หุ้นไทยภาคบ่ายปิดตลาดบวก 16.57 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,502.27 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 พ.ย. 2559 17:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/776431

 

หุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่ายเพิ่มขึ้น 16.57 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,502.27 จุด มูลค่าการซื้อขาย 52,704.11 ล้านบาท …

การเคลื่อนไหวตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วันที่ 7 พ.ย. 59 รายงานหุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่าย เพิ่มขึ้น 16.57 จุด เปลี่ยนแปลง 1.12% ดัชนีอยู่ที่ 1,502.27 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 52,704.11 ล้านบาท

สำหรับมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และ 5. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน).

 

นักวิชาการ ชี้ทรัมป์หรือฮิลลารี ชนะเลือกตั้งปธน.มะกัน กระทบไทยอย่างไร?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 พ.ย. 2559 17:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/776362

 

นักวิชาการ ห่วงส่งออกไทยรับผลกระทบ หลังเลือกตั้ง ปธน.สหรัฐฯ มีความกังวลหากทรัมป์ชนะ เสี่ยงสงครามโลก ส่งผลต่อตลาดเงินทุน ด้าน ผอ.ศูนย์อาเซียนศึกษา มธ. แนะไทยต้องปรับยุทธศาสตร์ด้านต่างประเทศ ชี้ ฮิลลารีควรชนะ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับไทยสูงสุด…

เมื่อวันที่ 7 พ.ย.59  ศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดงานเสวนาโค้งสุดท้ายสู่ทำเนียบขาว : ผลกระทบต่ออาเซียนและไทย โดยนายวิบูลพงศ์ พูนประสิทธิ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 45 เพื่อมาดำรงตำแหน่งต่อจากนายบารัค โอบามา ว่า ประเทศสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย และมีการเข้ามาลงทุนในไทยมากเป็นอันดับ 3 ไม่ว่าใครจะชนะการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐฯ ก็จะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นายโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่เคยเป็น ส.ส. หรือ ส.ว. มาก่อน จึงมีนโยบายค่อนข้างแปลก อย่างเช่น นโยบายทางเศรษฐกิจที่จะกลับไปสู่ในอดีตเหมือนช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่สหรัฐฯ โดดเดี่ยวไม่พึ่งพาใคร ดึงการลงทุนจากต่างประเทศกลับมาเพื่อสร้างงานให้คนในประเทศ แต่กลับได้รับเสียงสนับสนุนจากคนอเมริกันส่วนหนึ่ง เพราะสะท้อนความรู้สึกของคนชั้นกลางอย่างแท้จริง ส่วนนางฮิลลารี คลินตัน จะมีการปรับเปลี่ยนนโยบายเรื่องเขตการค้าเสรี (FTA) ไปจากเดิม

“นายทรัมป์ เป็นคนที่มีบุคลิกแปลก และเป็นอันตรายต่อโลก หากชนะการเลือกตั้ง น่าจะทำให้สงครามโลกครั้งที่ 3 เกิดขึ้นได้ แต่ขณะนี้ ยังไม่สามารถคาดเดาได้ว่าใครจะชนะการเลือกตั้ง เพราะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคนอเมริกันแต่ละกลุ่มที่จะได้รับผลประโยชน์ต่างกัน กลุ่มผิวขาวอาจชอบนโยบายของนายทรัมป์ที่ให้ความสำคัญเรื่องชาตินิยม ส่วนกลุ่มผิวสีอาจชอบนโยบายของฮิลลารีที่ให้ความสำคัญเรื่องสิทธิมนุษยชน” นายวิบูลพงศ์ กล่าว

ขณะที่ นายอมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัยธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ผลโพลการเลือกตั้งสหรัฐฯ ครั้งนี้ คนเลือกนายโดนัลด์ ทรัมป์เพราะไม่ชอบนางฮิลลารี คลินตัน คนเลือกฮิลลารี คลินตันเพราะไม่ชอบโดนัลด์ ทรัมป์ แต่ยังไม่มีใครกล้าฟันธง กรณีนี้อาจเหมือน Brexit ที่จะรู้ผลเมื่อมีการลงคะแนนเสียง ซึ่งไม่ได้เป็นไปที่คาดการณ์

กรณีอีเมลของนางฮิลลารี เป็นเรื่องที่คนอเมริกันยังไม่ได้คำตอบว่ามีผลประโยชน์แอบแฝงหรือไม่ แต่สิ่งที่เห็นคือคนหันไปสนับสนุนนายทรัมป์มากขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งไม่ได้มาจากความนิยมในตัวนโยบายของนายทรัมป์ที่จะลดภาษีนิติบุคคลจาก 35% เหลือ 15% เพื่อเป็นการชักจูงให้เกิดการลงทุน ค่าแรงถูกลง ขณะที่นางฮิลลารี มีนโยบายให้คนรวยเสียภาษีเพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นจากนโยบายทั้ง 2 พรรคเหมือนกัน คือ การเพิ่มสัดส่วนหนี้สาธารณะ ที่จะส่งผลต่อปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในอนาคตอย่างแน่นอน เหมือนในสมัยของนายบารัค โอบามา ที่ไม่สามารถขอเพิ่มหนี้สาธารณะชนเพดานได้ และมีโอกาสเกิดปัญหาดังกล่าวซ้ำรอยได้อีก

