นักฟุตบอลหญิงอิหร่าน เปลี่ยนใจรายที่ 5 ไม่ลี้ภัยในออสเตรเลียแล้ว

นักฟุตบอลหญิงอิหร่าน เปลี่ยนใจรายที่ 5 ไม่ลี้ภัยในออสเตรเลียแล้ว

16 มี.ค. 2569 04:47 น.

นักฟุตบอลหญิงอิหร่าน เปลี่ยนใจรายที่ 5 ไม่ลี้ภัยในออสเตรเลียแล้ว

นักฟุตบอลหญิงอิหร่านเปลี่ยนใจไม่ขอลี้ภัยในออสเตรเลียเป็นรายที่ 5 แล้ว ทำให้ตอนนี้เหลือเพียง 2 คนเท่านั้นที่ยังขอลี้ภัยอยู่ โดยกลุ่มนักเคลื่อนไหวเชื่อว่า พวกเธออาจถูกรัฐบาลอิหร่านกดดัน

เมื่อ 15 มี.ค. 2569 สำนักข่าว IRNA สื่อของรัฐบาลอิหร่านเปิดเผยว่า น.ส.ซาห์รา กานบารี กัปตันทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติอิหร่านได้ถอนคำร้องขอสิทธิลี้ภัยในออสเตรเลียแล้ว ทำให้เธอกลายเป็นสมาชิกทีมคนที่ 5 ที่ขอถอนคำร้องลี้ภัย จากเดิมที่มีทั้งหมด 7 คน โดยกานบารีจะเดินทางจากมาเลเซียกลับสู่อิหร่าน

ความเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นหลังจากที่ทางการออสเตรเลียยืนยันเมื่อวันเสาร์ว่า นักเตะหญิงอีก 3 รายก็ได้ถอนคำร้องขอลี้ภัยเช่นกัน ซึ่งหมายความว่าจากเดิมที่มีนักเตะ 7 รายที่ตอบรับข้อเสนอวีซ่ามนุษยธรรมของออสเตรเลีย ในขณะนี้เหลือเพียง 2 รายเท่านั้นที่ยังคงพำนักอยู่ในประเทศ

ทั้งนี้ สมาชิกทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติอิหร่านทั้ง 7 คนพยายามขอลี้ภัยเนื่องจากมีความกังวลว่า อาจไม่ปลอดภัยหากเดินทางกลับอิหร่าน หลังจากพวกเธอร่วมกัน “นิ่งเงียบ” ไม่ร้องเพลงชาติในการแข่งขันเอเชียนคัพนัดเปิดสนามเมื่อ 2 มี.ค. ทำให้พวกเธอถูกกลุ่มเคร่งศาสนาหัวรุนแรงในอิหร่านตราหน้าว่า “ทรยศชาติในยามสงคราม”

นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนระบุว่า บรรดานักเตะหญิงอาจถูกกดดันให้เปลี่ยนใจผ่านการข่มขู่ครอบครัวของพวกเธอ

น.ส. ชีวา อามินี อดีตนักกีฬาฟุตซอลทีมชาติอิหร่านที่ลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ กล่าวว่าเธอได้รับข้อมูลว่าสหพันธ์ฟุตบอลอิหร่าน ภายใต้การร่วมมือกับกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ได้ “กดดันครอบครัวของเหล่านักเตะในอิหร่านอย่างหนักและเป็นระบบ”

“นักเตะหลายคนตัดสินใจกลับประเทศเพราะทนต่อการข่มขู่ที่มีต่อครอบครัวไม่ไหว และการข่มขู่นั้นเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน” เธอเขียนข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X เมื่อวันอาทิตย์

ด้านสื่อของอิหร่านต่างพากันยกย่องการตัดสินใจของกานบารี โดยสำนักข่าว IRNA ระบุว่าเธอกำลัง “กลับคืนสู่อ้อมกอดของมาตุภูมิ” ขณะที่สำนักข่าว Mehr เรียกการกระทำนี้ว่าเป็นการ “ตัดสินใจด้วยความรักชาติ”

อย่างไรก็ตาม ทางการออสเตรเลียยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อการเปลี่ยนใจของเธอในครั้งนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านโจมตี ฐานทัพสหรัฐฯ-อิตาลีในคูเวต เตือนชาติอื่นอย่ายุ่งสงคราม

อิหร่านโจมตี ฐานทัพสหรัฐฯ-อิตาลีในคูเวต เตือนชาติอื่นอย่ายุ่งสงคราม

16 มี.ค. 2569 04:35 น.

