมุขแห่งคริสตจักรโรมันคาทอลิกที่ส่งถึงคริสตศาสนิกชนราว 1,400 ล้านคนทั่วโลก โดยเอกสารที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมามีความยาวเกือบ 43,000 คำ และได้รับการจัดทำขึ้นมาเกือบจะทันทีนับตั้งแต่ที่พระสันตะปาปาเลโอทรงได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งเมื่อปีเศษที่ผ่านมา

ในสารตรา โป๊ปเลโอยังทรงประณามสงครามมากมายที่กำลังสร้างความปั่นป่วนไปทั่วโลกอยู่ตอนนี้, แสดงความเสียใจที่องค์กรพหุภาคีต่างๆ อ่อนแอลง และเตือนว่าผลกำไรของอุตสาหกรรมอาวุธคือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่อยู่เบื้องหลังความขัดแย้งต่างๆ

สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอยังได้ทรงแถลงการณ์อย่างชัดเจนที่สุดเท่าที่เคยมีมาจากปากขององค์พระประมุขแห่งคริสตจักร ว่าพระองค์ปฏิเสธทฤษฎี “สงครามอันชอบธรรม” (Just War Theory) ซึ่งเป็นหลักคำสอนที่คริสตจักรใช้ประเมินความขัดแย้งระดับโลกมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 5 เป็นอย่างน้อย

หลักการของทฤษฎีนี้โดยทั่วไปกำกับไว้ว่า สงครามควรจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเป็นไปเพื่อการป้องกันตนเองจากการรุกรานเท่านั้น ซึ่งที่ผ่านมา คณะเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ รวมถึงรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ ซึ่งเป็นคาทอลิก ก็ได้นำทฤษฎีนี้มาใช้อ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับสงครามอิหร่านเช่นกัน

“ทฤษฎี “สงครามอันชอบธรรม” ซึ่งมักถูกนำมาใช้บ่อยครั้งจนเกินไปเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับสงครามทุกรูปแบบ บัดนี้ได้ล้าสมัยไปแล้ว” พระสันตะปาปาเลโอทรงระบุ “การใช้กำลัง ความรุนแรง และอาวุธ สะท้อนให้เห็นถึงความยากจนข้นแค้นทางความสัมพันธ์ ซึ่งมักจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เลวร้ายต่อประชากรพลเรือนเสมอ”

นอกจากนี้ พระสันตะปาปาเลโอยังทรงแสดงความกังวลว่า บรรดาผู้นำประเทศอาจก่อสงครามขึ้นมาเพียงเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนจากปัญหาภายในประเทศ

“เราไม่อาจตัดความเป็นไปได้ที่ผู้นำบางคนอาจมองว่าความขัดแย้งด้วยอาวุธ เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาภายในประเทศ และเป็นเครื่องมืออันไร้ยางอายในการจัดการกับความยากลำบากที่ตนเผชิญอยู่” พระองค์ทรงกล่าวสรุป

ในสารตราดังกล่าว โป๊ปเลโอที่ 14 ยังทรงประณามสิ่งที่พระองค์เรียกว่า “รูปแบบใหม่ของการตกเป็นทาส” ที่กลุ่มคนที่ต้องดูแลระบบ AI รวมถึงคนงานในโรงงานผลิตอุปกรณ์เทคโนโลยี เช่น คอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนที่ต้องเปิดใช้งาน AI กำลังเผชิญอยู่

“ในบางพื้นที่ของโลก เด็กและเยาวชนต้องทำงานในสภาพแวดล้อมที่อันตราย ทั้งการบดสกัดวัตถุดิบเพื่อให้ได้มาซึ่งแร่ธาตุหายาก (Rare Earth)” พระสันตะปาปาทรงระบุ “ร่างกายของคนเหล่านี้ต้องมีบาดแผล ได้รับบาดเจ็บ และสึกหรอไป เพื่อให้กระแสข้อมูลของการประมวลผลสามารถดำเนินไปได้อย่างไร้รอยต่อ ความจริงข้อนี้กำลังท้าทายมโนสำนึกทางศีลธรรมในยุคสมัยของเราอย่างลึกซึ้ง”

