“บิ๊กตู่” เรียกประชุม นบข.ด่วน7พ.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 พ.ย. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/775636

 

ผู้สื่อข่าวรายงานจากคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) เปิดเผยหลังเรียกประชุมด่วนกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการคลัง และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อเตรียมมาตรการช่วยเหลือข้าวขาวและข้าวหอมปทุมว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) จะเรียกประชุมเร่งด่วนวันที่ 7 พ.ย.นี้ เพื่อหามาตรการช่วยเหลือชาวนาภาคกลางและภาคเหนือที่ปลูกข้าวขาว และข้าวหอมปทุม หลังชาวนาทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ขอความช่วยเหลือเรื่องราคาข้าวขาวและข้าวหอมปทุม เนื่องจากปัจจุบันราคาข้าวขาวและข้าวหอมปทุม ลดต่ำลงเหลือเพียง 7,600-8,500 บาท/ตัน จากช่วงเดียวกันของปีก่อนราคาอยู่ที่ 8,000-9,000 บาท/ตัน

ด้านนิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า ตั้งแต่กลาง ต.ค.เป็นต้นมา ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิตกต่ำมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โดยราคาข้าวเปลือกเก่าลดลงจากตันละ 12,090 บาท ในเดือน ก.ย. เหลือเพียง 10,500 บาท เมื่อ 28 ต.ค.59 หรือลดลง 13% ต่ำที่สุดในรอบ 9 ปี ทั้งที่ยังไม่ได้เกี่ยวข้าวในเดือน ต.ค. เพราะราคาข้าวสารหอมมะลิส่งออกล่วงหน้าเดือน ธ.ค.ลดเหลือตันละ 548 เหรียญสหรัฐฯเท่านั้น จากราคาตลาดวันที่ 28 ต.ค. ที่อยู่ที่ตันละ 720 เหรียญฯ ส่งผลให้ราคาขายส่งข้าวสารหอมมะลิใหม่เดือนแรกของการเก็บเกี่ยวหรือเดือน พ.ย.59 เฉลี่ยหาบละ 1,330 บาท เทียบกับราคาปีก่อนที่หาบละ 1,750 บาท ลดลง 420 บาท

“แปลกใช่ไหมครับ ราคาล่วงหน้าเป็นราคาในอนาคตที่เกิดจากการคาดคะเนของพ่อค้าข้าวและโรงสี เกี่ยวกับอุปสงค์ (ความต้องการ) และอุปทาน (ผลผลิต) ของข้าวเปลือกหอมมะลิฤดูการผลิตใหม่ปี 59/60 ถ้าพ่อค้าส่งออกคาดว่าการเก็บเกี่ยวเดือน พ.ย.-ธ.ค. จะมีอุปทานน้อย ขณะที่อุปสงค์เท่าเดิม ราคาล่วงหน้าจะสูงขึ้น เพราะเขาจะรีบสั่งซื้อข้าวเปลือกก่อนที่ราคาจะสูงขึ้น หลังจากนั้น ถ้ามีพ่อค้าส่งออกคนอื่นเริ่มสั่งซื้อมากขึ้น โรงสีและพ่อค้าท้องถิ่นก็จะรีบกว้านซื้อข้าวเปลือกเก่าที่มีอยู่ในตลาดมาส่งให้พ่อค้าส่งออก เพราะข้าวเปลือกเก่าและข้าวใหม่ทดแทนกันได้ ฉะนั้น ราคาล่วงหน้าจึงกำหนดราคาข้าววันนี้ตามกลไกการเก็งกำไรในตลาด”.