อิหร่านโจมตี ฐานทัพสหรัฐฯ-อิตาลีในคูเวต เตือนชาติอื่นอย่ายุ่งสงคราม

อิหร่านส่งคำเตือนถึงประเทศอื่นๆ ไม่ให้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับสงครามระหว่างพวกเขากับสหรัฐฯ และอิสราเอล ในขณะที่มีรายงานว่า ฐานทัพในคูเวตที่ทหารสหรัฐฯ กับอิตาลีประจำการถูกโดรนโจมตี

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 มี.ค. 2569 อิหร่านออกมาเตือนประเทศอื่นๆ ไม่ให้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในสงครามระหว่างพวกเขากับสหรัฐฯ และอิสราเอล ในขณะที่รัฐบาลอิตาลีระบุว่า ฐานทัพในคูเวตซึ่งเป็นที่ตั้งของกองกำลังสหรัฐฯ และอิตาลีถูกโจมตีด้วยโดรน จนอากาศยานไร้คนขับของพวกเขาถูกทำลายไป 1 ลำ

รัฐบาลเตหะรานส่งข้อความเตือนอย่างจริงจังไปยังประเทศเพื่อนบ้านว่า พวกเขามี “หลักฐานที่แน่นหนา” ว่าฐานทัพของสหรัฐฯ ในดินแดนของประเทศเหล่านั้นถูกใช้เป็นจุดปล่อยการโจมตี

คำเตือนของอิหร่านเกิดขึ้นเพียงวันเดียวหลังจาก ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้ประเทศอื่น ๆ ร่วมมือกับสหรัฐฯ เพื่อรักษาความปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก แต่ต้องปิดตัวลงโดยพฤตินัย เนื่องจากอิหร่านขู่จะโจมตีเรือทุกลำที่แล่นผ่าน ส่งผลให้ตลาดพลังงานปั่นป่วน

ต่อมานายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของอิหร่านโพสต์ข้อความผ่าน X ว่า การแผ่ขยายอิทธิพลด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้ “เป็นการเชื้อเชิญปัญหามากกว่าที่จะช่วยยับยั้ง” พร้อมทั้งกระตุ้นให้ประเทศเพื่อนบ้าน “ขับไล่ผู้รุกรานต่างชาติออกไป”

“สงครามครั้งนี้จะยุติลงก็ต่อเมื่อเรามั่นใจว่าจะไม่มีการทำซ้ำรอยเดิม และมีการชดใช้ค่าเสียหายเกิดขึ้น” นายอารักชีบอกกับสำนักข่าว อัล-อาราบี อัล-จาดีด ซึ่งเป็นสื่อภาษาอาหรับ

อีกด้านหนึ่ง กองทัพอิตาลีระบุว่า เหตุโจมตีด้วยโดรนที่ฐานทัพอากาศอาลี อัล ซาเล็ม ในคูเวต ทำลายอากาศยานไร้คนขับของอิตาลีหนึ่งลำ แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

นี่ถือเป็นครั้งที่ 2 ในรอบสัปดาห์ที่ฐานทัพของอิตาลีในตะวันออกกลางตกเป็นเป้าหมายการโจมตีของอิหร่าน แต่นายอันโตนิโอ ทายานี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิตาลี พยายามลดความตึงเครียดของสถานการณ์การโจมตีครั้งนี้ลง โดยระบุว่า “เราไม่ได้ทำสงครามกับใคร”

ขณะเดียวกัน ทางการอิรักเผยว่า มีการยิงจรวดโจมตีสนามบินในกรุงแบกแดด ซึ่งเป็นที่ตั้งของอาคารทางการทูตของสหรัฐฯ ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 5 ราย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ญี่ปุ่นเริ่มระบายน้ำมันสำรองจากภาคเอกชนในวันจันทร์นี้

ญี่ปุ่นเริ่มระบายน้ำมันสำรองจากภาคเอกชนในวันจันทร์นี้

16 มี.ค. 2569 02:54 น.

ญี่ปุ่นเริ่มระบายน้ำมันสำรองจากภาคเอกชนในวันจันทร์นี้

ญี่ปุ่นเตรียมเริ่มระบายน้ำมันสำรองจากภาคเอกชนในวันจันทร์นี้ หลังสงครามในตะวันออกกลางกระทบการขนส่งน้ำมันดิบ ซึ่งญี่ปุ่นประเมินว่าเรือบรรทุกน้ำมันที่จะเดินทางมาถึงอาจลดลงอย่างรวดเร็ว

สำนักข่าว NHK ของญี่ปุ่นรายงานในวันที่ 15 มี.ค. 2569 ว่า รัฐบาลญี่ปุ่นจะเริ่มดำเนินการระบายน้ำมันจากคลังสำรอง ที่บริษัทเอกชนถูกกำหนดให้สำรองไว้ในวันจันทร์นี้ (16 มี.ค.) โดยหวังว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวจะช่วยรักษาเสถียรภาพของอุปทานผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมในประเทศ หลังสงครามในตะวันออกกลางกระทบต่อการขนส่งน้ำมันดิบ

บริษัทผู้ค้าส่งน้ำมันและบริษัทอื่น ๆ ในญี่ปุ่นมีพันธกรณีทางกฎหมายที่จะต้องเก็บสำรองปิโตรเลียมให้เทียบเท่ากับการบริโภคเฉลี่ยรายวันเป็นเวลา 70 วัน

รัฐบาลญี่ปุ่นจะเริ่มระบายน้ำมันในปริมาณที่ใช้ได้ 15 วันจากคลังสำรองเหล่านี้ และมีแผนที่จะระบายน้ำมันเพิ่มอีกในปริมาณที่ใช้ได้ 1 เดือน จากคลังสำรองของรัฐในลำดับถัดไป

