อิหร่านอ้าง ไม่ได้โจมตีอาเซอร์ไบจาน หลังโดรนตกใส่สนามบิน-โรงเรียน

อิหร่านอ้าง ไม่ได้โจมตีอาเซอร์ไบจาน หลังโดรนตกใส่สนามบิน-โรงเรียน

5 มี.ค. 2569 22:04 น.

อิหร่านอ้าง ไม่ได้โจมตีอาเซอร์ไบจาน หลังโดรนตกใส่สนามบิน-โรงเรียน

อิหร่านบอกเจ้าหน้าที่ของอาเซอร์ไบจานว่าพวกเขาไม่ได้ยิงอาวุธใดๆ เข้าโจมตีเลย หลังเกิดเหตุโดรน 2 ลำตกใส่สนามบินกับโรงเรียนของอาเซอร์ไบจาน จนมีผู้บาดเจ็บ 2 ราย

เมื่อ 5 มี.ค. 2569 นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของอิหร่าน ได้แจ้งต่อรัฐมนตรีฝั่งอาเซอร์ไบจานว่า พวกเขาไม่ได้อยู่เบื้องหลังการโจมตีด้วยโดรนในพื้นที่นัคชีวาน (Nakhchivan) ซึ่งเป็นดินแดนของอาเซอร์ไบจาน ที่อาณาเขตไม่ได้ติดต่อกับแผ่นดินใหญ่

เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นราวช่วงเที่ยงวันพฤหัสบดี ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีโดรนอย่างน้อย 2 ลำบินข้ามพรมแดนจากอิหร่านเข้าสู่เขตปกครองพิเศษนัคชีวาน ซึ่งเป็นดินแดนของอาเซอร์ไบจานที่มีพรมแดนติดกับอิหร่าน และถูกแยกออกจากแผ่นดินใหญ่ของอาเซอร์ไบจานโดยอาร์เมเนีย

โดรนลำหนึ่งตกใส่อาคารผู้โดยสารของสนามบินนัคชีวาน ขณะที่อีกลำตกใกล้อาคารโรงเรียนในหมู่บ้านเชเคอราบัด ส่งผลให้โครงสร้างสนามบินได้รับความเสียหาย และมีพลเรือนบาดเจ็บ 2 ราย

ในระหว่างการสนทนาทางโทรศัพท์ นายอารักชีปฏิเสธว่าอิหร่านไม่ได้มีการยิงวัตถุระเบิดใดๆ ไปยังอาเซอร์ไบจาน พร้อมระบุว่ากองทัพอิหร่านกำลังดำเนินการสืบสวนและตรวจสอบสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด

นอกจากนี้ สำนักข่าวทัสนิม (Tasnim) รายงานว่า นายอารักชีได้ตั้งข้อสังเกตถึงบทบาทของอิสราเอลในการโจมตีลักษณะดังกล่าว เพื่อบิดเบือนความคิดเห็นของสาธารณชนและทำลายความสัมพันธ์อันดีระหว่างอิหร่านกับประเทศเพื่อนบ้าน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : aljazeera

ผู้นำนาโตหนุนทรัมป์ถล่มอิหร่าน แต่ปฏิเสธร่วมโจมตี

ผู้นำนาโตหนุนทรัมป์ถล่มอิหร่าน แต่ปฏิเสธร่วมโจมตี

5 มี.ค. 2569 21:19 น.

ผู้นำนาโตหนุนทรัมป์ถล่มอิหร่าน แต่ปฏิเสธร่วมโจมตี

เลขาธิการ NATO ชื่นชมการตัดสินใจของทรัมป์ในการโจมตีอิหร่าน ชี้ต้องกำจัดภัยคุกคาม แต่ย้ำว่าพันธมิตรไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในความขัดแย้งนี้

เมื่อ 5 มี.ค. 2569 นายมาร์ก รุทเทอ เลขาธิการองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือ “นาโต” (NATO) กล่าวชื่นชมประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ที่ตัดสินใจเปิดฉากโจมตีอิหร่าน แต่ในขณะเดียวกันเขาปฏิเสธความคิดที่ว่า พันธมิตรนาโตจะเข้าไปมีส่วนร่วมในความขัดแย้งครั้งนี้ด้วย

“เราสนับสนุนประธานาธิบดีในการทำลายขีดความสามารถนั้น (ของอิหร่าน)” นายรุทเทอกล่าว อ้างถึงเป้าหมายทางทหารของสหรัฐฯ ที่ต้องการกำจัดโครงการขีปนาวุธของรัฐบาลอิหร่าน “เราต้องมั่นใจว่าในอนาคต อิหร่านหรือสาธารณรัฐแห่งนี้ จะไม่สามารถกลับมาสร้างภัยคุกคามร้ายแรงต่อเพื่อนบ้าน ต่ออิสราเอล ตะวันออกกลาง หรือต่อยุโรปได้อีก”

คำพูดของนายรุทเทอเกิดขึ้นเพียง 1 วันหลังจากตุรกีระบุว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศของนาโต ยิงสกัดขีปนาวุธของอิหร่านที่กำลังมุ่งหน้าเข้าสู่เขตน่านฟ้าของพวกเขา ขณะที่อิหร่านปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตี

นายรุทเทอระบุว่า การสกัดกั้นที่ประสบความสำเร็จดังกล่าวเป็นหลักฐานถึง “แนวทางแบบ 360 องศา” ในการป้องกันดินแดนชาติสมาชิกนาโต แต่เขาปฏิเสธความคิดที่ว่า นาโตกำลังมีส่วนร่วมในความขัดแย้งนี้ อย่างไรก็ตาม เขาเน้นย้ำว่า นาโตมีความสำคัญต่อประสิทธิภาพในแคมเปญโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ

เลขาธิการนาโตยังปกป้องการที่เขาสนับสนุนนายทรัมป์ด้วยว่า “การดำเนินการที่เด็ดขาดเพื่อทำลายขีดความสามารถของอิหร่าน… ในฐานะผู้ส่งออกลัทธิการก่อการร้ายและความวุ่นวาย… ผมคิดว่าหากประธานาธิบดีของประเทศใดประเทศหนึ่งกำลังแสดงความเป็นผู้นำในลักษณะนี้ การกล่าวชื่นชมบ้างก็ถือเป็นเรื่องที่สมควรแล้ว”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

“มัลลิกา” รมช.คมนาคม สั่ง วิทยุการบินฯ ยกระดับเฝ้าระวังน่านฟ้า รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

"มัลลิกา" รมช.คมนาคม สั่ง วิทยุการบินฯ ยกระดับเฝ้าระวังน่านฟ้า รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

5 มี.ค. 2569 18:25 น.