 

คลังแจกของขวัญปีใหม่คนจน!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 พ.ย. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/775632

 

จัดทำประกันอุบัติเหตุให้ฟรี แจกเงินเกษตรกร 3 พันบาท

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ภายในเดือน พ.ย.นี้ กระทรวงการคลังจะสรุปยอดการลงทะเบียนของประชาชนที่มีรายได้น้อยไม่ถึง 100,000 บาทต่อปี ที่ลงทะเบียนขอรับสวัสดิการจากรัฐ ซึ่งมียอดลงทะเบียน เมื่อ 15 ส.ค.59 ราว 8.3 ล้านคนนั้น ล่าสุดกรมสรรพากรได้ตรวจสอบคุณสมบัติแล้วพบว่ามีราว 200,000 คนที่กรอกข้อมูลไม่ถูกต้อง เช่น มีรายได้เกินกว่า 100,000 บาท และในจำนวนนี้ยังเสียชีวิตไปแล้วกว่า 9,000 คน “ยอดการลงทะเบียนเพื่อขอรับสวัสดิการจากรัฐคาดว่ามี 8 ล้านคน หรือสูงสุดไม่เกิน 8.1 ล้านคน ส่วนที่หายไป 200,000 คน อาจเกิดจากความเข้าใจไม่ถูกต้องของประชาชนที่มีรายได้เกิน 100,000 บาท หรือบางรายอาจมีเจตนามาลงทะเบียนทั้งที่ไม่มีสิทธิก็ได้ เป็นหน้าที่ของกระทรวงที่ต้องตรวจสอบความถูกต้อง เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านต่างๆถึงประชาชนที่มีรายได้น้อยตัวจริงมากที่สุด”

นายสมชัยกล่าวว่า ภายใน พ.ย.นี้ กระบวนการตรวจสอบสิทธิประชาชนเสร็จสิ้น กระทรวงการคลังตั้งใจมอบของขวัญปีใหม่ให้ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ 2 เรื่องคือ 1.ประกันอุบัติเหตุให้ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ 8.1 ล้านคน โดยสมาคมประกันจะคิดค่าเบี้ยประกันต่อหัวคนละ 99 บาท รวมเป็นเงิน 800 ล้านบาท ซึ่งล่าสุด สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้เห็นชอบแล้วและจะเสนอให้ รมว.คลังอนุมัติก่อนนำเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.

นายสมชัยกล่าวว่า เบี้ยประกันอุบัติเหตุคนละ 99 บาท ใช้งบฯ 800 ล้านบาท แต่สามารถดูแลประชาชนได้ถึง 8.1 ล้านคนนั้น จะช่วยลดภาระหรือบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนได้มาก โดยจะคุ้มครองกรณีเสียชีวิตได้เงินค่าสินไหม 100,000 บาท ทุพพลภาพถาวรได้เงิน 50,000 บาท ส่วนกรณีบาดเจ็บต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลจะได้เงินชดเชยวันละ 300 บาท เป็นเวลา 20 วัน และ 2.โครงการจ่ายเงินเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ซึ่ง ครม.อนุมัติโครงการไปแล้ว เมื่อ 27 ก.ย.59 คาดว่ามีเกษตรกรได้รับความช่วยเหลือ 2.8 ล้านคน แบ่งเป็น 1.เกษตรกรที่มีรายได้เกินกว่า 30,000 บาท แต่ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี ได้เงินช่วยเหลือ 1,500 บาท 2.กรณีที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปี จะได้เงิน ช่วยเหลือ 3,000 บาท แต่เงินก้อนนี้ยังไม่ได้เบิกจ่ายถึงมือเกษตรกร อยู่ระหว่างตรวจสอบคุณสมบัติของเกษตรกร.

 

ผลเลือกตั้งผู้นำมะกันชี้ชะตาทีพีพี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 พ.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/775627

 

นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ประธานคณะกรรมการบริหาร สถาบันอนาคตไทยศึกษา เปิดเผยว่า วันที่ 8 พ.ย.นี้ (ตามเวลาสหรัฐฯ) จะเป็นวันเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สิ่งที่น่าจับตาคือนโยบายของผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเกี่ยวกับข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือทีพีพี โดยผลการเลือกตั้งจะเป็นตัวชี้ว่าทีพีพีมีโอกาสเดินหน้าต่อหรือไม่ เพราะนายโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่สนับสนุนแน่นอน ส่วนนางฮิลลารี คลินตัน แม้จะไม่เห็นด้วยกับทีพีพีในปัจจุบัน แต่มีแนวโน้มทบทวนข้อตกลง ซึ่งช่วงนี้เป็นเวลาที่ดีที่ไทยจะคิดว่าหากตัดสินใจเข้าร่วมทีพีพีควรเตรียมพร้อมอะไร รวมถึงมีกลยุทธ์ในการเจรจาต่อรองอย่างไร โดยไทยจะได้ประโยชน์ทางการค้าเพิ่มจาก 3 ประเทศที่ไทยยังไม่มีข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ด้วย คือ สหรัฐฯ แคนาดา และเม็กซิโก โดยมีมูลค่าการค้ารวมกันเพียง 10% ของมูลค่าการค้ารวมของไทย ในจำนวนนี้เป็นการค้ากับสหรัฐฯสูงถึง 8% ซึ่งประโยชน์ผ่านการลดภาษีจึงไม่น่ามีมาก เพราะปกติสหรัฐฯเก็บภาษีนำเข้าต่ำอยู่แล้ว ขณะที่ประโยชน์จากการลงทุนที่เพิ่มขึ้นน่าจะได้จากอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ เครื่องจักร และยาง เป็นเพียง 1 ใน 4 ของการลงทุนจากต่างประเทศทั้งหมด

นายเศรษฐพุฒิกล่าวว่า ข้อตกลงทีพีพีทั้งหมด 30 บท มีกว่า 20 บทที่ไม่ใช่ข้อตกลงทางการค้า แต่มีทั้งการปรับกฎระเบียบของมาตรฐานให้สูงขึ้น เช่น ด้านแรงงาน สิ่งแวดล้อม รัฐวิสาหกิจ และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐและประเด็นเชิงเศรษฐกิจการเมืองที่สหรัฐฯสามารถกำหนดข้อตกลงที่เอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจสหรัฐฯได้ ที่ยิ่งไปกว่านั้น อำนาจต่อรองของไทยยังมีไม่มาก “ไทยทำเหมือนเดิมไม่ได้ ต้องมีกลยุทธ์ในการเจรจาการค้าแบบใหม่ โดยต้อง รู้ว่าเราจะยอมเสียอะไรไปเพื่อให้ได้อะไรมาทำอย่างไร เพื่อรักษาอำนาจต่อรอง เช่น ต้องรู้ว่าอุตสาหกรรมไหนที่เราอยากได้จริงๆ หรือต้องรู้ว่าควรทำสัญญากับใครที่จะได้ประโยชน์สูง.

 

ห่วงกฎหมายคุมยาสูบ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 พ.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/775622

 

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า ขณะนี้ร่าง พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. … ของกระทรวงสาธารณสุข ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว และกำลังเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กระทรวงพาณิชย์ไม่ขัดข้องกฎหมายนี้ แต่มีความเป็นห่วงใน 2 มาตราของกฎหมาย ที่อาจกระทบสิทธิผู้ประกอบการโดยสุจริต และผิด พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2535 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม รวมถึงผิด พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ.2545 จึงเสนอความคิดเห็นประกอบการพิจารณาของ ครม. และ ครม.เห็นชอบตามที่เสนอแล้ว

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์เห็นว่ามาตรา 38 ที่กำหนดให้ รมว.สาธารณสุข มีอำนาจออกประกาศเพื่อกำหนดลักษณะหีบห่อ สี สัญลักษณ์ ฉลาก รวมทั้งเครื่องหมายการค้าของผลิตภัณฑ์ยาสูบ และอาจนำไปสู่การออกประกาศใช้ซองบุหรี่แบบเรียบ ที่ไม่ได้พิมพ์เครื่องหมายการค้า อาจกระทบสิทธิในการใช้เครื่องหมายการค้าของผู้ประกอบการได้ จึงเห็นว่าควรออกประกาศห้ามการแสดงภาพข้อความ หรือเครื่องหมายการค้าที่จูงใจให้เกิดการสูบมากกว่า