ด้านกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นระบุว่า จำนวนเรือบรรทุกน้ำมันที่จะเดินทางมาถึงญี่ปุ่นอาจลดลงอย่างรวดเร็วตั้งแต่วันศุกร์เป็นต้นไป เนื่องจากการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซโดยปริยายของอิหร่าน

ทั้งนี้ ประเทศสมาชิกของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) มีมติเห็นชอบเป็นเอกฉันท์เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (11 มี.ค.) ให้ระบายน้ำมันจากคลังสำรองฉุกเฉินในปริมาณ 400 ล้านบาร์เรล ซึ่งสูงเป็นประวัติการณ์

ล่าสุดในวันอาทิตย์ IEA ยืนยันว่า ประเทศต่างๆ จะเริ่มระบายน้ำมันสำรองดังกล่าวได้ภายในสิ้นเดือนมีนาคมนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : nhk

เคนยาอ่วม น้ำท่วมรุนแรงดับแล้ว 66 ศพ ฝนยังตกต่อเนื่อง

เคนยาอ่วม น้ำท่วมรุนแรงดับแล้ว 66 ศพ ฝนยังตกต่อเนื่อง

16 มี.ค. 2569 01:47 น.

เคนยาอ่วม น้ำท่วมรุนแรงดับแล้ว 66 ศพ ฝนยังตกต่อเนื่อง

เคนยาเผชิญฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมรุนแรงตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งล่าสุดจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 66 ศพแล้ว

เมื่อ 15 มี.ค. 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจในประเทศเคนยาเปิดเผยว่า พบผู้เสียชีวิตเนื่องจากเหตุอุทกภัยในประเทศเพิ่มอีก 4 ศพแล้วในวันอาทิตย์ หลังจากฝนที่ตกลงมาอย่างหนักส่งผลให้เกิดน้ำท่วมเป็นวงกว้าง ทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตรวมทั้งหมดตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 66 ศพแล้ว

กรุงไนโรบี เมืองหลวงของเคนยา ซึ่งบางพื้นที่น้ำท่วมสูงถึง 2 ม.เมื่อวันเสาร์ก่อนที่ระดับน้ำจะลดลง ต้องเผชิญฝนตกหนักอีกครั้งตลอดคืนที่ผ่านมา แม้จะยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม โดยครึ่งหนึ่งของผู้เสียชีวิตดังกล่าว หรือ 33 ศพ ถูกพบในเมืองหลวงแห่งนี้

ด้านสภากาชาดเคนยาระบุว่า มีการช่วยเหลือประชาชน 11 รายหลังจากรถตู้โดยสารสาธารณะ หรือที่เรียกกันในท้องถิ่นว่า “มาตาทู” (Matatu) ซึ่งติดค้างอยู่ท่ามกลางระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นในกรุงไนโรบี นอกจากนี้ยังสามารถช่วยเด็ก 2 คนออกมาจากบ้านที่ถูกน้ำท่วมได้สำเร็จ

ถนนบางสายในกรุงไนโรบีก็ต้องปิดทำการหลังจากสะพานหลายแห่งได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม ขณะที่โรงเรียนบางแห่งก็ถูกน้ำท่วมหลังจากฝนที่ตกลงมาอย่างหนักเมื่อวันเสาร์

กระทรวงมหาดไทยของเคนยาแจ้งเตือนเมื่อวันอาทิตย์ว่า พื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศยังคงมีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วม ทำให้ทางการประกาศเตือนผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ลุ่มต่ำเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่ที่ปลอดภัยกว่า โดยมีผู้อพยพไปศูนย์พักพิงชั่วคราวแล้วมากกว่า 2,000 คน

ตำรวจเคนยายืนยันว่า ปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยยังคงดำเนินต่อไปหลังจาก “ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักและน้ำท่วมรุนแรงที่ตามมาซึ่งส่งผลกระทบต่อพื้นที่หลายส่วนของประเทศ”

อนึ่ง เหตุอุทกภัยครั้งนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ในเคนยาเท่านั้น มีรายงานผู้เสียชีวิตมากกว่า 100 ศพในประเทศเพื่อนบ้านอย่างเอธิโอเปีย หลังจากเกิดน้ำท่วมและดินถล่มทางตอนใต้ของประเทศ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านสวนทรัมป์ ไม่เคยขอให้สหรัฐฯ หยุดยิง ไม่เคยขอเจรจาด้วยซ้ำ

อิหร่านสวนทรัมป์ ไม่เคยขอให้สหรัฐฯ หยุดยิง ไม่เคยขอเจรจาด้วยซ้ำ

15 มี.ค. 2569 23:26 น.