“มัลลิกา” รมช.คมนาคม สั่ง วิทยุการบินฯ ยกระดับเฝ้าระวังน่านฟ้า รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังเข้าตรวจเยี่ยมหอควบคุมการจราจรทางอากาศตรัง และหอควบคุมการจราจรทางอากาศกระบี่ ว่า “ได้กำชับให้บริษัท  วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง  ซึ่งส่งผลกระทบต่อการขนส่งทางอากาศในวงกว้าง พร้อมให้การสนับสนุนและอำนวยความสะดวกแก่สายการบินในการวางแผนเส้นทางบินล่วงหน้า  เพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง และเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตามมา รวมถึงให้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดเพื่อปรับรูปแบบการบริหารจัดการจราจรทางอากาศให้เหมาะสมตามสถานการณ์ที่มีข้อจำกัดด้านน่านฟ้าระหว่างประเทศ พร้อมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกคน นอกจากนี้ได้มอบนโยบายให้เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการจราจรทางอากาศให้สามารถรองรับปริมาณเที่ยวบินให้ได้เต็มขีดความสามารถของสนามบิน พร้อมพัฒนาเทคโนโลยีระบบเครื่องช่วยการเดินอากาศให้ทันสมัย บริหารสภาพคล่องการจราจรทางอากาศ เพื่อลดความล่าช้าของเที่ยวบิน และบริหารจัดการเส้นทางบินและห้วงอากาศให้เกิดประสิทธิภาพ มีความปลอดภัยสูงสุด เพื่อสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวจังหวัดตรังและกระบี่ ให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจและขยายตัวมากขึ้น”

นายสุรชัย หนูพรหม รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บวท. เปิดเผยว่า “บวท. ในฐานะหน่วยงานผู้ให้บริการการจัดการจราจรทางอากาศ และบริการการเดินอากาศ ได้มีมาตรการยกระดับการเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมในการบริการการเดินอากาศ กรณีสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยกำหนดมาตรการบริหารความคล่องตัวการจราจรทางอากาศ (Air Traffic Flow Management : ATFM) เพื่อบริหารจัดการปริมาณจราจรทางอากาศให้เหมาะสมร่วมกับหน่วยงานด้านการบินทั้งภายในและระหว่างประเทศ และวางแผนการสำรองอัตรากำลังรองรับสถานการณ์ไม่ปกติ พร้อมทั้งปรับการมอบหมายการปฏิบัติหน้าที่ให้เหมาะสมตามสถานการณ์ รวมถึงเข้มงวดในการปฏิบัติตามระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยพื้นที่ในระดับสูงสุด เพื่ออำนวยความสะดวกให้ทุกเที่ยวบินด้วยมาตรฐานและความปลอดภัยสูงสุด”

อาเซอร์ไบจานจ่อตอบโต้ หลังโดรนอิหร่านตกใส่สนามบิน-ใกล้โรงเรียน เจ็บ 2 ราย

อาเซอร์ไบจานจ่อตอบโต้ หลังโดรนอิหร่านตกใส่สนามบิน-ใกล้โรงเรียน เจ็บ 2 ราย

5 มี.ค. 2569 17:09 น.

อาเซอร์ไบจานจ่อตอบโต้ หลังโดรนอิหร่านตกใส่สนามบิน-ใกล้โรงเรียน เจ็บ 2 ราย

รัฐบาลอาเซอร์ไบจานเรียกทูตอิหร่านเข้าชี้แจง หลังโดรนอย่างน้อย 2 ลำข้ามพรมแดนจากอิหร่านตกใส่อาคารผู้โดยสารสนามบินนากีชีวาน และบริเวณใกล้อาคารโรงเรียน ส่งผลให้พลเรือนบาดเจ็บ 2 คน พร้อมประกาศเตรียมมาตรการตอบโต้เพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศ

กระทรวงการต่างประเทศอาเซอร์ไบจานเปิดเผยวันนี้ (5 มี.ค.) ว่า ได้เรียกตัวเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำกรุงบากูเข้าพบ เพื่อแสดงการประท้วงอย่างรุนแรง หลังเกิดเหตุโดรนจากอิหร่านโจมตีในดินแดนของอาเซอร์ไบจาน ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 2 คน

แถลงการณ์ระบุว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นราวช่วงเที่ยง โดยมีโดรนอย่างน้อย 2 ลำบินข้ามพรมแดนจากอิหร่านเข้าสู่เขตปกครองพิเศษนากีชีวาน ซึ่งเป็นดินแดนของอาเซอร์ไบจานที่มีพรมแดนติดกับอิหร่าน และถูกแยกออกจากแผ่นดินใหญ่ของประเทศโดยอาร์เมเนีย

โดรนลำหนึ่งตกใส่อาคารผู้โดยสารของสนามบินนากีชีวาน ขณะที่อีกลำตกใกล้อาคารโรงเรียนในหมู่บ้านเชเคอราบัด ส่งผลให้โครงสร้างสนามบินได้รับความเสียหาย และมีพลเรือนบาดเจ็บ 2 ราย