“นโยบายการคลังที่ทั้งคู่คล้ายกัน คือ การเพิ่มหนี้สาธารณะที่เป็นปัจจัยเสี่ยงให้เศรษฐกิจผันผวน นักลงทุนจะหันไปถือครองดอลลาร์สหรัฐฯ เงินเยน และทองคำ ค่าเงินอาเซียนอ่อนค่า”

ส่วนผลกระทบด้านการส่งออกนั้น จะไม่ส่งผลกระทบต่อไทยโดยตรง เพราะไทยเป็นแค่ห่วงโซ่อุปทาน ไม่ใช่คู่แข่งขันกับสหรัฐฯ แต่จะส่งผลกระทบทางอ้อมในการส่งออกไปจีนและอาเซียนที่จะชะลอตัว ในกรณีที่สหรัฐฯ เลือกนโยบายกีดกันทางการค้าก็จะเป็นการฆ่าตัวตาย เพราะยังต้องพึ่งพาจีนอยู่มาก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในประเทศของสหรัฐฯ เอง ส่วนประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรงน่าจะเป็นสิงคโปร์ และมาเลเซียมากกว่า

ในกรณีที่นางฮิลลารีชนะเลือกตั้ง ไทยก็จะไม่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจมากนัก เนื่องจากตัวนโยบายเศรษฐกิจไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม แต่หากนายทรัมป์ ชนะเลือกตั้งก็อาจมีการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างรุนแรง จนส่งผลต่อตลาดเงินทุน พร้อมระบุว่า สิ่งที่จะต้องติดตามคือความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่ และเสียงข้างมากในสภาคองเกรสที่จะสนับสนุนการดำเนินนโยบาย ซึ่งจะช่วยให้เห็นความชัดเจนมากขึ้น

“ผลเลือกตั้งจะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นในระยะสั้นไม่เกิน 2 สัปดาห์ ส่วนกรณีที่ดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวลดลงในขณะนี้ถือเป็นความตกใจเกินเหตุ ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะมีขึ้นอีกครั้งในเดือน ธ.ค.นี้ หลังตัวเลข GDP ในไตรมาสที่ 3 ออกมาดี แต่อย่าเชื่อผลโพลและการวิเคราะห์ของนักเศรษฐศาสตร์ ต้องจับตาดูผลการลงคะแนนเลือกตั้ง เพราะอาจพลิกผันเหมือนกรณีที่อังกฤษลงประชามติแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) ส่วนตัวเชื่อว่าคะแนนนิยมในตัวนางฮิลลารีที่ดี ไม่ได้เกิดจากความชอบหรือไม่ชอบ แต่นักลงทุนต้องการความชัดเจนและต่อเนื่อง” นายอมรเทพ กล่าว

ด้าน นายประภัสสร์ เทพชาตรี ผู้อำนวยการศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะนายกสมาคมอเมริกันศึกษาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า นโยบายของนางฮิลลารี เป็นเสรีนิยมที่สานต่อนโยบายจากนายบารัค โอบามา แต่มีความแข็งกร้าวมากกว่า ขณะที่นายทรัมป์ จะเป็นนโยบายอนุรักษ์นิยม ขวาจัดสุดโต่ง เพื่อทำให้สหรัฐฯ กลับมายิ่งใหญ่เหมือนในอดีต ส่วนนโยบายเรื่องข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) ถือเป็นเรือธงที่พรรคเดโมแครตจะสานต่อไปและกดดันประเทศอื่นให้เข้าร่วม ซึ่งไทยเองก็มีท่าทีที่จะเข้าร่วมเช่นกัน

ขณะที่ นายทรัมป์ มองว่านโยบายของนายโอบามาถือเป็นยุคเสื่อมของสหรัฐฯ ที่ตกต่ำ ไม่สามารถแก้ปัญหาอะไรได้เลย โดยมีสาเหตุจากการเสียเปรียบทางเศรษฐกิจจากจีน การลงทุนทางทหารมากเกินไป ไม่สนับสนุนเรื่องการจัดตั้งเขตการค้าเสรีทุกรูปแบบ แต่ไม่ว่าใครจะชนะเลือกตั้งต่างมีจุดหมายเดียวกัน คือการกีดกันทางการค้า

“หลังการเลือกตั้ง ไทยอาจต้องมีการปรับยุทธศาสตร์ด้านต่างประเทศ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ถ้าจะให้เกิดประโยชน์กับไทยสูงสุด นางฮิลลารี ควรจะเป็นผู้ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ” นายประภัสสร์ กล่าว.