อิหร่านสวนทรัมป์ ไม่เคยขอให้สหรัฐฯ หยุดยิง ไม่เคยขอเจรจาด้วยซ้ำ

นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่านยืนยันว่า ประเทศของเขาไม่เคยขอให้สหรัฐฯ หยุดยิง และไม่เคยแม้แต่จะขอเจรจาด้วยซ้ำ ซึ่งต่างจากที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวอ้าง

เมื่อ 15 มี.ค. 2569 นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ CBS News ของสหรัฐฯ ว่า รัฐบาลเตหะรานไม่เคยร้องขอให้สหรัฐฯ หยุดยิง และไม่เคยแม้แต่จะขอเจรจาด้วยซ้ำ

คำพูดของนายอารักชีเกิดขึ้นหลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาระบุว่า อิหร่านต้องการทำข้อตกลง แต่เขาไม่ยินยอมเนื่องจาก “เงื่อนไขยังดีไม่พอ”

อย่างไรก็ตาม นายอารักชีย้ำในรายการ Face the Nation ของ CBS News ว่า “เราไม่เห็นเหตุผลใดๆ ที่จะต้องพูดคุยกับชาวอเมริกัน เพราะเราก็กำลังคุยกับพวกเขาอยู่แท้ๆ ในตอนที่พวกเขาตัดสินใจเปิดฉากโจมตีเรา”

“นี่คือสงครามที่ประธานาธิบดีทรัมป์และสหรัฐฯ เป็นผู้เลือกเอง และเราจะดำเนินการป้องกันตนเองต่อไป” นายอารักชีกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านลั่นพร้อมเจรจากับประเทศที่อยากคุย เรื่องการผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

อิหร่านลั่นพร้อมเจรจากับประเทศที่อยากคุย เรื่องการผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

15 มี.ค. 2569 22:52 น.

อิหร่านลั่นพร้อมเจรจากับประเทศที่อยากคุย เรื่องการผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

อิหร่านอ้าง พร้อมเจรจากับประเทศที่อยากคุยเรื่องการเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัย ชี้มีหลายประเทศติดต่อมาแล้ว แต่ไม่บอกว่าประเทศใดบ้าง

เมื่อ 15 มี.ค. 2569 นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของอิหร่าน ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CBS News ของสหรัฐฯ ว่า “อิหร่านเปิดกว้างกับประเทศที่อยากคุยกับพวกเขา” เรื่องการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัย หลังอิหร่านโจมตีเรือที่เดินทางผ่านช่องแคบแห่งนี้เพื่อตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล

นายอารักชีอ้างว่า “มีหลายประเทศติดต่อเข้ามา” เพื่อขอความคุ้มครองในการเดินเรือผ่านช่องแคบนี้ แต่ไม่บอกว่าเป็นประเทศใดบ้าง

นายอารักชีเปิดเผยอีกว่า ตอนนี้โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านทั้งหมดอยู่ใต้ซากปรักหักพังไปแล้ว และ “ในขณะนี้ ยังไม่มีโครงการหรือแผนการใดๆ ที่จะฟื้นฟูมันขึ้นมา”

รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านบอกด้วยว่า ในช่วงที่การเจรจาเรื่องข้อตกลงนิวเคลียร์ระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ยังดำเนินอยู่นั้น อิหร่านเคยเสนอที่จะ “ลดระดับความบริสุทธิ์ของแร่ยูเรเนียมที่ผ่านการเสริมสมรรถนะแล้วลง ซึ่งนั่นคือการประนีประนอมครั้งใหญ่แล้ว”

แต่ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้เปลี่ยนทุกอย่างไป “ตอนนี้ไม่มีข้อเสนอใดๆ บนโต๊ะเจรจาทั้งสิ้น ทุกอย่างขึ้นอยู่กับอนาคต”

ทั้งนี้ สหรัฐฯ กับอิสราเอลกล่าวหาอิหร่านมานานหลายทศวรรษแล้วว่า พยายามแอบพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์มาโดยตลอด แต่อิหร่านปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าไม่ได้ต้องการสร้างระเบิด และยืนยันว่าโครงการของตนมีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ทางสันติเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม อิหร่านเป็นประเทศที่ไม่มีอาวุธนิวเคลียร์เพียงชาติเดียวที่มีการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม ในระดับใกล้เคียงกับเกณฑ์ที่ใช้ในการผลิตอาวุธมากที่สุด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ดับทะลุ 3,900 ศพ สงครามในตะวันออกกลาง เลบานอนใกล้ 1,000 ศพ

ดับทะลุ 3,900 ศพ สงครามในตะวันออกกลาง เลบานอนใกล้ 1,000 ศพ

15 มี.ค. 2569 22:23 น.