กระทรวงการต่างประเทศอาเซอร์ไบจานระบุว่า การโจมตีดังกล่าว “ขัดต่อบรรทัดฐานและหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศ และยิ่งทำให้ความตึงเครียดในภูมิภาคเพิ่มสูงขึ้น” พร้อมย้ำว่าอาเซอร์ไบจานขอสงวนสิทธิ์ในการดำเนินมาตรการตอบโต้ที่เหมาะสม
ด้านกระทรวงกลาโหมอาเซอร์ไบจานประกาศว่า ประเทศกำลังเตรียมมาตรการตอบโต้ที่จำเป็น เพื่อปกป้องบูรณภาพแห่งดินแดนและอธิปไตยของชาติ รวมถึงความปลอดภัยของพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐา นแถลงการณ์ระบุ “การโจมตีเช่นนี้จะไม่ถูกปล่อยให้ผ่านไปโดยไม่มีการตอบสนอง” 

ที่ผ่านมา อิหร่านแสดงความกังวลมาอย่างต่อเนื่องว่าอิสราเอลซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของอาเซอร์ไบจานและเป็นผู้จัดหาอาวุธรายสำคัญ อาจใช้ดินแดนของอาเซอร์ไบจานเป็นฐานสำหรับการโจมตีอิหร่าน

เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่ผ่านมา อาเซอร์ไบจานได้ให้คำมั่นกับอิหร่านว่าจะไม่อนุญาตให้ใช้ดินแดนของตนเป็นฐานโจมตีกรุงเตหะราน หลังจากอิสราเอลเปิดฉากโจมตีเป้าหมายในอิหร่านครั้งใหญ่

ทั้งนี้ อิหร่านยังมีความกังวลเกี่ยวกับกระแสแบ่งแยกดินแดนในหมู่ชนกลุ่มน้อยเชื้อสายอาเซอรีในประเทศ ซึ่งมีจำนวนราว 10 ล้านคน จากประชากรทั้งหมดประมาณ 83 ล้านคนของอิหร่าน.

ที่มา FRANCE 24

อิหร่านยิงมิสไซล์ถล่มฐานที่มั่น “กลุ่มกบฏเคิร์ด” ในอิรัก อ้างสหรัฐฯ เตรียมดึงร่วมสงคราม

อิหร่านยิงมิสไซล์ถล่มฐานที่มั่น "กลุ่มกบฏเคิร์ด" ในอิรัก อ้างสหรัฐฯ เตรียมดึงร่วมสงคราม

5 มี.ค. 2569 16:38 น.

อิหร่านยิงมิสไซล์ถล่มฐานที่มั่น “กลุ่มกบฏเคิร์ด” ในอิรัก อ้างสหรัฐฯ เตรียมดึงร่วมสงคราม

อิหร่านเปิดฉากโจมตีฐานที่มั่นของกลุ่มติดอาวุธชาวเคิร์ดเชื้อสายอิหร่านในเขตเคอร์ดิสถานของอิรัก โดยใช้ทั้งขีปนาวุธและโดรน ขณะที่สถานการณ์ตึงเครียดเพิ่มขึ้นจากกระแสข่าวว่าสหรัฐฯ อาจหนุนกลุ่มเคิร์ดเข้าร่วมการต่อสู้กับอิหร่าน

กองทัพอิหร่านเปิดเผยว่าได้โจมตีสำนักงานใหญ่ของกลุ่มติดอาวุธชาวเคิร์ดเชื้อสายอิหร่านในพื้นที่เคอร์ดิสถานทางตอนเหนือของอิรัก โดยระบุว่าได้ยิงขีปนาวุธ 3 ลูกโจมตีกลุ่มเคิร์ดที่ต่อต้านการปฏิวัติอิสลามในอิรัก ตามรายงานของสื่อทางการอิหร่าน

การโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาค หลังมีรายงานว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ อาจต้องการให้กลุ่มติดอาวุธชาวเคิร์ดเข้าร่วมการต่อสู้กับอิหร่าน ขณะที่ปฏิบัติการโจมตีของสหรัฐและอิสราเอลต่ออิหร่านยังคงดำเนินต่อไป

แหล่งข่าวยืนยันว่า การโจมตีของอิหร่านในช่วงวันอังคารและวันพุธส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 คน และบาดเจ็บ 3 คน โดยฐานที่มั่นแห่งหนึ่งถูกขีปนาวุธพิสัยไกลโจมตีเมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ทำให้นักรบเคิร์ดเพชเมอร์กาได้รับบาดเจ็บ 4 คน และมี 1 คนเสียชีวิตในเวลาต่อมา

พื้นที่ฐานทัพดังกล่าวได้รับความเสียหายอย่างหนัก อาคารหนึ่งถูกทำลายจนพังถล่ม มีเศษซากคอนกรีตและโลหะกระจัดกระจายเป็นบริเวณกว้าง รวมถึงมีหลุมขนาดใหญ่จากแรงระเบิดของขีปนาวุธ

ขณะเดียวกัน ฐานอีกแห่งหนึ่งซึ่งเป็นของพรรคประชาธิปไตยเคอร์ดิสถานแห่งอิหร่าน (KDPI) ถูกโจมตีด้วยโดรนสองลำเมื่อวันอังคาร ส่งผลให้พลเรือนอย่างน้อย 1 คนได้รับบาดเจ็บ

ผู้นำทางการเมืองระดับสูงของ KDPI ให้สัมภาษณ์ว่า เชื่อว่าชาวเคิร์ดอาจต้องเข้าไปมีบทบาทในการสู้รบภายในอิหร่านในอนาคตอันใกล้ แต่ไม่ได้ระบุกรอบเวลาอย่างชัดเจน และปฏิเสธให้ความเห็นต่อรายงานที่ระบุว่าประธานาธิบดีทรัมป์ได้ติดต่อกับผู้นำของกลุ่มในช่วงที่ผ่านมา

ในอีกด้านหนึ่ง กลุ่มติดอาวุธคาเต็บ ฮิซบอลเลาะห์ (Kataeb Hezbollah) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านในอิรัก เปิดเผยว่าผู้บัญชาการระดับสูงของกลุ่มเสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศในภาคใต้ของอิรักเมื่อวันก่อน โดยผู้เสียชีวิตคือ อาลี ฮุสเซน อัล-เฟรยีจี ซึ่งเป็นสมาชิกของกลุ่มมานานกว่า 20 ปี