 

ขนส่ง ขู่รถโดยสารสาธารณะ เอาเปรียบ ปชช. รอบสนามหลวง เจอปรับหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 พ.ย. 2559 16:58

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/776256

 

ขนส่ง ชวนผู้ประกอบการ-คนขับรถโดยสารสาธารณะร่วมทำความดี ปฏิบัติหน้าที่ให้บริการประชาชนด้วยจิตบริการ มีคุณธรรม พร้อมชื่นชมกลุ่มคนขับรถจิตอาสา ชี้ หากพบผู้ฝ่าฝืนฉวยโอกาสเอาเปรียบประชาชน รอบสนามหลวง โดนถูกปรับหนักทุกราย…

วันที่ 7 พ.ย.59 นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก แสดงความขอบคุณความร่วมมือในการทำความดีของผู้ให้บริการรถโดยสารสาธารณะทุกประเภท ที่ร่วมเป็นจิตอาสาให้บริการรับส่งประชาชนที่เดินทางมาร่วมถวายสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยไม่คิดค่าบริการ ซึ่งนับเป็นแบบอย่างของการทำความดีช่วยเหลือสังคมตามกำลังหน้าที่ที่มี สมควรเป็นแบบอย่างที่ดี

ขณะเดียวกัน กรมการขนส่งทางบก ยังได้รับการร้องเรียนเกี่ยวกับรถจักรยานยนต์สาธารณะฉวยโอกาส เรียกค่าโดยสารสูงเกินจริงในพื้นที่โดยรอบสนามหลวง จึงได้สั่งการให้กองตรวจการขนส่งทางบก ประสานความร่วมมือกับหน่วยทหาร ตำรวจ ลงพื้นที่ทุกจุดที่ได้รับการร้องเรียน เพื่อปราบปรามพฤติกรรมฉวยโอกาสของรถจักรยานยนต์รับจ้างบางกลุ่ม เฉพาะวันที่ 4 พฤศจิกายน 2559 พบผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 รวม 24 ราย ได้แก่ ใช้รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล (ป้ายดำ) ที่ไม่ได้รับอนุญาตมารับจ้างผู้โดยสาร จำนวน 5 ราย ตั้งวินนอกพื้นที่ที่ได้รับอนุญาต จำนวน 19 ราย ซึ่งได้เปรียบเทียบปรับหนักทุกราย พร้อมส่งตัวเข้ารับการอบรม และบันทึกในศูนย์ประวัติผู้ขับรถสาธารณะ

ดังนั้น หากผู้โดยสารพบการเอาเปรียบ รวมถึงพบปัญหาจากการใช้บริการด้านอื่นๆ ขอให้จดหมายเลขทะเบียนรถ รายละเอียดเสื้อวิน หรือถ่ายภาพ คลิปวีดิโอ ร้องเรียนมายังศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารและรับเรื่องร้องเรียน โทร 1584 โดยผู้กระทำความผิดจะถูกดำเนินการตามกฎหมายทันที ทั้งนี้ การเรียกเก็บค่าโดยสารเกินอัตราที่กำหนดปรับสูงสุดไม่เกิน 5,000 บาท หากพบการนำรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล (ป้ายดำ) มาใช้รับ-ส่งผู้โดยสาร ปรับไม่เกิน 2,000 บาท แต่งกายไม่ถูกต้องตามประกาศของกรมการขนส่งทางบก ปรับไม่เกิน 1,000 บาท ไม่แสดงใบอนุญาตขับรถ ปรับไม่เกิน 1,000 บาท และหากพบกระทำความผิดซ้ำ จะพิจารณาพักใช้เพิกถอนใบอนุญาตขับรถทันที

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ยังได้ให้เจ้าหน้าที่กวดขันการให้บริการรถโดยสารสาธารณะทุกประเภท และอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนที่ต้องการเดินทางมายังสนามหลวง โดยเฉพาะจุดเชื่อมต่อการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะทุกระบบ เช่น สถานีรถไฟ สถานีรถไฟฟ้า จุดต่อรถ Shuttle bus ให้บริการฟรีของกระทรวงคมนาคมทุกจุด และบริเวณโดยรอบสนามหลวง

ทั้งนี้ ขอความร่วมมือผู้ให้บริการรถโดยสารสาธารณะทุกพื้นที่ ไม่เฉพาะแต่รอบสนามหลวง ขอให้ปฏิบัติตามกฎหมาย ห้ามเอาเปรียบประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่ผู้ให้บริการรถสาธารณะสามารถแสดงออกถึงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้วยการปฏิบัติหน้าที่ให้บริการประชาชนด้วยจิตบริการที่ดี มีคุณภาพ และมีความเป็นธรรม หากผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์สาธารณะ รวมถึงผู้ให้บริการรถสาธารณะประเภทอื่นๆ ต้องการร่วมเป็นจิตอาสารับส่งประชาชนโดยไม่คิดค่าโดยสาร สามารถกระทำได้โดยขอให้แสดงข้อความติดป้ายแสดงตนเป็นจิตอาสาให้ชัดเจน เพื่อป้องกันการเข้าใจผิด.