ดับทะลุ 3,900 ศพ สงครามในตะวันออกกลาง เลบานอนใกล้ 1,000 ศพ

จำนวนผู้เสียชีวิตอันเป็นผลจากสงครามในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นจนมากกว่า 3,900 ศพแล้ว โดยจำนวนผู้เสียชีวิตในอิหร่านกับเลบานอนสูงขึ้นอย่างรวดเร็วหลังถูกโจมตีอย่างหนัก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 15 มี.ค. 2569 ว่า จำนวนผู้เสียชีวิตในสงครามตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 3,900 ศพแล้ว นับตั้งแต่สหรัฐฯ กับอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. จนทำให้เตหะรานตอบโต้ด้วยการโจมตีพื้นที่ต่างๆ ในประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ในอิหร่าน สำนักข่าวสารนักกิจกรรมสิทธิมนุษยชน (HRANA) ในสหรัฐฯ รายงานในวันเสาร์ว่า มีพลเรือนเสียชีวิต 1,319 ศพ (รวมเด็กอย่างน้อย 206 ราย) และบุคลากรทางการทหาร 1,122 ศพ นอกจากนี้ยังมีผู้เสียชีวิตอีก 599 ศพที่ยังจำแนกไม่ได้ว่าเป็นทหารหรือพลเรือน

ที่เลบานอนซึ่งโดนอิสราเอลโจมตีอย่างหนักในช่วงหลายวันที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขเลบานอนระบุในวันนี้ว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 850 ศพแล้ว นับตั้งแต่อิสราเอลเริ่มโจมตีประเทศเมื่อวันที่ 2 มีนาคม โดยในจำนวนนี้เป็นเด็ก 107 ราย

ขณะที่สหรัฐอเมริกาก็มีบุคลากรทางทหารเสียชีวิตแล้ว 13 นาย นับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้น โดย 6 ศพในจำนวนนี้ เสียชีวิตจากเหตุเครื่องบินเติมน้ำมันตกในอิรักเมื่อวันพฤหัสบดี นอกจากนี้ยังมีทหารอีก 6 นายเสียชีวิตจากการโจมตีของอิหร่านที่ถล่มศูนย์ปฏิบัติการชั่วคราวในคูเวตเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (8 มี.ค.)

ส่วนอิสราเอลมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 15 ศพ รวมถึง 9 รายที่เสียชีวิตจากการถูกขีปนาวุธยิงถล่มอาคารที่พักอาศัยในเมืองเบตเชเมช (Beit Shemesh) และทหารอิสราเอล 2 นายที่เสียชีวิตในพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอนเมื่อ 8 มี.ค.

ที่อิรักมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 32 ศพ โดย 27 รายในจำนวนนี้เป็นทหารจากกองกำลังระดมพลประชาชน (PMF) นอกจากนี้ยังมีทหารฝรั่งเศส 1 นายเสียชีวิตจากการโจมตีฐานทัพในเขตเคอร์ดิสถานของอิรักเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (12 มี.ค.)

คูเวตมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 6 ศพ รวมถึงเด็กหญิงวัย 11 ปีที่เสียชีวิตจากบาดแผลที่ได้รับจากสะเก็ดระเบิดที่ตกใส่ย่านที่พักอาศัยเมื่อวันที่ 4 มีนาคม

ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) กระทรวงกลาโหมระบุเมื่อวันอังคารว่า มีผู้เสียชีวิตรวม 6 ศพ ประกอบด้วยชาวเอมิเรตส์, ปากีสถาน, เนปาล และบังกลาเทศ ซึ่งเป็นผลมาจากการ “โจมตี” ของอิหร่าน

ที่บาห์เรน สื่อของรัฐบาลรายงานเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ หลังจากเศษซากขีปนาวุธที่ถูกสกัดไว้ได้ตกลงมาทำให้เกิดไฟไหม้บน “เรือต่างชาติ” ในนิคมอุตสาหกรรมซัลมาน นอกจากนี้กระทรวงมหาดไทยระบุด้วยว่า มีหญิงชาวบาห์เรนวัย 29 ปีเสียชีวิตจากการโจมตีของอิหร่านในกรุงมานามาด้วย

ด้านสื่อของโอมานรายงานว่า ชาวอินเดียรายหนึ่งเสียชีวิตหลังจากเรือไร้คนขับโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันที่เขาทำงานอยู่ ห่างจากชายฝั่งโอมาน 52 ไมล์ทะเล นอกจากนี้กระทรวงกลาโหมระบุเมื่อวันศุกร์ (13 มี.ค.) ว่า มีชาวต่างชาติ 2 รายเสียชีวิตจากเหตุโดรน “ตก” ในเขตโซฮาร์ (Sohar) ด้วย

ส่วนที่ซาอุดีอาระเบีย หน่วยป้องกันพลเรือนระบุว่า มีผู้เสียชีวิต 2 ศพ หลังจากอาวุธทางทหารไม่ทราบชนิดตกใส่ที่พักอาศัยในเมืองอัล-คาร์จ (Al-Kharj) เมื่อวันที่ 8 มีนาคม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิสราเอลเผย มีแผนโจมตีอิหร่านต่อไปอีกอย่างน้อย 3 สัปดาห์

อิสราเอลเผย มีแผนโจมตีอิหร่านต่อไปอีกอย่างน้อย 3 สัปดาห์

15 มี.ค. 2569 21:33 น.

