ทรัมป์คุยแล้ว 7 ประเทศ เรื่องเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ลั่นจะจำไว้หากใครไม่ช่วย

ทรัมป์คุยแล้ว 7 ประเทศ เรื่องเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ลั่นจะจำไว้หากใครไม่ช่วย

16 มี.ค. 2569 21:34 น.

ทรัมป์คุยแล้ว 7 ประเทศ เรื่องเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ลั่นจะจำไว้หากใครไม่ช่วย

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เขาได้พูดคุยกับอย่างน้อย 7 ประเทศแล้ว เรื่องการส่งเรือรบมาร่วมเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง โดยระบุว่าสหรัฐฯ ช่วยยุโรปมามาก และเขาจะจำไว้หากใครไม่ช่วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวระหว่างโดยสารเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันกลับกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อคืนวันอาทิตย์ (15 มี.ค. 2569) ตามเวลาท้องถิ่น ว่า เขาได้หารือกับประเทศต่างๆ “ประมาณ 7 ประเทศ” เกี่ยวกับการส่งกองกำลังเข้า “ลาดตระเวน” บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ

ทรัมป์ระบุว่า จีน คือหนึ่งในประเทศเหล่านั้น โดยเน้นย้ำว่าจีนเป็นประเทศที่พึ่งพาการขนส่งน้ำมันผ่านเส้นทางเดินเรือดังกล่าวอย่างมาก แม้เขาจะปฏิเสธที่จะระบุชื่อประเทศอื่นๆ ที่เขาได้ติดต่อไป แต่ได้มีการอ้างถึง กลุ่มพันธมิตร NATO รวมถึงประเทศอื่นๆ ที่เขาเชื่อว่าจำเป็นต้อง “ปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง”

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับ Financial Times ว่าเป็นเรื่อง “เหมาะสมอย่างยิ่ง” ที่นานาประเทศซึ่งได้รับประโยชน์จากช่องแคบฮอร์มุซ ควรจะเข้ามามีส่วนร่วมในการพยายามเปิดเส้นทางนี้อีกครั้ง

เขายังได้กล่าวเตือนว่า หากไม่มีการตอบรับจากประเทศอื่นๆ อาจส่งผลเลวร้ายมากต่ออนาคตของ NATO พร้อมเสริมว่าที่ผ่านมาสหรัฐฯ “ใจดี” กับพันธมิตรในยุโรปมากๆ แล้ว

โดนัลด์ ทรัมป์กล่าวว่า “เราไม่จำเป็นต้องช่วยพวกเขาเรื่องยูเครนก็ได้ เพราะยูเครนอยู่ห่างจากเราเป็นพันๆ ไมล์… แต่เราก็ช่วย ตอนนี้เราจะได้เห็นกันว่าพวกเขาจะช่วยเราบ้างไหม เพราะผมพูดมานานแล้วว่าเราจะอยู่เคียงข้างพวกเขาเสมอ แต่พวกเขาจะไม่ยอมอยู่เคียงข้างเรา และผมเองก็ไม่แน่ใจว่าพวกเขาจะมาช่วยจริงหรือไม่”

ทรัมป์ย้ำด้วยว่า “จะจดจำไว้” หากประเทศใดปฏิเสธที่จะช่วย

ทั้งนี้ ถ้อยแถลงของทรัมป์มีขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่เขาเรียกร้องให้ จีน ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหราชอาณาจักร ส่งเรือรบมาช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ถูกอิหร่านปิดไปอีกครั้ง แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีประเทศใดตอบรับคำขอ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิสราเอลทำลายเครื่องบินที่ “อยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี” เคยใช้

อิสราเอลทำลายเครื่องบินที่ "อยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี" เคยใช้

16 มี.ค. 2569 17:39 น.

อิสราเอลทำลายเครื่องบินที่ “อยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี” เคยใช้

กองทัพอิสราเอลเผยกองทัพอากาศโจมตีทำลายเครื่องบินที่เคยใช้โดย “อยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี” อดีตผู้นำสูงสุดอิหร่านที่สนามบินเมห์ราบัด กรุงเตหะราน ระบุเป็นการลดศักยภาพเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐบาลอิหร่าน ขณะที่สงครามสหรัฐ–อิสราเอลกับอิหร่านยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่สาม สถานการณ์ยังทวีความตึงเครียดทั่วภูมิภาค

กองทัพอิสราเอล (IDF) แถลงวันนี้ (16 มี.ค.) ว่า ฝูงบินขับไล่ได้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศในช่วงข้ามคืน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือเครื่องบินประจำตำแหน่งของ “อยาตอลเลาะห์  อาลี คาเมเนอี” อดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ซึ่งจอดอยู่ที่สนามบินเมห์ราบัดในกรุงเตหะราน

แถลงการณ์ระบุว่า เครื่องบินลำดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงพาหนะส่วนตัว แต่เป็นกลไกสำคัญที่ระบอบอิหร่านและเจ้าหน้าที่ระดับสูงใช้ในการเดินทางเพื่อ จัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ รวมถึงใช้ประสานงานกับกลุ่มประเทศในเครือข่ายพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ การทำลายเครื่องบินลำนี้จึงถือเป็นการลดขีดความสามารถทางยุทธศาสตร์ในการฟื้นฟูกำลังพลและการขยายอำนาจทางทหารของอิหร่านโดยตรง

การโจมตีครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของระลอกการโจมตีขนาดใหญ่ที่อิสราเอลเปิดฉากถล่มโครงสร้างพื้นฐานใน 3 เมืองหลัก ได้แก่ เตหะราน, ชีราซ และตาบริซ หลังจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่านดำเนินมานานกว่า 2 สัปดาห์ และยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลง

สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นเมื่ออิหร่านสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว 1 ใน 5 ของโลก ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลกและทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้ออกมาเรียกร้องให้ประเทศที่ต้องพึ่งพาน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียส่งกำลังมาช่วยคุ้มกันเส้นทางเดินเรือ โดยทรัมป์ใช้มาตรการกดดันหลายด้าน เช่น การขู่เลื่อนการไปเยือนจีน หากรัฐบาลจีนไม่ให้ความช่วยเหลือ และการเตือนพันธมิตรนาโตว่าอาจเผชิญกับอนาคตที่ “เลวร้ายมาก” หากไม่ช่วยเปิดเส้นทางเดินเรือ