 

บินไทย ขยายเวลารับสมัครกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ถึง 2 ธ.ค.59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 พ.ย. 2559 15:26

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/776151

 

การบินไทย ขยายเวลารับสมัครบุคคลเพื่อคัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ถึง 2 ธ.ค.59 มีผู้สมัครจากทั้งในและนอกองค์กร เข้าชิงแล้ว 6 ราย มีชื่อ “วิเชฐ ตันติวานิช” จากไทยเบฟ …

วันที่ 7 พ.ย.59 มีรายงานว่า บมจ.การบินไทย (THAI) ได้ขยายเวลารับสมัครบุคคลเพื่อคัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ตั้งแต่วันนี้-2 ธ.ค. 2559 จากเดิมที่กำหนดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 19 ก.ย.-31 ต.ค. 2559

ล่าสุด มีผู้สมัครเข้ายื่นใบสมัครตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ 6 ราย ทั้งจากภายในและนอกองค์กร ได้แก่ นายดนุช บุนนาค ที่ปรึกษาผู้อำนวยการใหญ่ THAI, นายวิสิฐ ตันติสุนทร อดีตเลขาธิการ คณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.), นายธีรวิทย์ จารุวัฒน์ อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทีโอที และนายยงสิทธิ์ โรจน์ศรีกุล อดีตผู้ว่าการ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.), นายวิเชฐ ตันติวานิช ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ และนายพฤทธิ์ บุปผาคำ ผู้จัดการใหญ่บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด.

 

‘อาคม’ สั่งหน่วยงาน จัดรถพิเศษส่งผู้โดยสารทันที หากรถไฟฟ้าขัดข้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 พ.ย. 2559 14:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/776186

 

“อาคม” สั่งการด่วนแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หากรถไฟฟ้ามีปัญหา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องจัดรถพิเศษมาจัดส่งผู้โดยสารทันที เพื่อให้การเดินทางไม่สะดุด …

วันที่ 7 พ.ย. 59 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลัง ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุ เหตุการณ์รถไฟฟ้าติดค้างในอุโมงค์ ว่า การตรียมพร้อมและฝึกซ้อมดังกล่าว เนื่องจากรถไฟฟ้าจะประสบปัญหาระบบเบรกขัดข้อง ดังนั้น เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์เสี่ยงของระบบขนส่งสาธารณะทางรางในเขต กทม.และปริมณฑล จึงได้มีการจัดแผนขึ้นเป็น ครั้งที่ 1 โดยผู้ประกอบการเดินรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน แห่งประเทศไทยหรือ รฟม. หรือ MRT, บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM และ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSc และ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้า AIRPORT RAIL LINK หมุนเวียนเป็นเจ้าภาพฝึกซ้อมทุกๆ 4 เดือน โดยครั้งนี้ BEM ผู้ให้บริการเดินรถ MRT เป็นเจ้าภาพจัดการฝึกซ้อม และมีคณะผู้ฝึกซ้อมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้าร่วม

ส่วนกรณีที่รถไฟฟ้า MRT ขัดข้องที่สถานีหัวลำโพง เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ส่งผลให้การบริการเดินรถได้รับผลกระทบล่าช้าตลอดเส้นทาง ว่า ขบวนรถไฟฟ้าจะกลับมาเปิดให้บริการได้ตามปกติในเวลา 10.15 น. โดยยอมรับว่า กรณีขัดข้องลักษณะดังกล่าวเป็นเหตุสุดวิสัย เนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้มีการตรวจสอบระบบทุกครั้ง หลังปิดให้บริการในแต่ละวัน ตามมาตรฐานอยู่แล้ว

นอกจากนี้ ได้กำชับให้หน่วยงานที่ให้บริการระบบรางทั้งหมด จะต้องดูแลเรื่องอายุการใช้งานของอะไหล่ หรืออุปกรณ์ เมื่อครบกำหนดจะต้องเปลี่ยนทันที ไม่ต้องรอให้เกิดความเสียหาย ส่วนกรณีที่เกิดเหตุแต่ละครั้ง จะต้องมีการบันทึกเหตุการณ์ไว้ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการดูแลระบบต่อไป

สำหรับการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุนั้น ได้กำหนดให้เมื่อเกิดเหตุขัดข้องจะต้องแจ้งให้ผู้บริหารกระทรวงรับทราบผ่านระบบไลน์ และหากเป็นเหตุขัดข้องหนักเกิน 20-30 นาที จะต้องประสานรถโดยสารสาธารณะอื่นๆ มารองรับการเดินทาง เพื่อบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ดังนั้น จึงได้มอบหมายโยบายสั่งการเร่งด่วนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากเกิดเหตุการณ์รถไฟฟ้ามีปัญหาขึ้น นอกจากแผนเดิม ผู้โดยสารจะต้องรอรถไฟฟ้ามาเปลี่ยนขบวนเพื่อเดินทางต่อ ก็ให้เพิ่มทางเลือกกับผู้โดยสารที่อยู่ในขบวนที่มีปัญหา ถ้าเปลี่ยนใจไม่รอขบวนรถ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องจัดหาขบวนเที่ยวรถพิเศษให้ เพื่อให้ผู้โดยสารสามารถไปต่อ รถไฟฟ้าบีทีเอส หรือรถเมล์ ขสมก. ถึงรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ได้เลยสะดวก

 

มติ กบง. คงราคาแอลพีจี เดือนพ.ย. 20.29 บาท/กก. มีผลอังคารนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 พ.ย. 2559 14:17

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/776131

 

กบง. มีมติคงราคาขายปลีกแอลพีจี เดือนพ.ย. ที่ 20.29 บาท/กก. ให้กองทุนน้ำมันฯ รับภาระชดเชย 0.6521 บาท/กก. จากเดิม 0.3211 บาท/กก. มีผลบังคับใช้ 8 พ.ย. เป็นต้นไป…

เมื่อวันที่ 7 พ.ย. นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติให้คงราคาขายปลีกก๊าซ LPG เดือน พ.ย.59 ไว้ที่ 20.29 บาท/กก. โดยให้กองทุนน้ำมันฯ รับภาระชดเชย 0.6521 บาท/กก. จากเดิมเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ที่ 0.3211 บาท/กก. เป็นกองทุนน้ำมันฯ ชดเชยที่ 0.3310 บาท/กก. โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 8 พ.ย.59 เป็นต้นไป

อย่างไรก็ตามจากการปรับอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ดังกล่าว ส่งผลทำให้กองทุนน้ำมันฯ ในส่วนของก๊าซ LPG มีรายจ่ายประมาณ 98 ล้านบาท/เดือน โดยฐานะสุทธิของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 6 พ.ย.59 อยู่ที่ 41,607 ล้านบาท แบ่งเป็น 1.ในส่วนของบัญชีก๊าซ LPG อยู่ที่ 7,595 ล้านบาท และ 2.ในส่วนของน้ำมันสำเร็จรูป อยู่ที่ 34,012 ล้านบาท

ทั้งนี้ ที่ประชุม กบง.ยังได้พิจารณาโครงสร้างราคาก๊าซ LPG เดือน พ.ย.59 โดยได้ทบทวนราคาซื้อตั้งต้นของก๊าซ LPG โดยใช้ต้นทุนจากแหล่งผลิตและแหล่งจัดหาเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนักทุกๆ 3 เดือน เพื่อใช้เป็นราคาต้นทุนก๊าซ LPG ในช่วงเดือน พ.ย.59 – ม.ค.60 ดังนี้ โรงแยกก๊าซธรรมชาติ อยู่ที่ 13.2638 บาท/กก. ปรับตัวลดลง 0.1183 บาท/กก. จากเดิม 13.3821 บาท/กก. เนื่องมาจากราคาเนื้อก๊าซ และค่าเชื้อเพลงในการผลิตที่ปรับตัวลดลง, โรงกลั่นน้ำมันเชื้อเพลิงและโรงอะเมติก คงเดิมที่ CP-20 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน, การนำเข้า คงเดิมที่ CP+85 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน, ปตท.สผ.สยาม คงเดิมที่ 15.00 บาท/กก.

สำหรับสถานการณ์ราคาก๊าซ LPG เดือน พ.ย.59 นั้น ราคาก๊าซ LPG ตลาดโลก (CP) อยู่ที่ระดับ 410 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 58 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน ประกอบกับอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยเดือน ต.ค.59 อ่อนค่าลงจากเดือนก่อน 0.3167 บาท/เหรียญสหรัฐฯ มาอยู่ที่ 35.2181 บาท/เหรียญสหรัฐฯ ส่งผลให้ราคาต้นทุนเฉลี่ยการจัดหาก๊าซ LPG ทั้งระบบ ซึ่งเป็นราคาซื้อตั้งต้นของก๊าซ LPG (LPG Pool) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.6521 บาท/กก. จาก 12.9979 บาท/กก. เป็น 13.6500 บาท/กก.