อิสราเอลเผย มีแผนโจมตีอิหร่านต่อไปอีกอย่างน้อย 3 สัปดาห์

อิสราเอลเผย มีแผนจะโจมตีอิหร่านต่อไปอีก 3 สัปดาห์เป็นอย่างน้อย เนื่องจากยังมีเป้าหมายที่ต้องโจมตีอีกนับพันแห่ง เพื่อทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของอิหร่าน

เมื่อ 15 มี.ค. 2569 พลจัตวา เอฟฟี เดฟริน โฆษกกองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) บอกกับสำนักข่าว CNN ว่า กองทัพอิสราเอลวางแผนที่จะดำเนินปฏิบัติการโจมตีอิหร่านต่อไปอีกอย่างน้อย 3 สัปดาห์ เนื่องจากยังมี “เป้าหมายอีกนับพันแห่ง” ที่ยังหลงเหลืออยู่

“เรายังมีเป้าหมายอีกหลายพันแห่งรออยู่ข้างหน้า” พลจัตวาเดฟรินกล่าว “เรามีความพร้อมภายใต้การประสานงานกับพันธมิตรอย่างสหรัฐฯ โดยมีแผนงานต่อเนื่องไปจนถึงอย่างน้อยช่วงเทศกาลปัสกาของชาวยิว ซึ่งจะมาถึงในอีกประมาณ 3 สัปดาห์ข้างหน้า และเรายังมีแผนการที่ลึกล้ำกว่านั้นสำหรับช่วง 3 สัปดาห์ถัดจากนั้นไปอีกด้วย”

ข้อมูลจาก IDF ระบุว่า นับตั้งแต่เริ่มแคมเปญโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ กองทัพอากาศอิสราเอลได้ปฏิบัติการโจมตีไปแล้วราว 400 ระลอกในพื้นที่ภาคตะวันตกและภาคกลางของอิหร่าน โดยมุ่งเน้นไปที่การทำลายโครงสร้างพื้นฐานและโจมตีเจ้าหน้าที่ในหน่วยโจมตี, ป้องกัน และการผลิตของอิหร่าน

เจ้าหน้าที่อิสราเอลระบุว่า สหรัฐฯ และอิสราเอลได้โจมตีเป้าหมายไปแล้วหลายพันแห่งนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น

พลจัตวาเดฟรินบอกกับ CNN อีกว่า “IDF ไม่ได้ทำงานตามการจับเวลาหรือตารางเวลา แต่ทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของเรา ซึ่งก็คือการบั่นทอนอำนาจของระบอบปกครองอิหร่านอย่างรุนแรง

เขากล่าวว่า การระดมโจมตีอิหร่านอย่างหนักโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล ได้ผลักดันให้กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนตัดสินใจเข้าร่วมในความขัดแย้งครั้งนี้ ซึ่งต่างจากเมื่อช่วงสงคราม 12 วันในฤดูร้อนปีที่แล้วที่พวกเขาเลือกที่จะไม่ก้าวเข้ามายุ่งเกี่ยว

“ในเดือนมิถุนายน พวกเขาเข้าใจว่ามันเป็นเพียงปฏิบัติการโจมตีแบบจำกัดขอบเขตในอิหร่าน พวกเขาจึงไม่ได้โจมตี แต่ในตอนนี้เมื่อมันกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ พวกเขาก็ตัดสินใจเข้าร่วม” เดฟรินกล่าว

ตามรายงานจากเจ้าหน้าที่อิสราเอล ปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในเลบานอนอาจดำเนินต่อไปแม้ว่าสงครามในอิหร่านจะยุติลงแล้วก็ตาม โดยในขณะนี้ IDF กำลังส่งกำลังทหารไปยังชายแดนทางตอนเหนือเพิ่มขึ้น เพื่อพยายามยึดครองพื้นที่และผลักดันกองกำลังฮิซบอลเลาะห์ให้ถอยร่นกลับไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

“เซเลนสกี” อ้างรัสเซียส่งโดรน “ชาเฮด” ให้อิหร่านใช้โจมตีสหรัฐฯ–อิสราเอล

"เซเลนสกี" อ้างรัสเซียส่งโดรน "ชาเฮด" ให้อิหร่านใช้โจมตีสหรัฐฯ–อิสราเอล

15 มี.ค. 2569 11:35 น.

“เซเลนสกี” อ้างรัสเซียส่งโดรน “ชาเฮด” ให้อิหร่านใช้โจมตีสหรัฐฯ–อิสราเอล

ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน กล่าวหารัสเซียจัดหาโดรนโจมตี “ชาเฮด” ให้แก่อิหร่านเพื่อนำไปใช้โจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และเป้าหมายของอิสราเอล ขณะเดียวกันยูเครนเผชิญการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่จากรัสเซีย พร้อมเตือนว่าสงครามตะวันออกกลางอาจทำให้การจัดหาอาวุธป้องกันประเทศยากขึ้น

ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน เปิดเผยในการให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ CNN ว่า รัสเซียกำลังจัดหาโดรนโจมตีแบบ “ชาเฮด” ให้แก่อิหร่าน เพื่อนำไปใช้โจมตีฐานทัพของสหรัฐฯ และเป้าหมายของอิสราเอลในตะวันออกกลาง เซเลนสกีกล่าวว่า ข้อมูลดังกล่าวเป็น “ข้อเท็จจริง 100 เปอร์เซ็นต์” และระบุว่าอิหร่านได้นำโดรนชาเฮดที่ผลิตโดยรัสเซียไปใช้โจมตีฐานทัพสหรัฐฯ แล้ว