อย่างไรก็ตาม หลายประเทศยังคงท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้ โดย ญี่ปุ่นและออสเตรเลีย ปฏิเสธการส่งเรือรบไปยังตะวันออกกลาง ขณะที่สหภาพยุโรปกำลังอยู่ระหว่างการหารือเพื่อหาทางออกในเรื่องนี้

ความขัดแย้งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในอิหร่าน แต่ได้ลุกลามไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีรายงานการโจมตีด้วยโดรนใน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จนต้องระงับการขนถ่ายน้ำมันที่ท่าเรือฟูไจราห์เนื่องจากเกิดเหตุเพลิงไหม้ ส่วนที่นครดูไบ เที่ยวบินต่าง ๆ เริ่มกลับมาให้บริการอย่างจำกัดหลังต้องหยุดชะงักจากเหตุโดรนโจมตีเช่นกัน.

ที่มา The Jerusalem Post

จับตา “ทรัมป์” อาจเลื่อนพบ “สี จิ้นผิง” หากจีนยังเมินช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

จับตา "ทรัมป์" อาจเลื่อนพบ "สี จิ้นผิง" หากจีนยังเมินช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

16 มี.ค. 2569 17:38 น.

จับตา “ทรัมป์” อาจเลื่อนพบ “สี จิ้นผิง” หากจีนยังเมินช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ทางการจีนยืนยันกำลังประสานงานกับสหรัฐฯ เรื่องแผนเยือนจีนของ โดนัลด์ ทรัมป์ ปลายเดือนนี้ ขณะที่ทรัมป์ยังขู่เลื่อนพบ สี จิ้นผิง หากจีนไม่ยื่นมือช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หลังราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง

วันนี้ (16 มี.ค.) ทางการจีนได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าในการประสานงานกับรัฐบาลสหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับกำหนดการเดินทางเยือนประเทศจีนของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นภายในเดือนนี้ ท่ามกลางกระแสข่าวว่าผู้นำสหรัฐฯ อาจตัดสินใจเลื่อนการประชุมสุดยอดครั้งสำคัญนี้ออกไป หากรัฐบาลจีนไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

นายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ส่งสัญญาณว่าสหรัฐอาจจำเป็นต้องชะลอการพบปะกับนายสี จิ้นผิง ผู้นำสูงสุดของจีน ออกไป หากจีนยังมีท่าทีนิ่งเฉยต่อสถานการณ์ที่ตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการที่ประเทศอิหร่านได้สั่งปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการขนส่งน้ำมันของโลก เพื่อตอบโต้การทำสงครามกับสหรัฐฯ และอิสราเอล

โดยนายหลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน แถลงต่อสื่อมวลชนว่า ขณะนี้ทั้งจีนและสหรัฐยังคงติดต่อสื่อสารกันอย่างต่อเนื่องในประเด็นเรื่องการเดินทางเยือนจีนของประธานาธิบดีทรัมป์  พร้อมย้ำว่าการทูตระดับประมุขของรัฐระหว่างสองมหาอำนาจโลกอย่างจีนและสหรัฐฯ เป็นกลไกสำคัญในการวางแนวทางด้านยุทธศาสตร์อย่างที่ไม่มีสิ่งใดมาทดแทนได้

อย่างไรก็ตามนายหลิน เจี้ยน ไม่ได้ตอบคำถามเรื่องแรงกดดันจากสหรัฐฯ ที่เรียกร้องให้ทั้งพันธมิตรนาโตและจีนเร่งหาทางเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง เพียงแต่ยอมรับว่าสถานการณ์ที่ตึงเครียดในพื้นที่ดังกล่าวกำลังสร้างความปั่นป่วนอย่างมากต่อเส้นทางการค้าสากล ทั้งในแง่ของการขนส่งสินค้าทั่วไปและสินค้าพลังงาน

วิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางครั้งนี้ส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก โดยทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นถึงร้อยละ 40-50 นับตั้งแต่สงครามเริ่มปะทุ เนื่องจากการปิดช่องทางเดินเรือหลักที่ใช้ขนส่งสินค้าพลังงาน และที่การอิหร่านโจมตีแหล่งพลังงานรวมถึงอุตสาหกรรมการเดินเรือของประเทศเพื่อนบ้านต่าง ๆ ในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย 

จีนเองถือเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ รวมทั้งยังเป็นหนึ่งในประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของเอเชียที่ต้องพึ่งพาน้ำมันจากช่องแคบฮอร์มุซเป็นอย่างมากในการดำเนินเศรษฐกิจ โดยข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์ Kpler ระบุว่า ในปีที่ผ่านมา จีนนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางผ่านทางทะเลสูงถึงร้อยละ 57 ของการนำเข้าทั้งหมด

สำหรับกำหนดการเดินทางเยือนจีนตามที่สหรัฐฯระบุไว้นั้น คาดว่า ทรัมป์จะเดินทางถึงประเทศจีนในวันที่ 31 มีนาคม และจะพำนักอยู่จนถึงวันที่ 2 เมษายน นี้ อย่างไรก็ตาม ทางรัฐบาลจีนยังไม่ได้ออกมายืนยันวันเวลาที่แน่นอน ตามธรรมเนียมปฏิบัติที่จีนมักจะเปิดเผยกำหนดการต่าง ๆ ออกมาอย่างเป็นทางการเพียงไม่นานก่อนถึงเวลาจริง.

ที่มา: CNA

อินโดฯ เร่งล่า 4 คนร้ายสาดน้ำกรดใส่นักเคลื่อนไหวบาดเจ็บ ปมวิจารณ์ทหารแทรกแซงการเมือง

อินโดฯ เร่งล่า 4 คนร้ายสาดน้ำกรดใส่นักเคลื่อนไหวบาดเจ็บ ปมวิจารณ์ทหารแทรกแซงการเมือง

16 มี.ค. 2569 16:08 น.