แหล่งข่าวภายในกลุ่มระบุว่า การโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นใกล้ฐานทัพหลักของกลุ่มในภาคใต้ของอิรัก ส่งผลให้มีนักรบเสียชีวิตอย่างน้อย 3 คน โดยหนึ่งในแหล่งข่าวกล่าวหาว่าเป็นการโจมตีร่วมของอิสราเอลและสหรัฐ

ฐานทัพจูร์ฟ อัล-นาสร์ ของกลุ่มคาเต็บ ฮิซบอลเลาะห์ ถือเป็นเป้าหมายแรกในอิรักที่ถูกโจมตีจากปฏิบัติการที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นของสหรัฐและอิสราเอล ก่อนจะขยายไปยังพื้นที่อื่น ๆ โดยนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น มีนักรบของกลุ่มติดอาวุธเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 15 คน

แม้อิรักซึ่งเพิ่งฟื้นตัวจากความไม่สงบในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จะยืนยันว่าไม่ต้องการถูกดึงเข้าสู่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน แต่ประเทศยังคงได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว เนื่องจากอิรักเป็นพื้นที่ที่ทั้งสองฝ่ายใช้เป็นสนามแข่งขันอิทธิพลมานาน

กลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านหลายกลุ่มในอิรัก ภายใต้ชื่อ “แนวต้านอิสลามในอิรัก” ซึ่งรวมถึงคาเต็บ ฮิซบอลเลาะห์ ยังอ้างว่าได้ส่งโดรนโจมตีฐานทัพสหรัฐในอิรักอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด กลุ่มดังกล่าวยังออกคำเตือนต่อประเทศในยุโรปไม่ให้เข้าร่วมสงคราม โดยขู่จะโจมตีกองกำลังและฐานทัพของประเทศเหล่านั้นในอิรักและภูมิภาค หากมีส่วนร่วมในความขัดแย้ง

ก่อนหน้านี้ สำนักข่าวทางการอิรักรายงานว่า เจ้าหน้าที่ความมั่นคงสามารถยึดจรวดสองลูกและแท่นยิงในจังหวัดบาสราทางตอนใต้ ซึ่งถูกเตรียมไว้เพื่อใช้โจมตีประเทศเพื่อนบ้าน

ชาวเคิร์ดซึ่งมีประชากรรวมกันประมาณ 25–35 ล้านคน อาศัยอยู่ในพื้นที่ภูเขาที่ครอบคลุมหลายประเทศ ได้แก่ ตุรกี อิรัก ซีเรีย อิหร่าน และอาร์เมเนีย ถือเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ขนาดใหญ่เป็นอันดับสี่ของตะวันออกกลาง แต่ยังไม่เคยมีรัฐชาติเป็นของตนเอง

ในอิหร่านซึ่งมีประชากรราว 84 ล้านคน ชาวเคิร์ดคิดเป็นประมาณ 10% ของประชากรทั้งหมด โดยส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมนิกายสุหนี่และอาศัยอยู่ในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ

องค์การนิรโทษกรรมสากลเคยระบุว่า ชาวเคิร์ดในอิหร่านเผชิญการเลือกปฏิบัติอย่างยาวนาน ทั้งในด้านสิทธิทางสังคม การเมือง วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ ขณะที่กลุ่มเคิร์ดฝ่ายค้านซึ่งลี้ภัยในเขตเคอร์ดิสถานของอิรักยังคงเคลื่อนไหวเรียกร้องเอกราชหรือการปกครองตนเอง และมีการปะทะกับกองกำลังความมั่นคงของอิหร่านเป็นระยะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา.

ที่มา BBC

รัสเซียกล่าวหายูเครน จมเรือบรรทุกก๊าซ LNG กลางทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

รัสเซียกล่าวหายูเครน จมเรือบรรทุกก๊าซ LNG กลางทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

5 มี.ค. 2569 15:53 น.

รัสเซียกล่าวหายูเครน จมเรือบรรทุกก๊าซ LNG กลางทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

เกิดเหตุระเบิดและเพลิงไหม้รุนแรงบนเรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของรัสเซียจนอับปางลงในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนระหว่างลิเบียและมอลตา รัฐบาลรัสเซียกล่าวหายูเครนใช้ “โดรนทะเล” โจมตีเรือดังกล่าวที่อยู่ในกองเรือเงา ด้านลูกเรือชาวรัสเซีย 30 ชีวิตรอดตายหลังมอลตาส่งทีมกู้ภัยเข้าช่วยได้ทันท่วงที

เจ้าหน้าที่ท่าเรือลิเบียเปิดเผยว่า เรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของรัสเซียชื่อ “อาร์กติก เมทากาซ” (Arctic Metagaz) อับปางลงในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ระหว่างน่านน้ำลิเบียกับมอลตา หลังเกิดเหตุระเบิดและเพลิงไหม้บนเรือ 

รัฐบาลรัสเซียออกมากล่าวหาทันทีว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นการก่อการร้ายโดยฝีมือของยูเครน โดยระบุว่ายูเครนใช้ “โดรนทะเลไร้คนขับ” ที่ปล่อยออกจากชายฝั่งลิเบียเข้าโจมตีเรือลำดังกล่าว อย่างไรก็ตาม หน่วยความมั่นคงของยูเครน (SBU) ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อข้อกล่าวหานี้ ขณะที่ทางการลิเบียระบุว่าสาเหตุของเพลิงไหม้ยังคงไม่ชัดเจน

ข้อมูลจากทางการลิเบียระบุว่า ก่อนเกิดการระเบิด เรืออาร์กติก เมทากาซ บรรทุกก๊าซ LNG มาประมาณ 62,000 ตัน โดยเรือได้จมลงห่างจากท่าเรือเซิร์ตของลิเบียไปทางเหนือประมาณ 130 ไมล์ทะเล (ราว 240 กิโลเมตร)