โดรน “ชาเฮด” เป็นอากาศยานไร้คนขับโจมตีราคาถูกที่อิหร่านเป็นผู้พัฒนาขึ้นเพื่อเป็นทางเลือกแทนขีปนาวุธราคาแพง และถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายครั้งแรกในสงครามยูเครน หลังรัสเซียเปิดฉากรุกรานในปี 2022 โดยฝ่ายยูเครนระบุว่ารัสเซียได้ยิงโดรนประเภทนี้หลายพันลำ

แม้ในช่วงแรกอิหร่านจะเป็นผู้จัดหาโดรนดังกล่าวให้รัสเซีย แต่ปัจจุบันรัสเซียได้พัฒนาการผลิตโดรนแบบเดียวกันในประเทศเอง ขณะที่กองทัพของหลายประเทศ รวมถึงสหรัฐฯ ได้นำแนวคิดโดรนประเภทนี้ไปใช้เช่นกัน ผู้นำยูเครนยังกล่าวหารัสเซียว่า พยายามใช้ประโยชน์จากสงครามในตะวันออกกลางเพื่อเพิ่มแรงกดดันต่อยูเครน พร้อมย้ำว่าประเทศของเขายังคงต้องการระบบป้องกันภัยทางอากาศอย่างเร่งด่วน

คำกล่าวของเซเลนสกีมีขึ้นหลังรัสเซียเปิดฉากโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ต่อยูเครนในช่วงคืนวันศุกร์ต่อเนื่องถึงเช้าวันเสาร์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 คน โดยมีการยิงโดรนและขีปนาวุธรวมประมาณ 500 ลูก แม้ระบบป้องกันภัยทางอากาศของยูเครนจะสามารถสกัดกั้นอาวุธจำนวนมากได้ แต่ยังคงมีความเสียหายเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ

เซเลนสกีระบุว่า เป้าหมายหลักของการโจมตีครั้งล่าสุดคือโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาคกรุงเคียฟ แต่มีอาคารที่พักอาศัย โรงเรียน และธุรกิจของพลเรือนได้รับความเสียหายด้วย

เจ้าหน้าที่ยูเครนระบุว่า การโจมตีในภูมิภาคเคียฟทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 คน และมีผู้บาดเจ็บอีกจำนวนมาก ขณะที่การโจมตีพื้นที่อยู่อาศัยใกล้เมืองซาปอริซเซีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 1 คน และบาดเจ็บ 18 คน

การโจมตีครั้งนี้ประกอบด้วยโดรนประมาณ 430 ลำ และขีปนาวุธ 68 ลูก แม้จะไม่ใช่การโจมตีครั้งใหญ่ที่สุดของรัสเซีย แต่ก็ถือเป็นหนึ่งในปฏิบัติการที่รุนแรงที่สุดในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

เซเลนสกีโพสต์ในสื่อสังคมออนไลน์ว่า รัสเซียอาจพยายามใช้สงครามในตะวันออกกลางเป็นโอกาสในการสร้างความเสียหายเพิ่มเติมในยุโรปและยูเครน เขายังเตือนว่า สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ทำให้มีการใช้ขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศจำนวนมากในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลต่อการจัดหาอาวุธป้องกันให้กับยูเครนในอนาคต

ขณะเดียวกัน วิกฤตการจัดหาน้ำมันโลกที่เกิดขึ้นจากการที่อิหร่านขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก อาจทำให้เศรษฐกิจสงครามของรัสเซียได้รับประโยชน์

หลังราคาน้ำมันพุ่งขึ้นใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียบางส่วนชั่วคราว เพื่อควบคุมราคาพลังงานในตลาดโลก แม้รัสเซียจะยินดีกับการตัดสินใจดังกล่าว แต่เซเลนสกีและผู้นำยุโรปหลายประเทศได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์มาตรการดังกล่าวอย่างหนัก

นอกจากนี้ ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและอิหร่านยังส่งผลให้ความพยายามเจรจาสันติภาพที่สหรัฐฯ เป็นตัวกลาง เพื่อยุติสงครามยูเครนซึ่งยืดเยื้อมากกว่า 4 ปี ต้องหยุดชะงักลงด้วย.

ที่มา Reuters / BBC

ปล่อยตัว “นักล่าขุมทรัพย์” หลังติดคุกยาว 10 ปี ฐานปิดปากเงียบ ไม่ยอมเผยที่ซ่อนทองคำจากเรือล่ม

ปล่อยตัว "นักล่าขุมทรัพย์" หลังติดคุกยาว 10 ปี ฐานปิดปากเงียบ ไม่ยอมเผยที่ซ่อนทองคำจากเรือล่ม

15 มี.ค. 2569 10:58 น.