 

ทช. สร้างทางเข้าศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยน้ำขุ่น ระยะทาง 39.753 กม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 พ.ย. 2559 13:37

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/776026

 

ทางหลวงชนบท สร้างทางเข้าสู่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยน้ำขุ่น จ.เชียงราย ระยะทาง 39.753 กม. แก้ปัญหาการเดินทางของประชาชน ส่งเสริมคุณภาพชีวิตชาวไทยภูเขาตามแนวพระราชดำริ คาดก่อสร้างแล้วเสร็จราว เดือน เม.ย. 60 …

วันที่ 7 พ.ย. 59 นายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน อธิบดีกรมทางหลวงชนบท หรือ ทช. เปิดเผยว่า กรมทางหลวงชนบท สนับสนุนสายทางเข้าสู่โครงการหลวง ดำเนินการโครงการก่อสร้างถนนสายแยกทางหลวงหมายเลข 118–ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยน้ำขุ่น ตำบลท่าก๊อ อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ระยะทาง 39.753 กิโลเมตร เพื่อแก้ไขปัญหาในการเดินทางของประชาชน ส่งเสริมการขนส่งพืชผลทางการเกษตรของโครงการหลวง

ทั้งนี้ ภารกิจสำคัญประการหนึ่งของกรมทางหลวงชนบท คือ การสร้างเส้นทางเพื่อเชื่อมโยงโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริกว่า 4,000 โครงการทั่วประเทศ นับเป็นความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการได้รับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในการสร้างเส้นทางสนับสนุนโครงการหลวง เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้กับประชาชน สำหรับโครงการก่อสร้างถนนสาย ทล.118–ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยน้ำขุ่น ตำบลท่าก๊อ อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย นั้น เป็นพื้นที่ห่างไกลและมีความทุรกันดาร การคมนาคมขนส่งเป็นไปด้วยความยากลำบาก ทำให้ราษฎรได้รับความเดือดร้อนจากการคมนาคมขนส่ง จากปัญหาการคมนาคมดังกล่าว

กรมทางหลวงชนบท จึงได้ดำเนินการสำรวจออกแบบและก่อสร้างเส้นทางจากแยกทางหลวงหมายเลข 118-ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยน้ำขุ่น โดยแนวถนนเริ่มต้น จากถนนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 118 กิโลเมตร ที่ 110+800 (เชียงใหม่-เชียงราย) แยกซ้ายทาง เข้าไปบนถนนทางหลวงท้องถิ่น ที่กิโลเมตร 0+654 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นโครงการฯ โดยก่อสร้างไปตามแนวถนนเดิมผ่านหมู่บ้านต่างๆ ไปสิ้นสุดโครงการฯ ที่กิโลเมตร 17+895 ที่หมู่บ้านดอยตาม โดยจะเป็นไปตามแนวโครงข่ายถนนทางหลวงชนบท ดังนี้ ตอนที่ 1 จากบ้านบาหลา-ถึงบ้านป่าเกี๊ยะ ระยะทาง 2 กิโลเมตร ก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อปี 2552 ตอนที่ 2 จากบ้านบาหลา-ถึงบ้านห้วยน้ำขุ่น ระยะทาง 15.035 กิโลเมตร ก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อปี 2557

ตอนที่ 3 แบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงที่ 1 ต่อจากแยกทางหลวงหมายเลข 118 บ้านแม่ต่ำไปถึงบ้านปงมะขามป้อมนอก ระยะทาง 6.823 กิโลเมตร และช่วงที่ 2 ต่อจากตอนที่ 1 จากบ้านป่าเกี๊ยะไปสิ้นสุดเชื่อมต่อกับตอนที่ 2 ที่บ้านดอยงาม ระยะทาง 15.895 กิโลเมตร รวมระยะทางทั้งสิ้น 22.718 กิโลเมตร

ปัจจุบัน การก่อสร้างในตอนที่ 3 อยู่ระหว่างการก่อสร้างงานชั้นรองพื้นทาง และงานเทผิวจราจรคอนกรีตเสริมเหล็กพร้อมงานก่อสร้างระบบระบายน้ำ คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จประมาณเดือนเมษายน 2560 ใช้งบประมาณในการก่อสร้างทั้งสิ้น 189.900 ล้านบาท

 

ปณท. เปิดลงทะเบียนรับฟรี บัตรภาพผนึกสแตมป์ ในหลวง ร.9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 พ.ย. 2559 10:43

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/775877

 

ไปรษณีย์ไทย เปิดช่องทางลงทะเบียน รับบัตรภาพผนึกตราไปรษณียากร พระบรมฉายาลักษณ์ในหลวง ร.9 ฟรี ตั้งแต่วันนี้ พร้อมขอสงวนสิทธิ์ลงทะเบียน 1 ท่าน ต่อบัตรภาพฯ ชุดพิเศษ 1 ใบ …