สำหรับการใช้บุหรี่ซองเรียบ ขณะนี้เป็นข้อพิพาทในองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) โดยประเทศออสเตรเลีย ซึ่งบังคับใช้ซองเรียบแล้ว ถูกประเทศต่างๆ เช่น ยูเครน ฮอนดูรัส โดมินิกัน และคิวบา ยื่นฟ้อง เพราะเห็นว่าจำกัดทางการค้า กระทรวงพาณิชย์เห็นว่า ควรรอคำวินิจฉัยคดีก่อน เพราะหากไทยบังคับใช้ อาจขัดความตกลงระหว่างประเทศ และจำกัดสิทธิและเสรีภาพของผู้ประกอบการ ส่วนมาตรา 37 กำหนดให้กระทรวงสาธารณสุขเปิดเผยส่วนประกอบและสารที่เกิดจากการเผาไหม้ของยาสูบอันอาจเป็นความลับทางการค้านั้น กระทรวงพาณิชย์เห็นว่ากระทรวงสาธารณสุขควรปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ความลับทางการค้า โดยไม่เปิดเผยข้อมูล เพื่อไม่ให้กระทบต่อสิทธิของเจ้าของความลับ เว้นแต่กรณีที่จำเป็นเพื่อคุ้มครองสุขภาพอนามัยของคนไทย.

 

สั่งรัฐเดินหน้าประหยัดพลังงาน เร่งแก้ปัญหาหนี้ค่าน้ำ-ค่าไฟฟ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/775621

 

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้สั่งให้สำนักงบประมาณเป็นหน่วยงานหลักร่วมกับกระทรวงพลังงาน กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปพิจารณากำหนดแนวทางและมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้ค่าสาธารณูปโภคทั้งค่าน้ำประปา และค่าไฟฟ้าของส่วนราชการต่างๆ เพื่อให้หน่วยงานราชการสามารถดำเนินการให้เกิดความสอดคล้องกัน และเมื่อได้ข้อสรุปถึงแนวทางการดำเนินงานแล้ว ก็ให้เสนอ ครม.พิจารณาด้วย

นายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กล่าวว่า สำนักงบประมาณจะพิจารณาแผนการทำงานใน 2 ส่วน ส่วนแรก เป็นเรื่องของงบประมาณของแต่ละหน่วยงาน หากมีงบฯเหลือจ่ายก็อาจนำงบฯส่วนนั้นมาเป็นค่าใช้จ่ายค่าสาธารณูปโภคในปีงบประมาณนั้นๆได้ และอีกส่วนเป็นการจัดทำมาตรการประหยัดพลังงาน ซึ่งทุกหน่วยงานต้องมากำหนดแผนงานร่วมกันว่าจะผลักดันโครงการใดออกมาช่วยให้เกิดการใช้พลังงานอย่าง ประหยัดได้ จากนั้นจึงรวบรวมรายละเอียดเสนอให้ ครม.พิจารณาต่อไป “สำนักงบประมาณจะรีบหารือกับกระทรวงพลังงานเพื่อช่วยกันกำหนดวิธีแก้ปัญหา โดยเฉพาะการทำแผนประหยัดพลังงานของส่วนราชการ เช่น โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นหน่วยงานราชการ ที่ต้องส่งเสริมให้มากขึ้น รวมทั้งการประหยัดการใช้น้ำ ซึ่งต้องมาสรุปกันอีกทีว่าจะดำเนินการได้อย่างไร ส่วนหนี้ที่ติดค้างอยู่ต้องมาดูแนวทางแก้ไขอีกครั้ง.