อินโดฯ เร่งล่า 4 คนร้ายสาดน้ำกรดใส่นักเคลื่อนไหวบาดเจ็บ ปมวิจารณ์ทหารแทรกแซงการเมือง

ตำรวจอินโดนีเซียเร่งล่าตัว 4 คนร้าย คดีสาดน้ำกรดใส่ “อันดรี ยูนุส” นักเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชนชื่อดัง ที่วิจารณ์บทบาทกองทัพในรัฐบาล ขณะกลุ่มสิทธิมนุษยชนทั้งในและต่างประเทศร่วมประณามเหตุการณ์รุนแรงครั้งนี้ ท่ามกลางความกังวลว่าค่านิยมประชาธิปไตยในประเทศกำลังถดถอย

เจ้าหน้าที่ตำรวจกรุงจาการ์ตาเปิดเผยความคืบหน้าการสืบสวนเหตุโจมตีด้วยน้ำกรดใส่นายอันดรี ยูนุส  รองผู้ประสานงานกลุ่ม “คอนทราส” (KontraS) ซึ่งเป็นองค์กรปกป้องสิทธิมนุษยชนและเหยื่อความรุนแรงระดับแนวหน้าของอินโดนีเซีย โดยภาพจากกล้องวงจรปิดเผยให้เห็นว่ามีผู้ต้องสงสัย 4 คน ขี่รถจักรยานยนต์ 2 คัน ติดตามนายอันดรีมาก่อนจะลงมือก่อเหตุเมื่อวันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่นายอันดรีเสร็จสิ้นการบันทึกเทปรายการพอดแคสต์ ในหัวข้อการขยายอำนาจของกองทัพในกิจการพลเรือน ซึ่งเขาเป็นหนึ่งในผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์ประเด็นนี้อย่างเผ็ดร้อนมาโดยตลอด

ตัวแทนจากกลุ่ม KontraS ระบุว่า นายอันดรีได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการถูกสาดน้ำกรด โดยมีบาดแผลพุพองครอบคลุมพื้นที่ 24% ของร่างกาย ทั้งบริเวณใบหน้า หน้าอก มือ และลำตัว โดยเฉพาะดวงตาข้างขวาที่ได้รับความเสียหายรุนแรงที่สุด จนต้องเข้ารับการรักษาตัวในหออภิบาลผู้ป่วยหนัก (ICU) ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด

เหตุโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับกระบวนการประชาธิปไตยในอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศประชาธิปไตยใหญ่อันดับ 3 ของโลก โดยภายใต้การบริหารของ ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต อดีตนายพลผู้ทรงอิทธิพล กองทัพได้เข้ามามีบทบาทในกิจการพลเรือนและรัฐวิสาหกิจมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ประเด็นดังกล่าวนำไปสู่การประท้วงใหญ่ทั่วประเทศในช่วงเดือนสิงหาคมและกันยายนปีที่แล้ว ซึ่งบานปลายกลายเป็นจลาจลหลังเจ้าหน้าที่ความมั่นคงสังหารคนขับรถจักรยานยนต์รับจ้างใกล้พื้นที่ชุมนุม จนมีการจับกุมนักเคลื่อนไหวจำนวนมาก

ด้านนายโวลเกอร์ เติร์ก หัวหน้าฝ่ายสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ (UN) ประณามเหตุการณ์นี้ว่าเป็น “การกระทำที่ขี้ขลาดและน่าสะพรึงกลัว” พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ ขณะที่องค์กรกว่า 170 แห่ง รวมถึงแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชันแนล (Amnesty International) เชื่อว่าการโจมตีครั้งนี้มีเจตนาฆ่าเพื่อข่มขู่เหล่านักสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน

นายยุซริล อิหซา มาเฮนดรา รัฐมนตรีกระทรวงกฎหมาย ระบุว่าเหตุการณ์นี้ถือเป็นการ “โจมตีตัวประชาธิปไตยเอง” และขัดต่อคำมั่นสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนของประธานาธิบดี ส่วนนักวิเคราะห์จากสถาบัน ISEAS ในสิงคโปร์ มองว่านี่คือ “สัญญาณเตือน” เพื่อปิดปากผู้เห็นต่างและสกัดกั้นไม่ให้เกิดการประท้วงระลอกใหม่ในอินโดนีเซีย.

ที่มา Reuters

สลด! ไฟไหม้ห้อง ICU โรงพยาบาลอินเดีย คร่าชีวิตคนไข้ 10 ศพ คาดเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร

สลด! ไฟไหม้ห้อง ICU โรงพยาบาลอินเดีย คร่าชีวิตคนไข้ 10 ศพ คาดเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร

16 มี.ค. 2569 15:37 น.

สลด! ไฟไหม้ห้อง ICU โรงพยาบาลอินเดีย คร่าชีวิตคนไข้ 10 ศพ คาดเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร

เกิดเหตุเพลิงไหม้ภายในห้องไอซียูแผนกอุบัติเหตุของโรงพยาบาลในรัฐโอริสสา ประเทศอินเดีย ส่งผลให้คนไข้เสียชีวิต 10 ศพ เจ้าหน้าที่บาดเจ็บอีก 11 ราย ขณะพยายามเข้าช่วยเหลือ คาดสาเหตุจากไฟฟ้าลัดวงจร

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า วันนี้ (16 มี.ค.) เกิดเหตุเพลิงไหม้รุนแรงภายในศูนย์อุบัติเหตุของวิทยาลัยการแพทย์และโรงพยาบาลเอสซีบี (SCB Medical College and Hospital) ซึ่งเป็นสถานพยาบาลขนาดใหญ่ของรัฐฯ ในเมือง Cuttack รัฐโอริสสา ทางตะวันออกของประเทศอินเดีย โดยต้นเพลิงเกิดขึ้นภายในห้องไอซียูแผนกผู้ป่วยอุบัติเหตุ เมื่อเวลาประมาณ 02.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ท่ามกลางความแตกตื่นของผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ในช่วงกลางดึก