วันที่ 7 พ.ย. 59 นางสมร เทิดธรรมพิบูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท.) เปิดเผยถึงช่องทางการลงทะเบียนเพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนลงทะเบียนรับบัตรภาพผนึกตราไปรษณียากร พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 จำนวน 9,999,999 ดวง ว่า เว็บไซต์ที่ ไปรษณีย์ไทย เตรียมเปิดให้ลงทะเบียนนั้น ประชาชนสามารถเข้าไปลงทะเบียนได้ที่ http://www.stamprama9.thailandpost.com ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2559


ผู้ที่ลงทะเบียนจะต้องใช้หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน พร้อมกรอกรายละเอียดชื่อ-นามสกุล ที่อยู่สำหรับการจัดส่ง เพื่อไปรษณีย์ไทยจะได้นำส่งบัตรภาพฯ ตามที่อยู่ที่ได้ลงทะเบียนไว้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย และระบุหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพื่อการแจ้งข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติม ทั้งนี้ ขอสงวนสิทธิ์ในการลงทะเบียน 1 ท่าน ต่อบัตรภาพฯ ชุดพิเศษนี้ 1 ใบ

ในเบื้องต้น ไปรษณีย์ไทยขอความร่วมมือประชาชนให้แจ้งความจำนงผ่านการลงทะเบียนทางเว็บไซต์ http://www.stamprama9.thailandpost.com เป็นลำดับแรก สำหรับประชาชนที่ไม่มีคอมพิวเตอร์ หรือสมาร์ทโฟน สามารถลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ดังกล่าวได้ ณ ที่ทำการไปรษณีย์ทุกแห่งทั่วประเทศ

 

ทองเปิดตลาดร่วง 150 รูปพรรณขายออกบาทละ 21,950

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 พ.ย. 2559 10:11

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/775857

 

ราคาทองเปิดตลาดวันที่ 7 พ.ย. ลดลง 150 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,350 ขายออกบาทละ 21,450 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,966.28 ขายออกบาทละ 21,950 บาท…

เมื่อวันที่ 7 พ.ย. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.25 น. ราคาลดลง 150 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,350.00 บาท ขายออกบาทละ 21,450.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,966.28 บาท ขายออกบาทละ 21,950.00 บาท

 

พลิกโฉมรถไฟไทยยุค 4.0 ดีเดย์ 11 พ.ย.ให้บริการมาตรฐานใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 พ.ย. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/775637

 

รถไฟไทยพลิกโฉมการเดินทางระบบรางครั้งสำคัญของประเทศ เปิดให้บริการเดินรถโดยสารรุ่นใหม่ 115 คัน 4 เส้นทาง ดีเดย์ 11 พฤศจิกายนนี้ มั่นใจตอบโจทย์รองรับการเติบโตเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว กระจายความเจริญสู่ภูมิภาค คาดมีผู้ใช้บริการปีละ 1.073 ล้านคน สร้างรายได้เฉลี่ยปีละ 1.2 พันล้านบาท

นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ ร.ฟ.ท. เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการเปิดเดินรถโดยสารรุ่นใหม่จำนวน 115 คันว่า ขณะนี้ ร.ฟ.ท.พร้อมแล้วในการเปิดให้บริการเดินรถโดยสารรุ่นใหม่ใน 4 เส้นทาง โดยจะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการใน 2 เส้นทางแรกคือ เส้นทาง “อุตราวิถี” กรุงเทพฯ-เชียงใหม่-กรุงเทพฯ และเส้นทาง “อีสานวัฒนา” กรุงเทพฯ-อุบลราชธานี-กรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2559 เป็นต้นไป ขณะที่อีก 2 เส้นทาง เส้นทาง “อีสานมรรคา” กรุงเทพฯ-หนองคาย-กรุงเทพฯ และเส้นทาง “ทักษิณารัถย์” กรุงเทพฯ-หาดใหญ่-กรุงเทพฯ จะเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2559 เป็นต้นไป

ยิ่งไปกว่านั้น การรถไฟแห่งประเทศไทยยังได้รับพระราชทานชื่อขบวนจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และพระราชทานอนุญาตให้เชิญชื่อพระราชทานประดับที่ตู้โดยสารรถไฟใหม่ทั้ง 115 คันอีกด้วย โดยเส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่-กรุงเทพฯ พระราชทานชื่อว่า “อุตราวิถี” เส้นทางกรุงเทพฯ-อุบลราชธานี-กรุงเทพฯ พระราชทานชื่อว่า “อีสานวัฒนา” เส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย-กรุงเทพฯ พระราชทานชื่อว่า “อีสานมรรคา” และเส้นทางกรุงเทพฯ-หาดใหญ่-กรุงเทพฯ พระราชทานชื่อว่า “ทักษิณารัถย์”