 

ซีพี สนับสนุนรัฐหากต้องระงับนำเข้าข้าวสาลี เร่งช่วยเกษตรกรให้ขายข้าวโพดได้ราคาดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 5 พ.ย. 2559 14:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/774631

 

บริษัทกรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้จัดหาวัตถุดิบให้กับบริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) พร้อมขับเคลื่อนหากรัฐบาลต้องระงับนำเข้าข้าวสาลี เพื่อช่วยดูแลเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดให้สามารถขายผลผลิตได้และช่วยให้สถานการณ์ราคาทั้งระบบคลี่คลาย

นายไพศาล เครือวงศ์วานิช รองกรรมการผู้จัดการบริหาร บริษัทกรุงเทพโปรดิ๊วส กล่าวว่า เห็นด้วยหากรัฐบาลพิจารณาระงับการนำเข้าข้าวสาลีจนกว่าสถานการณ์ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศจะดีขึ้นและเกษตรกรสามารถขายผลผลิตได้ในราคาที่เหมาะสม

“เราช่วยดูแลเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดในประเทศให้ขายผลผลิตได้ และเป็นการระดมกลไกการรับซื้อจากทุกภาคส่วนให้ออกมามีส่วนร่วมรับซื้อผลผลิตให้ได้มากที่สุดในช่วงการเก็บเกี่ยวข้าวโพด ที่สำคัญเพื่อให้เกษตรกรมีความมั่นใจว่ามีตลาดรองรับผลผลิต” นายไพศาล กล่าวและว่า

การระงับการนำเข้าน่าจะสามารถดำเนินการได้ตั้งแต่เดือนธันวาคม เป็นระยะเวลา 6-7 เดือน หรือจนกว่าสถานการณ์ราคาในประเทศจะดีขึ้น เพื่อดูแลเกษตรกรในช่วงที่ผลผลิตในประเทศออกสู่ตลาดมาก ประกอบกับเป็นช่วงที่ราคาข้าวโพดในตลาดโลกตกต่ำ


สำหรับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ มีความต้องการใช้ข้าวโพดเฉลี่ยเดือนละ 500,000 ตัน แต่การเก็บเกี่ยวผลผลิตออกสู่ตลาดมากในช่วงเดือนกันยายนจำนวน 1 ล้านตัน, ตุลาคม 1.3 ล้านตัน และพฤศจิกายน 800,000 ตัน ตามสถิติของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร

ล่าสุด บริษัทกรุงเทพโปรดิ๊วส เป็นรายใหญ่ที่สุดในการรับซื้อข้าวโพดส่วนเกินจากความต้องการของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ในเดือนพฤศจิกายน จำนวน 150,000 ตัน จากผลผลิตส่วนเกินทั้งหมด 300,000 ตัน นอกจากนี้ บริษัทยังสนับสนุนนโยบายรัฐบาลด้วยการรับซื้อข้าวโพดราคากิโลกรัมละ 8 บาท ที่ความชื้น 14.5% เมล็ดเสีย 4% ตามมาตรฐานกระทรวงพาณิชย์ จากพื้นที่ที่ได้รับรองเอกสารสิทธิถูกต้อง ที่โรงงานกรุงเทพฯ และปริมณฑล และช่วยยังเหลือเกษตรกรในรูปแบบอื่นๆ เช่น การเปิดช่องทางพิเศษเพื่อซื้อตรงจากเกษตรกรที่โรงงานอาหารสัตว์ของบริษัททั่วประเทศ 15 แห่ง รวมถึงการขยายการรับซื้อข้าวโพดที่ความชื้น 30% เพื่อช่วยรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร

“บริษัทพร้อมให้การสนับสนุนรัฐบาลหากมีการระงับการนำเข้าข้าวสาลี เพื่อให้เกษตรกรสามารถขายผลผลิตได้ราคา” นายไพศาลกล่าว.