นายโมฮัน จารัน มาจฮี (Mohan Charan Majhi) มุขมนตรีรัฐโอริสสา แถลงยืนยันว่า มีผู้ป่วยเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้รวม 10 ราย และนอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลอีก 11 ราย ถูกไฟคลอกและต้องเข้ารับการรักษาอย่างเร่งด่วน หลังจากพยายามเสี่ยงชีวิตเข้าไปช่วยเหลือคนไข้ออกจากกองเพลิง โดยเปลวเพลิงได้ลุกลามจากห้องไอซียูแผนกอุบัติเหตุไปยังแผนกใกล้เคียงอย่างรวดเร็ว ก่อนที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจะสามารถเข้าควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ในเวลาต่อมา และทำการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยที่เหลือไปยังแผนกอื่นเพื่อความปลอดภัย

สำหรับสาเหตุเบื้องต้น เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าอาจเกิดจากเหตุไฟฟ้าลัดวงจร ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังที่ทำให้เกิดโศกนาฏกรรมในโรงพยาบาลหลายแห่งของอินเดียมาโดยตลอด โดยหากย้อนกลับไปในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จะพบเหตุการณ์สลดในลักษณะเดียวกันนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง เช่น

  • ในปี 2568: เกิดเพลิงไหม้แผนก ICU ในโรงพยาบาลรัฐราชสถาน ทำให้มีคนไข้เสียชีวิต 6 ราย
  • ในปี 2567: เกิดเพลิงไหม้แผนก ICU เด็กแรกเกิดในโรงพยาบาลในเมือง Jhansi ทำให้มีทารกเสียชีวิตอย่างน้อย 10 ราย
  • ในปี 2564: เกิดเพลิงไหม้แผนก ICU ที่โรงพยาบาลวิชัย วัลลภ ในเมืองวิราร์ ขณะรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 ทำให้มีผู้เสียชีวิต 13 ราย รวมถึงยังมีเหตุเพลิงไหม้อีกเหตุการณ์ในโรงพยาบาลที่รัฐมหาราษฏระ ทำให้มีเด็กทารกเสียชีวิตถึง 10 ราย

มุขมนตรีรัฐโอริสสาได้กล่าวชื่นชมความกล้าหาญของทีมแพทย์และหน่วยรักษาความปลอดภัยที่ยอมเสี่ยงชีวิตตนเองเพื่อเข้าช่วยเหลือผู้ป่วย พร้อมกำชับให้มีการดูแลรักษาผู้ที่ได้รับบาดเจ็บอย่างดีที่สุด ขณะที่รัฐบาลท้องถิ่นได้ประกาศมาตรการเยียวยาด้วยการมอบเงินช่วยเหลือแก่ครอบครัวผู้สูญเสีย พร้อมสั่งการให้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้

โดยย้ำว่าหากพบว่าเหตุการณ์นี้เกิดจากความประมาทหรือความบกพร่องของบุคคลใด จะต้องมีการดำเนินการทางกฎหมายอย่างถึงที่สุด

ทั้งนี้ โรงพยาบาลในอินเดียถือเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัยสูง เนื่องจากมีการติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าจำนวนมาก ทั้งยังมีมีระบบออกซิเจนที่ไวไฟ รวมถึงความยากลำบากในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน.

ที่มา: BBC

เที่ยวบินกลับมาให้บริการ หลังโดรนโจมตีใกล้สนามบินดูไบทำไฟไหม้ถังเชื้อเพลิง

เที่ยวบินกลับมาให้บริการ หลังโดรนโจมตีใกล้สนามบินดูไบทำไฟไหม้ถังเชื้อเพลิง

16 มี.ค. 2569 15:19 น.

เที่ยวบินกลับมาให้บริการ หลังโดรนโจมตีใกล้สนามบินดูไบทำไฟไหม้ถังเชื้อเพลิง

สนามบินดูไบเริ่มกลับมาเปิดให้บริการอย่างจำกัด หลังเกิดเหตุโดรนโจมตีคลังน้ำมันใกล้สนามบินจนเกิดเพลิงไหม้รุนแรงเมื่อช่วงเช้าวันจันทร์ ท่ามกลางวิกฤตสงครามในตะวันออกกลางที่อิหร่านระดมยิงขีปนาวุธและโดรนใส่ยูเออีแล้วกว่า 1,900 ลูก หวังตอบโต้สหรัฐฯ และอิสราเอล

เกิดเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับโดรน ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ถังเก็บน้ำมันบริเวณใกล้กับสนามบินนานาชาติดูไบ ส่งผลกระทบต่อการเดินทางอย่างหนัก ทางการดูไบระบุว่าเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงไว้ได้แล้วและไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ

สนามบินดูไบ แถลงผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า “เที่ยวบินทั้งขาเข้าและขาออกจาก DXB กำลังทยอยกลับมาให้บริการในบางเส้นทาง หลังจากการระงับชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย” ขณะที่สายการบินเอมิเรตส์ แจ้งว่าจะกลับมาให้บริการตามตารางเวลาที่จำกัด และขอให้ผู้โดยสารตรวจสอบสถานะเที่ยวบินก่อนเดินทางมายังสนามบิน

พยานในที่เกิดเหตุเล่าว่า เห็นกลุ่มควันสีดำหนาทึบพวยพุ่งขึ้นจากบริเวณสนามบินเมื่อเวลาประมาณ 10:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ผู้โดยสารที่รอขึ้นเครื่องถูกอพยพไปยังชั้นล่างของอาคารเพื่อความปลอดภัยเป็นเวลาหลายชั่วโมง หนึ่งในผู้โดยสารเปิดเผยความรู้สึกว่า “ช่วงไม่กี่สัปดาห์มานี้มันยากลำบากมากที่เราต้องได้ยินเสียงระเบิดเป็นประจำ แต่ไม่คิดว่าการโจมตีของอิหร่านจะตามมาหลอกหลอนผมจนถึงชั่วโมงสุดท้ายก่อนที่จะได้บินกลับบ้าน”