ด้านกระทรวงคมนาคมรัสเซียยืนยันว่ามีลูกเรือชาวรัสเซียอยู่บนเรือทั้งหมด 30 คน ขณะที่ นายไบรอน คามิลเลอรี รัฐมนตรีมหาดไทยของมอลตา ยืนยันว่ากองทัพมอลตาได้เข้าช่วยเหลือลูกเรือทั้งหมดได้อย่างปลอดภัย โดยพบพวกเขาอยู่ในเรือชูชีพ และทุกคนมีสุขภาพแข็งแรงดี

แม้รัสเซียจะยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดมายืนยันว่าเป็นการโจมตีจากยูเครน แต่ในโลกออนไลน์ได้มีการเผยแพร่ภาพเหตุการณ์ช่วงกลางคืนที่แสดงให้เห็นเรือกำลังถูกไฟลุกท่วม นอกจากนี้ เซอร์ฮี สเตอร์เนนโก บล็อกเกอร์ชื่อดังและที่ปรึกษารัฐมนตรีกลาโหมยูเครน ได้โพสต์ภาพที่อ้างว่าเป็นเรือลำดังกล่าวในสภาพ “มีรูโหว่ขนาดใหญ่ในห้องเครื่องและยากจะซ่อมแซมได้”

ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ได้กล่าวผ่านสถานีโทรทัศน์รัฐบาลว่า “นี่คือการโจมตีโดยผู้ก่อการร้าย และไม่ใช่ครั้งแรกที่เราต้องเผชิญกับเรื่องแบบนี้” ขณะที่กระทรวงคมนาคมรัสเซียระบุเพิ่มเติมว่า นี่คือ “อาชญากรรมโจรสลัดทางทะเลระหว่างประเทศ” และกล่าวหาว่าสหภาพยุโรปมีส่วนรู้เห็นในครั้งนี้

สำหรับเรืออาร์กติก เมทากาซ ถูกระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของ “กองเรือเงา” ของรัสเซีย ซึ่งมักเป็นเรือเก่าที่มีการเปลี่ยนชื่อเจ้าหน้าที่หรือผู้รับประกันภัยเพื่อเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก โดยเรือลำนี้กำลังเดินทางจากท่าเรือมูร์มันสค์ ทางตอนเหนือของรัสเซีย มุ่งหน้าสู่เมืองพอร์ตซาอิด ในอียิปต์

ข้อมูลจากระบบติดตามเรือระบุว่า เรือลำนี้ได้ปิดระบบระบุตัวตนอัตโนมัติไปก่อนเกิดเหตุ ซึ่งเป็นพฤติกรรมปกติของเรือในกองเรือเงาเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ

เหตุการณ์นี้ถือเป็นครั้งแรกๆ ที่มีการโจมตีเรือรัสเซียนอกเขตทะเลดำ ซึ่งหากพิสูจน์ได้ว่าเป็นฝีมือยูเครนจริง จะแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของกองทัพยูเครนที่สามารถขยายขอบเขตการปฏิบัติการโจมตีทางเรือได้ไกลถึงทะเลเมดิเตอร์เรเนียน.

ที่มา BBC

“ทรัมป์” ให้คะแนนสงครามอิหร่าน “15 เต็ม 10” ลั่นกวาดล้างผู้นำเตหะรานราบคาบ

"ทรัมป์" ให้คะแนนสงครามอิหร่าน "15 เต็ม 10" ลั่นกวาดล้างผู้นำเตหะรานราบคาบ

5 มี.ค. 2569 14:20 น.

“ทรัมป์” ให้คะแนนสงครามอิหร่าน “15 เต็ม 10” ลั่นกวาดล้างผู้นำเตหะรานราบคาบ

“โดนัลด์ ทรัมป์” เผยพอใจผลงานกองทัพสหรัฐฯ ในสงครามกับอิหร่าน ให้คะแนนความสำเร็จ “15 เต็ม 10” พร้อมระบุผู้นำระดับสูงของอิหร่านถูกกำจัดอย่างรวดเร็ว ขณะที่สถานการณ์การสู้รบล่าสุดลามถึงศรีลังกา หลังเรือดำน้ำสหรัฐฯ จมเรือรบอิหร่าน ด้านทำเนียบขาวแย้ม ทรัมป์กำลังพิจารณาบทบาทของสหรัฐฯ ในการจัดระเบียบอิหร่านหลังจบภารกิจ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้ให้คะแนนผลการปฏิบัติงานของกองทัพสหรัฐฯ ในการทำสงครามกับอิหร่านที่ระดับ “15 เต็ม 10” พร้อมให้คำมั่นว่าจะเดินหน้าบดขยี้ต่อไปจนกว่าคลังแสงอาวุธนิวเคลียร์และผู้นำของสาธารณรัฐอิสลามจะหมดสิ้นไป

ในการประชุมร่วมกับผู้บริหารระดับสูงในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ณ ทำเนียบขาว ทรัมป์กล่าวว่า “เรากำลังทำได้ดีมากในแนวหน้า มีคนถามผมว่าถ้าให้คะแนนเต็ม 10 ผมจะให้เท่าไหร่ ผมบอกเลยว่าประมาณ 15 ตอนนี้เราอยู่ในสถานะที่แข็งแกร่งมาก และเหล่าผู้นำของพวกเขากำลังถูกกำจัดไปอย่างรวดเร็ว ใครก็ตามที่อยากจะขึ้นมาเป็นผู้นำ ดูเหมือนจุดจบของพวกเขาคือความตาย”