 

เอกชนร่วมแรงร่วมใจ เปิดจุดขายข้าวสารทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 พ.ย. 2559 11:09

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/774476

 

“ไทวัสดุ” และ “ทรู” ร่วมช่วยชาวนาขายข้าวสาร โดยไทวัสดุจัดพื้นที่สาขา ซึ่งกระจายอยู่ทั่วประเทศให้วางขายฟรี ขณะที่บางสาขายังให้นำข้าวมาตากแดดไล่ความชื้น ขณะที่ทรูเปิดทรูช้อปและทรูคอฟฟี่ขายข้าวที่ซื้อมาจากชาวนา…

ทุกภาคส่วนร่วมแรงร่วมใจช่วยเหลือชาวนาขายข้าวสาร หลังจากปีนี้ ราคาตกต่ำในรอบหลายๆ ปี รวมทั้งภาคเอกชน โดยนายกำชัย หลุยยะพงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายการตลาด บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด ผู้ทำธุรกิจด้านสินค้าบ้าน กล่าวว่า เพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐในการแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ไทวัสดุขอแบ่งพื้นที่ร้านค้าทั้ง 42 สาขาทั่วประเทศ ให้ชาวนา หรือเกษตรกรขายข้าวสารฟรี ระหว่างวันที่ 15 พ.ย. – 31 ธ.ค. 2559 ในพื้นที่บริเวณลานจอดรถหน้าสาขา หรือพื้นที่ร้านค้าเช่าบริเวณทางเข้าสาขา โดยพิจารณาตามความเหมาะสมของพื้นที่ รวมทั้งช่วยประชาสัมพันธ์ผ่านทุกช่องทางสื่อที่มีอยู่

ทั้งนี้ สาขาส่วนใหญ่ของไทวัสดุอยู่ในบริเวณพื้นที่ทำการเกษตรเป็นหลัก ทั้งสวนผลไม้และพืชไร่ รวมทั้งการทำนาข้าว โดยเฉพาะสาขาพื้นที่ภาคเหนือ ภาคอีสานและภาคกลาง ล่าสุด ได้ประสานงานกับกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการช่วยหาชาวนา หรือเกษตรกรในกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่กรมส่งเสริมการเกษตรดูแลอยู่ เข้ามาขายข้าวในพื้นที่ที่ไทวัสดุจัดให้ฟรี ขณะเดียวกันยังได้ร่วมกับจังหวัดต่างๆ ในการเข้าไปช่วยเหลือ อาทิ สาขาลำปางได้ประสานกับจังหวัดจัดสรรพื้นที่ภายในร้านให้ชาวนามาจำหน่ายข้าวสารกับผู้บริโภคโดยตรงฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย พร้อมกับกันพื้นที่ลานจอดรถหน้าร้านบางส่วนให้ชาวนานำข้าวมาตากเพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่เกษตรกรด้วย

อีกด้านหนึ่ง นายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคม กล่าวว่า ด้วยความพร้อมของกลุ่มทรู ที่มีช่องทางเข้าถึงประชาชนกระจายอยู่ตามพื้นที่หลักของประเทศ กลุ่มทรู จึงขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรไทยตามนโยบายของรัฐบาล โดยนำข้าวที่เครือเจริญโภคภัณฑ์รับซื้อจากชาวนามาจัดจำหน่ายที่ทรูช้อปและทรูคอฟฟี่ รวมกว่า 300 สาขา ทั่วประเทศ โดยจะจำหน่ายในราคาต้นทุน ไม่บวกกำไร ซึ่งมั่นใจว่าจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเลือกซื้อได้ง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งจะเปิดจำหน่ายตั้งแต่สัปดาห์ที่ 3 ของเดือน พ.ย.นี้ เป็นต้นไป.

ข่าวเกี่ยวข้อง

เปิดจุดขายข้าวทั่วกรุง

 

ทองไทยขยับขึ้นบาทละ 50 รูปพรรณขายออก 22,100

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 พ.ย. 2559 10:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/774446

 

เมื่อวันที่ 5 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมค้าทองคำประกาศปรับขึ้นราคาทองคำในประเทศไทยบาทละ 50 บาท โดยราคาทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 21,500 บาท ขายออกบาทละ 21,600 บาท ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,117.88 บาท ขายออกบาทละ 22,100 บาท.