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของยุทธวิธีตอบโต้จากอิหร่าน หลังจากคลังน้ำมันในกรุงเตหะรานถูกโจมตีจนเมืองตกอยู่ในความมืดมิดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ข้อมูลระบุว่าสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ถูกอิหร่านยิงขีปนาวุธและโดรนใส่แล้วกว่า 1,900 ลูก นับตั้งแต่เริ่มสงคราม ซึ่งถือว่ามากที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค

ส่วนกระทรวงกลาโหมซาอุดีอาระเบีย รายงานว่าสามารถสกัดกั้นโดรนได้มากกว่า 60 ลำ ทางตะวันออกของประเทศตั้งแต่ช่วงเที่ยงคืนวันจันทร์ โดยยูเออีรายงานผู้เสียชีวิตแล้ว 6 ราย เป็นพลเรือน 4 ราย และทหาร 2 รายจากเหตุเฮลิคอปเตอร์ตก

นักวิเคราะห์มองว่า หลังจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลได้ทำลายล้างกลุ่มผู้นำของอิหร่าน อิหร่านจึงเปลี่ยนเป้าหมายมาโจมตีทรัพย์สินของสหรัฐฯ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานทางพลเรือนที่สำคัญ ทั้งสนามบิน ท่าเรือ และโรงกลั่นน้ำมันรอบอ่าวเปอร์เซีย เพื่อสั่นคลอนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในฐานะศูนย์กลางการเงินโลกอย่างดูไบ

แม้ระบบป้องกันทางอากาศของยูเออีจะสามารถสกัดกั้นวัตถุระเบิดได้เป็นส่วนใหญ่ แต่เหตุการณ์ที่โดรนตกจนทำให้มีผู้บาดเจ็บ 4 คนเมื่อวันพุธที่ผ่านมา และเหตุเพลิงไหม้คลังน้ำมันในวันนี้ ยิ่งตอกย้ำถึงภัยคุกคามที่ขยับเข้าใกล้เขตพลเรือนมากขึ้นเรื่อยๆ.

สงครามอิหร่านดันต้นทุนน้ำมัน เสี่ยงค่าตั๋วแพงขึ้นทั่วโลก

สงครามอิหร่านดันต้นทุนน้ำมัน เสี่ยงค่าตั๋วแพงขึ้นทั่วโลก

16 มี.ค. 2569 14:18 น.

สงครามอิหร่านดันต้นทุนน้ำมัน เสี่ยงค่าตั๋วแพงขึ้นทั่วโลก

อนาคตราคาตั๋วเครื่องบินจะเป็นอย่างไร  ต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นจะกระทบต่อกระเป๋าเงิน นักเดินทางอย่างไร เมื่อราคาน้ำมันยังคงพุ่งสูงต่อเนื่อง เพราะสงครามระหว่าง สหรัฐอเมริกา-อิสราเอลเเละอิหร่าน ยังคงดำเนินต่อไป

หลังจากเหตุการณ์ที่สหรัฐ-อิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทะลุ 100 ดอลล่าร์ ต่อบาร์เรล ครั้งแรกในรอบ 4 ปี

สงครามในครั้งนี้ส่งผลอย่างมากในการดำเนินงานของสายการบินทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง และเที่ยวบินกว่า 50,000เที่ยวบิน ถูกยกเลิกตลอดช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา 

โรบ บริตตัน อาจารย์ภาคธุรกิจจากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วิเคราะห์ถึงสถานการณ์ในปัจจุบันว่า ปริมาณปิโตรเลียมได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้เพียงเล็กน้อย เเต่ราคาน้ำมันดิบกลับพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว 

เขาเสริมว่า ถ้าราคาน้ำมันยังคงพุ่งสูงขึ้นแบบนี้ ราคาตั๋วเครื่องบินก็จะมีราคาสูงตาม นี่เป็นคณิตศาสตร์ขั้นพื้นที่ฐานที่เข้าใจง่ายมากๆ เพราะเมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น ราคาตั๋วเครื่องก็เพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่เท่ากัน

ที่ผ่านมา สายการบินมักจะขึ้นราคาตั๋วเครื่องบินเมื่อเกิดปัญหาด้านต้นทุน เช่น ปัญหาราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งสิ่งนี้นับว่าเป็นการผลักภาระทางต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังผู้โดยสาร

ราคาตั๋วเครื่องบินมีผลอย่างมากต่ออุปสงค์หรือความต้องการในการเดินทาง ถ้าอัตราเงินเฟ้อหรืออัตราการว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจไม่เดินทางในช่วงหน้าร้อนนี้ ทางสายการบินคงไม่สามารถขึ้นราคาค่าตั๋วเครื่องบินได้ ไม่ว่าต้นทุนจะเพิ่มขึ้นอย่างไรก็ตาม 

ราคาเชื้อเพลิงเเละน้ำมันดิบสามารถพุ่งสูงอย่างรุนเเรงเเละคาดการณ์ไม่ได้ หากราคาน้ำมันปรับเปลี่ยนเล็กน้อยก็ส่งผลต่อผลกำไรของสายการบินได้ 

มีรายงานเพิ่มเติมว่า นักท่องเที่ยวมักจ่ายเงินจองเที่ยวบินล่วงหน้าเป็นเวลานาน ทำให้สายการบินไม่สามารถปรับขึ้นราคาตั๋วเครื่องบินได้หลังมีปัญหาราคาต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น ทำให้สายการบินต้องหันไปลดต้นทุนในการดำเนินการด้านอื่นๆ เพื่อทดเเทนกำไรที่หายไปจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น

ราคาต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลให้สายการบินต้องคิดทบทวนอีกครั้งในการดำเนินเที่ยวบินที่เคยได้กำไรเพราะราคาน้ำมันต่ำกว่าปัจจุบัน อีกทั้งนักเดินทางก็เริ่มมีตัวเลือกในการเดินทางที่ลดลง เพราะเมื่อสายการบินลดจำนวนเที่ยวบินลงก็เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ ราคาตั๋วเครื่องบินเพิ่มสูงขึ้น

นอกจากปัญหาราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงเเล้ว บางสายการบินยังคงเผชิญหน้ากับการระงับเที่ยวบินเพราะความขัดเเย้งในตะวันออกกลางยังคงดำเนินต่อไป ทำให้สายการบินต้องเสียเงินจำนวนมหาศาลในการชดเชยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อรักษาความปลอดภัยของผู้โดยสารเเละเจ้าหน้าที่

ผู้เชี่ยวชาญยังคงกังวลว่า หากราคาน้ำมันยังคงพุ่งขึ้นต่อไปสายการบินต้นทุนต่ำอย่าง สปิริตแอร์ไลน์ส (Spirit Airline) ของสหรัฐฯ อาจเกิดปัญหาล้มละลายเเละถูกบีบให้ออกจากธุรกิจนี้ ซึ่งในระยะยาวจะส่งผลกระทบทางลบต่อนักท่องเที่ยวเอง เพราะสายการบินอื่นๆ สามารถปรับเพิ่มราคาตั๋วเครื่องบินได้อย่างอิสระขึ้น เนื่องจากตลาดขาดคู่เเข่งที่ราคาถูกอย่าง สปิริตแอร์ไลน์ส ที่คอยช่วยตรึงราคาไว้

อัตราค่าตั๋วเครื่องบินขึ้นอยู่กับอุปทานหรือจำนวนของที่นั่งที่ทางสายการบินให้บริการและอุปสงค์หรือความต้องการเดินทางของผู้โดยสารซึ่งทั้ง 2 ปัจจัยนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนักตั้งเเต่มีความขัดแย้ง

ยิ่งไปกว่านั้นราคาตั๋วเครื่องบินยังคงเปลี่ยนไปตามปัจจัยต่างๆได้หลายปัจจัย เช่นอุปสงค์เเละอุปทานในการเดินทาง, ต้นทุนในการดำเนินเที่ยวบินอย่างราคาน้ำมัน, ฤดูกาล เเละรวมไปถึงคู่แข่ง 

มีอีกหลากหลายปัจจัยที่เรายังไม่รู้เเน่ชัดที่สามารถส่งผลต่อผู้โดยสาร เช่นความขัดเเย้งในครั้งนี้จะยืดเยื้อไปนานเท่าไหร่ ก็ยิ่งส่งผลลบต่อผู้โดยสารในเเง่ของค่าใช้จ่ายในการเดินทางมากขึ้นเท่านั้น 

ท้ายที่สุดสำหรับนักเดินทางคนใดที่ต้องการเดินทางในช่วงเดือนมิถุนายนเเละกรกฎาคม เเล้วยังไม่จองตั๋วเครื่องบินนั้น นี้เป็นโอกาสดีที่คุณจะจองตั๋วที่สามารถคืนเงินได้ เพราะถ้าหากราคาตํ่วเครื่องบินปรับลดลง คุณก็สามารถยกเลิกเเละจองใหม่ได้

การฟื้นตัวของตลาดพลังงานเวลานี้จึงเป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่ง หลังประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้เริ่มเปิดฉากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยหากราคาน้ำมันดิบและพลังงานยังคงเพิ่มสูงขึ้น สหรัฐจะรับรู้ถึงผลกระทบทางการเงินของตนเองได้ชัดเจนในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2026.

ที่มา: CNN

ศาลสวีเดนสั่งฝากขังกัปตัน “เรือเงารัสเซีย” แอบอ้างใช้ธงโคโมโรส ลอบขนส่งน้ำมันฝ่ามาตรการคว่ำบาตร

ศาลสวีเดนสั่งฝากขังกัปตัน "เรือเงารัสเซีย" แอบอ้างใช้ธงโคโมโรส ลอบขนส่งน้ำมันฝ่ามาตรการคว่ำบาตร

16 มี.ค. 2569 13:22 น.

ศาลสวีเดนสั่งฝากขังกัปตัน “เรือเงารัสเซีย” แอบอ้างใช้ธงโคโมโรส ลอบขนส่งน้ำมันฝ่ามาตรการคว่ำบาตร

ศาลสวีเดนมีคำสั่งฝากขังกัปตันเรือบรรทุกน้ำมันชาวรัสเซียวัย 55 ปี หลังพบแอบอ้างใช้ธงประเทศโคโมโรสพยายามแล่นผ่านน่านน้ำ คาดเป็นส่วนหนึ่งของกองเรือเงาของรัสเซียหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร

สื่อต่างประเทศรายงานว่าวันนี้ (16 มี.ค.) ศาลเมือง Ystad ประเทศสวีเดน มีคำสั่งฝากขังกัปตันเรือบรรทุกน้ำมันชาวรัสเซียวัย 55 ปี ซึ่งถูกจับกุมตัวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (13 มี.ค.) หลังอัยการสวีเดนตั้งข้อสงสัยว่าเขาใช้เอกสารปลอมในการเดินเรือ

ปฏิบัติการครั้งนี้เริ่มขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่หน่วยยามฝั่งสวีเดนบุกขึ้นตรวจสอบเรือบรรทุกน้ำมัน “ซี อาวล์ วัน” (Sea Owl I) ความยาว 228 เมตร ขณะลอยลำอยู่ทางตอนใต้ของเมืองเทรลเลบอร์ก (Trelleborg) ในคืนวัน พฤหัสที่ผ่านมา (12 มี.ค.) หลังพบความผิดปกติว่าเรือลำดังกล่าวติดธงชาติของประเทศโคโมโรส (ประเทศหมู่เกาะในแอฟริกา) แต่เจ้าหน้าที่กลับไม่พบชื่อเรือลำนี้อยู่ในทะเบียนเรือของประเทศโคโมโรสแต่อย่างใด ซึ่งการปลอมแปลงและแอบอ้างธงเพื่อเดินเรือถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง

จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ พบว่าเอกสารที่กัปตันวัย 55 ได้แสดงต่อเจ้าหน้าที่นั้นมีความน่าสงสัยว่าอาจเป็นเอกสารปลอมทั้งหมด รวมทั้ง เรือ “ซี อาวล์ วัน” (Sea Owl I) ลำนี้ ยังอยู่ในรายชื่อเรือที่ถูกสหภาพยุโรป (EU) คว่ำบาตรอีกด้วย เนื่องจากอาจเป็นส่วนหนึ่งของ “กองเรือเงา” (shadow fleet) ที่รัสเซียใช้ลักลอบขนส่งสินค้า เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันจากการรุกรานยูเครนเมื่อปี 2022