“การจัดหารถโดยสารรุ่นใหม่ครั้งนี้ ถือเป็นการดำเนินตามนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงคมนาคม ที่ต้องการพัฒนาปรับปรุงระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อนำไปสู่การวางรากฐานประเทศในระยะยาวและยังถือเป็นการพลิกโฉมหน้าการให้บริการครั้งใหญ่ของรถไฟ ในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ประชาชนคนไทย และหวังกระจายความเจริญสู่ท้องถิ่น และสนับสนุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว”

ทั้งนี้ การให้บริการรถโดยสารรุ่นใหม่ใน 4 เส้นทาง จะนำมาเดินรถทดแทนรถไฟในตารางเดินรถเก่า 3 เส้นทาง ได้แก่ เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่-กรุงเทพฯ เส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย-กรุงเทพฯ และเส้นทางกรุงเทพฯ-หาดใหญ่-กรุงเทพฯ ยกเว้นเส้นทางกรุงเทพฯ-อุบลราชธานี-กรุงเทพฯ ที่จะเปิดให้บริการทั้งขบวนรถโดยสารใหม่และขบวนรถปัจจุบันควบคู่กัน แต่จะให้ขบวนรถใหม่เดินรถทดแทนเวลาเดิมของรถปัจจุบัน ขณะที่ขบวนรถปัจจุบันจะขยับเวลาให้บริการ


ผู้ว่าการการรถไฟฯกล่าวต่อด้วยว่า รถไฟมั่นใจว่าในการให้บริการรถใหม่จะตอบโจทย์ความต้องการของผู้โดยสารได้เป็นอย่างดี โดยใน 1 ขบวน ประกอบด้วยรถพ่วงเป็นรถปรับอากาศนั่งและนอนชั้นที่ 1 (บนอ.ป.) รถปรับอากาศนั่งและนอนชั้นที่ 2 (บนท.ป.) ในจำนวนนี้มีรถสำหรับผู้พิการ 1 คัน รถโบกี้ขายอาหารปรับอากาศ (บกข.ป.) และรถกำลังไฟฟ้า (Power Car) อีกทั้งยังประกอบด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกทันสมัยครบครัน อาทิ ห้องน้ำระบบสุญญา-กาศระบบกันสะเทือนแบบรถไฟความเร็วสูง ระบบทีวีแจ้งเตือน ปลั๊กไฟบริการทุกที่นอน จอทีวีส่วนตัวสำหรับผู้โดยสารชั้น 1 กล้องวงจรปิดควบคุมความปลอดภัย รถสำหรับคนพิการ


“ยิ่งไปกว่านั้นการเปิดให้บริการขบวนรถโดยสารใหม่ เมื่อผนวกกับแผนการก่อสร้างรถไฟทางคู่ซึ่งเมื่อดำเนินการแล้วเสร็จ จะสามารถวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดถึง 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้ถึงที่หมายปลายทางได้เร็วขึ้น 3 ชั่วโมง จึงเป็นประโยชน์ต่อประชาชนให้มีโอกาสได้ใช้รถโดยสารรุ่นใหม่อย่างทั่วถึง คาดว่าจะมีผู้ใช้บริการเฉลี่ยปีละ 1.073 ล้านคน ก่อให้เกิดรายได้เฉลี่ยประมาณปีละ 1,250.9 ล้านบาท อัตราผลตอบแทน 11.0%”


ปัจจุบัน รถไฟเริ่มเปิดให้ผู้โดยสารจองตั๋วโดยสารใช้บริการรถโดยสารรุ่นใหม่ได้แล้ว และมียอดจองเต็มแล้วหลายขบวน สำหรับค่าโดยสารรถโดยสารรุ่นใหม่ทั้ง 4 เส้นทาง ประกอบด้วย เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่-กรุงเทพฯ ประเภทรถนอนปรับอากาศชั้น 2 ราคา 791-881 บาท ประเภทรถนอนปรับอากาศชั้น 1 ราคา 1,253-1,453 บาท เส้นทางกรุงเทพฯ-อุบลราชธานี-กรุงเทพฯ ประเภทรถนอนปรับอากาศชั้น 2 ราคา 731-821 บาท ประเภทรถนอนปรับอากาศชั้น 1 ราคา 1,120-1,320 บาท เส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย-กรุงเทพฯ ประเภทรถนอนปรับอากาศชั้น 2 ราคา 748-838 บาท ประเภทรถนอนปรับอากาศชั้น 1 ราคา 1,157-1,357บาท และเส้นทางกรุงเทพฯ-หาดใหญ่-กรุงเทพฯ ประเภทรถนอนปรับอากาศชั้น 2 ราคา 855-945 บาท ประเภทรถนอนปรับอากาศชั้น 1 ราคา 1,394-1,594 บาท.