ปล่อยตัว “นักล่าขุมทรัพย์” หลังติดคุกยาว 10 ปี ฐานปิดปากเงียบ ไม่ยอมเผยที่ซ่อนทองคำจากเรือล่ม

“ทอมมี ทอมป์สัน” นักล่าสมบัติใต้ทะเลชาวอเมริกันได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำ หลังถูกคุมขังนานกว่า 10 ปี จากการปฏิเสธเปิดเผยตำแหน่งที่ซ่อนของเหรียญทองคำจากเรืออับปางในศตวรรษที่ 19 โดยยังมีเหรียญทองราว 500 เหรียญที่ยังไม่ทราบว่าอยู่ที่ใด

ทอมมี ทอมป์สัน นักล่าสมบัติใต้ทะเลชาวสหรัฐฯ วัย 73 ปี ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำ หลังถูกคุมขังเป็นเวลานานเกือบ 10 ปี จากการปฏิเสธเปิดเผยตำแหน่งเหรียญทองที่กู้ขึ้นมาจากซากเรืออับปางชื่อดัง ซึ่งยังมีเหรียญทองประมาณ 500 เหรียญที่ไม่ทราบว่าอยู่ที่ใด

ทอมป์สันเป็นผู้ค้นพบสมบัติมูลค่าหลายล้านดอลลาร์จากเรือ เอสเอส เซ็นทรัล อเมริกา (SS Central America) ซึ่งจมลงในมหาสมุทรนอกชายฝั่งรัฐเซาท์แคโรไลนา เมื่อปี 1857 โดยเรือลำนี้มีฉายาว่า “Ship of Gold” (เรือแห่งทองคำ)

เรือลำดังกล่าวบรรทุกทองคำที่เพิ่งผลิตจากเมืองซานฟรานซิสโก น้ำหนักรวมกว่า 30,000 ปอนด์ เพื่อนำไปยังชายฝั่งตะวันออกเพื่อเป็นทุนสำรองของธนาคาร แต่เรือกลับจมลงสู่ก้นทะเลลึกประมาณ 7,000 ฟุต พร้อมผู้โดยสารและลูกเรือรวม 425 คน และเหตุการณ์นี้ยังมีส่วนทำให้เกิดวิกฤตการเงินในสหรัฐฯ เมื่อปี 1857

ในปี 1988 นายทอมป์สัน ซึ่งขณะนั้นเป็นวิศวกรด้านมหาสมุทรของสถาบันวิจัย Battelle Memorial Institute ในรัฐโอไฮโอ พร้อมทีมงานสามารถกู้แท่งทองและเหรียญทองจำนวนมากขึ้นมาจากใต้ทะเล ก่อนจะมีการขายทองคำส่วนหนึ่งให้กับบริษัทการตลาดทองคำในปี 2000 คิดเป็นมูลค่าประมาณ 50 ล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนจำนวน 161 คน ซึ่งร่วมลงทุนกับทอมป์สันด้วยเงินรวม 12.7 ล้านดอลลาร์ กล่าวหาว่าเขาฉ้อโกงและไม่แบ่งผลกำไรตามที่สัญญาไว้ โดยยื่นฟ้องร้องในปี 2005 หลังยังไม่ได้รับส่วนแบ่งจากการขายสมบัติ เอกสารคำฟ้องทางอาญาระบุว่า ทองคำแท่งและเหรียญทองที่ทอมป์สันกู้ขึ้นมาจากก้นทะเลอาจมีมูลค่าสูงถึง 400 ล้านดอลลาร์

ทอมป์สันหลบหนีไปในปี 2012 ระหว่างถูกเรียกตัวขึ้นศาล และถูกจับกุมพร้อมผู้ร่วมงานในปี 2015 ที่เมืองโบคา ราตัน รัฐฟลอริดา หลังหลบหนีมาหลายปี โดยทั้งสองพักอยู่ในโรงแรมแห่งหนึ่งนานถึงสองปี ใช้ชื่อปลอม จ่ายเงินสดค่าห้อง และใช้แท็กซี่หรือระบบขนส่งสาธารณะเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกติดตาม

ศาลตัดสินให้เขามีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล เนื่องจากปฏิเสธตอบคำถามเกี่ยวกับตำแหน่งของเหรียญทองประมาณ 500 เหรียญที่ยังหายไป และสั่งจำคุกในเดือนธันวาคม 2015 เป็นเวลา 24 เดือน

อย่างไรก็ตาม โทษจำคุกจากการละเมิดอำนาจศาลในคดีแพ่งสามารถถูกขยายได้ไม่มีกำหนด จนกว่าผู้ต้องหาจะปฏิบัติตามคำสั่งศาล ซึ่งในกรณีนี้หมายถึงการเปิดเผยที่อยู่ของเหรียญทองที่สูญหาย

แต่เมื่อปีที่ผ่านมา ผู้พิพากษาตัดสินยุติการคุมขังดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่าทอมป์สันไม่น่าจะยอมเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับเหรียญทองที่หายไป ทำให้เขาได้รับการปล่อยตัวในที่สุด หลังใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำนานกว่าหนึ่งทศวรรษ.

ที่มา BBC