ขณะถูกบุกตรวจค้น เรือลำดังกล่าวกำลังมุ่งหน้าไปยังท่าเรือพรีมอร์สค์ (Primorsk) ในทะเลบอลติก ริมชายฝั่งประเทศรัสเซีย หลังออกเดินทางมาจากเมืองซานโตส ประเทศบราซิล โดยเรือลำนี้มีประวัติขนส่งน้ำมันระหว่างทั้งสองประเทศนี้มาอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

โฆษกสำนักงานอัยการสวีเดนยืนยันกับสื่อว่า จะควบคุมตัวกัปตันเรือรายนี้ไว้เพื่อสอบสวนขยายผลเพิ่มเติม เป็นเวลาราว 14 วัน ขณะที่สถานทูตรัสเซียในสวีเดนเปิดเผยว่า ในบรรดาลูกเรือทั้งหมด 24 ราย มี 10 ราย (รวมกัปตัน) เป็นชาวรัสเซีย และอีก 14 รายเป็นชาวอินโดนีเซีย โดยทางสถานทูตกำลังเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

เหตุการณ์นี้นับเป็นครั้งที่สองภายในเวลาหนึ่งสัปดาห์ ที่ทางการสวีเดนสามารถตรวจและยึดเรือต้องสงสัยที่มีความเกี่ยวข้องกับ “กองเรือเงาของรัสเซีย” หลังจากเมื่อวันที่ 6 มีนาคม ที่ผ่านมา หน่วยยามฝั่งสวีเดนได้ควบคุมและยึดเรือสินค้า คัฟฟา (Caffa) ที่ใช้ธงประเทศกินี ขนธัญพืชที่ถูกขโมยมาจากยูเครน เดินทางจากเมืองคาซาบลังกา ประเทศโมร็อกโก และกำลังมุ่งหน้าไปยังนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

นอกจากสวีเดนแล้ว ฝรั่งเศสก็ได้ยึดเรือในลักษณะเดียวกันนี้หลายลำ เช่น เรือ Grinch ที่พยายามล่องผ่านทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เมื่อเดือนมกราคม และ เรือ Boracay ที่พยายามล่องผ่านมหาสมุทรแอตแลนติกเมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ชาติตะวันตกได้บังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันของรัสเซียอย่างเข้มงวด นับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากบุกรุกยูเครนเต็มรูปแบบในปี 2022 โดยนอกจากการลักลอบขนส่งน้ำมัน กองเรือเงา ของรัสเซีย ยังถูกกล่าวหาว่าพยายาม “ปลอมแปลงพิกัดตำแหน่ง” (Spoofing) และมีความพัวพันกับการลักลอบทำลายสายเคเบิลใต้ทะเลและปล่อยโดรนสอดแนมอีกด้วย.

ที่มา: BBC

ญี่ปุ่นเริ่มระบายน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ รับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง

ญี่ปุ่นเริ่มระบายน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ รับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง

16 มี.ค. 2569 13:14 น.

ญี่ปุ่นเริ่มระบายน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ รับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง

รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศเริ่มระบายน้ำมันจากคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ หลังองค์การพลังงานระหว่างประเทศ หรือ  IEA เห็นชอบให้ประเทศสมาชิกระบายสต็อกน้ำมันเพื่อบรรเทาราคาพลังงานที่พุ่งสูงจากสงครามในตะวันออกกลาง ขณะที่รัฐบาลยืนยันยังไม่มีแผนส่งกองกำลังป้องกันตนเองทางเรือไปช่วยสหรัฐฯ คุ้มกันเส้นทางเดินเรือ

รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศผ่านราชกิจจานุเบกษาอย่างเป็นทางการว่าได้เริ่มกระบวนการลดระดับการสำรองน้ำมันของประเทศลง ซึ่งเป็นการตอบสนองต่อมติขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ หรือ  IEA เมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงอันเนื่องมาจากภาวะสงครามในตะวันออกกลาง

นายมิโนรุ คิฮาระ โฆษกรัฐบาลญี่ปุ่น ระบุว่าญี่ปุ่นจะระบายน้ำมันสำรองจากภาคเอกชนออกมาในปริมาณที่เท่ากับการบริโภคภายในประเทศเป็นเวลา 15 วัน ขณะที่นายเรียวเซ อากาซาวะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม เสริมว่าการระบายน้ำมันในระยะแรกจะเน้นไปที่คลังสำรองของภาคเอกชนก่อนจะเริ่มใช้คลังสำรองของรัฐบาล

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นถือเป็นประเทศที่มีคลังสำรองน้ำมันขนาดใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก โดยมีน้ำมันสำรองรวมกว่า 400 ล้านบาร์เรล (ข้อมูล ณ เดือนธันวาคม) ซึ่งเพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศนานถึง 254 วัน

IEA ระบุว่าสมาชิกทั่วโลกตกลงที่จะปล่อยน้ำมันสำรองรวมกันถึง 271.7 ล้านบาร์เรล ซึ่งถือเป็นการตอบสนองครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยแผนการดำเนินการระบุว่า ประเทศสมาชิกในแถบ เอเชียและโอเชียเนีย จะเริ่มระบายน้ำมันสู่ตลาดทันที ส่วนในภูมิภาคอเมริกาและยุโรปจะเริ่มดำเนินการในช่วงปลายเดือนมีนาคมนี้

ในประเด็นด้านความมั่นคง รัฐบาลญี่ปุ่นแสดงจุดยืนชัดเจนต่อคำร้องขอของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ที่เรียกร้องให้พันธมิตรรวมถึงญี่ปุ่น ส่งเรือรบไปช่วยคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากอิหร่านสั่งปิดเส้นทางเดินเรือดังกล่าวเพื่อตอบโต้สงครามกับสหรัฐฯ และอิสราเอล