ถ้อยแถลงของทรัมป์มีขึ้นในขณะที่ความขัดแย้งขยายวงกว้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายงานเรือดำน้ำของสหรัฐฯ ได้ยิงจมเรือรบของอิหร่านบริเวณนอกชายฝั่งประเทศศรีลังกา ขณะที่สหรัฐฯ และอิสราเอลยังคงเดินหน้าปฏิบัติการโจมตีทางอากาศร่วมกัน โดยก่อนหน้านี้ได้สังหารอาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านไปตั้งแต่วันเสาร์ที่ผ่านมา ทำเนียบขาวและเพนตากอนคาดการณ์ว่า สหรัฐฯ และอิสราเอลจะสามารถ “ครอบครองน่านฟ้าอิหร่านได้อย่างเบ็ดเสร็จ” ภายในไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า

ทรัมป์ย้ำจุดยืนว่าการโจมตีครั้งนี้มีความจำเป็น เนื่องจากอิหร่านกำลังพยายามครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ “เมื่อคนบ้ามีอาวุธนิวเคลียร์ สิ่งเลวร้ายก็จะเกิดขึ้น” อย่างไรก็ตาม รัฐบาลของเขาถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับความชัดเจนของเป้าหมายสงคราม เนื่องจากขัดกับคำหาเสียงของทรัมป์ที่เคยระบุว่าจะ “ไม่เริ่มสงครามใหม่”

ในขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ ยังไม่มีคำสั่งชัดเจนว่าจะมีการเปลี่ยนระเบียบการปกครองในอิหร่านหรือไม่ แต่แคโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว ระบุว่าประธานาธิบดีกำลัง “พิจารณาอย่างจริงจัง” เกี่ยวกับบทบาทของสหรัฐฯ ในอิหร่านหลังจากปฏิบัติการทางทหารสิ้นสุดลง

นอกจากนี้ ลีวิตต์ยังได้ปฏิเสธรายงานที่ว่าทรัมป์ตกลงจะสนับสนุนอาวุธให้กลุ่มแบ่งแยกดินแดนชาวเคิร์ดในอิหร่านเพื่อก่อกบฏโดยระบุว่าเป็นข่าวปลอม แต่ยอมรับว่ามีการพูดคุยกับผู้นำกลุ่มชาวเคิร์ดจริง

ทั้งนี้ รูปแบบการดำเนินนโยบายของทรัมป์ในอิหร่านถูกเปรียบเทียบกับกรณีการโค่นล้มนายนิโกลัส มาดูโร ในเวเนซุเอลาเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งสหรัฐฯ เลือกที่จะเจรจากับขั้วอำนาจที่เหลืออยู่เพื่อบรรลุข้อตกลงด้านน้ำมัน.

ที่มา AFP

คิวบาไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ค่อนเกาะ เผชิญแรงกดดันสหรัฐฯ ตัดช่องทางน้ำมัน

คิวบาไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ค่อนเกาะ เผชิญแรงกดดันสหรัฐฯ ตัดช่องทางน้ำมัน

5 มี.ค. 2569 12:34 น.

คิวบาไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ค่อนเกาะ เผชิญแรงกดดันสหรัฐฯ ตัดช่องทางน้ำมัน

ชาวคิวบากว่าค่อนประเทศรวมถึงกรุงฮาวานา ต้องตกอยู่ในความมืดมิด หลังระบบสายส่งไฟฟ้าแห่งชาติล่มกะทันหันเนื่องจากโรงไฟฟ้าพลังความร้อนหลักชำรุด ขณะที่รัฐบาลคอมมิวนิสต์ของคิวบาเผชิญศึกหนักรอบด้าน หลังสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ยกระดับการกดดัน ตัดเส้นทางส่งน้ำมันจากเวเนซุเอลาและเม็กซิโก ส่งผลให้วิกฤตพลังงานพุ่งสู่ระดับเลวร้ายที่สุดในรอบหลายปี

“ยูเนียน อิเล็กตริกา” (Union Electrica) รัฐวิสาหกิจไฟฟ้าของคิวบา รายงานว่าเหตุการณ์ไฟฟ้าดับวงกว้างเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (4 มี.ค.) หลังจากโรงไฟฟ้าพลังความร้อน “อันโตนิโอ กีเตรัส” ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากกรุงฮาวานาไปทางตะวันออกราว 100 กิโลเมตร เกิดขัดข้องอย่างไม่คาดคิด

ความล้มเหลวครั้งนี้ส่งผลให้ไฟฟ้าดับครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่จังหวัดปินาร์ เดล ริโอ ทางตะวันตก ไปจนถึงจังหวัดคามากูเอย์ในภาคกลางตอนบน ขณะที่จังหวัดลัส ตูนัส ทางตะวันออกก็ได้รับผลกระทบจากสถานีไฟฟ้าขัดข้องเช่นกัน เหลือเพียงไม่กี่จังหวัดในภาคตะวันออกสุดของเกาะที่ยังมีไฟฟ้าใช้

โรมัน เปเรซ ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคของโรงไฟฟ้ากีเตรัส เปิดเผยว่า ทีมวิศวกรกำลังเร่งแก้ไขปัญหาหม้อต้มไอน้ำ และรอยรั่วต่างๆ ในระบบ โดยคาดว่าจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 ถึง 4 วัน ในการกู้ระบบกลับคืนมา ซึ่งเหตุการณ์นี้รุนแรงจนทำให้สถานีโทรทัศน์แห่งชาติของคิวบาต้องระงับการออกอากาศไปชั่วครู่ และเริ่มรายการข่าวล่าช้ากว่ากำหนดเดิมกว่าครึ่งชั่วโมง

วิกฤตไฟฟ้าดับครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางปัญหาพลังงานเรื้อรังของคิวบา ซึ่งต้องเผชิญการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากแรงกดดันของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่พยายามจำกัดการส่งออกน้ำมันไปยังคิวบา และยังถูกซ้ำเติมด้วยปัจจัยภายนอกที่รุนแรงหลังจากสหรัฐฯ เข้าแทรกแซงและถอดถอนประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา เมื่อต้นเดือนมกราคม ทำให้แหล่งส่งน้ำมันดิบหลักของคิวบาถูกตัดขาดทันที 