 

หุ้นสหรัฐฯ ร่วงต่อเนื่องวันที่ 9 กังวลเลือกตั้งสหรัฐฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 พ.ย. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/774351

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ลดลงเป็นวันที่ 9 ติดต่อกัน โดยความกังวลเกี่ยวกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งสูสีอย่างมาก ยังคงหน่วงความเคลื่อนไหวของตลาด ขณะที่เหลือเวลาอีกไม่กี่วันจะถึงวันลงคะแนนแล้ว…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 4 พ.ย. ในแดนลบ โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 42.39 จุด หรือ 0.24% ปิดที่ 17888.28 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 3.48 จุด หรือ 0.17% ปิดที่ 2085.18 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กลดลง 12.04 จุด หรือ 0.24% ปิดที่ 5046.37 จุด

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ลดลงแม้ว่าจะมีสัญญาณความเข้มแข็งขึ้นของตลาดแรงงาน โดยกระทรวงแรงงานเปิดเผยว่า สหรัฐฯ มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 161,000 ตำแหน่งในเดือน ต.ค. ขณะที่อัตราว่างงานลดลงเหลือ 4.9% โดย คริส โลว์ จากบริษัทการเงิน เอฟทีเอ็น ระบุว่า นักลงทุนกำลังรอผลการเลือกตั้งในวันอังคาร ก่อนจะตัดสินใจก้าวต่อไป.

 

ประเทศไทยยังเนื้อหอม นักท่องเที่ยวแห่เดินทางเข้าออกกันควั่ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 พ.ย. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/774266

 

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า กระทรวงคาดการณ์ว่าประเทศไทยจะมีรายได้รวมทางการท่องเที่ยวตลอดทั้งปี 2559 กว่า 2.48 ล้านล้านบาท ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายายได้ที่กระทรวงตั้งไว้ที่ 2.4 ล้านล้านบาท ประมาณ 4% แบ่งเป็นรายได้จากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 1.63 ล้านล้านบาท จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่คาดว่าจะเข้ามา 32.4 ล้านคน และรายได้จากนักท่องเที่ยวไทย จำนวน 859,002 ล้านบาท เติบโต 6.9% ทั้งนี้ ในภาพรวมนักท่องเที่ยวไตรมาส 4 ประเมินว่าจะมีรายได้ 609,616 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.28% แบ่งเป็นรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 389,884 ล้านบาท และรายได้จากนักท่องเที่ยวไทย 219,731 ล้านบาท ขณะที่ผลสรุปภาพรวมท่องเที่ยวในไตรมาส 3 มีนักท่องเที่ยวทั้งหมด 8.22 ล้านคน โต 13.09% ขณะที่รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมกว่า 410,755 ล้านบาท เติบโต 14.77% โดยรายได้อันดับ 1 ได้แก่ นักท่องเที่ยวยุโรปและนักท่องเที่ยวอาเซียน

“ปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงในการท่องเที่ยวในช่วงไตรมาส 3 และระยะต่อไป กระทรวงจะพิจารณาจากแนวโน้มเติบโตของการท่องเที่ยวโลก รวมถึงบทบาทการเชื่อมโยงนักท่องเที่ยวภูมิภาคต่างๆในอาเซียนโดยให้ไทยเป็นศูนย์กลางในการเพิ่มเส้นทางการบินของสายการบินต้นทุนต่ำ อาทิ การเปิดเส้นทางบินของเวียดเจ็ท ในประเทศไทย, แอร์เอเชียใช้ไทยเป็นฐานเชื่อมโยงไปยังภายในภูมิภาคเชื่อมโยงแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของกลุ่มนักท่องเที่ยวสูงอายุ”

นายเจริญ วังอนานนท์ นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า ภาพรวมตลาดจีนตลอดทั้งปีคาดว่าโดยเฉพาะภายหลังรัฐบาลออกมาตรการปราบทัวร์ศูนย์เหรียญ ทำให้ยอดนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางผ่านบริษัทนำเที่ยวสมาชิกสมาคมแอตต้าในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ลดลงกว่า 40% โดยเหตุการณ์เริ่มนิ่งขึ้น.