นายชินจิโร โคอิซูมิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงต่อรัฐสภาว่า “ในสถานการณ์ปัจจุบัน เรายังไม่มีการพิจารณาสั่งการปฏิบัติการความมั่นคงทางทะเลใดๆ” ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของ นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ  ที่ระบุว่าเธอยังไม่ได้รับคำร้องขออย่างเป็นทางการจากทรัมป์ และย้ำว่าการตัดสินใจใดๆ ต้องยึดถือผลประโยชน์ของญี่ปุ่นและกรอบกฎหมายภายในประเทศเป็นสำคัญ พร้อมยอมรับว่าการส่งกองกำลังป้องกันตนเองไปปฏิบัติภารกิจในต่างประเทศนั้นเป็นเรื่องที่ “ยากลำบากอย่างยิ่งในทางกฎหมาย” เนื่องจากขัดต่อรัฐธรรมนูญฉบับปี 1947 ที่เน้นสันติภาพ

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก แต่กลับมีความเปราะบางด้านพลังงานสูงมาก เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางสูงถึง 95% และน้ำมันกว่า 70% ของญี่ปุ่นต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

การที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซจึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางพลังงานของญี่ปุ่น ทำให้รัฐบาลต้องเร่งระบายน้ำมันสำรองเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในขณะที่ต้องหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางทหารในระดับสากล.

ที่มา AFP

ทรัมป์กล่าวหาอิหร่านใช้ AI เป็น “อาวุธข่าวลวง” บิดเบือนสถานการณ์สงคราม

ทรัมป์กล่าวหาอิหร่านใช้ AI เป็น "อาวุธข่าวลวง" บิดเบือนสถานการณ์สงคราม

16 มี.ค. 2569 12:41 น.

ทรัมป์กล่าวหาอิหร่านใช้ AI เป็น “อาวุธข่าวลวง” บิดเบือนสถานการณ์สงคราม

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวหาอิหร่านใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์สร้างข้อมูลเท็จเกี่ยวกับความสำเร็จทางทหารและการสนับสนุนจากประชาชน พร้อมพาดพิงสื่อบางแห่งว่าอาจมีการประสานงานเผยแพร่ข่าวที่สร้างด้วย AI ท่ามกลางความตึงเครียดด้านสงครามและข้อพิพาทเรื่องการรายงานข่าว

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์บนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน โดยระบุว่าอิหร่านกำลังใช้ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เป็น “อาวุธปล่อยข้อมูลเท็จ” เพื่อบิดเบือนภาพลักษณ์ความสำเร็จและแรงสนับสนุนในระหว่างสงครามที่กำลังดำเนินอยู่

“AI เป็นสิ่งที่อันตรายมาก เราต้องระมัดระวังกับมันให้ดี” ทรัมป์กล่าว หลังจากที่ก่อนหน้านี้เขาได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์มทรูธโซเชียล โดยไม่มีหลักฐานยืนยันว่า สื่อตะวันตกบางสำนักกำลังประสานงานอย่างใกล้ชิดกับอิหร่านเพื่อเผยแพร่ “ข่าวปลอม” ที่สร้างขึ้นโดย AI

ทรัมป์ได้ยกตัวอย่าง 3 กรณีสำคัญที่เขาเชื่อว่าเป็นการใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาบิดเบือนความจริง ได้แก่กรณีเรือกามิกาเซ่พิฆาต ซึ่งทรัมป์อ้างว่าภาพเรือที่อิหร่านนำมาแสดงนั้นไม่มีอยู่จริง อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบของสำนักข่าวรอยเตอร์พบวิดีโอจากท่าเรือบาสราในอิรัก ที่แสดงให้เห็นเรือบรรทุกระเบิดของอิหร่านเข้าโจมตีเรือขนส่งน้ำมันจนมีผู้เสียชีวิตจริง

ส่วนการโจมตีเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯ ทรัมป์กล่าวหาว่าอิหร่านใช้ AI สร้างภาพการโจมตีเรือยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น ให้ดูเหมือนประสบความสำเร็จ พร้อมย้ำว่าสื่อที่นำข่าวนี้ไปขยายความควรถูกตั้งข้อหา “ขายชาติ”

ขณะที่ภาพการชุมนุมสนับสนุนผู้นำคนใหม่ ทรัมป์อ้างว่าภาพชาวอิหร่านกว่า 250,000 คนที่ออกมารวมตัวสนับสนุนนายโมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ เป็นภาพที่สร้างจาก AI ทั้งหมดและเหตุการณ์นี้ไม่เคยเกิดขึ้นจริง แม้จะมีภาพฝูงชนในกรุงเตหะรานปรากฏตามสำนักข่าวต่าง ๆ จริง แต่ยังไม่มีสื่อตะวันตกกระแสหลักระบุจำนวนตัวเลข 250,000 คนตามที่ทรัมป์อ้าง

ประเด็นดังกล่าวส่งผลให้ความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลและสื่อมวลชนพุ่งสูงขึ้น โดยเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมานายเบรนแดน คาร์ ประธานคณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสาร (FCC) ได้ออกมาข่มขู่ว่าจะเพิกถอนใบอนุญาตของสถานีโทรทัศน์ที่ไม่ยอม “ปรับปรุงแนวทาง” การรายงานข่าวเกี่ยวกับสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน

ที่ผ่านมา ทรัมป์มักโจมตีสื่อที่นำเสนอข่าวในเชิงวิพากษ์วิจารณ์เขาว่าเป็นผู้โกหก และเคยเรียกร้องให้ยึดใบอนุญาตสื่อที่เขาพิจารณาว่าไม่มีความยุติธรรมมาแล้วหลายครั้ง

แม้สื่อของรัฐบาลอิหร่านจะมีการอ้างชัยชนะทางการทหารหลายประการ รวมถึงกรณีเรือยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น แต่สื่อตะวันตกส่วนใหญ่ไม่ได้นำเสนอข้อมูลดังกล่าวในเชิงข้อเท็จจริงที่ได้รับการยืนยัน ซึ่งขัดแย้งกับข้อกล่าวหาของทรัมป์ที่มองว่าสื่อตะวันตกให้ความร่วมมือกับอิหร่าน.

ที่มา Reuters