ขณะที่เม็กซิโกซึ่งเคยเป็นซัพพลายเออร์ทางเลือก ประกาศระงับการส่งน้ำมันให้คิวบาเช่นกัน หลังจากถูกสหรัฐฯ ขู่จะตอบโต้ด้วยมาตรการภาษีศุลกากร รัฐบาลคิวบาระบุว่า มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่ดำเนินมาหลายทศวรรษ ทำให้ประเทศขาดงบประมาณในการบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าจนเสื่อมโทรม

แม้ชาวกรุงฮาวานาจะคุ้นเคยกับการตัดไฟตามมาตรการประหยัดพลังงานของรัฐ แต่เหตุไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ครั้งนี้ก็ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน เช่น สัญญาณไฟจราจร ธุรกิจ และการสื่อสาร ขณะที่สถานีโทรทัศน์ของรัฐต้องเลื่อนการออกอากาศข่าวช่วงบ่าย เนื่องจากไฟฟ้าดับ

วิกฤตพลังงานยังทำให้รัฐบาลต้องจำกัดบริการสาธารณะบางส่วน เช่น การเก็บขยะและระบบขนส่ง ขณะที่ประชาชนจำนวนหนึ่งเริ่มติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์หรือใช้เครื่องปั่นไฟ เพื่อรับมือกับการขาดแคลนพลังงานและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น.


ที่มา Reuters

คิม จองอึน พอใจการทดสอบเรือรบ-ขีปนาวุธ สั่งเร่งพัฒนา หวังติดอาวุธนิวเคลียร์เพิ่ม

คิม จองอึน พอใจการทดสอบเรือรบ-ขีปนาวุธ สั่งเร่งพัฒนา หวังติดอาวุธนิวเคลียร์เพิ่ม

5 มี.ค. 2569 12:32 น.

คิม จองอึน พอใจการทดสอบเรือรบ-ขีปนาวุธ สั่งเร่งพัฒนา หวังติดอาวุธนิวเคลียร์เพิ่ม

ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือสั่งเร่งขยายขีดความสามารถกองทัพเรือติดอาวุธนิวเคลียร์ หลังการทดสอบเรือรบ-ขีปนาวุธ ครั้งใหม่ได้ผลน่าพอใจ ผู้เชี่ยวชาญคาดเกาหลีเหนืออาจกำลังเตรียมประกาศแนวเขตแดนทางทะเล

วันนี้ (5 มี.ค.) นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ ได้เดินทางเข้าตรวจเยี่ยมเรือ โชฮยอน เรือพิฆาตระวาง 5,000 ตัน ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในเดือนเมษายนปีที่ผ่านมา พร้อมร่วมสังเกตการณ์ การทดสอบยิงขีปนาวุธจากเรือลำดังกล่าว เป็นเวลา 2 วันติดต่อกัน ในวันอังคาร (3 มี.ค.) และวันพุธ (4 มี.ค.) ที่ผ่านมา ก่อนการส่งมอบเข้าประจำการ ก่อน นายคิม จองอึน จะประกาศคำมั่นสัญญาว่าจะเร่งยกระดับการติดอาวุธนิวเคลียร์ให้กองทัพเรือเกาหลีเหนือ 

สำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) ระบุว่า ระหว่างการเดินทางเยือนอู่ต่อเรือทางตะวันตกของเมืองนัมโพเมื่อวันอังคารและวันพุธที่ผ่านมา นายคิม จองอึน ยังได้ตรวจเยี่ยมการก่อสร้างเรือพิฆาตลำที่ 3 ซึ่งเป็นเรือระวางเดียวกับเรือรบ โซ ฮยอนอีกด้วย

รายงานข่าวระบุว่า ผลการทดสอบเรือโช ฮยอนเป็นไปได้ด้วยดี โดย นาย คิม จองอึน ได้ยกย่องการพัฒนาของเรือลำนี้ว่าเป็นก้าวสำคัญต่อเป้าหมายของกองทัพเรือติดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ ในการขยายพื้นที่ปฏิบัติการและการขยายขีดความสามารถในการโจมตี

โดยเรือรบลำนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับระบบอาวุธที่หลากหลาย รวมถึงอาวุธต่อต้านอากาศยานและต่อต้านเรือรบ ตลอดจนขีปนาวุธวิถีโค้ง (Ballistic) และขีปนาวุธร่อน (Cruise) ที่สามารถติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ได้ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ทหารและผู้เชี่ยวชาญของเกาหลีใต้มองว่า เรือรบโช ฮยอน น่าจะสร้างขึ้นด้วยความช่วยเหลือจากรัสเซีย จากความสัมพันธ์ทางการทหารที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นของทั้งสองประเทศ โดยมีเจ้าหน้าที่และผู้เชี่ยวชาญบางส่วนยังคงตั้งข้อสงสัยถึงความพร้อมในการออกปฏิบัติการของเรือลำนี้

เนื่องด้วยก่อนหน้านี้ในเดือนพฤษภาคมปีที่ผ่านมาเกาหลีเหนือได้เปิดตัวเรือพิฆาตระวาง 5,000 ตัน ลำที่ 2 ที่มีชื่อว่า คัง กอน (Kang Kon) แต่เรือลำนี้กลับได้รับความเสียหายระหว่างพิธีเปิดตัวที่ท่าเรือทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองชองจิน ซึ่งสร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อนายคิม โดยเขาเรียกความล้มเหลวในครั้งนั้นว่าเป็น อาชญากรรม

เกาหลีเหนือดำเนินการซ่อมแซมเรือรบคังกอนก่อนเปิดตัวอีกครั้งในเดือนมิถุนายน เป็นเวลา 1 เดือนหลังจากเกิดเหตุ ท่ามกลางข้อสงสัยจากผู้เชี่ยวชาญว่าเรือลำดังกล่าวจะสามารถใช้งานจริงได้หรือไม่