นอกจากนี้ สมเด็จพระสันตะปาปายังทรงยอมรับว่า คริสตจักรโรมันคาทอลิกไม่ได้ออกมาประณามการค้าทาสข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกอย่างจริงจังจนกระทั่งศตวรรษที่ 19 และทรงกล่าวคำขออภัยเป็นการส่วนพระองค์

“สิ่งนี้ถือเป็นบาดแผลในความทรงจำของชาวคริสต์” พระองค์ทรงระบุ “และด้วยเหตุนี้ ในนามของคริสตจักร ข้าพเจ้าขออภัยด้วยความจริงใจ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ฟิลิปปินส์พบแล้ว 4 ศพ เหตุตึกถล่มในเมืองแองเจลิส คาดยังสูญหายอีก 12 คน

ฟิลิปปินส์พบแล้ว 4 ศพ เหตุตึกถล่มในเมืองแองเจลิส คาดยังสูญหายอีก 12 คน

26 พ.ค. 2569 01:39 น.

ฟิลิปปินส์พบแล้ว 4 ศพ เหตุตึกถล่มในเมืองแองเจลิส คาดยังสูญหายอีก 12 คน

เจ้าหน้าที่ฟิลิปปินส์ยุติปฏิบัติการค้นหาผู้รอดชีวิตในเหตุตึกถล่มที่เมืองแองเจลิสแล้ว และจะเปลี่ยนเป็นปฏิบัติการกู้ร่างในวันอังคาร โดยคาดว่ายังมีผู้ถูกฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพังอีก 12 ราย

เจ้าหน้าที่ฝ่ายบรรเทาสาธารณภัยของฟิลิปปินส์เปิดเผยเมื่อช่วงดึกของวันจันทร์ที่ 25 พ.ค. 2569 ตามเวลาท้องถิ่นว่า พวกเขายุติปฏิบัติการกู้ภัยที่ดำเนินมานาน 2 วัน เพื่อค้นหาผู้ประสบภัยอย่างน้อย 12 คนที่เชื่อว่าถูกฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพังของอาคารที่พังถล่มในเมืองแองเจลิส ทางตอนเหนือของประเทศแล้ว

จนถึงขณะนี้ เจ้าหน้าที่สามารถกู้ร่างผู้เสียชีวิตได้แล้ว 4 ราย ซึ่งรวมถึงชายชาวมาเลเซีย 1 ราย และคนงานก่อสร้างที่ติดอยู่ภายในอีก 2 ราย จากซากปรักหักพังของโครงการคอนโดมิเนียมสูง 9 ชั้น ซึ่งพังถล่มลงมาทับโรงแรมที่อยู่ใกล้เคียงในเมืองแองเจลิสเมื่อช่วงเช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (24 พ.ค.)

ก่อนหน้านี้ในวันจันทร์ ความหวังในการพบผู้รอดชีวิตเริ่มปรากฏขึ้นเมื่อเซนเซอร์ตรวจจับความร้อนตรวจพบสิ่งที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยอธิบายว่าเป็น “สัญญาณชีพ” ในพื้นที่หนึ่งของซากอาคาร อย่างไรก็ตาม มาเรีย ลีอาห์ ซาจิลี โฆษกสำนักงานดับเพลิงส่วนภูมิภาค เปิดเผยในเวลาต่อมาว่า ไม่พบผู้รอดชีวิตหรือร่างผู้เสียชีวิตเพิ่มเติมแต่อย่างใด

เธอกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ปฏิบัติการกู้ภัยยุติลงอย่างเป็นทางการในคืนวันจันทร์ และมีการระงับการค้นหาตลอดทั้งคืน ก่อนที่จะเริ่ม “ปฏิบัติการกู้ร่าง” ในวันอังคาร