หลังจากสังเกตการณ์การทดลองเดินเรือของเรือรบโช ฮยอน ในวันอังคาร นายคิม จองอึน กล่าว่าเรือลำนี้มีคุณสมบัติครบถ้วนตามข้อกำหนดสำหรับการปฏิบัติงาน พร้อมระบุว่า เรือรบลำนี้ เป็นสัญลักษณ์ของขีดความสามารถทางเรือของเกาหลีเหนือที่กำลังขยายตัว พร้อมออกคำสั่งให้มีการต่อเรือรบในระวางเดียวกัน หรือสูงกว่าเรือรบโช ฮยอน ให้ได้ ปีละ 2 ลำ ในช่วงเวลา 5 ปีข้างหน้า

สื่อได้เผยแพร่ภาพถ่ายขณะที่นาย คิม จองอึน เข้าร่วมสังเกตการณ์การทดสอบยิงขีปนาวุธร่อน (Cruise) จากเรือโช ฮยอน เมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยนายคิม จองอึน ระบุว่าอาวุธเหล่านี้เป็นอาวุธ “เชิงยุทธศาสตร์” ซึ่งเป็นคำที่ใช้เรียกอาวุธที่สามารถติดตั้งนิวเคลียร์ได้

ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าคาดว่าเรือพิฆาตลำที่ 3 จะเสร็จสิ้นทันวันครบรอบ 81 ปีการก่อตั้งพรรคแรงงานในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้

ในการประชุมสภาพรรคแรงงานเมื่อเดือนที่ผ่านมา นาย คิม จองอึน ได้เผยถึงการกำหนดเป้าหมายทางทหารใน 5 ปีข้างหน้า ซึ่งรวมไปถึงความตั้งใจที่จะพัฒนาขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) ที่สามารถยิงจากใต้น้ำได้ ทำให้การเพิ่มขีดความสามารถทางทัพเรือกลายมาเป็นประเด็นสำคัญ โดยมีการพัฒนาเรือรบ ไปจนถึงการพัฒนาเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ที่กำลังดำเนินการอยู่ขณะนี้ หลังจากที่เกาหลีเหนือทุ่มเทให้กับการพัฒนาขีปนาวุธวิถีโค้งบนบกมานานหลายปี 

นายคิม จองอึน ระบุว่า ความพยายามในการติดอาวุธนิวเคลียร์ให้กับกองทัพเรือมีความก้าวหน้าอย่าง น่าพอใจ โดยเขากล่าวว่าความก้าวหน้าเหล่านี้จะ นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในการปกป้องอธิปไตยทางทะเล ซึ่งเป็นสิ่งที่เกาหลีเหนือทำไม่ได้มานานกว่าครึ่งศตวรรษ ซึ่งเป็นคำกล่าวที่ทำให้นักวิเคราะห์บางคนมองว่า เกาหลีเหนืออาจกำลังเตรียมประกาศแนวเขตแดนทางทะเลอย่างเป็นทางการ ซึ่งอาจล่วงล้ำเข้าไปในน่านน้ำที่อยู่ภายใต้การควบคุมของเกาหลีใต้.

ที่มา: AP

อ่านข่าวเกี่ยวกับ เกาหลีเหนือ

ประท้วงเดือดในรัฐสภาสหรัฐฯ ชายตะโกนค้านสงครามอิหร่าน ถูกตำรวจลากออกจากห้องประชุม (คลิป)

ประท้วงเดือดในรัฐสภาสหรัฐฯ ชายตะโกนค้านสงครามอิหร่าน ถูกตำรวจลากออกจากห้องประชุม (คลิป)

5 มี.ค. 2569 12:15 น.

ประท้วงเดือดในรัฐสภาสหรัฐฯ ชายตะโกนค้านสงครามอิหร่าน ถูกตำรวจลากออกจากห้องประชุม (คลิป)

เกิดเหตุวุ่นวายในอาคารรัฐสภาสหรัฐฯ หลังชายคนหนึ่งลุกขึ้นขัดจังหวะการประชุม เพื่อประท้วงการทำสงครามในอิหร่าน ก่อนถูกตำรวจควบคุมตัวและลากออกจากห้องพิจารณาคดีอย่างรุนแรง จนถึงขั้นแขนหัก

วุฒิสมาชิกทิม ชีฮี จากรัฐ มอนแทนา ซึ่งเป็นสมาชิกพรรครีพับลิกัน เปิดเผยว่า เขาได้ช่วยเจ้าหน้าที่ในการนำตัวผู้ประท้วงที่ควบคุมตัวเองไม่ได้ ออกจากการไต่สวนของคณะกรรมาธิการด้านกองทัพ 

ชายผู้ก่อเหตุถูกระบุชื่อว่านาย ไบรอัน แม็กกินนิส ซึ่งระบุตนเองว่าเป็นทหารผ่านศึกนาวิกโยธินสหรัฐฯ และกำลังลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคกรีน ในศึกชิงที่นั่งวุฒิสภารัฐ นอร์ทแคโรไลนา

ในคลิปวิดีโออีกชิ้นที่เผยแพร่ออนไลน์ แม็กกินนิสตะโกนว่า “ชาวอเมริกันไม่ต้องการส่งลูกหลานของตนไปทำสงครามเพื่ออิสราเอล”

และหลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภา ก็พยายามนำตัวเขาออกจากห้องประชุม โดยแม็กกินนิสดูเหมือนจะขัดขืนบริเวณทางออก ก่อนที่วุฒิสมาชิกชีฮีจะเข้ามาช่วยควบคุมสถานการณ์

ระหว่างที่เจ้าหน้าที่พยายามลากตัวเขาออกจากห้อง มือซ้ายของแม็กกินนิสติดค้างอยู่ระหว่างบานประตูกับกรอบประตู และมีเสียงดังคล้ายกระดูกแตกดังขึ้นในคลิป ขณะที่ภาพบ่งชี้ว่าแขนของเขาอาจหักจากเหตุชุลมุนดังกล่าว โดยภายหลังจากเกิดเหตุ กลุ่มนักเคลื่อนไหว Code Pink ยืนยันว่า แขนของแม็กกินนิสหักจากการปะทะกับเจ้าหน้าที่ในครั้งนี้จริง.