ทั้งนี้ ชายชาวมาเลเซียซึ่งเป็นแขกที่มาเข้าพักในโรงแรม และคนงานก่อสร้างอีกสองคนนั้น ถูกพบเมื่อวันอาทิตย์ ในสภาพที่ติดอยู่ใต้ซากตึกแต่ยังมีชีวิตอยู่ ทว่าทั้ง 3 คน เสียชีวิตก่อนที่เจ้าหน้าที่จะสามารถดึงร่างออกมาจากซากปรักหักพังได้ ส่วนผู้เสียชีวิตรายที่ 4 ที่ได้รับการยืนยันนั้นยังไม่สามารถระบุตัวตนได้ว่าเป็นใคร

นางซาจิลีระบุว่าเพิ่มเติมว่า ในตอนแรกรายงานระบุว่า มีผู้สูญหายในเหตุตึกถล่ม 17 คน แต่เจ้าหน้าที่กู้ภัยเผยว่า มีผู้สูญหายรายหนึ่งติดต่อกลับมาในวันจันทร์เพื่อยืนยันว่าตนเองไม่ได้อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวในเวลาที่เกิดเหตุ ส่งผลให้ยอดผู้สูญหายที่เหลืออยู่ 16 ราย และ 4 รายในจำนวนนี้ได้รับการยืนยันว่าเสียชีวิต

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สลด รถพุ่งชนช้างในอุทยานยูกันดา คนดับ 3 ศพเจ็บ 4 ราย

สลด รถพุ่งชนช้างในอุทยานยูกันดา คนดับ 3 ศพเจ็บ 4 ราย

25 พ.ค. 2569 23:32 น.

สลด รถพุ่งชนช้างในอุทยานยูกันดา คนดับ 3 ศพเจ็บ 4 ราย

เกิดเหตุรถยนต์วิ่งชนช้างป่าในอุทยานของประเทศยูกันดา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ศพ บาดเจ็บอีก 4 ราย แต่ไม่มีการเปิดเผยว่า ช้างที่ถูกชนอาการเป็นอย่างไร

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุรถยนต์ซึ่งบรรทุกเจ้าหน้าที่จากสำนักงานสรรพากรยูกันดา (URA) พุ่งชนช้างภายในอุทยานแห่งชาติ “เมอร์ชิสัน ฟอลส์” (Murchison Falls) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศยูกันดา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ศพ บาดเจ็บอีก 4 ราย

กองกำลังตำรวจยูกันดาเปิดเผยผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า รถยนต์คันดังกล่าวอยู่ระหว่างการเดินทางจากเมืองอารัว (Arua) เพื่อกลับไปยังกรุงกัมปาลา (Kampala) ซึ่งเป็นเมืองหลวง ก่อนจะเกิดการชนกันขึ้น

ผู้ได้รับบาดเจ็บได้รับการนำตัวส่งโรงพยาบาลในท้องถิ่นอย่างเร่งด่วน และต่อมาได้ถูกย้ายไปรักษาตัวต่อที่กรุงกัมปาลา อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ไม่ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับอาการหรือสถานะของช้างป่าที่ถูกรถชน

ทั้งนี้ อุบัติเหตุทางรถยนต์ถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในยูกันดา และเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ป่าและมนุษย์ก็มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน เนื่องจากการขยายตัวของชุมชนได้รุกล้ำเข้าไปในพื้นที่คุ้มครองสัตว์ป่า

ด้านองค์การบริหารจัดการสัตว์ป่ายูกันดา (UWA) ออกมาเตือนให้ผู้ขับขี่เพิ่มความระมัดระวังเพื่อสังเกตสัตว์ที่อาจเดินข้ามถนน “เราขอแนะนำเป็นอย่างยิ่งให้ผู้ใช้รถใช้ถนนที่เดินทางผ่านพื้นที่คุ้มครอง ขับขี่ด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากมีสัตว์ป่าข้ามถนนอยู่เป็นประจำ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc